Categories
Feature

25 ปี “ช้างกระทืบโรง” กลับมาย่ำหญ้าพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

หากเอ่ยฉายา “ช้างกระทืบโรง” แฟนบอลไทยมากมายที่เพิ่งติดตามลีกลูกหนังไม่ถึง 20 ปี อาจส่ายหน้า ถ้าเปลี่ยนเป็น “สกาย บลูส์” ก็อาจตอบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ความจริงแล้ว สกายบลูส์และช้างกระทืบโรงเป็นฉายาของ “โคเวนทรี ซิตี” สโมสรเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี

นักข่าวและสื่อกีฬาไทยเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้วตั้งฉายาให้โคเวนทรีว่า “ช้างกระทืบโรง” ซึ่งมาจากโลโกสโมสรที่มีรูปช้างแบกปราสาทอยู่บนหลัง ซึ่งจริงๆ เป็นตราประจำเมืองโคเวนทรี  เมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นรองเพียงเบอร์มิงแฮมในมณฑลเวสต์มิดแลนด์ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเชอร์บอร์น

ช้างกระทืบโรง เป็นตัวอย่างหนึ่งของเอกลักษณ์การตั้งฉายาของนักข่าวกีฬาไทยยุคก่อน ที่เน้นการแปลสัญลักษณ์ให้เป็นภาพพจน์ที่จดจำง่ายและมีพลัง ขณะที่ “ทีมสีฟ้าอ่อน” ให้ความรู้สึกนุ่มนวลสบายตา แต่การตั้งนักข่าวไทยกลับเลือก “ช้าง” จากตราสโมสร มาสร้างภาพลักษณ์ที่ดุดันน่าเกรงขาม การเติมคำว่า “กระทืบโรง” สื่อถึงการทำลายล้างด้วยพละกำลังมหาศาล บ่งชี้ถึงโคเวนตรีเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งทางกายภาพสูง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้เป็นทีมรองบ่อนในเชิงแท็กติกและเงินทุนสร้างทีม

ขอบคุณภาพจาก  ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/wp-content/uploads/2026/04/coventry-city-fans-stands-cardboard-1074254277.jpg?resize=2048,1442&quality=90&strip=all

แต่โคเวนทรีตกจากพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 2001 เคยลงไปใช้ชีวิตในลีกทูในฤดูกาล 2017-18 ล่าสุดช้างกระทืบโรงของคนไทยจะขึ้นมาย่ำสนามหญ้าระดับเทียร์ 1 ในฤดูกาล 2026-27 หลังจากห่างหายไปนานถึง 25 ปี

โคเวนตรีได้รับการันตีเลื่อนชั้นหลังจากเสมอ 1-1 ในบ้านของแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้เหลือการแข่งอีก 3 นัด แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมวัย 47 ปี ชาวอังกฤษ เปิดเผยความรู้สึกว่า “การพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ โดยเหลืออีก 3 นัด ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจ ผมภูมิใจในตัวทีมงานทุกคน ผมชื่นชมปฏิกิริยาของนักเตะและแฟนๆ มันเทียบเท่ากับสิ่งที่ผมเคยทำได้กับทีมเชลซีในอดีต ทั้งแชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีก แต่การเลื่อนชั้นครั้งนี้ มันเกินความคาดหมาย ผมไม่ได้ดูถูกนักเตะ มันคือการทำงานหนักจนพวกเขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของพวกเขา”

ไม่กี่วันถัดมา โคเวนทรีถล่มพอร์ทสมัธ 5-1 จึงสถาปนาเป็นแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ฤดูกาล 2025-26 อย่างเป็นทางการ เป็นแชมป์ระดับเทียร์ 2 สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1966–67 ยุคที่ยังใช้ชื่อ ดิวิชัน 2

การสรรหาผู้เล่นที่ใช่ และรีดศักยภาพออกมา

ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่โคเวนทรีกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2001 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่พวกเขาเล่นในลีกสูงสุด (พบกับแบรดฟอร์ด) ซึ่งอังกฤษตอนนั้น โทนี แบลร์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้คนยังตกใจที่ราคาเบียร์พุ่งไปถึง 2 ปอนด์ต่อไพนต์!

เส้นทางของทัพสกายบลูส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาเคยดิ่งลงไปถึงลีกทู และต้องเผชิญกับวิกฤตสนามเหย้าจนต้องไปเช่าสนามของ นอร์ทแธมป์ตัน และ เบอร์มิงแฮม เล่น แม้ในยุค มาร์ค โรบินส์ เป็นผู้จัดการทีม เคยพาทีมไต่อันดับขึ้นมาจนเกือบสมหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษนัดชิงเพลย์ออฟกับลูตันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็นบาดแผลฉกรรจ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง เจ้าของสโมสร ตัดสินใจซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ การหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องค่าเช่า ทำให้สโมสรมีรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และนำไปสู่การแต่งตั้งแลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมในเดือนพฤศจิกายน 2024

แลมพาร์ดเข้ามารับงานตอนที่ทีมวนเวียนอยู่เหนือโซนตกชั้น แต่ตำนานนักเตะเชลซีสามารถเปลี่ยนโคเวนทรีให้กลายเป็นทีมใหม่ เขารีดศักยภาพของ ฮาจิ ไรท์ ให้กลายเป็นกองหน้าเบอร์ 9 เต็มตัว และขัดเกลา แบรนดอน โทมัส-อาซานเต จนกลายเป็นดาวยิงที่อันตรายในกรอบเขตโทษ ขณะที่แดนกลางมี แจ็ค รูโดนี แข้งวัย 24 ปีที่แลมพาร์ดยอมรับว่าเห็นเงาร่างของตัวเองอยู่ในนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/coventry-city-championship-title-lampard-37047792

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมสรรหานักเตะที่เน้นความคุ้มค่า มากกว่าการทุ่มเงินอย่างไร้สติได้แก่ มิลาน ฟาน เอไวค์ 3.4 ล้านปอนด์ จาก ฮีเรนวีน, เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก 4.25 ล้านปอนด์ จาก ปีเตอร์โบโร, วิคเตอร์ ทอร์ป 2 ล้านปอนด์ จาก ซาร์ปสบอร์ก และ แบรนดอน โทมัส-อาซานเต 2.25 ล้านปอนด์ จาก เวสต์บรอมวิช

ในเชิงแท็กติกและสไตล์การเล่น แลมพาร์ดไม่ได้เน้นเกมรับ แต่สั่งลุยด้วยสไตล์ “Heavy Metal Press” ที่ดุดัน โดยมี แมตต์ ไกรม์ส และ แฟรงค์ ออนเยกา (ยืมตัวจากเบรนท์ฟอร์ด) เป็นห้องเครื่องสำคัญ แม้ช่วงเดือนธันวาคม โคเวนทรีเคยนำมิดเดิลสโบรห์ถึง 10 แต้ม ก่อนฟอร์มแผ่วจนโดนแซงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 3-1 ที่ซีบีเอส อารีนา และไม่เคยมองย้อนกลับไปอีกเลย

สถิติการพังประตูของทีมก็น่าทึ่ง เพราะไม่ใช่แค่กองหน้าอย่าง ไรท์ หรือ โทมัส-อาซานเต เท่านั้น แต่ทั้ง เอลลิส ซิมส์, เมสัน-คลาร์ก, ซากาโมโตะ รวมถึงกองหลังอย่าง เลียม คิทชิง และ บ็อบบี โทมัส ต่างก็มีชื่อบนสกอร์บอร์ด

ก้าวต่อไปในลีกสูงสุดคือบทพิสูจน์ของจริง แลมพาร์ดทราบดีว่าหากจะอยู่รอดในลีกที่มีมูลค่าการันตีอย่างน้อยปีละ 100 ล้านปอนด์นี้ เขาจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แผงหลังและกองกลางเพิ่ม หากทำได้ โคเวนทรีชุดนี้ก็มีโอกาสที่จะสู้ได้อย่างสูสี

ปลุกทีมด้วยจิตวิทยาและมาตรฐานระดับสูง

ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์เฉลิมฉลองการเลื่อนชั้น หลายคนอาจลืมไปว่า ย่างก้าวแรกๆ ที่แลมพาร์ดเดินเข้าสู่ถิ่นโคเวนทรี เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้อง สาเหตุสำคัญมาจากสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนบอลกับอดีตกุนซือ มาร์ก โรบินส์

แฟนบอลและนักเตะจำนวนมากต่างรู้สึกว่า “พรีเมียร์ลีก” คือพรมลิขิตที่พวกเขาควรไปถึงภายใต้การนำของโรบินส์ ผู้ชุบชีวิตสโมสรขึ้นมาจากลีกทู ตลอดระยะเวลา 7 ปีแห่งหยาดเหงื่อและน้ำตาจนเกือบทำสำเร็จในนัดชิงเพลย์ออฟปี 2023 การถูกปลดของเขาในเดือนพฤศจิกายน 2024 จึงสร้างความรู้สึก “ใจสลาย” และ “สะอิดสะเอียน” ให้กับแฟนบอลในตอนนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38853472/frank-lampard-coventry-city-promotion-wait-premier-league/

แต่ ดัก คิง เจ้าของสโมสรผู้เป็นนักธุรกิจ มองต่างออกไป เขาเชื่อว่าห้องแต่งตัวต้องการ “เสียงใหม่” และมองเห็นโอกาสทางการค้าจากการดึงซูเปอร์สตาร์มานั่งเก้าอี้กุนซือ และวันนี้ หลังผ่านไป 18 เดือน การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยความเสี่ยงนั้นได้กลายเป็นความถูกต้อง

ในวันแรกที่มาถึง แลมพาร์ดเรียกทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช เชฟ จนถึงพนักงานทำความสะอาด มาเจอกันในโรงยิม และบอกกับพวกเขาว่า “ขอบฟ้าคือขีดจำกัดของโคเวนทรี” 

แฮร์รี คอลเลดจ์ แฟนบอลรุ่นที่ 5 ของสโมสร ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกชุดแข่ง เล่าถึงผลกระทบที่แลมพาร์ดมีต่อทีมว่า มันคือเรื่องของ “มาตรฐาน” ที่เข้มงวดและการขับเคลื่อนที่ไร้ความปรานี ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับสมัยที่แลมพาร์ดเป็นนักเตะ

“เขาทำให้ผมอยากออกไปวิ่งรอบสนาม! เขาปลุกวิญญาณผู้ชนะให้กลับมาสู่สโมสร วิธีที่เขามองเกมฟุตบอลนั้น น่าเหลือเชื่อมาก และเขามักจะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดว่าสถานการณ์ไหนในเกมที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้” คอลเลดจ์กล่าว

แลมพาร์ดไม่ใช่ผู้จัดการทีมประเภทชอบตะโกนด่าทอ เขาเป็นคนใจเย็น แต่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงประเด็น ทุกเช้าเขาจะเดินทางจากลอนดอนมายังสนามซ้อม และมักจะพักค้างคืนที่โคเวนทรีเพื่อลงรายละเอียดในสนามซ้อมร่วมกับมือขวาอย่าง โจ เอ็ดเวิร์ดส์ อย่างใกล้ชิด

ภายใต้การนำของแลมพาร์ด นักเตะหลายคนพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น เจย์ ดา ซิลวา แบ็กซ้าย และ แจ็ค รูโดนี กองกลางที่เริ่มมีสไตล์การเติมเกมบุกที่ลึกลับเหมือนตัวแลมพาร์ดเอง, ฮาจิ ไรท์ กองหน้าที่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกในเกมสำคัญกับคู่แข่งลุ้นเลื่อนชั้นอย่างมิดเดิลสโบรห์เมื่อเดือนที่แล้ว, คาร์ล รัชเวิร์ธ ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจากไบรท์ตัน และ แฟรงค์ ออนเยกา ที่ยืมตัวมาจากเบรนท์ฟอร์ดในเดือนมกราคม เพื่อเติมคุณภาพในช่วงที่ทีมเริ่มแผ่ว

อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดคือการคว้าตัว แมตต์ ไกรม์ส กัปตันทีมจากสวอนซีด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2025 แลมพาร์ดมอบอำนาจให้ไกรม์สเป็นเหมือนผู้จัดการทีมในสนาม คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ จอห์น เทอร์รี สมัยอยู่ที่เชลซี

เบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนอาจไม่รู้คือบทบาทของ แคลร์-มารี โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการด้านผลงาน (Performance Director) เธอเป็นนักจิตวิทยาชำนาญการที่นำ “เครื่องมือประเมินทางจิตวิทยามาตรฐานทองคำ” (Psychometric Instrument) มาใช้ในการคัดเลือกนักเตะและการฟื้นฟูร่างกาย

โรเบิร์ตส์ทำงานใกล้ชิดกับ คริส โจนส์ โค้ชทีมชุดแรกที่มีประสบการณ์โชกโชนจากเชลซีในยุคของ โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต และ โธมัส ทูเคิล ระบบนี้ช่วยคัดกรองให้นักเตะใหม่มี “ลักษณะนิสัย” ที่เข้ากับทีมได้ทันที ซึ่งแลมพาร์ดมักให้เครดิตกับความสามัคคีและทัศนคติของนักเตะที่ทำให้ทีมทำผลงานได้เกินความคาดหมายเมื่อเทียบกับงบประมาณค่าเหนื่อยที่อยู่ในระดับกลางตารางเท่านั้น

หนทางสู่พรีเมียร์ลีกไม่ได้เรียบหรู ในช่วงฤดูหนาว โคเวนทรีเคยเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับมิดเดิลสโบรห์ แต่ในห้องแต่งตัวกลับไม่มีความตื่นตระหนก ชัยชนะ 3-1 เหนือ “โบโร่” ที่ซีบีเอส อารีนา กลายเป็นจุดไฟแห่งความเชื่อมั่นให้ลุกโชนอีกครั้ง

แลมพาร์ดพยายามอย่างหนักในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล แม้ในตอนแรกเขาไม่ค่อยถนัดกับการทำท่า “Fist Pumps” (ชูกำปั้นฉลองชัย) ต่อหน้าสแตนด์ฝั่งเจ้าบ้าน แต่เขาก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อกับสาวก “สกายบลูส์” เขายังสนับสนุนการนำวง The Enemy มาเล่นสดก่อนเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเพลง “We’ll Live and Die in These Towns” ได้กลายเป็นเพลงมาร์ชแห่งการคืนชีพของทีมไปโดยปริยาย

จากความล้มเหลวสู่การทวงคืนศักดิ์ศรี

แม้แฟนบอลโคเวนทรีกำลังมองไปยังอนาคตในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แต่พวกเขายังมีความทรงจำกับการเดินทางตลอด 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทน นับตั้งแต่เสียงนกหวีดสุดท้ายในปี 2001 สโมสรนี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่ “อุโมงค์ที่มืดมิด” ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11710/13529274/coventry-city-back-on-the-cusp-of-the-premier-league-after-25-years-away

ในอดีต โคเวนทรีได้ชื่อว่าเป็น “จอมรอดตาย” โดยเคยหนีตกชั้นในวันสุดท้ายได้ถึง 10 ครั้ง แต่ในปี 2001 ภายใต้การคุมทีมของ กอร์ดอน สตราคัน ปาฏิหาริย์ก็หมดลง พวกเขาแพ้ แอสตัน วิลลา 2-3 ทั้งที่นำก่อน 2-0 ส่งผลให้ต้องตกชั้นสู่ลีกรองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 คริส เคิร์กแลนด์ นายทวารในวันนั้น กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สโมสรไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย”

ความพยายามกลับสู่พรีเมียร์ลีกล้มเหลวตลอด 11 ปีในแชมเปียนชิพ พวกเขาจบด้วยครึ่งบนของตารางได้เพียง 3 ครั้ง ก่อนเผชิญวิกฤตการเงินและเจ้าของทีมที่อื้อฉาวอย่าง ซิซู แคปิตอล จนร่วงลงสู่ลีกวันในปี 2012 ซึ่งเป็นการลงมาเล่นระดับดิวิชัน 3 ครั้งแรกในรอบ 48 ปี

ฝันร้ายที่รุนแรงที่สุดคือเรื่องของ “บ้าน” ในปี 2013 ข้อพิพาทเรื่องสนาม ริโคห์ อารีนา ทำให้โคเวนทรีต้องระเหเร่ร่อนไปเล่นที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน ซึ่งห่างออกไปถึง 70 ไมล์ แฟนบอลประท้วงอย่างหนักเพื่อให้ทีมได้กลับมาเล่นในเมืองตัวเอง แม้ได้กลับมาในปีถัดมา แต่ความตกต่ำก็ยังไม่หยุดยั้ง เมื่อทีมร่วงลงสู่ลีกทูหรือระดับดิวิชัน 4 ในปี 2018 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1959

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างเริ่มปรากฏเมื่อ มาร์ค โรบินส์ กลับมาคุมทีมเป็นรอบที่สอง เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ อีเอฟแอล โทรฟี ที่เวมบลีย์ ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 4 หมื่นคน และพาทีมเลื่อนชั้นรวดเดียว 2 ระดับในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้ต้องไปเช่าสนาม เซนต์ แอนดรูวส์ ของเบอร์มิงแฮม เป็นสนามเหย้าชั่วคราวอีกครั้งก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง นักธุรกิจท้องถิ่น เข้ามาซื้อกิจการต่อจากกลุ่มซิซูในปี 2022 เขาปลดเปลื้องภาระหนี้สินและสร้างความหวังใหม่ แม้ทีมพ่ายจุดโทษในนัดชิงเพลย์ออฟต่อ ลูตัน ทาวน์ จนพลาดตั๋วพรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่รากฐานที่วางไว้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น

ในฤดูกาล 2024-25 การตัดสินใจปลดโรบินส์และแต่งตั้งแลมพาร์ด สร้างความกังขาในตอนแรก แต่แลมพาร์ดพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมจากอันดับ 17 ขึ้นไปถึงรอบเพลย์ออฟ แม้แพ้ซันเดอร์แลนด์ในรอบตัดเชือก แต่เขาก็สร้างขวัญกำลังใจให้ทีมอย่างมหาศาล

ฤดูกาล 2025-26 คือปีที่ประวัติศาสตร์สโมสรต้องจารึก โคเวนทรีปิดดีลซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับมาเป็นของตัวเองได้สำเร็จในรอบ 20 ปี, โคเวนทรีไม่แพ้ใครใน 12 เกมแรก และในที่สุด พวกเขาก็คว้าตั๋วกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน 25 ปี

จากความล้มเหลวทางการเงิน การถูกขับไล่จากสนามเหย้า และการดิ่งลงสู่ลีกต่ำสุด วันนี้ “สกายบลูส์” หรือ “ช้างกระทืบโรง” ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีอุโมงค์ใดที่ยาวเกินไป หากมีความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนชั้น แต่เป็นการ “ทวงคืนบ้าน” และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวโคเวนทรีอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

“Netflix ของพรีเมียร์ลีก” การปฏิวัติโมเดลธุรกิจฟุตบอล

ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้สร้างตัวเองขึ้นเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่ทรงพลังที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะคุณภาพของการแข่งขันในสนามเท่านั้น แต่เพราะระบบเศรษฐกิจของลีกที่ถูกออกแบบมาอย่างเฉียบแหลม โดยเฉพาะการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ทำให้พรีเมียร์ลีกกลายเป็น “สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม” ของอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดชนิดหนึ่งในศตวรรษที่ 21 

รายได้จากการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกทศวรรษ ส่งผลให้สโมสรมีเงินลงทุนสูงขึ้น นักเตะฝีเท้าดีและมีชื่อเสียงระดับโลกหลั่งไหลเข้ามา และลีกก็ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นวงจรที่หมุนต่อเนื่องไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกแห่งการสื่อสารกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสตรีมมิงเต็มตัว พรีเมียร์ลีกเองก็เริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจเดิมของตัวเองเช่นกัน จนเกิดแนวคิดในการสร้างแพลตฟอร์มรับชมฟุตบอลโดยตรงจากลีก ซึ่งแฟนบอลจำนวนมากเรียกกันแบบไม่เป็นทางการว่า Premflix” หรือ “เน็ตฟลิกซ์ของพรีเมียร์ลีก”

มีรายงานว่า พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดตัวบริการสตรีมมิงของตัวเองภายใต้ชื่อ Premier League Plus” ก่อนเปิดฤดูกาลหน้า และเริ่มทดลองใช้งานในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแฟนบอลสามารถรับชมการแข่งขันสดครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาลได้โดยตรงผ่านแอป นับเป็นครั้งแรกที่ลีกขายลิขสิทธิ์แบบส่งตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer) หรือไม่ต้องผ่านผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแบบเดิม

ริชาร์ด มาสเตอร์ส ซีอีโอพรีเมียร์ลีก ระบุว่า นี่คือก้าวแห่งการเรียนรู้เพื่อทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ แม้จะยังเป็นเพียงตลาดเดียว แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ลีกสูงสุดของอังกฤษเริ่มควบคุมรายได้และฐานลูกค้าด้วยตัวเอง โดยเป็นการร่วมมือกับ StarHub ผู้ถือสิทธิ์เดิมในสิงคโปร์ และให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง แต่พรีเมียร์ลีกยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดค่าบริการและแพ็กเกจสมาชิกอย่างเป็นทางการ

แม้การทดลองนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมฟุตบอลทั่วโลก นี่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตของการดูฟุตบอลในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

Premflix คืออะไร

Premflix ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แฟนบอลใช้เรียกบริการ “พรีเมียร์ ลีก พลัส” คือแพลตฟอร์มสตรีมมิงแบบ Direct-to-Consumer หรือการส่งคอนเทนต์จากลีกไปยังผู้ชมโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างสถานีโทรทัศน์ 

โมเดลนี้คล้ายกับบริการสตรีมมิงชมภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Netflix หรือ Disney+ แต่เนื้อหาหลักคือฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั้งหมด แฟนบอลสามารถสมัครสมาชิกผ่านแอปเพื่อรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาล พร้อมคอนเทนต์เสริม เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์เกม รายการสารคดีเกี่ยวกับสโมสร และช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง 

แพลตฟอร์มได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่สมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ทำให้แฟนบอลสามารถดูฟุตบอลได้ทุกที่ทุกเวลา 

สิ่งสำคัญที่สุดของบริการนี้คือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้ควบคุมระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การจัดโปรโมชัน การผลิตคอนเทนต์ ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของลีกจาก “ผู้ขายลิขสิทธิ์” ไปสู่ “ผู้ให้บริการสื่อโดยตรง” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก

การถ่ายทอดสดรูปแบบเดิม

เพื่อเข้าใจว่าทำไม Premflix จึงถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูโมเดลธุรกิจของพรีเมียร์ลีกในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11095/12572660/download-the-sky-sports-app-free-premier-league-highlights-f1-race-control-and-more-at-your-fingertips 


ตั้งแต่ก่อตั้งลีกในปี 1992 พรีเมียร์ลีกใช้ระบบประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โดยให้สถานีโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มสื่อแข่งขันกันเสนอราคาสูงสุดเพื่อให้ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่ สกาย สปอร์ตส์ กลายเป็นพันธมิตรหลักของลีกมาอย่างยาวนาน ก่อนมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาแบ่งตลาดในภายหลัง เช่น ทีเอ็นที สปอร์ตส์ และ แอมะซอน ไพรม์ 

ดีลลิขสิทธิ์ล่าสุดในสหราชอาณาจักรช่วงปี 2025–2029 มีมูลค่าประมาณ 6.7 พันล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษ แต่ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัดหลายประการ แฟนบอลจำนวนมากต้องสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์มเพื่อดูทุกแมตช์ บางเกมอยู่ในสกาย บางเกมอยู่ในทีเอ็นที บางเกมอยู่ในแอมะซอน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมต่อฤดูกาลสูงมาก

ขณะเดียวกัน พรีเมียร์ลีกเองก็ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับแฟนบอล เพราะลูกค้าหลักของลีกคือผู้แพร่ภาพ ไม่ใช่ผู้ชมจริงๆ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ชมจึงอยู่ในมือของสถานีโทรทัศน์มากกว่าลีก ดังนั้น Premflix จึงเป็นการทดลองที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างนี้อย่างสิ้นเชิง

ตารางเปรียบเทียบระหว่างการถ่ายทอดสดแบบ ยุคเก่า vs ยุค Premflix เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจน

การเข้าถึง (Access)

แบบเดิม: จำกัดตามพื้นที่และผู้ให้บริการท้องถิ่น

Preflix: เข้าถึงได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต

ราคา (Pricing)

แบบเดิม: มักพ่วงช่องอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูง

Preflix: จ่ายเฉพาะฟุตบอล ราคาอาจผันแปรตามภูมิภาค

ประสบการณ์การดู

แบบเดิม: Passive (นั่งดูตามที่สถานีจัดให้)

Prefilx: Active (เลือกมุมกล้อง, สถิติ, แชทสด)

เจ้าของข้อมูล

แบบเดิม: สถานีโทรทัศน์เป็นเจ้าของ

Premflix: พรีเมียร์ลีกเป็นเจ้าของ 100%

ขนาดเศรษฐกิจของพรีเมียร์ลีก

เพื่อเข้าใจเดิมพันของการทดลองครั้งนี้ ต้องมองภาพรวมของเศรษฐกิจพรีเมียร์ลีกก่อน ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลที่สร้างรายได้จากการถ่ายทอดสดสูงที่สุดในโลก รายได้รวมจากลิขสิทธิ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศในรอบวัฏจักรปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านปอนด์ โดยรายได้จากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียวมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเครือข่าย เอ็นบีซี จ่ายเงินราว 2.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกเป็นเวลา 6 ปี ขณะที่ตลาดเอเชียก็มีมูลค่าสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นดีลในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นเพียงลีกฟุตบอลของอังกฤษอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์กีฬาระดับโลกที่มีผู้ชมหลายพันล้านคนในเกือบทุกภูมิภาคของโลก ดังนั้น การสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงของตัวเองจึงไม่ใช่แค่การทดลองทางเทคโนโลยี แต่เป็นการทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาจมีผลต่อรายได้หลายพันล้านปอนด์ในอนาคต

ขอบคุณภาพจาก  https://sports.yahoo.com/articles/liverpool-named-america-most-supported-120000972.html  

Premflix ถือกำเนิดเพราะเหตุใด

การเกิดขึ้นของ Premflix เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในอุตสาหกรรมกีฬาและสื่อ ปัจจัยแรกคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้ชมรุ่นใหม่เติบโตมากับบริการสตรีมมิง และคุ้นเคยกับการรับชมคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการดูโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ในโลกที่ผู้คนสามารถดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ได้ทุกที่ทุกเวลา ฟุตบอลที่ยังผูกติดกับระบบถ่ายทอดสดแบบเดิม จึงเริ่มดูไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ 

ปัจจัยที่สองคือ ปัญหาสตรีมเถื่อนซึ่งกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรมกีฬา รายงานหลายชิ้นระบุว่า มีผู้ชมหลายล้านคนในยุโรปดูการแข่งขันฟุตบอลผ่านเว็บไซต์เถื่อน เนื่องจากค่าบริการถ่ายทอดสดที่สูงและการกระจายตัวของแพลตฟอร์ม การมีบริการรวมศูนย์เพียงแห่งเดียวอาจช่วยลดแรงจูงใจในการใช้สตรีมผิดกฎหมายได้ 

ปัจจัยที่สามคือ การเติบโตของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกมีผู้ชมทั่วโลกเกือบสองพันล้านคนในเกือบสองร้อยประเทศ นั่นหมายความว่า ฐานแฟนบอลของลีกจำนวนมากอยู่ไกลจากอังกฤษ Premflix จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พรีเมียร์ลีกสามารถเชื่อมต่อกับแฟนบอลเหล่านี้ได้โดยตรง

รายละเอียดของบริการ Premflix

ในเชิงโครงสร้าง Premflix ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มฟุตบอลแบบครบวงจร แฟนบอลที่สมัครสมาชิกสามารถรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดต่อฤดูกาลผ่านแอปเดียว 

นอกจากถ่ายทอดสดการแข่งขันแล้ว แพลตฟอร์มยังมีคอนเทนต์เสริมจำนวนมาก เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์ก่อนและหลังเกม สารคดีเกี่ยวกับสโมสร และเบื้องหลังการแข่งขัน พรีเมียร์ลีกยังลงทุนสร้างสตูดิโอผลิตรายการของตัวเองเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลีกสามารถควบคุมการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพรีเมียร์ลีกได้อย่างเต็มที่ 

นอกจากนี้ยังมีช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งการแข่งขันคลาสสิก รายการวิเคราะห์ และเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลีก ทั้งหมดนี้สามารถรับชมได้ผ่านสมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้บริหารระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การตลาด ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งช่วยให้ลีกสามารถเข้าใจพฤติกรรมของแฟนบอลได้อย่างละเอียดมากกว่าที่เคย

ผลกระทบ Premflix ต่อ SKY, NBC และ DAZN

แม้พรีเมียร์ลีกยืนยันว่า Premflix เป็นเพียงการทดลองในบางตลาดเท่านั้น แต่สำหรับผู้แพร่ภาพรายใหญ่ทั่วโลก การทดลองนี้ย่อมถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากโมเดล Direct-to-Consumer ประสบความสำเร็จจริง สมดุลของอุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬาอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38348415/premier-league-netflix-streaming-tv-sky-sports/ 

ในสหราชอาณาจักร สกาย สปอร์ตส์ คือพันธมิตรที่เติบโตมาพร้อมกับพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายลึกซึ้งจนบางคนมองว่า ความสำเร็จของพรีเมียร์ลีกกับการเติบโตของสกายเป็นเรื่องเดียวกัน หากพรีเมียร์ลีกตัดสินใจเปิดบริการสตรีมมิงของตัวเองในอังกฤษในอนาคต ย่อมกระทบต่อโมเดลธุรกิจของสกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา เครือข่าย เอ็นบีซี ก็ได้ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างฐานผู้ชมพรีเมียร์ลีกผ่านแพลตฟอร์ม Peacock การเกิดขึ้นของ Premflix อาจทำให้เครือข่ายเหล่านี้ต้องทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองใหม่ เช่น การร่วมมือกับลีกในรูปแบบพันธมิตรเทคโนโลยี หรือการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงกีฬาของตัวเอง 

ในยุโรป บริษัทสตรีมมิงกีฬาอย่าง DAZN ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะโมเดลธุรกิจของ DAZN คือการเป็นแพลตฟอร์มรวมกีฬาจากหลายลีก หากลีกใหญ่เริ่มถ่ายทอดสดด้วยตัวเองมากขึ้น บทบาทของแพลตฟอร์มตัวกลางก็อาจลดลง

เสียงสะท้อนจากสโมสรและสื่อมวลชน

ภายในวงการฟุตบอล เสียงตอบรับต่อ Premflix มีทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง สโมสรบางแห่งมองว่า การมีแพลตฟอร์มของตัวเองจะช่วยให้พรีเมียร์ลีกควบคุมภาพลักษณ์ของลีกได้มากขึ้น และอาจสร้างรายได้ใหม่ในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ Premflix ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกสโมสรเท่ากัน หากกางตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก เราจะเห็นการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์ที่ชัดเจน

กลุ่มบิ๊กซิกซ์: ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ คือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด พวกเขามีฐานแฟนบอลทั่วโลกมหาศาล ข้อมูลจาก Premflix จะทำให้สโมสรเหล่านี้รู้ว่าแฟนบอลในไทย หรืออินโดนีเซีย สนใจนักเตะคนไหนเป็นพิเศษ ซึ่งจะนำไปสู่การขายของที่ระลึกและการจัดทัวร์ปรีซีซันที่ทำเงินได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

กลุ่มระดับกลาง: ทีมอย่าง แอสตัน วิลลา, นิวคาสเซิล หรือ ไบรท์ตัน กำลังเร่งสร้างแบรนด์เพื่อแทรกตัวขึ้นมา การมี Premflix ช่วยให้พวกเขา “ขายแพ็กเกจเฉพาะทีม” ได้ง่ายขึ้น แฟนบอลที่อยากดูแค่ “ไบรท์ตัน” เพราะชื่นชอบระบบการเล่นที่สวยงาม ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็มเพื่อดูทีมอื่น นี่คือโอกาสในการสร้าง “ลัทธิแฟนบอล” ขนาดเล็กแต่เข้มข้น

กลุ่มหนีตาย: สำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นหรือทีมขนาดเล็ก Premflix เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ในขณะที่ทีมใหญ่รวยขึ้นจากยอดสตรีมมิง ทีมเล็กอาจเสียรายได้จากการการันตีส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ทีวีแบบเดิม พวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นในการสร้างคอนเทนต์ในแอป เพื่อดึงดูดใจผู้ชมให้กดเข้ามาดูเกมของพวกเขา ไม่เช่นนั้นส่วนแบ่งเค้กชิ้นนี้อาจจะเล็กลงจนน่าใจหาย

ในส่วนของค่ายโทรทัศน์และสถานีสื่อ ยักษ์ใหญ่อย่างสกายกำลังปรับตัวจากการเป็น “ผู้ถือสิทธิ์” มาเป็น “ผู้วิเคราะห์” พวกเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า วันหนึ่งพรีเมียร์ลีกจะกลายเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด สื่อมวลชนบางส่วนกังวลว่า หากพรีเมียร์ลีกคุมการผลิตเองทั้งหมด “ความอิสระ” ในการนำเสนอข่าวเชิงลบ เช่น เรื่องอื้อฉาวของนักเตะหรือการตัดสินที่ผิดพลาด อาจจะถูกเซ็นเซอร์โดยเจ้าของแพลตฟอร์มเอง


ขอบคุณภาพจาก  https://www.tntsports.co.uk/football/premier-league/2021-2022/brighton-hove-albion-have-been-building-their-rise-for-years-you-just-didn-t-notice_sto8550964/story.shtml 

จริยธรรมและการผูกขาด” ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเมื่อพรีเมียร์ลีกกลายเป็นทั้งผู้จัดการแข่งขัน, ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย เพียงผู้เดียว ความเสี่ยงเรื่องการผูกขาด (The Monopoly Power) จึงเกิดขึ้น

หากไม่มีคู่แข่งในการถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีกจะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ แฟนบอลจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจ่าย หรือไม่ก็ต้องเลิกดูไปเลย สิ่งนี้อาจขัดต่อกฎหมายการค้าเสรีในบางประเทศ และอาจทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาแทรกแซง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การควบคุมความจริง หากพรีมฟลิกซ์เป็นผู้เลือกมุมภาพและผู้พากย์เอง พวกเขาอาจเลือกที่จะ “ซ่อน” สิ่งที่ไม่น่าดู เช่น ความผิดพลาดของผู้ตัดสิน หรือเหตุการณ์ประท้วงในสนาม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของลีก ซึ่งจะทำลายเสน่ห์และความโปร่งใสของฟุตบอลไปในที่สุด

นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจกีฬาหลายคนเปรียบเทียบการทดลองนี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการบันเทิง เมื่อสตูดิโอภาพยนตร์เริ่มสร้างบริการสตรีมมิงของตัวเองแทนการพึ่งพาช่องเคเบิล ซึ่งเชิงอุดมคติเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายก็เตือนว่า การบริหารแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย การถ่ายทอดสดกีฬาต้องใช้โครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมาก และผู้แพร่ภาพรายใหญ่ก็มีประสบการณ์ในด้านนี้มายาวนาน สำหรับแฟนบอล เสียงตอบรับส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นบวก เพราะแนวคิดในการดูทุกแมตช์ผ่านแอปเดียวดูสะดวกกว่าระบบเดิมมาก แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ราคา หากค่าสมาชิกสูงเกินไป แฟนบอลบางส่วนอาจยังคงหันไปใช้สตรีมเถื่อนเหมือนเดิม

บทสรุป: Premflix อาจดูเหมือนเป็นเพียงแอปดูฟุตบอลใหม่ แต่ในความเป็นจริง มันคือการทดลองทางธุรกิจที่อาจกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมฟุตบอล หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ พรีเมียร์ลีกอาจเปลี่ยนจากองค์กรที่ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกที่เชื่อมต่อกับแฟนบอลโดยตรง

ในโลกที่ Netflix เปลี่ยนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และ Spotify เปลี่ยนอุตสาหกรรมดนตรี Premflix อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลเช่นกัน และแม้การทดลองครั้งนี้จะเริ่มต้นในตลาดเล็กอย่างสิงคโปร์ แต่สำหรับลีกที่มีผู้ชมทั่วโลกหลายพันล้านคน การทดลองเล็กๆ นี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในอนาคต

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

เจมส์ มิลเนอร์ พรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล 657 เกม และยังเดินหน้าต่อไป

ณ Amex Stadium วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เกมนัดที่ 31 ของซีซั่น ไบร์ทตัน เปิดรังเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 โดยบ้านมีมิดฟิลด์วัย 40 กะรัต เจมส์ มิลเนอร์ บัญชาทัพเหนือทีมเก่าของเขา หงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้อย่างน่าทึ่ง

ตารางนกหวีดเริ่มเกมนั้นคือหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเส้นทางต่อไปเรื่อย ๆ มิลเนอร์เพราะว่าแมตช์พรีเมียร์ลีกนัดที่ 657 ค่อย ๆ ขยับเจ้าของสถิติสูงสุดเดิม แกเรธแบร์รีที่ตัวเลข 653 เผชิญซึ่งยืนยงมาต่อเนื่อง 2017 

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตเจ้านายคู่ใจที่ลิเวอร์พูล เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “การลงเล่นถึงจำนวนนี้เปรียบได้กับการลงจอดบนดวงจันทร์ มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันคือสิ่งพิเศษชั่วนิรันดร์”

แต่การจะเข้าใจว่า มิลเนอร์เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องถอยหลังกลับไปไกลถึง 24 ปีก่อน ในยุคที่ฟุตบอลยังเป็นโลกของชายชาตรีที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

จากเด็กขัดรองเท้า สู่ปาฏิหาริย์ที่เอลแลนด์ โรด

ย้อนกลับยังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2002 ในสนามอัพตัน พาร์ค ของเวสต์แฮม มิลเนอร์ ซึ่งเข้าร่วมอะคาเดมีของลีดส์ขณะอายุ 10 ขวบ ถูกส่งลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรก แทน เจสัน วิลคอกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่ลีดส์ชนะอย่างตื่นเต้น 4-3 วันนั้นเขาลงเล่นในยูนิฟอร์มที่เขาภาคภูมิใจ โดยมีคุณพ่อปีเตอร์นั่งลุ้นอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน และทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 (16 ปี 309 วัน) ที่ลงแข่งขันในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47850214/how-james-milner-broke-premier-league-appearances-record

ตอนนั้น มิลเนอร์คือเด็กหนุ่มจากย่านฮอร์สฟอร์ธที่เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของลีดส์ เขาโตมากับการสวมเสื้อที่มีชื่อของ โทนี เยบัวห์ และ โทนี ดอริโก อยู่บนแผ่นหลัง ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 70 ปอนด์ในฐานะเด็กฝึกหัด (YTS) ซึ่งในสมัยนั้น การเป็นนักเตะอาชีพไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา แม้มิลเนอร์เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด (16 ปี 356 วัน) ที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2002 แต่ภารกิจหลังจบเกมของเขายังคงเดิม คือการเก็บเสื้อผ้าสกปรกในห้องแต่งตัว และขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ทีม U18 แม้ว่าตัวเองขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่แล้วก็ตาม

ลูซี วอร์ด ครูและที่ปรึกษาของเขาในตอนนั้นเล่าว่า มิลเนอร์มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ในขณะที่คนอื่นเริ่มมีสัญญาจ้างราคาแพงและไขว้เขวไปกับชื่อเสียง แต่มิลเนอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เขาถูกขัดเกลามาในระบบที่เข้มงวด แม้แต่การไปซ้อมเขาก็ยังเป็นคนวิ่งไปเก็บลูกบอลที่เตะออกนอกสนามจนขาเป็นแผลถลอกปอกเปิก

ไซมอน ริกซ์ มือเบสวง Kaiser Chiefs และแฟนตัวยงของลีดส์ ยังจำภาพเด็กหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ “เขานี่แหละคือทรัพย์สินอันล้ำค่าของเรา แต่เขากลับต้องเป็นคนที่วิ่งเข้าไปในพงหญ้าหลังโกลเพื่อหาลูกบอลที่เตะหายไป นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าเขามีคุณลักษณะที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้นานกว่าใคร”

บทเรียนจากความยากลำบาก และวาทะของซูเนสส์

ต้นฤดูกาล 2003-04 หรือปีที่ 2 กับทีมชุดใหญ่ มิลเนอร์ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์ 1 เดือนกับ สวินดอน ในดิวิชัน 2 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด ทำได้ 2 ประตูในการพบกับปีเตอร์โบโรห์และลูตัน

แม้ได้เล่นพรีเมียร์ลีกซีซันนั้นถึง 30 นัด แต่ความฝันที่ลีดส์จบลงด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสโมสรประสบปัญหาทางการเงินและต้องตกชั้นในปี 2004 มิลเนอร์ ซึ่งเล่นให้ลีดส์ 2 ฤดูกาล ทำ 5 ประตูจาก 54 นัดรวมทุกรายการ (5 ประตู 48 นัดเฉพาะพรีเมียร์ลีก) ต้องอำลาสโมสรที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก ย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยความไม่เต็มใจ หลังจากตัวเขาปฏิเสธข้อเสนอของสเปอร์สเพราะสโมสรตั้งห่างไกลจากบ้านครอบครัว

แต่สิ่งที่แสดงถึงความใจเด็ดของมิลเนอร์คือ การยอมสละเงินโบนัสความซื่อสัตย์ (Loyalty Bonus) จำนวน 150,000ปอนด์ เพื่อช่วยพยุงฐานะการเงินของสโมสรบ้านเกิด ลูซี วอร์ด ยืนยันว่ามิลเนอร์ทำไปเพราะจิตใจที่อยากช่วยเหลือสโมสรอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายกยอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/latest-news/graeme-souness-admits-he-regrets-james-milner-comment/

หลังร่วมทีมนิวคาสเซิลไม่นานนัก มิลเนอร์ ซึ่งเซ็นสัญญา 5 ปี และย้ายทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ต้องเผชิญหน้ากับ แกรม ซูเนสส์ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ไบรอัน ร็อบสัน ปลายเดือนสิงหาคม 2004 ทำให้สถานภาพในทีมของมิลเนอร์เปลี่ยนไป โดยต่อมา ซูเนสส์ได้พูดประโยคซึ่งกลายเป็นตราบาปในอาชีพของมิลเนอร์ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้หรอก ถ้าในทีมมีแต่คนอย่าง เจมส์ มิลเนอร์”

ซูเนสส์ได้กล่าวเช่นนั้นหลังจากส่งมิลเนอร์ให้แอสตัน วิลลา ยืมตัวในฤดูกาล 2005-06 เมื่อซื้อ โนลแบร์โต โซลาโน จากทีมสิงห์ผงาด โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง

ในตอนนั้น ซูเนสส์ไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามมิลเนอร์เป็นนักเตะที่แย่ แต่เขาต้องการสื่อว่า ในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีนักเตะประเภทที่เป็นตัวตัดสินเกมหรือพวกพรสวรรค์สูงรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักเตะประเภทขยันและมีวินัยเพียงอย่างเดียว

แม้คำพูดนี้ทำให้มิลเนอร์เจ็บปวด แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เขาพิสูจน์ให้ซูเนสส์เห็นว่าคิดผิด ด้วยการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลเมื่อ เกลนน์ โรเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเยาวชน ถูกเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนซูเนสส์ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 และมี อลัน เชียร์เชอร์ เป็นผู้ช่วยขณะยังเป็นนักเตะด้วย

ต่อมา มิลเนอร์ย้ายไปเฉิดฉายที่วิลลาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนเข้าตาสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2010 โดยมีมูลค่าย้ายทีมประมาณ 26 ล้านปอนด์ รวมการแลกตัวกับ สตีเฟน ไอร์แลนด์

สารพัดประโยชน์และฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ที่ถิ่นเอติฮัด มิลเนอร์แสดงให้เห็นว่าเขาคือ นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ และได้รับความไว้วางใจจากกุนซือทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2012 โดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ เพื่อนสนิทเล่าว่าในช่วงเวลาที่ทีมตกที่นั่งลำบาก มิลเนอร์คือคนที่คอยกระตุ้นทุกคนให้เดินหน้าต่อ

ตัวอย่างสำคัญคือแมตช์กับควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 ที่สนามเอติฮัด และถูกจดจำในฐานะนัดที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มิลเนอร์มีบทบาททั้งในสนามและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

นัดนั้น มิลเนอร์เป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดยมันชินีเลือกใช้เขาเพราะต้องการความขยันและการช่วยเกมรับที่รัดกุม มิลเนอร์ลงเล่นจนถึงนาทีที่ 76 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้ เซร์คิโอ อเกวโร มีพื้นที่ในการบุกมากขึ้น แม้ภาพจำเป็นลูกยิง “AGUEROOOO!!!” ในนาทีที่ 93:20 แต่ในช่วง 70 กว่านาทีแรก มิลเนอร์คือคนที่คอยวิ่งไล่กวดและรักษาสมดุลของทีมท่ามกลางความกดดันมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62930826

ริชาร์ดส์กล่าวถึงมิลเนอร์ว่า “ในฤดูกาล 2011-12 มีช่วงหนึ่งที่เราตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 8 แต้ม (ท้ายสุด สองทีมมี 89 คะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี มีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า) และดูเหมือนความหวังจะริบหรี่ แต่มิลลี (มิลเนอร์) คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาเป็นคนประเภทที่เดินไปทั่วห้องแต่งตัวแล้วบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย แข่งยังไม่จบ เรายังมีโอกาส’ วินัยของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกอายถ้าจะขี้เกียจ”

หลังรับเหรียญชนะเลิศ พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย ร่วมกับ แมนฯ ซิตี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล มิลเนอร์ย้ายแบบฟรีค่าตัวไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 4 มิถุนายน 2015 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีมช่วงต้นสิงหาคมปีเดียวกัน

การได้ตัวมิลเนอร์มาแบบฟรีเอเยนต์ คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในประวัติศาสตร์สโมสร ตลอด 8 ปีที่แอนฟิลด์ เขาคือกระดูกสันหลังที่คลอปป์ใช้สร้างอาณาจักรยุคใหม่ และยังเป็น “มาตรฐาน” ที่ขับเคลื่อนวินัยในห้องแต่งตัวจนทีมก้าวไปสู่จุดสูงสุด

ความมหัศจรรย์ของมิลเนอร์คือ ความสารพัดประโยชน์ ตลอดอาชีพค้าแข้ง 654 นัด เขาลงเล่นตัวจริงถึง 441 นัด และเล่นมาแล้วเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่ว่าปีกขวาที่เขาเริ่มต้นอาชีพ ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง กองกลางตัวรุกหมายเลข 10 หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอก (False Nine) และที่สร้างชื่อที่สุดคือการรับบทแบ็คซ้ายตลอดทั้งฤดูกาล2016-17 ให้กับลิเวอร์พูล

คลอปป์ยอมรับว่า ตอนที่ขอมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้าย มิลเนอร์ไม่ได้แฮปปีนัก เขาบอกคลอปป์ว่า ไม่อยากเล่นทั้งแบ็คซ้ายหรือแบ็คขวา แต่สุดท้าย มิลเนอร์ก็ตอบตกลงเพื่อทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคลอปป์ยกย่องว่าเขามีทักษะพื้นฐานฟุตบอลติดตัวมาดีมาก ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา การเล่นในที่แคบ และวิสัยทัศน์ในการอ่านเกม

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของมิลเนอร์ คือเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของแชมเปียนส์ ลีก (9 ครั้ง) และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลดล็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี รวมถึงถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แม้ในวัยที่เข้าใกล้เลขสี่ เขายังคงชนะการทดสอบสมรรถภาพพรีซีซันเหนือรุ่นน้องในทีมทุกคน และรับหน้าที่เพชฌฆาตจุดโทษผู้เลือดเย็นในวินาทีชี้เป็นชี้ตายเสมอ

คลอปป์ยังระบุด้วยว่า มิลเนอร์คือผู้กุมอำนาจในห้องแต่งตัวที่คอยจัดการเรื่องระเบียบวินัยและค่าปรับทั้งหมด เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้กฎระเบียบและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่คลอปป์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมิลเนอร์ย้ายออกไป ทีมถึงขั้นต้องรื้อระบบจัดการใหม่เพราะไม่มีใครแทนที่ความใส่ใจระดับนี้ได้ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2022/04/he-sets-the-standards-jurgen-klopps-brilliant-praise-for-role-model-james-milner/

การจากไปของมิลเนอร์หลังจบฤดูกาล 2022-23 ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักเตะเบอร์ 7 แต่คือการสูญเสีย “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุ่มเทและหัวใจที่ปิดทองหลังพระ สามารถเปลี่ยนจากนักเตะที่ถูกปรามาสว่า “น่าเบื่อ” ให้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือให้เกียรติอย่างสง่างาม

วิทยาศาสตร์การกีฬาในร่างมนุษย์ และวินัยเหล็ก

อะไรที่ทำให้คนวัย 40 ปียังชนะการทดสอบสมรรถภาพร่างกายพรีซีซันเหนือเด็กอายุ 18? คำตอบคือ “ความมีวินัยขั้นสูงสุด”

เนดุม โอนูโอฮา อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงสมัยทีมชาติชุด U21 ว่า มิลเนอร์จริงจังเรื่องการดื่มน้ำ (Hydration) มากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ผลตรวจปัสสาวะของเขาออกมาดีที่สุดเสมอเพราะเขาตื่นมาดื่มน้ำตลอดคืน จนเพื่อนๆ แกล้งประชดด้วยการดื่มน้ำตามแบบเขาเพื่อหวังจะเอาชนะผลตรวจนั้นบ้าง

แซม อัลลาร์ไดซ์ อดีตผู้จัดการทีมวัย 71 ปี เคยเปรียบเทียบวินัยของมิลเนอร์ว่าเทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด เขาไม่แตะต้องแอลกอฮอล์ ดูแลเรื่องอาหาร หมอนที่ใช้นอน แม้กระทั่งท่ายืนหรือการเดินเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย ขณะที่คลอปป์เคยเล่าว่า เขาต้องสั่งให้มิลเนอร์หยุดวิ่งในการซ้อม เพราะฟิตเกินไปจนน่ากลัว “มิลลี คุณฟิตที่สุดที่นี่แล้ว หยุดวิ่งได้แล้ว!” แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกวัน

หลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล ไบรท์ตันอ้าแขนต้อนรับมิลเนอร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2023 ด้วยสัญญาเพียง 1 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 1 ปี และวันที่ 22 มกราคม 2024 ในเกมเหย้าที่เสมอวูลฟ์ส 0-0 มิลเนอร์ลงสนามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 633 หนี ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ตามหลังแบร์รี (653 นัด) เพียงคนเดียว

15 พฤษภาคม 2024 มิลเนอร์ต่อสัญญาอีก 1 ปี และในการลงสนามพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อ 17 สิงหาคม ซึ่งออกไปชนะ 3-0 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน ทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่แข่งขันมากถึง 23 ฤดูกาล แต่โชคร้ายปลายเดือนนั้น มิลเนอร์บาดเจ็บแฮมสตริง ต้องพักรักษาตัวเกือบทั้งซีซัน

13 มิถุนายน 2025 ไบรท์ตันต่อสัญญา 1 ปีอีกครั้งกับมิลเนอร์ ซึ่งเปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 20 เพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ ดิเอโก โชตา อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล และวันที่ 16 สิงหาคม มิลเนอร์ลุกจากม้านั่งข้างสนามลงมาเล่นนัดเปิดซีซันกับฟูแลม ขยายสถิติสูงสุดเป็น 24 ฤดูกาล

31 สิงหาคม 2025 มิลเนอร์ทำประตูแรกในสีเสื้อไบรท์ตัน เป็นจุดโทษในแมตช์ชนะแมนฯ ซิตี 2-1 ทำให้เป็นผู้เล่นอายุมากเป็นอันดับ 2 (39 ปี 239 วัน) ที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่สูงอายุที่สุดหากนับเฉพาะจุดโทษ

11 กุมภาพันธ์ 2026 มิลเนอร์ทำสถิติสูงสุดเทียบกับแบร์รี (653 นัด) ในแมตช์กับวิลลา ตามด้วยขึ้นครองอันดับ 1 (654นัด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเป็นตัวจริงในแมตช์เยือนเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการลงสนามตัวจริงนัดที่ 441

แน่นอน ตัวเลขของมิลเนอร์จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน โดยสามารถสรุปการลงสนามพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาได้ดังนี้ ลิเวอร์พูล 230 นัด, แมนฯ ซิตี 147 นัด, วิลลา 100 นัด, นิวคาสเซิล 94 นัด, ลีดส์ 48 นัด และไบรท์ตัน 35 นัด

ขอบคุณภาพจาก  James Milner: Brighton midfielder breaks Premier League appearance record – BBC Sport

สำหรับชีวิตนอกสนาม มีเรื่องเล่าขำๆ กับฉายา “Boring James Milner” ที่มิลเนอร์เคยได้รับเนื่องจากมีระเบียบวินัยสูง และใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เช่นล็อกดาวน์ปี 2020 เคยโพสต์วิดีโอ “รีดผ้าโชว์” พร้อมวัดระยะความเป๊ะของกลีบผ้า และคลิป “จัดระเบียบถุงชา” ทีละซอง ซึ่งกลายเป็นมุกตลกที่แฟนบอลทั่วโลกรัก

แต่ความจริงแล้ว มิลเนอร์ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพียงเป็นคนจัดการชีวิตได้สมบูรณ์แบบ และมีสีสัน เขาศึกษาภาษาสเปนด้วยตัวเองจนคล่องเพื่อใช้ชีวิตตอนพักร้อนได้ดีขึ้น และเรียนเปียโนช่วงเวลาว่างที่ไบรท์ตันเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

มูลนิธิ James Milner Foundation คือเครื่องยืนยันว่าเขาคือ “Role Model” ที่แท้จริง เควิล สินฟิลด์ ตำนานรักบี้และเพื่อนร่วมงานในมูลนิธิเล่าว่า มิลเนอร์คือคนดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง เขาเป็นคนที่ทำงานเงียบๆ ไม่ต้องออกสื่อ แต่ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

ในวันที่แตะสถิติ 655 นัด มิลเนอร์ไม่ได้แค่ทำลายตัวเลข แต่นิยามใหม่ให้กับนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนโทรฟีเพียงอย่างเดียว (แม้เขากวาดมาหมดแล้วทั้งพรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปียนส์ลีก) แต่วัดกันที่ “ความกระหายและความมุ่งมั่น” ในการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

จากเด็กชายที่ขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในห้องแต่งตัวที่ลีดส์ สู่ตำนานที่ยืนยงผ่านกาลเวลามานานถึง 24 ฤดูกาล มิลเนอร์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า วาทะของซูเนสส์นั้นผิดพลาด เพราะความจริงคือ… “คุณจะคว้าทุกแชมป์ในโลกได้แน่นอน หากทีมเต็มไปด้วยคนที่มีหัวใจแบบ เจมส์ มิลเนอร์”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

แทคติกหรืออัลกอริทึม? เมื่อ AI เป็น “โค้ชเงา” ของทีมโซชิในรัสเซีย

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ “Data” คือพระเจ้า เราได้เห็นกุนซือระดับโลกพึ่งพาเทคโนโลยีกันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ โรเบิร์ต โมเรโน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติสเปนวัย 48 ปี เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สโมสร พีเอฟซี โซชิ ในรัสเซีย กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่า บางครั้ง “ปัญญาประดิษฐ์” อาจกลายเป็น “ปัญหาประดิษฐ์” ได้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 โซชิประกาศแยกทางกับโมเรโน หลังจากทำผลงานย่ำแย่อย่างหนักในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ โดยเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงสนาม 7 นัดแรก รั้งอันดับบ๊วยของตาราง

ในตอนแรก สาเหตุการปลดดูเหมือนเป็นเรื่องฟุตบอลเพียวๆ คือ ผลงานไม่เข้าเป้า แต่หลังจากนั้นไม่นาน อันเดร ออร์ลอฟอดีตผู้อำนวยการทั่วไปของโซชิ ได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านสื่อว่า เบื้องหลังความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติกในสนาม แต่มันคือ การที่โมเรโน “พึ่งพา ChatGPT มากจนเกินไป” ในการตัดสินใจสำคัญทุกอย่างของสโมสร จนทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างเขากับผู้บริหารและนักเตะพังทลายลง

เรื่องนี้ดูเหมือนเงียบไป จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมากลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากโมเรโนได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ผ่านสื่อใหญ่สเปนอย่าง Marca เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 โดยเขายอมรับว่าใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลจริง แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นของมนุษย์ และมองว่าการปล่อยข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับผู้บริหาร

อดีตโค้ชทีมชาติสเปนผู้หลงใหลเวทมนตร์ AI

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกขยายอย่างหนักบนหน้าสื่อและสังคมโซเชียล เพราะแม้เกิดประเด็นอื้อฉาวกับสโมสรเล็กๆ ในลีกรัสเซีย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อปี 2018 หลังจาก ดีนาโม เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ย้ายทีมมาปักหลักถิ่นฐานใหม่ในเมืองโซชิ แต่โมเรโนมีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เคยเป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ เอ็นริเก ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติสเปน ทั้งยังเคยคุมทีมกระทิงดุ 9 นัดในปี 2019 ช่วงที่เอ็นริเกลาออกเนื่องจากมีปัญหาครอบครัว สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบฟุตบอล ยูโร 2020 ก่อนที่เอ็นริเกกลับไปรับตำแหน่งเดิม 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.marca.com/en/football/spanish-football/2019/11/22/5dd832baca4741bb568b4627.html

โมเรโนเกิดวันที่ 19 กันยายน 1977 ที่เมืองเล็กๆ ของเขตบาร์เซโลนา ไม่มีบันทึกประวัติการเล่นฟุตบอลมากนัก เคยเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้ทีมบ้านเกิด ลา ฟลอริดา ซีเอฟ และเริ่มสนใจการเป็นโค้ชตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อครูพลศึกษาขอให้เขาช่วยในชั้นเรียน เขาเริ่มคุมทีมเยาวชนของ ลา ฟลอริดา ร่วมกับ อันโตนิโอ คามาโช ขณะอายุ 16 ปีเท่านั้น

โมเรโนเริ่มต้นอาชีพโค้ชอย่างเป็นทางการในปี 2003 ที่สโมสร Penya Blaugrana Collblanc เป็นผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในสเปน และย้ายไปคุมทีมระดับอะคาเดมีอีก 4 สโมสร ก่อนได้คุมทีมชุดใหญ่ที่ Castelldefels ในปี 2006 และถูกปลดในเดือนมีนาคมปีถัดมา

หลังจากทำงานเป็นแมวมองให้กับบาร์เซโลนาระหว่างฤดูกาล 2010–11 โมเรโนไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเอ็นริเกที่โรมา (2011–2012), เซลตา (2013–2014) และ บาร์เซโลนา (2014–2017) จากนั้นทำหน้าที่ผู้ช่วยของ ฆวน การ์ลอส อุนซูเอ ที่เซลตา ก่อนกลับไปร่วมทีมชาติสเปนกับเอ็นริเกในเดือนกรกฎาคม 2018

หลังจากเอ็นริเกต้องลาออกเนื่องจากลูกสาวป่วย โมเรโนก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติในเกมชนะมอลตา 2-0 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2019 ตามด้วยแมตช์กับหมู่เกาะฟาโรและสวีเดน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนของปีนั้น

โมเรโนเซ็นสัญญาจนถึงสิ้นสุดการแข่งขันยูโร 2020 แต่เพียงห้าเดือนต่อมา โมเรโนก็ลาออกและถูกแทนที่โดยเอ็นริเก แม้มีสถิติไร้พ่ายและพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ ยูโร 2020 ก็ตาม มีผลงานกับสเปน ชนะ 7 นัด เสมอ 2 นัด ได้ 29 ประตู เสีย 4 ประตู

หลังจากคุมทีมโมนาโก (2019-2020) และกรานาดา (2021-2022) โมเรโนได้รับการว่าจ้างจากสโมสรโซชิเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2023 และแยกทางกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 มีผลงานคุมทีม ชนะ 21 นัด เสมอ 21 นัด แพ้ 20 นัด ได้ 98 ประตู เสีย 83 ประตู

หลายเดือนหลังจากการจากไป สโมสรโซชิเปิดเผยว่า โมเรโนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT อย่างมากในฐานะส่วนสำคัญของการวางแผนด้านกีฬาและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ก่อให้เกิดความกังวลภายในเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขา

กระบวนการทำงานที่ Prompt นำสมองมนุษย์

จากรายงานและคำบอกเล่าของแหล่งข่าวภายใน โมเรโนไม่ได้ใช้ AI เพียงแค่ช่วยสรุปข้อมูล แต่ใช้มันเปรียบเสมือน “ผู้ช่วยมือขวา” ที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือทีมงานสตาฟฟ์โค้ชที่เป็นมนุษย์จริงๆ โดยตัวอย่างของกระบวนการทำงานที่น่าเหลือเชื่อมีดังนี้

การวางแผนตารางฝึกซ้อมและเดินทาง: ออร์ลอฟเปิดเผยว่า โมเรโนป้อนพารามิเตอร์ต่างๆ ของทีมลงใน ChatGPT เพื่อให้คำนวณตารางเวลา แม้กระทั่งการเดินทางไกลไปเยือนเมือง Khabarovsk ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนการเดินทางที่ทำให้นักเตะต้องอดนอนต่อเนื่องถึง 28 ชั่วโมง จนสโมสรต้องรีบสั่งแก้แผนก่อนเกิดความเสียหาย

ขอบคุณภาพจาก  https://sic.pt/sic-radical/noticias/2026-01-27-inedito-robert-moreno-despedido-do-sochi-por-alegada-dependencia-do-chatgpt-4ad52f02

การเลือกตัวผู้เล่นและการเปลี่ยนตัว: มีรายงานว่าโมเรโนใช้ AI ในการช่วยตัดสินใจเลือก 11 ผู้เล่นตัวจริง รวมถึงการคำนวณว่าควรเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนไหนออกในนาทีที่เท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลสถิติที่ป้อนเข้าไปในแชทบอท

การซื้อขายนักเตะ: กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ การเซ็นสัญญากับ อาร์เทอร์ ชูเชนาเชฟ กองหน้าชาวคาซัคสถาน โดยมีการระบุว่า โมเรโนได้นำข้อมูลสถิติจาก Wyscout ของตัวเลือกกองหน้า 3 คน ป้อนให้ ChatGPT วิเคราะห์ และ AI ตัวนี้ก็ได้ฟันธงว่า ชูเชนาเชฟคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ผลลัพธ์คือเขาทำประตูไม่ได้เลยจากการลงสนาม 10 นัด

การใช้ AI ในฟุตบอลไม่ใช่เรื่องผิด แต่มุมมองของโมเรโนนั้นถูกวิเคราะห์ว่า “ล้นเกิน” จนเสียสมดุลมุมมอง สิ่งที่โมเรโนคาดหวัง กลับกลายเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจริง เช่น AI ไม่รู้ว่านักเตะล้าแค่ไหน หรือสภาพจิตใจเป็นอย่างไร, เป็นการลดทอนบทบาทของทีมงานโค้ช ซึ่งอาจรู้สึกไร้ค่าเพราะโค้ชฟัง AI มากกว่าคนทำงานจริง และสามารถเกิดความผิดพลาดทางตรรกะเช่น แผนการเดินทางที่ทำให้คนไม่ได้นอน ซึ่ง AI มองเป็นตัวเลข แต่มนุษย์ทำไม่ได้จริง

AI ทำให้ทีมดูดีบนกระดาษ ไม่ใช่สนามหญ้า

หากกางแผ่นพับสถิติของโมเรโนในช่วงที่คุมโซชิ จะเห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจในเชิงตัวเลขโดย “เชิงรุก” ทีมดูเหมือน “ดูดีในกระดาษ” แต่ความเป็นจริงในสนามกลับเป็นหายนะที่ AI ก็อาจคำนวณพลาด

ครองบอลเหนือชั้น แต่ไร้ซึ่งจังหวะจบ : สถิติที่น่าตกใจที่สุดคือ การครองบอล โซชิภายใต้การคุมทีมของโมเรโนมีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 62-65% ต่อเกม ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของลีกรัสเซีย (RPL) ในช่วงนั้น แม้ครองบอลมาก แต่ค่า xG หรือโอกาสทำประตูที่คาดหวังกลับต่ำเตี้ย ทีมมักส่งบอลไปมาในแนวขวางและแดนตัวเอง (U-shape passing) โดยไม่มีการเจาะเข้าพื้นที่อันตราย

ในสายตาของนักวิเคราะห์เกมมองว่า นี่คือลักษณะเด่นของการวางแผนแบบ “ยึดติด Logic” มากเกินไปโดย AI อาจจะบอกว่า การครองบอลคือการป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในโลกความจริง ถ้าไม่มีตัวรุกที่สร้างสรรค์เกมหรือการกล้าได้กล้าเสีย ผลลัพธ์คือการจ่ายบอลที่ไร้ความหมาย

ขอบคุณภาพจาก  https://en.pfcsochi.ru/mediabank/2340/2403/

Defensive High Line เป็นจุดบอด : โมเรโนมักสั่งให้แผงหลังดันขึ้นสูงเกือบครึ่งสนามตามสไตล์ฟุตบอลสเปนยุคใหม่เพื่อบีบพื้นที่คู่แข่ง ผลที่ตามมาคือ โซชิเสียประตูจากการโดนสวนกลับสูงถึง 70% ของประตูที่เสียทั้งหมด นักเตะกองหลังของโซชิไม่ได้มีความเร็วพอที่จะวิ่งแข่งกับกองหน้าคู่แข่งในพื้นที่ว่างด้านหลัง

นักวิเคราะห์เกมให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นการดื้อรั้นใช้แผนเดิมซ้ำๆ ของโมเรโน แม้สถิติการเสียประตูฟ้องชัดเจน แสดงให้เห็นว่ากุนซือชาวสเปนอาจเชื่อ โมเดลการเล่นที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ ซึ่ง AI มักประเมินผลลัพธ์จากสถานการณ์ที่ทุกอย่างควบคุมได้ มากกว่าที่จะปรับตัวตามศักยภาพจริงของนักเตะที่มีอยู่

การเปลี่ยนตัวตาม Script ไม่ใช่ Game Flow : ข้อมูลจากนักวิเคราะห์เกมในรัสเซียระบุว่า การเปลี่ยนตัวของโมเรโนมีความเป็นแบบแผน จนเดาทางได้ง่ายเกินไป เขามักเปลี่ยนตัวผู้เล่นในนาทีที่ 60, 70 และ 80 เกือบทุกนัด โดยไม่สนว่าโมเมนตัมของเกมขณะนั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่นในเกมที่โซชิต้องการประตูอย่างหนัก แทนที่จะส่งกองหน้าเพิ่มเพื่อกดดัน โมเรโนกลับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งต่อตำแหน่ง ตามคำแนะนำของข้อมูลสถิติที่ระบุว่า นักเตะคนนั้นๆ เริ่มมีค่าพลังความอึด (Stamina) ลดลงเหลือต่ำกว่า 60%

ความล้มเหลวในการเสริมผู้เล่น : การเซ็นสัญญากับชูเชนาเชฟ คือหลักฐานชิ้นเอก โดย Data บอกว่า ชูเชนาเชฟมีสถิติการชนะดวลโหม่งและการหาตำแหน่งที่ดีเยี่ยมในลีกอิสราเอล แต่ความจริงคือ เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วและความเคี่ยวของกองหลังในลีกรัสเซียได้ สถิติส่วนตัวหลังย้ายมาคือ ยิงประตู 0 จ่ายแอสซิสต์ 0 จากโอกาสลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วโค้ชที่เป็นมนุษย์จะสังเกตเห็นความมั่นใจที่หดหาย ได้เร็วกว่าตัวเลขสถิติ และควรดรอปไว้ข้างสนามให้เร็วกว่านี้

สโมสรล้างภาพทีมที่คุมโดยโค้ชปัญญาประดิษฐ์

หลังแยกทางโมเรโนในเดือนกันยายน 2025 โซชิได้ทำการยกเครื่องการบริหารทีมใหม่เพื่อสลัดภาพลักษณ์ทีมที่คุมโดย AI ออกไป โดยแต่งตั้ง อิกอร์ โอซินคิน กุนซือมากประสบการณ์วัย 60 ปี เข้ามาทำหน้าที่เฮดโค้ชจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26 โดยมีช่วงเบรกฤดูหนาวนาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2026

ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เลือกใช้วิธี Back to Basics” หรือการกลับสู่รากเหง้าของฟุตบอลที่เป็นมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาแท็กติกที่เคยพังทลาย เริ่มจากการบริหารด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดในยุคโมเรโนคือ สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ ที่ทำตามคำสั่ง ChatGPT โอซินคินได้แก้ปัญหานี้โดยให้อำนาจสตาฟฟ์โค้ชชุดใหม่ มีอิสระในการนำเสนอแผนการเล่นและการฝึกซ้อม ไม่ใช่แค่คนถือแท็บเล็ตคอยกดปุ่มเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังเน้นเรื่องจิตวิทยาและการสร้างความมั่นใจให้นักเตะที่เคยเสียขวัญจากการถูกประเมินผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณภาพจาก  https://en.iz.ru/en/1946547/2025-09-01/igor-osinkin-became-head-coach-fc-sochi

เรื่องที่ 2 เป็นการใช้แทคติกแบบเน้นผลลัพธ์จริง โอซินคินกลับเปลี่ยนมาใช้แผนที่สอดคล้องกับสภาพจริงของลีกรัสเซีย ต่างจากโมเรโนที่ยึดติดกับการครองบอลที่ AI บอกว่าดี

กุนซือวัย 60 ปี ลดเกมรุกที่เสี่ยงตาย ยกเลิกการดันแนวรับขึ้นสูงเกินไป เพื่อป้องกันการโดนสวนกลับ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้เสียประตูถึง 70% ในยุคโมเรโน นอกจากนี้แทนที่การให้ AI คำนวณความล้า สตาฟฟ์ชุดใหม่ใช้การสังเกตการณ์ในสนามร่วมกับข้อมูล GPS เพื่อปรับระดับความหนักของการซ้อมแบบวันต่อวัน

ประเด็นที่คนนอกให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ คือ การวางแผนเดินทางจากกรณีฉาว 28 ชั่วโมงไปยัง Khabarovsk จนนักเตะไม่ได้นอน ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนกระบวนการจัดตารางเดินทางใหม่ ถึงแม้ข้อมูลสถิติและการคำนวณระยะทางยังถูกนำมาใช้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาของสโมสรก่อนเสมอ เพื่อรับรองว่านักเตะจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอตามธรรมชาติของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม้โอซินคินพยายามกอบกู้สถานการณ์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลนั้นหนักหนามาก ปัจจุบันโซชิยังคงอยู่อันดับที่ 16 รั้งท้ายรัสเซียพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียง 9 คะแนนจากการลงสนาม 18 นัด แต่สถิติการเสียประตูของทีมเริ่มลดลง และสปิริตในห้องแต่งตัวได้รับการรายงานว่าดีขึ้นกว่ายุคที่มีโค้ชเงาเป็น AI อย่างเห็นได้ชัด

แม้ในภายหลัง โมเรโนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาบางส่วนผ่านสื่อสเปน โดยระบุว่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อช่วยจัดการข้อมูลเท่านั้น แต่ภาพจำที่เขาทิ้งไว้ในรัสเซียได้กลายเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลโลก

บทสรุปที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมากว่า AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของ “คน” ที่ต้องบริหารจัดการ “คน” ดังนั้นการที่กุนซือละทิ้งสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว เพื่อไปเชื่อฟังแชทบอทเพียงอย่างเดียว ย่อมนำไปสู่จุดจบที่ความล้มเหลว

สำหรับโมเรโน ในวัย 48 ปี นี่คือรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ที่เจ้าตัวต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ว่า ยังเป็น “กุนซือสมองเพชร” คนเดิม ไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้งาน AI” ที่หลงทางในโลกฟุตบอล

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

สตาร์สบูร์ก “ทีมฟาร์ม” ของเชลซี พิมพ์เขียวใหม่ของกลุ่มทุน Multi-club ownership

เลียม โรซีเนียร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรเชลซี เป็นกุนซือถาวรคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของ ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์แดด เอ็กบาลี ต่อจาก โธมัส ทูเคิล, แกรม พอตเตอร์, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ทุกคนล้วนถูกปลดจากตำแหน่ง

บทความนี้ไม่ได้พาไปรู้จักโรซีเนียร์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษวัยเพียง 41 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม สตราสบูร์ก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 แทนปาทริก วิเอรา หรือเป็นบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ “เดอะ บลูส์” สนใจโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เพียงดาร์บีในปี 2022 (รักษาการ) และฮัลล์ระหว่างปี 2022 – 2024 ซึ่งต่างจากผู้จัดการทีมชื่อดังโปรไฟล์เยี่ยมที่ผ่านมาในยุค โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2003 และ BlueCo ในปี 2022

KhaiMukDam กำลังจะพาไปสำรวจแนวทางบริหารของ สตราสบูร์ก ที่เคยครองแชมป์ลีกเอิงเพียง 1 สมัยในฤดูกาล 1978-98 ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร 120 ปี และเพิ่งไต่เต้าจากลีกเทียร์ 5 ขึ้นมาอยู่ลีกเอิงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2010 หลังจากชนะเลิศลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2016-17 และชนะเลิศเฟรนช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นสมัยที่ 3

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นกับสตาร์สบูร์กในเดือนมิถุนายน 2023 เมื่อ BlueCo ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และฤดูกาล 2024–25 สตราสบูร์กจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ได้สิทธิแข่งขันรอบคัดเลือก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ฤดูกาลนี้ และยังผ่านไปเล่นลีกเฟสหลังจากชนะบรอนด์บี

สตาร์สบูร์กควรโดดเด่นถ้าไม่เป็นของ BlueCo

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลยุโรปตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือการไหลบ่าเข้ามาของเงินจากรัฐและกองทุนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่เงินจำนวนมหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด สามารถบิดเบือนภูมิทัศน์การแข่งขันได้อย่างรุนแรง ในระบบที่แทบไม่มีรั้วกั้นหรือกลไกควบคุมการใช้เงินเลย

ในลีกแห่งนี้ มีหนึ่งมหาอำนาจลูกหนัง ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรัฐบาลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นเจ้าของ คว้าแชมป์ไปถึง 11 จาก 13 ฤดูกาลหลังสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ใช่ “ความสำเร็จทางกีฬา” อย่างแท้จริง ไม่มีการค้นพบเพชรเม็ดงามราคาถูก ไม่มีการแสวงหารูปแบบการเล่นใหม่ที่คนอื่นไม่กล้าลอง พวกเขาเพียงจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะปีละราว 202 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของทีมที่ใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสอง และไม่มีทีมที่เหลือในลีกเอิงใช้จ่ายเกิน 72 ล้านดอลลาร์เลย

ขอบคุณภาพจาก  https://www.si.com/soccer/four-strasbourg-players-liam-rosenior-could-bring-chelsea

อย่างไรก็ตาม สตราสบูร์ก สโมสรเล็กๆ ที่ดูไม่โดดเด่น กำลังทำทุกวิถีทางในสนามเพื่อไล่ตามช่องว่างนั้น ค่าเหนื่อยนักเตะอยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์เท่านั้น “เล ราซิง” สามารถทำผลงานอยู่ครึ่งบนของลีกเอิงทั้งที่งบประมาณทำทีมอยู่เพียงครึ่งล่างของตาราง

สิ่งที่สตราสบูร์กทำ คือการสร้างความแตกต่าง เล่นฟุตบอลจังหวะช้า เต็มไปด้วยการต่อบอลสั้นและบอลด้านข้าง แต่ยังเป็นทีมที่จ่ายบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นบอลที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขุมกำลังที่ไม่เหมือนสโมสรใดในยุโรป ผู้เล่นที่ถูกใช้งานในฤดูกาลนี้มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 22 ปี ขณะที่ไม่มีทีมใดในลีกใหญ่ของยุโรปที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 24 ปี

สโมสรเล็กแห่งนี้อาศัยนโยบายทำทีมด้วยการทุ่มเทและเชื่อมั่นนักเตะดาวรุ่งในแบบที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน สตาร์สบูร์กทำผลงานเกินศักยภาพของตัวเองอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป

สตาร์สบูร์กควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวเด่นของฤดูกาลนี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ “เล ราซิง” ตอนนี้มีเจ้าของเดียวกับเชลซี สโมสรที่เพิ่งสร้างสถิติใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปกับขุมกำลังนักเตะเมื่อไม่นานมานี้

แทนที่จะเป็นยาถอนพิษของความเหลื่อมล้ำที่กัดกินวงการฟุตบอล สตราสบูร์กกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานั้นเสียเอง และในทางปฏิบัติแล้ว สตราสบูร์กได้กลายเป็น “ทีมฟาร์ม” ของเชลซีไปเรียบร้อยแล้ว

แนวคิด “ทีมฟาร์ม” เริ่มที่เบสบอลอเมริกัน

ไรอัน โอแฮนลอน นักเขียนประจำ ESPN อธิบายถึงแนวคิด “ระบบทีมฟาร์ม” ว่า ถูกสร้างขึ้นโดย แบรนช์ ริกกีย์ ผู้จัดการทั่วไประดับตำนานของวงการเบสบอล และที่ย้อนแย้งคือ ริกกีย์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม (เฮดโค้ช) ของ เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ (1919–1925) ก่อนถูกลดตำแหน่ง ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า ผู้จัดการทั่วไป (1919–1942) หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการกีฬา

ในยุคนั้น ทีมเบสบอลระดับสูงสุดของอเมริกาหาผู้เล่นใหม่ในแบบเดียวกับที่สโมสรพรีเมียร์ลีกทำกันในปัจจุบัน คือดึงตัวมาจากลีกที่เล็กกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ไมเนอร์ลีก”

ริกกีย์เคยกล่าวว่า “ตอนที่คาร์ดินัลส์กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในเนชันแนลลีก ผมพบว่าเราเสียเปรียบอย่างมากในการดึงนักเตะคุณภาพจากไมเนอร์ลีก ทีมอี่นเสนอค่าตัวได้สูงกว่า พวกเขามีเงิน มีระบบแมวมองที่ดีกว่า สรุปคือ เราต้องรับเศษที่เหลือ หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

ขอบคุณภาพจาก  https://socprofb.wordpress.com/2024/02/11/the-st-louis-story-of-branch-rickey/

ทางออกของริกกีย์ คือการให้คาร์ดินัลส์ซื้อทีมเล็กเหล่านี้ และใช้มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สนามทดสอบ” สำหรับผู้เล่นดาวรุ่ง วิธีนี้ทำให้คาร์ดินัลส์สามารถควบคุมผู้เล่นได้จำนวนมากกว่าคู่แข่ง และคำว่า “ควบคุม” นั้นมีหลายความหมาย ทั้งการควบคุมสถานะการจ้างงาน และการควบคุมรูปแบบการฝึกซ้อมและการพัฒนาฝีเท้า

แอนดี แม็คคิว จากสมาคมวิจัยเบสบอล อธิบายไว้ว่า “ในที่สุด คาร์ดินัลส์ก็สร้างเครือข่ายทีมไมเนอร์ลีกขึ้นมา เพื่อเซ็นนักเตะในราคาถูก คัดแยกคนดีออกจากคนเก่ง คว้าแชมป์ และทำเงิน ริกกีย์จะขายนักเตะที่ ‘ดี’ ให้ทีมอื่น และเก็บผู้เล่นที่ ‘เก่งหรือยอดเยี่ยม’ ไว้ให้คาร์ดินัลส์”

แนวทางนี้ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน จนในที่สุดทุกทีมในเมเจอร์ลีกก็นำไปใช้ ปัจจุบันแต่ละทีมมีทีมฟาร์ม 3 ระดับ คือ ซิงเกิล เอ, ดับเบิล เอ และทริปเปิล เอ หลังอำลาคาร์ดินัลส์ ริกกีย์นำความรู้ไปสู่ทีม บรูกลิน ดอดเจอร์ส ที่ซึ่งเขาคิดค้นระบบสปริงเทรนนิง ผลักดันการใช้สถิติในกีฬา และวางรากฐานให้ทีม แอลเอ ดอดเจอร์ส ที่ ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมในปี 2012

แน่นอนว่า โบห์ลี คือหนึ่งในกลุ่ม BlueCo เจ้าของใหม่ของเชลซีตั้งแต่ปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เป็นเจ้าของสโมสรที่ “มีบทบาทอย่างมาก” กับเชลซี

ในซัมเมอร์แรกของการเป็นเจ้าของทีม โบห์ลีย์บินไปทั่วยุโรป พยายามเซ็นสัญญากับ คริสเตียโน โรนัลโด ทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยการกีฬาโดยปริยาย ขณะที่เชลซีเซ็นนักเตะใหม่ถึง 9 คน ซึ่งมีเพียง 2 คนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ โบห์ลีย์ยังเสนอว่า พรีเมียร์ลีกควรมีออลสตาร์เกมเหมือนบาสเกตบอล NBA และเบสบอล MLB ในอเมริกา และโดยรวมแล้ว เขาเข้าข่ายทุกภาพจำที่แฟนบอลอังกฤษมีต่อผู้บริหารการเงินจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่ “ไอเดียโลกใหม่ของผม จะปฏิวัติกีฬาของพวกคุณ ที่ยังติดอยู่กับอดีต”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.football365.com/news/chelsea-todd-boehly-slammed-incompetence-fan-group-senseless-transfer-window

เชลซีเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษในวันที่โบห์ลีและ BlueCo เข้ามาเทกโอเวอร์ และในปัจจุบัน เชลซีก็ยังคงเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษเช่นเดิม

โอแฮนลอน ผู้เขียนหนังสือ Net Gains: Inside the Beautiful Game’s Analytics Revolution ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมแทบทั้งหมดของ BlueCo เป็นเพียงกลเม็ดทางบัญชี ไม่ว่าเป็นการขายโรงแรมและสนามให้บริษัทในเครือตัวเอง หรือการกระจายค่าตัวนักเตะผ่านสัญญาระยะยาว เพื่อให้ใช้เงินได้มากกว่าสโมสรอื่นโดยไม่ผิดกฎการเงินใหม่ของพรีเมียร์ลีก สโมสรสะสมดาวรุ่งไว้มากมาย แต่ยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถ

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมองว่า สิ่งที่โบห์ลีและ BlueCo กำลังทำกับสโมสรที่ 2 นั้น ดูเหมือนเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเชลซี แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สตราสบูร์กต้องแบกรับ

“ระบบอะคาเดมี” แย่กว่า “ระบบทีมฟาร์ม” ?

สโมสรใหญ่ในยุโรปล้วนมีอะคาเดมี โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนให้เติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ดีพอจะลงเล่นในระดับใดระดับหนึ่งของยุโรป และในกรณีที่ดีที่สุด พวกเขาจะเก่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่ของสโมสร แต่ในโมเดลนี้ยังมี “ช่องว่างที่ขาดหายไป” อยู่เสมอ นั่นคือช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างระดับการแข่งขันของอะคาเดมี กับการแข่งขันในทีมชุดใหญ่ของลีกชั้นนำยุโรป

โอแฮนลอนวิเคราะห์มุมมองผ่านกีฬาในอเมริกาว่า ในโลกของ NFL อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยถือเป็นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้น และทีม NFL ก็เติมผู้เล่นใหม่ผ่านการดราฟต์ทุกปี แต่ช่องว่างระหว่างทีมอะคาเดมีของเชลซีกับทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้น ใกล้เคียงกับช่องว่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายกับ NFL มากกว่า

ดังนั้น จึงมีทางออกอยู่สองทาง ซึ่งต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเห็นของนักเขียนประจำ ESPN

ทางแรก คือสิ่งที่เห็นกับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ ดาวรุ่งตัวความหวังสองคนอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี และ อีธาน เอ็นวาเนรี ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งคู่ซ้อมร่วมกับ บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ เดแคลน ไรซ์ ทุกวัน แต่พวกเขาแทบไม่ได้ลงสนามจริง

หลังจากฤดูกาลที่แล้วซึ่งลูอิส-สเกลลีและเอ็นวาเนรีได้โอกาสลงเล่นในฐานะวัยรุ่นเนื่องจากวิกฤตอาการบาดเจ็บของทั้งทีม ปีนี้ทั้งสองคนก็หล่นกลับไปอยู่ลำดับท้ายของตัวเลือก และตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเลย

ทางออกอีกทางหนึ่ง คือการปล่อยยืมตัว ด้วยความคิดว่า ส่งนักเตะไปอยู่กับอีกสโมสร และหวังว่าจะเข้ากับผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ สโมสรนั้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเตะ ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในทีมที่ระดับการแข่งขันต่ำกว่า แต่ก็ยังสูงกว่าอะคาเดมี

แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวม โมเดลการยืมตัวกลับดูเป็นเรื่องไร้เหตุผลอย่างรวดเร็ว

โอแฮนลอนให้เหตุผลว่า สโมสรกำลังส่งดาวรุ่งไปให้ทีมที่แทบไม่มีแรงจูงใจจะใช้งานจริง ผู้จัดการทีมย่อมเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะต้องการชนะและรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารสโมสรก็ไม่มีเหตุผลจะกดดันให้โค้ชใช้นักเตะยืมตัว เพราะสโมสรไม่ได้มีแผนลงทุนอะไรกับนักเตะคนนั้นเกินกว่าฤดูกาลเดียว

โอแฮนลอนใช้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ของลิเวอร์พูล เป็นตัวอย่าง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-35m-transfer-looks-after-33157991

ดาวเตะวัย 22 ปีถูกปล่อยยืมไปให้แอสตัน วิลลา หลังได้ออกสตาร์ตเพียง 3 นัดภายใต้การคุมทีมของ อาร์เนอ สล็อต ในฤดูกาล 2024-25 แต่ที่วิลลา เอลเลียตต์ลงเล่นรวมเพียง 91 นาที และไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

ในขณะที่เชลซีมีสตราสบูร์กเป็นทางออกแก้ปัญหานี้สำหรับดาวรุ่งของสโมสร นักเตะเหล่านั้นจะได้รับการการันตีเวลาในการลงสนาม และยังได้เล่นในสภาพแวดล้อมทางแท็คติกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเจอในพรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่เพียงผู้เล่น แต่สตราสบูร์กยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทีมฟาร์มสำหรับผู้จัดการทีม” ได้เช่นกัน โดยโรซีเนียร์มีอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น

BlueCo จะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพด้านการคุมทีมของโรซีเนียร์มากกว่าผู้จัดการทีมคนใดก็ตาม ที่พวกเขาอาจพิจารณาดึงมาคุมเชลซีในอนาคต

“เราเป็นทีมฟาร์ม” อเล็กซองด์ ตัวแทนจากกลุ่มแฟนบอลหลักทั้งสี่กลุ่มของสตราสบูร์ก กล่าวกับ ESPN

“เราไม่อยากเป็นทีมฟาร์ม เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มีรากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และเราควรตัดสินใจทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสตราสบูร์ก แต่มันไม่ใช่แบบนั้น”

แน่นอนว่า คนในเชลซีน่าจะโต้แย้งว่า แนวคิดที่ว่าสตราสบูร์กเป็นเพียงทีมฟาร์มของเชลซีนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว มีนักเตะของสตราสบูร์กเพียง 3 เท่านั้นที่ยืมตัวมาจากเชลซีในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น และโอแฮนลอนมองว่า สตาร์สบูร์กกำลังถูกใช้อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์พัฒนา และจุดพักระหว่างทาง สำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก

มีการประกาศไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ว่า นักเตะที่ดีที่สุดของสตราสบูร์กอย่าง เอ็มมานูเอล เอเมกา จะย้ายไปเชลซีในฤดูกาลหน้า

จากนักเตะสตราสบูร์ก 13 คนที่ลงสนามอย่างน้อย 500 นาทีในฤดูกาลนี้ มีเพียงคนเดียวที่อายุมากกว่า 23 ปี นั่นคือ เบน ชิลเวลล์ วัย 28 ปี ซึ่งเชลซีปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานครึ่งหลังของฤดูกาล 2024-25 ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสแบบ “ฟรีเอเยนต์” ในช่วงซัมเมอร์

Multi-club ownership คืออนาคตของวงการฟุตบอล

โอแฮนลอนพาออกจากเรื่องราวทีมฟาร์ม สู่การถือครองหลายสโมสรภายใต้เจ้าของเดียวกัน ที่เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือกลุ่มเรดบูล ซึ่งเป็นเจ้าของ RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก, นิวยอร์ก เรดบูลส์ รวมถึงสโมสรในบราซิลและญี่ปุ่น โดยเครือข่ายทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังมี City Football Group ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของหลายสโมสรที่ใหญ่ที่สุด โดยมีทีมใน 13 ประเทศ

ยูฟ่ามีกฎเพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรที่มีเจ้าของเดียวกัน ลงแข่งขันในรายการยุโรปเดียวกัน แต่ไม่มีกฎใดห้ามการมีอยู่ของเครือข่ายสโมสรเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

บริษัทที่ปรึกษา Twenty First Group ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนที่ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ต้องการขยายพอร์ตการถือครอง หรือเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่หวังสร้างอาณาจักรหลายสโมสรในอนาคต

“คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือเครื่องมือในการเข้าถึง พัฒนา และขายนักเตะ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่พิสูจน์ได้จริง” โอมาร์ ชอดูรี ประธานฝ่ายข้อมูลของ Twenty First Group กล่าวกับ ESPN

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมีความเห็นว่า ไม่มีเครือข่ายใดใช้กระบวนการนี้อย่างจริงจังเท่ากับเชลซี และแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างเส้นทางให้นักเตะดาวรุ่งของเราได้ก้าวสู่สนามของเชลซี พร้อมกับได้ลงเล่นจริงอย่างต่อเนื่อง” โบห์ลีกล่าวหลังเข้าซื้อสโมสร “และสำหรับผม วิธีการคือการมีอีกสโมสรหนึ่ง ในลีกที่มีการแข่งขันสูงในยุโรป”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.20minutes.fr/sport/3179795-20211124-rc-strasbourg-pourquoi-plus-incidents-graves-supporters-stade-meinau

สิ่งที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์ของโบห์ลี คือความเข้าใจว่า สโมสรฟุตบอลมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอลส่วนใหญ่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตราสบูร์กพัฒนาขึ้นหลังการเข้ามาของ BlueCo แต่แฟนบอลกลับไม่ได้สนใจประเด็นนั้นมากนัก

อเล็กซองด์แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า “ในภาพรวม มันเป็นเรื่องที่แย่มากต่อความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อสโมสรฟุตบอล ในยุโรปสโมสรฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชุมชน และสตราสบูร์กก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ แต่มันไม่สอดคล้องเลยกับการที่สโมสรถูกถือครองโดยกองทุนเอกชนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งดูแปลกและน่าสงสัยมาก”

ขณะที่ความเป็นจริงคือ ความผูกพันทางอารมณ์ที่แฟนบอลมีกับสโมสร และเป็นเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมระดับโลกนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากประสิทธิภาพการเล่นหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน ที่ได้ดูฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสโมสร

แต่กระแสที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมและธุรกิจฟุตบอล สิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สโมสรที่ใหญ่และร่ำรวยกว่าประสบความสำเร็จ พร้อมเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ตราบใดที่สโมสรยังต้องพึ่งพานักลงทุน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนักลงทุนกลุ่มเดียวกันซื้อหลายสโมสร สถานการณ์แบบเชลซีและสตราสบูร์ก ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ความเชื่อมโยงระหว่าง วันคริสต์มาส ฟุตบอล และเพลง

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ ช่วงส่งท้ายปีคือช่วงเวลาคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวัน Boxing Day (26 ธ.ค.) ซึ่งกลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมวัน Christmas (25 ธ.ค.) กลับเงียบเหงาไม่มีการแข่งขันเลย ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นวันที่มีการแข่งขันดุเดือดไม่แพ้กัน

ย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรีย (1837 ถึง 1901) จนถึงช่วงปี 1950 ฟุตบอลอังกฤษเคยเตะกันทั้งในวันคริสต์มาสและวันบ็อกซิงเดย์ โดยมักจัดให้เป็นเกม “ดาร์บีแมตช์” เพื่อให้แฟนบอลและนักเตะไม่ต้องเดินทางไกลในวันหยุด

ฟุตบอลยุคนั้น คือความบันเทิงหลักอย่างเดียวที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะหาได้ในวันหยุดพักผ่อน(ที่หาได้ยากยิ่ง) บางปีถึงขั้นมีการจัดโปรแกรมแบบ “เหย้า-เยือน” ติดกันสองวัน นัดแรกเจอกันในวันคริสต์มาสที่สนามของทีมหนึ่ง แล้วย้ายไปเตะกันที่สนามของอีกทีมในวันบ็อกซิงเดย์บ้าง แม้เป็นเรื่องที่คลาสสิกแต่ก็เหนื่อยล้าสำหรับนักเตะอย่างมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลวันคริสต์มาสหายไป เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟและรถเมล์เริ่มหยุดให้บริการในวันคริสต์มาสเพื่อให้พนักงานได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ทำให้แฟนบอลเดินทางไปสนามลำบากขึ้น ประกอบกับการมาถึงของแสงไฟสนาม (Floodlights) ที่ทำให้สามารถจัดแข่งตอนเย็นวันธรรมดาได้มากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้ช่วงเช้าวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อจัดการแข่งขันจึงลดลง 

มาสู่ยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในมุมมองของคนดูแลครอบครัวและแฟนบอลรุ่นหลัง วันบ็อกซิงเดย์จึงเป็นการนำความสุขจากการอยู่บ้านกับครอบครัวในวันคริสต์มาส มาต่อยอดด้วยการออกไปดูฟุตบอลหรือนั่งเชียร์ด้วยกันที่หน้าจอในวันรุ่งขึ้น

ถึงแม้อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสถิติบอกว่า นักเตะในลีกอังกฤษเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อไม่มีช่วงพักเบรกฤดูหนาวเหมือนหลายลีกในยุโรป แต่สำหรับวัฒนธรรมอังกฤษแล้ว แมตช์บ็อกซิงเดย์คือเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องและความผูกพันระหว่างชุมชนกับกีฬาฟุตบอลมานานกว่าร้อยปี

ย้อนอดีตการแข่งขันในวันคริสต์มาส

สำหรับฟุตบอลลีกประเทศอังกฤษ เกมสุดท้ายที่เตะกันในวันคริสต์มาสคือปี 1959 แบล็คเบิร์นชนะแบล็คพูล 1-0 ในดิวิชัน 1 เดิม และโคเวนทรีชนะเร็กซ์แฮม 5-3 ในดิวิชัน 3 ความจริงแล้ว เบรนท์ฟอร์ดเคยมีแผนจะเตะกับวิมเบิลดันในวันคริสต์มาสปี 1983 แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนมาเตะในวันคริสต์มาสอีฟแทน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.telegraph.co.uk/football/2016/12/25/last-christmas-day-match-51-years-ago-long-standing-footballing/

แต่หากรวมทุกชาติในสหราชอาณาจักร อ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์สถิติฟุตบอลสกอตแลนด์ระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่สกอตติชลีกกำหนดให้โปรแกรมรวมทุกคู่ในวันคริสต์มาสคือ ปี 1976 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ แต่ด้วยความไม่อยากลงเตะในวันหยุด รวมกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้จำนวนนัดลดลง เกมส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปเตะในวันศุกร์ที่ 24, วันอาทิตย์ที่ 26 และวันจันทร์ที่ 27 แทน

ยกเว้น 2 เกมที่ยังคงเตะวันคริสต์มาสคือ ไคลด์แบงค์เสมอเซนต์ มิร์เรน 2-2 ในศึกชิงจ่าฝูงดิวิชัน 1 และ อัลโลอาชนะคาวเดนบีธ 2-1 ในดิวิชัน 2 อย่างไรก็ตามประวัติอย่างเป็นทางการของสโมสรดันดีระบุว่า พวกเขาชนะมอนโทรส 1-0 ในวันคริสต์มาส แต่แหล่งข้อมูลอื่นกลับบอกว่านัดนี้เตะกันในวันจันทร์ที่ 27

ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่มีการเตะฟุตบอลกันครบทุกคู่ในวันคริสต์มาสที่สกอตแลนด์คือปี 1971 คือ เซลติกชนะฮาร์ทส์ 3-2, ดันดี ยูไนเต็ด ชนะดันเฟิร์มลิน 3-2, ฮิบส์แพ้เรนเจอร์ส 0-1, คิลมาร์นอคชนะมอร์ตัน 4-2, แอร์เดรียเสมอไคลด์ 1-1, อีสต์ ไฟฟ์เสมอมาเธอร์เวลล์ 1-1, ฟอล์เคิร์กแพ้อเบอร์ดีน 0-3, พาร์ทิกแพ้แอร์ 0-1 และ เซนต์ จอห์นสโตนเสมอดันดี 0-0

จ่าฝูงลีกวันคริสต์มาสกับแชมป์ยุโรป

แม้ไม่มีการแข่งขันในวันคริสต์มาสแล้ว แต่วันดังกล่าวยังถูกโยงเกี่ยวข้องฟุตบอลลีกอังกฤษอยู่ดี โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก กับสถิติที่ว่า “จ่าฝูงวันคริสต์มาสที่สามารถจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก” ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 มีทีมที่ทำได้สำเร็จราวครึ่งเดียวหรือ 17 ทีมจาก 33 ครั้ง ล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2024-25 หลังจากเคยทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ในฤดูกาล2019-20

ที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมาคือ ลิเวอร์พูลลงสนามก่อนวันคริสต์มาสคือ วันที่ 22 ธันวาคม 2024 และชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์ 6-3 ในกรุงลอนดอน และเกมที่ชี้ขาดว่า ลิเวอร์พูลชนะเลิศคือ 27 เมษายน 2025 ในแอนฟิลด์ ซึ่งทีมเยือนที่แพ้ 1-5 ก็คือสเปอร์สอีกเช่นกัน และนั่นเป็นครั้งที่ 7 ที่ลิเวอร์พูลยืนแป้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แต่ประสบความสำเร็จเพียง 2 ครั้งเท่านั้น 

ขณะที่เชลซี (5 ครั้ง) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี (3 ครั้ง) ที่ทำผลงานสมบูรณ์แบบ 100% ได้ชูถ้วยชนะเลิศในบั่นปลายทุกครั้งที่เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นผู้นำวันคริสต์มาสรวม 7 ครั้ง เข้าวินในที่สุด 5 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในฤดูกาล 2012-13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันคริสต์มาสปี 2025 หลังผ่าน 17 นัดแรกยังเป็นอาร์เซนอล ซึ่งนำแมนฯ ซิตี 2 คะแนน ทั้งสองเคยเป็นคู่ช่วงชิงในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 ซึ่งอาร์เซนอลเคยยืนบนยอดของต้นคริสต์มาส แต่สุดท้ายก็ถูกแมนฯ ซิตี แซงคว้าแชมป์ไปทั้งสองครั้ง

แต่ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือแชมป์พรีเมียร์ลีกคือ จ่าฝูงวันคริสต์มาสของลีกจะคว้าแชมป์สโมสรทวีปยุโรปได้หรือไม่?

นับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันยูโรเปียนคัพ หรือแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 1955-56 มีทีมแชมป์ทั้งหมด 70 ทีม โดยมี 30 ทีมที่แชมป์เหล่านั้นครองจ่าฝูงในลีกตัวเองช่วงคริสต์มาส เรอัล มาดริด ทำได้มากที่สุดคือ 7 ครั้ง

สำหรับสโมสรจากอังกฤษได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1967-68) และลิเวอร์พูล (1980-81, 1983-84 และ 2018-19) ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมเก่งที่สุดของยุโรปแต่ไม่ใช่ในอังกฤษ เพราะฤดูกาล 1980-81 เป็นแอสตัน วิลลา ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1 ขณะนั้น) และในฤดูกาล 2018-19 เป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี โดยมีเพียงฤดูกาล 1983-84 ที่ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงลีกในวันคริสต์มาส และสามารถรวบแชมป์ดิวิชัน 1 และยูโรเปียน คัพ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.uefa.com/uefachampionsleague/news/00ad-0e6a0b25af45-1d23225afb81-1000–1983-84-kennedy-spot-on-for-liverpool/

ในมุมมองย้อนดูทีมที่มีจุดเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่สำหรับลีกในประเทศ แต่สุดท้ายกลับก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยุโรปได้นั้น ก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างทีมบาเยิร์น มิวนิก ยุคดาราคับคั่งที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1974 ถึง 1976 นั้น พวกเขามีผลงานระเนระนาดในบุนเดสลีกา โดยช่วงคริสต์มาสของฤดูกาล 1974-75 ทีมเสือใต้อยู่อันดับที่ 14 ในวันคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 10 ส่วนวันคริสต์มาสของฤดูกาลถัดมา ก็ยังอยู่อันดับที่ 10 แต่สุดท้าย บาเยิร์นก็เร่งเครื่องจนจบอันดับ 3

เรอัล มาดริด ก็เคยเป็นทีมกลางตารางที่ผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 1999-2000 มีช่วงหนึ่งระหว่างเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ทีมราชันชุดขาวชนะเพียงแค่ 1 จาก 13 นัดในลาลีกา และถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดจากการพ่ายแพ้คาบ้านต่อซาราโกซาถึง 1-5 ก่อนเริ่มกลับมาฮึดได้ในช่วงก่อนและหลังคริสต์มาส จนกระทั่งก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุโรปภายใต้การคุมทีมของบิเซนเต เดล บอสเก และจบลีกด้วยอันดับที่ 5

นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อยู่อันดับที่ 13 ในวันคริสต์มาสปี 1979 เพียงห้าเดือนก่อนสามารถป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และในปี 1981-82 แอสตัน วิลลา แชมป์ลีกอังกฤษในขณะนั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 17 โดยมีสวอนซี ซิตี เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส แต่พวกเขาก็ยังประคับประคองตัวผ่านรอบแรกๆ ของยูโรเปียนคัพมาได้ ก่อนเอาชนะทั้งดินาโม เคียฟ, อันเดอร์เลชท์ และคู่แข่งรอบชิงชนะเลิศ บาเยิร์น มิวนิก โดยไม่เสียประตูเลย ส่วนลีกจบด้วยอันดับที่ 11 ของดิวิชัน 1 เดิม

ตำนานเพลง Last Christmas กับฟุตบอล

ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลและวันคริสต์มาสผ่านเพลงสุดฮิตระดับตำนานของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เพลง Last Christmas ของศิลปินแนวซินธ์ป็อปชาวอังกฤษ Wham! (George Michael และ Andrew Ridgeley)

Last Christmas แต่งและร้องโดยจอร์จ ไมเคิล ในปี 1984 เล่าเรื่องราวความรักที่อกหักในเทศกาลคริสต์มาส แต่ก็มีความหวังว่าจะเจอรักแท้ในปีหน้า เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมสูง ติดชาร์ตเพลงทุกปีแม้ผ่านมาหลายสิบปี โดยครองอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาสของสหราชอาณาจักรติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2023 และ 2024) หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 39 ปีนับจากวันปล่อยเพลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1984 

ความสำเร็จล่าสุดในเดือนธันวาคม 2025 เพลงนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในสหรัฐฯ โดยขึ้นถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และครองอันดับ 1 ในชาร์ต Global 200 ของ Billboard

เกร็ดน่าสนใจอยู่ที่ไมเคิลแต่งเพลง Last Christmas ขึ้นที่บ้านพ่อแม่ของเขาระหว่างดูฟุตบอล

ขอบคุณภาพจาก  https://djmag.com/news/dj-apologises-playing-whams-last-christmas-football-game-ruining-whamageddon

หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเพลงอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาส ระบุถึงเพลง Last Christmas ของ Wham! ไว้ว่า แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์ กำลังนั่งดูฟุตบอลอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของไมเคิลในวันอาทิตย์วันหนึ่งในปี 1984 ตอนนั้นเองที่ไมเคิลนึกทำนองเพลงออก แล้วรีบปลีกตัวขึ้นไปบันทึกเสียงที่ชั้นบน 

ริดจ์ลีย์เล่าว่า “พวกเรา รวมถึงพ่อแม่ของจอร์จ กำลังนั่งเล่นฆ่าเวลาในวันอาทิตย์ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว ต้นปี 1984 รายการ The Big Match กำลังฉายอยู่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลเพียงรายการเดียวทางโทรทัศน์สมัยนั้น เราทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจดูมันจริงจังหรอก ผมสนใจฟุตบอลมากกว่าเขา ส่วนเขา ใจลอยไปที่อื่นชัดเจนมาก”

“จอร์จมีเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กอยู่ในห้องนอน แล้วจู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดวิ่งขึ้นข้างบนไป หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลงมาแล้วบอกว่า ‘นายต้องลองฟังนี่’ มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก และมันเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ  ถ่ายทอดและดึงบรรยากาศของคริสต์มาสออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก”

ในเวลาต่อมา ไมเคิลบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 ซึ่งกองบรรณาธิการกีฬาของ The Guardian วิเคราะห์ออกมาอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า หากสมมติเป็นฟุตบอลถ่ายทอดสดตามที่ริดจ์ลีย์บอก แมตช์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดสดทางช่อง ITV ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 1984 เวลาคิกออฟคือ 14.35 น. เป็นเกมดิวิชัน 1 เดิม ระหว่าง ลูตัน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ 5-0 เนื่องจากเป็นเกมวันอาทิตย์นัดเดียวที่มีการถ่ายทอดสดในเดือนนั้น

The Guardian วิเคราะห์ต่อว่า บางทีไมเคิลอาจรู้สึกเบื่อช่วง 36 นาทีแรกที่ยังไม่มีการทำประตู แต่พอก่อนหมดครึ่งแรก ไบรอัน ร็อบสัน และนอร์แมน ไวท์ไซด์ ก็ทำประตูให้ทีมนำไปก่อน จากนั้นช่วง 12 นาทีสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็รัวเพิ่มอีก 3 ลูก จากร็อบสัน, แฟรงค์ สเตเปิลตัน และไวท์ไซด์

อย่างไรก็ตามไม่มีข้อเท็จจริงว่า ฟุตบอลนัดนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมอะไร ทั้งจากปากของริดจ์ลีย์ที่ปัจจุบันอายุ 62 ปี รวมถึงไมเคิลที่หยุดอายุไว้เพียง 53 ปีหลังเสียชีวิตในวันคริสต์มาสของปี 2016

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

วิสัยทัศน์ของ เจสัน วิลคอกซ์ การสร้างอนาคตของแมนฯ ยูไนเต็ด

หลังการเซ็นสัญญานักเตะที่ซื้อแล้วใช้งานได้ทันที บวกกับผลงานในสนามที่เริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนแสดงพลังภายในกำจัด รูเบน อโมริม ออกจากห้องแต่งตัว และม้านั่งข้างสนาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทว่าเบื้องหลังพัฒนาการมาจากมันสมองของผู้อยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างทีมทั้งหมด

เขาคือ เจสัน วิลคอกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล ซึ่งได้นำ “พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ” ที่เป็นระบบมาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ว่ากันว่า ยุคแห่งการซื้อขายนักเตะแบบลึกลับและไร้ทิศทางของแมนฯ ยูไนเต็ดได้จบลงแล้วหลังจากวิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่เข้มงวดและมีวินัยของสโมสรในการสรรหาผู้เล่น โดยเน้นย้ำถึงการมองหาผู้เล่นที่พร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีก และต้องมีบุคลิกที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความกดดันสูงสุด

วิสัยทัศน์ของวิลคอกซ์ และด้วยแผนงานที่ชัดเจนจะพาทีมปีศาจแดงกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อย่างไร และทำไมตัวเขาถึงเชื่อว่าสโมสรกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้านท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากภายนอก

ผู้อำนวยการฟุตบอล อดีตปีกแชมป์พรีเมียร์ลีก

เจสัน มัลคอล์ม วิลคอกซ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารคนใหม่ภายใต้การนำของกลุ่ม INEOS เท่านั้น แต่เขาคืออดีตปีกซ้ายผู้ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแบล็กเบิร์น โรเวอร์สในปี 1995 

วิลคอกซ์เกิดวันที่ 15 มีนาคม 1971 ที่ฟาร์นเวิร์ธ ประเทศอังกฤษ เข้าร่วมทีมแบล็กเบิร์นเมื่ออายุ 16 ปีหลังจากที่พ่อของเขาเขียนจดหมายถึงสโมสรเพื่อขอให้ลูกชายเข้าร่วมทดสอบฝีเท้า

ขอบคุณภาพจาก  https://www.irishnews.com/sport/soccer/qa-what-is-jason-wilcoxs-background-and-why-is-he-wanted-by-man-utd-U2BWUHNLMZIBFK6KMG75GWSERA/

หลังจากสร้างความประทับใจในการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ วิลคอกซ์ก็เซ็นสัญญาในวันจันทร์ ก่อนได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จิม เฟอร์เนล ผู้จัดการทีมเยาวชนขณะนั้นของแบล็กเบิร์น บรรยายถึงวิลคอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในกองกลางดาวรุ่งที่ดีที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ

วิลคอกซ์เล่นให้ทีมชุดใหญ่ระหว่างปี 1989 – 1999 ทำ 31 ประตูจากการลงเล่นบอลลีก 271 นัดให้กับแบล็กเบิร์น ซึ่งเขายังเคยเป็นกัปตันทีม และเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมแบล็กเบิร์นชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 1995 โดยเล่นตำแหน่งปีกซ้ายร่วมกับ เกรแฮม เลอ โซ ฟูลแบ็กจอมบุก และมี สจ๊วร์ต ริปลีย์ อยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาร่วมกันสร้างแนวรุกที่แข็งแกร่งกับ อลัน เชียเรอร์ และ คริส ซัตตัน

ปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังจำกัดประสิทธิภาพของวิลคอกซ์ในฤดูกาลต่อๆ มา และหลังจากตกชั้นกับแบล็กเบิร์น ก็ย้ายไปร่วมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในเดือนธันวาคม 1999 ตามด้วยเลสเตอร์ ซิตี และแบล็คพูล

วิลคอกซ์เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 3 นัด หมวกใบแรกเป็นเกมทีมสิงโตคำรามชนะฮังการี 3-0 ในปี 1996 แต่หลุดจากรายชื่อผู้เล่น 22 คนของทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 1996 ซึ่งผู้จัดการทีม เทอร์รี เวเนเบิลส์ ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ส่วนอีก 2 นัดเป็นแมตช์กับฝรั่งเศสในปี 1999 และอาร์เจนตินาในปี 2000

หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2006 วิลคอกซ์เป็นผู้บรรยายร่วมให้กับ BBC Radio Lancashire ก่อนย้ายไปเป็นโค้ชให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2012

สำหรับชีวิตโค้ชและผู้บริหาร วิลคอกซ์เริ่มต้นจากสตาฟฟ์โค้ชในคาเดมีของแมนฯ ซิตี ในปี 2012 และเลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ในปี 2013 เคยพาทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศ รวมถึงเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ 2ครั้ง

ในปี 2017 วิลคอกซ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการอคาเดมี มีส่วนดูแลการพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่งชื่อดังหลายคน เช่น ฟิล โฟเดน, โคล พาลเมอร์ และ ริโก ลูอิส  ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลที่เซาแธมป์ตันในปี 2023 แต่ทำงานที่นั่นได้เพียง 9 เดือน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/jason-wilcox-inside-man-utds-32493366

หลังผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ที่เซาแธมป์ตัน วิลคอกซ์ได้เข้ามาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนเมษายน 2024 ในตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิค ก่อนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2025 แทนที่ เดฟ เบรลส์ฟอร์ด 

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการจัดโครงสร้างการบริหารฟุตบอลที่เป็นระบบและเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และท่ามกลางสัญญาณบวกในสนามของทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของอโมริม วิลคอกซ์ได้เผยถึงกลยุทธ์เชิงลึกในการจัดการตลาดซื้อขายนักเตะ และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการนำพาทีมปีศาจแดงกลับสู่จุดสูงสุด

สัญญาณความก้าวหน้าและกำหนดเอกลักษณ์

หลังจากฤดูกาล 2024-25 จบลงด้วยอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในพรีเมียร์ลีก ความกังวลได้เข้าปกคลุมโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนปี 2025 และผลงานในสนามที่เริ่มดีขึ้น ทำให้วิลคอกซ์เชื่อว่า ทีมกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้าน

ฟอร์มล่าสุดของแมนฯ ยูไนเต็ดก่อนเบรกทีมชาติกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นเครื่องยืนยันเบื้องต้น ทีมปีศาจแดงสามารถทำผลงานไม่แพ้ใครติดต่อกัน 5 นัด รวมถึงชัยชนะในพรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของอโมริม เป็นสัญญาณบวกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ 

วิลคอกซ์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภายในสโมสร เรารู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เรารู้ว่าอยู่ตรงไหนในฐานะกลุ่ม ผู้เล่นเข้าใจสิ่งนั้น และเรากำลังมีความก้าวหน้าทั้งในและนอกสนาม”

วิลคอกซ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “รักษาความสงบ” ภายในสโมสรท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก ที่มักเกิดขึ้นเมื่อสโมสรขนาดใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความพ่ายแพ้ “เราต้องเจออุปสรรคระหว่างทาง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอุปสรรคเหล่านั้นให้ราบรื่น และไม่ตื่นเต้นหรือผิดหวังจนเกินไป”

ผู้อำนวยการฟุตบอลวัย 54 ปี มองว่า การทำงานอย่างมีสมาธิและเชื่อมั่นในทิศทางที่วางไว้ ทั้งด้านกระบวนการ สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้าง และทีมงาน จะพาสโมสรไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

อดีตซูเปอร์สตาร์ของสโมสร คริสเตียโน โรนัลโด เคยวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการขาดโครงสร้างและขาดเอกลักษณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ขณะที่อโมริมเองก็เคยถูกวิจารณ์ว่าใช้ระบบ 3-4-3 ที่ดูแข็งกระด้างเกินไป อย่างไรก็ตาม วิลคอกซ์ไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์เหล่านี้ และยืนยันว่า งานที่กำลังดำเนินการอยู่คือ “การสร้างและกำหนดเอกลักษณ์” ของทีมขึ้นมาใหม่

“เราต้องสานต่อแนวคิดของรูเบน เขามีแนวคิดที่ชัดเจนมาก และมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผู้คนมองเห็น” วิลค็อกซ์กล่าวและเน้นว่า การเริ่มต้นทำงานทุกอย่างต้องมีปลายทางอยู่ในใจ และต้องเข้าใจถึงรูปแบบการเล่น (Game Model) ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิลคอกซ์ช้คำเปรียบเทียบว่า สโมสรกำลัง “ต่อจิ๊กซอว์ให้เข้ากัน” เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน และถึงแม้การสร้างภาพนี้จะยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับผลการแข่งขันที่ไม่ดี แต่ผู้บริหารระดับสูงไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง, อโมริม, โอมาร์ เบร์ราดา (ซีอีโอ) และเจ้าของสโมสร ต่างก็มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับทิศทางที่ทีมจะไป

กลยุทธ์ซื้อขายนักเตะที่ชัดเจนและเป็นระบบ

ปัญหาการซื้อขายนักเตะที่ลึกลับและไม่ชัดเจน ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของแมนฯ ยูไนเต็ด มานานหลายปี กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริงภายใต้การนำของวิลคอกซ์

ขอบคุณภาพจาก  https://sports.yahoo.com/article/jason-wilcox-held-initial-doubts-103500370.html

วิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อขายนักเตะ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเริ่มต้นจาก “คำสั่งซื้อจะมาจากผมและรูเบน” ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจเริ่มต้นจากการประเมินร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการฟุตบอลและหัวหน้าโค้ช

ต่อจากนั้น คำสั่งจะถูกส่งต่อไปยัง คริส วิเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหา เพื่อถกเถียงและหารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะผู้เล่น (Profiles) ที่ทีมต้องการ ตามด้วยการค้นหาโดยมีทีมแมวมองเข้าสู่ตลาด และทำงานควบคู่ไปกับทีมข้อมูล (Data team) ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างมากในกระบวนการนี้

มาถึงปลายทางที่การประชุมและตัดสินใจ วิลคอกซ์กล่าวว่าเขามีการประชุมรายสัปดาห์กับทีมสรรหา เพื่อหารือเรื่องช่วงอายุ ค่าใช้จ่าย และความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลง โดยมีอโมริมเข้าร่วมด้วย

กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบที่ระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งวิลคอกซ์ยอมรับว่า ตลาดซื้อขายในช่วงฤดูร้อนปี 2024 วุ่นวายกว่ามากเมื่อเทียบกับความสงบที่เกิดขึ้นในปี 2025

อดีตปีกซ้ายแบล็กเบิร์ตได้อธิบายถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ กลยุทธ์การสรรหาผู้เล่น ที่เน้นความพร้อมและบุคลิกภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อผู้เล่นที่ใช้เวลาปรับตัวนานสำหรับทีมชุดใหญ่

ผู้เล่นที่พร้อมลงเล่น : สโมสรมองหาผู้เล่นที่สามารถ “เสียบปลั๊กแล้วเล่นได้ทันที” (Plug in and play) โดยมีช่วงเวลาในการปรับตัวน้อยที่สุดอย่าง มาเธอุส คุนญา และ ไบรอัน เอ็มเบอโม โดยวิลคอกซ์ยอมรับว่า สโมสรไม่สามารถเสี่ยงมากเกินไปในส่วนนี้

นิสัยที่เหมาะสม : การซื้อผู้เล่นไม่ได้เกี่ยวข้องแค่พรสวรรค์ระดับสูงเท่านั้น แต่ผู้เล่นเหล่านั้นต้องมีนิสัยที่เหมาะสม สามารถรับมือกับความกดดันได้

มืออาชีพที่เคร่งครัด: มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติเบื้องหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เล่นที่เข้ามาเป็นมืออาชีพที่มีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง

การลงทุนผู้เล่นที่เหมาะสม และวิสัยทัศน์ระยะยาว

วิลคอกซ์ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทีมชุดใหญ่ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของสโมสรได้แก่ การติด 4 อันดับแรกและท้าทายเพื่อตำแหน่งในแชมเปียนส์ลีกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่แชมป์พรีเมียร์ลีกและชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

วิลคอกซ์ตอกย้ำว่า การลงทุนนี้ต้องเน้นการซื้อผู้เล่นที่เหมาะสมที่มีพรสวรรค์ สามารถรับมือกับความกดดัน และนำพาทีมก้าวไปข้างหน้าได้ โดยผลงานล่าสุดคือ การเซ็นสัญญาในฤดูร้อนปี 2025 กับคุนญา, เอ็มเบอโม และผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูง เซนเน ลัมเมนส์ ทั้งสามได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ โดยแฟนบอลประทับใจทั้งผลงานและทัศนคติที่ชัดเจนของพวกเขา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.webwire.com/ViewPressRel.asp?aId=343242

ผู้อำนวยการกีฬาให้รายละเอียดเรื่องการคว้าตัวลัมเมนส์ว่า “เรามองหาผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูงอยู่เสมอ และเซนเนก็ว่างอยู่ เราจึงตัดสินใจดำเนินการ แต่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลันทันใดเพราะ โทนี คอตตอน (แมวมองผู้รักษาประตูของแมนฯ ยูไนเต็ด] เสนอชื่อเซนเนให้ผมพิจารณาเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว และเขาก็ทำอย่างไม่ย่อท้อ”

“เซนเนเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา และเขาก็เริ่มต้นได้ดี แต่ยังต้องรักษาฟอร์มต่อไป เขาทบทวนตัวเองได้ดีและเป็นมืออาชีพมากในแนวทางของเขา”

สำหรับแผนงานต่อไปในการเสริมขุมกำลัง Sky Sports News รายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ดได้ตั้งเป้าหมายหลักในการเซ็นสัญญากองกลางคนใหม่ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า ตัวเลือกที่สโมสรยังคงติดตามอยู่ได้แก่ คาร์ลอส บาเลบา ของไบรท์ตัน และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ของนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ส่วนกลางซีซัน 2025-26 ไม่คาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะมีการเคลื่อนไหวมากนักในตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากได้ลงทุนจำนวนมากไปแล้ว แต่ทีมงานยังคงทำงานในตลาดซื้อขายต่อไปโดยมองไปยังฤดูร้อน

ในฐานะผู้อำนวยการฟุตบอล วิลคอกซ์เป็นคนที่มีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก “ผมรู้สึกจริงๆ ว่าตอนนี้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

แม้ยอมรับว่าความผิดหวังยังคงมีอยู่เมื่อทีมแพ้ แต่วิลคอกซ์มองเห็นความมุ่งมั่นภายในสโมสร “ผมเห็นความมุ่งมั่น ผมไปดูการซ้อมทุกวัน ผมเห็นวิธีการที่พวกเขาซ้อม วิธีการที่พวกเขาปฏิบัติงาน วิธีการที่พวกเขาพูดคุยและเข้ากันได้ดี”

การทำงานอย่างมีระบบและเป็นหนึ่งเดียวกันของทีมผู้บริหาร โค้ช และผู้เล่นที่เข้ามาใหม่ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง คือรากฐานที่วิลคอกซ์กำลังสร้างขึ้น เพื่อทำให้ความสำเร็จล่าสุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกลับมายืนในตำแหน่งสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และได้แข่งขันบนเวทียุโรปอย่างสม่ำเสมอตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของแมนฯ ยูไนเต็ด

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ซันเดอร์แลนด์ ม้ามืดแห่งฤดูกาล ผลการลงทุน 161 ล้านปอนด์ และเรจีส เลอ บรีส์

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 ดำเนินมาถึงนัดที่ 14 หรือกว่า 1 ใน 3 ของฤดูกาลแล้ว ซันเดอร์แลนด์ ทีมน้องใหม่ ยังเดินหน้าทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างต่อเนื่องด้วยฟอร์มหรู เช่น ชนะเชลซี หรือเสมออาร์เซนอล ขณะที่กำลังรั้งอันดับ 6 บนตารางก่อนเยือนลิเวอร์พูล วันพุธที่ 3 ธ.ค.2026 

อย่างไรก็ตาม การคาดหวัง “แบล็ก แคทส์” ให้สร้างประวัติศาสตร์เหมือนเลสเตอร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งชนะเลิศพรีเมียร์ลีกสมัยแรกในฤดูกาล 2015-16 คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงจุดนี้ คงต้องหันมมองกันแล้วว่า การสร้างทีมยุคใหม่ของซันเดอร์แลนด์ อายุสโมสรยาวนานเกือบ 150 ปี เป็นเรื่องน่าสนใจ

ซันเดอร์แลนด์ อดีตแชมป์ลีกสูงสุด 6 สมัยขณะใช้ชื่อดิวิชัน 1 (ครั้งหลังสุดคือซีซัน 1935-36) ตกชั้น 2 ปีติดต่อกันคือ พรีเมียร์ลีก ซีซัน 2016-17 และแชมเปียนชิพ ซีซัน 2017-18 จากนั้น “แบล็ก แคทส์” ใช้เวลาในลีกวัน 4 ปี กลับขึ้นมาเล่นแชมเปียนชิพ ซีซัน 2022-23 ในฐานะทีมอันดับ 5 และชนะเลิศลีกวัน เพลย์ออฟ

ซันเดอร์แลนด์ประเดิมการกลับลีกเทียร์ 2 ด้วยอันดับ 6 และแพ้ลูตันในเพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ แต่ซีซัน 2023-24 หลุดลงไปอยู่อันดับ 16 เหนือโซนตกชั้น 6 คะแนน

ซันเดอร์แลนด์จบซีซัน 2024-25 ด้วยอันดับ 4 ผ่านเข้าไปเล่นแชมเปียนชิพ เพลย์ออฟ ถล่มบริสตอล ซิตี ทีมอันดับ 6 ด้วยสกอร์ 3-0 ทั้งนัดเยือนและเหย้า ก่อนเฉือนทีมอันดับ 3 เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยสกอร์ตีเสมอนาทีที่ 76 ของเอลีเซอร์ มาเยนดา และประตูชัยนาทีที่ 90+5 ของโธมัส วัตสัน

บุคคลที่พาซันเดอร์แลนด์กลับพรีเมียร์ลีกหลังหายไป 8 ปีคือ เรจิส เลอ บรีส์ กุนซือชาวฝรั่งเศสวัย 49 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชเป็นปีแรกหลังเซ็นสัญญา 3 ปีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2024 และเริ่มต้นงานใหญ่อย่างสวยหรู เก็บชัยชนะ 100% ในเดือนแรก ได้ 10 ประตู เสียแค่ 1 ประตู และได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ประจำเดือนสิงหาคม 2024

หัวหน้าโค้ชผู้มีเวนเกอร์เป็นต้นแบบ

ก่อนยิงประตูชัยในนาทีที่ 90+3 ให้ซันเดอร์แลนด์ชนะในสแตมฟอร์ด บริดจ์ กองเชียร์เชลซีอาจไม่เคยได้ยินชื่อ เชมส์ดีน ตัลบี แต่ปีกวัย 20 จากโมร็อกโก ไม่ใช่นักเตะคนเดียว ซึ่งแฟนบอลทั่วไปไม่เคยได้ยินชื่อในทีมซันเดอร์แลนด์ นำไปสู่คำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับทีมซันเดอร์แลนด์” แม้พรีเมียร์ลีกทุกซีซันมักมีทีมม้ามืดขึ้นมาหัวตารางอยู่เสมอช่วงต้นโปรแกรม แต่ไม่บ่อยนักที่เป็นทีมน้องใหม่

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/articles/cy7envzn722o

ทีมของเลอ บรีส์ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถันจากเพชรเม็ดงามที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ถูกสร้างขึ้นมาจากความสามารถในการปักหลักต่อสู้บนสนามแข่งขัน ถูกสร้างด้วยการหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และถูกสร้างขึ้นมาจากความเชื่อมั่น

กุนซือชาวฝรั่งเศสผู้แต่งตัวเนี้ยบมีบางอย่างคล้ายคลึงกับอาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ของอาร์เซนอล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการค้นหาพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวนักเตะโนเนม

เลอ บรีส์ รู้ว่าตัวเขาอยากเป็นโค้ชหลังจากศึกษาชีวิตการทำงานของเวนเกอร์ในช่วง 7 ปีที่อยู่กับโมนาโกตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งตอนนั้น เลอ บรีส์ เพิ่งอายุ 12 ปี

“ผมชอบโมนาโกภายใต้การคุมทีมของเวนเกอร์มากจริงๆ แม้ผมไม่ใช่แฟนบอลโมนาโก แต่ก็ชอบทีมนี้และสไตล์การทำทีมของเขา ถ้าพบนักเตะคนไหน ผู้จัดการทีมคนไหน และทีมไหนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผมมักชอบวิเคราะห์วิธีและรูปแบบการเล่น รวมถึงบุคลิกภาพ”

“โมนาโกเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับผม เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อย และมีสไตล์การเล่นที่เน้นเชิงรุก แต่ตอนนั้นผมยังเด็ก จึงยากที่จะประเมินองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล แต่ผมมองมันเป็นเรื่ององค์ประกอบทางอารมณ์ ซึ่งแตกต่างจากทีมอื่นๆ”

“เวลาผมดูทีมฟุตบอลแล้วคิดว่า ‘พวกเขาเล่นได้ดี’ หรือ ‘ดูแล้วน่าสนใจดี’ แต่ผมไม่รู้จริงๆ หรอกว่าทำไม มันแค่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างออกไป”

เลอ บรีส์ ยังยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่าช่วงที่เล่นฟุตบอล เขาไม่ใช่นักเตะที่มีคุณสมบัติพิเศษ (X factor) ในเชิงเทคนิกและกายภาพ เขาเป็นเพียงนักเตะธรรมดาในทุกๆ ด้าน

“เพราะไม่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านั้น ผมจึงต้องพยายามเข้าใจเกมให้มากขึ้นเพื่อเป็นการทดแทน เพราะถ้ามีเอ็กซ์แฟคเตอร์ คุณก็แค่ใช้มันและเล่นได้ดีบนสนาม ดังนั้นผมจึงพยายามเข้าใจเกมให้ได้มากขึ้น ต้องคิดให้แตกว่า จะต้องทำอย่างไรจึงสามารถแข่งกับผู้เล่นที่แข็งแกร่งกว่าได้ และเชื่อมโยงกับนักเตะคนอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา”

ซันเดอร์แลนด์เห็นแวว ดึงมาสานโปรเจกต์ใหญ่

เลอ บรีส์ เกิดวันที่ 6 ธันวาคม 1975 เติบโตในเมืองปลอเนอูร์-ลองแวร์น ทางตะวันตกของแคว้นเบรอตาญ ประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่น ยูเอส ปลอเนอูร์ ก่อนย้ายเข้าร่วมทีม เอเอส แอร์เก-อาร์เมล เมื่ออายุ 12 ปี ตามด้วยทีมแกมแปร์

ปี 1991 เลอ บรีส์เข้าร่วมทีมเยาวชนของแรนส์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คของทีมแรนส์ บี ระหว่างปี 1993 – 1999 ก่อนเลี่อนขึ้นไปอยู่ทีมแรนส์ ได้ลงสนามลีกเอิงเพียง 31 นัดระหว่างปี 1994 – 1999 จากนั้นย้ายไปเล่นในลีกรองกับลาวาล (ฝรั่งเศส) และลอนเซิน (เบลเยียม) เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2003 เพื่อมุ่งมั่นกับงานโค้ชระดับเยาวชน

เดือนพฤษภาคม 2022 เลอ บรีส์ ได้รับใบอนุญาตการเป็นโค้ชอาชีพ และวันที่ 27 มิถุนายนปีเดียวกัน เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชุดใหญ่ของลอริยองต์ด้วยสัญญา 3 ปี 

เลอ บรีส์ พาลอริยองต์จบอันดับที่ 10 ของลีกเอิง ฤดูกาล 2022-23 แต่ทีมร่วงลงไปอยู่ลีกเดอซ์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2023-24 เลอ บรีส์ ได้ออกจากสโมสรอย่างเป็นทางการด้วยการยินยอมร่วมกันในวันที่ 22 มิถุนายน 2024 และวันเดียวกัน ซันเดอร์แลนด์ประกาศข่าวเลอ บรีส์ เป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่

แม้ลอริยองต์ตกไปอยู่ลีกเทียร์ 2 ของฝรั่งเศส แต่เลอ บรีส์ ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะกุนซือที่ให้โอกาสกับนักเตะอายุน้อยและความโดดเด่นด้านแท็กติก จึงถูกทาบทามจากคีริล หลุยส์-เดรย์ฟัส นักธุรกิจหนุ่มชาวสวิส-เฟรนช์ ประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์ ให้ไปทำหน้าที่ผู้นำโปรเจกต์ใหญ่ของสโมสร ไม่ใช่เพียงหัวหน้าโค้ชเพื่อคุมทีมฟุตบอลเท่านั้น

เช่นเดียวกับช่วงแรกของเวนเกอร์ที่อาร์เซนอล เลอ บรีส์ เข้าไปมีส่วนปฏิวัติทีมซันเดอร์แลนด์ด้วยการสอดส่องหานักเตะใหม่อย่างชาญฉลาด และมอบความไว้วางใจให้กับนักเตะที่หลายคนมองข้าม ถึงกระนั้นการเสริมขุมกำลังของทีมไม่ได้เกิดขึ้นในราคาถูกเมื่อขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีก

ทุ่ม 161 ล้านปอนด์ยกเครื่องสู้พรีเมียร์ลีก

ซันเดอร์แลนด์ใช้เงินไปถึง 161 ล้านปอนด์ไปกับผู้เล่นใหม่ 14 คนในตลาดฤดูร้อนปี 2025 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติสูงสุดของสโมสรน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้น ขณะเดียวกับสโมสรได้ปล่อยผู้เล่นออกไป 17 คน รวมถึงนักเตะสำคัญจากฤดูกาล 2024-25 อย่างโจ๊บ เบลลิ่งแฮม และโธมัส วัตสัน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.straitstimes.com/sport/football/Premier-League-survival-still-the-target-says-Sunderland-coach

แต่การทุ่มเงินมหาศาลไม่ได้รับประกันว่าจะหนีการตกชั้นพ้น ฤดูกาล 2024-25 เป็นตัวอย่างล่าสุด สามสโมสรน้องใหม่ เลสเตอร์, เซาแธมป์ตัน และอิปสวิช ใช้จ่ายเงินรวมกัน 276.5 ล้านปอนด์ แต่ต้องกลับไปเล่นแชมเปียนชิพในฤดูกาลต่อมาด้วยแต้มสะสมรวมกันต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ทรอย ดีนีย์ อดีตกัปตันทีมวัตฟอร์ด กล่าวกับ Final Score ว่า “”ทีมส่วนใหญ่มักยึดมั่นกับผู้เล่นที่พาเลื่อนชั้นขึ้นมา แต่ซันเดอร์แลนด์นั้นเด็ดขาดมาก พวกเขาเปลี่ยนผู้รักษาประตูและนักเตะเกือบทุกคน พร้อมตั้งเป้าหมายพยายามอยู่รอดให้ได้”

เลอ บรีส์ สมควรได้รับเครดิตอย่างสูงกับการซื้อนักเตะที่หลายทีมมองข้าม ซึ่งสามารถเปลี่ยนซันเดอร์แลนด์ให้กลายเป็น “แมวดำ” ที่อันตราย

มี 9 คนที่ลงเตะกับเชลซีเป็นนักเตะที่เพิ่งเซ็นสัญญาในฤดูร้อนปีนี้ และประตูชัยช่วงทดเวลาเจ็บเกิดจากการประสานงานของผู้เล่นใหม่ 3 คนได้แก่ ลุตชาเรล เกียร์ทราวดา อายุ 25 ปี, ไบรอัน บร็อบบีย์ อายุ 23 ปี และตัลบี ขณะที่วิลสัน อิซิดอร์ อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นศูนย์หน้าตัวจริง และทำประตูตีเสมอเชลซีในนาทีที่ 22 ถูกซื้อขาดในตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา หลังเซ็นสัญญายืมตัวจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ต้นซีซัน 2024-25

โรบิน รูฟส์ ผู้รักษาประตูวัย 22 ปี เริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีกได้อย่างน่าทึ่งหลังย้ายมาจากเอ็นอีซี ไนจ์เมเกน ในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ เก็บคลีนชีทได้ 4 นัด และเสียประตูเพียง 7 ลูกจาก 9 นัดแรก

สำหรับกองหลัง ซันเดอร์แลนด์จ่ายเงิน 9.5 ล้านปอนด์ ไปกับนอร์กดี มูกีเล อดีตแบ็คขวาของปารีส แซงต์ แยร์กแมง วัย 27ปี ซึ่งเคยถูกยกย่องเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่แอร์เบ ไลป์ซิก ก่อนย้ายมาค้าแข้งในเมืองหลวงของฝรั่งเศส แต่ไม่สามารถทำผลงานได้ดีจนถูกส่งให้เลเวอร์คูเซนยืมใช้งานในซีซันที่ผ่านมา

เป้าหมายคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก

จากการยกเครื่องขุมกำลังครั้งใหญ่ทั้งผู้มาใหม่และผู้ยังหลงเหลืออยู่ บุรุษที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันคือ กรานิต ชากา อดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/37131734/chelsea-sunderland-regis-le-bris-arsene-wenger/

ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยจากบางคนเมื่อเห็นมิดฟิลด์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 33 ย้ายออกจากเลเวอร์คูเซนที่ได้เล่นแชมเปียนส์ ลีก มายังสโมสรที่เพิ่งขึ้นมาจากแชมเปียนชิพ แต่ชากาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงให้กับซันเดอร์แลนด์ในฐานะผู้เล่นที่ดุดันที่สุดในแดนกลาง ทั้งยังโดดเด่นด้วยจำนวนแอสซิสต์และการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม

ตอนที่เดินทางมายังสเตเดียม ออฟ ไลท์ ยังมีเครื่องหมายคำถามว่า ชากาจะรักษามาตรฐานการเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ไหมหลังจากค้าแข้งในเยอรมนีเมื่อปี 2023

แต่ในวัย 33 ชากาทำให้บรรดานักวิจารณ์ต้องประหลาดใจด้วยสไตล์การเล่นที่น่าทึ่ง โดยครองสถิติอันดับ 1 หมวดแอสซิสต์ (3 ครั้ง), สร้างโอกาส (11 ครั้ง), ผ่านบอลสำเร็จ (397 ครั้ง), ผ่านบอลเข้าเขตโทษ (49 ครั้ง), สัมผัสบอล (629ครั้ง), ชนะดวล (56 ครั้ง) และแย่งบอลคืน (43 ครั้ง) จากพรีเมียร์ลีก 9 นัดแรก

ชากาจึงเปรียบเสมือนหัวใจและมันสมองของ “แบล็ก แคทส์” แต่เขาไม่ใช่ดาวเด่นเพียงคนเดียวที่มีประสบการณ์แชมเปียนส์ ลีก ซึ่งเลอ บรีส์ ดึงเข้ามายังเมืองท่าในเขตไทน์แอนด์แวร์ ยังมีเรยนิลโด มันดาวา แบ็คซ้ายวัย 31 ทีมชาติโมซัมบิก ซึ่งย้ายเข้ามาแบบไม่มีค่าตัวหลังจากใช้เวลา 3 ปีร่วมงานกับดิเอโก ซิเมโอเน ที่แอตเลติโก มาดริด

มันดาวาบอกถึงความสำคัญของชากาว่า “กรานิตเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่มาก อยู่ในระดับที่สูงกว่ามาก เปี่ยมด้วยคุณภาพทั้งในสนามและนอกสนาม เขาพยายามพลักดันกระตุ้นเวลาเราฝึกซ้อม และยังถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษมาก ผมภูมิใจมากที่ได้เล่นทีมเดียวกับเขา เหมือนเป็นความฝันก็ว่าได้”

“พวกเราต่างตระหนักดีว่าเป็นเกมที่หนักเมื่อต้องเจอทีมใหญ่ แต่เราต่างเล่นด้วยกัน สู้ด้วยกัน สิ่งดีๆ จะตามมาแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล”

“ทุกคนต่างรู้ดีว่า เป้าหมายคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก เราจะเดินหน้าต่อไป สู้ต่อไป และในท้ายที่สุดก็จะเห็นกันว่าเราอยู่ตรงไหน แต่อย่าพูดถึงแชมป์เลย เรามุ่งสมาธิไปทีละนัดๆ เรารู้เป้าหมายและพยายามเดินหน้าต่อไป”

ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สโมสรน้องใหม่ที่ทำแต้มสูงสุดจาก 9 นัดแรกคือ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ได้ 21 คะแนนในฤดูกาล 1994-95 สามารถรักษาฟอร์มม้ามืดจนปิดซีซันด้วยอันดับ 3

ซันเดอร์แลนด์ ฤดูกาล 1999-2000 เคยทำได้ 17 คะแนน เป็นสถิติสูงสุดที่อันดับ 6 (ร่วม) และลงเอยด้วยอันดับ 7

ทีมที่ทำได้ 17 คะแนนจาก 9 นัดแรกเท่ากันก็คือ ทีม “แบล็ก แคทส์” ของเลอ บรีส์ ในซีซันนี้ … รอทราบผลเมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคมปีหน้า

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

คริสเตียโน โรนัลโด นักบอลมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก

ย้อนความไปที่ 8 ตุลาคม 2025 วันปกติธรรมดาวันหนึ่งบนหน้าปฏิทิน แต่รู้หรือไม่ว่า วันดังกล่าว ได้รับการบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ให้เป็นวันที่กีฬาฟุตบอลมีผู้เล่นอภิมหาเศรษฐีระดับ “พันล้าน” เป็นคนแรกของโลก

เขาผู้นั้นคือ คริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังวัย 40 ปี ผู้ถูกจารึก และบรรจุเข้าเป็นสมาชิกคนใหม่ของ Three Comma Club แห่งวงการกีฬา โดย “สโมสร 3 จุลภาค” สื่อถึงกลุ่มบุคคล Billionaire ที่มีความมั่งคั่งสุทธิหรือมูลค่าสุทธิ (Net Worth) ระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในระบบตัวเลขภาษาอังกฤษ “หนึ่งพันล้าน” จะมีเครื่องหมายจุลภาค (Comma) คั่นอยู่ 3 ตัวคือ 1,000,000,000)

Bloomberg บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการข้อมูลทางการเงิน ซอฟต์แวร์ และสื่อ รายงานว่า โรนัลโดเป็นมหาเศรษฐีนักฟุตบอลหลังจากต่อสัญญาเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 กับอัล นาสเซอร์ สโมสรในกรุงรียาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้รับค่าเหนื่อย 492 ล้านปอนด์ (660 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า เทียบกับค่าเหนื่อยปีละ 173 ล้านปอนด์ (232 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตอนที่เพิ่งย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมอัล นาสเซอร์ ในปี 2023

Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า รายได้ดังกล่าวทำให้ความมั่งคั่งสุทธิของโรนัลโดพุ่งขึ้นเป็น 1.045 พันล้านปอนด์ (1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หนีห่างเพื่อนร่วมอาชีพเบอร์ 2 ลิโอเนล เมสซี ที่มีความมั่งคั่งสุทธิ 620 ล้านปอนด์ (832 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) 

หมายเหตุ : “ความมั่งคั่งสุทธิ” เป็นตัวชี้วัดสถานะทางการเงินที่สำคัญ โดยคำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมดที่มี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง สูตรคือ ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม แสดงให้เห็นว่ามีเงินเหลือเท่าไรหลังชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว และใช้ในการติดตามความก้าวหน้าทางการเงินในระยะยาว

10 นักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

อ้างอิงจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กฉบับล่าสุดได้รายงาน 10 อันดับนักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดจากการประเมินด้วยความมั่งคั่งสุทธิได้แก่

1. คริสเตียโน โรนัลโด (ชาวโปรตุเกส, สโมสรอัล นาสเซอร์) 1.045 พันล้านปอนด์

2. ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา, อินเตอร์ ไมอามี) 620 ล้านปอนด์

3. เนย์มาร์ จูเนียร์ (บราซิล, ซานโตส) 280 ล้านปอนด์

4. คีลิยัน เอ็มบัปเป (ฝรั่งเศส, เรอัล มาดริด) 186 ล้านปอนด์

5. คาริม เบนเซมา (ฝรั่งเศส, อัล อิตติฮัด) 150 ล้านปอนด์

6. พอล ป๊อกบา (ฝรั่งเศส, โมนาโก) 93 ล้านปอนด์

7. ซน ฮึง-มิน (เกาหลีใต้, ลอส แอนเจลีส เอฟซี) 75 ล้านปอนด์

8. อองตวน กรีซมานน์ (ฝรั่งเศส, แอตเลติโก มาดริด) 67 ล้านปอนด์

9. โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (อียิปต์, ลิเวอร์พูล) 66 ล้านปอนด์

10. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (โปแลนด์, บาร์เซโลนา) 63 ล้านปอนด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/12682986/lionel-messi-billionaire-adidas-hotel/

จากท็อป 10 พบว่าเป็นชาวฝรั่งเศสถึง 4 คน เลวานดอฟสกีเป็นอีกคนที่เกิดในยุโรป โดยอภิมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุด 3 คนแรกมาจากอเมริกาใต้ ส่วนอีก 2 คนในลิสต์มาจากแอฟริกา (ซาลาห์) กับเอเชีย (ฮึง-มิน)

เป็นที่น่าสังเกตว่า โรนัลโดมีความมั่งคั่งสุทธิมากกว่าเมสซีถึง 425 ล้านปอนด์ ซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์รวยกว่าอันดับ 3 เนย์มาร์ 340 ล้านปอนด์ มีเอ็มบัปเปและเบนเซมาอีก 2 คนเท่านั้นที่รวยแตะหลักร้อยล้านปอนด์

นอกจากโรนัลโดแล้ว Forbes สื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ เพิ่งรายงานเมื่อปลายสิงหาคม 2025 ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ตำนานนักเทนนิส กลายเป็นนักกีฬาคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่ร่ำรวยหลักพันล้าน

เชื่อว่า ยอดนักหวดชาวสวิส ซึ่งแขวนแร็กเก็ตเมื่อปี 2022 มีความมั่งคั่งสุทธิล่าสุดอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขที่ถีบตัวสูงขึ้นมาจากการถือหุ้นส่วนน้อยในแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าสัญชาติสวิส On เฟเดอเรอร์ยังเป็นนักเทนนิสที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดเป็นเวลา 16 ปีติดต่อกัน แม้ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันน้อยกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างโนวัค ยอโควิช และราฟาเอล นาดาล

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่สร้างร่ำรวยระดับพันหลักเพราะมีตำนานอยู่ในลิสต์ถึง 4 คนคือ จูเนียร์ บริดจ์แมน, เมจิก จอห์นสัน, ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ โดย Billionaire อีกคนคือ ไทเกอร์ วูดส์ ยอดนักกอล์ฟลูกครึ่งไทย-อเมริกัน

ทำไมโรนัลโดจึงรวยเกินหน้าเกินตายอดนักเตะเบอร์ต้นๆ ของโลกมากขนาดนี้ คำถามอยู่ที่แหล่งรายได้ ซึ่งไม่ได้มาจากสโมสรและบริษัทสปอนเซอร์เท่านั้น

Lifetime Deal และ Co-branded Collection

แน่นอนว่า แหล่งรายได้เบื้องต้นที่สร้างความมั่งคั่งให้กับโรนัลโดมาจากสัญญาว่าจ้างในอดีตกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และยูเวนตุส แต่นอกสนามฟุตบอล โรนัลโดยังได้รับข้อเสนออีกมากมายทางธุรกิจที่น่าทึ่งและมหาศาล ตัวอย่างเช่น Nike, Armani, Herbalife, TAG Heuer ซึ่งต่างเซ็นสัญญาผูกมัดนานหลายปี รวมถึง Clear Shampoo, DAZN, LiveScore, Panini ฯลฯ และดีลล่าสุด KFC 

ข้อตกลงกับ Nike นับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงที่สุดเพราะโรนัลโดเป็น 1 ในนักกีฬาเพียงไม่กี่คนในโลก ร่วมกับ 2 สุดยอดนักบาสเกตบอล ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ ที่มี “สัญญาตลอดชีพ” (Lifetime Deal) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าและอุปกรณ์กีฬาสัญชาติอเมริกัน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า โรนัลโด ซึ่งเซ็นสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2016 ได้รับเงินจากไนกี้เกือบปีละ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/ronaldo%27s-lifetime-contract-with-nike-is-worth-1-billion-euros/

นอกจากนี้ โรนัลโดยังผลักดันแบรนด์ CR7 ของตนเองจนโด่งดังระดับโลก พร้อมยังจับมือกับพันธมิตรหลัก (Major Partners) หลายแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งโรนัลโดเป็นพรีเซนเตอร์หรือนายแบบโฆษณาแคมเปญให้ ออกสินค้ารุ่นพิเศษในชื่อ CR7 ร่วมกับเขา (Co-branded Collection) อาทิ

TAG Heuer Formula 1 CR7 Limited Edition Chronograph (รุ่น CAZ1113.FC8189) ร่วมกับบริษัทนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส “แทค ฮอยเออร์” เป็นนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph) ที่อยู่ในตระกูล Formula 1 สีดำและสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามฟุตบอล (สีเขียวของหญ้า) และมีสไตล์ที่ดูสปอร์ตและดุดัน ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียง 3,000 เรือนทั่วโลก

Clear Men Legend by CR7 Special Edition Shampoo ร่วมกับบริษัทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม “เคลียร์” เป็นแชมพูขจัดรังแครุ่นพิเศษที่โรนัลโดมีส่วนร่วมคัดเลือกส่วนประกอบบางอย่างของผลิตภัณฑ์ เช่นเป็นคนเลือกกลิ่นหอมสปอร์ตแนว Aquatic ที่ติดทนนานถึง 8 ชั่วโมง รวมถึงลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์และดีไซน์ของขวด

Herbalife24 CR7 Drive ร่วมกับบริษัทโภชนาการระดับโลก “เฮอร์บาไลฟ์” เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งเน้นไปที่การให้พลังงานและความชุ่มชื้นสำหรับนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย

CR7 ForeverZone ร่วมกับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ “ไบแนนซ์” เป็นบ้านดิจิทัลสำหรับคอลเลกชัน NFT ของโรนัลโดโดยเฉพาะ ซึ่ง NFT เหล่านี้มีลักษณะเป็นของสะสมดิจิทัลที่เกี่ยวกับช่วงเวลาสำคัญในอาชีพค้าแข้งของโรนัลโด

โดยเฉพาะ “ไนกี้” ซึ่งได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษในชื่อ CR7 มาแล้วกว่า 30 รุ่น เน้นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความสำเร็จของเขา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นซีรีส์ เช่น Signature Chapter Boots ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยแต่ละรุ่นจะเปรียบเสมือนบท (Chapter) ในเส้นทางอาชีพของโรนัลโด และมีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น CR7 Chapter 1: Savage Beauty แรงบันดาลใจจากเกาะมาเดรา บ้านเกิดของเขา , CR7 Chapter 4: Forged For Greatness สื่อถึงการพัฒนาตัวเองจากพรสวรรค์สู่ความยิ่งใหญ่ , CR7 Chapter 5: Cut To Brilliance ได้รับแรงบันดาลใจจากเพชรที่ถูกเจียระไนอย่างสมบูรณ์แบบ

ไนกี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ในคอลเลกชัน CR7 เช่น เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า ที่ใช้เทคโนโลยี Dri-FIT และมีโลโก้ CR7 ปรากฏอยู่ด้วย

จ้างมืออาชีพเพื่อเพิ่มรายได้มหาศาลจากการลงทุน

แน่นอนว่า ความสามารถและชื่อเสียงอันยาวร่วม 2 ทศวรรษของโรนัลโด ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลโดยตรงจากสโมสรต้นสังกัดและบริษัทธุรกิจทั่วโลก แต่การนำเงินเหล่านั้นไปต่อยอดสร้างรายได้ก้อนใหญ่ไม่แพ้กันจากการลงทุนด้วยตนเองก็น่าสนใจ

โรนัลโดใช้สถานภาพ G.O.A.T, ความโด่งดังระดับซูเปอร์สตาร์ และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเองภายใต้แบรนด์ CR7 และขยายเข้าไปในธุรกิจหลายประเภท ซึ่งจะทำให้เขามีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคงแม้เลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว โดยไม่ได้มีเพียงสินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์ที่คุ้นเคยสำหรับแฟนบอลเช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน แว่นตา น้ำหอม รองเท้า ตัวอย่างเช่น

ธุรกิจโรงแรม Pestana CR7 Hotels ลงทุนร่วมกับ Pestana Group เปิดโรงแรมหรูในหลายเมืองสำคัญ เช่น ลิสบอน, มาเดรา, นิวยอร์ก และมาดริด

ธุรกิจฟิตเนส CR7 Fitness by Crunch เปิดศูนย์ออกกำลังกาย โดยใช้ภาพลักษณ์การดูแลสุขภาพและรูปร่างที่ดีของตนเองเป็นจุดขาย

ธุรกิจความงาม Insparya ลงทุนในคลินิกปลูกผมในสเปน โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50%

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bjtonline.com/business-jet-news/cristiano-ronaldos-global-express-is-very-cool

ธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว นอกเหนือเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวหลายลำที่ใช้เดินทางเอง โดยบางลำเช่น Gulfstream G650 หรือ Bombardier Global Express XRS ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษและมีสัญลักษณ์ CR7 อยู่บนลำเครื่องบินด้วย

พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว CR7 Museum ซึ่งแฟนๆ แฟน ๆ ของโรนัลโดสามารถเรียนรู้เรื่องราวชีวิต ความสำเร็จ และแรงบันดาลใจตลอดเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล รวมถึงจัดแสดงถ้วยรางวัล รางวัลส่วนตัว เสื้อแข่ง รองเท้าสตั๊ด ได้แก่ Museu CR7 พิพิธภัณฑ์ดั้งเดิมในบ้านเกิดที่เมืองฟุงชาล บนเกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส, CR7 Signature Museum ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย) และ CR7 LIFE Museum ที่ฮ่องกง

นอกจากธุรกิจแบรนด์ตัวเองแล้ว โรนัลโดยังบริหารจัดการความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรูหลายแห่งทั่วโลกอาทิ รีสอร์ตกอล์ฟขนาดใหญ่ บ้านและที่ดินส่วนตัวที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ หลายรูปแบบ เช่น ซื้อหุ้น Vista Alegre บริษัทเครื่องเคลือบดินเผาเก่าแก่ของโปรตุเกส เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาว

มีรายงานว่า โรนัลโดมีทีมที่ปรึกษาทางการเงินและนักกฎหมายคอยให้คำแนะนำในการจัดการภาษี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด

การก้าวขึ้นเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้านของโรนัลโดจึงไม่ได้มาจากค่าเหนื่อยและพรีเซนเตอร์สินค้าเหมือนนักฟุตบอลอาชีพทั่วไป แต่ยังมาจากการใช้ “แบรนด์ตัวเอง” เป็นเครื่องมือหลักในการขยายอาณาจักรธุรกิจ การกระจายความเสี่ยง และการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัยร่วมกับทีมงานที่ปรึกษามืออาชีพ

วางเป้าหมายเล่นต่อ 2-3 ปี และคว้าแชมป์เวิลด์คัพ

แม้ความร่ำรวยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ Newsweek นิตยสารข่าวระดับโลก ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า โรนัลโดกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของวงการฟุตบอลถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในแวดวงเศรษฐศาสตร์กีฬา การต่อสัญญาฉบับใหม่กับอัล นาสเซอร์ ไม่เพียงเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของค่าตอบแทนผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียต่อวงการกีฬาโลกอีกด้วย

รายได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ของโรนัลโด ซึ่งได้ค่าเหนื่อย 300 ปอนด์ต่อนาทีในซาอุดีอาระเบีย ได้เปลี่ยนโฉมเกณฑ์มาตรฐานด้านความมั่งคั่งของนักกีฬา ศักยภาพในการสร้างแบรนด์ และการย้ายทีมข้ามทวีป กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่หล่อหลอมวงการฟุตบอลอาชีพและนักกีฬาชื่อดังระดับโลก

หลังจากเซ็นสัญญากับอัล นาสเซอร์ และเล่นในซาอุดิ โปร ลีก จนถึงปี 2027 Newsweek มองว่า ภาพลักษณ์ของโรนัลโดจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของวงการฟุตบอลในตะวันออกกลาง และการขยายแบรนด์ CR7 ไปทั่วโลก การย้ายทีมของเขายังสร้างบรรทัดฐาน ทั้งด้านการเงินและวัฒนธรรม สำหรับนักกีฬาชื่อดังในอนาคตที่กำลังพิจารณาข้อเสนออันคุ้มค่าจากอ่าวเปอร์เซีย

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/Ronaldo-admits-he-used-it-to-write-his-speech-for-the-Globo-Prestigio-award/

แล้วเส้นทางบนสนามฟุตบอลของโรนัลโดจะเป็นอย่างไรต่อไป ตำนานที่ยังเล่นอยู่เพิ่งให้คำตอบบนเวทีแห่งเกียรติยศ ซึ่งเขาได้รับรางวัล Globo Prestigio Award จากสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส (FPF) ซึ่งมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องความสำเร็จและคุณูปการอันยิ่งใหญ่และยาวนานของบุคคลที่มีชื่อเสียงต่อวงการฟุตบอลโปรตุเกส

โรนัลโดกล่าวถึงรางวัลนี้ว่า “นี่ไม่ใช่รางวัลสำหรับการยุติอาชีพ แต่เป็นการยอมรับในความพยายาม ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นมาเป็นเวลาหลายปี” เพื่อเน้นย้ำแบบทีเล่นทีจริงว่า Globo Prestigio Award เป็น “รางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จในอาชีพ” ไม่ใช่รางวัลสำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุ

เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยกล่าวเสริมว่า “ผมมีถ้วยรางวัลอยู่บ้างที่บ้าน แต่ขอบอกเลยว่าใบนี้พิเศษและสวยงามมาก ผมต้องสารภาพว่าบ่ายวันนี้ผมนั่งคิดอยู่ว่าจะพูดอะไรในสุนทรพจน์นี้ ผมคิดอยู่ว่า ‘รางวัลเกียรติยศคืออะไรกันนะ? สงสัยจะเป็นรางวัลปิดฉากอาชีพหรือเปล่า’ ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยและคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ที่จะเป็นแบบนั้น”

“ผมอยู่กับทีมชาติมา 22 ปีแล้ว นั่นบ่งบอกถึงความหลงใหลที่ผมมีต่อการสวมเสื้อทีมชาติเพื่อคว้าถ้วยรางวัลและการลงเล่นให้โปรตุเกส ผมยังมีอะไรอีกมากที่จะมอบให้กับทีมชาติและวงการฟุตบอล ผมอยากจะเล่นต่อไปอีกสัก 2-3 ปี ไม่มากนักหรอก”

“อีก 2-3 ปี” ดูเหมือนเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานแม้โรนัลโดจะมีชื่อเสียงเรื่องความทุ่มเทให้กับการรักษาและเสริมสร้างสภาพร่างกายก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายทะเยอทะยานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่โรนัลโดบอกว่า

“แน่นอนสำหรับผมแล้ว เป้าหมายของโปรตุเกส คือการไปฟุตบอลโลกและคว้าแชมป์ตามที่เราทุกคนต้องการ”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Chief Football Editor)