Categories
Football Business

โรนัลโด กับอัจฉริยะนอกสนามฟุตบอล สร้างพลิกโฉมหน้า บายาโดลิด-ครูไซโร

โรนัลโด ลุยซ์ นาซาริโอ เด ลิมา หรือ โรนัลโด เป็นชื่อที่ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มากความ ไม่มีใครที่เป็นแฟนกีฬาลูกหนังแล้วไม่รู้จักอดีตซูเปอร์สตาร์กองหน้าทีมชาติบราซิลที่ค้าแข้งระหว่างปี 1993 ถึง 2011 กับครูไซโร, พีเอสวี ไอน์ดโฮเฟน, บาร์เซโลนา, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด, เอซี มิลาน และคอรินเธียนส์

R9 ลงสนามให้ทีมชาติบราซิล 98 นัด ทำไป 62 ประตู มากที่สุดเป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์ทีมชาติบราซิล โรนัลโดอยู่ในทีมชุดแชมป์โลกปี 1994 ขณะอายุเพียง 17 ปี และชนะเลิศอีกหนึ่งครั้งในปี 2002 เป็นหนึ่งในฟรอนท์ทรีในตำนานร่วมกับโรนัลดินโญและริวัลโด ส่วนแชมป์โคปา อเมริกา เขาได้เหรียญชนะเลิศ 2 สมัยในปี 1997 และ 1999 สำหรับเกียรติประวัติส่วนตัว โรนัลโดได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟา 3 สมัยและบัลลงดอร์ 2 สมัย เขาแขวนสตั๊ดในปี 2011 เนื่องจากบาดเจ็บเรื้อรังโดยเฉพาะหัวเข่า

โรนัลโดเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีนักฟุตบอลด้วยรายได้มหาศาลจากอาชีพค้าแข้ง หนึ่งในนั้นคือการเซ็นสัญญาตลอดชีพมูลค่า 160 ล้านปอนด์กับไนกี บริษัทผลิตอุปกรณ์และชุดกีฬายักษ์ใหญ่สัญชาติอเมริกัน ปัจจุบันบทบาทของโรนัลโดที่ปรากฏต่อสาธารณชนคือ นักธุรกิจและเจ้าของสโมสรฟุตบอลเรอัล บายาโดลิด และครูไซโร ซึ่งโรนัลโดได้พาทั้งสองทีมกลับขึ้นมาเล่นบนสังเวียนลีกสูงสุดของประเทศด้วยระยะเวลาห่างกันเพียงห้าเดือน

ความจริงแล้ว อดีตยอดดาวซัลโววัย 46 ปี เคยเป็นเจ้าของสโมสรทีมฟุตบอลหลังจากอำลาวงการเพียงสามปีเท่านั้นแม้เป็นการครอบครองหุ้นจำนวนน้อยของฟอร์ต เลาเดอร์เดล สไตรเกอร์ส ทีมในนอร์ธ อเมริกัน ซอคเกอร์ ลีก (เอ็นเอเอสแอล) ลีกลูกหนังอาชีพของสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในขณะนั้น และเคยเป็นทีมเก่าช่วงทศวรรษ 1970 ของจอร์จ เบสต์ อดีตดาวดังของแมนฯยูไนเต็ด

เคยมีข่าวว่าโรนัลโดเตรียมกลับมาสวมสตั๊ดคืนสนามฟุตบอลร่วมกับทีมสไตรเกอร์สแต่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง เขาเคยพาทีมไปทัวร์พรีซีซันที่ประเทศจีนด้วย แต่โปรเจกต์แรกของโรนัลโดต้องปิดฉากลงหลังจากลีกยุติการแข่งขันเมื่อปี 2016

แต่โรนัลโดยังไม่ละทิ้งความฝัน เขากลายเป็นเจ้าของเรอัล บายาโดลิด สโมสรในลาลีกา ลีกสูงสุดของสเปน หลังจากทุ่มเงิน 30 ล้านยูโรเพื่อซื้อหุ้นสโมสร 51 เปอร์เซ็นต์ในปี 2018 ก่อนเพิ่มเป็น 82 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020 ทำให้เขามีอำนาจสูงสุดในการบริหารสโมสรและเริ่มต้นบายาโดลิดยุคโรนัลโดอย่างแท้จริง แต่โชคร้ายที่ “พูเซลานอส” ตกไปอยู่ดิวิชัน 2 ในฤดูกาล 2021-22

“ผมผ่านอะไรมามากมายเพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อสิ่งนี้ ฟุตบอลเป็นเรื่องของแพสชันล้วนๆ เราต้องการสร้างทีมที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นได้เพื่อลงแข่งขันพร้อมให้ข้อมูลการบริหารจัดการสโมสรด้วยความโปร่งใส”

ภายหลังบายาโดลิดเป็นรองแชมป์เซกุนดา ดิวิชัน ใช้เวลาเพียงปีเดียวกลับขึ้นมาอยู่ลีกสุงสุดอีกครั้งในฤดูกาล 2022-23 โรนัลโดได้ซื้อเครื่องเล่นเกมเพลย์สเตชัน 5 แจกให้กับนักเตะทุกคนเป็นรางวัลและสัญลักษณ์ของการขอบคุณ

ในเดือนธันวาคม 2021 โรนัลโดสั่งจ่ายเช็ค 70 ล้านยูโรเพื่อซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของครูไซโร ทีมแรกของเขาในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ พร้อมประกาศสัญญาว่าจะนำครูไซโรกลับไปอยู่ในจุดที่สโมสรสมควรอยู่อีกครั้ง

เพียงเก้าเดือนหลังนั่งเก้าอี้เจ้าของสโมสร ครูไซโรผงาดครองแชมป์ คัมเปโอนาโต บราซิเลียโร เซเรีย บี ประจำปี 2022 ทำแต้มทิ้งห่างอันดับ 2 เกรมิโอ 15 คะแนน เป็นหนึ่งในสี่ทีมที่ถูกโปรโมทขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุดประเทศบราซิล ตามหลังบายาโดลิดแค่ห้าเดือนเท่านั้น

โรนัลโดเปิดใจผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ยังคงพูดไม่ออก พยายามดูดซับทุกเรื่องราวที่ผ่านเป็นประสบการณ์เข้ามาในช่วง 2-3 เดือน พวกเราคือ บลู เนชัน เอฟเอเอฟ ครูไซโร การขึ้นจากเซเรีย บี ได้รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์นับว่าเราประสบความสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเวลาเก้าเดือนกับโปรเจกต์ก่อร่างสร้างสโมสรใหม่ นี่เป็นผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แล้ว”

⚽️ เรอัล บายาโดลิด แบรนด์โลกและสโมสรระดับสากล

แต่ก่อนประสบความสำเร็จกับบายาโดลิดและครูไซโร โรนัลโดเคยเจอความล้มเหลวในการประกอบธุรกิจมาแล้ว ซึ่งเรื่องราวที่รับรู้โดยทั่วกันคือการก่อตั้ง 9ine บริษัทเอเยนซีโฆษณาที่โฟกัสด้านการตลาดกีฬาและบันเทิงเมื่อปี 2011 โดยบริษัทมีหน้าที่ดูแลบริหารภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของนักกีฬาดังมากมายอย่างเช่น เนย์มาร์ (ฟุตบอล), ราฟาเอล นาดาล (เทนนิส), รูเบนส์ บาร์ริเชลโล (แข่งรถ), แอนเดอร์สัน ซิลวา (เอ็มเอ็มเอ), เปโดร บาร์รอส (สเก็ตบอร์ด), บรูนินโญ (วอลเลย์บอล) แต่โรนัลโดได้โบกมือลาเมื่อปี 2013 ก่อนที่บริษัทได้ปิดกิจการอีกสามปีให้หลัง 

อย่างไรก็ตาม โรนัลโดได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับ Octagon บริษัทเอเยนซีในประเทศบราซิลตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากมีความเชื่อว่าบราซิลมีศักยภาพและความฝันที่จะยกระดับกีฬาและบันเทิงทางด้านการตลาดขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง แต่ภายหลังไม่มีการเผยแพร่ความเคลื่อนไหวของโรนัลโดเกี่ยวกับเรื่องนี้สู่สาธารณชน อาจเป็นความน่าสนใจในฐานะผู้บริหารธุรกิจฟุตบอลได้เข้าปกคลุมพื้นที่สื่อไปทั้งหมดเพราะ R9 นับเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพคนแรกที่เป็นเจ้าของสโมสรแถวหน้าของทวีปยุโรป

ย้อนกลับไปยังเดือนกันยายน 2018 โรนัลโดซื้อหุ้นของเรอัล บายาโดลิด 51 เปอร์เซ็นต์ รับตำแหน่งประธานสโมสรแทนคาร์ลอส ซัวเรซ ซึ่งทำหน้าที่มานาน 17 ปี ตำนานดาวซัลโวเข้ามาในเวลาที่เหมาะสมเพราะบายาโดลิดเพิ่งเลื่อนชั้นมาอยู่ลาลีกาหลังใช้เวลาสี่ปีกับเซกุนดา, วิกฤติทางการเงินคลี่คลายไประดับหนึ่ง, สโมสรไม่ได้มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่จนสร้างแรงกดดัน, สโมสรยังมีช่องทางเติบโตได้อีกมาก และบายาโดลิดตั้งอยู่ในพิกัดที่ดี ห่างจากกรุงมาดริดเพียงสองชั่วโมง

ช่วงที่บายาโดลิดตกไปอยู่ดิวิชันสองเมื่อปี 2014 สโมสรมีหนี้สินอยู่ราว 63 ล้านยูโรและได้รายรับเข้ามาเพียง 18 ล้านยูโร แต่ได้รับอานิสงส์จากกระบวนการฟื้นฟูสภาพทางกฎหมายที่ช่วยเหลือทีมฟุตบอลหลายแห่งในสเปน หลักการคือถ้าสโมสรชี้แจงได้ว่าไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ให้เจ้าหนี้ได้ทันกำหนดเวลา จะได้รับการรีไฟแนนซ์ ลดหนี้สิน และขยายเวลาการชำระ ส่งผลให้เมื่อปี 2012 บายาโดลิดได้ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปแปดปี และจ่ายหนี้เพียง 30 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนจริง ส่วนอีก 70 เปอร์เซ็นต์ถูกยกเว้น สโมสรจึงรอดพ้นจากภาวะล้มละลายได้อย่างสบาย

นอกจากนี้ ลาลีกายังได้ปรับเปลี่ยนการกระจายรายได้จากลิขสิทธิ์โทรทัศน์ในปี 2015 ช่วยให้สโมสรเล็ก ๆ ได้รับเงินเป็นกอบเป็นกำแทนที่จะไหลเข้าสู่กองคลังของทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนาและเรอัล มาดริด บวกกับยูฟาได้ออกกฎไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ ควบคุมการใช้จ่ายเงินของสโมสรอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติในอนาคต ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเหมาะเจาะและบายาโดลิดคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งพร้อมกับการเข้ามาของโรนัลโด

ซีซันแรกของโรนัลโด บายาโดลิดจบลาลีกาด้วยอันดับ 16 เหนือโซนตกชั้นเพียง 4 คะแนนแต่ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายในสนาม ส่วนเรื่องนอกสนาม R9 โฟกัสไปที่การปรับโครงสร้างสโมสรผ่านไอเดียและคอนเน็คชันของตนเอง, พัฒนาบายาโดลิดให้เป็นแบรนด์ระดับโลกเป็นที่รู้จักมากขึ้น, พลักดันให้เป็นสโมสรระดับสากลผ่านการนำเสนอของสื่อสารมวลชน และสร้างความมั่นคงทางกีฬาด้วยผลการแข่งขันในสนาม ซึ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โรนัลโดต้องเพิ่มอำนาจบริหารผ่านหุ้นสโมสร และในเดือนเมษายน 2020 เขาครอบครองหุ้นรวม 82 เปอร์เซ็นต์

 โรนัลโดใช้เงินส่วนตัว 2.5 ล้านยูโรปรับโฉมสนามเหย้า เอสตาดิโอ โฆเซ โซร์ริลญา เพิ่มที่นั่งกว่า 500 ที่นั่งเพื่อให้แฟนบอลเข้ามาใกล้ชิดสนามแข่งมากขึ้นและรีโนเวทพื้นที่อื่น ๆ อย่างเช่นปรับปรุงโซนวีไอพีและทางเดินเชื่อมต่อภายใน

โรนัลโดยังสานต่อหลายเรื่องที่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงก่อนเขารับตำแหน่งได้แก่ ติดตั้งไวไฟฟรี, เพิ่มจอภาพขนาดใหญ่ และการปรับปรุงสนามฝึกซ้อม ซึ่งโรนัลโดมองว่าเป็นความสำคัญลำดับต้น ๆ สโมสรมีโครงสร้างพื้นฐานน้อยมาก มี 2 เทรนนิงแคมป์และ 1 สเตเดียม แต่ยังขาดศูนย๋ฝึกซ้อมที่ทันสมัยโดยเบื้องต้น R9 ต้องการให้ภายในประกอบด้วยสนามฟุตบอล 12 สนาม, ยิมฟุตซอล 1 แห่ง และสนามฟุตซอลกับบาสเกตบอล

โรนัลโดพูดถึงสาเหตุที่นำฟุตซอลเข้ามาว่า “ผมมีความเชื่อว่าเด็ก ๆ ควรเริ่มจากฟุตซอลก่อนไปเล่นสนามฟุตบอล” ส่วนโครงการบาสเกตบอลเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2020 เมื่อโรนัลโดจับมือเป็นพันธมิตรกับ Ciudad da Valladolid สโมสรบาสเกตบอลในดิวิชันสอง ทั้งสองฝ่ายจะให้ความร่วมมือกันภายใต้ชื่อสโมสรว่า Real Valladolid Baloncesto (เรอัล บายาโดลิด บาสเกตบอล)

ปีที่สองของโรนัลโด ทีมจบซีซัน 2019-20 ด้วยอันดับ 13 เหนือโซนตกชั้น 6 คะแนน แถมโมฮัมเหม็ด ซาลิซู เซ็นเตอร์แบ็คชาวกานา ซึ่งเติบโตจากทีมเยาวชน โชว์ฟอร์มเข้าตาเซาแธมป์ตันที่จ่ายเงิน 12 ล้านยูโรเพื่อดึงซาลิซูไปเล่นในอังกฤษ ช่วยลดวิกฤติการเงินที่ถูกกระทบจากไวรัสโควิด อีกทั้ง R9 ยังเสริมขุมกำลังและสร้างสีสันให้ทีมด้วยการดึงผู้เล่นจากทวีปอเมริกาใต้เข้ามา

อย่างไรก็ตามในปีที่สามของโรนัลโด บายาโดลิดจบซีซัน 2020-21 ด้วยอันดับ 19 ร่วงไปอยู่เซกุนดาแต่ใช้เวลาเพียงปีเดียวกลับขึ้นสู่ลาลีกาในฐานะรองแชมป์ดิวิชันสอง ซีซัน 2021-22 และเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โรนัลโดรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้หาก “พูเซลานอส” เลื่อนชั้นสำเร็จนั่นคือ เขากับภรรยาได้ขี่จักรยานไฟฟ้าระยะทาง 450 กิโลเมตรจากสนามของบายาโดลิดไปยัง ซานเตียโก เด คอมโพสเตลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนโดยใช้เวลาสี่วัน

⚽️ ครูไซโร ฟุตบอลบราซิลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แพสชันเรื่องฟุตบอลยังไม่หยุดอยู่ที่บายาโดลิดเพราะในเดือนธันวาคม 2021 โรนัลโดได้ซื้อหุ้นในจำนวนมากพอที่จะเข้าบริหารสโมสรครูไซโร ซึ่งเขาเล่นสมัยเป็นวัยรุ่นช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านความช่วยเหลือของ Banco XP ธนาคารเพื่อการลงทุนในบราซิล โดยมีรายงานว่าโรนัลโดและ Tara Sports บริษัทของเขา ใช้เงิน 70 ล้านยูโรเพื่อเทคโอเวอร์ทีมเก่าที่กำลังลงแข่งขันเซเรีย บี เป็นฤดูกาลที่สอง และกำลังประสบปัญหาหลายเรื่อง

โรนัลโดถือเสื้อสีน้ำเงินของครูไซโรขณะเปิดใจผ่านคลิปวิดีโอหลังปิดดีลว่า “ผมดีใจมากที่จบขั้นตอนได้เสียที แต่เรายังมีงานหนักต้องทำรอออยู่อีกมาก ยังไม่ใช่เวลาเฉลิมฉลองอะไร เราจะทำงานอย่างหนักพร้อมความทะเยอะทยานที่จะทำให้ครูไซโรกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

ครูไซโรเป็นสโมสรเก่าแก่ของบราซิล ปัจจุบันมีอายุ 101 ปีแล้ว เป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ Minas Gerais โดยทีมRaposa หรือสุนัขจิ้งจอก เคยเป็นแชมป์เซเรีย เอ 4 สมัยในปี 1966, 2003, 2013, 2014, แชมป์เซเรีย บี ปี 2022 และแชมป์โคปา โด บราซิล 6 สมัยในปี 1993, 1996, 2000, 2003, 2017, 2018 โดยเฉพาะปี 2003 สามารถทำทริปเปิลแชมป์กวาดแชมป์แห่งรัฐ, แชมป์เซเรีย เอ และแชมป์บอลถ้วยในประเทศ ส่วนระดับทวีป เคยชนะเลิศโคปา ลิเบอร์ตาโดเรส เด อเมริกา ในปี 1976 และ 1997 ครูไซโรจึงเป็นทีมที่มีผลงานอยู่แถวหน้าในบราซิลช่วงรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 21 และ 22

เมื่อปีที่แล้ว บราซิลได้ออกกฎหมายใหม่อนุญาตให้สโมสรมองหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในสองปี สโมสรที่เป็นของคนบราซิเลียนอย่างต่ำสิบทีมจะอยู่ในมือของนักลงทุนในรูปแบบบริษัท ครูไซโรถือเป็นดีลแรกที่เกิดจากกฎหมายใหม่ตามมาด้วยโบตาโฟโกและวาสโก ดา กามา ขณะที่เอสปอร์เต คลับ บาเฮีย ในดิวิชันสอง ใกล้ปิดดีลกับ ซิตี ฟุตบอล กรุ๊ป เจ้าของทีมแมนฯ ซิตี และอีกสิบสโมสร

โฆเซ เบเรนกัวร์ ซีอีโอของ Banco XP กล่าวว่า “นี่เป็นเพียงก้าวแรกของธุรกิจแนวใหม่สำหรับตลาดวาณิชธนกิจในบราซิล หนึ่งในประเทศยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอล ไม่มีอะไรต้องสงสัยเลยว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์กีฬาของประเทศบราซิล เรามีสโมสรที่แข็งแกร่งพร้อมศักยภาพในการลงทุนระดับโลก ฟุตบอลบราซิลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

หากสงสัยว่าโปรเจกต์อะไรบ้างที่โรนัลโดจะทำกับครูไซโร ซึ่งเขามีสถิติ 44 ประตูจาก 47 นัดรวมทุกรายการระหว่างปี 1993-1994 สามารถย้อนกลับไปอ่านมองไอเดียได้จากเรอัล บายาโดลิด แต่ตอนนี้ โรนัลโดทำสำเร็จไปแล้วหนึ่งเรื่องสำคัญคือใช้เวลาเก้าเดือนพาครูไซโรขึ้นมาเล่นลีกสูงสุด

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

จาก “จัสติน ฟาชานู” สู่ลีกฟุตบอลสีรุ้ง

จัสติน ฟาชานู อดีตศูนย์หน้าคนดัง นอกจากเป็นนักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์คนแรก ๆ ของอังกฤษแล้วยังเป็นนักฟุตบอลอาชีพคนแรกในสหราชอาณาจักรที่ออกมายอมรับขณะค้าแข้งว่าเป็นเกย์ในเดือนตุลาคม 1990  แม้ LGBTQ (lesbian, gay, bisexual, transgender, queer) จะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่เวลากลับผ่านไปนานเกือบ 32 ปี จึงมีนักเตะกล้าที่จะทำเรื่องเดียวกันกับฟาชานู

เดือนพฤษภาคม 2022 ที่ผ่านมา เจค ดาเนียลส์ กองหน้าวัยเพียง 17 ปีของแบล็คพูล ทีมในแชมเปียนชิพ ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์หลังเพิ่งเซ็นสัญญานักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกเพียงสามเดือนก่อนหน้านี้ เขาเข้ามาอยู่แบล็คพูลตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ และมีโอกาสร่วมทีม ยู-18 ในซีซัน 2020-21 ซึ่งสามารถผลิตสกอร์ได้มากถึง 30 ประตู

ดาเนียลส์ได้รับการยกย่องในความกล้าหาญที่ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนจากผู้คนมากมายรวมถึง เจ้าฟ้าชายวิลเลียม ในฐานะประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษ, บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี และสองนักเตะดัง แฮร์รี เคน กับ ดาบิด เด เคอา

กัปตันทีมชาติอังกฤษโพสต์บนทวิตเตอร์ว่า “ขอยกย่องนายและบุคคลที่สนับสนุนยืนเคียงข้างนายอย่างเพื่อน ๆ ครอบครัว สโมสร และกัปตันทีม ฟุตบอลควรต้อนรับทุกคนเท่าเทียมกัน” ขณะที่นายประตูของแมนฯยูไนเต็ด โพสต์ว่า “เจค ผู้กล้าหาญอย่างมหัศจรรย์”

ทิม ธอร์นตัน นักข่าวของสกาย สปอร์ตส์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ตัวแทนของเจคได้ติดต่อผมช่วงต้นปีหลังจากเขาตัดสินใจจะเปิดเผยความจริงต่อสาธารณชน ผมพบเจค เอเยนต์ และแม่ของเขาที่แบล็คพูล เราพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเมื่อข่าวแพร่ออกไป แต่เป็นความปรารถนาของเจคที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เขาคือแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทุกที่”

ดาเนียลส์ตระหนักดีถึงผลที่จะตามมาแม้ยังได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบตัวเหมือนครั้งหนึ่งที่ฟาชานูเคยบอกเล่าประสบการณ์ แต่อีกมุมหนึ่ง กองหน้าชาวอังกฤษ ซึ่งย้ายจากนอริชไปเล่นให้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคม 1981 ยอมรับว่าตัวเขายังโดนล้อเลียนบ่อยครั้งและเป็นเป้าโจมตีด้วยวาจาของผู้คน รวมถึงจอห์น ฟาชานู น้องชายอายุน้อยกว่าปีเดียวของจัสติน ที่ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับ เดอะ วอยซ์ ซึ่งพาดหัวเรื่องว่า “จอห์น ฟาชานู: พี่ชายเกย์ของผมเป็นจัณฑาล” และเคยพูดกับ ทอล์คสปอร์ต ว่าความจริงแล้วจัสตินไม่ได้เป็นเกย์ เขาแค่เรียกร้องความสนใจ อย่างไรก็ตาม จอห์นได้ออกมาแสดงความเสียใจที่พูดแบบนั้นกับพี่ชายตัวเอง

ไม่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการโกหก

“ผมบอกเรื่องนี้กับแม่และพี่สาวหลังจากแมตช์กับแอคคริงตันซึ่งผมทำได้สี่ประตู ผมรู้สึกผ่อนคลายกับการปลดปล่อยน้ำหนักที่หนักมากออกจากบ่า” เจค ดาเนียลส์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะบอกกับสโมสรและเพื่อนร่วมทีม เขาปรารถนาที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองและอยากใช้ชีวิตด้วยการไม่ต้องโกหกใคร กองหน้าดาวรุ่งรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจมากที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนนักเตะ เขาหวังว่าการกระทำครั้งนี้จะช่วยคนอื่นได้แบบเดียวกัน

ดาเนียลส์ย้อนกลับไปยังชีวิตวัยเด็กว่า น่าจะเป็นตอนอายุ 5-6 ขวบที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเวลาที่ยาวนานกับการใช้ชีวิตด้วยการโกหก แต่พออายุมากขึ้น เขาก็ตระหนักว่าคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ชีวิตแบบนั้นไม่เวิร์คแน่นอน เขาเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงและพยายามทำทุกอย่างให้เพื่อนๆมองว่าเขาเป็นชายแท้ แต่มันใหญ่เกินกว่าจะปกปิด เพื่อนที่โรงเรียนมักถามว่า “นายแน่ใจเหรอกว่าไม่ได้เป็นเกย์” ซึ่งเขาก็ตอบกลับไปเสมอว่า “ไม่ ฉันไม่ได้เป็น”

“ผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว ผมถามตัวเองว่าจะคอยจนกระทั่งรีไรท์แล้วค่อยออกมาบอกความจริงเหรอ แต่ไม่มีนักฟุตบอลอาชีพ(ที่ยังแข่งขันอยู่)ทำอะไรแบบนั้นเช่นกัน ท้ายสุดผมมองว่ามันกำลังนำผมไปสู่การโกหกอีกยาวนาน ซึ่งไม่ใช่วิถีชีวิตที่ผมต้องการ ผมจึงตัดสินใจเผยความจริงกับครอบครัว สโมสร และเพื่อนร่วมทีม”

“ณ เวลานั้น ความคิดมากมลายหายไป ความกดดันที่มีอยู่ก็ไม่เหลือแล้ว มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผมอย่างมาก ตอนนี้ผมเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและมีความสุขกับตัวเองจริง ๆ ในที่สุด”

ดาเนียลส์เล่าถึงปฏิกิริยาแรกที่แม่และพี่สาวได้ฟังคำสารภาพของเขาว่า “พวกเขาตอบว่า จ้า..พวกเรารู้อยู่แล้ว จากนั้นผมก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป ผมได้รับข้อความมากมายที่บอกว่าพวกเขาภูมิใจและพร้อมสนับสนุนผม มันเหลือเชื่อจริง ๆ ผมคขออะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

“ที่แบล็คพูลเป็นอะไรที่อะเมซิ่งมาก ๆ เช่นกัน ผมอยู่กับพวกเขาทุกวัน เพื่อนๆอยู่เคียงข้างผม ทุกคนเข้ามาตบหลังตบไหล่ ถามอะไรผมมากมาย แน่นอนทุกคนช็อกแต่ก็พูดว่าทำไมผทไม่บอกพวกเขาให้เร็วกว่านี้ล่ะ เป็นปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยมจริงๆเพราะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาใส่ใจผมมากแค่ไหน แน่นอนกัปตันทีมเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ เขาถามผมหลายเรื่องก่อนทิ้งท้ายว่า เขาภูมิใจในตัวผม ซึ่งเป็นประโยคที่มีความหมายต่อผมมาก”

ปีนี้ ดาเนียลส์อายุ 17 ปี ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีโอกาสลงเล่นนัดแรกในอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ เมื่อถูกเปลี่ยนลงสนามในนาทีที่ 81 ของเกมกับปีเตอร์โบโรห์ จากนั้นก็ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของเขาแน่นอน

“เกย์ ไบ หรือเควียร์ในฟุตบอลชายยังเป็นประเด็นต้องห้าม เพราะนักฟุตบอลต้องแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง แต่คนยังมองว่าเกย์เป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ แน่นอนผมยังระวังที่อาจเกิดปฏิกิริยาลักษณะนี้ และยังมีคนอีกมากที่เป็นโฮโมโฟเบียน (ไม่ชอบหรือกลัวคนรักร่วมเพศ) ทั้งที่สนามฟุตบอลและโซเชียลมีเดีย ผมคงห้ามคนอื่นไม่ได้ ผมเพียงต้องเรียนรู้ว่าจะไม่ให้มันส่งผลกระทบกับตัวเอง”

ดาเนียลส์หวังว่าการออกมาของเขาจะเป็นต้นแบบและสามารถช่วยให้คนอื่นกล้าที่จะออกมาหากพวกเขาต้องการ “ผมอายุแค่ 17 เอง และชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากทำ ถ้านี่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาก็ทำแบบเดียวกันได้ มันเป็นเรื่องวิเศษสุดเลย ประมาณว่าในเมื่อเด็กคนนี้กล้าพอที่จะทำอะไรแบบนี้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน”

จากแฟนบอลสู่สองทศวรรษฟุตบอลลีกชาวเกย์

ขณะที่ จอห์น ฟาชานู และ เจค ดาเนียลส์ เป็นการกระทำที่กล้าหาญส่วนบุคคล แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของความหลากหลายทางเพศผ่านการแข่งขันฟุตบอลลีก GFSN หรือ “เกย์ ฟุตบอล ซัพพอร์ตเตอร์ส ลีก” (Gay Football Supporters Network League”

GFSN หรือ Gay Football Supporters Network เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหราชอาณาจักร ก่อตั้งเมื่อต้นปี 1989มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แฟนบอลที่เป็นเกย์มีพื้นที่ในการพบปะพูดคุยถกเถียงประเด็นกีฬาลูกหนังที่พวกเขารักโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเหยียดหยามหรือล่วงละเมิด

จากวงสนทนาประสาคนรักฟุตบอล กลายมาเป็นนัดหมายเพื่อเตะฟุตบอลข้างละห้าคน จากฟุตบอลข้างละห้ากลายเป็นข้างละสิบเอ็ด จากการแข่งขันแบบตามสะดวกเป็นแมตช์ๆไป กลายมาเป็นลีกที่มีระบบจัดการแข่งขัน ซึ่งเกมแรกในประวัติศาสตร์ จีเอฟเอสเอ็น ลีก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2002 เลสเตอร์ ไวลด์แคทส์ ชนะ ยอร์คเชียร์ เทอร์ริเออร์ส ไปอย่างสบายเท้า 5-1 ที่ธอร์นส์ พาร์ค ในเวคฟิลด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62948125

จีเอฟเอสเอ็น ลีก เพิ่งมีอายุครบ 20 ปีเต็มไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในฐานะพื้นที่สำคัญสำหรับนักเตะและแฟนบอล LGBTQ+ จากสโมสรที่ร่วมก่อตั้ง 4 ทีม เพิ่มมาเป็น 16 ทีมในฤดูกาล 2022-23 ซึ่งแบ่งการแข่งขันเป็นดิวิชัน 1 และ 2ลีกละ 8 ทีม แล้วยังมีการชิงถ้วย จีเอฟเอสเอ็น คัพ อีกด้วย

จีเอฟเอสเอ็น ลีก เป็นลีกฟุตบอลแห่งชาติรายการเดียวในโลกสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งเปิดรับผู้คนทุกคนไม่จำกัดอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา และอื่นๆ ประกอบด้วยสโมสรจากหลายเมืองในสหราชอาณาจักรเช่น ลอนดอน แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล เอดินเบิร์ก กลาสโกว์ คาร์ดิฟฟ์ รวมถึงสโมสรที่อยู่ในเครือข่ายจากประเทศไอร์แลนด์ด้วย

สำหรับแผนงานในทศวรรษที่สาม องค์กร “เกย์ ฟุตบอล ซัพพอร์ตเตอร์ส” มุ่งหวังที่จะเห็นทีมฟุตบอล LGBTQ+ กระจายไปทั่วสหราชอาณาจักรให้มากขึ้นอย่างเช่นยังไม่มีทีมในแองเกลียตะวันออกหรือในเบอร์มิงแฮมก็มีเพียงทีมเดียว, อยากให้มีการแข่งขันนานาชาติ ซึ่งเริ่มจากส่งทีมรวมดารา จีเอฟเอสเอ็น เข้าร่วมมหกรรมกีฬาเกย์เกมส์ที่ฮ่องกงในปีหน้า, เพิ่มจำนวนสมาชิกที่เป็น “ทราน” หรือแปลงเพศแล้ว โดยตอนนี้มี TRUK United ที่เป็นทีมฟุตบอลของทราน ส่งนักเตะร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในจีเอฟเอสเอ็น ลีก ดิวิชัน 2

เป้าหมายสำคัญคือ จีเอฟเอสเอ็นจะไม่มีแค่จีเอฟเอสเอ็นเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการทำลายเครื่องกีดขวางทุกประเภทเพื่อที่ทุกคนจะได้เล่นฟุตบอลด้วยกัน ซึ่งแน่นอนนั่นเป็นแผนงานระยะยาว หนึ่งในเครื่องกีดขวางที่ถูกทำลายเกิดขึ้นในจีเอฟเอสเอ็น คัพ รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาลที่แล้วเมื่อวิลเลจ แมนเชสเตอร์ ครองแชมป์ด้วยชัยชนะเหนือดับลิน เดวิลส์ ในสนามเหย้าของเชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นัดชิงได้แข่งขันบนสนามของสโมสรลีกอาชีพนักฟุตบอลชาย

มนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งที่อยากเล่นฟุตบอล

ไมค์ กาโลเกรู ประธานจีเอฟเอสเอ็นวัย 39 ปี ซึ่งเล่นให้กับไวลด์แคทส์ตั้งแต่ปี 2009 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี สปอร์ต ว่า “พวกชายแท้ชอบถามผมว่า ‘ทำไมนายต้องเอาเรื่องเซ็กส์เข้ามาวงการฟุตบอลด้วย’ ถ้ามองไปบนอัฒจันทร์ จะเห็นคนที่เป็นโฮโมโฟเบียตะโกนถากถางล้อเลียนผู้เล่น คุณได้ยินอะไรแบบนี้เกือบทุกที่แหละไม่ว่าจะเป็นสนามระดับชาติหรือรากหญ้า”

“คนเราหวังเห็นผู้คนสนุกสนานกับฟุตบอลทั้งที่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเหรอ ครั้งหน้าอยากให้คุณลองฟังเสียงที่ได้ยินเวลาไปดูการแข่งขันฟุตบอลลีกหรืออยู่ในผับ คุณจะเข้าใจเหตุผลที่จีเอฟเอสเอ็นยังดำรงอยู่”

ขอบคุณภาพจาก  https://web.facebook.com/GayFootballSupportersNetwork/photos/pb.100063499932722.-2207520000../5520348088036407/

จีเอฟเอสเอ็นก้าวไปไกลจากแมตช์เดย์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากคำบอกเล่าของเอียน คอลลินส์ เจ้าของผับในเมืองบีลผู้ถูกบันทึกว่าเป็นคนทำประตูแรกแม้เทอร์ริเออร์สพ่ายไวดล์แคทส์ 1-5 “เราต้องเล่นในสภาพโคลนท่วมรองเท้า แต่ทีมเลสเตอร์เดินทางมาแล้วและต้องการเล่นมาก ถ้าเป็นแมตช์อื่นระดับท้องถิ่น ทีมเหย้าคงเลื่อนการแข่งขันไปแล้ว”

สตีฟ นีเบลทท์ ซึ่งเป็นสมาชิกทีมไวลด์แคทส์ตั้งแต่ปี 2002 ย้อนความทรงจำว่า “เป็นเพราะสังคม(เกย์)ที่ดึงผมเข้าไปในวัย 20 ต้นๆ มันเยี่ยมมากที่ได้พบปะกับนักฟุตบอลทั่วประเทศ ทุกวันนี้ลีกก้าวไปไกลแล้ว อาจไม่ใช่ลีกที่เลิศในแง่มุมเทคนิค แต่เป็นเรื่องความหลากหลายของผู้คน มีอายุตั้งแต่ 19,20 ไปจนถึงรุ่น 50”

นีเบลทท์เติบโตในเวลส์ตอนใต้และย้ายไปเรียนปริญญาตรีที่เลสเตอร์ ตอนนี้ยังเล่นให้ไวลด์แคทส์ในว้ย 46 ปี “ระดับมาตรฐานฟุตบอลของเราสูงขึ้น เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นจริงจังขึ้นมาก นั่นแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทีมและนักฟุตบอล นักเตะหนุ่ม ๆ เข้ามามากขึ้นซึ่งหมายถึงคุณภาพที่เพิ่มขึ้น”

คอลลินส์ได้มอบเสื้อแข่งจากเกมแรกให้กับพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลแห่งชาติในแมนเชสเตอร์ และเขารู้สึกเป็นเกียรติที่ปรากฏชื่ออยู่บนวิกิพีเดีย แต่นั่นยังสำคัญน้อยกว่าการที่ลีกได้เปลี่ยนแปลงและท้าทายมุมมองที่มีต่อฟุตบอลชาย

“ผมเคยชวนเพื่อนที่เป็นเฮทโรเซ็กช่วล (รักต่างเพศ) มาชมบอลนัดหนึ่ง พวกเขาถามว่านักฟุตบอลคนไหนเป็นเกย์เพราะดูแข็งแกร่งมาก นั่นจึงทำให้พวกเขาตระหนักว่าเราจริงจังกับฟุตบอลมากแค่ไหน บางทีแต่ก่อนพวกเขาคงหวังจะให้เราสวมรองเท้าส้นสูงวิ่งบนสนามหญ้ามั้ง เราก็เป็นมนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งที่อยากเล่นฟุตบอล … ก็เท่านั้น”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Categories
Special Content

ก่อน “ซาน ซีโร สเตเดียม” เหลือเพียงเศษดินและความทรงจำ

ปลายศตวรรษที่ 20 ต่อต้นศตวรรษปัจจุบันน่าจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์สนามฟุตบอลเนื่องจากเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงของหลายสนามสำคัญทั่วโลกจากความเสื่อมโทรมตามอายุขัยและเพื่อรองรับปริมาณความนิยมของแฟนๆที่เพิ่มขึ้น สนามอย่างซานติอาโก เบร์นาเบว, คัมป์นู, โอลด์ แทรฟฟอร์ด และแอนฟิลด์ เลือกที่จะต่อเติมปรับปรุงครั้งใหญ่ สนามอย่างไฮบิวรีเลือกที่จะทุบอัฒจันทร์และพื้นที่บางส่วนเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งโครงการที่พักอาศัย ไฮบิวรี สแควร์ พร้อมสร้างสนามใหม่คือ เอมิเรตส์ สเตเดียม

บางสนามถูกทำลายเหลือเพียงเศษอิฐเศษปูน เวมบลีย์ สเตเดียม รุ่นทวินทาวเวอร์ ที่เริ่มใช้งานในปี 1923 ไม่เหลือซากเพื่อให้เวมบลีย์ใหม่ถือกำเนิดบนพื้นที่เดิม ขณะที่เอฟเวอร์ตันจะย้ายไปเล่นที่สนามเหย้าใหม่ในฤดูกาล 2024-25 จากนั้นกูดิสัน ปาร์ค จะถูกทุบทิ้งหลังเริ่มใช้งานปี 1892

สนามเก่าแก่คลาสสิคแห่งล่าสุดที่เริ่มนับเวลาถอยหลังคือ ซาน ซีโร สตเดียม ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ก.ย.) ทีมชาติอังกฤษเพิ่งลงเล่นและแพ้ต่ออิตาลี 0-1 ส่งผลให้ปีหน้าพวกเขาต้องร่วงไปเตะเนชันส์ ลีก บี

แผนทุบทิ้งบ้านของสองสโมสรยักษ์ใหญ่ เอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ได้รับการอนุมัติเมื่อสามปีก่อน แต่มีประเด็นใหม่เพิ่มเติมว่า งบสร้างสนามใหม่บานปลายแตะ 1 พันล้านปอนด์ และกว่าการก่อสร้างจะเสร็จสิ้นทั้งโครงการปาเข้าไปปี 2030แต่ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงในวงกว้างคือ Tower 11 หรือหอคอยที่สิบเอ็ด สัญลักษณ์ของสนามที่เคยคาดหมายว่าจะหลงเหลือให้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำของซาน ซีโร สเตเดียม โดนกดปุ่มไฟเขียวให้ทำลายลงเป็นที่เรียบร้อย

แม้อิตาลีจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่อบอวลด้วยสุนทรียภาพแห่งศิลปะแต่ … “ประเทศอิตาลีให้ความเคารพเพียงน้อยนิดต่อประวัติศาสตร์ของสโมสรกีฬา และการทำลาย จุยเซปเป มีอัซซา สเตเดียม ที่ซาน ซีโร แสดงให้เห็นถึงการขาดความใส่ใจต่อความมหัศจรรย์ของนครมิลานในเชิงสถาปัตยกรรม” อัลวิเซ แคคนัซโซ คอลัมนิสต์ฟุตบอล ได้เขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ในสื่ออังกฤษ เดลี เมล

“หอคอยที่สิบเอ็ด” มรดกสุดท้ายของสนามซาน ซีโร

จุยเซปเป มีอัซซา สเตเดียม เป็นชื่อใหม่ของซาน ซีโร สเตเดียม ที่ถูกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1980 ราวหนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของจุยเซปเป มีอัซซา หนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลมิลาน เขาเคยเล่นให้ทั้งอินเตอร์ มิลาน (1927-1940, 1946-1947) และเอซี มิลาน (1940-42) จากนั้นเคยคุมทีมเนรัซซูรี 3 ช่วงสั้นๆ (1947-1948, 1955-1956, 1957)

ความจริงแล้วชื่อดั่งเดิมเมื่อครั้งก่อสร้างในทศวรรษที่ 1920 คือ Nuovo Stadio Calcistico San Siro (แปลว่า สนามฟุตบอลแห่งใหม่ในซาน ซีโร) แต่ผู้คนมักเรียกสั้นๆเพียงซาน ซีโร ตามชื่อเขตของมิลาน เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยซาน ซีโร อยู่ห่างจากใจกลางนครมิลานไปทางทิศตะวันตกเฉลียงเหนือประมาณห้ากิโลเมตร

11 Towers หรือหอคอยทั้งสิบเอ็ด เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสนามซาน ซีโร เหตุผลไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่เป็นแท่งทรงกระบอกขนาดยักษ์ แต่ยังมีจำนวนมากถึง 11 หอคอยที่ล้อมรอบตัวสนามเพื่อรองรับโครงสร้างของอัฒจันทร์แต่ละชั้นและหลังคา โดยแฟนบอลที่เดินทางมายังสนามซาน ซีโร สามารถมองเห็นหอคอยยืนตระหง่านได้แต่ไกลเป็นแท่งกระบอกยักษ์ที่มีเกลียวพัน ซึ่งเกลียวนี้เป็นทางลาดที่ใช้เดินภายในสนาม

ตามแผนเดิมหอคอยจะถูกรักษาไว้หนึ่งหอคอยหวังให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึงการมีตัวตนของสนามระดับตำนานกีฬาลูกหนังโลก ซึ่งจะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลนักจาก The Cathedral (มหาวิหาร) ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของสนามใหม่ และเป็นระยะทางที่สามารถเดินถึงกันได้สบายๆ แต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวใกล้ชิดของสภาเมืองมิลานว่า “หอคอยที่สิบเอ็ด” จะถูกทุบทิ้งด้วย อย่างไรก็ตาม แฟนบอลทั่วโลกมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเก็บความทรงจำของสนามซาน ซีโร ได้ประมาณสี่ปีก่อนโดนรื้อทำลายหลังใช้จัดพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2026

สำหรับโปรเจ็กต์ “มหาวิหาร” นั้นจะเริ่มทำการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2024 เป็นต้นไป โดยมีรายงานจากสื่อใหญ่เมืองมะกะโรนี คอร์เรียเร เดลลา เซรา ว่าล่าสุดงบประมาณได้พุ่งขึ้นเป็น 1.2 พันล้านปอนด์ เพิ่มจากเดิม 120 ล้านปอนด์ แบ่งเป็น 80 ล้านปอนด์สำหรับการสร้างสนาม และอีก 40 ล้านปอนด์สำหรับการตลาด

สนามฟุตบอลความจุผู้ชม 6 หมื่นที่นั่ง (เทียบกับ 7.5 หมื่นที่นั่งของซาน ซีโร สเตดียม) จะถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียว 22 เอเคอร์ ประกอบด้วยศูนย์ประชุมและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ รวมถึงสวนสาธารณะเทศบาลที่อุดมด้วยบรรยากาศธรรมชาติ ภายในมียิมกลางแจ้ง พิพิธภัณฑ์ ลู่วิ่งและอื่นๆเพื่อให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหย่อนใจ คาดว่าเมกะโปรเจ็กต์นี้จะแล้วเสร็จประมาณปี 2030 แต่ในส่วนของสนามแข่งขันคาดว่าจะเสร็จทันเปิดฤดูกาล 2027-28

“มหาวิหาร” บ้านใหม่ของมิลานและอินเตอร์

ย้อนไปยังวันที่ 24 มิถุนายน 2019 เอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ออกแถลงการณ์ร่วมถึงแผนการสร้างสนามใหม่และคาดให้แล้วเสร็จทันเปิดใช้การแข่งขันซีซัน 2022-23 แต่จุยเซปเป ซาลา นายกเทศมนตรีมิลานและชาวเมืองเรียกร้องและกดดันให้สโมสรเก็บรักษาสนามซาน ซีโร อย่างน้อยถึงโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาวในปี 2026 ซึ่งมิลานและ Cortina d’Ampezzo เป็นเจ้าภาพ

บ้านใหม่ของสองสโมสรยักษ์ใหญ่วางการออกแบบด้วยการอ้างอิงเมอร์ซิเดส-เบนซ์ สเตเดียม สนามเหย้าของทีมอเมริกันฟุตบอล แอตแลนตา ฟาลคอนส์ และทีมฟุตบอล แอตแลนตา ยูไนเต็ด ในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และวันที่ 21ธันวาคม 2021 Populous บริษัทออกแบบสถาปัตย์ชั้นนำของโลก ซึ่งรับผิดชอบโครงการสร้างสนามเวมบลีย์ สเตเดียม, เอมิเรตส์ สเตเดียม และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม ได้รับเลือกให้ออกแบบสนามแห่งใหม่

สนามนี้ใช้ชื่อชั่วคราวว่า Nuovo Stadio Milano แต่ต่อมารู้จักกันดีในสมญานาม The Cathedral ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Galleria Vittorio Emanuel II ศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอแนซ็องส์ และDuomo di Milano หรืออาสนวิหารมิลาน

การออกแบบอยู่ภายใต้แนวคิดต้องการให้เป็นสนามกีฬาที่ยั่งยืนที่สุดในยุโรป พร้อมโครงสร้างที่นั่งเอื้ออำนวยให้แฟนบอลอยู่ใกล้ชิดกับนักฟุตบอลและการแข่งขันมากที่สุด นอกจากนี้แสงภายในสนามยังสามารถปรับเปลี่ยนสีไปตามสโมสรที่ลงแข่งขัน สีแดงสำหรับเอซี มิลาน และสีน้ำเงินสำหรับอินเตอร์ มิลาน คล้ายกับอลิอันซ์ อารีนา ในนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี

ย้อนทรงความจำเกือบร้อยปีของ “ซาน ซีโร สเตเดียม”

*** สนามซาน ซีโร มีความจุ 75,923 ที่นั่ง ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของทวีปยุโรป (ไม่รวมสนามกีฬานานาชาติอย่างเวมบลีย์และสตาด เดอ ฟรองส์) เป็นรองเพียง คัมป์นู ของบาร์เซโลนา, เวสท์ฟาเลินชตาดิโยน ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และซานติอาโก เบร์นาเบว ของเรอัล มาดริด

*** สนามซาน ซีโร สร้างในเขตซาน ซีโร ก็เพราะปิเอโร พิเรลลี ประธานสโมสรขณะนั้นของเอซี มิลาน เป็นเจ้าของสนามแข่งม้าที่อยู่ในเขตนี้ จึงเป็นเรื่องสะดวกสำหรับเขาที่จะหาที่ดินสร้างสนามฟุตบอลใหม่เท่านั้นเอง

สนามเริ่มก่อสร้างในปี 1925 และเพียงปีเดียวก็เสร็จสมบูรณ์โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 5 ล้านลีร์ สนามถูกใช้เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลเท่านั้นเนื่องจากไม่มีลู่กรีฑา ช่วงแรกสามารถรองรับแฟนบอลได้ราว 35,000 คน 

ขอบคุณภาพจาก  https://stadiumfreak.com/facts-about-san-siro/

*** สนามเริ่มใช้แข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 19 กันยายน 1926 ระหว่างสองสโมสรคู่อริในเมือง เอซี มิลาน กับ อินเตอร์ มิลาน โดยช่วงทศวรรษแรก เอซี มิลาน เป็นเจ้าของสนามซาน ซีโร จึงถือเป็นการลงสนามแมตช์เหย้าของพวกเขา ผลปรากฏว่าเจ้าถิ่นแพ้อย่างราบคาบ 3-6

*** ต่อมาเมืองมิลานเข้ามาซื้อสนามซาน ซีโร และลงมือขยายสนามเป็นครั้งแรกในปี 1935 อัฒจันทร์โค้งบริเวณหลังเสาธงทั้งสี่ด้านถูกสร้างเพิ่มเติม พร้อมต่อเติมหลังคาเหนืออัฒจันทร์บางด้าน ส่งผลให้ความจุสนามเพิ่มขึ้นเป็น 55,000 คน

*** ช่วงสองทศวรรษแรก อินเตอร์ มิลาน เล่นนัดเหย้าในสนาม อารีนา ซีวิกา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของมิลาน จึงต้องไปเล่นซาน ซีโร สเตเดียม ในฐานะทีมเยือน จนกระทั่งสโมสรเริ่มรู้สึกว่าสนามตัวเองเล็กเกินไปแล้วจึงย้ายไปใช้สนามซาน ซีโร ร่วมกับเอซี มิลาน ตั้งแต่ปี 1947

*** หลังสองสโมสรใช้สนามร่วมกัน ซาน ซีโร สเตเดียม กลายเป็นสถานที่คับแคบไปอีกครั้งนำไปสู่การขยายสนามครั้งใหญ่ช่วงต้นปี 1948 ซึ่งแผนแรกนั้น สถาปนิกวางเป้าหมายให้สนามรองรับแฟนบอลให้ได้มากถึง 150,000 คนจากจำนวนเดิม 55,000 คน หนึ่งในการออกแบบที่ร่างไว้คือเพิ่มอัฒจันทร์ชั้นที่สามอยู่เหนือทุกอัฒจันทร์ที่มีอยู่เดิม

แต่ภาพฝันที่จินตนาการไว้ไม่เกิดขึ้นจริง มีการเพิ่มเติมเพียงอัฒจันทร์ชั้นที่สองเท่านั้น ทำให้จำนวนลดเหลือ 100,000 คน แต่ต่อมาด้วยเหตุผลความปลอดภัยในปี 1955 จำนวนผู้ชมลดลงเหลือ 85,000 คน แบ่งเป็น 60,000 ที่นั่ง และแฟนบอล 25,000 คนที่ยืนเชียร์

ปี 1957 สนามทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อใช้งานเวลากลางคืน และปี 1967 ได้มีการนำสกอร์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้

*** ระหว่างปี 1987 ถึง 1990 เป็นช่วงเวลาปรับปรุงสนามครั้งสำคัญ อัฒจันทร์สามด้านได้มีการเสริมที่นั่งชั้นพิเศษอยู่เหนืออัฒจันทร์สองชั้นเดิม ภาพลักษณ์ของสนามเก่าถูกปรับโฉมให้ดูทันสมัยขึ้น โซนยืนเชียร์หายไปกลายเป็นสนามที่สามารถจุได้สูงสุด 85,700 ที่นั่ง

การรีโนเวทใหญ่นี้ก็เพื่อใช้เป็นสนามจัดการแข่งขันเวิลด์คัพ 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ แม้ค่าใช้จ่ายสูงถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ส่งผลให้ซาน ซีโร สเตเดียม เป็นสนามฟุตบอลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากใช้เป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 3 นัดในปี 1934 และ 6 นัดในปี 1990 สนามซาน ซีโร ยังถูกนำไปรองรับการแข่งขัน 3นัดของยูโร 1980 รวมถึงนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียน คัพ ปี 1965 (อินเตอร์ มิลาน เป็นแชมป์) และปี 1970 (เฟเยนูร์ด เป็นแชมป์) ก่อนที่รายการนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็น แชมเปียนส์ ลีก สนามเคยเป็นสังเวียนชิงชนะเลิศในปี 2001 (บาเยิร์น มิวนิก เป็นแชมป์) และปี 2016 (เรอัล มาดริด เป็นแชมป์)

*** มวยสากลและรักบี้เคยจัดขึ้นที่สนามซาน ซีโร ในปี 1960 และ 2009 ตามลำดับ แต่บ้านของสองทีมฟุตบอลเป็นที่คุ้นเคยดีของแฟนเพลง เป็นหนึ่งในสถานที่จัดคอนเสิร์ตแห่งใหญ่ของอิตาลีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ประเดิมด้วยอัพไรซิ่ง ทัวร์ของศิลปินเร็กเกระดับตำนานอย่าง บ็อบ มาร์เลย์ และเดอะ เวลเลอร์ส เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1980

*** วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 หน่วยงานดูแลมรดกวัฒนธรรมของอิตาลีอนุมัติให้ทำลายสนามซาน ซีโร ซึ่งเริ่มใช้งานเมื่อปี 1926 โดยสนามจะถูกใช้งานครั้งสุดท้ายในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2026 ซึ่งหาก Nuovo Stadio Calcistico San Siro ยังอยู่ คงมีการจัดงานฉลองครบหนึ่งร้อยปีให้กับสนามแทนที่จะเริ่มทุบทิ้ง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

“อิวาน โทนีย์” ทีมชาติอังกฤษป้ายแดงในวัย 26 เพชฌฆาตจุดโทษและศูนย์หน้าผู้แข็งแกร่งในเกมรับ

ท่ามกลางกระแสถกเถียงรายชื่อ 28 นักเตะทีมชาติอังกฤษที่แกเรธ เซาธ์เกต ออกมาเพื่อส่งลุยดงแข้งยูฟา เนชันส์ คัพ สองนัดสุดท้ายของกลุ่ม 3 ช่วงปลายเดือนกันยายน อิวาน โทนีย์ ศูนย์หน้าวัย 26 ปีของเบรนท์ฟอร์ด เป็นชื่อแปลกใหม่ป้ายแดงที่หลุดเข้ามา

กุนซือวัย 52 ปีจากเมืองวัตฟอร์ด พูดถึงการเรียกตัวโทนีย์ร่วมทีมสิงโตคำรามเป็นครั้งแรกว่า “เราติดตามเขามานานแล้ว ฟอร์มการเล่นและคุณภาพของเขาไม่ได้มีเพียงการทำประตูแต่รวมถึงทักษะเทคนิค การสร้างเกม และลูกกลางอากาศ ซึ่งจะสร้างการทะลุทะลวงที่แตกต่างให้กับทีมเรา”

โทนีย์ย้ายจากปีเตอร์โบโรห์ในลีกวันและเซ็นสัญญาห้าปีกับเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ เมื่อวันที่ 31สิงหาคม 2020 ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 5 ล้านปอนด์ และสามารถเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 ล้านปอนด์หากบรรลุเงื่อนไขโบนัสแอดออนครบ

หากเซาธ์เกตส่งโทนีย์ลงสนามไม่ว่าจะเป็นตัวจริงตัวสำรอง ไม่ว่าเป็นแมตช์กับอิตาลี (23 ก.ย.) หรือเยอรมนี (26 ก.ย.) “เดอะ บีส์” จะต้องจ่ายโบนัสให้ปีเตอร์โบโรห์อีก 1 ล้านปอนด์ ทำให้ค่าตัวรวมของศูนย์หน้าวัย 26 ปีเพิ่มเป็น 8 ล้านปอนด์ ขณะที่โทนีย์จะเป็นนักเตะรายที่สามในประวัติศาสตร์สโมสรเบรนท์ฟอร์ดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

บิลลี สกอตต์ กองหน้าตัวใน เป็นนักเตะคนแรกของเบรนท์ฟอร์ดที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษจากนัดชนะเวลส์ 2-1 เมื่อวันที่ 17ตุลาคม 1936 ตามมาด้วย เลส สมิธ แนวรุกฝั่งซ้ายที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนสแตนลีย์ แมทธิวส์ ที่บาดเจ็บระหว่างเกมกับโรเมเนียเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1939 แต่ไม่กี่เดือนต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ระเบิดขึ้น จากครั้งนั้นเวลาผ่านไปนานถึง 83ปี โทนีย์มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ครั้งที่สามให้เบรนท์ฟอร์ด

ทวิตเตอร์ของเบรนท์ฟอร์ดไม่รอช้าโพสต์แสดงความยินดีกับโทนีย์ทันที “Huge congratulations to Ivan on his first #ThreeLions call-up” พร้อมแท็คบัญชี @IvanToney24 และ @England

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62918723

ทางด้าน โธมัส แฟรงค์ ผู้จัดการทีมเบรนท์ฟอร์ด ร่วมแสดงความยินดีกับลูกทีม “นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการโอบกอดของสโมสร”

“นี่เป็นวันที่วิเศษสุดโดยเฉพาะสำหรับอิวาน แต่รวมถึงทุกคนที่เบรนท์ฟอร์ดด้วย เครดิตส่วนใหญ่ต้องมอบให้อิวานที่สร้างผลงานอย่างเหลือเชื่อบนสนามนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเรา และแสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพที่สามารถเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ”

“เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมเรา เขายอดเยี่ยมทั้งในฐานะนักฟุตบอลและมนุษย์คนหนึ่ง ทุกนัดแฟนบอลเบรนท์ฟอร์ดจะเห็นว่าเขานำอะไรมาสู่ทีมบ้าง ผมหวังว่าแฟน ๆ ทีมชาติอังกฤษจะมีโอกาสเห็นด้วยตาตนเองเช่นเดียวกัน ความสำเร็จนี้ขอมอบให้กับครอบครัวของอิวานและทุกคนที่เคยทำงานกับเขาที่สโมสรก่อนหน้านี้ที่ร่วมพัฒนาตัวเขาขึ้นมา”

ถูกยกให้เป็นนักเตะที่สังหารจุดโทษที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อสามปีที่แล้ว โทนีย์ยังเล่นอยู่ในลีกวันก่อนย้ายจากปีเตอร์โบโรห์มายังถิ่นลอนตะวันตกช่วงที่เบรนท์ฟอร์ดอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ แต่โทนีย์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สามารถต่อกรบนสังเวียนพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่ลำบาก

2020-21 ฤดูกาลแรกในสีเสื้อลายขาวแดง โทนีย์ลงแข่งแชมเปียนชิพ 45 นัด ทำไป 31 ประตู พาทีมผึ้งมหากาฬเลื่อนขึ้นมาอยู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซัน 1946-47 เขาทำไป 12 ประตู 5 แอสซิสต์จากพรีเมียร์ลีก 33 นัด ทีมจบด้วยอันดับ 13 บนตาราง ส่วนซีซันปัจจุบัน โทนีย์ลงตัวจริงและอยู่ในสนามตลอด 6 นัดแรก ทำ 5 ประตู 2 แอสซิสต์ที่เกิดขึ้นในแมตช์ถลุงแมนฯ ยูไนเต็ด 4-0 และล่าสุดเขายังทำแฮททริกในนัดต้อนลีดส์ 5-2

แดน ลอง นักข่าวของสกาย สปอร์ตส์ เขียนถึงโทนีย์ว่า “เขาไม่เคยกลัวที่จะอยู่บนจุดไหนของสนามและบ่อยครั้งที่คู่ต่อสู้ไม่ทันสังเกตเขาด้วยซ้ำ แม้เป็นกองหน้า แต่เขาเป็นคนสำคัญในการป้องกันลูกตั้งเตะ ตอนนี้มีสถิติชนะการแย่งบอลบนอากาศรวมแล้ว 20 ครั้ง”

“สถิติยิงจุดโทษของโทนีย์เป็นมุมที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับแผนการเล่นของทีมชาติอังกฤษ เขาเป็นตัวเลือกแรกของเบรนท์ฟอร์ดตั้งแต่ย้ายเข้ามาใหม่ ๆ เขาไม่เคยพลาดเป้าตลอด 18 ครั้งที่ผ่านมา ย้อนไปเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โธมัส แฟรงค์ เคยกล่าวว่า โทนีย์เป็นตัวสังหารจุดโทษที่ดีที่สุดในโลก ณ ขณะนี้”

แบร์รี ฟราย ผู้อำนวยการด้านฟุตบอลวัย 77 ของปีเตอร์โบโรห์ ตั้งข้อสังเกตว่า “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าทีมที่ต้องการศูนย์หน้าอย่างเชลซีและแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เสนอซื้ออิวานด้วยจำนวนเงิน 60-70 ล้านปอนด์ พวกเขาพลาดโอกาสทองไปแล้ว”

ฟราย ซึ่งเคยนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมปีเตอร์โบโรห์ระหว่างปี 1996 – 2005 ยกย่องโทนีย์ต่อว่า “เขาครองบอลได้เหนียวแน่น นำเพื่อนร่วมทีมเข้าสู่ระบบการเล่น สร้างสรรค์โอกาสและจบสกอร์ แล้วก็เหมือนที่เคยเป็นที่ปีเตอร์โบโรห์ เขาเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของเบรนท์ฟอร์ดยามที่ถอยลงไปตั้งเกมรับ”

ปฏิเสธทีมชาติจาเมกาเพื่อรอวันสวมเสื้อ “ทรี ไลออนส์”

โทนีย์รอเวลาจนถึงช่วงกลางอาชีพค้าแข้งเพื่อถูกเรียกตัวร่วมทีมชาติทั้งที่เขาสามารถลงแข่งขันแมตช์นานาชาติได้ก่อนหน้านี้ โทนีย์ปฏิเสธคำเชิญของทีมชาติจาเมกาที่พยายามโน้มน้าวหลายครั้งให้เปลี่ยนใจ แต่ “อิวาน เบนจามิน เอไลญาห์ โทนีย์”ซึ่งเกิดในเมืองนอร์ทแธมป์ตันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1996 มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะสวมเสื้อที่ปะสัญลักษณ์ “สิงโตสามตัว” บนหน้าอกเสื้อเท่านั้น

ถ้านั่นเป็นความเสี่ยง โทนีย์ก็เป็นฝ่ายชนะในวัย 26 ปี แม้ต้องรอชัยชนะที่สมบูรณ์แบบจากการลงสนามนัดแรก

โทนีย์รู้ดีตลอดมาว่าเขามีดีเพียงพอสำหรับทีมชาติอังกฤษแม้การตอบรับทีมชาติจาเมกาจะช่วยให้เขาลงสังเวียนระดับอินเตอร์ฯได้ไวขึ้น และแน่นอนเขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสบาย แต่ลึก ๆ แล้ว สำหรับเขามีเพียงทีมชาติอังกฤษเท่านั้น

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดมองว่าโทนีย์เป็นคนขี้โม้โอ่อวด แต่ทั้งหมดแสดงออกผ่านภาษากายไม่ใช่คำพูด คนใกล้ชิดจะอธิบายตัวตนของเขาว่าเป็นคนจำพวกเจียมตัวถ่อมตน เงียบขรึมจนเกือบจะโดดเดียว

นัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกซีซันที่แล้ว เบรนท์ฟอร์ดในฐานะทีมน้องใหม่บุกชนะอาร์เซนอล 2-0 โทนีย์โพสต์หลังแมตช์บนทวิตเตอร์ส่วนตัวเพียงแค่ “’Nice kick about with the boys”

เมื่อไปถามกับบุคลากรต่างๆที่สโมสรเบรนท์ฟอร์ดตั้งแต่พ่อครัวจนถึงพนักงานทำความสะอาด ก็จะได้รับคำตอบใกล้เคียงกันว่า โทนีย์เป็นคนที่ให้ความเคารพต่อผู้อื่นและถ่อมตน แต่หากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง เขาก็เป็นอย่างนั้นชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์

บางทีเราอาจรู้แนวคิดการดำเนินชีวิตของโทนีย์ได้จากรอยสักบนหน้าอกที่มีประโยคว่า “’Suffer the pain of discipline or suffer the pain of regret” หรือ “ระทมทุกข์จากความเจ็บปวดของระเบียบวินัยหรือความเศร้าโศก”

เพราะปีเตอร์โบโรห์จึงมีวันนี้หลังโดนนิวคาสเซิลเมิน

โทนีย์เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่สโมสรในบ้านเกิด นอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ และประเดิมทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ คอบเบลอร์ส” ซึ่งตอนนั้นเล่นอยู่ในลีกสอง ในเอฟเอ คัพ รอบแรก เสมอแบรดฟอร์ด ซิตี 3-3 1เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2012 สร้างสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

ฤดูกาล 2012-13 โทนีย์มีโอกาสเพียงนัดนั้นนัดเดียวแต่สองซีซันต่อมา เขาได้เล่น 59 นัดรวมทุกรายการและทำได้ 13ประตู ส่งผลให้แมวมอง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ดึงตัวเข้าทีมในเดือนสิงหาคม 2015 โดยซีซันแรก โทนีในวัย 19 ปี ลงสนามพรีเมียร์ลีก 2 นัดและลีกคัพ 2 นัด ก่อนถูกปล่อยตัวให้ไปเล่นในลีกวันกับบาร์นสลีย์ช่วงครึ่งหลังของซีซัน โทนีย์ทำได้ 1 ประตูจาก 15 นัด

แม้ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ตำนานนักเตะนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นโค้ชทีมอะคาเดมีตอนนั้น เห็นแววรุ่งโรจน์ของโทนีย์ แต่สองซีซันต่อมา ทีมสาลิกาดง ซึ่งมีสตีฟ แม็คลาเรน และราฟา  เบนิเตซ เป็นผู้จัดการทีมในช่วงนั้น ส่งโทนีย์ไปสะสมเลเวลในลีกวันกับ บาร์นสลีย์, ชรูว์สบิวรี, สคันธอร์พ และวีแกน

จนกระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม 2018 ปีเตอร์โบโรห์ ทีมในลีกวัน ซื้อขาดโทนีย์มาจากนิวคาสเซิลแต่ไม่เปิดเผยค่าตัว แต่เชื่อว่าราคาน่าจะอยู่ที่ 650,000 ปอนด์ และเพียงสองวันต่อมา โทนีย์ก็เล่นให้ปีเตอร์โบโรห์ในชัยชนะ 4-1 ที่โรชเดล เมื่อถูกเปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 72 แทนเจสัน คัมมิงส์ ที่จบสกอร์ไปแล้ว 2 ประตู และวันที่ 8 กันยายน โทนีย์ทำประตูแรกในเกมบุกไปเฉือนเซาธ์เอนด์ 3-2

สองซีซันกับยูนิฟอร์ม “เดอะ พอช” โทนีย์ทำไป 49 ประตูจาก 94 นัดรวมทุกรายการ รวมถึงลีกวัน 40 ประตูจาก 76 นัด ซึ่งมากเกินพอที่ เบรนท์ฟอร์ด ทีมที่อยู่สูงขึ้นไปหนึ่งดิวิชัน มอบสัญญาห้าปีให้กับโทนีย์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2020 พร้อมจ่ายค่าตัวก้อนแรก 5 ล้านปอนด์ ซึ่งสามารถเพิ่มเป็น 10 ล้านปอนด์เป็นสถิติสูงสุดใหม่ของปีเตอร์โบโรห์ มีรายงานว่า ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ต้องการลายเซ็นของโทนีย์เพื่อเป็นตัวสำรองของแฮร์รี เคน และเพียงซีซันแรก เขาก็พาเบรนท์ฟอร์ดขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

โทนีย์อาจไม่มีวันนี้หากไม่ได้ผู้เฒ่าแบร์รี ฟราย ที่ยืนกรานเสียงแข็งถึงขั้นสร้างความไม่พอใจให้โทนีย์และคนใกล้ขิด

“ทั้งนักเตะ พ่อของเขา และตัวแทน แทบวิงวอนขอให้ผมอนุญาตให้เขาเซ็นสัญญากับบาร์นสลีย์ตอนที่สโมสรติดต่อทาบทามเขา ผมบอกเขาว่า แกต้องไล่เอเยนต์ออกไปเลยเพราะนายดีเกินไปหลายไมล์แล้วสำหรับบาร์นสลีย์ ฉันจะทำให้แกเป็นเศรษฐี”

“และผมกล้าพนันได้เลยว่าตอนนี้เขา โค-ตะ-ระ ดีใจเลย อย่างน้อยทุกครั้งที่ผมไปเบรนท์ฟอร์ด ผมจะเห็นพ่อเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม”

แม้ไม่มีคำยืนยันหลุดจากปากของโทนีย์ แต่จะมีใครกล้าวางเงินเดิมพนันไหมว่าศูนย์หน้าป้ายแดงของทีมชาติอังกฤษไม่อยู่ในอารมณ์ดีใจแบบสุด ๆตอนนี้ แต่จะสุดยิ่งกว่าสุด ๆ ถ้าเซาธ์เกตส่งเขาลงแข่งขันกับอิตาลีและ/หรือเยอรมนี

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

โธมัส มุลเลอร์ เดอะ ซีรีส์ มหัศจรรย์ของชายผู้อยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋าทีมชาติเยอรมนี เพิ่งฉลองวันเกิดปีที่ 33 ไปเมื่อวันอังคารที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมลงสนามนัดที่ 2 แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ที่จบลงด้วยชัยชนะ 2-0 ของบาเยิร์น มิวนิก ที่มีต่อบาร์เซโลนา

บุนเดสลีกาฤดูกาล 2022-23 เริ่ม 6 นัดแรก มุลเลอร์อยู่ในรายชื่อผู้เล่น 11 คนแรก 5 นัด ลงสนามในฐานะตัวสำรอง 1 นัด มีผลงาน 1 ประตู 2 แอสซิสต์ แม้เป็นหัวใจของทีมแต่ด้วยวัยช่วงปลายอาชีพ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ กุนซือรุ่นพี่ที่อายุแก่กว่าสองปี เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจัดสรรเวลาใช้งานมุลเลอร์ในสัปดาห์ที่ต้องเตะควบทั้งบุนเดสลีกาและบอลถ้วยยุโรป

เกมเยือนยูเนียน เบอร์ลิน (3 ก.ย.) มุลเลอร์ลงเล่น 28 นาทีสุดท้าย เกมเสมอ 1-1, เกมเยือนอินเตอร์ มิลาน (7 ก.ย.) มุลเลอร์เล่นทั้งแมตช์ เสือใต้ชนะ 2-0, เกมเหย้ากับสตุ๊ตการ์ท (10 ก.ย.) มุลเลอร์ถูกเปลี่ยนออกนาทีที่ 69 เกมเสมอ 2-2 และล่าสุดเล่นในบ้านกับบาร์ซา นาเกลส์มันน์กลับไปใช้งานมุลเลอร์ 90 นาทีอีกครั้ง ทีมชนะ 2-0

นาเกลส์มันน์มีลูกทีมที่สามารถมองว่าเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในลีกเมืองเบียร์ การโรเตชันนักเตะจึงสมเหตุสมผล แต่ลึก ๆ เขาตระหนักดีว่าการขาดมุลเลอร์ส่งผลต่อบาเยิร์นอย่างไร การเคลื่อนบอลไปข้างหน้าบางจังหวะไม่เร็วไปก็ช้าไป การหาพื้นที่ว่างไม่ดีเหมือนเคย

มุลเลอร์มีตำแหน่งการเล่นที่หลากหลายแม้ transfermarkt ระบุว่าตำแหน่งหลักของเขาคือกองหน้าตัวต่ำ แต่สามารถขยับไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกและปีกขวาได้ด้วย แต่ความจริงหลายนัด สตาร์วัย 33 ปี ถูกจับให้ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า คือเล่นได้ทั้งตำแหน่งเบอร์ 10, 9 หลอก, 9 แท้ และ 7 จึงอาจยกให้มุลเลอร์เป็นหนึ่งในกองหน้าอัจฉริยะก็ว่าได้ เพียงแต่ความโด่งดังของเขาในทีมบาเยิร์นถูกบดบังด้วยจำนวนประตูที่มากมายของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ยอดดาวซัลโววัย 34 ปี ซึ่งเล่นด้วยกันนานแปดปี (2014-2022) ก่อนสตาร์ทีมขาติโปแลนด์ย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลนา

เลวานดอฟสกีเล่นให้บาเยิร์นรวมทุกรายการ 375 นัด ทำสกอร์มากถึง 344 ประตู เฉลี่ยเกือบนัดละหนึ่งประตู แต่ในบรรดาเพื่อนร่วมทีมเสือใต้ ไม่มีใครแอสซิสต์ให้เขามากไปกว่ามุลเลอร์ “ทุก ๆ วินาที(ของการแข่งขัน) โธมัสรู้ดีว่าผมอยู่ตรงไหนและเคลื่อนที่ไปอย่างไร” เลวานดอฟสกีกล่าวถึงอดีตคู่หูคนรู้ใจ

เลวานดอฟสกีเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ของวงการลูกหนังโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ เยอร์เกน คลินส์มันน์ อดีตผู้จัดการทีมบาเยิร์น ยกย่องให้มุลเลอร์มีส่วนในความสำเร็จนั้นอย่างมาก “ทั้งสองประสานงานกันได้อย่างเหลือเชื่อเป็นเวลาหลายปี เหมือนทั้งคู่มีสัญชาตญาณที่เชื่อมต่อถึงกันและกัน พวกเขารู้ดีว่าอีกคนกำลังอยู่ตรงไหน(ของสนามแข่งขัน)”

“ผมมองว่านั่นเป็นบทบาทที่เหมาะกับโธมัสดีมาก ๆ เพราะเขาไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องเล่นในพื้นที่แถวหน้าสุด เขาสามารถเคลื่อนตัวมาจากด้านหลังหรือไม่ก็ด้านข้าง เขามีคุณสมบัติที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์หรือใครก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวเขา”

เมื่อกองหน้าคนสำคัญอย่างเลวานดอฟสกีย้ายออกไปจากนครมิวนิก ซึ่งคงไม่มีใครแปลกใจหากเห็นมุลเลอร์ไม่ใช่คนเดิมแต่ความเป็นจริงคือไม่ใช่ มุลเลอร์ยังเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์ได้มากที่สุดในทีมบาเยิร์นฤดูกาลนี้

มุลเลอร์พูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “สิ่งที่ผมทำก็มีเพียงมองหาผู้เล่นอีกคนเท่านั้นเอง (เช่นสองแอสซิสต์ที่ทำได้ในการแข่งขันกับไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต) หรืออาจเป็นตัวผมเองที่ต้องวิ่งไปรับการจ่ายบอล (เช่นหนึ่งประตูที่ทำได้ในเกมกับโวล์ฟสบวร์ก)”

เวลาเปลี่ยน เพื่อนร่วมทีมเปลี่ยน แต่มุลเลอร์ยังเป็นมุลเลอร์คนเดิม

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งเคยคุมทีมบาเยิร์นระหว่างปี 2013-2016 พูดถึงจุดแข็งของมุลเลอร์ว่าอยู่ที่ “การมองโลกในแง่ดีและการมองหาโอกาส” ซึ่งเป็นคุณภาพในแง่จิตใจมากกว่าร่างกายที่ทำให้มุลเลอร์เหนือกว่าและสร้างความปวดหัวให้กับกองหลังฝ่ายตรงข้าม

เยอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งเคยพาทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปะทะแข้งกับมุลเลอร์และพลพรรคเสือใต้ ชี้ไปที่ความเฉลียวฉลาดของมหาเทพแห่งการแอสซิสต์ “การเคลื่อนที่ของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นอะไรที่ง่าย ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับถูกต้อง แม่นยำ และแยบยลอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเป็นนักเตะที่ชาญฉลาดและเปี่ยมประสิทธิภาพแบบสุด ๆ”

ทักษะที่สูงสุดหรืออาจใช้คำว่าอัจฉริยะของมุลเลอร์ บางครั้งนำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาให้กับกวาร์ดิโอลาเมื่อครั้งคุมทีมบาเยิร์น เพราะขณะที่ยอดกุนซือขึ้นชื่อเรื่องเป็นโค้ชที่หมกหมุ่นกับการวางตำแหน่งที่ลูกทีมต้องเป็นไปตามนั้นแบบเป๊ะ ๆ แต่มุลเลอร์ก็เป็นนักเตะประเภทพริ้วไหวมีความอิสระเสรี หลายครั้งออกแนวเล่นแร่แปรธาตุประหนึ่งนักมายากล ซึ่งแน่นอนวิถีทางของทั้งสองต่างกันคนละขั้ว

ลักษณะเฉพาะตัวของมุลเลอร์อาจมองว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีความคิดสร้างสรรค์ระดับสูงได้เหมือนกัน โดยอ้างอิงจากสถิติข้อมูลที่บุนเดสลีกาบันทึกไว้ได้ข้อสรุปว่า มุลเลอร์เป็นนักเตะที่ทำแอสซิสต์จากโอเพนเพลย์ได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในฤดูกาล 2021-22 หรือหากนับเฉพาะลีกระดับเมเจอร์ในทวีปยุโรป มีลิโอเนล เมสซี เพียงคนเดียวที่ผ่านบอลให้เพื่อนทำสกอร์ได้มากกว่ามุลเลอร์

นอกจากแอสซิสต์อันดับหนึ่งแล้ว มุลเลอร์ยังสร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์มากกว่าใครในบุนเดสลีกาซีซันที่ผ่านมา ด้วยจำนวนที่ทิ้งห่างเพื่อนร่วมอาชีพอย่างมาก

⚽️ ว่าที่ตำนานนักเตะ “วัน-แมน-คลับ” ของบาเยิร์น

ด้วยวัย 33 ปี มุลเลอร์ยังไม่มีทีท่าต้องการเก็บสตั๊คไปค้าแข้งกับสโมสรอื่นขณะที่ยังเหลือสัญญากับบาเยิร์นถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2024 ซึ่งต่างกับเลวานดอฟสกีที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการให้สโมสรปล่อยเขาไปในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่มุลเลอร์อาจอำลาวงการด้วยการเป็น วัน-แมน-คลับ เพลเยอร์

มุลเลอร์เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่สโมสร TSV Pähl จนกระทั่งอายุ 10 ขวน เขาเดินทางห่างจากบ้าน 50กิโลเมตรเพื่อร่วมทีมบาเยิร์นเมื่อปี 2000 เขาพัฒนาฝีเท้าผ่านระบบเยาวชนของสโมสรและเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าตำแหน่งรองแชมป์บุนเดสลีกา รุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี เมื่อปี 2007

มุลเลอร์ลงสนามให้ทีมสำรองของบาเยิร์นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2008 และทำประตูได้ทันที พร้อมลงสนามให้ทีม ยู-19ไปด้วย และซีซันต่อมา 2008-09 ทีมสำรองของบาเยิร์นได้รับคัดเลือกให้เล่นลีกา 3 ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ มุลเลอร์สถาปนาเป็นนักเตะหลักของทีม เล่น 32 นัดจากโปรแกรมทั้งหมด 38 นัด ทำสกอร์ได้ 15 ประตู ครองอันดับ 5 ของตารางดาวซัลโวลีก

ฤดูกาลเดียวกัน เยอร์เกน คลินส์มันน์ ดึงเจ้าหนุ่มมุลเลอร์มาร่วมฝึกซ้อมปรีซีซันกับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น และได้สัมผัสบรรยากาศบุนเดสลีกานัดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2008 โดยลงมาแทนมิโรสลาฟ โคลเซ ช่วงสิบนาทีสุดท้ายของการแข่งขันกับทีมฮัมบวร์ก 

มุลเลอร์ยังได้เล่นบุนเดสลีกาลีกอีกสามนัดในซีซันนั้น และยังได้ลงแข่งแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 มีนาคม 2009 เมื่อได้เปลี่ยนตัวกับบาสเตียน ชไวซไตเกอร์ นาทีที่ 72 ของเกมที่ถล่มสปอร์ติง ลิสบอน 7-1 และยังเป็นคนทำประตูปิดท้ายแมตช์ด้วย

เดือนกุมภาพันธ์ 2009 มุลเลอร์ได้เซ็นสัญญาอาชีพกับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น มีระยะเวลาสองปี เริ่มจากฤดูกาล 2009-10 เป็นต้นไป และชีวิตถัดจากนั้นก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มุลเลอร์มีโอกาสลงสนามถึง 52 นัดรวมทุกรายการในซีซันแรก หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งคุมทีมบาเยิร์นระหว่างปี 2009-2011 เคยหลุดประโยคสำคัญว่า “มุลเลอร์จะได้ลงเล่นเสมอ”

คลินส์มันน์กล่าวถึงนักเตะที่เขาให้โอกาสลงเล่นกับชุดใหญ่นัดแรกเมื่อปี 2008 ว่า “โธมัส มุลเลอร์ เป็นนักฟุตบอลที่พิเศษมาก ๆ”

“เขาเติบโตผ่านช่วงเวลามาหลายปีจนเป็นไอคอนของบาเยิร์นเคียงข้างมานูเอล นอยเออร์ แม้ตอนนี้เรามี โยชัว คิมมิช ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มนักเตะ แต่โธมัสยังมีบุคลิกโดดเด่นและส่งอิทธิพลทางบวกในการสร้างเคมีที่ลงตัวให้กับทีมของเรา”

“นั่นแหละเป็นบทบาทหน้าที่ของเขา เขายังคงยิ่งใหญ่มาก ๆ เสมอ มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลยว่าเขาจะทำสกอร์และแอสซิสต์ได้มากแค่ไหน แต่เป็นความเป็นผู้นำของเขาต่างหากที่ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ซึ่งเป็นเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ ทุกช่วงเวลาในอาชีพนักฟุตบอลของเขาได้สร้างเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ขึ้นมา”

รวมถึงเกียรติประวัติความสำเร็จทั้งหลายอันได้แก่ แชมป์บุนเดสลีกา 11 สมัย, แชมป์แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย รางวัลรองเท้าทองคำในการลงสนามฟุตบอลโลกสมัยแรก (ปี 2010) และเหรียญทองในเวิลด์คัพสมัยที่สอง (ปี 2014) 

“เขาสามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้แบบสุด ๆ ไปเลย และผมหวังว่าเขาจะเพิ่มโทรฟี่อีกสักสองรางวัล แน่นอนเป้าหมายใหญ่ของเขาตอนนี้คือ เวิลด์คัพ เดินทางสู่ประเทศกาตาร์ และสร้างผลงานยอดเยี่ยมให้กับทีมชาติเยอรมนี”

“ทั้งหมดทั้งปวงเป็นวัตถุดิบมากมายเพียงพอที่จะถูก NETFLIX นำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่องเยี่ยมในวันข้างหน้า” คลินส์มันน์ตบท้ายการให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงหัวเราะว่า “โธมัส มุลเลอร์ เดอะ ซีรีส์ เป็นชื่อหนังเรื่องนั้น”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Categories
Football Business

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ บนแขนเสื้อข้างซ้ายในพรีเมียร์ลีก

พรีเมียร์ลีกเริ่มต้นฤดูกาล 2022-23 มีข่าวเซอร์ไพรส์เล็กๆ เมื่อ น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งเพิ่งขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดของอังกฤษหลังจากว่างเว้นมานาน 23 ปี เป็นทีมเดียวที่นักเตะสวมเสื้อแข่งว่างเปล่าไม่มีโลโก้ผู้สนับสนุนบนหน้าอกและแขนเสื้อ ซึ่งหมายความว่า ทีมเจ้าป่าขาดรายได้ระดับหลักสิบล้านปอนด์ต่อปีอย่างน่าเสียดาย

เหตุผลไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนใดๆ เพียงแค่ฟอเรสต์ยังไม่สามารถตกลงต่อสัญญาใหม่กับ BOXT บริษัทผลิตอุปกรณ์และวางระบบความร้อน แอร์คอนดิชัน และการระบายอากาศ โดย BOXT แสดงความประสงค์ต้องการเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมเจ้าป่าต่อไปหลังหมดสัญญาฉบับเก่าที่มีระยะเวลาสองปี แต่ข้อเสนอหลายล้านปอนด์ของบริษัทถูกปฏิเสธ ซึ่งว่ากันว่า ฟอเรสต์ต้องการรายได้ประมาณ 7-10 ล้านปอนด์ต่อปี อย่างไรก็ตาม BOXT ได้หันไปจับมือเป็นสปอนเซอร์ให้กับเอฟเวอร์ตันเพื่อปะโลโก้ที่แขนเสื้อ

บนเสื้อแข่งมีพื้นที่สร้างรายได้ให้กับสโมสรอยู่สองตำแหน่งคือ หน้าอกกับแขนเสื้อข้างซ้าย ส่วนแขนเสื้อข้างขวาเป็นสัญลักษณ์พรีเมียร์ลีก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว สปอนเซอร์ที่แขนเสื้อมีมูลค่าประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของสปอนเซอร์บนหน้าอก

ถ้าตัดฟอเรสต์ออกไป ทุกทีมในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้มีโลโก้สินค้าสกรีนบนหน้าอกเสื้อ แต่มีอยู่หนึ่งทีมที่ยังไม่มีเงินไหลเข้าผ่านแขนเสื้อก็คือ แอสตัน วิลลา ซึ่งมี Cazoo บริษัทจำหน่ายรถยนต์ผ่านออนไลน์ เป็นสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อเท่านั้น

ล่าสุด พรีเมียร์ลีกเพิ่งออกกฎใหม่ห้ามบริษัทที่ทำธุรกิจพนัน (แม้ถูกกฎหมาย) เป็นสปอนเซอร์ ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนให้กับแหล่งรายได้ของสโมสรอย่างแรงเพราะเป็นธุรกิจที่เข้ามาสนับสนุนเงินๆทองๆบนเสื้อแข่งมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งได้แก่Dafabet (บอร์นมัธ), HollywoodBets (เบรนท์ฟอร์ด), Stake.com (เอฟเวอร์ตันกับวัตฟอร์ด), W88 (ฟูแลม), SBOTOP (ลีดส์), Fun88 (นิวคาสเซิล), Sportsbet.io (เซาแธมป์ตัน) และ Betway (เวสต์แฮม) ซึ่งยกชื่อมาเฉพาะสปอนเซอร์หลักของเสื้อแข่งเท่านั้นยังไม่อ้างถึงแขนเสื้อ อย่างไรก็ตาม การแบนบริษัทรับพนันยังไม่มีผลอย่างน้อยสามปีนับจากปีนี้

กลุ่มสปอนเซอร์รายใหญ่รองจากธุรกิจพนันก็คือ ธุรกิจการเงินการธนาคาร อย่างเช่น  American Express (ไบรท์ตัน), Standard Chartered (ลิเวอร์พูล), AIA (ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์), AstroPay (วูลฟ์แฮมป์ตัน) และ FBS (เลสเตอร์) ขณะที่สายการบินของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้แก่ Emirates และ Etihad Airways ยังเดินหน้าสนับสนุนด้านการเงินให้กับสองสโมสรยักษ์ใหญ่ อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี

โลโก้บริษัทจำหน่ายรถยนต์ Cinch และ Cazoo อยู่บนหน้าอกเสื้อของคริสตัล พาเลซ และแอสตัน วิลลา ส่วน เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้รับเงินสปอนเซอร์จาก Three และ Team Viewer ซึ่งทำธุรกิจด้านเทคโนโลยี นั่นเท่ากับว่ายังไม่มีบริษัทชั้นนำที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาปิดดีลสโมสรพรีเมียร์ลีก

ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา PlanetSport ได้เผยแพร่บทความเรื่อง The 11 biggest shirt sponsorship deals: Premier League dominates but Spain’s where the big money is. พบว่า อันดับท็อป-11 ของสโมสรที่โกยรายได้สปอนเซอร์เสื้อแข่งสูงที่สุดในโลกมาจากพรีเมียร์ลีกถึง 6 ทีม แต่ไม่ติดสามอันดับแรก ซึ่งนำโดย เรอัล มาดริด 70 ล้านยูโร ตามด้วยปารีส แซงต์-แยร์แมง 65 ล้านยูโร และบาร์เซโลนา 62.5 ล้านยูโร ซึ่งเป็นจำนวนเงินค่าเฉลี่ยต่อปีของสัญญา

สโมสรจากเมืองผู้ดีที่โกยรายได้มากที่สุดย่อมเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในช่วงทศวรรษนี้หนีไม่พ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี 60 ล้านยูโร อยู่อันดับสี่ ขณะที่เพื่อนบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แม้ฟอร์มไม่ไฉไลบนสนามแต่ยังเป็นทีมเนื้อหอมในเชิงธุรกิจ ทีมปีศาจแดงรับไป 55 ล้านยูโร อยู่อันดับห้า

ส่วนอันดับรองลงไปได้แก่ อันดับหก บาเยิร์น มิวนิค 50 ล้านยูโร, อันดับเจ็ด อาร์เซนอล 46.6 ล้านยูโร และอันดับแปด (ร่วม) ซึ่งรับไป 45 ล้านยูโรเท่ากันคือ ยูเวนตุส, ลิเวอร์พูล, สเปอร์ส และเชลซี

ปฐมบทแห่งการขายพื้นที่โฆษณาบนเสื้อแข่งขัน

พลิกปูมประวัติศาสตร์สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อแข่งสโมสรอังกฤษเกิดขึ้นเมื่อปี 1974 หรือ 48 ปีที่แล้ว โคเวนตรีเป็นทีมแรกและได้รับเงินจาก Talbot แบรนด์รถยนต์ดังในอดีต ก่อนเป็นที่แพร่หลายช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งมีสองเหตุการณ์ที่น่าบันทึกไว้คือเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 1980 การถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ระหว่าง แอสตัน วิลลา และ ไบรท์ตัน ถูกยกเลิกเนื่องจากสองทีมปฏิเสธลงสนามหากไม่ได้สวมเสื้อแข่งที่ปะโลโก้สปอนเซอร์ และในเดือนมกราคม 1981 นิวคาสเซิล และ โบลตัน ถูกปรับ 1,000 ปอนด์โทษฐานสวมเสื้อที่มีโฆษณาปรากฎหราบนหน้าอกในการแข่งขันเอฟเอ คัพ

ก่อนหน้าโคเวนตรีเพียงปีเดียวคือ ปี 1973 สปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อแข่งกลายเป็นนวัตกรรมใหม่อย่างเป็นทางการในลีกระดับเมเจอร์ของยุโรปครั้งแรกที่บุนเดสลีกาเมื่อ ไอน์ทรัค บรันสวิก รับเงินจากบริษัทเครื่องดื่ม Jaegermeister เพื่อเอาโลโก้สโมสรออกไปแล้วแทนที่ด้วยสัญลักษณ์หัวกวางขนาดใหญ่ปะบนหน้าอก

สำหรับโลโก้โฆษณาบนแขนเสื้อ ได้รับอนุญาตจากพรีเมียร์ลีกให้ปรากฎบนแขนเสื้อข้างซ้ายครั้งแรกในฤดูกาล 2017-18หรือห้าปีที่แล้ว โดยกำหนดให้มีขนาดสูงสุด 100 ตารางเซนติเมตร ส่วนข้างขวายังเป็นโลโก้พรีเมียร์ลีก แต่กว่าที่มีกฎนี้ออกมา สโมสรต่างๆ ต้องออกแรงล็อบบีผู้บริหารพรีเมียร์ลีกอยู่หลายปี

ทางด้านยูฟ่าเริ่มกดปุ่มไฟเขียนให้สโมสรยุโรปหารายได้จากช่องทางเดียวกันในการแข่งขันแชมเปียนส์ ลีก, ยูโรปา คัพ และคอนเฟอเรนซ์ ลีก ตั้งแต่ฤดูกาล 2021-22 หรือเมื่อซีซั่นที่แล้วนี่เอง โดยมีรายละเอียดเหมือนกันคือ ติดโลโก้แขนซ้ายและมีขนาดมากที่สุด 100 ตารางเซนติเมอร์ รวมถึงส่วนสูงไม่เกิน 12 เซนติเมตร และต้องเป็นสปอนเซอร์ตัวเดียวกับที่ใช้ในฟุตบอลภายในประเทศ แต่ถ้าไม่มี สปอนเซอร์ต้องเป็นตัวเดียวกับที่สนับสนุนชุดแข่งขันอยู่เช่น หลังเสื้อ กางเกง

และต้องบันทึกไว้ว่า โอลิมปิก ลียง ซึ่งลงแข่งขันยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่แล้ว เป็นสโมสรแรกที่มีสปอนเซอร์แขนเสื้อทั้งฟุตบอลภายในประเทศและบอลถ้วยยุโรป หลังจากเซ็นสัญญากับ MG Motor ค่ายผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ จนถึงปี 2024

แมนฯ ซิตี เซ็นสัญญาสปอนเซอร์แขนเสื้อเป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีก

ย้อนกลับมาที่พรีเมียร์ลีก ซึ่งเริ่มอนุญาตให้สโมสรขายโลโก้บนแขนเสื้อในซีซั่น 2017-18 เป็นปีแรก และก็เป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ปิดดีลได้ก่อนใคร สมศักดิ์ศรีทีมที่ครองความยิ่งใหญ่ในลีกเมืองผู้ดีช่วงต้นทศวรรษ 2010 หลังการล้างมือในอ่างทองคำของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดยก่อนหน้านี้ ทีมเรือใบสีฟ้าเป็นแชมป์ 2 สมัย (2011–12, 2013–14) และรองแชมป์ 2 สมัย (2012–13, 2014–15)

ปลายเดือนมีนาคม 2017 แมนเชสเตอร์ ซิตี เซ็นสัญญากับ Nixen Tire บริษัทยางรถยนต์สัญชาติเกาหลี ก่อนปิดท้ายซีซั่น 2017-18 ด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นการเริ่มต้นยุคทองอย่างจริงจังเพราะช่วงห้าปี ทีมเรือใบสีฟ้าชนะเลิศพรีเมียร์ลีกถึง 4 สมัย มีเพียงฤดูกาล 2019-20 ที่โทรฟีตกอยู่ในมือของลิเวอร์พูล

เชื่อหรือไม่ว่าขณะที่ทีมเล็กทีมน้อยระดับกลางตารางและดิ้นรนหนีตกชั้นได้รับเสียงตอบรับจากสปอนเซอร์ แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ กลับลงสนามในซีซั่น 2017-18 พร้อมด้วยโลโก้พรีเมียร์ลีกติดแขนเสื้อทั้งสองข้าง โดยทีมปืนใหญ่กับทีมไก่เดือยทองติดเงื่อนไขในสัญญากับสปอนเซอร์หลัก ขณะที่ทีมปีศาจแดงไม่มีการระบุเหตุผลที่ชัดเจนแต่เชื่อว่าคงตกลงตัวเลขเงินกันไม่ได้ พร้อมข่าวลือว่า ทีมปีศาจแดงได้เปิดโต๊ะเจรจากับ Tinder แอปพลิเคชั่นหาคู่

จนกระทั่งปีต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2018 ก่อนเปิดฤดูกาล 2018-19 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงออกข่าวเปิดตัวสปอนเซอร์บนแขนเสื้อรายแรกคือ Kohler บริษัทผลิตเครื่องใช้อุปกรณ์ในห้องน้ำห้องครัวสัญชาติอเมริกัน โดยตัวอักษร KOHLER อยู่บนแขนเสื้อนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องกับ คลับ อเมริกา ที่เมืองฟินิกซ์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แผ่นดินแม่ของบริษัท ในวันที่ 19กรกฎาคม 2018 ซึ่งวันนั้น นักเตะเรด อาร์มี่ ได้สวมเสื้อเหย้าดีไซน์ใหม่ของ Adidas อีกด้วย

แต่ซีซั่นปัจจุบัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนสปอนเซอร์แขนเสื้อเป็น DXC Technology บริษัทสัญชาติอเมริกันเช่นกัน โดยไม่มีการเปิดเผยตัวเลขรายได้ และถือเป็นก้าวแรกของ DXC ที่เข้ามาสร้างสายสัมพันธ์ในวงการลูกหนังหลังจากเซ็นสัญญาสนับสนุนการจัดมหกรรมกีฬา ปารีส เกมส์ 2024 ทั้งโอลิมปิกและพาราลิมปิก

มีบางทีมที่ปิดดีลหลังพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 เริ่มไปแล้วระยะหนึ่งเช่น เบิร์นลีย์ เซ็นสัญญากับเกมมือถือ Golf Clashต้นเดือนตุลาคม 2017 และก่อนหน้านั้นกลางเดือนกันยายน เอฟเวอร์ตัน เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลเมื่อประกาศว่า พวกเขาจะติดโลโก้เกมสุดฮิตในยุคนั้นที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดตลอดกาลอย่าง Angry Birds บนแขนเสื้อแข่ง

การขายสปอนเซอร์บนแขนเสื้อในซีซั่นแรก สโมสรส่วนใหญ่ได้รับเงินเข้ากองคลังหลักแสนปลายๆหรือ 1-2 ล้านต่อปี ยกเว้นสโมสรระดับพี่เบิ้มที่นำโดย เชลซี ที่คาดว่าโกยจาก Alliance Tyres มากถึง 8 ล้านปอนด์ ตามมาติดๆด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่รับจาก Nexen Tire 7 ล้านปอนด์ ส่วน ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญา 5 ปี 25 ล้านปอนด์กับ Western Union ซึ่งยกเลิกสัญญาก่อนสองปี โดยมี Expedia เข้ามาแทนในปี 2020 และจะหมดสัญญาฤดูร้อนปีหน้า คาดว่าบริษัทธุรกิจท่องเที่ยวรายนี้จ่ายให้ทีมหงส์แดงปีละ 10 ล้านปอนด์

บิลลี โฮแกน ซีอีโอของลิเวอร์พูล ให้สัมภาษณ์ว่า สโมสรกับ Expedia กำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจาต่อสัญญา และก่อนหน้านี้ ทีมหงส์แดงเพิ่งขยายสัญญากับ Standard Chartered สปอนเซอร์หลักบนเสื้อออกไปอีกสี่ปีหลังจากจับมือเป็นพันธมิตรมายาวนานตั้งแต่ปี 2010 โดยเชื่อว่า บริษัทมหาชนด้านธุรกิจการเงินการธนาคารของอังกฤษยอมจ่ายสูงถึง 30 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

สำหรับสโมสรและสปอนเซอร์แขนเสื้อในฤดูกาล 2017-18 ของทีมอื่นๆประกอบด้วย ไบรท์ตัน – JD, เวสต์ บรอมวิช – 12BET, เวสต์แฮม – MRF Tyres, นิวคาสเซิล – MRF Tyres, บอร์นมัธ – M88, สวอนซี – Barracuda Networks, สโต๊ค – First Eleven, เซาแธมป์ตัน – Virgin Media, เลสตอร์ – Siam Commercial Bank (ธนาคารไทยพาณิชย์), คริสตัล พาเลซ – Dongqiudi, ฮัดเดอรฟิลด – PURE Legal และ วัตฟอร์ด – 138 Bet

มาช้าดีกว่าไม่มา “สเปอร์ส” เพิ่งติดโลโก้สินค้าที่แขนเสื้อต้นปี 2021

อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และสเปอร์ส เป็นเพียงสามทีมในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 ที่ไม่ได้ขายโลโก้บนแขนเสื้อ แต่ซีซั่นต่อมา 2018-19 เหลือเพียงทีมไก่เดือยทองที่ยังติดโลโก้พรีเมียร์ลีกบนแขนเสื้อสองข้าง หลังจากทีมปืนใหญ่เซ็นสัญญากับ Rwanda Development Board ในเดือนพฤษภาคม 2018 เพื่อโปรโมทแคมเปญท่องเที่ยว Visit Rwanda ในซีซั่นแรกของยุคหลังอาร์แซน เวนเกอร์ และทีมปีศาจแดงเซ็นสัญญากับ KOHLER ในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน

กว่าที่ทีมสเปอร์สจะขายสปอนเซอร์แขนเสื้อได้ก็ช้ากว่าทีมอื่นเกือบสี่ปี ซึ่ง ดาเนียล เลวี ประธานสโมสร เคยให้เหตุผลว่าสปอนเซอร์แขนเสื้ออาจจะไปลดมูลค่าของสัญญาสิทธิ์การตั้งชื่อสนามแข่งขัน ซึ่งสำหรับตัวเขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แม้กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2019 ซึ่งสโมสรได้ต่อสัญญากับ AIA Group สปอนเซอร์หลักของเสื้อแข่ง ไปจนสิ้นสุดซีซั่น 2026-27 ซึ่งคาดว่ามีมูลค่ารวมสูงถึง 320 ล้านปอนด์ เลวีก็ยังไม่เอ่ยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับสปอนเซอร์แขนเสื้อ ซึ่งนักวิเคราะห์ด้านการเงินประเมินว่า สเปอร์สขาดรายได้ส่วนนี้ไปถึง 10 ล้านปอนด์ต่อปี เมื่อเทียบกับคู่แข่งร่วมกรุงลอนดอนอย่างเชลซีและอาร์เซนอลที่รับเงินจาก Hyundai 5 ปี 50 ล้านปอนด์ และ Rwanda Development Board 3 ปี 30 ล้านปอนด์ ตามลำดับ

จนกระทั่งต้นเดือนมกราคม 2021 ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ได้จับมือกับ Cinch บริษัทจำหน่ายรถยนต์ทางออนไลน์ ซึ่งจะมาเป็นสปอนเซอร์แขนเสื้อรายแรกของสโมสรเป็นเวลาห้าปี โดยแฟนบอลได้เห็นโลโก้ Cinch เป็นครั้งแรกในการแข่งขันเอฟเอ คัพ กับ มารีน เอเอฟซี ในวันที่ 10 มกราคม 2021

แม้ไม่มีการเปิดเผยตัวเลขเงินของสัญญาแต่เชื่อว่า Cinch คงจ่ายเงินเพื่อแลกสิทธิปรากฎโลโก้บนแขนเสื้อทีมไก่เดือยทองราวปีละ 10 ล้านปอนด์เช่นเดียวกับยักษ์ใหญ่ทีมอื่น ส่วนเหตุผลที่ฝ่ายบริหารของสโมสรตัดสินใจขายพื้นที่บนแขนเสื้อข้างซ้ายให้กับบริษัทจำหน่ายรถยนต์นั้น ผู้สันทัดกรณีฟันธงว่า ไม่มีความซับซ้อนใดๆเพียงเลวีเริ่มตระหนักว่า การเพิ่มช่องทางของรายได้จะช่วยลดช่องว่างทางบัญชีการเงินระหว่างสเปอร์สกับสโมสรชั้นนำของพรีเมียร์ลีกที่ดูเหมือนจะทิ้งห่างพวกเขาออกไปเรื่อยๆ

มีคำกล่าวหนึ่งที่คนในวงการฟุตบอลอาชีพคุ้นเคยดีคือ “เมื่อคุณมีเงิน คุณจะชนะ, คุณไม่สามารถชนะจนกว่าคุณมีเงิน, จากนั้นยิ่งคุณชนะ คุณยิ่งต้องมีเงินเพื่อรักษาชัยชนะนั้นไว้”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

พรีเมียร์ลีกส่ง “จอมยุทธ์เฒ่า” ถ่ายทอดเคล็ดวิชาแก่ศิษย์วัยละอ่อน

ช่วงตลาดซัมเมอร์รอบนี้มีข่าวเล็ก ๆ เรียกรอยยิ้มจากการโปรยหัวข่าวเล่นมุขของสื่อมวลชนกับการที่สองสโมสรใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล เซ็นสัญญานักเตะใกล้ปลดระวางอายุสามสิบกลาง ๆ ซึ่งถ้าเป็นฝีเท้าระดับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี คงเรียกเสียงฮือฮาไม่ใช่เสียงฮาจากแฟนบอลที่มึนตึ๊บกับชื่อของ ทอม ฮัดเดิลสโตน (35 ปี) และ เจย์ สเปียริ่ง (33 ปี) จนกระทั่งได้รับการเฉลยจากเนื้อข่าวว่า ทั้งสองโดนดึงเข้ามารับงานเพลเยอร์แอนด์โค้ชของทีมรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่งลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีก 2 ที่พัฒนามาจากลีกทีมสำรองเมื่อครั้งอดีต

ฮัดเดิลสโตนและสเปียริ่งเป็นตัวอย่างของนักเตะอายุเกินในพรีเมียร์ลีก 2 ซึ่งกูรูลูกหนังมองว่านี่เป็น “นวัตกรรม” หรือสิ่งใหม่ที่สามารถพัฒนาวงการลูกหนังประเทศอังกฤษให้เติบโตอย่างมีนัยยะและเป็นรูปธรรม

พรีเมียร์ลีก 2 เป็นการแข่งขันฟุตบอลอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ซึ่งผู้เล่นในฤดูกาล 2022-23 จะต้องเกิดหลังวันที่ 1มกราคม 2001 แต่กฎอนุญาตให้สโมสรส่งผู้รักษาประตูอายุเกินลงสนามได้หนึ่งคนต่อนัด และผู้เล่นอายุเกินตำแหน่งอื่นอีกห้าคน อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่โควตาอายุเกินจะเป็นนักเตะอายุประมาณ 22-23 ปี ขณะที่นักเตะวัยใกล้แขวนสตั๊ดจึงเป็นความแปลกใหม่ (ก่อนหน้านี้ พรีเมียร์ลีก 2 เป็นลีก ยู-23 แต่เพิ่งปรับลงเหลือ ยู-21 ในซีซั่นนี้เพื่อให้ใกล้เคียงอายุเฉลี่ยจริงที่ลงแข่งขัน)

การเข้ามาของนักเตะวัยเก๋าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชัยชนะ แต่จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่นักเตะวัยละอ่อนทั้งระหว่างการแข่งขันและขณะฝึกซ้อมทุกวัน

เมื่อปีที่แล้ว เซาแธมป์ตันเซ็นสัญญากับ โอลลีย์ แลงคาเชียร์ ซึ่งกลับมาสวมยูนิฟอร์มทีมนักบุญแดนใต้อีกครั้งแม้เป็นชุด ยู-23 หลังจากใช้เวลา 11 ปีกับหลายสโมสรในลีกรองอย่าง วอลซอลล์, อัลเดอร์ชอต, โรชเดล, ชรูว์บิวรี, สวินดอน และครูว์ 

เซ็นเตอร์แบ็ควัย 33 ปี กล่าวถึงบทบาทนักเตะอายุเกินในพรีเมียร์ลีก 2 ว่า “งานของผมคือการวางมาตรฐาน ผมต้องแสดงให้พวกเขาเห็นทุกวันว่าอะไรเป็นสิ่งที่นักฟุตบอลอาชีพควรทำหรือวางตัวอย่างไร ไม่ว่าคุณจะเล่นในทีมชุดใหญ่พรีเมียร์ลีกหรือลีกทู”

“สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมให้พวกเขาเกิดความคุ้นเคย ไม่ประหลาดใจเวลาเจอของจริง อีกนัยหนึ่งผมจะสอนให้เด็กๆตระหนักว่าพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายอะไรบ้างที่รออยู่ข้างหน้าหากต้องการเป็นนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ”

ทางด้าน เจย์ สเปียริ่ง เป็นนักเตะที่เติบโตจากอะคาเดมีของลิเวอร์พูล อยู่ในทีมเยาวชนระหว่างปี 1997 – 2008 แต่มีโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่หงส์แดงในบอลลีกเพียง 30 นัดระหว่างปี 2008 –  2013 จากนั้นย้ายไปค้าแข้งกับ โบลตัน, แบล็คพูล และทรานเมียร์ ก่อนกลับมาทำงานในแอนฟิลด์อีกครั้ง

มิดฟิลด์ตัวรับวัย 33 ปี กล่าวว่า “ถ้าเด็กๆต้องการคำแนะนำจากผมไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ผมจะเป็นเสมือนหนังสือคู่มือให้พวกเขาพลิกหาคำตอบ งานของผมก็คือเป็นคนชี้นำและช่วยพวกเขาได้เติบโตอย่างเหมาะสมเพื่อขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่”

“พรีเมียร์ลีก 2” สนามของเหล่านกน้อยหัดบิน

พรีเมียร์ลีก 2 เป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาฟุตบอลระดับเยาวชนในประเทศอังกฤษ บริหารจัดการและควบคุมโดยพรีเมียร์ลีก เดิมทีเป็นลีกของนักฟุตบอลอายุไม่เกิน 23 ปี ก่อนปรับอายุลงมาเหลือ 21 ปีในฤดูกาล 2022-23 เนื่องจากอายุเฉลี่ยของทีมส่วนใหญ่อยู่ที่ 19 ปี

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/premier-league-2-explained

พรีเมียร์ลีก 2 ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อให้นักเตะเยาวชนได้รับประสบการณ์ใกล้เคียงกับทีมชุดใหญ่มากที่สุดทั้งในเรื่องของเทคนิค สภาพร่างกาย และระดับความเข้มข้นของการแข่งขัน เป็นกระบวนการหนึ่งเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวขึ้นสู่เกมระดับซีเนียร์ นอกจากเกมลีกแล้วยังมีบอลถ้วย อีเอฟแอล โทรฟี และการแข่งขันระดับนานาชาติ

พรีเมียร์ลีก 2 แบ่งเป็นสองระดับคือ ดิวิชั่น 1 จำนวน 14 สโมสร และ ดิวิชั่น 2 จำนวน 11 สโมสร จัดการแข่งขันแบบเหย้าเยือน ซึ่งเมื่อเตะครบตามโปรแกรม ทีมที่จบอันดับหนึ่งของดิวิชั่น 1 จะครองแชมป์ สองทีมสุดท้ายของดิวิชั่น 1 จะตกลงไปเล่นดิวิชั่น 2 ขณะที่แชมป์ดิวิชั่น 2 จะเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ดิวิชั่น 1 โดยอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับสองถึงห้าจะแข่งขันรอบเพลย์ออฟ ทีมอันดับสองจะเล่นในบ้านกับทีมอันดับห้า ทีมอันดับสามจะเล่นในบ้านกับทีมอันดับสี่ ทีมชนะจะผ่านเข้าไปแข่งรอบชิงชนะเลิศซึ่งจัดในบ้านของทีมที่มีอันดับสูงกว่า เพื่อแย่งสิทธิเลื่อนชั้นไปยังดิวิชั่น 1

เกมเพลย์ออฟจะเตะแค่นัดเดียว หากเสมอในเวลาปกติจะต่อเวลาพิเศษ ซึ่งหากยังเสมอในเวลา 120 นาที จะตัดสินด้วยการยิงลูกจุดโทษ ทั้งนี้ไม่มีการตกชั้นจากดิวิชั่น 2

สรุปทีมชนะเลิศพรีเมียร์ลีก 2 ดิวิชั่น 1 ที่ผ่านมา

  • 2021-22 แมนเชสเตอร์ ซิตี
  • 2020-21 แมนเชสเตอร์ ซิตี
  • 2019-20 เชลซี
  • 2018-19 เอฟเวอร์ตัน
  • 2017-18 อาร์เซนอล
  • 2016-17 เอฟเวอร์ตัน
  • 2015-16 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
  • 2014-15 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
  • 2013-14 เชลซี
  • 2012-13 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“ฮัดเดิลสโตน” ช่วยพัฒนา ซาเวจ, อิกบาล, เมจ์บรี ป้อนชุดใหญ่

สำหรับ ทอม ฮัดเดิลสโตน เพิ่งถูกฮัลล์ปล่อยตัวหลังสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้ว มิดฟิลด์ตัวรับวัย 35 ปี คงไม่แปลกใจหากได้รับการติดต่อจากสโมสรในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่งอาจต้องการเซ็นสัญญากับเขาเพียงหนึ่งปี ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ที่พยายามตื่นจากการหลับใหลอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานของเอริค เทน ฮาก กุนซือไฟแรงชาวดัตช์ แต่ฮัดเดิลสโตนก็อดตื่นเต้นไม่ได้กับบทบาท “ไฮบริด” ในทีม ยู-21 ของปีศาจแดง เป็นงานเดียวกับ พอล แม็คเชน อดีตกองหลังวัย 36 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของผู้เล่นโควตาอายุเกินในทีม ยู-23 ฤดูกาลที่แล้ว

โดยแม็คเชนเคยเป็นนักเตะเยาวชนของแมนฯ ยูไนเต็ด ระหว่างปี 2002 – 2004 ก่อนถูกโปรโมทขึ้นชุดใหญ่ระหว่างปี 2004 – 2006 แต่ถูกปล่อยยืมให้กับวอลซอลล์และไบรท์ตัน ไม่เคยเล่นให้ทีมซีเนียร์ของปีศาจแดงเลย

สำหรับซีซั่นนี้ ฮัดเดิลสโตนรับหน้าที่เพลเยอร์แอนด์โค้ชแทนแม็คเชน อดีตเพื่อนร่วมทีมฮัลล์ของเขา ซึ่งเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ มาร์ค เดมพ์ซีย์ วัย 58 ปี โดยฮัดเดิลสโตนโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวหลังเซ็นสัญญาว่า

“ราวกับลอยขึ้นไปยังดวงจันทร์เพื่อประกาศว่า ผมได้รับโอกาสจากสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ให้ช่วยทำหน้าที่โค้ชและพัฒนาทักษะความสามารถของเหล่านักเตะรุ่นใหม่ ผมรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะกลับไปร่วมงานกับนักเตะรุ่นเด็กอีกครั้ง”

แมนฯ ยูไนเต็ด มั่นใจในประสบการณ์ของฮัดเดิลสโตนในระดับซีเนียร์ 582 นัดกับหลายสโมสรวมถึง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์, ดาร์บี และฮัลล์ รวมถึงทีมชาติอังกฤษอีก 4 นัด จะมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทั้งในและนอกสนามแข่งขันของเหล่าปีศาจแดงรุ่นละอ่อนอย่างเช่น ชาร์ลี ซาเวจ, ซีดาน อิกบาล และ ฮันนิบาล เมจ์บรี ซึ่งเคยประเดิมยูนิฟอร์มทีมชุดใหญ่มาแล้ว

นิค ค็อกซ์ ผู้อำนวยการอะคาเดมีของแมนฯ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์ว่า “เรายินดีที่ได้ทอมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้เชี่ยวชาญด้านโค้ชชิ่งผ่านกระบวนการพัฒนาวิชาชีพ (Professional Development Phase) ซึ่งด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เราใช้แต่งตั้งเพลเยอร์แอนด์โค้ชเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ได้รับผลสำเร็จอย่างแท้จริงและสร้างประโยชน์ให้อย่างมากให้กับอะคาเดมี”

เส้นทางเติบโตของอดีตโค้ชทีมเยาวชน “ลิเวอร์พูล”

เจย์ สเปียริ่ง กองกลางวัย 33 ปี ยอมรับว่าเขาเหมือนยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกเมื่อได้กลับมาแอนฟิลด์อีกครั้งหลังหายไปเกือบสิบปีโดยได้รับข้อเสนอเพลเยอร์แอนด์โค้ชของลิเวอร์พูล ยู-21 และยังเป็นโค้ชเต็มเวลาของทีม ยู-18 อีกด้วย

“ก่อนหน้านี้ ผมเคยทำงานสองปีกับทีม ยู-15 และ ยู-16 ขณะได้รับ เอ ไลเซนส์ของยูฟ่า จนวันหนึ่งอเล็กซ์ (อิงเกิลธอร์พ ผู้จัดการอะคาเดมีของลิเวอร์พูล) ได้ติดต่อเข้ามาสอบถามว่าสนใจรับงานผู้เล่นและโค้ชหรือเปล่า ซึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ผมจะเดินหนีหันหลังให้ งานนี้ส่งผลทางบวกต่อผมมากมายเหลือเกิน”

“ความจริงแล้ว ผมได้คุยกับ (พอล) แม็คเชนก่อนตอบรับงานนี้ เขาบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยมสำหรับเขา หลายคนพูดว่าคุณควรเล่นฟุตบอลต่อไปตราบเท่าที่ยังสามารถทำได้ แต่เมื่อโอกาสแบบนี้เข้ามา มันเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง ผมไม่มีทางตอบปฏิเสธได้แน่นอน”

สเปียริ่งใช้เวลา 15 ปีกับลิเวอร์พูล ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ 55 นัดรวมทุกรายการ เคยได้แชมป์ลีกคัพและรองแชมป์เอฟเอ คัพ ปี 2012 ก่อนโบกมืออำลาแอนฟิลด์เมื่อปี 2013 อย่างไรก็ตามเขามีประสบการณ์เกมซีเนียร์กว่า 450 นัด

“ผมเห็นอะไรมามากมายในเกมฟุตบอล ผมสัมผัสประสบการณ์ทั้งสูงและต่ำ เลื่อนชั้นและตกชั้น ผมทำงานภายใต้ผู้จัดการทีมที่แตกต่างกัน รวมถึงเจ้าของสโมสรที่หลากหลาย จะว่าไปผมได้เห็นเกือบทุกอย่างที่คุณอยากได้เห็น”

“ผมหวังจะใช้ประสบการณ์เหล่านี้ในฐานะโค้ช บทบาทหลักคือนำตัวเองเข้าไปอยู่ท่ามกลางเด็กๆ สร้างมาตรฐานในสนามฝึกซ้อม และพยายามโชว์ให้พวกเขาเห็นว่าอะไรสมควรเป็นในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ”

สเปียริ่งยังได้คุยกับอดีตเพื่อนร่วมทีม สตีเวน เจอร์ราร์ด ซึ่งปัจจุบันคุมทีมแอสตัน วิลลา แต่ก่อนหน้านั้น “สตีวี จี” ร่วมงานสตาฟฟ์โค้ชระดับเยาวชนของลิเวอร์พูล เคยคุมทีม ยู-18 และ ยู-19 ก่อนย้ายไปเป็นผู้จัดการทีมเรนเจอร์ส เอฟซี ในเดือนเมษายน 2018 และพาสโมสรครองแชมป์สกอตติช พรีเมียร์ชิพ ฤดูกาล 2021-22 ซึ่งเป็นสมัยแรกในรอบสิบปี

“เขาเล่าว่าทำผิดพลาดมากมายสมัยเริ่มงานโค้ชช่วงแรกๆ แต่กุญแจสำคัญคือให้มันเกิดขึ้นหลังประตูที่ถูกปิด นั่นเป็นสาเหตุที่เขาเริ่มงานโค้ชที่ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนา ทั้งหมดเป็นคำแนะนำที่เยอร์เกน คล็อปป์ ให้กับเขา”

“คุณต้องฟังคนแบบเขา เขาเป็นคนที่รู้เรื่องเกมดีทั้งจากข้างนอกข้างใน อาจไม่จำเป็นต้องตามเขาทุกฝีเท้า ก็เพราะใครล่ะที่จะตามคนอย่างสตีเวน เจอร์ราร์ด ได้ทุกย่างก้าว ท้ายสุดคุณต้องเดินบนเส้นทางของตัวเอง และหวังว่ามันจะเป็นอาชีพที่ยาวนานมั่นคง”

เหมือนอย่าง สตีฟ คูเปอร์ ที่เพิ่งพาน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ กลับขึ้นมาพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี หรืออย่าง ไมเคิล บีล ที่เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หรืออย่าง โรดอลโฟ บอร์เรลล์ ที่ปัจจุบันเป็นมือสองของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี หรืออย่าง ไมค์ มาร์ช ที่เป็นผู้ช่วยของไรอัน โรว์ ที่เปรสตัน นอร์ธเอนด์ หรืออย่าง เป๊ป ลิจ์นเดอร์ส ที่เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของลิเวอร์พูลยุคปัจจุบัน ทั้งหมดเติบโตขึ้นมาจากการคุมทีมลิเวอร์พูล ยู-16, ยู-18 หรือ ยู-23

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

ชีวิตราวหนัง สปอร์ต-ดราม่า ของ “โคลเอ้ เคลลี่” วีรสตรีผู้มอบความสุขให้กับแฟนบอลอังกฤษ

พล็อตแบบนี้ต้องหยิบมาเขียนบทเพื่อสร้างภาพยนตร์สปอร์ต-ดราม่าแนว based on true story กับเรื่องราวของ โคลเอ้ เคลลี่ เด็กหญิงที่ต้องนั่งรถไฟไปกลับสองชั่วโมงเพื่อฝึกซ้อมฟุตบอลที่สโมสรอาร์เซนอล แต่ไม่สามารถเบียดแย่งตำแหน่งในทีมได้ ก่อนย้ายไปแจ้งเกิดกับเอฟเวอร์ตันและแมนฯ ซิตี้

เหตุการณ์สำคัญในอาชีพค้าแข้งเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2021 เอ็นไขว้หน้าเข่าของเธอฉีกถึงขั้นอาจต้องแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 23 ปี แต่เธอต่อสู้จนได้เล่นฟุตบอลอีกครั้งในปีต่อมา จากนั้นเพียงสามเดือนเธอกลายเป็นฮีโร่แห่งชาติ เมื่อลงเป็นตัวสำรองและทำประตูชัยให้ทีมชาติอังกฤษครองแชมป์ยูโร 2022 เป็นความสำเร็จระดับเมเจอร์รายการแรกของอังกฤษนับจากเวิลด์ คัพ 1966

แฟนบอลทั่วประเทศอังกฤษไม่เคยดีใจบ้าคลั่งนับตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 1966 เมื่อทีมชาติอังกฤษมีชัยเหนือทีมชาติเยอรมนี 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลชาย เวิลด์ คัพ ครั้งที่ 8 ที่เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในกรุงลอนดอน 

56 ปีต่อมาเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ณ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แทนสนามเดิมที่มีหอคอยคู่เป็นเอกลักษณ์ อังกฤษและเยอรมนีโคจรมาพบกันในนัดชิงชนะเลิศระดับเมเจอร์อีกครั้ง และเป็นอีกครั้งที่ชัยชนะตกเป็นของทีมสิงโตคำราม ซึ่งผงาดครองแชมป์ฟุตบอลหญิง ยูโร 2022 แฟนบอลทั่วประเทศอังกฤษที่จับจ้องการถ่ายทอดสดร่วมกับคนดูในสนาม87,192 คน ได้ฉลองชัยแบบบ้าคลั่งอีกครั้ง

เอลลา ทูเน่ แนวรุกจากแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งเพิ่งถูกเปลี่ยนลงมาแค่หกนาที ยิงให้อังกฤษขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 62 ก่อนที่ ลินา มากูลล์ ตีเสมอให้เยอรมนีจากระยะเผาขนในนาทีที่ 79 ทำให้เกมต้องขยายออกไปอีกครึ่งชั่วโมง และก็เป็น โคลเอ้ เคลลี่กองหน้าจากแมนฯ ซิตี้ ซึ่งลงสนามในนาทีที่ 64 เป็นผู้ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่ายเป็นประตูชัยในนาทีที่ 110 ให้อังกฤษมีชัยเหนืออดีตแชมป์เก้าสมัยไปอย่างเร้าใจ 2-1 ครองแชมป์ฟุตบอลหญิงแห่งชาติทวีปยุโรปเป็นสมัยแรก

เชื่อว่าภาพเคลลี่ กองหน้าวัย 24 ปี ถอดเสื้อสีขาวออกมาชูขึ้นไปหมุนสะบัดเหนือศีรษะหลังทำสกอร์สำคัญ จะกลายเป็นภาพแห่งความทรงจำไปอีกนานเช่นเดียวกับหลายภาพในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี

“ยูโร 2022” เป็นแรงพลักดันให้เธอกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้ง

ซาริน่า เวคแมน โค้ชทีมชาติอังกฤษ ใส่ชื่อ โคลเอ้ เคลลี่ เป็นหนึ่งในนางสิงห์ชุดยูโร 2022 ทั้งที่เธอเพิ่งกลับมาเล่นฟุตบอลในเดือนเมษายนที่ผ่านมาหลังหายหน้าไปจากฟลอร์หญ้าเกือบหนึ่งปีเพราะเอ็นไขว้หน้าเข่าข้างขวาฉีกในเดือนพฤษภาคม2021 ซึ่งเกือบทำให้เธอต้องอำลาวงการฟุตบอลหญิง และพลาดเดินทางไปแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทีมสหราชอาณาจักรเข้าไปถึงรอบแปดทีมสุดท้ายและพ่ายต่อออสเตรเลีย

เคลลี่เคยให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เธอกัดฟันต่อสู้เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูสภาพร่างกายก็คือ การได้เป็นส่วนหนึ่งของศึกลูกหนังยูโร 2022

“มันเป็นเรื่องสาหัสสากรรจ์มากแต่ฉันตระหนักดีว่าต้องทุ่มเทฟื้นฟูร่างกายเท่านั้นที่จะทำให้ฉันได้รับประโยชน์จากมัน ฉันมองเป้าหมายหนึ่งเดียวคือยูโร นั่นจึงทำให้ฉันผ่านชีวิตแต่ละวันไปได้”

“มันดูเหมือนเป็นเวลาที่ยาวนานมากแต่ฉันก็มาอยู่ที่นี่ได้แล้ว มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากแต่เมื่อสามารถกลับลงสนาม ฉันก็ลืมเรื่องพวกนั้นไปหมด ฉันขอบคุณที่ได้โอกาสลงมาอยู่ในสนามเพิ่มขึ้นอีกแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

บางทียูโร 2022 เป็นเพียงเป้าหมายที่จับต้องได้เพื่อพลักดันให้เธอผ่านเวลาที่ยากลำบาก แต่ความปรารถนานั้นอาจมีพื้นฐานมาจากความรักกีฬาฟุตบอลอย่างแรงกล้าของเธอ

จากเด็กหญิงที่เล่นฟุตบอลกับพี่ชายห้าคน สู่วีรสตรีแห่งชาติ

โคลเอ้ แม็กกี้ เคลลี่ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 1998 ที่มหานครลอนดอน เธอเคยนั่งรถเมล์สาย 92 จากบ้านในเออลิ่งไปเวมบลีย์เพียงเพื่อซื้อโปรแกรมการแข่งขันเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศนัดหนึ่ง และต้องเดินทางไปกลับสองชั่วโมงด้วยรถไฟสมัยที่ฝึกซ้อมกับอะคาเดมี่ของอาร์เซนอล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนตอนเหนือ

เคลลี่เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวที่มีลูกๆเจ็ดคน เธอเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กกับพี่ชายห้าคน เคยฝึกฟุตบอลที่อะคาเดมี่ของทีมควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ก่อนย้ายมาอยู่อาร์เซนอลระหว่างปี 2015 – 2017 แต่ไม่สามารถเบียดแทรกเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้

23 กรกฎาคม 2015 ในวัย 17 ปี เคลลี่ลงสนามนัดแรกให้ทีมชุดใหญ่ของอาร์เซนอลในการแข่งขันคอนติเนนตัล คัพ กับวัตฟอร์ด และทำประตูแรกได้หลังเกมเริ่มไปได้แค่ 22 นาที ก่อนมีโอกาสเซ็นสัญญาอาชีพระดับซีนียร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016อย่างไรก็ตามหลังทำ 5 ประตูจาก 16 นัด อาร์เซนอลอนุญาตให้เธอย้ายไปเล่นให้ทีมเอฟเวอร์ตันด้วยสัญญายืมตัวสามเดือนในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เคลลี่ลงตัวจริง 9 นัดทำ 2 ประตูให้กับทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงิน ซึ่งเล่นใน เอฟเอ วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก 2(เอฟเอ ดับเบิลยูเอสแอล 2)

หลังจากกลับมาร่วมทีมอาร์เซนอลในเดือนตุลาคม เคลลี่ลงสนามอีกสามนัดใน เอฟเอ ดับเบิลยูเอสแอล 1 ประจำปี 2016 ซึ่งทีมปืนใหญ่จบด้วยอันดับสาม มีสถิติชนะ 10 นัด เสมอ 4 นัด แพ้ 2 นัด และครองแชมป์ เอฟเอ วีเมนส์ คัพ ปี 2016 ด้วยชัยชนะเหนือเชลซี 1-0 เคลลี่ไม่ได้ลงสนามแม้มีชื่ออยู่ในทีม

เดือนกุมภาพันธ์ 2017 เคลลี่เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับอาร์เซนอล มีโอกาสลงสนาม 7 นัด ทำ 2 ประตู ก่อนถูกเอฟเวอร์ตันยืมใช้งานอีกครั้งในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน แต่ครั้งนี้ ทีมท็อฟฟี่สีน้ำเงินเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่น เอฟเอ ดับเบิลยูเอสแอล 1 แล้ว เคลลี่มีผลงาน 4 นัด 2 ประตู เอฟเวอร์ตันประทับใจจึงขอซื้อขาดจากอาร์เซนอลในเดือนมกราคม 2018 มีการเซ็นสัญญาผูกมัดถึงซัมเมอร์ปี 2020

ซีซั่น 2017-18 เคลลี่ทำ 2 ประตูจาก 15 นัด เอฟเวอร์ตันจบอันดับเก้า ส่วนซีซั่น 2018-19 เคลลี่มีปัญหาบาดเจ็บข้อเท้า แต่ยังทำ 1 ประตูจาก 11 นัด เอฟเวอร์ตันจบอันดับสิบ

เคลลี่เข้ารับการผ่าตัดในปี 2019 เธอกลับมาด้วยฟอร์มแข็งแกร่งกว่าเดิม ทะลวงตาข่ายได้มากถึง 9 ประตูจาก 12 นัด และเอฟเวอร์ตันจบอันดับหกของ เอฟเอ ดับเบิลยูเอสแอล ซีซั่น 2019-20 ซึ่งเธอยังได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของลีกประจำเดือนกันยายน 2019

เดือนมกราคม 2020 เคลลี่ทำแฮททริกเหมาประตูพาเอฟเวอร์ตันชนะเรดดิ้ง 3-1 แต่กลางปีนั้นเอง เคลลี่โบกมือลากูดิสันปาร์คหลังจากปฏิเสธต่อสัญญาใหม่กับเอฟเวอร์ตัน และวันที่ 3 กรกฎาคม แมนฯ ซิตี้ ประกาศเซ็นสัญญาสองปีกับเคลลี่ แต่แล้วก่อนปิดซีซั่น เธอได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่เอ็นไขว้หน้าเข่าข้างขวาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2021 หลังจากเปิดตัวได้สวยในฤดูกาลแรกกับทีมเรือใบสีฟ้า ทำ 16 ประตูจาก 34 นัด, ครองแชมป์เอฟเอ คัพ, ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร และติดทีมรวมดาราประจำปีของ พีเอฟเอ

กับทีมชาติอังกฤษ เคลลี่เคยเล่นให้ทีมชุด ยู-17, ยู-19 และ ยู-20 ซึ่งอยู่ในทีมที่ครองอันดับสาม วีเมนส์ เวิลด์คัพ ยู-20 เมื่อปี 2018 เธอติดทีมชาติชุดใหญ่นัดแรกในเดือนพฤศจิกายน 2018 ลงเป็นตัวสำรองในเกมกระชับมิตรที่ชนะออสเตรีย 3-0 

เคลลี่ถูกเรียกตัวร่วมทีมชาคิอังกฤษชุด ยูโร 2022 ทั้งที่ลงเล่นในซีซั่น 2021-22 ให้แมนฯ ซิตี้ ในเกมลีกแค่นัดเดียวและเกมเอฟเอ คัพ อีกหนึ่งนัด ซึ่งเธอทำได้ 1 ประตู เคลลี่เล่นให้ทีมสิงโตคำรามทั้งสิ้น 16 นัด ทำได้ 2 ประตู ซึ่งประตูล่าสุดก็คือ ประตูชัยนัดประวัติศาสตร์นั้นเอง

ชิ่งสัมภาษณ์หลังเกม ไม่พลาดซีนร้องเพลงฉลองแชมป์กับเพื่อน

หลังพาทีมชนะเลิศยูโร 2022 โคลเอ้ เคลลี่ ย้อนพูดถึงช่วงเวลาที่ต้องฟื้นฟูร่างกายเกือบหนึ่งปีเต็มว่า “ฉันขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในการกายภาพบำบัดครั้งนั้น ฉันเชื่อเสมอว่าจะได้มาอยู่ที่นี่ แต่ได้มาอยู่ที่นี่แล้วยิงประตูชัยด้วยนี่ ว้าววว….”

“ทีมเราเป็นกลุ่มเด็กหญิงที่เหลือเชื่อมาก ผู้จัดการทีมสุดพิเศษ สตาฟฟ์โค้ชก็เป็นกลุ่มที่วิเศษมาก ฉันขอบคุณทุกคน นี่เป็นความฝันที่เป็นจริงในฐานะเด็กหญิงที่เคยเฝ้าตามการแข่งขันฟุตบอลหญิง มันเหลือเชื่อ”

ก่อนที่จะพูดอะไรมากกว่านี้หรือเปิดโอกาสให้นักข่าวถามคำถามข้อต่อไป โคลเอ้ กองหน้าวัย 24 ปี ก็ผละไปจากการให้สัมภาษณ์ดื้อๆ พร้อมร้องเพลง “สวีท แคโรลีน” ที่กำลังเปิดกระหึ่มทั่วทั้งสนาม และวิ่งไปร่วมกระโดดโลดเต้นฉลองชัยชนะกับเพื่อนร่วมทีม

ต่อมาแฟนบอลทวีตเล่าถึงฉากนั้นของโคลเอ้ว่า “โคลเอ้ เคลลี่ วิ่งออกไปจากกลางวงสัมภาษณ์พร้อมไมโครโฟนในมือเพราะไม่อยากพลาดร่วมร้องเพลง สวีท แคโรลีน กับเพื่อน ๆ”

“โคลเอ้ เคลลี่ ยกเลิกการให้สัมภาษณ์หลังเกมซะอย่างนั้นเพื่อไปร้องเพลง สวีท แคโรลีน กับสาว ๆ บา บา บาส โดยมีไมค์ติดมือไปด้วย มันเพอร์เฟ็คมากเลย”

“ว่ากันตามจริง บีบีซี ควรหยุดช่วงสัมภาษณ์ทันทีที่ทางสนามเปิดเพลง สวีท แคโรลีน”

หลังเพลงจบ โคลเอ้ก็กลับมาพูดคุยกับนักข่าวต่อ “ทุกคนในครอบครัวของฉันอยู่ในกลุ่มคนดู แม่ฉัน พี่ชายทุกคน พี่สาว หลานๆด้วย ทุกคนเลย ตอนนี้ฉันแค่ต้องการฉลองชัยชนะ”

คนเก่งทำอะไรก็สวย !!!

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Special Content

หวังน้อยได้ไง? “หงส์” กับขุมกำลังที่แข็งแกร่งเพียบพร้อมกว่าเดิม

ถึงแม้เยอร์เกน คล็อปป์ จะถ่อมตัวยกให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-23 และยอมรับว่าการช่วงชิงโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นภารกิจที่ยากลำบากขึ้น แต่กูรูลูกหนังยังมองว่า ขุมกำลังตอนนี้ของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งและเพียบพร้อมกว่าเดิม

แม้ยังเหลือเวลาร่วมเดือนก่อนที่ตลาดซื้อขายรอบนี้จะปิดทำการ แต่ภารกิจของลิเวอร์พูลจบลงแล้วหลังจากได้นักเตะครบสามคนตามเป้าหมายได้แก่ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ แนวรุกดาวรุ่งจากฟูแล่ม, ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้าค่าตัวแพงจากเบนฟิกา และ คัลวิน แรมเซย์  แบ็คขวาอนาคตไกลจากอเบอร์ดีน เยอร์เกน คล็อปป์ กล่าวกับนักข่าวว่ามีสองเงื่อนไขเท่านั้นที่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องกลับเข้าตลาด 

“ถ้าไม่มีใครอยากย้ายทีม งานเราก็จบ และอีกอย่างถ้าไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงซึ่งเราหวังให้เป็นเช่นนั้น แฟนบอลลิเวอร์พูลสามารถเริ่มโฟกัสกับเรื่องอื่นไปได้เลย”

หากถามใจเหล่าเดอะค็อป หนึ่งในเรื่องสำคัญที่พวกเขาให้ความสนใจต้องเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งลิเวอร์พูลเป็นทีมเดียวที่สามารถขวางทางไม่ให้แมนฯ ซิตี้ ผงาดชนะเลิศห้าสมัยติดต่อกันจากความสำเร็จของทีมหงส์แดงในซีซั่น 2019-20 ที่คั่นกลางอยู่ระหว่างแชมป์สองสมัยรวดของทีมเรือใบสีฟ้า และถ้าลูกทีมของคล็อปป์ทำสำเร็จ พวกเขาจะดับฝันแชมป์สามสมัยติดต่อกันของแมนฯ ซิตี้ เป็นครั้งที่สอง

อาจเป็นสงครามจิตวิทยาเพื่อโยนความกดดันก็ได้เมื่อคล็อปป์ยกให้แมนฯ ซิตี้ เป็นตัวเต็งยืนบนบัลลังก์สูงสุดของลีกลูกหนังอังกฤษ

“ทุกคนต่างต้องการชนะพรีเมียร์ลีกแต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นทีมไหน ดูเหมือนซิตี้จะเป็นแชมป์ในบั้นปลาย ที่ผ่านมาถ้าเราไม่ได้เป็นแชมป์ พวกเขาจะชนะเลิศห้าสมัยติดต่อกันเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องบ้าจริงๆเลย”

“สำหรับพวกเราแล้วยังคาดหวังที่จะเล่นให้เป็นซีซั่นที่ดีที่สุด แล้วมาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเราบีบเค้นสิ่งนั้นออกมาได้ เราเฝ้ารอที่จะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจริง ๆ”

คล็อปป์ยังให้ความเห็นด้วยว่าก่อนจะหันไปท้าทายความยิ่งใหญ่ของแมนฯ ซิตี้ เขาต้องทำให้มั่นใจว่าพาทีมติดท็อป-4 ให้ได้เสียก่อน

“สำหรับฟุตบอลลีกแล้ว เป้าหมายหลักของพวกเราคือเข้าไปเล่นแชมเปียนส์ลีกให้ได้ เท่านี้ก็เป็นงานที่ยากลำบากพอแรงแล้ว พอคุณบรรลุภารกิจนั้นได้ก็ถึงเวลาที่จะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งแชมป์ แต่ส่วนใหญ่แล้วในแต่ละซีซั่น เราจะต่อสู้เพื่อสิทธิแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก”

“พอผ่านเข้ารอบติดต่อกัน 4-5 ปี ผู้คนจะไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนปีแรกที่ทำได้สำเร็จหลังจากว่างเว้นมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นนี่เป็นงานหลักที่เรายังต้องทำ โดยเฉพาะปีนี้ที่มีแข่งขันดุเดือดมาก”

ฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกถึงนัดสุดท้าย รวมถึงเข้ารอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ แม้เพิ่งเสีย ซาดิโอ มาเน หนึ่งในสามประสานกองหน้าคนสำคัญ แต่ผลกระทบคงไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่ย้ายออกไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้วเพราะลิเวอร์พูลเสริมกองหน้าทดแทนได้ดีระดับหนึ่ง ไม่เพียงนูนเญซแต่เป็น หลุยซ์ ดิอาซ ซึ่งเล่นตำแหน่งตรงกับมาเนมากกว่า 

และหากมองภาพรวมขุมกำลังส่วนต่างๆที่จะลงสมรภูมิฤดูกาล 2022-23 แจ็ค เชียร์ ผู้ช่วยบรรณธิการแห่งสำนัก This is Anfield หนึ่งในกูรูลูกหนังเมืองผู้ดี ได้เคาะผลการประมวลข้อมูลจนมีข้อสรุปว่า นักเตะลิเวอร์พูลชุดนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าซีซั่นที่แล้ว

ผู้รักษาประตู-กองหลัง : ตัวเลือกมากพอให้ใช้งาน

แจ็ค เชียร์ มองว่า สัญญาใหม่ที่ทำกับ โจ โกเมซ อาจเป็นการเจรจาทางธุรกิจฟุตบอลที่ได้รับการประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุดของลิเวอร์พูลในซัมเมอร์ปีนี้

หลังจากไม่ค่อยได้ลงสนามเท่าที่ควรในซีซั่นที่แล้ว หลายคนเชื่อว่าเซ็นเตอร์แบ็ควัย 25 ปี น่าจะย้ายไปอยู่ทีมอื่นเพื่อเพิ่มโอกาสติดทีมชาติอังกฤษลุยเวิลด์คัพปลายปีที่กาตาร์ แต่สโมสรกลับโน้มน้าวจนโกเมซต่อสัญญาอยู่แอนฟิลด์เพิ่มอีกห้าปี ซึ่งเป็นหลักประกันให้ลิเวอร์พูลได้ใช้งานโกเมซในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง

ซีซั่นใหม่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ยังสามารถยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักแม้อายุ 31 ปี เขาและโกเมซน่าจะมีสภาพร่างกายดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ขณะที่ อิบราฮิมา โคนาเต ในวัย 23 ปี ได้รับการขัดเกลาให้ฉายแววเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน โจเอล มาติป ที่พยายามเอาชนะอาการบาดเจ็บเพื่อเปล่งประกายความรุ่งโรจน์กับสีเสื้อของเดอะ เรดส์ 

ทั้งหมดต่างต้องเฟ้นฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาเพื่อเป็นปราการหลังคู่กับฟาน ไดจ์ค ขณะที่ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก และ แนท ฟิลลิปส์ มีโอกาสรออยู่ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คตัวเลือกอันดับห้า ส่วนข้างหลังคู่ปราการหลัง อลิสซอน ยังเป็นผู้รักษาประตูที่สร้างความอุ่นใจได้เช่นเดิมแถมมี ควีวีน เคลเลเฮอร์ นายทวารทีมชาติไอร์แลนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จซีซั่นที่ผ่านมาของลิเวอร์พูล

ฟูลแบ็คเป็นตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด คัลวิน แรมเซย์ แบ็คขวาวัย 18 ปี เข้ามาแทน เนโก วิลเลี่ยส์ ที่ย้ายออกไปร่วมทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยราคา 17 ล้านปอนด์ เข้ามากดดันให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยกระดับฝีเท้าให้สูงขึ้นเพื่อการันตีตำแหน่งตัวจริง ขณะที่ คอนสแตนตินอส ซิมิกาส ทำหน้าที่เดียวกันกับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่อีกฝั่งของสนาม

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน, เคลเลเฮอร์ / แบ็คขวา : อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แรมเซย์, มิลเนอร์ / เซ็นเตอร์แบ็คขวา : โคนาเต, มาติป / เซ็นเตอร์แบ็คซ้าย : ฟาน ไดจ์ค, โกเมซ / แบ็คซ้าย : โรเบิร์ตสัน, ซิมิกาส

กองกลาง : คาร์วัลโญทำให้อ็อปชั่นตัวเลือกเพิ่มขึ้น

น่าสนใจทีเดียวว่า คล็อปป์จะใช้ประโยชน์อย่างไรกับ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ มิดฟิลด์โปรตุกีสวัย 19 ปี ซึ่งเล่นตำแหน่งเบอร์ 10ตามหมากเกม 4-2-3-1 ที่ฟูแล่ม กุนซือชาวเยอรมันยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนในปรีซีซั่นแต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ คาร์วัลโญช่วยให้คล็อปป์มีอ็อปชั่นมากขึ้นและวางแผนการเล่นได้ยืดหยุ่นขึ้น

นัดแรกที่แพ้แมนฯ ยูไนเต็ด 0-4 ที่กรุงเทพฯ คาร์วัลโญเล่นมิดฟิลด์กลางสนามในฟอร์แมท 4-3-3 สูตรที่คุ้นตาแฟนบอลหงส์แดง แต่เป็นตำแหน่งที่ ฮาร์วีย์ เอลเลียต อดีตเด็กอะคาเดมี่ของฟูแลม ครอบครองอยู่ โดยนัดนี้ เอลเลียตขยับขึ้นไปเล่นด้านขวาของฟรอนท์ทรี แถมฉายแววได้ดีกว่าที่หลายคนคิด

ครึ่งหลังของนัดสองที่ชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ที่สิงคโปร์ เอลเลียตกลับไปทำหน้าที่กองกลาง ขณะที่คาร์วัลโญถ่างตัวเองออกไปบริเวณริมสนาม แม้มีความเห็นมากมายให้ลิเวอร์พูลเสริมผู้เล่นมิดฟิลด์แต่คล็อปป์ยังมั่นใจว่าขุมกำลังตอนนี้ยังเอาอยู่ อย่างน้อยก็หนึ่งฤดูกาล ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ธีอาโก ยังจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นเหมือนซีซั่นที่แล้ว ขณะที่เอลเลียตน่าจะได้รับโอกาสมากขึ้น

เคอร์ติส โจนส์ ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาในสนาม นาบี เกอิตา และ อเล็กซ์ ออกเลด-แชมเบอร์เลน เป็นอ็อปชั่นที่ยอดเยี่ยมเหนือกว่ามาตรฐานตัวสำรอง ส่วน เจมส์ มิลเนอร์ ยังเป็นลูกทีมที่ไว้ใจได้ของคล็อปป์

มิดฟิลด์กลางสนาม : ฟาบินโญ, เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ / มิดฟิลด์ขวา : เฮนเดอร์สัน, เอลเลียต, ออกเลต-แชมเบอร์เลน /มิดฟิลด์ซ้าย : ธีอาโก, เกอิตา, โจนส์, คัลวาโญ

กองหน้า : ขุมกำลังแห่งอนาคตที่สดใสขึ้นเรื่อย ๆ

มาเนย้ายไปสวมยูนิฟอร์มของบาเยิร์น มิวนิค ไม่มีอิมแพ็คต่อกองหน้าหงส์แดงมากเท่าที่หลายคนวิตกเพราะลิเวอร์พูลมีการเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ ดาร์วิน นูนเญซ ถูกมองว่าเป็นคำตอบแต่เมื่อเทียบกับตำแหน่งถนัดคือกองหน้าฝั่งซ้าย หลุยส์ ดิอาซ ซึ่งย้ายมาร่วมทีมในตลาดเดือนมกราคม เป็นตัวตายตัวแทนที่แท้จริงของกองหน้าทีมชาติเซเนกัล แถมพิสูจน์ตัวเองไปแล้วในครึ่งฤดูกาลหลัง

นูนเญซน่าจะเป็นศูนย์หน้าแห่งอนาคตแทน โรแบร์โต เฟียร์มิโน มากกว่าแต่ระหว่างนี้ คล็อปป์ยังมั่นใจว่า ซีซั่นนี้ เฟียร์มิโนจะกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยและยังมีฝีเท้าระดับเวิลด์คลาสเช่นเดิมหลังจากฤดูกาลที่แล้วมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่นายใหญ่เมืองเบียร์ยังเชื่อว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสตาร์ทีมชาติอียิปต์กำลังรออยู่เบื้องหน้า ขณะที่ ดิโอโก โชตา กำลังพัฒนาตัวเองและเพิ่มคุณประโยชน์ต่อทีมอย่างช้าๆแต่มั่นคง

ถึงเสียเมเน, ดิวอค โอริกี และ ทาคูมิ มินามิโนะ แต่การเข้ามาของคาร์วัลโญและนูนเญซ สามารถอุดรอยรั่วดังกล่าวได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะคาร์วัลโญ เอื้อประโยชน์ให้คล็อปป์ใช้งานเอลเลียตในตำแหน่งตัวรุกด้านขวาได้มากขึ้นทั้งกองหน้าและกองกลาง

ศูนย์หน้า : นูนเญซ, โซตา, เฟียร์มิโน / กองหน้าขวา : โซลาห์, เอลเลียต, ออกเลด-แชมเบอร์เลน / กองหน้าซ้าย : ดิอาซ, โซตา, คาร์วัลโญ

เสริมมิดฟิลด์กลางสนามยังเป็นภารกิจสำคัญในปีหน้า

แม้คล็อปป์มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่ในมือพร้อมไล่ล่าสี่ถ้วยแชมป์อีกครั้งในฤดูกาลใหม่ แต่กองกลางยังเป็นขุมกำลังที่จะต้องได้รับการเสริมแกร่งมากที่สุดในอีกหนึ่งปีหน้า ปัจจุบันทีมซีเนียร์ของลิเวอร์พูลมีผู้เล่นกองกลางอยู่แปดคน หากรวมคาร์วัลโญเข้าไปด้วยก็เป็นเก้า ยังไม่รวมนักเตะเยาวชนหรือทีมสำรอง

เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ และ ธีอาโก ต่างมีอายุทะลุหลักสามสิบไปแล้ว ทั้งสามมีโอกาสบาดเจ็บวันใดวันหนึ่งในเกมแข่งขันที่มากและดุเดือด ชื่อของ จู้ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงถูกยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในตลาดซัมเมอร์ปีหน้า แต่ซีซั่นนี้ โจนส์, เอลเลียต และคาร์วัลโญ จึงถูกคาดหวังให้ยกระดับผลงานมากขึ้นกว่าเดิม

ซีซั่นที่แล้ว โจนส์เล่นเกมลีก 856 นาที เอลเลียตลงสัมผัสสนาม 346 นาที ซึ่งเพิ่มมากกว่านี้แน่หากไม่บาดเจ็บ ขณะที่คาร์วัลโญเล่นให้ฟูแลมมากกว่า 2,800 นาที ในบรรดาสามคนนี้ โจนส์ ซึ่งอายุเพียง 21 ปีแต่แก่กว่าเอลเลียตและคาร์วัลโญ มีประสบการณ์มากที่สุดและมีโอกาสได้รับการพลักดันจากคล็อปป์มากที่สุดเช่นกัน แต่ถือเป็นโชคดีของว่าที่ตัวตายตัวแทนเหล่านี้ที่จะได้รับโอกาสมากขึ้นในฤดูกาลใหม่เมื่อพรีเมียร์ลีกแก้ไขกฎให้เปลี่ยนตัวสำรองลงสนามได้ถึงห้าคน คล็อปป์เคยให้สัมภาษณ์ถึงทั้งสามว่า

โจนส์ : “ผมรู้จักเขามานานแล้วและเป็นหนึ่งในแฟนตัวจริงของเขา ทักษะการเล่นของเขายังต้องเรียนรู้และทำงานหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวัน บางคนต้องการการพลักดันซึ่งเคอร์ติสดูเหมือนเป็นคนแบบนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของเขาว่าเป็นอย่างไร”

เอลเลียต : “ฮาร์วีย์เป็นผู้เล่นที่ดีจริงๆไม่ต้องสงสัยเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่ใช่ซีซั่นที่ดีที่สุดของเขาแน่นอนเพราะเขาเพิ่งได้เล่นแค่ 20 นัด แต่เชื่อว่าเขาจะเริ่มต้นได้ดีอีกครั้งในซีซั่นใหม่ ตอนนี้เราก็ต้องทำงานร่วมกับเขาต่อไปเช่นเดียวกับคนอื่น”

คาร์วัลโญ : “เป็นทั้งโปรเจ็คต์ระยะสั้นและยาว เขาสามารถลงตัวจริงได้เลยพรุ่งนี้ แต่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว เขาไม่มีตำแหน่งตายตัว บางทีอาจเป็นปีก เบอร์แปด เบอร์สิบ หรือเบอร์เก้าหลอกก็ได้หากเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นมาอีก”

ด้วยขุมกำลังของลิเวอร์พูลที่คล็อปป์มีอยู่ ฤดูกาล 2022-23 ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับบรรดาเดอะ ค็อป ทั่วโลกโดยแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Football Tactics

“ทุ่มบอล” อาวุธลับที่มองไม่เห็นของ “ลิเวอร์พูล” ยุคนายหัวคล็อปป์

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ลิเวอร์พูลกลับมาฝึกซ้อมที่แอ็กซ่า เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ หลังจบคิวอุ่นเครื่องสองนัดที่อาเซียน ก่อนจะเดินทางต่อไปเก็บตัวปรีซีซั่นที่เยอรมนีและออสเตรีย มีข่าวเล็กๆบนหน้าสื่อไม่กี่สำนักที่ลงข่าวลิเวอร์พูลต่อสัญญาอีกหนึ่งปีกับ โธมัส กรอนเนมาร์ค โค้ชชาวเดนมาร์กวัย 46 ปี เจ้าของสถิติโลกทุ่มบอลไกลระยะ 51.33 เมตร

ซีซั่น 2022-23 เป็นปีที่ 5 ที่กรอนเนมาร์คทำงานให้กับลิเวอร์พูลในตำแหน่ง “โธรว์-อิน โค้ช” ที่รับผิดชอบการทุ่มบอลเขาทำงานแบบพาร์ทไทม์จึงไม่มีชื่ออยู่ในสตาฟฟ์โค้ช แต่ภารกิจของอดีตนักกรีฑาและบ๊อบสเลด (เลื่อนน้ำแข็ง) ทีมชาติเดนมาร์กเปรียบเสมือนปิดทองหลังพระในความสำเร็จของทีมหงส์แดงยุคเยอร์เกน คล็อปป์

ถ้าอยากรู้ว่าผลงานของกรอนเนมาร์คเป็นอย่างไรบนสนามแข่งขัน ให้สังเกตการทุ่มบอลของศิษย์เอกสามคนได้แก่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ โจ โกเมซ

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่นักเตะลิเวอร์พูล 15 คนกำลังฝึกซ้อม นักข่าวเห็นกรอนเนมาร์คยืนอยู่กับคล็อปป์และดร.อันเดรียส ชลัมแบร์เกอร์ หัวหน้าฝ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมากรอนเนมาร์คได้ทวีตยืนยันว่าเขาได้เซ็นสัญญาหนึ่งปีกับลิเวอร์พูล

“ผมภูมิใจที่จะบอกว่าได้ต่อสัญญากับลิเวอร์พูลอีกหนึ่งปีเป็นซีซั่นที่ห้าในฐานะโค้ชทุ่มบอล รวมถึงสโมสรฟุตบอลอาชีพอีกสามทีม ผมเริ่มทึ่งกับการทุ่มบอลหลังได้เห็นญาติๆที่เป็นพี่ใหญ่ของผมทุ่มบอลไกลช่วงกลางทศวรรษ 1980”

กรอนเนมาร์คไม่ได้ระบุชื่ออีกสามทีมที่เขาต่อสัญญาแต่ที่ผ่านมา เขาทำงานฟรีแลนซ์ให้กับ อาแจ็กซ์, ไลป์ซิก, เกนท์, แอตแลนตา ยูไนเต็ด และมิดทีลแลนด์

 “คล็อปป์” ยังงงเมื่อรู้ว่าโลกลูกหนังมีอาชีพโค้ชทุ่มบอล

โธมัส กรอนเนมาร์ค เริ่มเข้ามาทำงานในแอนฟิลด์เมื่อเดือนกันยายน 2018 เยอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งขณะนั้นคุมทีมหงส์แดงมาแล้วสามซีซั่นเต็ม เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับโค้ชทุ่มบอลมาก่อน แต่พอรู้เรื่องราวของโธมัส ผมคิดทันทีว่าต้องเจอตัวเขาให้ได้ ซึ่งหลังได้คุยกันแล้ว มันร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่ผมต้องจ้างเขาให้มาทำงานกัน”

ทางด้านกรอนเนมาร์คเล่าถึงเหตุการณ์สี่ปีที่แล้วว่า “เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 ผมได้รับข้อความเสียง พอเปิดฟังในรถจึงรู้ว่าเป็นเยอร์เกน คล็อปป์ ผมถึงกับทรุดจมที่นั่งเมื่อได้ยินเสียงเขา”

“คล็อปป์บอกว่า สโมสรมีช่วงเวลาที่ดีในซีซั่น 2017-18 อันดับสี่พรีเมียร์ลีกและเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีก (แพ้เรอัล มาดริด 1-3) แต่พวกเขาเสียบอลจากการทุ่มบ่อยมาก ตอนนั้นผมรับงานทีมอาชีพแปดแห่งทั่วโลก ส่วนใหญ่อยากได้การทุ่มไกล แต่ลิเวอร์พูลกับอาแจ็กซ์ชัดเจนว่าทุ่มไกลไม่ใช่แนวทางของพวกเขา ผมจึงโฟกัสเรื่องทุ่มบอลเร็วและฉลาดซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมเริ่มทำงานประมาณปี 2007 ประเด็นหลักอยู่ที่การครองบอล เราจะรักษาบอลอย่างไรเมื่อต้องทุ่มบอลขณะถูกกดดัน เราจะสร้างโอกาสและทำประตูอย่างไรจากสถานการณ์ทุ่มบอล”

ถึงแม้กรอนเนมาร์คเป็นเจ้าของสถิติโลกทุ่มบอลไกลแต่ คล็อปป์บอกว่าระยะทางไม่ใช่เหตุผลหลักที่เขาสนใจโค้ชเมืองโคนมรายนี้

“หลังจากโธมัสเข้ามา การทุ่มบอลของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ใช่อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกันว่าเป็นเรื่องทุ่มบอลให้ไปไกลๆ ตอนนี้เรามีการทุ่มบอลที่แตกต่างกัน 18 วิธี แน่นอนเราต้องการครองบอลต่อหลังการทุ่มซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ มันไม่สมเหตุสมผลเลยถ้าทุ่มบอลไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นแบบ 50-50 (โอกาสครองบอลต่อ) ซึ่งตรงนี้แหละที่พัฒนาการส่งผลอย่างมาก”

เมื่อราวกว่าสิบปีที่แล้ว รอรี่ เดแล็ป มิดฟิลด์ชาวไอริส ซึ่งเล่นให้ทีมสโต๊คระหว่างปี 2007 – 2013 รวมถึงปี 2006 ที่ถูกยืมตัวมาจากซันเดอร์แลนด์ เป็นผู้เล่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการทุ่มบอลได้ไกล ซึ่งความสามารถพิเศษนี้มีส่วนช่วยให้ทีมช่างปั้นหม้อขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีก แต่กรอนเนมาร์คยืนยันว่า เขาไม่ได้เข้ามาทำงานที่แอนฟิลด์เพื่อเปลี่ยนให้ลิเวอร์พูลเป็นแบบสโต๊ค

กรอนเนมาร์คเชื่อมั่นว่าเขาสามารถช่วยลิเวอร์พูลให้มีแต้มต่อพิเศษเพิ่มขึ้นจากการทุ่มบอลซึ่งเฉลี่ยแล้วตกนัดละประมาณ40-50 ครั้ง โค้ชวัย 46 ปี ไม่ได้สอนเพียงเทคนิค “การทุ่มบอลไกล” เท่านั้น แต่รวมถึง “การทุ่มบอลเร็ว” เพื่อนำไปสู่เคาน์เตอร์-แอทแท็ค และ “การทุ่มบอลฉลาด” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาการครองบอลขณะตกอยู่ในสภาพกดดัน

เทคนิคหลักของกรอนเนมาร์คเปรียบเสมือนสามขาหยั่งของ Marginal Gains ซึ่งเป็นทฤษฏีว่าด้วยการปรับปรุงหรือสร้างความสำเร็จเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

“ทักษะนี้สามารถช่วยนำไปสู่การทำสกอร์ แม้กระทั่งช่วยรักษาชีวิตของทีม ผมให้ความสนใจทุกแง่มุม ไม่ใช่เพียงเทคนิคการขว้าง แต่ยังรับบอลอย่างไร วิ่งไปตามทิศทางที่ถูกต้องและสร้างความได้เปรียบ การยืนตำแหน่ง และการสร้างพื้นที่ว่าง”

กรอนเนมาร์คเล่าถึงช่วงที่เริ่มต้นทำงานกับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2018 ว่า โจ โกเมซ เป็นผลผลิตที่ออกดอกออกผลคนแรกของเขาที่แอนฟิลด์ เซ็นเตอร์แบ็คชาวอังกฤษเพิ่งย้ายมาจากชาร์ลตันเมื่อสามปีก่อนหน้านี้

“ถ้าเป็นกองหลังคู่แข่งขัน ผมคงไม่อยากอยู่บริเวณพื้นที่ที่โกเมซจะทุ่มเข้าไปหรอก หรือว่ากันตามจริงหากต้องแข่งกับลิเวอร์พูล ผมก็ไม่อยากให้บอลออกนอกสนาม (เพื่อให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายทุ่ม) ผมไม่ได้หมายถึงลิเวอร์พูลต้องทุ่มบอลไกลทุกครั้งที่มีโอกาสหรอกนะ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อไรพวกเขาจะทำมัน”

เอียน ไรท์ อดีตศูนย์หน้าอาร์เซนอล เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเห็นโจ โกเมซ ทุ่มบอลสวยๆให้ลิเวอร์พูล ซึ่งผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน ดูเหมือนกรอนเนมาร์คคงสอนอะไรบางอย่างให้กับเขา ต้องยอมรับเลยว่าลิเวอร์พูลได้รับประโยชน์จากเรื่องนั้น”

“เทคนิคทุ่มบอล” สร้างประโยชน์ให้ทีมฟุตบอลมากกว่าใครคาดคิด

ก่อนหน้ารับงานที่แอนฟิลด์เมื่อปี 2018 โธมัส กรอนเนมาร์ค เคยเป็นโค้ชทุ่มบอลให้กับ เอฟซี มิดทีลแลนด์ และ เอซี ฮอร์เซนส์ สองสโมสรหัวแถวของลีกเดนมาร์ก โดยซีซั่น 2017-18 มิดทีลแลนด์เพิ่งครองแชมป์เดนิส ซูเปอร์ลีกา สมัยที่สอง ส่วนฮอร์เซนส์ทำ 10 ประตูจากการทุ่มไกลในซีซั่นเดียวกัน ขณะที่ อันเดรียส พูลเซ่น แบ็คซ้ายชาวเดนส์ ซึ่งย้ายจากมิดทีลแลนด์ไปเล่นให้โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ในปี 2018 เพิ่มระยะการทุ่มจาก 25 เมตรเป็น 37.9 เมตรหลังได้รับการเทรนจากกรอนเนมาร์ค

“มีคนมากมายที่คิดว่างานผมเป็นเรื่องแค่ทุ่มไกล มิดทีลแลนด์ทำได้มากถึง 35 ประตูในสี่ซีซั่นจากเทคนิคนั้น คุณทำได้ถ้ามีทีมที่ใช่หรือเหมาะกับการทุ่มไกล แต่หลายทีมต้องการความรู้ของผมเพียงเรื่องทุ่มไกล ผมสัมผัสความรู้สึกนั้นได้”

บางทีสกอร์เกิดจากการทุ่มบอลเร็วและฉลาดจริงหรือไม่ เป็นสถานการณ์ที่ระบุชัดเจนได้ยาก แต่กรอนเนมาร์คยังมั่นใจว่า ทักษะทุ่มบอลมีอิทธิพลกับเกมลูกหนังอย่างแน่นอนเพราะมันช่วยให้เกมลื่นไหลและรวดเร็วขึ้น รวมถึงสร้างความสนุกสนานให้กับแฟนบอล

“นอกจากนี้ถ้าครองบอลได้มากขึ้น คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน เช่นเดียวกับลูกเซต-พีชอย่างการเตะมุมและฟรีคิก มันสามารถสร้างความกดดันให้กับทีมคู่แข่งได้เช่นกัน”

อีกด้านหนึ่ง การทุ่มบอลผิดพลาดก็มีผลมากกว่าที่คาดคิด กรอนเนมาร์คกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “หลายทีมที่เล่นสไตล์โททัล ฟุตบอล อาจเสียบอลเมื่อโดนกดดันขณะทุ่มบอลเข้าสนาม เกมหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากคือนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2011 ระหว่างบาร์เซโลนากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“บาร์เซโลนาเล่นฟุตบอลสไตล์ติกี-ตากา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทบไม่ได้ครองบอลเลยช่วงต้นการแข่งขัน บาร์เซโลนาเป็นฝ่ายนำ 1-0 (เปโดร นาทีที่ 27) แต่แล้ว เอริก อาบีดาล (แบ็คซ้าย) ต้องทุ่มบอลใกล้กรอบเขตโทษตัวเอง เขาทุ่มสั้นด้วยเทคนิคที่แย่ ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้บอลและอีกห้าวินาทีต่อมา สกอร์ก็เป็น 1-1 (รูนีย์ นาทีที่ 34)” (หมายเหตุ : บาร์เซโลนาเป็นฝ่ายชนะ 3-1)

“ตามปกติจะมีการทุ่มบอลระหว่าง 30-50 ครั้งต่อนัด หากโค้ชคนไหนพูดว่าทีมเขาไม่เห็นต้องทำอะไรกับมันเป็นพิเศษเลย ผมมองว่าเขาเป็นโค้ชที่ขาดความทะเยอทะยานนะ”

“ทุ่มบอล” เป็นเทคนิคพิเศษที่มีความสำคัญต่อฟูลแบ็คและปีก

โธมัส กรอนเนมาร์ค เปิดเผยว่า การทุ่มบอลไกลมีเทคนิคอยู่ 25-30 ลักษณะ เขาจะใช้วิดีโอเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาผู้เล่น ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะทุ่มได้ไกลขึ้น 4-8 เมตร นั่นเท่ากับขยายพื้นที่ครอบคลุมถึงสองเท่า

“ลักษณะการทุ่มบอลไกลที่ดี อย่างแรกแน่นอนต้องเป็นระยะทาง แต่ความเร็วและทิศทางพุ่งเป็นแนวราบก็มีความสำคัญเช่นกัน มีหลายทีมที่มีผู้เล่นที่สามารถทุ่มบอลได้ไกลๆ แต่ถ้าสูงเกินไปก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามป้องกันหรือแย่งได้ง่ายขึ้นด้วย ถ้ามองลูกทุ่มที่ดี คุณจะเห็นมันวิ่งไปได้ไกล มีทิศทางเป็นแนวราบ และพุ่งออกไปอย่างแรง”

กรอนเนมาร์คระบุว่า การทุ่มบอลนับเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นตำแหน่งฟูลแบ็ค

“เป็นเรื่องสำคัญที่แบ็คซ้ายขวาต้องมีความสามารถทุ่มบอลไกล มีความจริงข้อหนึ่งที่ชี้ว่าหากต้องทุ่มบอลภายใต้สถานการณ์กดดัน พวกเขามีโอกาสเสียบอลถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นฟูลแบ็คจำเป็นต้องสามารถทุ่มบอลให้ไกลจากแดนตัวเอง ผลของมันไม่ได้มีแค่รักษาการครอบครองบอลแต่ยังสามารถเคาน์เตอร์แอทแท็คอีกด้วย”

อดีตนักเลื่อนน้ำแข็งทีมชาติเดนมาร์กให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นไปได้ผู้เล่นทุกคนควรมีทักษะทุ่มบอลที่ถูกต้อง เพียงแต่ฟูลแบ็คเป็นตำแหน่งที่มีความจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือผู้เล่นปีก

“การซ้อมมื้อแรก ผมจะเทรนแบ็คซ้ายขวา 6-10 คน เริ่มจากเซสชั่นพื้นฐาน การเคลื่อนตัว และบันทึกวิดีโอ จากนั้นเป็นการสอนเทคนิคบางอย่าง ผมจะพิจารณานักเตะด้วยสายตาและวิเคราะห์จากวิดีโอ ผมต้องการเห็นตำแหน่งการวางเท้า ระยะระหว่างเท้า การเคลื่อนไหวของเอว หัวไหล่ และการวิ่ง”

แม้กูรูยังมองข้ามความเสียหายจากการทุ่มบอลผิดพลาด

โธมัส กรอนเนมาร์ค เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นอาชีพพิเศษนี้ว่า “ผมเริ่มต้นเมื่อปี 2004 ใครๆก็หัวเราะไอเดียการเป็นโค้ชทุ่มบอลของผม มันคงดูประหลาดเกินไปนั่นแหละที่มีคนลุ่มหลงการทุ่มบอล”

“ฟุตบอลกำเนิดขึ้นมาสัก 140 ปี ตอนนี้ผมอายุสี่สิบกว่าแล้วและแทบไม่เคยได้ยินใครพูดคุยเรื่องทุ่มบอลอย่างเป็นกิจลักษณะ คุณดูบอลทางทีวีและคงเคยเห็นทีมที่เสียบอลจากการทุ่ม มันเกิดขึ้นบ่อยแต่คอมเมนเตเตอร์กลับไม่พูดอะไร แต่ถ้าหลังจากนั้นไม่กี่วินาที นักเตะเกิดจ่ายบอลพลาด พวกเขาจะพูดว่า ‘โอ้! นั่นจ่ายบอลแย่นะ’ และถ้าคนนั้นทำพลาดอีก ก็จะถูกมองว่าวันนี้เขาเล่นไม่ดี แต่ถ้าผิดซ้ำครั้งที่สาม จะโดนวิจารณ์ว่าควรถูกเปลี่ยนตัวออก นี่แหละวัฒนธรรมฟุตบอล ซึ่งมุมมองของผมว่ามันแปลกอย่างสิ้นเชิง”

เชื่อว่าหลังอ่านบทความนี้จบลง คุณจะสังเกตการทุ่มบอลในสนามละเอียดลึกซึ้งขึ้น และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการทุ่มบอลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับแฟนบอลลิเวอร์พูลที่จะรอดูการทุ่มบอลของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โรเบิร์ตสัน และโกเมซเป็นพิเศษ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)