Categories
Feature

22 ปีที่รอคอยของอาร์เซนอล อาร์เตตากับการปฏิวัติที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว มิเกล อาร์เตตา ยืนถือไมโครโฟนอยู่กลางสนามเอมิเรตส์ ท่ามกลางความผิดหวังหลังพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก วันนั้นเขาสัญญาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวว่า “เราต้องเริ่มสร้างประวัติศาสตร์ของเราเองที่นี่ มันยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่จะตามมา มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เล่นกลุ่มนี้มีความหิวกระหาย และเราจะทำให้มันเกิดขึ้น”

สำหรับแฟนบอล “เดอะ กูนเนอร์ส” คำพูดเหล่านั้นฟังดูคุ้นหูจนเกือบชินชา เพราะนี่เป็นตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่3 ติดต่อกันของอาร์เซนอล แต่ในที่สุดเวลาที่พวกเขาาเฝ้ารอก็มาถึง… อาร์เซนอลคือแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 ยุติการรอคอยอันยาวนานถึง 22 ปีลงได้ 

นิค ไรท์ นักข่าวจาก สกาย สปอร์ตส์ ได้สะท้อนภาพการเดินทางและกลยุทธ์ที่ทำให้อาร์เซนอลก้าวไปถึงจุดสูงสุดพรีเมียร์ลีก เริ่มจากพาย้อนกลับไปปลายปี 2019 ที่อาร์เตตาเพิ่งรับงานคุมทีม “เดอะ กันเนอร์ส” จมดิ่งอยู่ในสภาวะไร้ทิศทาง ขุมกำลังนักเตะคือส่วนผสมที่ไร้ระเบียบราคาแพง และมาตรฐานของทีมร่วงหล่นอย่างน่าใจหาย ทว่าอาร์เตตาใช้เวลา 6 ปีครึ่งในการล้างบางและปลูกฝังดีเอ็นเอใหม่ จากทีมที่เคยถูกตราหน้าว่า “ใจเสาะ” กลายเป็นทีมที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งและกระหายชัยชนะ 

เกมรับ ลูกตั้งเตะ และตัวสำรอง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ที่สุดของอาร์เตตาในฤดูกาลนี้คือ ปัญหาบาดเจ็บของแนวรุก ตัวรุกระดับพระกาฬอย่าง บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ แทบไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน น่าทึ่งมากที่เกมชนะเบิร์นลีย์ 1-0 (18 พ.ค. 2026) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีครึ่งที่ทั้งสามคนได้สตาร์ทเป็นตัวจริงร่วมกันนับตั้งแต่ถล่มคริสตัล พาเลซ 5-1 เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ด้วยเหตุนี้ อาร์เตตาจึงจำเป็นต้องปรับหมาก และหันมาพึ่งพา “ความยอดเยี่ยมของเกมรับ” เพื่อขับเคลื่อนทีมสู่แชมป์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.arsenal.com/fixture/arsenal/2026-May-18/arsenal-1-0-burnley-match-report

อาร์เซนอลชุดนี้อาจไม่ได้เปิดเกมรุกดุดันเหมือนเก่า แต่ฐานรากกลับแข็งแกร่งราวกำแพงหิน การคว้าแชมป์หลังชนะแบบไม่เสียประตู  4 นัดติดต่อกัน และทำคลีนชีตถึง 19 นัดในลีก (32 นัดในทุกรายการ) คือข้อพิสูจน์ชั้นดี แม้พวกเขาทำให้แฟนบอลลุ้นตัวโก่งด้วยการชนะคู่แข่งด้วยผลต่างประตูเดียวถึง 14 นัดจาก 26 นัดที่ชนะ แต่อาวุธลับที่แท้จริงคือการปิดโอกาสไม่ให้คู่ต่อสู้สร้างตัวเลข Expected Goals (xG)

อาร์เซนอลสามารถจำกัดค่า xG ของคู่แข่งให้อยู่ต่ำกว่า 0.50 ได้ถึง 18 จาก 38 นัดในพรีเมียร์ลีก ขณะที่แมนฯ ซิตี ทำได้เพียง 2 นัดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข xG เสียประตูของอาร์เซนอลยังต่ำกว่าทีมอื่น ๆ ในลีกถึงเกือบ 40%

ไรท์เปิดเผยว่า อาร์เตตาเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2024 เกี่ยวกับการปลูกฝังแนวคิด “ความรักในการเล่นเกมรับ” ให้กับลูกทีมว่า กุญแจสำคัญคือ ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาบอลด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง กองหน้า ปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก ทุกคนต้องมีความรักในการเล่นเกมรับ

ปรัชญานี้สะท้อนชัดเจนผ่านแนวรับระดับโลกอย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส รวมถึงผู้รักษาประตู ดาบิด รายา พร้อมด้วยนักเตะใหม่อย่าง ริคคาร์โด คาลาฟิออรี, คริสเตียน มอสเครา และ ปิเอโร อิงกาปิเอ แต่สิ่งที่เหนือกว่ารายชื่อนักเตะ คือวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนพร้อมใจกันวิ่งไล่ฟัดจนแฟนบอลสัมผัสได้และส่งเสียงเชียร์กระหึ่มเปลี่ยน เอมิเรตส์ สเตเดียม ให้กลายเป็นนรกของทีมเยือน

อีกหนึ่งมิติที่อาร์เตตาพัฒนาขึ้นมาจนแซงหน้าคู่แข่งคือ ความเชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ อาร์เตตาเคยกล่าวไว้ในปี 2022 ว่า “คุณต้องก้าวล้ำหน้าเกมไปก้าวหนึ่งเสมอ ต้องเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และเป็นคนแรกที่ตัดสินใจเพื่อชิงความได้เปรียบ”

สโมสรได้แต่งตั้ง นิโกลาส์ โฌแวร์ โค้ชลูกตั้งเตะที่อาร์เตตาดึงตัวมาจากแมนฯ ซิตี เข้ามายกระดับทีม ฤดูกาลนี้อาร์เซนอลทำประตูจากเซตพีซ 24 ประตู (ไม่รวมจุดโทษ) และ 18 ประตูเฉพาะลูกเตะมุม ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ อาร์เตตาในวันนี้ไม่ใช่โค้ชหน้าใหม่อีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะโรเตชันนักเตะอย่างชาญฉลาดและกล้าตัดสินใจในเกมสำคัญ สถิติผู้เล่นสำรองมีส่วนร่วมกับประตูถึง 22 ครั้ง (ยิงหรือแอสซิสต์) ซึ่งสูงที่สุดในลีก บ่งบอกว่าเขาสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนในอดีตให้กลายเป็นจุดแข็งที่พาทีมโกงตายและปิดจ๊อบได้อย่างยอดเยี่ยม

แผนลับ 5 เฟสสู่บัลลังก์แชมป์

บนผนังห้องแต่งตัวในสนามซ้อมของอาร์เซนอล มีภาพเงาขนาดใหญ่ของถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกประดับอยู่ พร้อมกับข้อความที่สลักไว้ว่า “Together We Make History” (เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์) ภาพเงาและข้อความนี้ถูกติดตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่อาร์เตตาก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยถูกออกแบบมาให้ระบบไฟส่องสว่างทำงานโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อพลพรรคปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกได้เท่านั้น

และในที่สุด แสงสว่างที่แฟนบอลเฝ้ารอก็ถูกเปิดขึ้นเสียที หลังจากแมนฯ ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธ 1-1 ส่งผลให้อาร์เซนอลผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 14 อย่างเป็นทางการ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/en/news/4662274/how-mikel-arteta-changed-arsenal-culture-and-turned-them-into-premier-league-champions

เจมส์ ออลลีย์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังจาก อีเอสพีเอ็น รายงานบรรยากาศสุดเหวี่ยงว่า นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชต่างรวมตัวลุ้นผลแข่งขันอยู่ไม่ไกลจากผนังรูปถ้วยรางวัลนั้น และทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดยาว งานปาร์ตีฉลองแชมป์ก็เริ่มขึ้นยาวจนถึงรุ่งเช้า โดยมีภาพของ ดีแคลน ไรซ์ และ บูกาโย ซากา ยืนฉลองอยู่หน้าสนามเอมิเรตส์ตอนตี 5 แม้กระทั่ง “วิน” (Win) สุนัขประจำสโมสรพันธุ์ช็อกโกแลตลาบราดอร์ ก็ยังได้รับของเล่นชิ้นใหม่เป็นตุ๊กตารูปขวดแชมเปญ

นี่ไม่ใช่โชคช่วยหรือความบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “แผนการ 5 เฟส” ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยฝีมือของอาร์เตตา และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคอย่าง เอดู กัสปาร์ โดย อีเอสพีเอ็น ได้นำข้อมูลเชิงลึกมาเปิดเผยให้เห็นพิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จนี้

เอดู อดีตกองกลางชุดแชมป์ไร้พ่าย เปิดใจผ่านบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟถึงวันที่เขาเข้ามารับงานบริหารสโมสรในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ อูไน เอเมรี กำลังคุมทีมอยู่ ทว่าบรรยากาศในห้องแต่งตัวตอนนั้นแตกร้าว ผลงานดิ่งลงเหว จนสุดท้ายเอเมรีถูกปลด

เอดูเล่าว่า ก่อนที่อาร์เตตาจะมา เขาได้เสนอแผนงาน 5 ปีให้แก่ สแตน โครเอนเก และ จอช โครเอนเก สองพ่อลูกเจ้าของสโมสรฟัง และเมื่อถึงเวลาต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ เขาได้โทรศัพท์หาอาร์เตตา ซึ่งขณะนั้นเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี

“ในการโทรศัพท์คุยกันครั้งแรก ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เราคลิกกันทันทีเหมือนเพื่อนสนิท ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ เราคุยกันเป็นชั่วโมงโดยไม่ได้พูดเรื่องฟุตบอลเลย” เอดู เผยกับ อีเอสพีเอ็น “หลังจากนั้นเราก็นัดประชุมกัน ผมกางแผนงานสร้างทีม 5 ปีให้เขาดู ส่วนมิเกลก็กางแผนของเขาออกมา ปรากฏว่าแผนของเราสอดรับกันอย่างเหลือเชื่อ เราเลยปรับจูนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแผนเดียว”

แล้วแผนการ 5 เฟสที่ว่านั้น มีรายละเอียดที่พลิกโฉมสโมสรอย่างไรบ้าง? อีเอสพีเอ็น ได้ถอดรหัสออกมาดังนี้

เฟสที่ 1: ล้างบางเนื้อร้าย ปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่

เอดูเล่าว่า ขั้นตอนแรกยากที่สุดคือการ “โละนักเตะเก่าที่ไม่ใช่” ออกจากทีม เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้นักเตะที่มีทัศนคติที่ถูกต้องตรงตามแผนงาน บรรดาสื่อต่างๆ อธิบายช่วงเวลานี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่โหดเหี้ยม เพราะสโมสรยอมหักดิบยกเลิกสัญญาและจ่ายเงินชดเชยก้อนโตให้นักเตะชื่อดังย้ายออกไปทันที ไม่ว่าจะเป็น ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง, เมซุต โอซิล, เฮนริก มคิตาร์ยาน, โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส, ชโคดราน มุสตาฟี, เซอัด โคลาซินัค, วิลเลียน, เอกตอร์ เบเยริน และ นิโกลาส์ เปเป้ เจ้าของสถิติค่าตัวแพงสุดของสโมสรในเวลานั้น

“คุณจินตนาการออกไหมที่เราเดินไปบอกเจ้าของทีมว่า ต้องยอมจ่ายเงินให้นักเตะพวกนี้ย้ายออกไป เพราะพวกเขาไม่มีตลาดรองรับแล้ว” เอดูกล่าวเสริม “พวกเขามีค่าเหนื่อยสูง อายุเกิน 28 ปี และเป็นตัวถ่วงของโปรเจกต์ แต่ครอบครัวโครเอนเกกลับเข้าใจและบอกเราสองคนว่า ลุยเลย พวกคุณได้รับการสนับสนุนจากผมเต็มร้อย”

เฟสที่ 2: ปรับสูตรแมวมอง มองการณ์ไกลไม่สนคำล้อเลียน

หลังล้างบางเสร็จ อาร์เซนอลเบนเข็มไปสู่การเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อยกว่า 24 ปีด้วยค่าตัวที่จับต้องได้ โดยปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ข้อมูลจำลองทางสถิติ หรือ สแตตส์ ดีเอ็นเอ (Stat DNA) ใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานี้เองที่ทีมได้ตัว เบน ไวท์, มาร์ติน โอเดการ์ด และ อารอน แรมส์เดล มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับการผลักดันเด็กปั้นจากอะคาเดมีอย่าง เอมิล สมิธ โรว์ และ บูกาโย ซากา

เอดูยอมรับกับอีเอสพีเอ็นว่า ช่วงที่แฟนบอลทีมอื่นพากันล้อเลียนคำว่า “Trust the Process” (จงเชื่อมั่นในกระบวนการ) นั้น พวกเขาตระหนักดีว่าทีมต้องใช้เวลา “สองปีแรก เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องติดท็อปโฟร์เพื่อไปแชมเปียนส์ลีกด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าการเปลี่ยนไดนามิกและวัฒนธรรมของสโมสรยากขนาดไหน เราบอกกับตระกูลโครเอนเกว่า ขอเวลาเราหน่อย และหลังจากฤดูกาลที่สามร่วมกัน เราจะกลับมาแข็งแกร่งและได้ลุ้นแชมป์ลีกอย่างแน่นอน” แม้จบอันดับที่ 8 สองปีซ้อน ทว่าบอร์ดบริหารก็ยังนิ่งพอที่จะหนุนหลังอาร์เตตาต่อไป

เฟสที่ 3: เติมดีเอ็นเอของผู้ชนะ

เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง อาร์เซนอลก็ขยับสู่เฟสที่ 3 ด้วยการดึงตัวผู้เล่นที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคุ้นเคยกับเกมนัดชิงชนะเลิศเข้ามา เพื่อยกระดับจิตวิญญาณในห้องแต่งตัว นั่นคือการทุ่มเงินรวม 75 ล้านปอนด์คว้าตัว กาเบรียล เชซุส และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก มาจากแมนฯ ซิตี รวมถึงดึง จอร์จินโญ มาร่วมทัพจากเชลซี ซึ่งการเข้ามาของพวกเขาทำให้อาร์เซนอลก้าวกระโดดขึ้นมาลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี ได้อย่างสูสีในฤดูกาล 2022-23 แม้สุดท้ายแผ่วปลายเนื่องจากขนาดทีมและพละกำลังที่เป็นรองก็ตาม

เฟสที่ 4: “ดีแคลน ไรซ์” จิ๊กซอว์พันล้าน และการบริหารทุกรายละเอียด

เอดูสรุปเฟสที่ 4 สั้นๆ กับอีเอสพีเอ็นเพียงสามคำว่า “Bring Declan Rice” (ดึงตัว ดีแคลน ไรซ์ มาร่วมทีม) สโมสรยอมทุบคลังเป็นสถิติสูงถึง 105 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 2023 เพื่อดึงตัวมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษรายนี้มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับ ไค ฮาแวร์ตซ์, ยูร์เรียน ทิมเบอร์ และ ดาบิด รายา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.theguardian.com/football/2024/nov/05/transfer-frustrations-and-the-joorabchian-connection-edus-arsenal-exit-explained

“เราต้องการนักเตะอังกฤษระดับท็อปที่มีชื่อเสียงดีเยี่ยมในทุกด้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นแกนหลักให้ทีมไปอีก 10 ปี ตอนนั้นใครจะวิจารณ์เรื่องค่าตัวเราไม่สน เพราะเรามั่นใจว่าไม่มีกำแพงเรื่องราคาจะมาหยุดเราจากการซื้อผู้เล่นคนนี้ได้”

นอกจากเม็ดเงินมหาศาลแล้ว อาร์เตตายังแสดงความคลั่งไคล้ในรายละเอียดเพื่อสร้างความสามัคคี เขาพาสุนัขบำบัดอย่าง “วิน” เข้ามาอยู่ในแคมป์ และยังปลูกต้นมะกอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลเอาใจใส่ทุกวัน นักข่าวหลายสำนักเคยรายงานถึงมุกการปลุกใจแปลกๆ ของเขา เช่น ยกเครื่องซักผ้ามาตั้งหน้าสัปดาห์ที่ต้องไปเยือนแอนฟิลด์ หรือล่าสุดในฤดูกาลนี้คือ จุดกองไฟในสนามซ้อมแล้วให้นักเตะโยน “ความรู้สึกเชิงลบ” ทิ้งลงไปในกองไฟเพื่อลดความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย

หลังจบด้วยรองแชมป์ซ้ำๆ ในฤดูกาลปัจจุบันอาร์เตตาก็ได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร ภายใต้การนำทีมของ อันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ ที่เข้ามาแทนเอดูปลายปี 2024 อาร์เซนอลทุ่มเงินอีกกว่า 250 ล้านปอนด์ คว้านักเตะอย่าง วิกเตอร์ โยเคเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดิ, เอเบเรชี เอเซ, โนนี มาดูเอเก และ ปิเอโร อิงกาปิเอ มาร่วมทีมเพื่อเพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่พอที่จะสู้ในทุกถ้วย

ความคลั่งไคล้ในรายละเอียดของอาร์เตตาส่งผลให้สถิติต่างๆ ในฤดูกาลนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ อาร์เซนอลกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่โดนใบแดงเลย และไม่เสียจุดโทษแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังมีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ โดยได้ประตูจากลูกเตะมุมถึง 18 จาก 71 ประตูในลีก และที่สำคัญคือ พวกเขากลายเป็นทีมที่เขี้ยวลากดิน ชนะด้วยสกอร์ 1-0 ถึง 11 นัดรวมทุกรายการ รวมถึง 3 นัดหลังสุดที่ส่งพวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์

เฟสที่ 5: สร้างนิสัยของผู้ชนะ และก้าวสู่อนาคต

“เฟส 4 และ 5 มันคาบเกี่ยวกันอยู่” เอดูกล่าวทิ้งท้ายกับออลลีย์ “มันคือช่วงเวลาที่เราต้องเริ่มชนะและคว้าแชมป์ให้ได้ และเฟส 5 คือการรักษามาตรฐานให้อยู่ในจุดนั้นอย่างมั่นคง ไปเล่นแชมเปียนส์ลีกสม่ำเสมอ คว้าถ้วยรางวัลเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ เอดูยังได้กล่าวยกย่องอดีตเพื่อนร่วมงานว่า “สำหรับผม มิเกลกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก ถ้าตอนนี้เขายังไม่ใช่ แน่นอนว่าเรามีทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา หรือ หลุยส์ เอ็นริเก แต่เขาคือท็อป 3 ของโลกตอนนี้แน่นอน และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอีกไม่ช้า ด้วยวิธีคิดและการปฏิบัติตัวของเขา ยิ่งถ้าเขาได้ประสบการณ์มากกว่านี้ เขาจะไปถึงจุดนั้นอย่างไร้ข้อกังขา”

5 นัดปาฏิหาริย์ หักด่านแมนฯ ซิตี

อาร์เซนอลสิ้นสุดการรอคอย 22 ปีอย่างเป็นทางการทันทีที่แมนฯ  ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธในเกมตกค้าง แบบไม่ต้องลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้ายของฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ฟิลิป ดันแคน ผู้สื่อข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนท์ ได้คัดเลือก “5 เกมกุญแจสำคัญ” ที่พาทีมของ มิเกล อาร์เตตา ไปถึงดวงดาว

1. สเปอร์ส 1-4 อาร์เซนอล (22 กุมภาพันธ์) : ถล่มอริร่วมเมือง ดับเสียงวิจารณ์

ก่อนเกมนอร์ธลอนดอนดาร์บี บรรดากูรูต่างตั้งคำถามถึงสภาพจิตใจของอาร์เซนอล หลังจากทีมทำแต้มหลุดมือเมื่อเสมอกับเบรนท์ฟอร์ดและวูล์ฟแฮมป์ตัน ความกดดันถาโถมเข้าใส่ผู้เล่นของอาร์เตตาอย่างหนักก่อนไปเยือนรังของคู่อริตลอดกาล

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหนือชั้น เกมรุกของปืนใหญ่ระเบิดฟอร์มเก่ง โยเคเรสและเอเซแท็กทีมกันเหมาคนละสองประตู พลพรรคเดอะกันเนอร์สบุกถล่มสเปอร์สคาบ้าน 4-1 ชัยชนะไม่เพียงแต่ทำลายเสียงวิจารณ์ แต่ยังส่งให้อาร์เซนอลโกยแต้มหนีห่างแมนฯ ซิตี ถึง 5 คะแนนเต็ม

2. อาร์เซนอล 2-0 เอฟเวอร์ตัน (14 มีนาคม) : กำเนิดเทพนิยายเด็กอายุ 16 ปี

เกมนี้เป็นเกมที่อึดอัดและตึงเครียดที่สุดเกมหนึ่ง อาร์เซนอลเจาะบล็อกเกมรับที่จัดระเบียบมาอย่างดีของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ ไม่เข้า จนกระทั่งนาทีที่ 74 อาร์เตตาตัดสินใจทำสิ่งท้าทายด้วยการส่ง แม็กซ์ ดาวแมน นักเรียนชั้นเกรด 11 ลงสนาม และเด็กคนนี้คือผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรอย่างแท้จริง

นาทีที่ 89 ดาวแมนแผลงฤทธิ์แอสซิสต์ให้โยเคเรสพังประตูปลดล็อกได้ เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไอ้หนูมหัศจรรย์วัย 16 ปี กับอีก 73 วัน ยังควบตะบึงไปพังประตูปิดกล่องจากการสวนกลับ กลายเป็นผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก พาทีมเก็บ 3 แต้มล้ำค่า

ขอบคุณภาพจาก  https://paininthearsenal.com/max-dowman-just-made-even-more-premier-league-history-01ks34ka720h

3. แมนฯ ซิตี 2-1 อาร์เซนอล (19 เมษายน) : ความพ่ายแพ้ที่เป็นแรงผลักดัน

นี่คือจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาที่สำคัญที่สุด อาร์เซนอลเยือนเอติฮัด สเตเดียม ด้วยฟอร์มที่ไม่ดีนักหลังชนะแค่เกมเดียวจาก 5 นัดหลังสุด และก็แพ้กลับออกมาจริงๆ ส่งผลให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์หลุดมือไปอยู่ในมือของแมนฯ ซิตี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025

แต่เกมนั้นไม่ใช่งานต้อนหมูเหมือนปีก่อนๆ อาร์เซนอลสู้กับเจ้าบ้านชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังสิ้นเสียงนกหวีด ไรซ์ตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมกลางสนามว่า “มันยังไม่จบ!” และคำพูดนั้นก็กลายเป็นจริง อาร์เซนอลเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็น “เชื้อไฟ” ชนะรวดใน 4 เกมถัดมาโดยไม่เสียเลยแม้แต่ประตูเดียว

4. อาร์เซนอล 3-0 ฟูแลม (2 พฤษภาคม) : ปลดล็อกความกดดันในบ้าน

ตลอดทั้งฤดูกาล แฟนบอลในสนามเอมิเรตส์ต้องลุ้นกันจนตัวเกร็งเสมอ แต่ในเกมกับฟูแลม ความกดดันถูกกระชากทิ้งไป อาร์เซนอลรัวยับ 3-0 จากดับเบิลของโยเคเรส และอีกหนึ่งประตูจากซากา

ชัยชนะนัดนี้ทำให้แฟนบอลกลับมาส่งเสียงเชียร์กระหึ่มและเชื่อมั่นอีกครั้ง พร้อมส่งให้อาร์เซนอลทิ้งห่างแมนฯ ซิตี ไปเป็น 6 คะแนน แม้ทีมของเป๊ปจะเหลือเกมในมืออีกสองนัด แต่สุดท้ายพวกเขาก็สะดุดเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 ทำให้อาร์เซนอลดึงความได้เปรียบกลับมาอยู่ในมือตัวเองอีกครั้ง

5. อาร์เซนอล 1-0 เบิร์นลีย์ (18 พฤษภาคม) : ทีเด็ดลูกเตะมุมพาสู่ประตูชัย

มันอาจไม่ใช่เกมที่เล่นได้สวยงาม แต่คือเกมที่ถูกจดจำไปตลอดกาล เพราะนี่คือเกมที่ส่งให้อาร์เซนอลไปจ่อเส้นชัย ประตูโทนในนาทีที่ 36 มาจากอาวุธเด็ด นั่นคือลูกตั้งเตะ โดยฮาแวร์ตซ์เทกตัวโหม่งลูกเตะมุมตุงตาข่าย

Opta ระบุ อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้สูงถึง 18 ประตู (เป็นสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก) จากประตูรวมทั้งหมด 71 ประตู สะท้อนให้เห็นถึงความเฉียบคมของลูกตั้งเตะที่เป็นอาวุธทำลายล้างหลักในการคว้าแชมป์

ชัยชนะ 1-0 เหนือเบิร์นลีย์บีบให้แมนฯ ซิตี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะบอร์นมัธในเกมนัดถัดมา และเมื่อยอดทีมแห่งแมนเชสเตอร์ทำแต้มหลุดมือ เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของชาวเดอะกูนเนอร์สจึงดังสนั่นพรีเมียร์ลีกหลังว่างเว้นมานาน22 ปี

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

25 ปี “ช้างกระทืบโรง” กลับมาย่ำหญ้าพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

หากเอ่ยฉายา “ช้างกระทืบโรง” แฟนบอลไทยมากมายที่เพิ่งติดตามลีกลูกหนังไม่ถึง 20 ปี อาจส่ายหน้า ถ้าเปลี่ยนเป็น “สกาย บลูส์” ก็อาจตอบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ความจริงแล้ว สกายบลูส์และช้างกระทืบโรงเป็นฉายาของ “โคเวนทรี ซิตี” สโมสรเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี

นักข่าวและสื่อกีฬาไทยเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้วตั้งฉายาให้โคเวนทรีว่า “ช้างกระทืบโรง” ซึ่งมาจากโลโกสโมสรที่มีรูปช้างแบกปราสาทอยู่บนหลัง ซึ่งจริงๆ เป็นตราประจำเมืองโคเวนทรี  เมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นรองเพียงเบอร์มิงแฮมในมณฑลเวสต์มิดแลนด์ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเชอร์บอร์น

ช้างกระทืบโรง เป็นตัวอย่างหนึ่งของเอกลักษณ์การตั้งฉายาของนักข่าวกีฬาไทยยุคก่อน ที่เน้นการแปลสัญลักษณ์ให้เป็นภาพพจน์ที่จดจำง่ายและมีพลัง ขณะที่ “ทีมสีฟ้าอ่อน” ให้ความรู้สึกนุ่มนวลสบายตา แต่การตั้งนักข่าวไทยกลับเลือก “ช้าง” จากตราสโมสร มาสร้างภาพลักษณ์ที่ดุดันน่าเกรงขาม การเติมคำว่า “กระทืบโรง” สื่อถึงการทำลายล้างด้วยพละกำลังมหาศาล บ่งชี้ถึงโคเวนตรีเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งทางกายภาพสูง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้เป็นทีมรองบ่อนในเชิงแท็กติกและเงินทุนสร้างทีม

ขอบคุณภาพจาก  ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/wp-content/uploads/2026/04/coventry-city-fans-stands-cardboard-1074254277.jpg?resize=2048,1442&quality=90&strip=all

แต่โคเวนทรีตกจากพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 2001 เคยลงไปใช้ชีวิตในลีกทูในฤดูกาล 2017-18 ล่าสุดช้างกระทืบโรงของคนไทยจะขึ้นมาย่ำสนามหญ้าระดับเทียร์ 1 ในฤดูกาล 2026-27 หลังจากห่างหายไปนานถึง 25 ปี

โคเวนตรีได้รับการันตีเลื่อนชั้นหลังจากเสมอ 1-1 ในบ้านของแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้เหลือการแข่งอีก 3 นัด แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมวัย 47 ปี ชาวอังกฤษ เปิดเผยความรู้สึกว่า “การพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ โดยเหลืออีก 3 นัด ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจ ผมภูมิใจในตัวทีมงานทุกคน ผมชื่นชมปฏิกิริยาของนักเตะและแฟนๆ มันเทียบเท่ากับสิ่งที่ผมเคยทำได้กับทีมเชลซีในอดีต ทั้งแชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีก แต่การเลื่อนชั้นครั้งนี้ มันเกินความคาดหมาย ผมไม่ได้ดูถูกนักเตะ มันคือการทำงานหนักจนพวกเขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของพวกเขา”

ไม่กี่วันถัดมา โคเวนทรีถล่มพอร์ทสมัธ 5-1 จึงสถาปนาเป็นแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ฤดูกาล 2025-26 อย่างเป็นทางการ เป็นแชมป์ระดับเทียร์ 2 สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1966–67 ยุคที่ยังใช้ชื่อ ดิวิชัน 2

การสรรหาผู้เล่นที่ใช่ และรีดศักยภาพออกมา

ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่โคเวนทรีกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2001 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่พวกเขาเล่นในลีกสูงสุด (พบกับแบรดฟอร์ด) ซึ่งอังกฤษตอนนั้น โทนี แบลร์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้คนยังตกใจที่ราคาเบียร์พุ่งไปถึง 2 ปอนด์ต่อไพนต์!

เส้นทางของทัพสกายบลูส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาเคยดิ่งลงไปถึงลีกทู และต้องเผชิญกับวิกฤตสนามเหย้าจนต้องไปเช่าสนามของ นอร์ทแธมป์ตัน และ เบอร์มิงแฮม เล่น แม้ในยุค มาร์ค โรบินส์ เป็นผู้จัดการทีม เคยพาทีมไต่อันดับขึ้นมาจนเกือบสมหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษนัดชิงเพลย์ออฟกับลูตันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็นบาดแผลฉกรรจ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง เจ้าของสโมสร ตัดสินใจซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ การหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องค่าเช่า ทำให้สโมสรมีรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และนำไปสู่การแต่งตั้งแลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมในเดือนพฤศจิกายน 2024

แลมพาร์ดเข้ามารับงานตอนที่ทีมวนเวียนอยู่เหนือโซนตกชั้น แต่ตำนานนักเตะเชลซีสามารถเปลี่ยนโคเวนทรีให้กลายเป็นทีมใหม่ เขารีดศักยภาพของ ฮาจิ ไรท์ ให้กลายเป็นกองหน้าเบอร์ 9 เต็มตัว และขัดเกลา แบรนดอน โทมัส-อาซานเต จนกลายเป็นดาวยิงที่อันตรายในกรอบเขตโทษ ขณะที่แดนกลางมี แจ็ค รูโดนี แข้งวัย 24 ปีที่แลมพาร์ดยอมรับว่าเห็นเงาร่างของตัวเองอยู่ในนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/coventry-city-championship-title-lampard-37047792

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมสรรหานักเตะที่เน้นความคุ้มค่า มากกว่าการทุ่มเงินอย่างไร้สติได้แก่ มิลาน ฟาน เอไวค์ 3.4 ล้านปอนด์ จาก ฮีเรนวีน, เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก 4.25 ล้านปอนด์ จาก ปีเตอร์โบโร, วิคเตอร์ ทอร์ป 2 ล้านปอนด์ จาก ซาร์ปสบอร์ก และ แบรนดอน โทมัส-อาซานเต 2.25 ล้านปอนด์ จาก เวสต์บรอมวิช

ในเชิงแท็กติกและสไตล์การเล่น แลมพาร์ดไม่ได้เน้นเกมรับ แต่สั่งลุยด้วยสไตล์ “Heavy Metal Press” ที่ดุดัน โดยมี แมตต์ ไกรม์ส และ แฟรงค์ ออนเยกา (ยืมตัวจากเบรนท์ฟอร์ด) เป็นห้องเครื่องสำคัญ แม้ช่วงเดือนธันวาคม โคเวนทรีเคยนำมิดเดิลสโบรห์ถึง 10 แต้ม ก่อนฟอร์มแผ่วจนโดนแซงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 3-1 ที่ซีบีเอส อารีนา และไม่เคยมองย้อนกลับไปอีกเลย

สถิติการพังประตูของทีมก็น่าทึ่ง เพราะไม่ใช่แค่กองหน้าอย่าง ไรท์ หรือ โทมัส-อาซานเต เท่านั้น แต่ทั้ง เอลลิส ซิมส์, เมสัน-คลาร์ก, ซากาโมโตะ รวมถึงกองหลังอย่าง เลียม คิทชิง และ บ็อบบี โทมัส ต่างก็มีชื่อบนสกอร์บอร์ด

ก้าวต่อไปในลีกสูงสุดคือบทพิสูจน์ของจริง แลมพาร์ดทราบดีว่าหากจะอยู่รอดในลีกที่มีมูลค่าการันตีอย่างน้อยปีละ 100 ล้านปอนด์นี้ เขาจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แผงหลังและกองกลางเพิ่ม หากทำได้ โคเวนทรีชุดนี้ก็มีโอกาสที่จะสู้ได้อย่างสูสี

ปลุกทีมด้วยจิตวิทยาและมาตรฐานระดับสูง

ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์เฉลิมฉลองการเลื่อนชั้น หลายคนอาจลืมไปว่า ย่างก้าวแรกๆ ที่แลมพาร์ดเดินเข้าสู่ถิ่นโคเวนทรี เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้อง สาเหตุสำคัญมาจากสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนบอลกับอดีตกุนซือ มาร์ก โรบินส์

แฟนบอลและนักเตะจำนวนมากต่างรู้สึกว่า “พรีเมียร์ลีก” คือพรมลิขิตที่พวกเขาควรไปถึงภายใต้การนำของโรบินส์ ผู้ชุบชีวิตสโมสรขึ้นมาจากลีกทู ตลอดระยะเวลา 7 ปีแห่งหยาดเหงื่อและน้ำตาจนเกือบทำสำเร็จในนัดชิงเพลย์ออฟปี 2023 การถูกปลดของเขาในเดือนพฤศจิกายน 2024 จึงสร้างความรู้สึก “ใจสลาย” และ “สะอิดสะเอียน” ให้กับแฟนบอลในตอนนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38853472/frank-lampard-coventry-city-promotion-wait-premier-league/

แต่ ดัก คิง เจ้าของสโมสรผู้เป็นนักธุรกิจ มองต่างออกไป เขาเชื่อว่าห้องแต่งตัวต้องการ “เสียงใหม่” และมองเห็นโอกาสทางการค้าจากการดึงซูเปอร์สตาร์มานั่งเก้าอี้กุนซือ และวันนี้ หลังผ่านไป 18 เดือน การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยความเสี่ยงนั้นได้กลายเป็นความถูกต้อง

ในวันแรกที่มาถึง แลมพาร์ดเรียกทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช เชฟ จนถึงพนักงานทำความสะอาด มาเจอกันในโรงยิม และบอกกับพวกเขาว่า “ขอบฟ้าคือขีดจำกัดของโคเวนทรี” 

แฮร์รี คอลเลดจ์ แฟนบอลรุ่นที่ 5 ของสโมสร ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกชุดแข่ง เล่าถึงผลกระทบที่แลมพาร์ดมีต่อทีมว่า มันคือเรื่องของ “มาตรฐาน” ที่เข้มงวดและการขับเคลื่อนที่ไร้ความปรานี ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับสมัยที่แลมพาร์ดเป็นนักเตะ

“เขาทำให้ผมอยากออกไปวิ่งรอบสนาม! เขาปลุกวิญญาณผู้ชนะให้กลับมาสู่สโมสร วิธีที่เขามองเกมฟุตบอลนั้น น่าเหลือเชื่อมาก และเขามักจะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดว่าสถานการณ์ไหนในเกมที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้” คอลเลดจ์กล่าว

แลมพาร์ดไม่ใช่ผู้จัดการทีมประเภทชอบตะโกนด่าทอ เขาเป็นคนใจเย็น แต่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงประเด็น ทุกเช้าเขาจะเดินทางจากลอนดอนมายังสนามซ้อม และมักจะพักค้างคืนที่โคเวนทรีเพื่อลงรายละเอียดในสนามซ้อมร่วมกับมือขวาอย่าง โจ เอ็ดเวิร์ดส์ อย่างใกล้ชิด

ภายใต้การนำของแลมพาร์ด นักเตะหลายคนพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น เจย์ ดา ซิลวา แบ็กซ้าย และ แจ็ค รูโดนี กองกลางที่เริ่มมีสไตล์การเติมเกมบุกที่ลึกลับเหมือนตัวแลมพาร์ดเอง, ฮาจิ ไรท์ กองหน้าที่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกในเกมสำคัญกับคู่แข่งลุ้นเลื่อนชั้นอย่างมิดเดิลสโบรห์เมื่อเดือนที่แล้ว, คาร์ล รัชเวิร์ธ ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจากไบรท์ตัน และ แฟรงค์ ออนเยกา ที่ยืมตัวมาจากเบรนท์ฟอร์ดในเดือนมกราคม เพื่อเติมคุณภาพในช่วงที่ทีมเริ่มแผ่ว

อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดคือการคว้าตัว แมตต์ ไกรม์ส กัปตันทีมจากสวอนซีด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2025 แลมพาร์ดมอบอำนาจให้ไกรม์สเป็นเหมือนผู้จัดการทีมในสนาม คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ จอห์น เทอร์รี สมัยอยู่ที่เชลซี

เบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนอาจไม่รู้คือบทบาทของ แคลร์-มารี โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการด้านผลงาน (Performance Director) เธอเป็นนักจิตวิทยาชำนาญการที่นำ “เครื่องมือประเมินทางจิตวิทยามาตรฐานทองคำ” (Psychometric Instrument) มาใช้ในการคัดเลือกนักเตะและการฟื้นฟูร่างกาย

โรเบิร์ตส์ทำงานใกล้ชิดกับ คริส โจนส์ โค้ชทีมชุดแรกที่มีประสบการณ์โชกโชนจากเชลซีในยุคของ โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต และ โธมัส ทูเคิล ระบบนี้ช่วยคัดกรองให้นักเตะใหม่มี “ลักษณะนิสัย” ที่เข้ากับทีมได้ทันที ซึ่งแลมพาร์ดมักให้เครดิตกับความสามัคคีและทัศนคติของนักเตะที่ทำให้ทีมทำผลงานได้เกินความคาดหมายเมื่อเทียบกับงบประมาณค่าเหนื่อยที่อยู่ในระดับกลางตารางเท่านั้น

หนทางสู่พรีเมียร์ลีกไม่ได้เรียบหรู ในช่วงฤดูหนาว โคเวนทรีเคยเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับมิดเดิลสโบรห์ แต่ในห้องแต่งตัวกลับไม่มีความตื่นตระหนก ชัยชนะ 3-1 เหนือ “โบโร่” ที่ซีบีเอส อารีนา กลายเป็นจุดไฟแห่งความเชื่อมั่นให้ลุกโชนอีกครั้ง

แลมพาร์ดพยายามอย่างหนักในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล แม้ในตอนแรกเขาไม่ค่อยถนัดกับการทำท่า “Fist Pumps” (ชูกำปั้นฉลองชัย) ต่อหน้าสแตนด์ฝั่งเจ้าบ้าน แต่เขาก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อกับสาวก “สกายบลูส์” เขายังสนับสนุนการนำวง The Enemy มาเล่นสดก่อนเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเพลง “We’ll Live and Die in These Towns” ได้กลายเป็นเพลงมาร์ชแห่งการคืนชีพของทีมไปโดยปริยาย

จากความล้มเหลวสู่การทวงคืนศักดิ์ศรี

แม้แฟนบอลโคเวนทรีกำลังมองไปยังอนาคตในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แต่พวกเขายังมีความทรงจำกับการเดินทางตลอด 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทน นับตั้งแต่เสียงนกหวีดสุดท้ายในปี 2001 สโมสรนี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่ “อุโมงค์ที่มืดมิด” ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11710/13529274/coventry-city-back-on-the-cusp-of-the-premier-league-after-25-years-away

ในอดีต โคเวนทรีได้ชื่อว่าเป็น “จอมรอดตาย” โดยเคยหนีตกชั้นในวันสุดท้ายได้ถึง 10 ครั้ง แต่ในปี 2001 ภายใต้การคุมทีมของ กอร์ดอน สตราคัน ปาฏิหาริย์ก็หมดลง พวกเขาแพ้ แอสตัน วิลลา 2-3 ทั้งที่นำก่อน 2-0 ส่งผลให้ต้องตกชั้นสู่ลีกรองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 คริส เคิร์กแลนด์ นายทวารในวันนั้น กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สโมสรไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย”

ความพยายามกลับสู่พรีเมียร์ลีกล้มเหลวตลอด 11 ปีในแชมเปียนชิพ พวกเขาจบด้วยครึ่งบนของตารางได้เพียง 3 ครั้ง ก่อนเผชิญวิกฤตการเงินและเจ้าของทีมที่อื้อฉาวอย่าง ซิซู แคปิตอล จนร่วงลงสู่ลีกวันในปี 2012 ซึ่งเป็นการลงมาเล่นระดับดิวิชัน 3 ครั้งแรกในรอบ 48 ปี

ฝันร้ายที่รุนแรงที่สุดคือเรื่องของ “บ้าน” ในปี 2013 ข้อพิพาทเรื่องสนาม ริโคห์ อารีนา ทำให้โคเวนทรีต้องระเหเร่ร่อนไปเล่นที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน ซึ่งห่างออกไปถึง 70 ไมล์ แฟนบอลประท้วงอย่างหนักเพื่อให้ทีมได้กลับมาเล่นในเมืองตัวเอง แม้ได้กลับมาในปีถัดมา แต่ความตกต่ำก็ยังไม่หยุดยั้ง เมื่อทีมร่วงลงสู่ลีกทูหรือระดับดิวิชัน 4 ในปี 2018 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1959

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างเริ่มปรากฏเมื่อ มาร์ค โรบินส์ กลับมาคุมทีมเป็นรอบที่สอง เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ อีเอฟแอล โทรฟี ที่เวมบลีย์ ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 4 หมื่นคน และพาทีมเลื่อนชั้นรวดเดียว 2 ระดับในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้ต้องไปเช่าสนาม เซนต์ แอนดรูวส์ ของเบอร์มิงแฮม เป็นสนามเหย้าชั่วคราวอีกครั้งก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง นักธุรกิจท้องถิ่น เข้ามาซื้อกิจการต่อจากกลุ่มซิซูในปี 2022 เขาปลดเปลื้องภาระหนี้สินและสร้างความหวังใหม่ แม้ทีมพ่ายจุดโทษในนัดชิงเพลย์ออฟต่อ ลูตัน ทาวน์ จนพลาดตั๋วพรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่รากฐานที่วางไว้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น

ในฤดูกาล 2024-25 การตัดสินใจปลดโรบินส์และแต่งตั้งแลมพาร์ด สร้างความกังขาในตอนแรก แต่แลมพาร์ดพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมจากอันดับ 17 ขึ้นไปถึงรอบเพลย์ออฟ แม้แพ้ซันเดอร์แลนด์ในรอบตัดเชือก แต่เขาก็สร้างขวัญกำลังใจให้ทีมอย่างมหาศาล

ฤดูกาล 2025-26 คือปีที่ประวัติศาสตร์สโมสรต้องจารึก โคเวนทรีปิดดีลซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับมาเป็นของตัวเองได้สำเร็จในรอบ 20 ปี, โคเวนทรีไม่แพ้ใครใน 12 เกมแรก และในที่สุด พวกเขาก็คว้าตั๋วกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน 25 ปี

จากความล้มเหลวทางการเงิน การถูกขับไล่จากสนามเหย้า และการดิ่งลงสู่ลีกต่ำสุด วันนี้ “สกายบลูส์” หรือ “ช้างกระทืบโรง” ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีอุโมงค์ใดที่ยาวเกินไป หากมีความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนชั้น แต่เป็นการ “ทวงคืนบ้าน” และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวโคเวนทรีอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

เจมส์ มิลเนอร์ พรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล 657 เกม และยังเดินหน้าต่อไป

ณ Amex Stadium วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เกมนัดที่ 31 ของซีซั่น ไบร์ทตัน เปิดรังเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 โดยบ้านมีมิดฟิลด์วัย 40 กะรัต เจมส์ มิลเนอร์ บัญชาทัพเหนือทีมเก่าของเขา หงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้อย่างน่าทึ่ง

ตารางนกหวีดเริ่มเกมนั้นคือหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเส้นทางต่อไปเรื่อย ๆ มิลเนอร์เพราะว่าแมตช์พรีเมียร์ลีกนัดที่ 657 ค่อย ๆ ขยับเจ้าของสถิติสูงสุดเดิม แกเรธแบร์รีที่ตัวเลข 653 เผชิญซึ่งยืนยงมาต่อเนื่อง 2017 

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตเจ้านายคู่ใจที่ลิเวอร์พูล เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “การลงเล่นถึงจำนวนนี้เปรียบได้กับการลงจอดบนดวงจันทร์ มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันคือสิ่งพิเศษชั่วนิรันดร์”

แต่การจะเข้าใจว่า มิลเนอร์เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องถอยหลังกลับไปไกลถึง 24 ปีก่อน ในยุคที่ฟุตบอลยังเป็นโลกของชายชาตรีที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

จากเด็กขัดรองเท้า สู่ปาฏิหาริย์ที่เอลแลนด์ โรด

ย้อนกลับยังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2002 ในสนามอัพตัน พาร์ค ของเวสต์แฮม มิลเนอร์ ซึ่งเข้าร่วมอะคาเดมีของลีดส์ขณะอายุ 10 ขวบ ถูกส่งลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรก แทน เจสัน วิลคอกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่ลีดส์ชนะอย่างตื่นเต้น 4-3 วันนั้นเขาลงเล่นในยูนิฟอร์มที่เขาภาคภูมิใจ โดยมีคุณพ่อปีเตอร์นั่งลุ้นอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน และทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 (16 ปี 309 วัน) ที่ลงแข่งขันในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47850214/how-james-milner-broke-premier-league-appearances-record

ตอนนั้น มิลเนอร์คือเด็กหนุ่มจากย่านฮอร์สฟอร์ธที่เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของลีดส์ เขาโตมากับการสวมเสื้อที่มีชื่อของ โทนี เยบัวห์ และ โทนี ดอริโก อยู่บนแผ่นหลัง ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 70 ปอนด์ในฐานะเด็กฝึกหัด (YTS) ซึ่งในสมัยนั้น การเป็นนักเตะอาชีพไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา แม้มิลเนอร์เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด (16 ปี 356 วัน) ที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2002 แต่ภารกิจหลังจบเกมของเขายังคงเดิม คือการเก็บเสื้อผ้าสกปรกในห้องแต่งตัว และขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ทีม U18 แม้ว่าตัวเองขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่แล้วก็ตาม

ลูซี วอร์ด ครูและที่ปรึกษาของเขาในตอนนั้นเล่าว่า มิลเนอร์มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ในขณะที่คนอื่นเริ่มมีสัญญาจ้างราคาแพงและไขว้เขวไปกับชื่อเสียง แต่มิลเนอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เขาถูกขัดเกลามาในระบบที่เข้มงวด แม้แต่การไปซ้อมเขาก็ยังเป็นคนวิ่งไปเก็บลูกบอลที่เตะออกนอกสนามจนขาเป็นแผลถลอกปอกเปิก

ไซมอน ริกซ์ มือเบสวง Kaiser Chiefs และแฟนตัวยงของลีดส์ ยังจำภาพเด็กหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ “เขานี่แหละคือทรัพย์สินอันล้ำค่าของเรา แต่เขากลับต้องเป็นคนที่วิ่งเข้าไปในพงหญ้าหลังโกลเพื่อหาลูกบอลที่เตะหายไป นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าเขามีคุณลักษณะที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้นานกว่าใคร”

บทเรียนจากความยากลำบาก และวาทะของซูเนสส์

ต้นฤดูกาล 2003-04 หรือปีที่ 2 กับทีมชุดใหญ่ มิลเนอร์ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์ 1 เดือนกับ สวินดอน ในดิวิชัน 2 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด ทำได้ 2 ประตูในการพบกับปีเตอร์โบโรห์และลูตัน

แม้ได้เล่นพรีเมียร์ลีกซีซันนั้นถึง 30 นัด แต่ความฝันที่ลีดส์จบลงด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสโมสรประสบปัญหาทางการเงินและต้องตกชั้นในปี 2004 มิลเนอร์ ซึ่งเล่นให้ลีดส์ 2 ฤดูกาล ทำ 5 ประตูจาก 54 นัดรวมทุกรายการ (5 ประตู 48 นัดเฉพาะพรีเมียร์ลีก) ต้องอำลาสโมสรที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก ย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยความไม่เต็มใจ หลังจากตัวเขาปฏิเสธข้อเสนอของสเปอร์สเพราะสโมสรตั้งห่างไกลจากบ้านครอบครัว

แต่สิ่งที่แสดงถึงความใจเด็ดของมิลเนอร์คือ การยอมสละเงินโบนัสความซื่อสัตย์ (Loyalty Bonus) จำนวน 150,000ปอนด์ เพื่อช่วยพยุงฐานะการเงินของสโมสรบ้านเกิด ลูซี วอร์ด ยืนยันว่ามิลเนอร์ทำไปเพราะจิตใจที่อยากช่วยเหลือสโมสรอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายกยอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/latest-news/graeme-souness-admits-he-regrets-james-milner-comment/

หลังร่วมทีมนิวคาสเซิลไม่นานนัก มิลเนอร์ ซึ่งเซ็นสัญญา 5 ปี และย้ายทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ต้องเผชิญหน้ากับ แกรม ซูเนสส์ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ไบรอัน ร็อบสัน ปลายเดือนสิงหาคม 2004 ทำให้สถานภาพในทีมของมิลเนอร์เปลี่ยนไป โดยต่อมา ซูเนสส์ได้พูดประโยคซึ่งกลายเป็นตราบาปในอาชีพของมิลเนอร์ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้หรอก ถ้าในทีมมีแต่คนอย่าง เจมส์ มิลเนอร์”

ซูเนสส์ได้กล่าวเช่นนั้นหลังจากส่งมิลเนอร์ให้แอสตัน วิลลา ยืมตัวในฤดูกาล 2005-06 เมื่อซื้อ โนลแบร์โต โซลาโน จากทีมสิงห์ผงาด โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง

ในตอนนั้น ซูเนสส์ไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามมิลเนอร์เป็นนักเตะที่แย่ แต่เขาต้องการสื่อว่า ในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีนักเตะประเภทที่เป็นตัวตัดสินเกมหรือพวกพรสวรรค์สูงรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักเตะประเภทขยันและมีวินัยเพียงอย่างเดียว

แม้คำพูดนี้ทำให้มิลเนอร์เจ็บปวด แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เขาพิสูจน์ให้ซูเนสส์เห็นว่าคิดผิด ด้วยการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลเมื่อ เกลนน์ โรเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเยาวชน ถูกเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนซูเนสส์ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 และมี อลัน เชียร์เชอร์ เป็นผู้ช่วยขณะยังเป็นนักเตะด้วย

ต่อมา มิลเนอร์ย้ายไปเฉิดฉายที่วิลลาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนเข้าตาสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2010 โดยมีมูลค่าย้ายทีมประมาณ 26 ล้านปอนด์ รวมการแลกตัวกับ สตีเฟน ไอร์แลนด์

สารพัดประโยชน์และฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ที่ถิ่นเอติฮัด มิลเนอร์แสดงให้เห็นว่าเขาคือ นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ และได้รับความไว้วางใจจากกุนซือทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2012 โดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ เพื่อนสนิทเล่าว่าในช่วงเวลาที่ทีมตกที่นั่งลำบาก มิลเนอร์คือคนที่คอยกระตุ้นทุกคนให้เดินหน้าต่อ

ตัวอย่างสำคัญคือแมตช์กับควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 ที่สนามเอติฮัด และถูกจดจำในฐานะนัดที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มิลเนอร์มีบทบาททั้งในสนามและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

นัดนั้น มิลเนอร์เป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดยมันชินีเลือกใช้เขาเพราะต้องการความขยันและการช่วยเกมรับที่รัดกุม มิลเนอร์ลงเล่นจนถึงนาทีที่ 76 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้ เซร์คิโอ อเกวโร มีพื้นที่ในการบุกมากขึ้น แม้ภาพจำเป็นลูกยิง “AGUEROOOO!!!” ในนาทีที่ 93:20 แต่ในช่วง 70 กว่านาทีแรก มิลเนอร์คือคนที่คอยวิ่งไล่กวดและรักษาสมดุลของทีมท่ามกลางความกดดันมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62930826

ริชาร์ดส์กล่าวถึงมิลเนอร์ว่า “ในฤดูกาล 2011-12 มีช่วงหนึ่งที่เราตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 8 แต้ม (ท้ายสุด สองทีมมี 89 คะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี มีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า) และดูเหมือนความหวังจะริบหรี่ แต่มิลลี (มิลเนอร์) คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาเป็นคนประเภทที่เดินไปทั่วห้องแต่งตัวแล้วบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย แข่งยังไม่จบ เรายังมีโอกาส’ วินัยของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกอายถ้าจะขี้เกียจ”

หลังรับเหรียญชนะเลิศ พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย ร่วมกับ แมนฯ ซิตี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล มิลเนอร์ย้ายแบบฟรีค่าตัวไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 4 มิถุนายน 2015 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีมช่วงต้นสิงหาคมปีเดียวกัน

การได้ตัวมิลเนอร์มาแบบฟรีเอเยนต์ คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในประวัติศาสตร์สโมสร ตลอด 8 ปีที่แอนฟิลด์ เขาคือกระดูกสันหลังที่คลอปป์ใช้สร้างอาณาจักรยุคใหม่ และยังเป็น “มาตรฐาน” ที่ขับเคลื่อนวินัยในห้องแต่งตัวจนทีมก้าวไปสู่จุดสูงสุด

ความมหัศจรรย์ของมิลเนอร์คือ ความสารพัดประโยชน์ ตลอดอาชีพค้าแข้ง 654 นัด เขาลงเล่นตัวจริงถึง 441 นัด และเล่นมาแล้วเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่ว่าปีกขวาที่เขาเริ่มต้นอาชีพ ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง กองกลางตัวรุกหมายเลข 10 หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอก (False Nine) และที่สร้างชื่อที่สุดคือการรับบทแบ็คซ้ายตลอดทั้งฤดูกาล2016-17 ให้กับลิเวอร์พูล

คลอปป์ยอมรับว่า ตอนที่ขอมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้าย มิลเนอร์ไม่ได้แฮปปีนัก เขาบอกคลอปป์ว่า ไม่อยากเล่นทั้งแบ็คซ้ายหรือแบ็คขวา แต่สุดท้าย มิลเนอร์ก็ตอบตกลงเพื่อทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคลอปป์ยกย่องว่าเขามีทักษะพื้นฐานฟุตบอลติดตัวมาดีมาก ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา การเล่นในที่แคบ และวิสัยทัศน์ในการอ่านเกม

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของมิลเนอร์ คือเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของแชมเปียนส์ ลีก (9 ครั้ง) และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลดล็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี รวมถึงถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แม้ในวัยที่เข้าใกล้เลขสี่ เขายังคงชนะการทดสอบสมรรถภาพพรีซีซันเหนือรุ่นน้องในทีมทุกคน และรับหน้าที่เพชฌฆาตจุดโทษผู้เลือดเย็นในวินาทีชี้เป็นชี้ตายเสมอ

คลอปป์ยังระบุด้วยว่า มิลเนอร์คือผู้กุมอำนาจในห้องแต่งตัวที่คอยจัดการเรื่องระเบียบวินัยและค่าปรับทั้งหมด เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้กฎระเบียบและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่คลอปป์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมิลเนอร์ย้ายออกไป ทีมถึงขั้นต้องรื้อระบบจัดการใหม่เพราะไม่มีใครแทนที่ความใส่ใจระดับนี้ได้ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2022/04/he-sets-the-standards-jurgen-klopps-brilliant-praise-for-role-model-james-milner/

การจากไปของมิลเนอร์หลังจบฤดูกาล 2022-23 ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักเตะเบอร์ 7 แต่คือการสูญเสีย “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุ่มเทและหัวใจที่ปิดทองหลังพระ สามารถเปลี่ยนจากนักเตะที่ถูกปรามาสว่า “น่าเบื่อ” ให้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือให้เกียรติอย่างสง่างาม

วิทยาศาสตร์การกีฬาในร่างมนุษย์ และวินัยเหล็ก

อะไรที่ทำให้คนวัย 40 ปียังชนะการทดสอบสมรรถภาพร่างกายพรีซีซันเหนือเด็กอายุ 18? คำตอบคือ “ความมีวินัยขั้นสูงสุด”

เนดุม โอนูโอฮา อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงสมัยทีมชาติชุด U21 ว่า มิลเนอร์จริงจังเรื่องการดื่มน้ำ (Hydration) มากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ผลตรวจปัสสาวะของเขาออกมาดีที่สุดเสมอเพราะเขาตื่นมาดื่มน้ำตลอดคืน จนเพื่อนๆ แกล้งประชดด้วยการดื่มน้ำตามแบบเขาเพื่อหวังจะเอาชนะผลตรวจนั้นบ้าง

แซม อัลลาร์ไดซ์ อดีตผู้จัดการทีมวัย 71 ปี เคยเปรียบเทียบวินัยของมิลเนอร์ว่าเทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด เขาไม่แตะต้องแอลกอฮอล์ ดูแลเรื่องอาหาร หมอนที่ใช้นอน แม้กระทั่งท่ายืนหรือการเดินเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย ขณะที่คลอปป์เคยเล่าว่า เขาต้องสั่งให้มิลเนอร์หยุดวิ่งในการซ้อม เพราะฟิตเกินไปจนน่ากลัว “มิลลี คุณฟิตที่สุดที่นี่แล้ว หยุดวิ่งได้แล้ว!” แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกวัน

หลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล ไบรท์ตันอ้าแขนต้อนรับมิลเนอร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2023 ด้วยสัญญาเพียง 1 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 1 ปี และวันที่ 22 มกราคม 2024 ในเกมเหย้าที่เสมอวูลฟ์ส 0-0 มิลเนอร์ลงสนามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 633 หนี ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ตามหลังแบร์รี (653 นัด) เพียงคนเดียว

15 พฤษภาคม 2024 มิลเนอร์ต่อสัญญาอีก 1 ปี และในการลงสนามพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อ 17 สิงหาคม ซึ่งออกไปชนะ 3-0 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน ทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่แข่งขันมากถึง 23 ฤดูกาล แต่โชคร้ายปลายเดือนนั้น มิลเนอร์บาดเจ็บแฮมสตริง ต้องพักรักษาตัวเกือบทั้งซีซัน

13 มิถุนายน 2025 ไบรท์ตันต่อสัญญา 1 ปีอีกครั้งกับมิลเนอร์ ซึ่งเปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 20 เพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ ดิเอโก โชตา อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล และวันที่ 16 สิงหาคม มิลเนอร์ลุกจากม้านั่งข้างสนามลงมาเล่นนัดเปิดซีซันกับฟูแลม ขยายสถิติสูงสุดเป็น 24 ฤดูกาล

31 สิงหาคม 2025 มิลเนอร์ทำประตูแรกในสีเสื้อไบรท์ตัน เป็นจุดโทษในแมตช์ชนะแมนฯ ซิตี 2-1 ทำให้เป็นผู้เล่นอายุมากเป็นอันดับ 2 (39 ปี 239 วัน) ที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่สูงอายุที่สุดหากนับเฉพาะจุดโทษ

11 กุมภาพันธ์ 2026 มิลเนอร์ทำสถิติสูงสุดเทียบกับแบร์รี (653 นัด) ในแมตช์กับวิลลา ตามด้วยขึ้นครองอันดับ 1 (654นัด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเป็นตัวจริงในแมตช์เยือนเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการลงสนามตัวจริงนัดที่ 441

แน่นอน ตัวเลขของมิลเนอร์จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน โดยสามารถสรุปการลงสนามพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาได้ดังนี้ ลิเวอร์พูล 230 นัด, แมนฯ ซิตี 147 นัด, วิลลา 100 นัด, นิวคาสเซิล 94 นัด, ลีดส์ 48 นัด และไบรท์ตัน 35 นัด

ขอบคุณภาพจาก  James Milner: Brighton midfielder breaks Premier League appearance record – BBC Sport

สำหรับชีวิตนอกสนาม มีเรื่องเล่าขำๆ กับฉายา “Boring James Milner” ที่มิลเนอร์เคยได้รับเนื่องจากมีระเบียบวินัยสูง และใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เช่นล็อกดาวน์ปี 2020 เคยโพสต์วิดีโอ “รีดผ้าโชว์” พร้อมวัดระยะความเป๊ะของกลีบผ้า และคลิป “จัดระเบียบถุงชา” ทีละซอง ซึ่งกลายเป็นมุกตลกที่แฟนบอลทั่วโลกรัก

แต่ความจริงแล้ว มิลเนอร์ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพียงเป็นคนจัดการชีวิตได้สมบูรณ์แบบ และมีสีสัน เขาศึกษาภาษาสเปนด้วยตัวเองจนคล่องเพื่อใช้ชีวิตตอนพักร้อนได้ดีขึ้น และเรียนเปียโนช่วงเวลาว่างที่ไบรท์ตันเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

มูลนิธิ James Milner Foundation คือเครื่องยืนยันว่าเขาคือ “Role Model” ที่แท้จริง เควิล สินฟิลด์ ตำนานรักบี้และเพื่อนร่วมงานในมูลนิธิเล่าว่า มิลเนอร์คือคนดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง เขาเป็นคนที่ทำงานเงียบๆ ไม่ต้องออกสื่อ แต่ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

ในวันที่แตะสถิติ 655 นัด มิลเนอร์ไม่ได้แค่ทำลายตัวเลข แต่นิยามใหม่ให้กับนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนโทรฟีเพียงอย่างเดียว (แม้เขากวาดมาหมดแล้วทั้งพรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปียนส์ลีก) แต่วัดกันที่ “ความกระหายและความมุ่งมั่น” ในการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

จากเด็กชายที่ขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในห้องแต่งตัวที่ลีดส์ สู่ตำนานที่ยืนยงผ่านกาลเวลามานานถึง 24 ฤดูกาล มิลเนอร์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า วาทะของซูเนสส์นั้นผิดพลาด เพราะความจริงคือ… “คุณจะคว้าทุกแชมป์ในโลกได้แน่นอน หากทีมเต็มไปด้วยคนที่มีหัวใจแบบ เจมส์ มิลเนอร์”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

แทคติกหรืออัลกอริทึม? เมื่อ AI เป็น “โค้ชเงา” ของทีมโซชิในรัสเซีย

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ “Data” คือพระเจ้า เราได้เห็นกุนซือระดับโลกพึ่งพาเทคโนโลยีกันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ โรเบิร์ต โมเรโน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติสเปนวัย 48 ปี เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สโมสร พีเอฟซี โซชิ ในรัสเซีย กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่า บางครั้ง “ปัญญาประดิษฐ์” อาจกลายเป็น “ปัญหาประดิษฐ์” ได้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 โซชิประกาศแยกทางกับโมเรโน หลังจากทำผลงานย่ำแย่อย่างหนักในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ โดยเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงสนาม 7 นัดแรก รั้งอันดับบ๊วยของตาราง

ในตอนแรก สาเหตุการปลดดูเหมือนเป็นเรื่องฟุตบอลเพียวๆ คือ ผลงานไม่เข้าเป้า แต่หลังจากนั้นไม่นาน อันเดร ออร์ลอฟอดีตผู้อำนวยการทั่วไปของโซชิ ได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านสื่อว่า เบื้องหลังความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติกในสนาม แต่มันคือ การที่โมเรโน “พึ่งพา ChatGPT มากจนเกินไป” ในการตัดสินใจสำคัญทุกอย่างของสโมสร จนทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างเขากับผู้บริหารและนักเตะพังทลายลง

เรื่องนี้ดูเหมือนเงียบไป จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมากลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากโมเรโนได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ผ่านสื่อใหญ่สเปนอย่าง Marca เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 โดยเขายอมรับว่าใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลจริง แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นของมนุษย์ และมองว่าการปล่อยข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับผู้บริหาร

อดีตโค้ชทีมชาติสเปนผู้หลงใหลเวทมนตร์ AI

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกขยายอย่างหนักบนหน้าสื่อและสังคมโซเชียล เพราะแม้เกิดประเด็นอื้อฉาวกับสโมสรเล็กๆ ในลีกรัสเซีย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อปี 2018 หลังจาก ดีนาโม เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ย้ายทีมมาปักหลักถิ่นฐานใหม่ในเมืองโซชิ แต่โมเรโนมีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เคยเป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ เอ็นริเก ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติสเปน ทั้งยังเคยคุมทีมกระทิงดุ 9 นัดในปี 2019 ช่วงที่เอ็นริเกลาออกเนื่องจากมีปัญหาครอบครัว สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบฟุตบอล ยูโร 2020 ก่อนที่เอ็นริเกกลับไปรับตำแหน่งเดิม 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.marca.com/en/football/spanish-football/2019/11/22/5dd832baca4741bb568b4627.html

โมเรโนเกิดวันที่ 19 กันยายน 1977 ที่เมืองเล็กๆ ของเขตบาร์เซโลนา ไม่มีบันทึกประวัติการเล่นฟุตบอลมากนัก เคยเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้ทีมบ้านเกิด ลา ฟลอริดา ซีเอฟ และเริ่มสนใจการเป็นโค้ชตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อครูพลศึกษาขอให้เขาช่วยในชั้นเรียน เขาเริ่มคุมทีมเยาวชนของ ลา ฟลอริดา ร่วมกับ อันโตนิโอ คามาโช ขณะอายุ 16 ปีเท่านั้น

โมเรโนเริ่มต้นอาชีพโค้ชอย่างเป็นทางการในปี 2003 ที่สโมสร Penya Blaugrana Collblanc เป็นผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในสเปน และย้ายไปคุมทีมระดับอะคาเดมีอีก 4 สโมสร ก่อนได้คุมทีมชุดใหญ่ที่ Castelldefels ในปี 2006 และถูกปลดในเดือนมีนาคมปีถัดมา

หลังจากทำงานเป็นแมวมองให้กับบาร์เซโลนาระหว่างฤดูกาล 2010–11 โมเรโนไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเอ็นริเกที่โรมา (2011–2012), เซลตา (2013–2014) และ บาร์เซโลนา (2014–2017) จากนั้นทำหน้าที่ผู้ช่วยของ ฆวน การ์ลอส อุนซูเอ ที่เซลตา ก่อนกลับไปร่วมทีมชาติสเปนกับเอ็นริเกในเดือนกรกฎาคม 2018

หลังจากเอ็นริเกต้องลาออกเนื่องจากลูกสาวป่วย โมเรโนก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติในเกมชนะมอลตา 2-0 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2019 ตามด้วยแมตช์กับหมู่เกาะฟาโรและสวีเดน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนของปีนั้น

โมเรโนเซ็นสัญญาจนถึงสิ้นสุดการแข่งขันยูโร 2020 แต่เพียงห้าเดือนต่อมา โมเรโนก็ลาออกและถูกแทนที่โดยเอ็นริเก แม้มีสถิติไร้พ่ายและพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ ยูโร 2020 ก็ตาม มีผลงานกับสเปน ชนะ 7 นัด เสมอ 2 นัด ได้ 29 ประตู เสีย 4 ประตู

หลังจากคุมทีมโมนาโก (2019-2020) และกรานาดา (2021-2022) โมเรโนได้รับการว่าจ้างจากสโมสรโซชิเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2023 และแยกทางกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 มีผลงานคุมทีม ชนะ 21 นัด เสมอ 21 นัด แพ้ 20 นัด ได้ 98 ประตู เสีย 83 ประตู

หลายเดือนหลังจากการจากไป สโมสรโซชิเปิดเผยว่า โมเรโนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT อย่างมากในฐานะส่วนสำคัญของการวางแผนด้านกีฬาและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ก่อให้เกิดความกังวลภายในเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขา

กระบวนการทำงานที่ Prompt นำสมองมนุษย์

จากรายงานและคำบอกเล่าของแหล่งข่าวภายใน โมเรโนไม่ได้ใช้ AI เพียงแค่ช่วยสรุปข้อมูล แต่ใช้มันเปรียบเสมือน “ผู้ช่วยมือขวา” ที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือทีมงานสตาฟฟ์โค้ชที่เป็นมนุษย์จริงๆ โดยตัวอย่างของกระบวนการทำงานที่น่าเหลือเชื่อมีดังนี้

การวางแผนตารางฝึกซ้อมและเดินทาง: ออร์ลอฟเปิดเผยว่า โมเรโนป้อนพารามิเตอร์ต่างๆ ของทีมลงใน ChatGPT เพื่อให้คำนวณตารางเวลา แม้กระทั่งการเดินทางไกลไปเยือนเมือง Khabarovsk ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนการเดินทางที่ทำให้นักเตะต้องอดนอนต่อเนื่องถึง 28 ชั่วโมง จนสโมสรต้องรีบสั่งแก้แผนก่อนเกิดความเสียหาย

ขอบคุณภาพจาก  https://sic.pt/sic-radical/noticias/2026-01-27-inedito-robert-moreno-despedido-do-sochi-por-alegada-dependencia-do-chatgpt-4ad52f02

การเลือกตัวผู้เล่นและการเปลี่ยนตัว: มีรายงานว่าโมเรโนใช้ AI ในการช่วยตัดสินใจเลือก 11 ผู้เล่นตัวจริง รวมถึงการคำนวณว่าควรเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนไหนออกในนาทีที่เท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลสถิติที่ป้อนเข้าไปในแชทบอท

การซื้อขายนักเตะ: กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ การเซ็นสัญญากับ อาร์เทอร์ ชูเชนาเชฟ กองหน้าชาวคาซัคสถาน โดยมีการระบุว่า โมเรโนได้นำข้อมูลสถิติจาก Wyscout ของตัวเลือกกองหน้า 3 คน ป้อนให้ ChatGPT วิเคราะห์ และ AI ตัวนี้ก็ได้ฟันธงว่า ชูเชนาเชฟคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ผลลัพธ์คือเขาทำประตูไม่ได้เลยจากการลงสนาม 10 นัด

การใช้ AI ในฟุตบอลไม่ใช่เรื่องผิด แต่มุมมองของโมเรโนนั้นถูกวิเคราะห์ว่า “ล้นเกิน” จนเสียสมดุลมุมมอง สิ่งที่โมเรโนคาดหวัง กลับกลายเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจริง เช่น AI ไม่รู้ว่านักเตะล้าแค่ไหน หรือสภาพจิตใจเป็นอย่างไร, เป็นการลดทอนบทบาทของทีมงานโค้ช ซึ่งอาจรู้สึกไร้ค่าเพราะโค้ชฟัง AI มากกว่าคนทำงานจริง และสามารถเกิดความผิดพลาดทางตรรกะเช่น แผนการเดินทางที่ทำให้คนไม่ได้นอน ซึ่ง AI มองเป็นตัวเลข แต่มนุษย์ทำไม่ได้จริง

AI ทำให้ทีมดูดีบนกระดาษ ไม่ใช่สนามหญ้า

หากกางแผ่นพับสถิติของโมเรโนในช่วงที่คุมโซชิ จะเห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจในเชิงตัวเลขโดย “เชิงรุก” ทีมดูเหมือน “ดูดีในกระดาษ” แต่ความเป็นจริงในสนามกลับเป็นหายนะที่ AI ก็อาจคำนวณพลาด

ครองบอลเหนือชั้น แต่ไร้ซึ่งจังหวะจบ : สถิติที่น่าตกใจที่สุดคือ การครองบอล โซชิภายใต้การคุมทีมของโมเรโนมีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 62-65% ต่อเกม ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของลีกรัสเซีย (RPL) ในช่วงนั้น แม้ครองบอลมาก แต่ค่า xG หรือโอกาสทำประตูที่คาดหวังกลับต่ำเตี้ย ทีมมักส่งบอลไปมาในแนวขวางและแดนตัวเอง (U-shape passing) โดยไม่มีการเจาะเข้าพื้นที่อันตราย

ในสายตาของนักวิเคราะห์เกมมองว่า นี่คือลักษณะเด่นของการวางแผนแบบ “ยึดติด Logic” มากเกินไปโดย AI อาจจะบอกว่า การครองบอลคือการป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในโลกความจริง ถ้าไม่มีตัวรุกที่สร้างสรรค์เกมหรือการกล้าได้กล้าเสีย ผลลัพธ์คือการจ่ายบอลที่ไร้ความหมาย

ขอบคุณภาพจาก  https://en.pfcsochi.ru/mediabank/2340/2403/

Defensive High Line เป็นจุดบอด : โมเรโนมักสั่งให้แผงหลังดันขึ้นสูงเกือบครึ่งสนามตามสไตล์ฟุตบอลสเปนยุคใหม่เพื่อบีบพื้นที่คู่แข่ง ผลที่ตามมาคือ โซชิเสียประตูจากการโดนสวนกลับสูงถึง 70% ของประตูที่เสียทั้งหมด นักเตะกองหลังของโซชิไม่ได้มีความเร็วพอที่จะวิ่งแข่งกับกองหน้าคู่แข่งในพื้นที่ว่างด้านหลัง

นักวิเคราะห์เกมให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นการดื้อรั้นใช้แผนเดิมซ้ำๆ ของโมเรโน แม้สถิติการเสียประตูฟ้องชัดเจน แสดงให้เห็นว่ากุนซือชาวสเปนอาจเชื่อ โมเดลการเล่นที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ ซึ่ง AI มักประเมินผลลัพธ์จากสถานการณ์ที่ทุกอย่างควบคุมได้ มากกว่าที่จะปรับตัวตามศักยภาพจริงของนักเตะที่มีอยู่

การเปลี่ยนตัวตาม Script ไม่ใช่ Game Flow : ข้อมูลจากนักวิเคราะห์เกมในรัสเซียระบุว่า การเปลี่ยนตัวของโมเรโนมีความเป็นแบบแผน จนเดาทางได้ง่ายเกินไป เขามักเปลี่ยนตัวผู้เล่นในนาทีที่ 60, 70 และ 80 เกือบทุกนัด โดยไม่สนว่าโมเมนตัมของเกมขณะนั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่นในเกมที่โซชิต้องการประตูอย่างหนัก แทนที่จะส่งกองหน้าเพิ่มเพื่อกดดัน โมเรโนกลับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งต่อตำแหน่ง ตามคำแนะนำของข้อมูลสถิติที่ระบุว่า นักเตะคนนั้นๆ เริ่มมีค่าพลังความอึด (Stamina) ลดลงเหลือต่ำกว่า 60%

ความล้มเหลวในการเสริมผู้เล่น : การเซ็นสัญญากับชูเชนาเชฟ คือหลักฐานชิ้นเอก โดย Data บอกว่า ชูเชนาเชฟมีสถิติการชนะดวลโหม่งและการหาตำแหน่งที่ดีเยี่ยมในลีกอิสราเอล แต่ความจริงคือ เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วและความเคี่ยวของกองหลังในลีกรัสเซียได้ สถิติส่วนตัวหลังย้ายมาคือ ยิงประตู 0 จ่ายแอสซิสต์ 0 จากโอกาสลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วโค้ชที่เป็นมนุษย์จะสังเกตเห็นความมั่นใจที่หดหาย ได้เร็วกว่าตัวเลขสถิติ และควรดรอปไว้ข้างสนามให้เร็วกว่านี้

สโมสรล้างภาพทีมที่คุมโดยโค้ชปัญญาประดิษฐ์

หลังแยกทางโมเรโนในเดือนกันยายน 2025 โซชิได้ทำการยกเครื่องการบริหารทีมใหม่เพื่อสลัดภาพลักษณ์ทีมที่คุมโดย AI ออกไป โดยแต่งตั้ง อิกอร์ โอซินคิน กุนซือมากประสบการณ์วัย 60 ปี เข้ามาทำหน้าที่เฮดโค้ชจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26 โดยมีช่วงเบรกฤดูหนาวนาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2026

ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เลือกใช้วิธี Back to Basics” หรือการกลับสู่รากเหง้าของฟุตบอลที่เป็นมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาแท็กติกที่เคยพังทลาย เริ่มจากการบริหารด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดในยุคโมเรโนคือ สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ ที่ทำตามคำสั่ง ChatGPT โอซินคินได้แก้ปัญหานี้โดยให้อำนาจสตาฟฟ์โค้ชชุดใหม่ มีอิสระในการนำเสนอแผนการเล่นและการฝึกซ้อม ไม่ใช่แค่คนถือแท็บเล็ตคอยกดปุ่มเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังเน้นเรื่องจิตวิทยาและการสร้างความมั่นใจให้นักเตะที่เคยเสียขวัญจากการถูกประเมินผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณภาพจาก  https://en.iz.ru/en/1946547/2025-09-01/igor-osinkin-became-head-coach-fc-sochi

เรื่องที่ 2 เป็นการใช้แทคติกแบบเน้นผลลัพธ์จริง โอซินคินกลับเปลี่ยนมาใช้แผนที่สอดคล้องกับสภาพจริงของลีกรัสเซีย ต่างจากโมเรโนที่ยึดติดกับการครองบอลที่ AI บอกว่าดี

กุนซือวัย 60 ปี ลดเกมรุกที่เสี่ยงตาย ยกเลิกการดันแนวรับขึ้นสูงเกินไป เพื่อป้องกันการโดนสวนกลับ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้เสียประตูถึง 70% ในยุคโมเรโน นอกจากนี้แทนที่การให้ AI คำนวณความล้า สตาฟฟ์ชุดใหม่ใช้การสังเกตการณ์ในสนามร่วมกับข้อมูล GPS เพื่อปรับระดับความหนักของการซ้อมแบบวันต่อวัน

ประเด็นที่คนนอกให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ คือ การวางแผนเดินทางจากกรณีฉาว 28 ชั่วโมงไปยัง Khabarovsk จนนักเตะไม่ได้นอน ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนกระบวนการจัดตารางเดินทางใหม่ ถึงแม้ข้อมูลสถิติและการคำนวณระยะทางยังถูกนำมาใช้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาของสโมสรก่อนเสมอ เพื่อรับรองว่านักเตะจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอตามธรรมชาติของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม้โอซินคินพยายามกอบกู้สถานการณ์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลนั้นหนักหนามาก ปัจจุบันโซชิยังคงอยู่อันดับที่ 16 รั้งท้ายรัสเซียพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียง 9 คะแนนจากการลงสนาม 18 นัด แต่สถิติการเสียประตูของทีมเริ่มลดลง และสปิริตในห้องแต่งตัวได้รับการรายงานว่าดีขึ้นกว่ายุคที่มีโค้ชเงาเป็น AI อย่างเห็นได้ชัด

แม้ในภายหลัง โมเรโนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาบางส่วนผ่านสื่อสเปน โดยระบุว่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อช่วยจัดการข้อมูลเท่านั้น แต่ภาพจำที่เขาทิ้งไว้ในรัสเซียได้กลายเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลโลก

บทสรุปที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมากว่า AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของ “คน” ที่ต้องบริหารจัดการ “คน” ดังนั้นการที่กุนซือละทิ้งสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว เพื่อไปเชื่อฟังแชทบอทเพียงอย่างเดียว ย่อมนำไปสู่จุดจบที่ความล้มเหลว

สำหรับโมเรโน ในวัย 48 ปี นี่คือรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ที่เจ้าตัวต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ว่า ยังเป็น “กุนซือสมองเพชร” คนเดิม ไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้งาน AI” ที่หลงทางในโลกฟุตบอล

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

สตาร์สบูร์ก “ทีมฟาร์ม” ของเชลซี พิมพ์เขียวใหม่ของกลุ่มทุน Multi-club ownership

เลียม โรซีเนียร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรเชลซี เป็นกุนซือถาวรคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของ ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์แดด เอ็กบาลี ต่อจาก โธมัส ทูเคิล, แกรม พอตเตอร์, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ทุกคนล้วนถูกปลดจากตำแหน่ง

บทความนี้ไม่ได้พาไปรู้จักโรซีเนียร์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษวัยเพียง 41 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม สตราสบูร์ก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 แทนปาทริก วิเอรา หรือเป็นบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ “เดอะ บลูส์” สนใจโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เพียงดาร์บีในปี 2022 (รักษาการ) และฮัลล์ระหว่างปี 2022 – 2024 ซึ่งต่างจากผู้จัดการทีมชื่อดังโปรไฟล์เยี่ยมที่ผ่านมาในยุค โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2003 และ BlueCo ในปี 2022

KhaiMukDam กำลังจะพาไปสำรวจแนวทางบริหารของ สตราสบูร์ก ที่เคยครองแชมป์ลีกเอิงเพียง 1 สมัยในฤดูกาล 1978-98 ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร 120 ปี และเพิ่งไต่เต้าจากลีกเทียร์ 5 ขึ้นมาอยู่ลีกเอิงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2010 หลังจากชนะเลิศลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2016-17 และชนะเลิศเฟรนช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นสมัยที่ 3

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นกับสตาร์สบูร์กในเดือนมิถุนายน 2023 เมื่อ BlueCo ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และฤดูกาล 2024–25 สตราสบูร์กจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ได้สิทธิแข่งขันรอบคัดเลือก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ฤดูกาลนี้ และยังผ่านไปเล่นลีกเฟสหลังจากชนะบรอนด์บี

สตาร์สบูร์กควรโดดเด่นถ้าไม่เป็นของ BlueCo

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลยุโรปตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือการไหลบ่าเข้ามาของเงินจากรัฐและกองทุนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่เงินจำนวนมหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด สามารถบิดเบือนภูมิทัศน์การแข่งขันได้อย่างรุนแรง ในระบบที่แทบไม่มีรั้วกั้นหรือกลไกควบคุมการใช้เงินเลย

ในลีกแห่งนี้ มีหนึ่งมหาอำนาจลูกหนัง ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรัฐบาลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นเจ้าของ คว้าแชมป์ไปถึง 11 จาก 13 ฤดูกาลหลังสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ใช่ “ความสำเร็จทางกีฬา” อย่างแท้จริง ไม่มีการค้นพบเพชรเม็ดงามราคาถูก ไม่มีการแสวงหารูปแบบการเล่นใหม่ที่คนอื่นไม่กล้าลอง พวกเขาเพียงจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะปีละราว 202 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของทีมที่ใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสอง และไม่มีทีมที่เหลือในลีกเอิงใช้จ่ายเกิน 72 ล้านดอลลาร์เลย

ขอบคุณภาพจาก  https://www.si.com/soccer/four-strasbourg-players-liam-rosenior-could-bring-chelsea

อย่างไรก็ตาม สตราสบูร์ก สโมสรเล็กๆ ที่ดูไม่โดดเด่น กำลังทำทุกวิถีทางในสนามเพื่อไล่ตามช่องว่างนั้น ค่าเหนื่อยนักเตะอยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์เท่านั้น “เล ราซิง” สามารถทำผลงานอยู่ครึ่งบนของลีกเอิงทั้งที่งบประมาณทำทีมอยู่เพียงครึ่งล่างของตาราง

สิ่งที่สตราสบูร์กทำ คือการสร้างความแตกต่าง เล่นฟุตบอลจังหวะช้า เต็มไปด้วยการต่อบอลสั้นและบอลด้านข้าง แต่ยังเป็นทีมที่จ่ายบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นบอลที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขุมกำลังที่ไม่เหมือนสโมสรใดในยุโรป ผู้เล่นที่ถูกใช้งานในฤดูกาลนี้มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 22 ปี ขณะที่ไม่มีทีมใดในลีกใหญ่ของยุโรปที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 24 ปี

สโมสรเล็กแห่งนี้อาศัยนโยบายทำทีมด้วยการทุ่มเทและเชื่อมั่นนักเตะดาวรุ่งในแบบที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน สตาร์สบูร์กทำผลงานเกินศักยภาพของตัวเองอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป

สตาร์สบูร์กควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวเด่นของฤดูกาลนี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ “เล ราซิง” ตอนนี้มีเจ้าของเดียวกับเชลซี สโมสรที่เพิ่งสร้างสถิติใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปกับขุมกำลังนักเตะเมื่อไม่นานมานี้

แทนที่จะเป็นยาถอนพิษของความเหลื่อมล้ำที่กัดกินวงการฟุตบอล สตราสบูร์กกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานั้นเสียเอง และในทางปฏิบัติแล้ว สตราสบูร์กได้กลายเป็น “ทีมฟาร์ม” ของเชลซีไปเรียบร้อยแล้ว

แนวคิด “ทีมฟาร์ม” เริ่มที่เบสบอลอเมริกัน

ไรอัน โอแฮนลอน นักเขียนประจำ ESPN อธิบายถึงแนวคิด “ระบบทีมฟาร์ม” ว่า ถูกสร้างขึ้นโดย แบรนช์ ริกกีย์ ผู้จัดการทั่วไประดับตำนานของวงการเบสบอล และที่ย้อนแย้งคือ ริกกีย์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม (เฮดโค้ช) ของ เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ (1919–1925) ก่อนถูกลดตำแหน่ง ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า ผู้จัดการทั่วไป (1919–1942) หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการกีฬา

ในยุคนั้น ทีมเบสบอลระดับสูงสุดของอเมริกาหาผู้เล่นใหม่ในแบบเดียวกับที่สโมสรพรีเมียร์ลีกทำกันในปัจจุบัน คือดึงตัวมาจากลีกที่เล็กกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ไมเนอร์ลีก”

ริกกีย์เคยกล่าวว่า “ตอนที่คาร์ดินัลส์กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในเนชันแนลลีก ผมพบว่าเราเสียเปรียบอย่างมากในการดึงนักเตะคุณภาพจากไมเนอร์ลีก ทีมอี่นเสนอค่าตัวได้สูงกว่า พวกเขามีเงิน มีระบบแมวมองที่ดีกว่า สรุปคือ เราต้องรับเศษที่เหลือ หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

ขอบคุณภาพจาก  https://socprofb.wordpress.com/2024/02/11/the-st-louis-story-of-branch-rickey/

ทางออกของริกกีย์ คือการให้คาร์ดินัลส์ซื้อทีมเล็กเหล่านี้ และใช้มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สนามทดสอบ” สำหรับผู้เล่นดาวรุ่ง วิธีนี้ทำให้คาร์ดินัลส์สามารถควบคุมผู้เล่นได้จำนวนมากกว่าคู่แข่ง และคำว่า “ควบคุม” นั้นมีหลายความหมาย ทั้งการควบคุมสถานะการจ้างงาน และการควบคุมรูปแบบการฝึกซ้อมและการพัฒนาฝีเท้า

แอนดี แม็คคิว จากสมาคมวิจัยเบสบอล อธิบายไว้ว่า “ในที่สุด คาร์ดินัลส์ก็สร้างเครือข่ายทีมไมเนอร์ลีกขึ้นมา เพื่อเซ็นนักเตะในราคาถูก คัดแยกคนดีออกจากคนเก่ง คว้าแชมป์ และทำเงิน ริกกีย์จะขายนักเตะที่ ‘ดี’ ให้ทีมอื่น และเก็บผู้เล่นที่ ‘เก่งหรือยอดเยี่ยม’ ไว้ให้คาร์ดินัลส์”

แนวทางนี้ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน จนในที่สุดทุกทีมในเมเจอร์ลีกก็นำไปใช้ ปัจจุบันแต่ละทีมมีทีมฟาร์ม 3 ระดับ คือ ซิงเกิล เอ, ดับเบิล เอ และทริปเปิล เอ หลังอำลาคาร์ดินัลส์ ริกกีย์นำความรู้ไปสู่ทีม บรูกลิน ดอดเจอร์ส ที่ซึ่งเขาคิดค้นระบบสปริงเทรนนิง ผลักดันการใช้สถิติในกีฬา และวางรากฐานให้ทีม แอลเอ ดอดเจอร์ส ที่ ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมในปี 2012

แน่นอนว่า โบห์ลี คือหนึ่งในกลุ่ม BlueCo เจ้าของใหม่ของเชลซีตั้งแต่ปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เป็นเจ้าของสโมสรที่ “มีบทบาทอย่างมาก” กับเชลซี

ในซัมเมอร์แรกของการเป็นเจ้าของทีม โบห์ลีย์บินไปทั่วยุโรป พยายามเซ็นสัญญากับ คริสเตียโน โรนัลโด ทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยการกีฬาโดยปริยาย ขณะที่เชลซีเซ็นนักเตะใหม่ถึง 9 คน ซึ่งมีเพียง 2 คนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ โบห์ลีย์ยังเสนอว่า พรีเมียร์ลีกควรมีออลสตาร์เกมเหมือนบาสเกตบอล NBA และเบสบอล MLB ในอเมริกา และโดยรวมแล้ว เขาเข้าข่ายทุกภาพจำที่แฟนบอลอังกฤษมีต่อผู้บริหารการเงินจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่ “ไอเดียโลกใหม่ของผม จะปฏิวัติกีฬาของพวกคุณ ที่ยังติดอยู่กับอดีต”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.football365.com/news/chelsea-todd-boehly-slammed-incompetence-fan-group-senseless-transfer-window

เชลซีเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษในวันที่โบห์ลีและ BlueCo เข้ามาเทกโอเวอร์ และในปัจจุบัน เชลซีก็ยังคงเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษเช่นเดิม

โอแฮนลอน ผู้เขียนหนังสือ Net Gains: Inside the Beautiful Game’s Analytics Revolution ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมแทบทั้งหมดของ BlueCo เป็นเพียงกลเม็ดทางบัญชี ไม่ว่าเป็นการขายโรงแรมและสนามให้บริษัทในเครือตัวเอง หรือการกระจายค่าตัวนักเตะผ่านสัญญาระยะยาว เพื่อให้ใช้เงินได้มากกว่าสโมสรอื่นโดยไม่ผิดกฎการเงินใหม่ของพรีเมียร์ลีก สโมสรสะสมดาวรุ่งไว้มากมาย แต่ยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถ

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมองว่า สิ่งที่โบห์ลีและ BlueCo กำลังทำกับสโมสรที่ 2 นั้น ดูเหมือนเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเชลซี แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สตราสบูร์กต้องแบกรับ

“ระบบอะคาเดมี” แย่กว่า “ระบบทีมฟาร์ม” ?

สโมสรใหญ่ในยุโรปล้วนมีอะคาเดมี โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนให้เติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ดีพอจะลงเล่นในระดับใดระดับหนึ่งของยุโรป และในกรณีที่ดีที่สุด พวกเขาจะเก่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่ของสโมสร แต่ในโมเดลนี้ยังมี “ช่องว่างที่ขาดหายไป” อยู่เสมอ นั่นคือช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างระดับการแข่งขันของอะคาเดมี กับการแข่งขันในทีมชุดใหญ่ของลีกชั้นนำยุโรป

โอแฮนลอนวิเคราะห์มุมมองผ่านกีฬาในอเมริกาว่า ในโลกของ NFL อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยถือเป็นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้น และทีม NFL ก็เติมผู้เล่นใหม่ผ่านการดราฟต์ทุกปี แต่ช่องว่างระหว่างทีมอะคาเดมีของเชลซีกับทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้น ใกล้เคียงกับช่องว่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายกับ NFL มากกว่า

ดังนั้น จึงมีทางออกอยู่สองทาง ซึ่งต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเห็นของนักเขียนประจำ ESPN

ทางแรก คือสิ่งที่เห็นกับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ ดาวรุ่งตัวความหวังสองคนอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี และ อีธาน เอ็นวาเนรี ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งคู่ซ้อมร่วมกับ บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ เดแคลน ไรซ์ ทุกวัน แต่พวกเขาแทบไม่ได้ลงสนามจริง

หลังจากฤดูกาลที่แล้วซึ่งลูอิส-สเกลลีและเอ็นวาเนรีได้โอกาสลงเล่นในฐานะวัยรุ่นเนื่องจากวิกฤตอาการบาดเจ็บของทั้งทีม ปีนี้ทั้งสองคนก็หล่นกลับไปอยู่ลำดับท้ายของตัวเลือก และตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเลย

ทางออกอีกทางหนึ่ง คือการปล่อยยืมตัว ด้วยความคิดว่า ส่งนักเตะไปอยู่กับอีกสโมสร และหวังว่าจะเข้ากับผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ สโมสรนั้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเตะ ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในทีมที่ระดับการแข่งขันต่ำกว่า แต่ก็ยังสูงกว่าอะคาเดมี

แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวม โมเดลการยืมตัวกลับดูเป็นเรื่องไร้เหตุผลอย่างรวดเร็ว

โอแฮนลอนให้เหตุผลว่า สโมสรกำลังส่งดาวรุ่งไปให้ทีมที่แทบไม่มีแรงจูงใจจะใช้งานจริง ผู้จัดการทีมย่อมเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะต้องการชนะและรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารสโมสรก็ไม่มีเหตุผลจะกดดันให้โค้ชใช้นักเตะยืมตัว เพราะสโมสรไม่ได้มีแผนลงทุนอะไรกับนักเตะคนนั้นเกินกว่าฤดูกาลเดียว

โอแฮนลอนใช้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ของลิเวอร์พูล เป็นตัวอย่าง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-35m-transfer-looks-after-33157991

ดาวเตะวัย 22 ปีถูกปล่อยยืมไปให้แอสตัน วิลลา หลังได้ออกสตาร์ตเพียง 3 นัดภายใต้การคุมทีมของ อาร์เนอ สล็อต ในฤดูกาล 2024-25 แต่ที่วิลลา เอลเลียตต์ลงเล่นรวมเพียง 91 นาที และไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

ในขณะที่เชลซีมีสตราสบูร์กเป็นทางออกแก้ปัญหานี้สำหรับดาวรุ่งของสโมสร นักเตะเหล่านั้นจะได้รับการการันตีเวลาในการลงสนาม และยังได้เล่นในสภาพแวดล้อมทางแท็คติกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเจอในพรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่เพียงผู้เล่น แต่สตราสบูร์กยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทีมฟาร์มสำหรับผู้จัดการทีม” ได้เช่นกัน โดยโรซีเนียร์มีอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น

BlueCo จะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพด้านการคุมทีมของโรซีเนียร์มากกว่าผู้จัดการทีมคนใดก็ตาม ที่พวกเขาอาจพิจารณาดึงมาคุมเชลซีในอนาคต

“เราเป็นทีมฟาร์ม” อเล็กซองด์ ตัวแทนจากกลุ่มแฟนบอลหลักทั้งสี่กลุ่มของสตราสบูร์ก กล่าวกับ ESPN

“เราไม่อยากเป็นทีมฟาร์ม เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มีรากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และเราควรตัดสินใจทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสตราสบูร์ก แต่มันไม่ใช่แบบนั้น”

แน่นอนว่า คนในเชลซีน่าจะโต้แย้งว่า แนวคิดที่ว่าสตราสบูร์กเป็นเพียงทีมฟาร์มของเชลซีนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว มีนักเตะของสตราสบูร์กเพียง 3 เท่านั้นที่ยืมตัวมาจากเชลซีในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น และโอแฮนลอนมองว่า สตาร์สบูร์กกำลังถูกใช้อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์พัฒนา และจุดพักระหว่างทาง สำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก

มีการประกาศไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ว่า นักเตะที่ดีที่สุดของสตราสบูร์กอย่าง เอ็มมานูเอล เอเมกา จะย้ายไปเชลซีในฤดูกาลหน้า

จากนักเตะสตราสบูร์ก 13 คนที่ลงสนามอย่างน้อย 500 นาทีในฤดูกาลนี้ มีเพียงคนเดียวที่อายุมากกว่า 23 ปี นั่นคือ เบน ชิลเวลล์ วัย 28 ปี ซึ่งเชลซีปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานครึ่งหลังของฤดูกาล 2024-25 ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสแบบ “ฟรีเอเยนต์” ในช่วงซัมเมอร์

Multi-club ownership คืออนาคตของวงการฟุตบอล

โอแฮนลอนพาออกจากเรื่องราวทีมฟาร์ม สู่การถือครองหลายสโมสรภายใต้เจ้าของเดียวกัน ที่เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือกลุ่มเรดบูล ซึ่งเป็นเจ้าของ RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก, นิวยอร์ก เรดบูลส์ รวมถึงสโมสรในบราซิลและญี่ปุ่น โดยเครือข่ายทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังมี City Football Group ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของหลายสโมสรที่ใหญ่ที่สุด โดยมีทีมใน 13 ประเทศ

ยูฟ่ามีกฎเพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรที่มีเจ้าของเดียวกัน ลงแข่งขันในรายการยุโรปเดียวกัน แต่ไม่มีกฎใดห้ามการมีอยู่ของเครือข่ายสโมสรเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

บริษัทที่ปรึกษา Twenty First Group ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนที่ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ต้องการขยายพอร์ตการถือครอง หรือเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่หวังสร้างอาณาจักรหลายสโมสรในอนาคต

“คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือเครื่องมือในการเข้าถึง พัฒนา และขายนักเตะ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่พิสูจน์ได้จริง” โอมาร์ ชอดูรี ประธานฝ่ายข้อมูลของ Twenty First Group กล่าวกับ ESPN

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมีความเห็นว่า ไม่มีเครือข่ายใดใช้กระบวนการนี้อย่างจริงจังเท่ากับเชลซี และแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างเส้นทางให้นักเตะดาวรุ่งของเราได้ก้าวสู่สนามของเชลซี พร้อมกับได้ลงเล่นจริงอย่างต่อเนื่อง” โบห์ลีกล่าวหลังเข้าซื้อสโมสร “และสำหรับผม วิธีการคือการมีอีกสโมสรหนึ่ง ในลีกที่มีการแข่งขันสูงในยุโรป”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.20minutes.fr/sport/3179795-20211124-rc-strasbourg-pourquoi-plus-incidents-graves-supporters-stade-meinau

สิ่งที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์ของโบห์ลี คือความเข้าใจว่า สโมสรฟุตบอลมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอลส่วนใหญ่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตราสบูร์กพัฒนาขึ้นหลังการเข้ามาของ BlueCo แต่แฟนบอลกลับไม่ได้สนใจประเด็นนั้นมากนัก

อเล็กซองด์แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า “ในภาพรวม มันเป็นเรื่องที่แย่มากต่อความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อสโมสรฟุตบอล ในยุโรปสโมสรฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชุมชน และสตราสบูร์กก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ แต่มันไม่สอดคล้องเลยกับการที่สโมสรถูกถือครองโดยกองทุนเอกชนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งดูแปลกและน่าสงสัยมาก”

ขณะที่ความเป็นจริงคือ ความผูกพันทางอารมณ์ที่แฟนบอลมีกับสโมสร และเป็นเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมระดับโลกนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากประสิทธิภาพการเล่นหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน ที่ได้ดูฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสโมสร

แต่กระแสที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมและธุรกิจฟุตบอล สิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สโมสรที่ใหญ่และร่ำรวยกว่าประสบความสำเร็จ พร้อมเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ตราบใดที่สโมสรยังต้องพึ่งพานักลงทุน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนักลงทุนกลุ่มเดียวกันซื้อหลายสโมสร สถานการณ์แบบเชลซีและสตราสบูร์ก ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

แม้ยังคงเรียกฟุตบอลว่า “ซอกเกอร์” แต่อเมริกากำลังยึดครองพรีเมียร์ลีก

เหตุเกิด ณ เดือนกันยายน 2003 ชายชื่อ มัลคอล์ม เกลเซอร์ เริ่มต้นปฏิบัติการเข้าซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3.17% และเพิ่มเป็น 15% เมื่อจบปี ก่อนตัวเลขขึ้นมาอยู่ที่ 75% ในเดือนพฤษภาคม 2005  และ  98%  ภายในหนึ่งเดือนต่อมา

มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กเทคเทคโอเวอร์สโมสรสมบูรณ์แบบหลัง squeeze-out 2% สุดท้ายจากผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมมูลค่า 790 ล้านปอนด์ (1.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

เกลเซอร์เป็นเจ้าของสโมสรพรีเมียร์ลีกชาวอเมริกันคนแรก และ 20 ปีต่อมา สโมสรพรีเมียร์ลีก 11 ทีมมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นอเมริกันชนทั้งสถานะบุคคลเดียว ครอบครัว คนดัง และกลุ่มทุนเอกชน

ขยับลงมาลีกเทียร์ 2 ของยอดพีระมิดฟุตบอลอังกฤษ มีอเมริกันชนถือหุ้นใหญ่สโมสรแชมเปียนชิพ 9 ทีม รวมถึงเร็กซ์แฮมของคนดังแห่งฮอลลีวูด ไรอัน เรย์โนลด์ส และร็อบ แมคเอลเฮนนีย์ (ร็อบ แมค) แม้แต่กิลลิ่งแฮม ทีมหัวขบวนลีก ทู ยังอยู่ภายใต้การบริหารของชาวอเมริกัน

กลุ่มคนจากอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเขย่าฟุตบอลอังกฤษรุนแรงกว่าที่บางคนคิด บ้านของแมนฯยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล แม้กระทั่งเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และมิลล์วอลล์ กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการกีฬาที่ถูกต้องการมากที่สุดในโลก และชาวอเมริกันอยู่แถวหน้าในการแย่งชิงผืนแผ่นดินนี้

อิทธิพลจากอเมริกาจะส่งผลกระทบต่อลีกกีฬาชั้นนำของอังกฤษหรือไม่ จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมของอเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล และบาสเกตบอล เอ็นบีเอ หรือเปล่าอย่างเพดานค่าเหนื่อยรวม (salary cap), การเทรดนักกีฬา, ดราฟท์ดาวรุ่งจากมหาวิทยาลัย, การแข่งขันโปรแกรมปกติในต่างประเทศ บทความของมาร์ก โอเดน นักข่าวอาวุโสของ ESPN และ ESPN UK จะพาไปสำรวจเรื่องราวนี้กัน

อเมริกายึดพื้นที่พรีเมียร์ลีกและแชมเปียนชิพ

จาก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 มีเพียงเบรนท์ฟอร์ด, ไบรท์ตัน และทอตแนม ฮอทสเปอร์ ที่ยังมีเจ้าของเป็นบุคคลและบริษัทอังกฤษ ขณะที่ 4 สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ล้วนถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มอเมริกันได้แก่ ลิเวอร์พูล (เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป), แมนฯยูไนเต็ด (ตระกูลเกลเซอร์), อาร์เซนอล (โครเอนเก สปอร์ตส์ แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนท์ หรือ KSE) และเชลซี (เคลียร์เลค แคปิตอล / ทอดด์ โบห์ลีย์) แม้กระทั่งแมนเชสเตอร์ ซิตี ของซิตี ฟุตบอล กรุ๊ป ซึ่งมีอาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ถือหุ้น 81% ยังมีซิลเวอร์ เลค กลุ่มทุนเอกชน ถือหุ้น 18%

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/09/brilliant-strategic-management-former-liverpool-ceo-on-reds-record-transfer-spend/

นอกจาก 3 ทีมพรีเมียร์ลีกที่มีอังกฤษเป็นเจ้าของสโมสร มี 5 ทีมที่ไม่มีอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องได้แก่ นิวคาสเซิล (ซาอุดิ อาระเบีย), นอตติงแฮม ฟอเรสต์ (กรีซ), วูลฟ์ส (จีน), เวสต์แฮม (สหราชอารณาจักร/เชกเกีย) และซันเดอร์แลนด์ (ฝรั่งเศส/สวิตเซอร์แลนด์/อุรุกวัย)

ที่แชมเปียนชิพ นอกจากเร็กซ์แฮมของ 2 ดาวดังฮอลลีวูดแล้ว สนูป ด็อกก์ แรปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของโลก ก็เพิ่งเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมสโมสรสวอนซีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากนักธุรกิจอเมริกัน เบรทท์ คราแวทท์ และเจสัน โคเฮน เทคโอเวอร์ทีมลูกหนังเวลส์ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ขณะที่ทอม เบรดี ตำนานควอเตอร์แบ็ค เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจ้าของสโมสรเบอร์มิงแฮม ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยทอม แวคเนอร์ จากไนท์เฮด แคปิตอล แมเนจเมนท์ บริษัทไฟแนนซ์ในนิวยอร์ก

ทีมอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มอเมริกันได้แก่ อิปสวิช, มิลล์วอลล์, นอริช, พอร์ทสมัธ, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน รวมทั้งสิ้น 9 สโมสร

ฟุตบอลอังกฤษมีอะไรดึงดูดใจคนอเมริกัน

ฟุตบอลอังกฤษมีอะไรเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจและเงินทุนจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร ความเป็นไปได้มีทั้งเสน่ห์เย้ายวนใจของเกมลูกหนังและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน, ความตื่นเต้นเร้าใจของการแข่งขัน, อัตตา, โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล และอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องเงิน

“จากมุมมองด้านการลงทุน ผลตอบแทนที่ผ่านมามีความน่าสนใจ และแมนฯยูไนเต็ดเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม” คริส มานน์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึกด้านกีฬาของสปอร์ตโซโลจี กรุ๊ป ซึ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการสโมสรพรีเมียร์ลีก ให้สัมภาษณ์กับ ESPN “ตระกูลเกลเซอร์เข้าซื้อกิจการสโมสรด้วยมูลค่าประมาณ 800 ล้านปอนด์ในปี 2005แต่เมื่ออินเนออสเข้ามาลงทุนเมื่อกุมภาพันธ์ 2024 มูลค่ากิจการรวมของแมนฯยูไนเต็ดอยู่ที่ตัวเลขสูงกว่า 4 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นถึง 400% ภายในเวลา 20 ปี”

“อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 เศรษฐกิจของอเมริกาได้ฟื้นตัวและเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าเศรษฐกิจยุโรปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจของอเมริกาได้สร้างกระแสเงินสดส่วนเกินให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ ซึ่งร่ำรวยพอที่จะเข้ามาลงทุนในวงการกีฬายุโรป”

แม้การตกชั้นและเลื่อนชั้นจะสร้างความตึงเครียดให้กับกลุ่มเจ้าของอเมริกัน แต่การลงเงินกับฟุตบอลอังกฤษกลับดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด

มานน์ยกตัวอย่างประเด็นนี้ว่า “สิ่งสำคัญอยู่ที่จุดเข้าซื้อต่ำกว่ามากในแง่การประเมินมูลค่าเช่น ทีมบาสเกตบอล บอสตัน เซลติกส์ ถูกขายไปในราคา 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.54 พันล้านปอนด์) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ทอดด์ โบห์ลีย์ และเคลียร์เลค ซื้อเชลซีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ด้วยราคาเพียง 3.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.5 พันล้านปอนด์)”

ที่ดินยังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนด้วย ตัวอย่างที่ดีได้แก่ อาร์เซนอล ซึ่งขายสนามเอมิเรตส์ให้โครเอนเกฯ ของ เคเอสอี กรุ๊ป ด้วยราคา 120 ล้านปอนด์ (162.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อปี 2022 ทำให้เจ้าของทีมได้อสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมในหนึ่งมหานครชั้นยอดของโลก

ขอบคุณภาพจาก  https://ca.sports.yahoo.com/news/revealed-arsenal-eyeing-potential-emirates-200000864.html

ขณะที่แผนของแมนฯยูไนเต็ดในการสร้างสนามแห่งใหม่ ทำให้เกิดข้อเสนอสร้างบ้าน 17,000 หลังคาเรือนบนพื้นที่เดิมเมื่อสนามแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นใกล้ๆ และยังส่งผลให้ราคาบ้านพักเฉลี่ยในแมนเชสเตอร์ขยับขึ้นเป็น 242,000 ปอนด์ (หรือ 327,750 เหรียญสหรัฐ) จากการประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มองด้วยสายตาของผู้เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก็สามารถรับรู้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของที่ดินบริเวณสนามฟุตบอลและใกล้เคียง

นอกจากนี้ การครอบครองสโมสรพรีเมียร์ลีกยังเป็นช่องทางสู่อุตสาหกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างกำไรมหาศาล

มานน์เสริมว่า “นักลงทุนมองว่าฟุตบอลไม่ใช่การลงทุนด้านกีฬาอย่างแท้จริง แต่เป็นการลงทุนด้านบันเทิงมากกว่า คุณสามารถมองฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของวงการบันเทิงก็ได้ และทีมกีฬาได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีกว่าธุรกิจอื่นๆ”

“ถ้าคุณมองแฟนบอลเป็นลูกค้าของสินค้า พวกเขาถือว่าเป็นลูกค้าที่มีรอยัลตีหรือความภักดีอย่างสูง (ต่อสินค้านั้นๆ) ซึ่งหมายความว่า พวกเขายินดีและสามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือดูทีมของตนเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“การถ่ายทอดสดเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง การชมกีฬาแบบสดๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่เหลืออยู่ ซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชมจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นกิจกรรมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในตลาดบันเทิง”

ไซมอน จอร์แดน อดีตเจ้าของสโมสรคริสตัล พาเลซ ซึ่งถูกวูดดี จอห์นสัน เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล นิวยอร์ก เจทส์ ซื้อหุ้นสโมสร 43% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอมรับว่า รายได้ในอนาคตจากการถ่ายทอดสดเป็นปัจจัยสำคัญที่พลักดันให้เกิดการลงทุนในสโมสรพรีเมียร์ลีก

“ทอดด์ โบห์ลีย์ และพรรคพวก ไม่ได้เสียเงิน 2.5 พันล้านปอนด์เพื่อซื้อเชลซีในสถานะกลุ่มนักฟุตบอล แต่ซื้อเพราะเชลซีมีมูลค่าหลากหลายช่องทางที่จะสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าทั่วโลก และแน่นอน รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

แฟนบอลเจ้าถิ่นคิดอย่างไรกับเจ้าของทีมอเมริกัน

แม้คนอเมริกันไม่ได้เข้ามาครอบครองสโมสรเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินอย่างเดียว ยังมีความรักความลุ่มหลงมนตร์เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษด้วย พร้อมมุ่งมั่นที่จะนำความสำเร็จมาสู่สโมสร แต่แฟนบอลมีความคิดเห็นอย่างไรกับเจ้าของสโมสรใหม่จากต่างแดน

ออคเดน นักข่าวอาวุโสของ ESPN ตอบว่าขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวของทีมมีผลอย่างมาก มั่นใจได้เลยที่แฟนบอลของลิเวอร์พูลและเร็กซ์แฮมจะมีมุมมองต่อโมเดลเจ้าของสโมสรอเมริกันแตกต่างจากแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเคยประท้วงต่อต้านตระกูลเกลเซอร์ทั้งในช่วงเวลาที่ดีและเลวร้าย

กองเชียร์เร็กซ์แฮมต่างรู้สึกดีหรือรัก “ร็อบ และ ไรอัน” ซึ่งสามารถพา “เดอะ เรด ดรากอนส์” ขึ้นดิวิชัน 3 ปีติดต่อกัน จากเนชันแนล ลีก, ลีก ทู, ลีก วัน และอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกเพียง 1 ระดับ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.express.co.uk/sport/football/2047271/ryan-reynolds-rob-mcelhenney-wrexham-promotion

บรรดา “เดอะ ค็อป” ต่างมีความสุขกับเอฟเอสจีแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความโกรธแค้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับราคาตั๋วและการมีส่วนพลักดันยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ซึ่งล้มเหลวในปี 2021 แต่เจ้าของสโมสร ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในบอสตัน ได้สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย นอกเหนือแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ และสมัยที่ 20 มากที่สุด (ร่วมกับแมนฯยูไนเต็ด) ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย ล่าสุดเอฟเอสจียังเพิ่งทุ่มเงิน 415 ล้านปอนด์ (557.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพื่อสร้างทีมใหม่ยุคหลังเยอร์เกน คลอปป์ และต่อสัญญาใหม่กับ 2 ว่าที่ตำนานนักเตะ โม ซาลาห์ กับ เวอร์กิล ฟาน ไดค์

ต่างกับตระกูลเกลเซอร์ที่ไม่เคยได้รับความนิยมในหมู่แฟนบอล “เรด อาร์มี” เนื่องจากการเทคโอเวอร์ในปี 2005 ทำให้สโมสรที่เคยปลอดหนี้ต้องแบกรับภาระหนี้ถึง 660 ล้านปอนด์ (887 ล้านเหรียญสหรัฐ) และหลังจากเป็นเจ้าของสโมสรมา 20 ปี ตระกูลเกลเซอร์ได้ทำให้แมนฯยูไนเต็ดต้องสูญเสียเงิน 1.2 พันล้านปอนด์ (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปกับดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายหนี้ และเงินปันผล

โฆษกของ The 1958 กลุ่มแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด กล่าวกับ ESPN ว่า “ฟุตบอลกำลังกัดกินตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นการเตือนไปยังสโมสรอื่นๆ สำหรับเรา มันคือความพยายามที่จะทำให้เกมที่เรารักกลายเป็นแบบอเมริกัน เราเตือนเรื่องนี้เมื่อสามปีก่อน และตอนนี้กำลังเป็นจริง หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป กีฬาจะถูกทิ้งให้ว่างเปล่า เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ไร้วิญญาณ ฟุตบอลจะไม่มีความหมายหากปราศจากแฟนๆ”

แต่ไม่ใช่ว่า “Americanization of football” จะเป็นแนวคิดที่สร้างความเลวร้ายไปเสียหมด

ปาราก มาราเธ ประธานสโมสรลีดส์ ยูไนเต็ด เคยให้สัมภาษณ์กับ ESPN เมื่อปี 2021 ไม่นานหลังจาก โฟร์ตีนายเนอร์ส เอนเตอร์ไพรส์ เข้าซื้อหุ้นสโมสร มาราเธได้สรุปกลยุทธ์ที่เขาคาดว่าจะนำมาใช้กับทีม

“ลีดส์ในวันนี้ทำให้ผมนึกถึงทีม (อเมริกันฟุตบอล ซาน ฟรานซิสโก) โฟร์ตีนายเนอร์ส เมื่อ 15 ปีก่อน ทั้งสองต่างมีฐานแฟนคลับและประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม 49ers ประสบความสำเร็จอย่างมากช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เช่นเดียวกับลีดส์ในยุค 1970 และทั้งสองทีมต่างก็มีปัญหาเล็กน้อยทั้งในและนอกสนาม”

“ขณะนั้น 49ers เล่นอยู่ในสนามกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในเอ็นเอฟแอลที่ยังไม่ได้ปรับปรุง เราสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ ซึ่งได้พลิกโฉม 49ers ไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งเดียวกับที่เราต้องการทำกับลีดส์”

“ผมมองไปยังเพื่อนร่วมชาติของเราในอเมริกา และสิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี ได้ทำกับกลุ่มของเขา (เอฟเอสจี) และสิ่งที่พวกเขาทำกับลิเวอร์พูล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการเติบโตและการพัฒนาสโมสร แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ยังต้องสร้างมันขึ้นมาอย่างเหมาะสม”

สี่ปีต่อมา ลีดส์กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งหลังจากตกชั้นในปี 2023 และเดือนเมษายนที่ผ่านมา สโมสรได้ประกาศแผนการปรับปรุงและขยายสนามเอลแลนด์ โรด ให้ทันสมัย ​ตามรอยสโมสรที่เจ้าของทีมอเมริกันอย่างลิเวอร์พูล, บอร์นมัธ, เบิร์นลีย์ และฟูแลม เคยใช้มาแล้ว

ความต่างในแนวคิดของเจ้าของสโมสรอเมริกัน

นับตั้งแต่ซื้อเชลซีเมื่อ 3 ปีก่อน เคลียร์เลคและโบห์ลีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมทีมเบสบอล ลอส แอนเจลีส ดอดเจอร์ส ได้เพิ่มทีมวิเคราะห์ข้อมูลของสโมสรแบบเดียวกับที่ใช้ในวงการกีฬาของอเมริกา และเพิ่มอัตราความสำเร็จของเชลซีในการสรรหาผู้เล่น สโมสรยังนำรูปแบบสัญญาระยะยาวของนักกีฬาอเมริกันมาใช้ โดยเซ็นสัญญา 9 ปีในปี 2024 กับโคล พาลเมอร์ และนิโกลาส แจ็คสัน เช่นเดียวกับแมนฯซิตี ซึ่งเซ็นสัญญา 9 ปีกับฮาลันด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11095/12783738/chelsea-transfers-todd-boehlys-recruitment-strategy-analysed

ที่เร็กซ์แฮม เรย์โนลด์สกับแมคเอลเฮนนีย์ใช้วิธีการที่บางเบากว่า เขาปล่อยฟุตบอลให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาพุ่งเป้าไปที่การสร้างแบรนด์เร็กซ์แฮมผ่านสารคดี “Welcome to Wrexham” ซึ่งบันทึกการเติบโตจากเทียร์ 5 สู่ระดับ 2ภายในเวลาไม่กี่ปี

ร็อบ แมค กล่าวกับ ITV Sport “เราแค่ดูว่าสโมสรอื่นๆ ทำอะไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จในอดีต แล้วพวกเขาทำอะไรจึงไม่ประสบความสำเร็จในอดีต และเราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

“และนั่นรวมถึงการอยู่ห่างจากธุรกิจฟุตบอลด้วย หน้าที่ของเราคือการบอกเล่าเรื่องราว หน้าที่ของเราคือการโปรโมทสโมสร แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องให้ความเคารพต่อคนที่รู้เรื่องฟุตบอล”

บิล โฟลีย์ เจ้าของสโมสรบอร์นมัธชาวอเมริกัน ได้ออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่า ไม่ควรนำเกมการแข่งขันในฤดูกาลปกติไปเล่นในต่างประเทศ

โฟลีย์กล่าวกับ Sky Sports ว่า “ประเพณีที่นี่เข้มแข็งและสำคัญมากจนเราไม่ควรไปเล่นพรีเมียร์ลีกที่อเมริกาหรือประเทศอื่นๆ เราต้องเล่นที่นี่ ต่อหน้าแฟนๆ ของเรา ผมไม่รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไรที่อยากเล่นพรีเมียร์ลีกในอเมริกา แต่ผมไม่ใช่หนึ่งในนั้น”

ยังมีหลายสโมสรแชมเปียนชิพของอเมริกันชนที่สามารถขึ้นไปผงาดบนลีกสูงสุดในฤดูกาลหน้า รวมถึงทีมของเซเลบอย่าง สนูป ด็อกก์ (สวอนซี), เบรดี (เบอร์มิงแฮม) และร็อบกับไรอัน (เร็กซ์แฮม) 

ถ้าทำสำเร็จ พรีเมียร์ลีกจะเป็นสโมสรที่เจ้าของเป็นอเมริกันถึง 14 ทีม แต่นั่นหมายถึงต้องมี 3 สโมสรที่ไม่ใช่อเมริกันลงไปเล่นเทียร์ 2 เช่นกัน แต่เพียงได้ 3 ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมา ก็สามารถสร้างสีสันให้พรีเมียร์ลีกได้ไม่ใช่น้อยแล้ว

และแน่นอนว่า ผู้บริหารระดับสูง ทรัพยากรบุคคลทุกระดับชั้น เงินทุน และความคิดจากอเมริกา ไม่มีวี่แววหยุดเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อขึ้นฝั่งของเกาะอังกฤษ เนื่องจากโอกาสทำเงินก้อนโตกับฟุตบอลอังกฤษ คือสิ่งที่ผลักดันให้ชาวอเมริกันสนใจกีฬาชนิดนี้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

หนึ่งปีของ “ริชาร์ด ฮิวจ์ส” กับภารกิจสร้างทีมลิเวอร์พูลยุคใหม่

หลังผ่าน 2 ตลาดแรกอย่างเงียบเชียบ ริชาร์ดส์ ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล สร้างความฮือฮา ทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักร 2 ครั้งในตลาดเดียว ทุ่มเงิน 116 ล้านซื้อฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จากเลเวอร์คูเซน และจ่ายอีก 125 ล้านปอนด์ให้นิวคาสเซิลเพื่อแลกกับอเล็กซานเดอร์ อิซัค ส่งผลให้ยอดรายจ่ายในตลาดฤดูร้อน 2025 ของสโมสรพุ่งเป็น 446.5 ล้านปอนด์ 

ผู้บริหารชาวสกอตวัย 46 เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะสานต่อความสำเร็จของลิเวอร์พูลยุคหลังเยอร์เกน คลอปป์ ภารกิจสำคัญงานแรกของฮิวจ์สเกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้วคือ หาผู้สืบทอดตำแหน่งของยอดผู้จัดการทีมชาวดอยช์

ย้อนไปยังเดือนมีนาคม 2024 เมื่อไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ กลับมาทำงานกับลิเวอร์พูลด้วยตำแหน่งซีอีโอ ฟุตบอล ของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ปส์ สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือโทรศัพท์หาฮิวจ์ส ซึ่งกำลังพักผ่อนหลังลาออกจากบอร์นมัธในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค

ทั้งสองสนิทกันตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วขณะฮิวจ์สเป็นกัปตันทีมและกองกลางของพอร์ตสมัธ ที่มีแฮร์รี เรดค์แนปป์ เป็นผู้จัดการทีม และเอ็ดเวิร์ดส์ทำหน้าที่วิเคราะห์ประสิทธิภาพผู้เล่น ฮิวจ์สกับเอ็ดเวิร์ดส์ต่างชอบคิดและสร้างความสัมพันธ์ผ่านการวิเคราะห์เกม

20 มีนาคม 2024 ลิเวอร์พูลประกาศแต่งตั้งฮิวจ์สเป็นผู้อำนวยการกีฬาโดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งระหว่างนี้ไม่มีข่าวการเคลื่อนไหวออกมาอย่างเป็นทางการ แต่รู้ดีว่า งานใหญ่ที่ฮิวจ์สต้องทำไม่ใช่เพียงต่อสัญญากับเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และโม ซาลาห์ แต่ต้องหากุนซือแทนคลอปป์ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนกว่า

หาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์

ฮิวจ์สได้รับข่าวว่า ชาบี อลอนโซ ตัวเลือกอันดับแรก ตัดสินใจคุมทีมเลเวอร์คูเซนต่อ รูเบน อโมริม โค้ชหนุ่มที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรปหลังประสบความสำเร็จกับสปอร์ติง ลิสบอน ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นตัวเต็งแทน แต่ฮิวจ์สมีความคิดต่างออกไป

หลังพิจารณาข้อมูลที่วิลล์ สเปียร์แมน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย เสนอให้อย่างละเอียด ฮิวจ์สก็ตระหนักทันทีว่ามีเพียงตัวเลือกเดียวที่เขาอยากคุยด้วย และในเดือนเมษายน เขาจึงเดินทางไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อพบกับอาร์เนอ สลอต หัวหน้าโค้ชของเฟเยนูร์ด ที่บ้านในซโวลเลอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/editorial/arne-slot-revolution-liverpool-premier-league-year-one/

กุนซือดัตช์ทำผลงานยอดเยี่ยมในด้านพัฒนาผู้เล่นและรักษาความฟิตของร่างกายนักเตะ และที่สำคัญ จุดที่อาร์เนอต่างจากอโมริมคือ มีรูปแบบการเล่นและสไตล์ฟุตบอลแบบเดียวกับคลอปป์

อาร์เนอเล่าถึงการพบกันครั้งแรกว่า ฮิวจ์สมาพร้อมกับแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่ที่บรรจุรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับตัวเขาและทีม ทั้งแทคติกที่ใช้แต่ละนัด และได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง อาร์เนอยังพูดติดตลกว่า ฮิวจ์สรู้เรื่องเขาดีมาก บางเรื่องตัวเขาเองยังไม่รู้

“ลิเวอร์พูลบอกชัดเจนมากว่าอยากได้ผม จูเลียน วอร์ด (ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเฟนเวย์ฯ) แวะเยี่ยมสนามซ้อมของเฟเยนูร์ด ได้พูดคุยกับผู้คนมากมายเพื่อเก็บข้อมูลและทำความรู้จักให้มากที่สุดเกี่ยวกับสโมสรและวิธีการทำงานของผม ไม่มีอะไรถูกมองข้ามไปเลย”

สำหรับโลกภายนอก มองว่าการแต่งตั้งอาร์เนอเป็นความเสี่ยง เนื่องจากมีประสบการณ์แชมเปียนส์ ลีก ค่อนข้างน้อย และคว้าแชมป์เมเจอร์ในเนเธอร์แลนด์เพียง 2 รายการ แต่ฮิวจ์สยังมั่นใจการตัดสินใจของตนเองแม้มีความเห็นตรงข้ามมากมาย เหมือนตอนที่ “ไม่ไปต่อ” กับเพื่อนของเขา แกรี โอนีล ในฤดูร้อนปี 2023 แต่เลือกอันโดนี อิราโอลา กุนซือชาวบาสค์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้มาเป็นผู้จัดการทีมบอร์นมัธ

ตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกที่เงียบเหงา

การทำงานของฮิวจ์สยังถูกตั้งคำถามในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปี 2024 ซึ่งไม่ดีนักในมุมมองกูรูลูกหนังและแฟนบอล โดยได้ผู้เล่นใหม่เพียง 2 คนคือ จอร์จี มาร์มาดาชวิลี ซึ่งส่งกลับไปให้บาเลนเซียยืมตัว และเฟเดริโก คิเอซา ซึ่งมีปัญหาความฟิต ได้ลงสนามเพียง 14 นัด 466 นาที 

นอกจากนี้ ฮิวจ์สยังไม่สามารถคว้าเป้าหมายสำคัญ มาร์ติน ซูบิเมนดี มิดฟิลด์ตัวรับค่าตัว 51 ล้านปอนด์ ซึ่งยืนยันว่าต้องการย้ายมาอยู่แอนฟิลด์เมื่อฮิวจ์สเดินทางไปพูดคุยที่สเปน แต่ซูบิเมนดีกลับเปลี่ยนใจ เล่นให้โซเซียดัดต่อไป

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolfc.com/th/news/arne-slot-explains-what-federico-chiesa-will-bring-liverpool

ท่ามกลางแฟนบอลที่ไม่พอใจสโมสรที่ไม่เสริมผู้เล่นอย่างเข้มแข็งให้กับการเริ่มต้นคุมทีมของอาร์เนอ ฮิวจ์สยังคงใจเย็นเพราะรับรู้จากการฝึกซ้อมเตรียมทีมระหว่างพรีซีซันของโค้ชดัตช์ รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ปรับไรอัน กราเฟนแบร์ก ลงมาทำหน้าที่มิดฟิลด์เบอร์ 6 ซึ่งต่อมากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ลิเวอร์พูลนำพรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวจนคว้าแชมป์

ฮิวจ์สและอาร์เนอตกลงร่วมกันจะแข่งขันฤดูกาล 2024-25 ด้วยผู้เล่นของคลอปป์ ก่อนจะตัดสินใจแผนปรับปรุงขุมกำลังนักเตะเมื่อซีซันจบลง

อาร์เนอให้สัมภาษณ์ก่อนเปิดซีซันที่แล้วว่า “เยอร์เกนจากไปพร้อมทีมที่อยู่ในสถานะที่ดี เรากำลังพยายามสร้างทีมจากจุดนั้น เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างหรอก จริงๆ แล้วเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างดีอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ทุกสายตาจับจ้องไปยังฮิวจ์สในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของฤดูกาลเพื่อดูว่าลิเวอร์พูลจะทำผลงานอย่างไรเมื่อไม่มีคลอปป์อยู่ข้างสนาม 

ทีมของอาร์เนอชนะ 8 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 1 นัด ยืนแป้นอันดับ 1 พรีเมียร์ลีกตั้งแต่นัดที่ 10 และไม่เคยก้าวลงมาอีกเลยจนปิดซีซัน อย่างไรก็ตาม สปอตไลท์ยังไม่หนีไปจากฮิวจ์ส ซึ่งต้องรักษา 3 ซูเปอร์สตาร์ที่กำลังเล่นด้วยสัญญาปีสุดท้าย ทั้งเทรนท์, ฟาน ไดค์ และซาลาห์ สามารถเจรจาย้ายทีมล่วงหน้ากับสโมสรต่างประเทศทันทีปฏิทินเปลี่ยนเป็นปี 2025

ภารกิจสุดหินต่อสัญญา 3 ซูเปอร์สตาร์

ฮิวจ์สเคยยอมรับว่า เขาหวังเพียงเก็บนักเตะคนใดคนหนึ่งให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังค่อยๆ ริบหรี่ลง เทรนท์กับฟาน ไดค์ พากันเงียบกริบ ต่างกับซาลาห์ ซึ่งเปิดเผยกับ Sky Sports หลังชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 ในเดือนกันยายน 2024 ว่ายังไม่มีใครจากสโมสรเข้ามาคุยกับเขา บางทีอาจเป็นปีสุดท้ายของเขาก็ได้

ปีกซ้ายอียิปต์ ซึ่งกำลังผลิตผลงานดีที่สุดในแอนฟิลด์ ยังกดดันฮิวจ์สต่อไปด้วยการให้สัมภาษณ์หลังทำ 2 ประตูที่เซาแธมป์ตันในเดือนพฤศจิกายน ว่ายังไม่ได้ข้อเสนอสัญญาใหม่ และน่าจะ “ไป” มากกว่า “อยู่”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/12040/13345602/liverpool-mohamed-salah-virgil-van-dijk-and-trent-alexander-arnold-contract-latest-as-talks-continue

อดีตมิดฟิลด์จากกลาสโกว์มีชื่อเสียงในฐานะ “นักเจรจาผู้ดุดัน” ซึ่งสามารถเย็นชาแม้ในสถานการณ์กดดันที่สุด เอเยนต์คนหนึ่งเรียกฮิวจ์สว่า “หุ่นยนต์” ฮิวจ์สยังมีความรู้ฟุตบอลเชิงลึกที่ลึกซึ้ง ล้วนเป็นสินทรัพย์อันมีค่าที่จะทำให้การเจรจาสำเร็จ

ฮิวจ์สพูดได้ 4 ภาษาหลังจากเติบโตในมิลาน ซึ่งเควิน พ่อของเขา ทำงานให้กับสำนักพิมพ์เพนกวิน บุ๊คส์ และได้ไปรับลูกชายที่อะคาเดมีของอตาลันตา เดินทางไปยังซาน ซีโร เพื่อดูการแข่งขันของเอซี มิลาน ยอดทีมยุคปลาย 1980 ถึงต้น 1990ภายใต้การคุมทีมของอาร์ริโก ชาคคี

ด้วยทักษะและองค์ความรู้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ช่วยให้ฮิวจ์สยังมีความก้าวหน้าในการเจรจากับตัวแทนของดาวเตะทั้ง 3คน รวมถึงเรมี แอบบาส ทนายความจอมเขี้ยวที่เป็นเอเยนต์ของซาลาห์

ในที่สุด ฟาน ไดค์และซาลาห์ตกลงขยายสัญญาออกไป 2 ปีในเดือนเมษายน 2025 ขณะที่ลิเวอร์พูลใกล้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ถึงแม้ฮิวจ์สไม่สามารถโน้มน้าวเทรนท์ให้อยู่ต่อได้ แต่การรักษา 2 ใน 3 ซูเปอร์สตาร์ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้บริหารชาวสกอต

ทุ่มเสริมแกร่ง 446.5 ล้านปอนด์ในตลาดเดียว

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาพักผ่อนดื่มด่ำกับแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ของสโมสร เพราะต้องเริ่มต้นสร้างทีมครั้งใหญ่ในช่วงฤดูร้อน หนึ่งในนักเตะใหม่คือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มิดฟิลด์ตัวรุกที่ย้ายมาจากเลเวอร์คูเซน

ก่อนหน้านั้น สื่อคาดหมายกันว่า นักเตะหนุ่มอนาคตไกลคงย้ายไปอยู่บาเยิร์น มิวนิก หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ฮิวจ์ส พร้อมกับอาร์เนอและเอ็ดเวิร์ดส์ ช่วยกันโน้มน้าวจนดาวเตะวัย 22 ตัดสินวางอนาคตของตนเองไว้ที่แอนฟิลด์ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/liverpool-florian-wirtz-bradley-germany-35863368

เวียร์ตซ์กล่าวถึงการมาอยู่ลิเวอร์พูลเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลย แต่ผมคิดว่าการพูดคุยกับโค้ช, ริชาร์ดส์ และทุกคนตั้งแต่เริ่มต้น ล้วนเป็นไปด้วยดีอย่างต่อเนื่อง”

“ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับใครสักคนจากสโมสร ผมจะรู้สึกว่า ‘นี่คือที่ที่ผมอยากอยู่’ และสุดท้ายผมก็มั่นใจเต็มร้อยว่าต้องการไปอยู่ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

การมาถึงอย่างไม่คาดฝันของเวียร์ตซ์แสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นในการเจรจาดีลผู้เล่นใหม่แบบเสี่ยงๆ ของเอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งเคยทำเป็นประจำตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างเช่น การทุ่มซื้อฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลกสำหรับกองหลังก่อนตลาดเดือนมกราคม 2018 จะเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและการวิเคราะห์จากสเปียร์แมนและทีมงานยืนยันกับฮิวจ์สว่า เวียร์ตซ์เป็นนักเตะรุ่นใหม่ที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปถ้ามีโอกาส แม้ต้องตกใจกับตัวเลขเงิน เช่นเดียวกับดีลของอิซัค ยอดดาวยิงทีมนิวคาสเซิล

ทีมของอาร์เนอทำสกอร์ได้สูงสุดในพรีเมียร์ลีกถึง 86 ประตูบนเส้นทางสู่แชมป์ และได้เซ็นสัญญากับอูโก เอกิติเก สไตรเกอร์ฝรั่งเศสจากไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ด้วยราคา 79 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อแทนดาร์วิน นูนเญซ ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมสโมสรต้องการนักเตะหมายเลข 9 อีกคนในราคาแพงระยับ

แต่แบบจำลองทางสถิติ ศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดนถูกจัดให้เป็นยอดดาวซัลโวทวีปยุโรประดับเดียวกับคิลียัน เอ็มบัปเป และเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ แถมการล่าลายเซ็นอิซัคยังร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อเอ็ดดี ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล เป็นเพื่อนสนิทของฮิวจ์สช่วงเป็นนักเตะที่แฟรตตัน พาร์ค และบอร์นมัธ

ธุรกิจก็คือธุรกิจ ฮิวจ์สยอมสละความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 2 ทศวรรษเพื่อคว้านักเตะที่มีค่าตัวทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักรในวันสุดท้ายของตลาด ยังไม่รวมถึงดรามาภายในระหว่างนิวคาสเซิลกับอิซัค

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/08/liverpool-2-2-crystal-palace-2-3-pens-champions-lose-in-community-shield/

เงิน 125 ล้านปอนด์ที่ลงทุนกับอิซัคทำให้ลิเวอร์พูลใช้เงินในตลาดฤดูร้อนสูงถึง 446.5 ล้านปอนด์ กลายเป็นสถิติใหม่ของสโมสร ทุบสถิติเดิม 177 ล้านปอนด์ภายใต้การบริหารของเอ็ดเวิร์ดส์อย่างง่ายดาย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทีมของคลอปป์เพิ่งชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2019

แต่ฮิวจ์สสามารถทำเงินได้อย่างน่าประทับใจถึง  218.4 ล้านปอนด์จากการขายนักเตะ และเคยทำได้ 62.5 ล้านปอนด์จากตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกกลางปี 2024 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสุทธิในฤดูร้อนปีนี้เหลือ 218.4 ล้านปอนด์ น้อยกว่าอาร์เซนอล (257 ล้านปอนด์) ซึ่งซื้อ 267 ล้านปอนด์ แต่ขายเพียง 10 ล้านปอนด์

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาและลูก 5 คนที่เกาะครีต แม้กระทั่งชั่วโมงสุดท้ายของตลาด ฮิวจ์สยังต้องเร่งปิดดีลมาร์ก เกฮี กัปตันทีมและเซ็นเตอร์แบ็คของคริสตัล พาเลซ ก่อนโดน “ดิ อีเกิลส์” ถอดปลั๊กข้อตกลง

หลังตลาดปิดไปแล้ว ฮิวจ์สยังต้องเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับเจมส์ แมคคอนเนลล์ ซึ่งถูกปล่อยให้อาแจกซ์ยืมตัว รวมถึงการขยายสัญญากับโคดี กั๊กโป 

ฮิวจ์สยังมีงานสำคัญรออยู่คือ การโน้มน้าวให้อิบราฮิมา โกนาเต ฝากอนาคตระยะยาวกับสโมสร และพยายามรื้อฟื้นข้อตกลงกับเกฮีและพาเลซเมื่อตลาดเปิดอีกครั้งในเดือนมกราคม 2026

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

เบนจามิน เซสโก มีดีตรงไหน และจะเดินตามรอยเท้า ฮาลันด์ ได้หรือไม่

เบนจามิน เชสโก ทำไมถึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เออร์ลิง ฮาลันด์? เจ้าตัวมีทีเด็ดตรงไหน? กับราคาค่าตัว 73.7 ล้านปอนด์ที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะความหวังในการถล่มประตูของทีมปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สไตรเกอร์วัย 22 เซ็นสัญญา 5 ปีกับแมนฯ ยูไนเต็ด มัดรวมค่าตัวให้แอร์เบไลป์ซิก 66.26 พร้อมมีตัวเลขแอดออนส์ที่ 7.36 คว้าดาวเตะสโลเวเนียนปาดหน้าคู่แข่งในดีลนี้ช่วงโค้งสุดท้ายอย่าง นิวคาสเซิล ได้สำเร็จ

แม้ต้องการเซสโกแก้ปัญหาการทำประตูตั้งแต่ซีซันที่แล้ว แต่แมนฯยูไนเต็ดไม่คิดต่อสู้กับนิวคาสเซิลในสงครามการเงิน ตัดสินใจจ่ายเงินก้อนแรกต่ำกว่าข้อเสนอครั้งที่ 2 ของ “เดอะ แมคพายส์” แต่ตัวนักเตะแสดงความปรารถนาชัดเจนที่จะสวมยูนิฟอร์ด “เรด เดวิลส์” จนดีลจบได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ไลป์ซิกเปิดเผยว่า เซสโกต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่รูเบน อโมริม กำลังสร้างแม้ไม่ได้ร่วมแข่งขันแชมเปียนส์ ลีก

นิค ไรท์ นักวิเคราะห์เกมและคอมเมนเตเตอร์ของ Sky Sports เริ่มเขียนบทความจากคำถามว่า อะไรที่ทำให้เซสโกเป็นกองหน้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจทั้งแมนฯยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล และอาร์เซนอล 

เซสโกทำ 39 ประตูจาก 87 นัดรวมทุกรายการให้ไลป์ซิกนับตั้งแต่ย้ายมาจากเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่อะไรที่พรีเมียร์ลีกจะได้เห็นจากตัวเขา และคำถามสำคัญคือ เซสโกจะเป็นเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ คนต่อไปได้หรือไม่

เป็นศูนย์หน้าพิมพ์เดียวกับฮาลันด์

ประตูเฉลี่ยราว 20 ลูกต่อซีซันไม่ได้เตะตาอะไรนัก แต่ไรท์มองว่า เซสโกเป็นสไตรเกอร์พันธุ์หายากที่สรีระคล้ายคลึงฮาลันด์ทั้งความสูง 6 ฟุต 4 นิ้วและความเร็ว

ขอบคุณภาพจาก  https://www.malaymail.com/news/sports/2025/08/08/manchester-united-seal-85m-deal-for-rb-leipzig-striker-benjamin-sesko/186847  

รูปร่างเอื้อให้เซสโกปกป้องลูกได้ดีขณะอยู่กับตัว เป็นเป้าหมายเด่นชัดให้เพื่อนจ่ายบอลยาว การครอส และลูกตั้งเตะ และเช่นเดียวกับฮาลันด์ เซสโกรวมคุณสมบัตินี้เข้ากับการระเบิดความเร็ว

บุนเดลีกาซีซันที่แล้ว เซสโกมีสปีดสูงสุดที่ 35.69 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วเป็นอันดับ 26 ในบรรดานักเตะ 492 คน และเคยขึ้นไปถึงอันดับ 15 ในซีซัน 2023-24 โดยความเร็วเป็นตัวดึงดูดความสนใจของนิวคาสเซิล ซึ่งต้องการนำไปแทนอเล็กซานเดอร์ อิซัค ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายของลิเวอร์พูล แม้แมนฯยูไนเต็ดได้คุณสมบัติข้อนี้แล้วจากเอ็มเบอโม

สร้างภัยคุกคามในจังหวะฟาสท์เบรก

สปีดของเซสโกดีพอที่จะถ่างแนวรับและสั่นคลอนเสถียรภาพการป้องกันของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังเป็นอาวุธอันตรายในจังหวะสวนกลับและการทรานซิชัน ดังเช่นที่ทำให้ไลป์ซิก ทีมที่มีเคาน์เตอร์แอทแทคทรงประสิทธิภาพมากที่สุดทีมหนึ่งในเยอรมนี ทำได้ถึง 17 ประตูนับตั้งแต่ต้นซีซัน 2023-24 มากเป็นอันดับ 2 รองจากแฟรงค์เฟิร์ต และเซสโกมีส่วนสำคัญด้านนี้

เซสโกทำ 5 ประตูจากฟาสท์เบรกช่วง 2 ซีซันหลังสุดในบุนเดสลีกา รั้งอันดับ 3 ตัดจากโลอีส โอเปนดา เพื่อนร่วมสโมสร และโอมาร์ มาร์มูช อดีตกองหน้าแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งทำคนละ 6 ประตู

Sky Sports ระบุสถิติบุนเดสลีกา 2 ซีซันล่าสุด เซสโกเล่น 64 นัด ทำ 27 ประตู (อันดับ 7 ของลีก), ใช้เท้าขวา 15 ประตู (อันดับ 13), ใช้เท้าซ้าย 4 ประตู (อันดับ 32), โหม่ง 8 ประตู (อันดับ 4) และฟาสท์เบรก 5 ประตู (อันดับ 3)

ตัวอย่างที่น่าทึ่งของเซสโกเกิดขึ้นระหว่างแมตช์เสมอบาเยิร์น มิวนิก 3-3 เมื่อพฤษภาคม 2025 หลังจากเร่งสปีดหนีการประกบของเอริก ดายเออร์ ขึ้นไปรับบอลจากซาบี ไซมอนส์ ก่อนซัดแบบไม่ต้องแต่งบอลผ่านนายทวารโยนาส อูร์บิก จากระยะไกล ใช้เวลาไม่กี่วินาทีนับตั้งแต่บอลเคลื่อนที่จากขอบเขตโทษของไลป์ซิก ทำให้เห็นประสิทธิภาพความเร็วและการยิงที่เด็ดขาดของสไตรเกอร์วัย 22 ปี

แต่เซสโกไม่ได้เก่งเพียงพาบอลขึ้นไปข้างหน้าของสนามเท่านั้น ต่างจากศูนย์หน้าส่วนใหญ่ที่มีกายภาพแบบเดียวกัน เซสโกยังมีเทคนิคเลี้ยงบอลเอาชนะกองหลังในพื้นที่แคบ ก่อนเร่งความเร็วไปยังประตู เขามีค่าเฉลี่ยเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 1.46 ครั้งต่อ 90 นาที เป็นสถิติสูงสุดในบรรดาศูนย์หน้าแท้ๆ ในบุนเดสลีซีซันที่ผ่านมา

พลังและความเฉียบคมในการซัลโว

อัตราทำประตูของเซสโกลดลงเล็กน้อยในซีซันที่ 2 ซึ่งไลป์ซิกทำผลงานได้น่าผิดหวัง แต่ตัวเลขจริงๆ ยังใกล้เคียงกัน 21ประตู 45 นัดเทียบกับ 18 ประตู 42 นัดในฤดูกาล 2023-24 ทั้งนี้เพราะการอัดบอลอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/36238985/man-utd-news-sesko-training-debut-arsenal/

บอลลีกซีซัน 2022-23 ปีสุดท้ายที่ซัลซ์บวร์ก เซสโกเล่น 2,201 นาที ทำ 16 ประตู 4 แอสซิสต์, ซีซัน 2023-24 กับไลป์ซิก 1,526 นาที 14 ประตู 2 แอสซิสต์ และซีซันที่แล้ว 2,399 นาที 13 ประตู 5 แอสซิสต์

ประตูขึ้นนำบาเยิร์น 1-0 เพียงนาทีที่ 11 เซสโกใช้สตั๊ดด้านนอกซัดจากระยะ 40 หลาโค้งหนีมืออูร์บิก เป็น 1 ใน 4 ประตูที่ทำจากนอกกรอบเขตโทษในบุนเดสลีกซีซันที่แล้ว มีนักเตะเพียงหยิบมือที่ทำสกอร์ลักษณะนี้ได้มากกว่า และมีน้อยรายที่ยิงจากระยะไกลด้วยความดุดันระดับนี้

แมตช์ชนะแวร์เดอร์ เบรเมน 4-2 เมื่อมกราคม 2025 เซสโกทำสกอร์ 3-1 ประหนึ่งปล่อยกระสุนออกจากรังเพลิงปืนไรเฟิลจาก 25 หลาเสียบมุมประตูด้านบนด้วยความเร็ว 126.43 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ทั้งสกอร์แมตช์เบรเมนและบาเยิร์นมาจากเท้าขวาข้างถนัด แต่เท้าซ้ายของเซสโกก็ทรงพลังเช่นกัน ดังเช่นเกมเนชันส์ ลีก ระหว่างสโลวาเกียกับสวีเดนเมื่อกันยายน 2022 เซสโกใช้เท้าซ้ายวอลเลย์อย่างสุดสวยชวนให้นึกถึงการทำประตูของมาร์โก ฟาน บาสเทน

เซสโกยังพร้อมที่จะจบสกอร์จากมุมและตำแหน่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งหากดู shot map จากบุนเดสลีกา 2 ซีซัน เขามีค่าความเป็นไปได้ของสกอร์หรือ expected goals (xG) ที่ 17.7 ในบุนเดสลีกาเทียบกับทำได้จริง 27 ประตู

นั่นแสดงถึงความเฉียบคมและความกล้าที่จะยิงแม้ความเป็นไปได้ต่ำ บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในตัวเองที่เซสโกสามารถทำประตูได้จากแทบทุกตำแหน่ง  นี่ก็เป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของศูนย์หน้าดาวรุ่ง ซึ่งเล่นให้สโลวาเกีย 41 นัด 16 ประตู

การดวลลูกโทษที่แข็งแกร่งของอดีตนักบาสฯ

หลายคนอาจไม่ทราบ เซสโกเคยเป็นนักบาสเกตบอลอนาคตไกล พื้นฐานกีฬาและความคล่องแคล่วที่ฝึกมาอย่างดีในกีฬายัดห่วงถูกแสดงออกมาบนสนามฟุตบอลผ่านการแย่งโหม่งและการคอนโทรลลูกที่อยู่ตำแหน่งสูง เมื่อบวกกับความสูง 195เซนติเมตรทำให้ได้เปรียบในกรอบเขตโทษ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.forbes.com/sites/manuelveth/2025/08/07/manchester-united-sign-benjamin-sesko-for-99-million-from-rb-leipzig/

ดังเห็นจังหวะที่เซสโกลอยตัวเหนือแขนที่ยืดเหยียดของเควิน แครปป์ นายทวารแฟรงเฟิร์ต และโหม่งเข้าไประหว่างแมตช์ไลป์ซิกชนะ 2-1 เมื่อธันวาคม 2024 นั่นเป็น 1 ประตูจาก 8 ประตูที่เซสโกโหม่เข้าไปในบุนเดสลีกา 2 ซีซันล่าสุด มากเป็นอันดับ 4 รองจากแฮร์รี เคน, แซร์อู กีราสซี และทิม ไคลน์ดีนส์

จุดแข็งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งวางเป้าเพิ่มอันตรายจากลูกตั้งเตะโดยพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลหลังสุด “เรด เดวิลส์” ทำได้แค่ 26 ประตู รั้งอันดับ 16 หรืออันดับสุดท้ายของทีมที่อยู่ในลีกสูงสุดทั้ง 3 ซีซัน เทียบกับอันดับ 14ร่วม บอร์นมัธกับฟูลแลม ยังทำได้ 31 ประตู

ยังดิบแต่มีแววเติบโตและพัฒนาได้อีกมาก

เกจิลูกหนัง Sky Sports ยังให้ความเห็นด้วยว่า เซสโกเพิ่งอายุครบ 22 ปีเมื่อปลายพฤษภาคม 2025 องค์ประกอบบางอย่างของการเล่นยังดิบหรืออยู่ในสเตจเริ่มต้น ประตูที่ทำมักมาเป็นช่วงๆ มากกว่าสม่ำเสมอ การค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกมาพร้อมกับความกดดันและความคาดหวังสุงลิ่ว แต่ด้วยอายุยังน้อย เซสโกยังสามารถเติบโตและพัฒนาได้อีกมาก

แน่นอนการเซ็นสัญญาของแมนฯยูไนเต็ดจึงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เซสโกไม่ได้มีสถิติประตูที่ดุเดือดเหมือนฮาลันด์ตอนที่ย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี เมื่อปี 2022 โดยสถิติ 2 ปีสุดท้ายที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ฮาลันด์ทำได้ 70 ประตูจาก 71 นัดรวมทุกรายการ หรือ 49 ประตูจาก 52 นัดเฉพาะบุนเดสลีกา

แต่ไรท์มองว่า เซสโกมีศักยภาพมหาศาล และสไตล์การเล่นก็เหมือนกับฮาลันด์ชัดเจน เส้นทางของทั้งสองก็คล้ายคลึงกัน เซสโกเคยเข้ามาแทนที่ฮาลันด์ได้ดีเยี่ยมที่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้อายุ 22 เซสโกสั่งสมประสบการณ์มากมาย เล่นให้สโมสรและทีมชาติมากกว่า 250 นัด เคยลงสังเวียนแชมเปียนส์ ลีก และยิงประตูได้ตัวเลข 2 หลักติดต่อกัน 5 ฤดูกาล

ไรท์เชื่อว่า เซสโกสามารถประสบความสำเร็จได้หากหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บร้ายแรง ความทรหดเป็นตัวแปรสำคัญต่อการค้าแข้งในอังกฤษ 

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Chief Football Editor) 

Categories
Feature

LIVE AND LEARN โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้นำพาเลซชิงถ้วยเอฟเอกับแมนฯซิตี

คริสตัล พาเลซ สโมสรฟุตบอลอายุเกือบ 120 ปีแห่งเซลเฮิร์สท์ ลอนดอนใต้ มีเกียรติประวัติสูงสุด แชมป์ลีกเทียร์ 2 ซีซัน 1978-79 และ 1993–94 รวมถึงรองแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย ซึ่งแพ้ต่อแมนฯยูไนเต็ดทั้ง 2 ครั้ง

ฤดูกาล 1989-90 พาเลซขึ้นนำ 2 ครั้ง ก่อนเสมอ 3-3 เมื่อจบเกม 120 นาที ต้องเตะรีเพลย์อีก 5 วันถัดมา ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดชนะ 1-0 จากประตูนาทีที่ 59 ของลี มาร์ติน เป็นแชมป์รายการแรกของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งช่วยให้ตำนานผู้จัดการรอดพ้นจากการโดนปลด

ฤดูกาล 2015-16 พาเลซยังคงเป็นฝ่ายนำ และแมตช์ต้องต่อเวลาอีกครั้งหลังเสมอ 1-1 ก่อนที่แมนฯยูไนเต็ดปิดจ็อบสำเร็จ เจสซี ลินการ์ด ทำประตูชัยนาทีที่ 110 

ฤดูกาล 2024-25 วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2025 พาเลซจะเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เป็นครั้งที่ 3 และเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามคือ แมนเชสเตอร์ แต่หนนี้เป็นแมนฯซิตี

ถ้าล้มทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้สำเร็จ “ดิ อีเกิลส์” ไม่เพียงสัมผัสถ้วยเก่าแก่สมัยแรก ยังได้สิทธิร่วมแข่งขันยูโรปา ลีก ฤดูกาลหน้า

ผู้จัดการทีมที่อาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้พาเลซมีชื่อว่า โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือวัย 50 ปีจากออสเตรีย

เริ่มต้นสวย พาเลซล้มลิเวอร์พูลแมนฯยูไนเต็ด

ว่างงานเกือบ 1 ปีหลังไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ยกเลิกสัญญาเมื่อจบซีซัน 2022-23 กลาสเนอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมพาเลซ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2024 แทนรอย ฮอดจ์สัน แต่ไม่ได้คุมทีมข้างสนามในวันนั้น ซึ่งพาเลซเสมอ 1-1 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน เพียงเฝ้าดูบนอัฒจันทร์เคียงข้างสตีฟ แพรีช ประธานสโมสร มอบหน้าที่ให้แพดดี แมคคาร์ธี

ขอบคุณภาพจาก  https://www.reddit.com/r/soccerbanners/comments/1awbbbt/austrian_oliver_glasner_has_taken_over_as_crystal/

กับการคุมทีมลงสนามพรีเมียร์ลีกนัดแรก วันที่ 24 กุมภาพันธ์ กลาสเนอร์พาทีมชนะเบิร์นลีย์ 3-0 ในเซลเฮิร์สท์ พาร์ค และยังสามารถหยุดสถิติไร้พ่ายในแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลไว้ที่ 29 นัดด้วยชัยชนะ 1-0 เมื่อ 14 เมษายน

แค่นั้นยังไม่พอ พาเลซยังอัดแมนฯยูไนเต็ดพังพาบ 4-0 ในเซลเฮิร์สท์ พาร์ค เมื่อ 6 พฤษภาคม และปิดฉากซีซันด้วยฟอร์มข่มวิลลา 5-0 เก็บชัยชนะ 6 นัดจาก 7 นัดสุดท้าย จบด้วยอันดับ 10 ซึ่งสูงสุดในยุคพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากขึ้นๆลงๆอันดับ 14-15 ระหว่างต้นธันวาคมถึงปลายเมษายน อีกทั้งกลาสเนอร์ยังช่วยให้พาเลซเก็บแต้มสะสมได้ 49 คะแนน

ลูกทีม 4 คนของกลาสเนอร์ยังโชว์ฟอร์มเข้าตาแกเรธ เซาธ์เกต ซึ่งใส่ชื่อในทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2024 ได้แก่ เอเบเรชี เอเซ, มาร์ก เกฮี, อดัม วอร์ตัน และดีน เฮนเดอร์สัน เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีก

แต่การคุมทีมเต็มซีซันครั้งแรกของกลาสเนอร์ พาเลซออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-25 ย่ำแย่ ชนะนัดเดียวจาก 13 เกมแรก เสมอและแพ้อย่างละ 6 นัด ก่อนยกระดับผลงานขึ้นมา เคยขึ้นไปถึงอันดับ 11 ส่วนบอลถ้วย พาเลซตกรอบ 8ทีมสุดท้าย คาราบาว คัพ เมื่อแพ้อาร์เซนอล 2-3 แต่ได้ชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับแมนฯซิตี

กลาสเนอร์อาจไม่ใช่ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกที่ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักในอังกฤษ และถูกนำเสนอข่าวสารมากนัก แต่เรื่องราวและปรัชญาการทำงานของเขาก็น่าสนใจใม่ใช่น้อย

ความผิดพลาดทำให้นักเตะก้าวหน้า

ว่ากันว่าเมื่อครั้งกลาสเนอร์รับงานที่เซลเฮิร์สท์ ข้อความแรกที่ส่งไปยังนักเตะพาเลซคือ “อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด”เนื่องจากกุนซือออสเตรียตระหนักว่า ฟุตบอลเป็นเกมที่สร้างขึ้นมาจากความผิดพลาด และผู้เล่นจะเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อปราศจากความกลัว

เคนเนดี บัวเต็ง เซ็นเตอร์แบ็ควัย 28 ของดีนาโม บูคาเรสต์ ซึ่งเคยเล่นให้กลาสเนอร์ที่แอลเอเอสเค ช่วยยืนยันแนวคิดข้างต้นว่า “สำหรับนักฟุตบอลหนุ่มๆ แนวคิดนี้ถือว่าดีมาก กลาสเนอร์เป็นโค้ชที่ใกล้ชิดลูกทีมและอนุญาตให้ทำผิดพลาดได้ ขณะที่ความอิสระเป็นเรื่องดีเพราะเปิดโอกาสให้เรียนรู้โดยปราศจากความกลัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลาทำผิด”

ปรัชญาดังกล่าวมาจากประสบการณ์ “เฉียดตาย” ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของกลาสเนอร์ ซึ่งแขวนสตั๊คขณะอายุ 37 ปีเพราะเลือดออกในสมอง ดังนั้นเมื่อหันเข็มทิศชีวิตมาเป็นโค้ช กลาสเนอร์จึงสัญญากับตัวเองว่า นี่ไม่ใช่เพียงงาน แต่ยังต้องสนุกด้วย

กลาสเนอร์เริ่มเส้นทางนักฟุตบอลกับ SV Riedau ก่อนเข้าร่วม SV Ried ทีมในดิวิชัน 2 ของออสเตรียในปี 1993 ขณะอายุ 19 ปี 

เอสเฟา รีด เลื่อนขึ้นไปยังออสเตรียน บุนเดลีกา ในปี 1995 และชนะเลิศออสเตรียน คัพ ซีซัน 1997-98 แต่เมื่อทีมตกลงไปดิวิชัน 2 ในปี 2003 กลาสเนอร์ย้ายไปเล่นให้แอลเอเอสเคในลีกสูงสุดด้วยสัญญายืมตัว ก่อนกลับมา เอสเฟา รีด ซึ่งโปรโมทขึ้นลีกสูงสุดในปี 2005 และได้แชมป์ออสเตรียน คัพ อีกสมัยในซีซัน  2010-11

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/34725201/oliver-glasner-premier-league-crystal-palace-fa-cup/

31 กรกฎาคม 2011 กลาสเนอร์มีแผลแตกเหนือตาและมีอาการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อยขณะแย่งโหม่งระหว่างแข่งขันบอลลีกกับราปิด เวียนนา แต่ยังร่วมเดินทางกับทีม ซึ่งมีคิวเตะยูโรปา ลีก นัดที่ 2 ของรอบคัดเลือก รอบ 3 กับบรอนด์บี 

อาการเลือดออกในสมองกำเริบขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2011 หลังการฝึกซ้อม กลาสเนอร์ถูกส่งเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน แม้พ้นขีดอันตรายแต่กลาสเนอร์ประกาศอำลาวงการตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อ 23 สิงหาคม 2011 ด้วยสถิติลงสนามบอลลีกกว่า 500 นัดตลอดระยะเวลา 16 ปีในฐานะผู้เล่นกองหลัง

ไม่เพียงปรัชญาการใช้ชีวิต แต่แนวคิดการทำงานของกลาสเนอร์ก็ให้ประโยชน์แก่เช่นกัน

สนับสนุนให้นักเตะปลดปล่อยตัวตนออกมา

หลังยุติอาชีพนักฟุตบอล กลาสเนอร์ได้รับข้อเสนอให้ทำหน้าผู้ช่วยโค้ชที่เอสเฟา รีด ในปี 2012 แต่ ปีเตอร์ โวเกิล ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานสโมสรกิตติมศักดิ์ของเอสเฟา รีด และซีอีโอของเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ได้ดึงเขามาเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารและรับผิดชอบด้านกีฬา

กลาสเนอร์เคยขอโอกาสจาก ราล์ฟ รังนิก เพื่อทำหน้าที่โค้ช และเดือนกรกฎาคม 2012 ก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ โรเจอร์ ชมิดท์ ในทีมชุดใหญ่ของซัลซ์บวร์ก แต่หลังจากร่วมคว้าแชมป์ลีกและบอลถ้วย ซีซัน 2013-14 กลาสเนอร์ก็ไม่ได้ตามไปทำงานกับชมิดท์ที่ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน แต่ตอบรับตำแหน่งผู้จัดการทีม เอสเฟา รีด ซีซัน 2014-15 

ฤดูกาลถัดมา กลาสเนอร์ย้ายไปทำงานให้สโมสรเก่าอีกแห่งคือ แอลเอเอสเค ควบตำแหน่งผู้จัดการทีมและผู้อำนวยการด้านกีฬา สามารถพาทีมขึ้นไปเล่นลีกสูงสุดในการคุมทีมปีที่ 2 และจบอันดับ 4 ออสเตรียน บุนเดสลีกา ซีซัน 2017-18 ได้สิทธิเล่นยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก รอบที่ 3 ซึ่งเป็นการคืนสังเวียนยุโรปของทีมนับจากปี 2000 

กลาสเนอร์พาแอลเอเอสเคเป็นรองแชมป์ลีก ซีซัน 2018-19 ได้สิทธิเล่นแชมเปียนส์ ลีก รอบคัดเลือก รอบที่ 3 ซึ่งทำให้ เยิร์ก ชมัดท์เคอ เห็นแวว จึงดึงตัวไปคุมทีมโวล์ฟส์บวร์กในบุนเดสลีกาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019

ขอบคุณภาพจาก  https://www.common-goal.org/Stories/Glasner-Joins-Common-Goal2020-07-27

เคนเนดี บัวเต็ง อดีตลูกทีมของกลาสเนอร์ที่แอลเอเอสเค กล่าวถึงอดีตนายใหญ่ที่เปลี่ยนจากทีมเล็กๆให้กลายเป็นทีมแนวหน้าว่า กลาสเนอร์ใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ เปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 เวลาอยู่ในโรงอาหาร ซึ่งเป็นคนละคนกับตอนอยู่ในสนามฟุตบอล สนใจอยากรู้แบ็คกราวน์ของผู้เล่นเพื่อทำความเข้าใจในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

“สำหรับคนที่มาจากแอฟริกาอย่างผม ย่อมอยากได้ใครสักคนที่เป็นเหมือนพ่อ โดยเฉพาะพวกเราที่เพิ่งมาอยู่ยุโรปเป็นครั้งแรก เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เขาไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเราทุกคนเหมือนกันหมด แต่จะปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องทำอะไรเหมือนๆกัน แต่ทุกคนจะรู้สึกมีส่วนร่วม”

กลาสเนอร์ยังเป็นคนเดิมที่สนามซ้อมเบคเคนแฮมของพาเลซ สนับสนุนให้แต่ละคนแสดงความออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง และยืนยันให้ทุกคนทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล สตาฟฟ์โค้ช หรือแม้แต่พนักงานในครัว

บทเรียนจากการขัดแย้งแรงที่โวล์ฟส์บวร์ก

บุนเดสลีกาถือเป็นก้าวกระโดดสำหรับอาชีพโค้ชของกลาสเนอร์ พาโวล์ฟส์บวร์กจบอันดับ 7 ในปีแรก ได้โควตายูโรปา ลีก ซึ่งเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย และจบอันดับ 4 ในปีที่ 2 ได้โควตาแชมเปียนส์ ลีก แต่กลับแยกทางกับสโมสรเมื่อจบซีซัน 2020-21 เนื่องจากมีความขัดแย้งกับชมัดท์เคอ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร และลูกทีมขาใหญ่บางคน

กลาสเนอร์ประสบปัญหาระเบียบวินัยในห้องแต่งตัว จนทุกอย่างถึงจุดระเบิด เป็นกุนซือที่เลือกเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากโวล์ฟส์บวร์ก โดย โจชัว กุยลาโวกุย กัปตันทีมขณะนั้น ซึ่งตอนนี้เล่นกับทีมลีดส์ ถึงกับลั่นวาจาว่า ตัวเขาดีใจที่กลาสเนอร์ออกไป

ทอม เดสโบโรห์ นักข่าวเยอรมัน ให้ความเห็นว่า มันจบได้แปลกมากขณะที่ทีมมีช่วงเวลาที่ดีมาก กลาสเนอร์ทำผลงานในสนามได้เยี่ยม แต่มีปัญหาส่วนตัวกับชมัดท์เคอ รวมถึงกุยลาโวกุย ซึ่งเหตุผลคงเป็นเพราะดร็อปกัปตันทีมเป็นผู้เล่นสำรอง

“แต่ผมเชื่อว่า กลาสเนอร์ได้บทเรียนจากเรื่องเหล่านี้ และนำมันติดตัวไปที่แฟรงค์เฟิร์ต”

ยอมรับไม่ได้หากใช้อีโกกับทีมและส่วนรวม

เดือนพฤษภาคม 2021 แฟรงค์เฟิร์ตประกาศชื่อกลาสเนอร์เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปีจนถึง 30 มิถุนายน 2024 ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้น กุนซือออสเตรียนให้คำมั่นสัญญาว่า จะมอบความเคารพและอิสระแก่นักเตะ แต่ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้

กลาสเนอร์เคยให้สัมภาษณ์กับ The High Performance Podcast ว่า “ในชีวิตหนึ่ง ถ้าคุณลงทุนกับอะไรบางอย่างและมุ่งสมาธิอยู่กับมัน ก็จะได้รับรางวัลในที่สุด”

“ทุกคนต่างมีอัตตา (ego) ผมบอกกับนักเตะว่าให้ใช้มันเพื่อทีม ถ้าขัดแย้งกับผมด้วยอัตตา ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้กับทีม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

กลาสเนอร์เริ่มต้นไม่ดีนักในเยอรมนี แพ้วาลด์ฮอฟ มานน์ไฮม์ คู่แข่งระดับเทียร์ 3 ตกรอบแรก เดเอฟเบ โพคาล และลงไปอยู่ใกล้โซนตกดิวิชันในเดือนพฤศจิกายน 2021 หลังจากชนะนัดเดียวจาก 10 นัดแรก แต่เป็นชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก 2-1 ในอัลลิอันซ์ อารีนา 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/eintracht-frankfurt-oliver-glasner-method-uefa-europa-league-final-glory-glasgow-rangers-19883

แต่ระหว่างพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2021 แฟรงค์เฟิร์ตชนะ 6 นัดจาก 7 นัด ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับ 6 เมื่อจบครึ่งแรกของซีซัน 2021-22 แต่ครึ่งหลัง ฟอร์มขึ้นๆลงๆ จบซีซันด้วยอันดับ 11 แต่กลาสเนอร์ทำผลงานได้เยี่ยมบนสังเวียนยุโรป ชนะเรอัล เบติส, บาร์เซโลนา และเวสต์แฮมในรอบน็อคเอาท์ เข้าถึงรอบชิงขนะเลิศ ยูโรปา ลีก และชนะเรนเจอร์สในการดวลจุดโทษ 5-4 พร้อมได้สิทธิเล่นแชมเปียนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1960

ก่อนนัดชิงชนะเลิศที่เซบีญา ประเทศสเปน แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า กลาสเนอร์ใช้เวลาส่วนตัวกับสมาชิกทุกคนในทีม รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลชุดแข่ง เพื่อบอกว่า ทีมได้รับชัยชนะแล้วจากการมาถึงจุดนี้ เพราะสำหรับกลาสเนอร์แล้ว การเดินทางมีความสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง

กลาสเนอร์แยกทางกับแฟรงค์เฟิร์ตหลังจบซีซัน 2022-23 ก่อนหมดสัญญา 1 ปี โดย “ดิ อีเกิลส์” แพ้ไลป์ซิก 0-2 ในรอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล, จบอันดับ 7 ของบุนเดสลีกาหลังจากรั้งอันดับ 4 เมื่อจบครึ่งแรกของซีซัน และตกรอบ 16 ทีม แชมเปียนส์ ลีก

การหย่อนยานด้านระเบียบวิยันทำให้ห้องแต่งตัวพัง

ที่ประเทศอังกฤษ กลาสเนอร์พัฒนาพาเลซให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังคุมทีมแทนฮอดจ์สันกลางกุมภาพันธ์ 2024 และได้ตอกย้ำความเชื่อเรื่อง “ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้”

ต้นซีซัน 2024-25 กลาสเนอร์เคยสัญญาจะให้โอกาสลงสนามกับ ร็อบ โฮลดิง ในแมตช์กับเวสต์แฮม แต่เปลี่ยนแผนเมื่อพาเลซตามหลังอยู่ 0-2 สร้างความไม่พอใจให้อดีตเซ็นเตอร์แบ็คทีมชาติอังกฤษ ยู 21 ซึ่งย้ายมาจากอาร์เซนอลในตลาดซัมเมอร์ปี 2023 แต่ได้เล่นแค่นัดเดียวนับจากนั้น

หลังการแข่งขัน โฮลดิงไม่ยอมวอร์มดาวน์กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งกลาสเนอร์ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ จึงลงโทษให้โฮลดิงแยกฝึกซ้อมคนเดียว และเพิ่มโทษให้ไปฝึกซ้อมกับทีมอะคาเดมีหลังจากไม่ได้รับคำขอโทษของโฮลดิง ก่อนส่งไปให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สโมสรแชมเปียนชิพ ยืมตัวในครึ่งหลังของซีซัน 2024-25

เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานแถลงข่าว กลาสเนอร์กล่าวว่า “ตอนนี้ร็อบกำลังฝึกซ้อมเป็นรายบุคคลอยู่ เราจะคุยกัน เขารู้สาเหตุ แต่เรื่องนี้ยังเป็นเพียงเรื่องระหว่างเราเท่านั้น”

มีรายงานจากแหล่งข่าววงในด้วยว่า บอร์ดบริหารพยายามเข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งดังกล่าว แต่กลาสเนอร์ยังคงยืนหยัดการตัดสินใจเพราะตระหนักดีว่า การต่อรองเรื่องนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของบรรยากาศภายในห้องพักนักกีฬา

กลาสเนอร์ชุบชีวิตและทำให้พาเลซต่างไปจากเดิม

แม้ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ด้วยความลำบาก แต่กลาสเนอร์ยังพาพาเลซเข้าชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 และสามารถรักษาสถานภาพในพรีเมียร์ลีกของทีมเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน พร้อมทั้งชนะใจสตีฟ แพรีช ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเอาใจยากได้สำเร็จ โดยประธานสโมสรกล่าวถึงกลาสเนอร์ว่า “ทำให้พวกเราทุกคนมีความคิดที่ต่างไปจากเดิม”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/34725201/oliver-glasner-premier-league-crystal-palace-fa-cup/

บุรุษที่เคยเผชิญเหตุการณ์เฉียดตาย กลับเป็นผู้มอบชีวิตให้กับ “ดิ อีเกิลส์” ตอนนี้ และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ กลาสเนอร์ไม่ได้มาที่พาเลซเพื่อพาทีมเอาตัวรอดเท่านั้น แต่กำลังสร้างบางอย่างที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)