Categories
Our Work

มีตติ้งดูบอล ครั้งที่ 5 ของ “ขวัญ ลามาเซีย” จบเกมบาร์เซโลน่า เอาชนะมายอร์ก้า ไป 3-0

ค่ำคืนของคนรักบาร์ซ่า กลับมาอีกครั้ง กับประสบการณ์ของแฟนบอลที่ต่อยอดพลังคอมมูนิตี้ สู่คุณค่าทางการตลาดอย่างยั่งยืน

‘ไข่มุกดำ’ ได้ร่วมจัดงานมีตติ้งดูฟุตบอลของเพจ “ขวัญ ลามาเซีย” ในฐานะ Organise Partner ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มแฟนบอลเข้าด้วยกัน เสริมความแข็งแรงของคอมมูนิตี้ และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัด ผู้สนับสนุน และผู้บริโภค ผ่านประสบการณ์จริง

โดยงานนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ The Cloud Event Venue ซอยลาดพร้าว 130 เปิดพื้นที่ให้แฟนบอลบาร์เซโลน่ากว่า 80 คน ได้มารวมตัวกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่การดูบอล แต่เป็นการสร้างพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง อบอุ่น และมีเอกลักษณ์

งานมีตติ้งครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “LALIGA Present Love (Barca) at First Sight #5” พร้อมถ่ายทอดสดสัญญาณการแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลน่า vs มายอร์ก้า ซึ่งแฟนบอลได้ร่วมส่งพลังเชียร์ไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์ สร้าง Emotional Engagement ที่สื่อดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้ และยิ่งตอกย้ำความสำเร็จเมื่อบาร์เซโลน่าเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3–0

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการได้รับความร่วมมือจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงาน อาทิ Bell Spotz, I AM Legend Thailand, คุณบีม อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย, ทรูวิชั่น นาว, Bitget ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของงานมีตติ้งในฐานะ Platform ทางการตลาด ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้อย่างตรงจุด และมีคุณภาพ

ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมตลอดทั้งคืน พร้อมของรางวัลจากผู้สนับสนุนมากมาย โดยของรางวัลประกอบด้วย ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

ไข่มุกดำ และ เพจ “ขวัญ ลามาเซีย” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้รับทั้งความสนุก ความประทับใจ และคุณค่าจากประสบการณ์ครั้งนี้ และพร้อมเดินหน้าพัฒนากิจกรรมที่ตอบโจทย์แฟนบอลและแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในงานครั้งถัดไปที่ยิ่งใหญ่และเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ดูภาพบรรยากาศงาน คลิก : https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1k9vkcM9yIaTO4YZK18pNia1CV-RwZ6Tc

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

สานฝันเยาวชน! TESA จัดบอล 7 คน U12 เฟ้นแข้งเจ๋งลุยเกาหลีใต้

ปิดฉากลงอย่างสุดมันส์และสมศักดิ์ศรี กับรายการพิเศษ “ยูไนเต็ด ฟุตบอล ชาลเลนจ์ คัพ 2025″ การแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ณ สนามฟุตบอล Super Star Arena ซอยลาดพร้าว 80

รายการนี้จัดโดย TESA แพลตฟอร์มในการพัฒนานักกีฬารุ่นเยาว์ให้ก้าวสู่การเป็นนักกีฬาชั้นนำ ทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพด้านกีฬาฟุตบอล และเป็นส่วนหนึ่งในการเฟ้นหานักเตะเข้าสู่ระบบ FA Thailand Talent ID พร้อมได้สิทธิ์ไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่เกาหลีใต้ รวมทั้งชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท

แน่นอว่า พอพูดถึงฟุตบอลเยาวชน ปัจจุบันได้รับการสนใจเป็นอย่างมาก มีทัวร์นาเม้นท์การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน เกิดขึ้นมากมาย แต่การแข่งขันฟุตบอล รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี รายการนี้ พิเศษกว่ารายการอื่น เนื่องจากผลงานของเยาวชนแต่ละทีม ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ จะถูกเก็บคะแนนเข้าฐานข้อมูล เพื่อต่อยอดสู่เส้นทางทีมชาติของแข้งเยาวชน โดยทีมเทคนิคจาก FA THAILAND ที่ส่งเจ้าหน้าที่มาเฝ้าจับตามอง

ซึ่งเมื่อวันที่ 14 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา ณ สนาม ซูเปอร์สตาร์ อารีน่า ลาดพร้าว 80 ได้มีพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี รายการนี้ สนามแรก โดยมี “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ TESA พร้อมด้วย คุณอนัญญา โตแสงชัย ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการฝ่ายหลักสูตรและกิจกรรม TESA ร่วมเป็นประธาน นอกจากนั้น ยังมี ลี ซึงวอน นักเตะเกาหลีใต้ จาก สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ ศิวกรณ์ เตียตระกูล นักเตะจาก บีจี ปทุม ยูไนเต็ด และอดีตทีมชาติไทย มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์

นอกจากนี้ กองเชียร์ในสนาม และเหล่าเยาวชนนักเตะ ก็ยังได้สนุกไปกับแมตช์สุดพิเศษ ที่เป็นการประชันฝีเท้าของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายฟุตบอล ปะทะทีมผู้สื่อข่าวกีฬาชื่อดัง ร่วมด้วยทีมเทคนิคจาก FA Thailand ที่มาโชว์ฝีเท้า นำทัพโดย “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช “ป๊อป” วีระพล เต็มโชติโกศล, ภานุวัฒน์ ใจยิ้ม (ต้องซุย), เรเซอร์เบนซ์, มี่ วทัญญู, ต้อง คิดไซส์โค้ง ฯลฯ

สำหรับการแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี “ยูไนเต็ด ฟุตบอล ชาลเลนจ์ คัพ 2025” ในสนามแรกนี้ มีทีมเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 16 ทีม จากโรงเรียนนานาชาติ, EP ของโรงเรียนไทย รวมถึง อะคาเดมี่ชั้นนำที่รวมเด็กนานาชาติ เด็ก EP และเด็กหลักสูตรไทย ทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง

ก่อนที่การแข่งขันอันดุเดือดจะได้บทสรุปอย่างยิ่งใหญ่ โดย “AFA – Ascot Football Academy” ครองตำแหน่งแชมป์ประจำทัวร์นาเม้นท์นี้ไปอย่างสมศักดิ์ศรี คว้าเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล ส่วนอันดับ 2 เป็น “Futboys A” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัล และ อันดับ 3 ร่วม เป็นของ “JB Academy” และ “Traill FC” รับเงินรางวัล ทีมละ 10,000 บาท

ทั้งนี้ ในสนามแรก ยังมีการมอบรางวัล MVP เป็น Korea Intensive Football Camps ณ Son Football Academy, FC Seoul และ Incheon United FC พร้อมประสบการณ์สุดพิเศษที่ไม่ซ้ำใคร โดยรางวัลนี้เป็นของ Shakrit Kittithammarat จากทีม AFA – Ascot Football Academy, รางวัล BEST GOALKEEPER ตกเป็นของ Phuttiphum Sriborisut จากทีม Uthaithani และรางวัล TOP GOAL SCORER เป็นของ Pasin Opasiamlikit จากทีม Futboys A

แน่นอนว่ารายการนี้ จะมีการแข่งขันอีก 4 สนามทั่วประเทศ เพื่อคัดเอาทีมแชมป์และรองแชมป์ทั้งหมด 5 สนามมาชิงชัยรอบสุดท้ายที่กรุงเทพฯ ช่วงต้นปี 2569

ชมภาพเพิ่มเติมคลิก : https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1kL6w2_vsY2bQgJcs-7H1UkzX8z3SSjnp

📝: ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย (แนน)


Categories
Football Business

ลาลีกาเผยรายงานเศรษฐกิจประจำฤดูกาล 2023/2024 ด้วยสถิติรายได้และจำนวนผู้ชมในสนามสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ลาลีกาปิดฉากฤดูกาล 2023/2024 ลงอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความสำเร็จในหลายมิติ ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของลาลีกาในฐานะหนึ่งในลีกฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลและมีพลวัตมากที่สุดในระดับโลก นับเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเงิน การพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการมีส่วนร่วมของแฟนบอล

จากรายงานล่าสุด ลาลีกาทำรายได้รวมหลังปรับมาตรฐานแล้วสูงถึง 5.049 พันล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้าถึง 3.2% โดยเฉพาะในส่วนของรายได้เชิงพาณิชย์ ลาลีกาสามารถทำยอดทะลุ 1 พันล้านยูโร เป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการบริหารที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ

เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จเหล่านี้คือกลยุทธ์การตลาดและการขยายสิทธิ์ทางการค้าที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ลาลีกาได้ดำเนินนโยบายหาสปอนเซอร์เชิงรุก และขยายฐานผู้ชมในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ลีกยังคงให้ความสำคัญกับแฟนบอลในประเทศด้วยการคงราคาบัตรเข้าชมให้อยู่ในระดับที่แฟนบอลส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้

ด้วยความตั้งใจนี้ ลาลีกาสามารถดึงดูดผู้ชมเข้าสนามรวมกว่า 16 ล้านคน ในฤดูกาลเดียว และมีอัตราการเข้าชมเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 75.4% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของแฟนบอลที่มีต่อลีก และคุณภาพของการแข่งขันที่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ

ด้านการลงทุน ลาลีกายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางฟุตบอลที่มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีโครงการสำคัญอย่าง BOOST LALIGA เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต ผ่านการร่วมมือกับสโมสรสมาชิกในรูปแบบของ Clubs Office

แม้ว่าตัวเลขหนี้สินสุทธิขององค์กรจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.337 พันล้านยูโร แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว ดัชนีความมั่นคงทางการเงินของลาลีกายังคงแข็งแกร่ง ด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ (Net Equity) สูงถึง2.240 พันล้านยูโร ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงของโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้ในการดำเนินงาน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของ Financial Fair Play (FFP) 

สำหรับฤดูกาล 2024/2025 ลาลีกาคาดว่าผลประกอบการหลังปรับมาตรฐานแล้วจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของลีกและสโมสร ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้ลาลีกาเข้าใกล้จุดคุ้มทุนภายใต้กรอบของ Financial Fair Play ได้ในอนาคตอันใกล้

จากความสำเร็จที่กล่าวมาทั้งหมด ลาลีกายังคงตอกย้ำบทบาทของตนในฐานะองค์กรต้นแบบในวงการกีฬาโลก ไม่เพียงแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพการแข่งขัน ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้แก่สโมสรและแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับลาลีกา
ลาลีกาคือองค์กรเครือข่ายฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสมาคมกีฬาภาคเอกชนที่ประกอบด้วยบริษัทกีฬาแบบมหาชนจำกัด (SADs) และสโมสรฟุตบอล 20 แห่งจากลาลีกา (LALIGA EA SPORTS) และอีก 22 แห่งจากดิวิชั่น 2 (LALIGA  HYPERMOTION) ซึ่งมีหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศสเปน

ลาลีกามีผู้ติดตามมากกว่า 247 ล้านคนทั่วโลกบนโซเชียลมีเดีย โดยครอบคลุม 16 แพลตฟอร์ม และรองรับ 20 ภาษา สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และมีเครือข่ายระดับนานาชาติที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาองค์กรกีฬาทั่วโลก โดยมีสำนักงาน 11 แห่งใน 34 ประเทศ

ลาลีกายังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิขององค์กร (LALIGA FOUNDATION) และยังเป็นลีกฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของโลกที่จัดตั้งลีกสำหรับนักฟุตบอลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ภายใต้ชื่อ LALIGA GENUINE

Categories
Football Business

การกลับมาของ “ฟีฟ่า เอเย่นต์” เพื่อจัดระเบียบนายหน้าลูกหนังครั้งใหม่

  • รายได้ต่อปีของเอเย่นต์ในพรีเมียร์ลีก อังกฤษในปัจจุบัน อยู่ระหว่าง 2 หมื่นปอนด์ ถึง 26.8 ล้านปอนด์
  • ฟีฟ่า กลับมาใช้กฎระเบียบการสอบใบอนุญาตเอย่นต์ฟุตบอลอีกครั้ง หลังยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2015
  • ในปัจจุบัน ผู้ที่ผ่านการสอบทั้ง 2 รอบ ในปี 2023 และผู้ที่มีใบอนุญาตเดิม มีประมาณ 4,500 คน

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2023 เป็นต้นไป สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้นำระบบ “FIFA Agent” กลับมาบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง เพื่อการจัดระเบียบเอเย่นต์ในวงการฟุตบอลที่เข้มงวดมากขึ้น

โดยผู้ที่สอบผ่านตามกฎ FIFA Agent Regulations ที่มีการปรับปรุงใหม่ จะได้รับใบอนุญาตให้ทำหน้าที่ตัวแทนของนักฟุตบอล รวมถึงผู้ฝึกสอน และสโมสรฟุตบอล ในการทำธุรกรรมต่างๆ ระหว่างประเทศ

วงการฟุตบอลในปัจจุบันที่มีความเป็นธุรกิจมากขึ้น และด้วยเม็ดเงินที่เพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นกว่าเดิม จึงเป็นที่มาของอาชีพ “เอเย่นต์” ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับอาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล

หลายๆ คน ที่ได้เข้ามาทำอาชีพนายหน้าในวงการกีฬา อาจได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง “เจอร์รี่ แม็คไกวร์” ที่ทอม ครูซ พระเอกของเรื่อง รับบทเป็นเอเย่นต์นักกีฬาผู้มีความทะเยอทะยาน

ซูเปอร์เอเย่นต์ในวงการฟุตบอล ที่มีอิทธิพลอย่างมาก เช่น ฮอร์เก้ เมนเดส หรือมิโน่ ไรโอล่า (ผู้ล่วงลับ) ถือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับบรรดาเอเย่นต์ในปัจจุบัน และผู้ที่ต้องการจะเข้าสู่อาชีพเอเย่นต์ในอนาคต

กว่าจะมาเป็น “นายหน้าค้านักเตะ”

ในวงการฟุตบอล เอเย่นต์ คือตัวแทนหรือคนกลางที่เป็นที่ปรึกษา และรับผิดชอบในด้านต่างๆ ของนักฟุตบอล หรือผู้ฝึกสอน เช่น การเจรจาสัญญา, การดูแลสิทธิประโยชน์, การดูแลภาพลักษณ์ เป็นต้น

คุณสมบัติที่สำคัญของเอเย่นต์ฟุตบอล จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในด้านกฎหมาย, การจัดการธุรกิจฟุตบอลทั้งในและนอกสนาม รวมถึงสายสัมพันธ์กับนักฟุตบอลคนอื่น ๆ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ครอบครัว, สื่อมวลชน ฯลฯ

การเป็นเอเย่นต์ฟุตบอล อาจเป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเอเย่นต์ให้ผ่าน หรือจะจัดตั้งเป็นนิติบุคคล ที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมายจากฟีฟ่า โดยที่ผู้ก่อตั้งบริษัทไม่จำเป็นต้องสอบใบอนุญาตเอเย่นต์ก็ได้

รายได้ของเอเย่นต์ฟุตบอล จะขึ้นอยู่กับจำนวนนักฟุตบอลที่เป็นลูกค้าประจำตัว รวมถึงชื่อเสียงของนักฟุตบอลแต่ละคน ถ้าหากเป็นนักฟุตบอลระดับซูเปอร์สตาร์ ก็มีโอกาสที่จะได้รับส่วนแบ่งมหาศาลเลยทีเดียว

ขอบคุณภาพ : https://fathailand.org/news-detail/w0Jv6

ตามกฎของฟีฟ่า เอเย่นต์จะได้ส่วนแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าการเซ็นสัญญา แต่ก็มีบ้างที่มาจากค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนที่ตกลงกับสโมสร แต่โดยรวมแล้วต้องไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าสัญญาทั้งหมดต่อปี

อ้างอิงจากข้อมูลในเว็บไซต์ของ Sports Management Worldwide ระบุว่า เอเย่นต์ของนักเตะในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะมีรายได้ต่อปีอย่างน้อย 2 หมื่นปอนด์ แต่เอเยนต์บางคนอาจมีรายได้สูงถึง 26.8ล้านปอนด์

ฤดูกาล 2022/23 ทั้ง 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ได้จ่ายเงินให้ “นายหน้าค้านักเตะ” รวมกัน 318.2 ล้านปอนด์ โดยทีมที่เสียเงินมากที่สุดคือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (51.5 ล้านปอนด์) และทีมที่เสียเงินน้อยที่สุดคือ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (4.3 ล้านปอนด์)

ในปัจจุบันนี้ มีเอเย่นต์นักฟุตบอลมากกว่า 2,000 คน ที่ลงทะเบียนกับเอฟเอ เมื่อมีดีลย้ายสโมสร, ต่อสัญญา หรือยกเลิกสัญญา แต่จากนี้ไป ผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตเอเย่นต์ต้องเข้ารับการสอบตามกฎระเบียบใหม่ของฟีฟ่า

จากระบบคนกลาง กลับสู่ระบบสอบ

ในอดีต ฟีฟ่าเคยมีการจัดสอบเอเยนต์นักฟุตบอลมาก่อน แต่ได้ยกเลิกไปในปี 2015 และนำระบบคนกลาง (Intermediaries) มาใช้แทน เนื่องจากพบปัญหาสำคัญในระบบเอเยนต์นักฟุตบอล 3 ประการ ได้แก่

– ความไม่มีประสิทธิภาพในการออกใบอนุญาตฟีฟ่า เอเย่นต์ ของสมาคมฟุตบอลในหลาย ๆ ประเทศ

– การโยกย้ายนักฟุตบอลที่กระทำโดยฟีฟ่า เอเย่นต์ มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ไม่สามารถตรวจสอบได้

– ความไม่ชัดเจนในเรื่องข้อบังคับระหว่างคนที่ทำหน้าที่เอเย่นต์ของนักฟุตบอล กับตัวแทนของสโมสรต่าง ๆ

สำหรับ “ระบบคนกลาง” มีเป้าหมายในการสร้างความโปร่งใส โดยคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ จะต้องลงทะเบียนกับฟีฟ่า และมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับสโมสร หรือนักฟุตบอลที่ตนเองเกี่ยวข้อง

ส่วนค่าตอบแทนของคนกลาง ฟีฟ่าแนะนำว่า ให้เรียกได้ไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าสัญญา หรือค่าจ้าง แต่ก็สามารถเรียกค่าตอบแทนเท่าที่ต้องการ และต้องเปิดเผยค่าตอบแทนที่ได้รับจากสัญญาให้ฟีฟ่าทราบด้วย

แต่ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ระบบคนกลางมีการกอบโกยผลประโยชน์อย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้ฟีฟ่าตัดสินใจยกเครื่องอาชีพเอเย่นต์เสียใหม่ ด้วยการกลับมาใช้ระบบจัดสอบฟีฟ่า เอเยนต์อีกครั้งในรอบ 8 ปี

ผู้ที่มีใบอนุญาตจากฟีฟ่าเท่านั้น ที่จะสามารถทำหน้าที่เอเย่นต์ได้ ทำให้สมาชิกในครอบครัวของนักฟุตบอล ที่เคยเป็นเอเย่นต์จากระบบคนกลาง จำเป็นจะต้องสอบฟีฟ่า เอเย่นต์ให้ผ่านตามกฎระเบียบใหม่ด้วย

เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เมื่อฟีฟ่ามีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่สำหรับผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนเจรจาในวงการฟุตบอล โดยใช้วิธีการสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต จึงไม่ใช่เรื่องง่ายของหลาย ๆ คน ที่ต้องการจะเข้าสู่อาชีพเอเย่นต์ในวงการลูกหนัง

วิธีการเตรียมตัวสอบ ยกตัวอย่างเช่น ดาวน์โหลดคู่มือการเป็นเอเย่นต์นักฟุตบอลที่มีความหนาประมาณ 500 หน้าจากเว็บไซต์มาศึกษาเอง หรือการเปิดติวสอบทั้ง Online และ On-site คิดค่าใช้จ่ายเป็นรายชั่วโมง เป็นต้น

ในวันสอบ ผู้เข้าสอบจะต้องทำข้อสอบในรูปแบบปรนัย หรือมีตัวเลือก ตามชุดข้อสอบที่ระบบสุ่มเลือกมาให้แต่ละคน จำนวน 20 ข้อ ภายในเวลา 1 ชั่วโมง และต้องตอบถูกอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ หรือ 15 ข้อ จึงจะถือว่าสอบผ่าน

สำหรับในการสอบครั้งแรก เมื่อเดือนเมษายน 2023 มีผู้สมัครเข้ามาในระบบ 6,586 คน จาก 138 สมาคมฟุตบอลทั่วโลก ในจำนวนนี้ เข้ามาทำการสอบ 3,800 คน และสอบผ่าน 1,962 คน (คิดเป็น 52 เปอร์เซ็นต์)

และการสอบครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกันยายน 2023 มีผู้สมัครเข้ามาในระบบ 10,383 คน จาก 157 สมาคมฟุตบอลทั่วโลก ซึ่งนับจนถึงปัจจุบัน มีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจากการสอบทั้ง 2 รอบ และผู้ที่มีใบอนุญาตอยู่ก่อนแล้ว รวมกันไม่น้อยกว่า 4,500 คน

ผู้ที่สอบไม่ผ่าน ก็สามารถสอบใหม่ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง จนกว่าจะสอบผ่าน เพียงแต่ไม่ได้จัดสอบบ่อยๆ ในแต่ละปี ซึ่งพวกเขาต้องเตรียมตัวให้ดีกว่าเดิม เพราะคนที่จะเข้ามาทำงานด้านนี้ ต้องเป็นคนที่เจ๋งจริง ๆ เท่านั้น

ขอบคุณภาพ : https://fathailand.org/news-detail/w0Jv6

เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนลุยสนามสอบ

หลังจากการสอบ FIFA Football Agent Examination ในปี 2023 ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และยังมีอีกหลายคนที่สนใจจะเข้าสู่อาชีพเอเย่นต์ในวงการฟุตบอล ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด ก่อนเข้าสู่ห้องสอบ

สำหรับปี 2024 ก็จะมีการเปิดรับสมัคร และสอบ 2 ครั้งเช่นเดิม ครั้งที่ 1 รับสมัครระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม (สอบประมาณเดือนพฤษภาคม) ส่วนครั้งที่ 2 รับสมัครระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน (สอบประมาณเดือนพฤศจิกายน)

เมื่อถึงช่วงเวลาที่เปิดรับสมัคร ให้สมัครผ่านเว็บไซต์ agents.fifa.com และจะแจ้งรายละเอียดในการสอบให้ทราบอีกครั้งผ่านอีเมลของผู้สมัครสอบ และระบบ FIFA Agent Platform ส่วนภาษาที่ใช้สอบ มีให้เลือกระหว่างอังกฤษ, สเปน หรือ ฝรั่งเศส

คุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครสอบเพื่อขอใบอนุญาตการเป็นเอเย่นต์ฟุตบอลตามระเบียบของ FIFA (Eligibility Requirement)

a) คุณสมบัติ ณ วันที่ยื่นใบสมัคร

– กรอกใบสมัครตามความจริงอย่างครบถ้วนทุกประการ

– ไม่เคยได้รับโทษในคดีอาญา

– ไม่เคยถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมกีฬาจากองค์กรกีฬาใดเป็นเวลามากกว่า 2 ปี อันเนื่องมาจากละเมิดกฎระเบียบและจริยธรรมทางวิชาชีพ

– ไม่เป็นพนักงานของ FIFA, สหพันธ์ฟุตบอลของทวีป, สมาคมกีฬาฟุตบอลของประเทศต่างๆ, ฟุตบอลลีก, สโมสรฟุตบอล รวมถึง องค์กรใดๆ ก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานข้างต้นทั้งทางตรงและทางอ้อม

– ไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ สโมสร, อคาเดมี และ ฟุตบอลลีก

b) ไม่เคยตรวจพบว่าทำหน้าที่เอเยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมาก่อนยื่นใบสมัคร

c) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือ กรรมการบริษัทขององค์กรที่ถูกฟ้องล้มละลาย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

d) ไม่เป็นผู้ที่มีผลประโยชน์หรือส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันกีฬาทุกชนิดในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา 

ผู้ที่สอบผ่าน จะต้องจ่ายค่าใบอนุญาตเป็นจำนวนเงิน 600 ฟรังก์สวิส (คิดเป็นเงินไทย ประมาณ 24,000บาท) ภายใน 90 วัน หลังจากสอบผ่าน และเป็นค่าใช้จ่ายแบบรายปี เมื่อได้รับใบอนุญาตแล้ว ก็สามารถทำงานได้ทันที

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เอเย่นต์คือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฟุตบอลให้เดินหน้าต่อไป อีกทั้งเป็นช่องทางสำหรับผู้มีความฝันที่ต้องการจะทำงานในวงการฟุตบอล เพื่อกอบโกยรายได้มหาศาลจากอาชีพนี้

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

– https://thaipublica.org/2016/04/tpl-10/

https://fathailand.org/news-detail/w0Jv6

– https://theathletic.com/4420448/2023/04/19/agents-exams-fifa/

https://www.thefa.com/news/2023/mar/31/publication-of-payments-and-transactions-310323

– https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-11987207/Agents-futures-line-sit-FIFA-exam-fears-80-cent-fail.html

https://digitalhub.fifa.com/m/1e7b741fa0fae779/original/FIFA-Football-Agent-Regulations.pdf

https://digitalhub.fifa.com/m/1c21b25b00c6dec8/original/FIFA-Football-Agent-Exam-Study-Materials.pdf

Categories
Football Business

ยุคโมเดิร์นฟุตบอลที่สถิติท่วมล้น สถิติไหนคัดกรองยอดนักเตะแม่นที่สุด

โลกฟุตบอลยุคปัจจุบันเอ่อล้นไปด้วยข้อมูลสถิติที่เกิดจาก data point จำนวนหลายล้านต่อแมตช์ การสัมผัสบอลแต่ละครั้งและทุกการเคลื่อนไหวของนักฟุตบอลได้รับการจดบันทึก พรีเมียร์ลีกเป็นหนึ่งในสมรภูมิลูกหนังระดับอาชีพที่เป็นผู้นำด้านสถิติ เป็นลีกหนึ่งที่เก็บรวบรวมข้อมูลมากที่สุดในโลก

ดิวิชัน 1 ประเทศอังกฤษ เปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ชิพ (ก่อนมาเป็นพรีเมียร์ลีก) ในฤดูกาล 1992-93 สถิติยุคนั้นถือว่าน้อยมากและเป็นสถิติพื้นฐานอย่างเช่น ใครทำประตู ใครเป็นคนแอสซิสต์ และใครได้รับใบเหลืองใบแดง ยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นส่วนบุคคลหรือทีม ไม่มีสถานีโทรทัศน์ช่องไหนสนใจสถิติเชิงลึกดังเช่นปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงมาถึงในซีซัน 1997-98 หรืออีก 5 ปีต่อมาเมื่อ Opta ได้เซ็นสัญญาเป็นบริษัทเก็บรวบรวมสถิติเชิงประสิทธิภาพของนักฟุตบอลให้กับพรีเมียร์ลีกอย่างเป็นทางการ โดย Opta บริษัทสัญชาติอังกฤษ เพิ่งก่อตั้งในปี 1996 สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากเป็นพันธมิตรของช่อง Sky Sports ในการถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกทางโทรทัศน์ตั้งแต่ซีซั่น 1996-97

สถิติยุคแรกค่อนข้างเรียบง่ายพื้น ๆ จนกระทั่งซีซั่น 2006-07 Opta เริ่มเก็บรวบรวบสถิติหลากหลายและมีจำนวนเพิ่มขึ้น อาทิ key passes, tackle success, shooting accuracy สำหรับนักเตะ และ passes per match, errors leading to a goal, goals from counter attacks สำหรับทีม เป็นต้น

ตั้งแต่ซีซัน 2021-22 พรีเมียร์ลีกได้ร่วมงานกับ Oracle บริษัทเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ซึ่งให้บริการเมตริกชั้นสูง รวมถึงระบบยอดนิยมอย่าง Momentum Tracker ส่งผลให้พรีเมียร์ลีกมีข้อมูลสถิติที่สลับซับซ้อนกว่าลีกหลายประเทศที่ยังคงใช้เพียง event data เหมือน Opta เช่น การจ่าย การโหม่ง การเซฟ โดย Oracle ใช้เมตริกและโมเดลที่ซับซ้อนนำไปวัดปริมาณส่วนต่าง ๆ ของเกมการแข่งขัน จนได้ข้อมูลที่มีความลึกซึ้ง สามารถนำไปต่อยอดวิเคราะห์เกมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ Opta เซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์ของพรีเมียร์ลีกในปี 1997 แต่สโมสรต่างๆยังต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลสถิติของตัวเอง หนึ่งในยุคบุกเบิกคือ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ยุคแซม อัลลาร์ไดซ์ ซึ่งคุมทีมทรอตเตอร์สระหว่างปี 1999 – 2007 โดยอัลลาร์ไดซ์เห็นประโยชน์ของข้อมูลสถิติในวงการกีฬาเมื่อครั้งเล่นฟุตบอลให้ทีมแทมปา เบย์ ราวดีส์ ที่อเมริการาวปี 1983 เขานำไปไอเดียมาใช้เพื่อพัฒนาการเล่นของนักเตะโบลตัน อัลลาร์ไดซ์ถึงขนาดสร้างสถานที่ที่เรียกว่า War Room ซึ่งเขาและสตาฟฟ์โค้ชใช้เป็นออฟฟิศเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลบนจอขนาดใหญ่ ซึ่งถูกใช้เพื่อวางแผนกลยุทธ์การเล่นอีกด้วย

สโมสรแรกที่ลงทุนด้านข้อมูลสถิติอย่างจริงจังได้แก่ ลิเวอร์พูล หลังจากเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป บริษัทกีฬาข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน เข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปี 2010 เนื่องจากเฟนเวย์ฯ ตระหนักถึงศักยภาพของการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติจากการเป็นเจ้าของทีมเบสบอล บอสตัน เรด ซอกซ์ ซึ่งความจริงแล้ว data analysis เป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากสำหรับกีฬาเมืองลุงแซม

นับจากปี 2010 แผนกข้อมูลเป็นหน่วยงานที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของสโมสรพรีเมียร์ลีก ได้ถูกใช้งานตั้งแต่การเลือกสรรผู้เล่นไปจนถึงการวางแท็คติก ข้อมูลเชิงลึกที่ถูกสร้างขึ้นมาส่งผลกระทบและสร้างสีสันให้กับเกมลูกหนังเป็นอย่างมาก

สถิติเว็บพรีเมียร์ลีก 4 กลุ่มใหญ่ 40 หมวดย่อย

ในส่วนของการรวบรวม event data ระหว่างการแข่งขันพรีเมียร์ลีกแต่ละนัด Opta ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Stats Perform ใช้ทีมงานทั้งหมด 3 คน เจ้าหน้าที่ 2 คนมีหน้าที่ดูวิดีโอฟุตเตจและบันทึกข้อมูลทุกครั้งเมื่อเกิดการสัมผัสลูกบอล นักเตะคนไหนเข้ามาเกี่ยวข้อง และเกิดตรงตำแหน่งไหนของสนาม เจ้าหน้าที่คนที่ 3 เป็นผู้ควบคุมคุณภาพหรือ QC กรอกกลับวิดีโอฟุตเตจเพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดว่าข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ถูกต้อง ทั้งนี้ live-match data จะถูกนำไปตรวจสอบอีกครั้งหลังการแข่งขันเพื่อให้มั่นใจว่าถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์

อ้างอิงจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรีเมียร์ลีก ในหมวด stats แบ่งเป็น 4 ประเภทใหญ่ ได้แก่ สถิติทั่วไป, สถิติเกมบุก, สถิติเกมรับ และสถิติผู้รักษาประตู ซึ่งแต่ละประเภทจะมีแยกย่อยลงไปประกอบด้วย

GENERAL : Goals, Assists. Appearances. Minutes Played, Yellow Cards, Red Cards. Substituted On. Substituted Off

ATTACK : Shots, Shots On Target, Hit Woodwork, Goals From Header, Goals From Penalty, Goals From Freekick, Offsides, Touches, Passes, Through Balls, Crosses, Corners Taken

DEFENCE : Interceptions. Blocks, Tackles, Last Man Tackles, Clearances, Headed Clearances, Aerial Battles Won, Own Goals, Errors Leading To Goal, Penalties Conceded, Aerial Battles Lost

GOALKEEPER : Clean Sheets, Goals Conceded, Saves, Penalties Saved, Punches, High Claims, Sweeper Clearances, Throw Outs, Goal Kicks

จากสถิติข้างบนเป็นเพียง event data ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย ๆ ด้วยสายตามนุษย์ ยังมีมากมายขนาดนี้ ไหนจะมีสถิติที่เกิดจากการคำนวณ และสถิติได้จากระบบเมตริกและโมเดลที่ซับซ้อน จนหลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า คิดวิเคราะห์ให้มันยุ่งยากวุ่นวายเกินไปหรือเปล่าเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ฟอร์มการเล่นของตัวนักเตะและทีมว่าดีหรือแย่เพียงใด

ดังนั้น จึงมีผู้คิดแบบสุดขั้วอย่าง ไรอัน โอ’แฮนลอน นักข่าวของอีเอสพีเอ็น ดอท คอม สื่อกีฬาระดับโลกจากอเมริกา ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ถ้าต้องเลือกใช้ตัวเลขสถิติเพียงชนิดเดียวเพื่อจัดทีมฟุตบอลรวมดาราจากการแข่งขันยูฟา แชมเปียนส์ ลีก และลีกท็อป-5 ของยุโรป (พรีเมียร์ลีก, บุนเดสลีกา, กัลโช เซเรีย อา, ลา ลีกา, ลีกเอิง) ประจำฤดูกาล 2022-23 ที่เพิ่งจบไป สถิติไหนจะจัดทีม Best XI ได้ดีหรือใกล้เคียงกับสุดยอดทีมในโลกแห่งความเป็นจริงมากที่สุด ทั้งนี้เป็นการจัดทีมด้วยแผนการเล่น 4-3-3 และจัดเฉพาะผู้เล่นเอาท์ฟิลด์ ไม่รวมผู้รักษาประตูที่มีการบันทึกสถิติเฉพาะตัว ต่างจากผู้เล่น 10ตำแหน่งที่เหลือ

SHOTS คัดกรองฟอร์มนักเตะแม่นกว่า GOALS

ฟุตบอลตัดสินแพ้ชนะกันที่จำนวนประตู โอ’แฮนลอนจึงเลือก GOALS เป็นสถิติเดี่ยวในการฟอร์มทีมรวมดาราชุดแรก นักเตะแต่ละตำแหน่งในระบบ 4-3-3 จะคัดเลือกจากผู้เล่นที่ทำสกอร์รวมมากที่สุดในฟุตบอลลีกและแชมเปียนส์ ลีกฤดูกาลที่แล้ว

ศูนย์หน้า : เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ (แมนฯซิตี)

ปีกซ้าย : คีลิยัน เอ็มบัปเป (เปแอสเช)

ปีกขวา : โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)

มิดฟิลด์กลาง : มาร์ติน โอเดการ์ด (อาร์เซนอล)

มิดฟิลด์กลาง : จูด เบลลิ่งแฮม (ดอร์ทมุนด์)

มิดฟิลด์ตัวรับ : ปาสกาล กรอสส์ (ไบรท์ตัน)

แบ็คซ้าย : ราฟาเอล เกร์เรโร (ดอร์ทมุนด์)

เซ็นเตอร์แบ็ค : ชานเซล เอ็มเบมบา (มาร์กเซย์)

เซ็นเตอร์แบ็ค : เอแดร์ มิลิเตา (เรอัล มาดริด)

แบ็คขวา : สเตฟาน พอสช์ (โบโลญา)

พิจารณารายชื่อ Best XI ที่เลือกจากสถิติการทำประตู โอ’แฮนลอนมองว่าไม่เลวนัก แต่มีบางจุดที่ไม่เห็นด้วย คำว่าเบสต์ใช้ได้กับฮาลันด์และซาลาห์ รวมถึงโอเดการ์ดและเบลลิ่งแฮม แต่เอ็มบัปเปยังไม่ใช่ถ้าหมายถึงซีซั่นที่แล้ว ทีมนี้อาจทำสกอร์ได้เยอะแต่อาจเสียประตูไม่น้อย ฟอร์มของกรอสส์ไม่ค่อยได้รับคำชมเท่าไร เช่นเดียวกับเกร์เรโร เอ็มเบมบาก็ไม่ใกล้เคียงคำว่าเบสต์ไม่ว่าเป็นสายตาใคร มิลิเตาอาจโอเค แต่แฟนบอลนอกลีกอิตาลีเคยได้ยินชื่อพอสช์บ้างไหม

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/news/3486228

กูรูจากเว็บไซต์อีเอสพีเอ็น มองว่า GOALS ยังไม่สามารถจัดทีมรวมดาราได้ใกล้เคียงความจริง โดยเฉพาะแนวรับ ประตูที่ทำได้แปรเปลี่ยนได้แต่ละซีซั่น และสถิติยังรวมประตูจากจุดโทษด้วย ดังนั้นโอ’แฮนลอนจึงลองเปลี่ยนตัวคัดกรองที่ 2 เป็น SHOTS หรือจำนวนรวมของลูกยิงและลูกโหม่งที่พุ่งไปยังกรอบประตู ใครทำได้มากที่สุดของแต่ละตำแหน่งจะเข้าไปอยู่ในทีมรวมดารา

ศูนย์หน้า : ฮาลันด์

ปีกซ้าย : เอ็มบัปเป

ปีกขวา : ซาลาห์

มิดฟิลด์กลาง : โอเดการ์ด

มิดฟิลด์กลาง : บรูโน แฟร์นันเดส (แมนฯยูไนเต็ด)

มิดฟิลด์ตัวรับ : โรดรี (แมนฯซิตี)

แบ็คซ้าย : เตโอ แอร์กน็องเดซ  (เอซี มิลาน)

เซ็นเตอร์แบ็ค : ฟาเบียน ชาร์ (นิวคาสเซิล)

เซ็นเตอร์แบ็ค : คอนสแตนตินอส มาฟโรปานอส (สตุ๊ตการ์ท)

แบ็คขวา : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล)

เมื่อผลการคัดเลือกด้วยการยิงหรือโหม่งเข้ากรอบออกมา โอ’แฮนลอนมองว่าพัฒนาตัวผู้เล่นดีขึ้น กองหน้ายอดเยี่ยม มิดฟิลด์ดีทีเดียวแม้ขัดใจชื่อของแฟร์นันเดสที่เขารู้สึกว่ายังไม่ถึงขั้นดีมาก ต่างกับโรดรีที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับที่อยู่อันดับสูงสุดของ “เอฟซี 100” ซึ่งเป็นการจัดแรงกิ้งนักเตะของอีเอสพีเอ็น 

ฟูลแบ็คสองฝั่งมีฝีเท้าระดับเวิลด์คลาสในสายตาของโอ’แฮนลอน ชาร์เป็นแกนหลักของหนึ่งในทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกซีซันที่ผ่านมา ส่วนมาฟโรปานอสเป็นเซ็นเตอร์แบ็คที่ดีพอใช้ แต่เล่นให้ทีมครึ่งล่างของบุนเดสลีกา และเคยถูกอาร์เซนอลปล่อยหลังลงตัวจริงบอลลีกแค่ 3 นัด แต่ความจริงแล้ว จำนวนการยิงไม่สามารถประเมินคุณค่าที่แท้จริงของเซ็นเตอร์แบ็คอยู่แล้ว

PASSING เป็นสถิติที่มีนัยยะสำคัญทั้งเกมบุกและรับ

ข้างต้นเป็นสถิติในส่วนของเกมบุก ซึ่งเห็นได้ชัดว่า SHOTS เป็นตัวคัดกรองที่ดีกว่า GOALS แต่ยังไม่สามารถจัดผู้เล่นได้สมเหตุสมผลอยู่ดีแม้ดึงมิดฟิลด์ตัวรับดีที่สุดติดทีมเข้ามาได้ แต่กลับได้แผงหลังที่อ่อนยวบ โอ’แฮนลอนจึงเปลี่ยนมาใช้PASSING เป็นเงื่อนไขบ้างเพราะเป็นคุณสมบัติสำคัญของทั้งผู้เล่นเกมรุกเกมรับ แต่ตัดตัวเลขในส่วนของแอสซิสต์ออกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการให้น้ำหนักกับผู้เล่นเกมบุก

ศูนย์หน้า : อองตวน กรีซมันน์ (แอตฯมาดริด)

ปีกซ้าย : แจ็ค กรีลีช (แมนฯซิตี)

ปีกขวา : ลิโอเนล เมสซี (เปแอสเช)

มิดฟิลด์กลาง : เควิน เดอ บรอยน์ (แมนฯซิตี)

มิดฟิลด์กลาง : บรูโน แฟร์นันเดส

มิดฟิลด์ตัวรับ : โยซัว คิมมิช (บาเยิร์น)

แบ็คซ้าย : คริสเตียโน บิรากี  (ฟิออเรนตินา)

เซ็นเตอร์แบ็ค : อเลสซานโดร บาสโตนี (อินเตอร์ มิลาน)

เซ็นเตอร์แบ็ค : ดาวิด อลาบา (เรอัล มาดริด)

แบ็คขวา : คีแรน ทริปเปียร์ (นิวคาสเซิล)

โอ’แฮนลอนให้ความเห็นถึง Best XI ทีมที่ 3 ว่า อาจดูแปลก ๆ ไปบ้างสำหรับฟรอนท์ไลน์ แต่ทั้งสามมีศักยภาพเพียงพอที่จะสร้างเกมรุกน่าสะพรึงกลัว แผงมิดฟิลด์อาจเน้นความปลอดภัยมากเกินไปแทนที่จะสร้างสรรค์เกมรุกหรือดอดขึ้นไปลุ้นทำประตู แต่เดอ บรอยน์ และแฟร์นันเดส น่าจะช่วยให้บาเยิร์นอุ่นใจกว่าเมื่อเทียบกับสองคนที่อยู่ข้างหน้าคิมมิชในเกมสโมสร

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/63200405

สำหรับแบ็คไลน์ โอ’แฮนลอนมองว่า บิรากีอาจไม่ใช่แบ็คซ้ายดีที่สุดในโลกแต่ไม่ใช่แบ็คซ้ายที่แย่เช่นกัน อย่างน้อยมีประสบการณ์ตัวจริงเกือบ 250 นัดในเซเรีย อา บาสโตนีกับอลาบาเป็นการจับคู่ปราการหลังที่เวิร์ก ทริปเปียร์เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตแบ็คขวาของตัวเอง

PASSING ช่วยให้การจัดทีมมีสมดุลขึ้น แต่โอ’แฮนลอนอยากปรับเงื่อนไขที่เน้นเกมรับขึ้นมาอีกเล็กน้อย ตัวกรองที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างผลงานโจมตีกับการแย่งบอลคืนมา ซึ่งได้แก่ TACKLES + INTERCEPTIONS และผลลัพธ์ที่ได้คือ

ศูนย์หน้า : กรีซมันน์

ปีกซ้าย : จาค็อบ แรมเซย์ (แอสตัน วิลลา)

ปีกขวา : เฟลิเป อันแดร์สัน (ลาซิโอ)

มิดฟิลด์กลาง : วาล็องแต็ง รงชีเยร์ (มาร์กเซย์)

มิดฟิลด์กลาง : มอร์เทน ฮูลมันด์ (เลชเช)

มิดฟิลด์ตัวรับ : ชูเอา ปาลินญา (ฟูแลม)

แบ็คซ้าย : แมลแว็ง บาร์  (นีซ)

เซ็นเตอร์แบ็ค : อันเดร จิรอตโต (นองต์ส)

เซ็นเตอร์แบ็ค : เลโอนาร์โด บาเลร์ดี (มาร์กเซย์)

แบ็คขวา : โมฮาเหม็ด ยูซซุฟ (อฌักซิโอ)

หลังทราบรายชื่อทีมรวมดาราเวอร์ชันที่ 4 ซึ่งมีกรีซมันน์คนเดียวที่มาจาก 3 ทีมแรก ที่เหลือเป็นหน้าใหม่และครึ่งหนึ่งมาจากลีกเอิง นั่นทำให้กูรูอีเอสพีเอ็น ดอท คอม ถึงกับอุทานว่า I, uh, yeah, no.

MINUTES PLAYED ถ้าฟอร์มดี โค้ชย่อมเลือกใช้งานบ่อย

บางคนอาจมองข้ามความจริงข้อหนึ่งไป ถึงสถิติจะถูกบันทึกในฐานะผลงานของคนๆเดียว แต่เพื่อนร่วมทีมมีส่วนทำให้ event data เหล่านั้นเกิดขึ้น ทุกการยิงหรือโหม่งเพื่อหวังประตู จะมาจากการผ่านหรือเหตุการณ์สักอย่างที่ทำให้ลูกบอลเดินทางมาถึง ทุกการผ่านบอลล้วนมีต้นทางมาจากการผ่านบอลก่อนหน้าหรือไม่ก็เทิร์นโอเวอร์หรือฟาวล์ ไม่มีแทคเกิลหรืออินเตอร์เซปท์เกิดขึ้นหากเพื่อนร่วมทีมไม่เสียบอลแล้วจากนั้นมีใครสักคนของทีมคู่แข่งเห็นโอกาสที่จะเข้าไปแย่งบอลหรือเสียบสกัด

เกือบทุกสถิติมีลักษณะเช่นนั้น หนึ่งในข้อยกเว้นคือ จำนวนนาทีที่ลงสนาม ซึ่งหากไม่มีเงื่อนไขด้านสุขภาพความฟิต ตัวเลขที่เกิดขึ้นมาจากวิจารณญาณของผู้จัดการทีมหรือหัวหน้าโค้ช ซึ่งเห็นนักเตะทุกครั้งที่สนามฝึกซ้อม มีนักวิเคราะห์เกมคนหนึ่งกล่าวว่า “ถ้าคุณดีพอ ผู้จัดการทีมก็จะใช้งานคุณบ่อยเอง” และแน่นอนว่า MINUTES PLAYED จึงเป็นสถิติที่รวบรวมสถิติอื่น ๆ ไว้ด้วยกัน

แต่ซีซั่นที่แล้วมีฟุตบอลโลกที่กาตาร์คั่นกลางฤดูแข่งขัน อาจส่งผลต่อเวลารวมของนักเตะฝีเท้าเยี่ยม ๆ ดังนั้นโอ’แฮนลอนจึงเพิ่มเงื่อนไขพิเศษเข้าไปเล็กน้อยด้วยการใช้สถิติของ 2 ซีซันที่ผ่านมาแทนซีซันเดียว

ศูนย์หน้า : แฮร์รี เคน (สเปอร์ส)

ปีกซ้าย : วินิซีอุส จูเนียร์ (เรอัล มาดริด)

ปีกขวา : ซาลาห์

มิดฟิลด์กลาง : ดาเนียล ปาเรโฆ (บีญาร์เรอัล)

มิดฟิลด์กลาง : นิโกโล บาเรลลา (อินเตอร์ มิลาน)

มิดฟิลด์ตัวรับ : โรดรี

แบ็คซ้าย : เตโอ แอร์กน็องเดซ 

เซ็นเตอร์แบ็ค : ฟาน ไดจ์ค

เซ็นเตอร์แบ็ค : เอแดร์ มิลิเตา

แบ็คขวา : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

6 คนมาจากทีมรวมดาราชุดก่อน ๆ เคนกับวินิซีอุสที่เข้ามาใหม่ในแผงหน้า ไม่มีใครกล้าค้านว่าทั้งคู่เป็นนักเตะเวิลด์คลาส ปาเรโฆกับบาเรลลาเป็นคู่มิดฟิลด์เบอร์ 8 ที่โค้ชคนไหนก็น่าจะพอใจ ดังนั้นเวลารวมในสนาม ซึ่งผ่านการคิดวิเคราะห์ของบุคคลผู้อยู่ใกล้ชิดนักเตะมากที่สุด จึงเป็นตัวเลือกสมเหตุสมผลหากจะอ้างอิงสถิติเพียงข้อเดียวเพื่อนำมาสร้างทีมรวมดารา

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

วิวัฒนาการของฟูลแบ็ค สู่เทรนด์ที่มาแรงในฟุตบอลสมัยใหม่

แกรี เนวิลล์ กับ เจมี คาร์ราเกอร์ ตำนานกองหลังร่วมทศวรรษ 1990-2010 ซึ่งตอนนี้เลิกปะทะแข้งหันมาปะทะฝีปากกันในฐานะกูรูลูกหนังของค่ายสกาย สปอร์ตส์ เคยคุยกันขำๆว่า ฟุตบอลอาจใกล้หมดยุคฟูลแบ็คที่เล่นแต่เกมรับแล้ว และไม่แค่นั้น อดีตเซ็นเตอร์แบ็คลิเวอร์พูลวัย 45 ยังเอ่ยแซวอดีตฟูลแบ็คแมนฯยูไนเต็ดที่มีอายุมากกว่า 3 ปีว่า เด็กสมัยนี้คงไม่มีใครฝันอยากเดินตามรอยสตั๊ดแกรี เนวิลล์ กันแล้ว

คาริม ชาฮีน นักวิเคราะห์เกมอิสระของสื่อโททัล ฟุตบอล อนาไลซิส เคยให้ทรรศนะว่า ฟูลแบ็คน่าจะเป็นตำแหน่งในสนามฟุตบอลที่มีสีสันน้อยที่สุด อดีตกาลเคยมีผู้นิยามฟูลแบ็คแบบเหน็บแนมว่า เป็นนักฟุตบอลที่ไม่แข็งแกร่งสำหรับเซ็นเตอร์แบ็ค และไม่มีทักษะเพียงพอจะเล่นตำแหน่งปีก

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ถูกวิวัฒนาการไปมากตั้งแต่รอยต่อของศตวรรษที่ 20-21 หลายตำแหน่งได้รับการปรับแต่งและถูกเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ผู้รักษาประตูที่เล่นสวีปเปอร์, เซ็นเตอร์แบ็คที่บิลด์อัพเกม, ปีกตัดเข้าใน และฟอลส์ ไนน์ แต่ฟูลแบ็คยังทำหน้าที่เดิมๆเป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งหนึ่งทศวรรษหลังจึงพบเห็นวิวัฒนาการอย่างมีนัยยะ และกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงในโมเดิร์นฟุตบอล

ชาฮีนพลิกปูมประวัติศาสตร์เล่าเพิ่มเติมว่า งานหลักของฟูลแบ็คคือเกมรับ สนับสนุนเซ็นเตอร์แบ็ค รักษาพื้นที่ป้องกันให้แคบที่สุด และคอยขวางไม่ให้ปีกฝ่ายตรงข้ามครอสบอลไปยังกรอบเขตโทษ ฮาเวียร์ ซาเนตติ และ เปาโล มัลดินี เป็นตัวอย่างของดีเฟนซีพ ฟูลแบ็ค ระดับโลก

ความจริงแล้ว โมเดิร์น ฟูลแบ็ค ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะย้อนไปต้นทศวรรษ 1950 ฌาลมา ซานโตส และ นิลตัน ซานโตส ซึ่งไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกัน เคยลุยเปิดเกมบุกให้ทีมชาติบราซิลได้อย่างน่าทึ่งในเวิลด์คัพ 1958 หรือคู่ฟูลแบ็คแซมบาที่ยังอยู่ในความรับรู้ของแฟนบอลสมัยนี้คือ คาฟู กับ โรแบร์โต คาร์ลอส จากเวิลด์คัพ 2002 แต่ฟูลแบ็คเริ่มมีวิวัฒนาการให้เห็นเด่นชัดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันกลายเป็นชิ้นส่วนสำคัญของกลยุทธ์เกมรุก จนอาจเป็นผู้เล่นที่มีการเคลื่อนที่และถูกใช้งานสารพัดประโยชน์มากที่สุดบนสนามฟุตบอล

ประจักษ์พยานคือ ค่าตัวฟูลแบ็คเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจัดอันดับท็อป-10 เฉพาะดีลธุรกิจที่ทำตั้งแต่ปี 2016 ลูคัส เอร์นานเดซเป็นฟูลแบ็คราคาแพงที่สุดในโลกตอนนี้คือ 80 ล้านยูโรตอนที่บาเยิร์น มิวนิก ซื้อจากแอตเลติโก มาดริด เมื่อปี 2019 ตามด้วย มาร์ค กูกูเรยา ซึ่งเชลซีเพิ่งทุ่มเงิน 70.1 ยูโร ซื้อจากไบรท์ตันในตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้ว และ อาชราฟ ฮาคิมี 66.5 ล้านยูโร ที่ปารีส แซงต์-แยร์กแมง ซื้อเมื่อปี 2021 จากอินเตอร์ มิลาน โดยก่อนหน้านั้น ปี 2020 ทีมเนรัซซูรีเพิ่งซื้อฮาคิมีจากเรอัล มาดริด ที่ตัวเลข 43 ล้านยูโร รั้งอันดับ 10 ของตารางค่าตัว คือปีเดียว อินเตอร์ฯทำกำไรถึง 23,5 ล้านยูโร

อาร์เซนอลซื้อเซ็นเตอร์เพื่อเล่นฟูลแบ็ค

ตลาดซัมเมอร์รอบนี้ อาร์เซนอลได้ซื้อ เยอร์เรียน ทิมเบอร์ ปราการหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์จากอาแจ็กซ์ด้วยราคา 40 ล้านปอนด์ หลังจากได้ ไค ฮาเวิร์ทซ์ แนวรุกทีมชาติเยอรมนีของเชลซี มูลค่า 65 ล้านปอนด์ และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด มิเกล อาร์เตตา จะได้ลูกทีมใหม่คนที่ 3 ที่ค่าตัวสูงลิ่ว 105 ล้านปอนด์คือ ดีแคลน ไรซ์ มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษจากเวสต์แฮม ถือเป็นการลงทุนเสริมขุมกำลังครั้งสำคัญของอาร์เซนอลที่ฟอร์มแผ่วปลายซีซันที่แล้ว ปล่อยให้แชมป์พรีเมียร์ลีกตกเป็นของแมนฯซิตี

ทิมเบอร์ กองหลังดาวรุ่งดัตช์ เคยตกเป็นข่าวแรงในตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้วเพราะเป็นเป้าหมายเบอร์แรกๆของ เอริก เทน ฮาก ที่เพิ่งอำลาอาแจ็กซ์มาคุมทีมแมนฯยูไนเต็ด แต่ทิมเบอร์เลือกค้าแข้งในลีกแดนกังหันลมต่ออีกหนึ่งปี

แม้อายุเพียง 22 ปีแต่ทิมเบอร์ลงสนามให้อาแจ็กซ์มาแล้วกว่า 200 นัด ถูกยกย่องเป็นกองหลังที่น่าจับตามอง เพียบพร้อมทั้งความแข็งแกร่งและความสุขุมเกินวัย แถมยังจ่ายบอลมากที่สุดในเอเรอดีวีซี ฤดูกาล 2022-23 ทั้งที่ยืนตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คตัวขวา

กูรูลูกหนังมองว่า การผ่านบอลเป็นทักษะอันดับ 1 ที่อาร์เซนอลพิจารณาดึงทิมเบอร์เข้าเอมิเรตส์ สเตเดียม โดยอ้างอิงจากสถิติด้าน passing ในลีกเนเธอร์แลนด์ซีซันที่แล้ว ทิมเบอร์สัมผัสบอลรวม 3,129 ครั้ง, จ่ายบอลคอมพลีท 2,501 ครั้ง และจ่ายบอลขึ้นหน้า 902 ครั้ง ซึ่งทั้งสามหมวด ทิมเบอร์ทำได้มากกว่าใครในเอเรอดีวีซี เขายังจ่ายบอลคอมพลีทในพื้นที่ final third 544 ครั้ง สูงเป็นอันดับ 9 และมีความแม่นยำการจ่ายบอล 92 เปอร์เซ็นต์ หรืออันดับ 14 ของลีก

แต่ประเด็นที่น่าสนใจตามมุมมองของนักวิเคราะห์เกม ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อว่า อาร์เตตาต้องการใช้งานทิมเบอร์ในตำแหน่งแบ็คขวาของระบบ 4-3-3 Attacking แม้ตลอดซีซันที่ผ่านมา ทิมเบอร์เป็นแบ็คขวาตัวจริงเพียงนัดเดียวคือฟุตบอลยุโรป รอบคัดเลือก เนเธอร์แลนด์แพ้ฝรั่งเศส 0-4

จากข้อมูลของ transfermarkt เฉพาะบอลลีกซีซันที่แล้ว จากการลงสนาม 34 นัด 3,034 นาที ทำ 2 ประตู 2 แอสซิสต์ ทิมเบอร์ยืนเซ็นเตอร์แบ็คทุกนัด หรือดูสถิตินับตั้งแต่ขึ้นชุดใหญ่อาแจ็กซ์ ทิมเบอร์เล่นทั้งหมด 85 นัด ยืนเป็นแบ็คขวา 10 นัดเท่านั้น นั่นเท่ากับว่า ตำแหน่งถนัดของเขาคือเซ็นเตอร์แบ็คที่สามารถย้ายไปเล่นแบ็คขวาได้

เพราะอะไร อาร์เตตาจึงมีไอเดียย้ายทิมเบอร์ไปอยู่ตำแหน่งขวาสุดของแบ็คโฟร์ เบื้องหลังคงหนีไม่พ้นเทรนด์ในพรีเมียร์ลีกที่เกิดจากวิวัฒนาการของฟูลแบ็ค

สามแท็คติกที่ฟูลแบ็คยุคใหม่ร่วมลุยเกมบุก

อดัม เบท คอมเมเตเตอร์ที่ทำงานให้กับสกาย สปอร์ตส์ ให้ความเห็นว่า พรีเมียร์ลีกมีการเปลี่ยนแปลงทางแท็คติกหรือกลยุทธ์การวางหมากเกมลูกหนังไปอย่างรวดเร็ว บทบาทของฟูลแบ็คหลากหลายและซับซ้อนขึ้น ความรับผิดชอบไปไกลกว่าโมเดิร์น ฟูลแบ็ค ที่รับผิดชอบเกมรับและรุกด้านข้างสนามอย่างไม่กี่ทศวรรษที่แล้ว เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดี โรเบิร์ตสัน ของลิเวอร์พูล ถือเป็นแบบอย่างของฟูลแบ็คแห่งอนาคต

ชาฮีนจากโททัล ฟุตบอล อนาไลซิส ได้ใช้แท็คติกการขึ้นเกมเป็นตัวแบ่งประเภทของฟูลแบ็คไว้ 3 รูปแบบหลักได้แก่ Overlapping full-back, Inverted full-back และ Wing-back

วิงแบ็คน่าจะเป็นลักษณะที่แฟนบอลคุ้นเคยยาวนาน มักใช้กับระบบกองหลัง 3 คนหรือ 3-5-2 ผู้เล่นมีทักษะของฟูลแบ็คและปีกผสมผสานกัน เน้นการบุก และตัดทอนงานเกมรับ เคยได้รับความนิยมสูงสุดในลีกท็อป-5 ของยุโรปโดยเฉพาะซีซัน 2020-21 มี 10 ทีมที่ใช้วิงแบ็คในกัลโช เซเรีย อา, 10 ทีมในบุนเดสลีกา, 7 ทีมในลีก เอิง, 5 ทีมในลา ลีกา และ 5 ทีมในพรีเมียร์ลีก

ฟูลแบ็คหุบในหรือฟูลแบ็คกลับด้าน แฟนบอลเห็นบ่อยในช่วงหลังๆ เป็นฟูลแบ็คที่ขยับเข้าด้านในของสนามเวลาขึ้นเกม ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เล่นแดนกลาง เปิดโอกาสให้มิดฟิลด์คนอื่นกำหนดจังหวะเกมบุกในโซน half-space หรือระหว่างไลน์ อีกทั้งยังดึงคู่แข่งเข้ามาประกบ ช่วยให้ปีกร่วมทีมได้ดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่ง ฟูลแบ็คสไตล์นี้จะต้องเก่งเรื่องการเล่นในพื้นที่แคบและครองบอลจ่ายบอลได้ดีอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ โรเบิร์ตสัน เป็นตัวอย่างที่ซาฮีนยกให้เป็นไอดอลที่ใครที่ต้องการเล่นหรือเรียนรู้เกี่ยวกับโอเวอร์แลป ฟูลแบ็ค ซึ่งวิ่งอ้อมหลังเพื่อนร่วมทีมไปยังพื้นที่ว่างเพื่อรับบอลหรือทำเกมรุกต่อ หรืออันเดอร์แลป วิ่งอ้อมหลังผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามก็ได้ นักเตะต้องมีความฟิตสูง มีความเร็วและคล่องตัวที่จะทรานซิชันเกมบุกเกมรับ

เยอร์เกน คลอปป์ ได้พัฒนาอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นฟูลแบ็คจอมบุกแถวหน้าของยุโรป จุดแข็งคือระยะและวิสัยทัศน์การจ่ายบอล ครอสลูกจากด้านข้าง และการเตะลูกเซตพีซ เขาได้รับการยกย่องจากบทบาทโอเวอร์แลป ฟูลแบ็ค ก่อนถูกคลอปป์ใช้งานที่ซับซ้อนขึ้นอย่างฟูลแบ็คหุบในและงานไฮบริดที่ขึ้นไปเป็น double pivot ยืนมิดฟิลด์คู่กับฟาบินโญในระบบ 3-2-2-3 ช่วงท้ายฤดูกาล 2022-23 ที่ผ่านมา

ความเก่งฉกาจของการจ่ายบอลของสองแบ็คลิเวอร์พูล ยืนยันได้จากอันดับแอสซิสต์ของกองหลังพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ซีซัน 2018-19 อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์และโรเบิร์ตสันนำโด่งด้วยจำนวน 53 และ 48 ครั้ง อันดับ 3 คือ ลูกาส์ ดีญ 22 ครั้ง, อันดับ 4 เซซาร์ อัซปิลิกวยตา และ เบน ชิลเวลล์ 15 ครั้งเท่ากัน

ทิมเบอร์ ตัวอย่างล่าสุดของฟูลแบ็คสายเทคนิค

เบทจากสกาย สปอร์ตส์ ให้ทรรศนะว่า การปรับอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ขึ้นไปเล่นมิดฟิลด์ เป็นเสมือนภาพสะท้อนของ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก แบ็คซ้ายทีมอาร์เซนอล ซึ่งตามปกติยืนตำแหน่งมิดฟิลด์ให้ทีมชาติยูเครน ขณะที่แมนฯซิตีก็ใช้นักเตะหลายคนทำงานไฮบริด

ฟิลลิป ลาห์ม อดีตนักเตะทีมชาติเยอรมัน ซึ่งถูกบันทึกว่าเป็นผู้บุกเบิกฟูลแบ็คหุบใน ให้สัมภาษณ์กับสกาย สปอร์ตส์ ว่า “ช่วง 10 ปีหลังสุด ฟูลแบ็คเป็นผู้เล่นที่มีทักษะเชิงกีฬาสูงและสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันเปลี่ยนไปตรงที่มีเทคนิคมากขึ้น”

วิวัฒนาการของฟูลแบ็คที่ขยับขึ้นไปเล่นกองกลาง ไม่เพียงเปลี่ยนชุดทักษะพื้นฐานเพื่อรองรับหน้าที่รับผิดชอบแบบไฮบริดตามใบสั่งของหัวหน้าโค้ช แต่ยังส่งกระทบไปถึงนักเตะตำแหน่งอื่นด้วยเช่นเดียวกับกรณีทิมเบอร์ ซึ่งอาร์เตตาอาจปรับให้ย้ายมาเล่นฟูลแบ็คและขึ้นไปเติมมิดฟิลด์ยามทีมเป็นฝ่ายครองบอล หรือที่ลิเวอร์พูล โรเบิร์ตสันต้องขยับเข้าในและมีพื้นที่แดนหลังให้รับผิดชอบมากขึ้นเป็นระบบเซ็นเตอร์แบ็ค 3 คน แต่การปรับตัวไม่ได้สร้างปัญหาให้กับกัปตันทีมชาติสกอตแลนด์วัย 29 ปี ซึ่งไม่ต้องขึ้นไปครอสบอลมากหรือวิ่งขึ้นลงตลอด 90 นาทีเหมือนเมื่อก่อน

เนวิลล์ อดีตกัปตันทีมแมนฯยูไนเต็ด กล่าวถึงแมนฯซิตี ซึ่งชนะเลิศพรีเมียร์ลีก 5 สมัยในรอบ 6 ปีหลังสุดว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา มีฟูลแบ็คที่เล่นเกมรุกได้เหลือเชื่อเป็นเวลาหลายปี พวกเขาสามารถขึ้นไปเล่นแดนกลางหรือทะยานไปข้างหน้าจากบริเวณริมสนาม จนตอนนี้แท็คติกกลายเป็นกระแสไปแล้ว

ในฐานะอดีตผู้ช่วยของกวาร์ดิโอลา จึงไม่น่าแปลกใจที่จะเห็นอาร์เตตาใช้ไอเดียที่คล้ายคลึงกันหลายอย่างเช่น เบน ไวท์ ซึ่งเคยเล่นเซ็นเตอร์แบ็คให้ไบรท์ตันและช่วงแรกที่ย้ายมาอาร์เซนอล แต่ซีซัน 2022-23 อาร์เตตาเปลี่ยนให้เล่นแบ็คขวา และสามารถหุบเข้าในฟอร์มเซ็นเตอร์แบ็ค 3 คนเพื่อรักษาสมดุลให้แผงหลังของทีมขณะที่ซินเชนโกขึ้นไปร่วมไลน์ของมิดฟิลด์ และบ่อยครั้งที่ได้เห็นไวท์ขึ้นไปโอเวอร์แลปในแดนหน้ากับบูกาโย ซากา

แต่อีกด้านหนึ่ง แผงหลังของอาร์เซนอลทำผิดพลาดให้คู่แข่งมีโอกาสส่องประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก หรือมีจำนวนมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับอีก 3 ในทีมอันดับท็อป-4 บนตารางลีก นั่นเนื่องจากพวกเขาครองบอลหละหลวมและเปิดช่องว่างในจังหวะทรานซิชันระหว่างเกมรุกและรับ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่อาร์เตตาต้องเร่งแก้ไข

นักวิเคราะห์หลายสื่อเชื่อว่า ทิมเบอร์น่าจะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวของอาร์เตตาได้ด้วยความครบเครื่องรอบจัด สามารถย้ายจากแบ็คขวามายืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวที่ 3 หรือแม้กระทั่งขึ้นไปเล่นเป็นมิดฟิลด์เอง โดยสกาย สปอร์ตส์ ได้คาดหมายแผงหลังแบ็คโฟร์ระบบ 4-3-3 ของอาร์เซนอลในซีซัน 2023-24 ดังนี้ ทิมเบอร์, ซาลิบา, กาเบรียล และ ซินเชนโก

ทิมเบอร์จึงเป็นตัวอย่างล่าสุดที่มีความสำคัญอย่างมากในการแสดงถึงวิวัฒนาการครั้งใหญ่ของฟูลแบ็คสมัยใหม่ ซึ่งกลายเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลต่อกลยุทธ์การโจมตีและสร้างสีสันให้กับเกมลูกหนังยุคปัจจุบันมากที่สุด

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

เปิดศึกดวลแข้งแฟนบอล “BDMS presents THAI LEAGUE FANS’ CUP 2023” ชิงเงินรางวัลกว่า 2 แสนบาท

ครั้งแรก! กับการเปิดโอกาสให้แฟนบอลไทยลีกได้เข้าร่วมฟาดแข้งกันในฐานะของตัวแทนสโมสรที่ตัวเองรัก ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท นอกจากนี้ ยังได้ร่วมอบรมทักษะพื้นฐานฟุตบอลโดยโค้ชมืออาชีพ และมีรางวัลพิเศษมากมายสำหรับกองเชียร์และแฟน ๆ ที่มาร่วมสนุก งานเดียวคุ้ม! ลุ้นมัน สะใจ เชียร์สนุกได้ยกแก๊ง 

การแข่งขันฟุตบอล 7 คน รายการ “BDMS presents THAI LEAGUE FANS’ CUP 2023” เป็นการแข่งขันแบบพบกันหมด โดยจะมีการกำหนดอายุผู้เล่นตัวจริงแต่ละทีมที่จะลงแข่งขันเพื่อความเท่าเทียม แบ่งเป็น อายุไม่เกิน 30 ปี ไม่เกิน 2 คน, อายุ 30 – 40 ปี อย่างน้อย 3 คน และ อายุ 41 ปี ขึ้นไป อย่างน้อย 2 คน การแข่งขันจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ ตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ณ สนามฟุตบอลในร่ม Super Star Arena ซอยลาดพร้าว 80 เริ่มคิกออฟแมตช์แรก 4 มิถุนายน 2566 

การแข่งขัน BDMS Presents Thai League Fans’ Cup 2023 รอบแรก มีเหล่าแฟนคลับไทยลีกรวม 16 ทีม เข้าร่วมดวลแข้ง โดยแบ่งสายเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่ม A : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด / การท่าเรือ เอฟซี (ทีมเอ) / บีจี ปทุม ยูไนเต็ด / ขอนแก่น ยูไนเต็ด

กลุ่ม B : แบงค็อก ยูไนเต็ด (ทีมบี) / ชลบุรี เอฟซี / ลำพูน วอริเอร์ / นครปฐม ยูไนเต็ด

กลุ่ม C : การท่าเรือ เอฟซี (ทีมบี) / โปลิส เทโร / แบงค็อก ยูไนเต็ด (ทีมเอ) / ตราด เอฟซี

กลุ่ม D : เมืองทอง ยูไนเต็ด / ราชบุรี เอฟซี / เชียงราย ยูไนเต็ด / สุโขทัย เอฟซี

นอกจากนั้น ในการเปิดสนามวันแรกยังมีแมตซ์กระชับมิตร ระหว่าง ทีม PPTV นำโดย คุณพลากร สมสุวรรณ กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการผลิตและรายการ ร่วมด้วย ป๊อป วีระพล, ซีน อาณัติ ฯลฯ พร้อมนักเตะรับเชิญพิเศษ โค้ชจุ่น อนุรักษ์ ปะทะแข้งกับ ทีมสื่อมวลชนสายกีฬา นำโดย คุณโอฬาร เชื้อบาง ผู้บริหารหนังสือพิมพ์สยามกีฬา ที่มาพร้อมเหล่า Influencer กีฬาฟุตบอล ได้แก่ จอม บอบู๋, เม้ง ซัมเมอร์ฮิลล์, กุ่ย ตังกุย, ฟ่าง พาสต้า, ท็อป ไข่มุกดำ, จอน เพจจอน, เบน ฟรีคิก ซ็อคเกอร์ซัค, โฟน โฟนตุง, เบน ฟรีคิก, ต่อ ณ ระนอง, อ๊อฟ สปิโนซ่า โดยจบสกอร์มิตรภาพ เสมอ 2-2

รางวัลพิเศษที่คึกคักไม่แพ้นักเตะในสนามก็คือ “กองเชียร์ยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์” ซึ่งทีมเชียร์ของ เชียงราย ยูไนเต็ด คว้ารางวัลนี้ไปครองได้แบบที่ไม่มีใครคัดค้าน เพราะมาทั้งกลอง แบนเนอร์ เรียกว่าจัดเต็มจริง ๆ

การแข่งขันสัปดาห์ที่สอง เป็นรอบ 12 ทีม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม แต่ละทีมลงแข่งทั้งหมด 3 นัด ทีมที่เก็บคะแนนได้มากที่สุด 4 อันดับแรกในแต่ละกลุ่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

โดยคู่ที่น่าสนใจเป็นการเจอกันระหว่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี ผลการแข่งขันฝั่งแฟนคลับ “ฉลามชล” จบที่สกอร์คมกว่า ชนะไป 3-1 ทำให้ ชลบุรี เอฟซี มี 6 แต้ม จากการลงเล่น 3 นัด ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมต่อไป ส่วน บีจี ปทุม ยูไนเต็ด แม้จะแพ้ แต่หลังแข่งครบ 3 นัด มี 3 แต้มเพียงพอที่จะผ่านเข้ารอบตามไปด้วยเช่นกัน ขณะที่อีก 6 ทีมที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ประกอบด้วยทีมแฟนคลับ การท่าเรือ เอฟซี A นครปฐม ยูไนเต็ด ตราด เอฟซี การท่าเรือ เอฟซี B สุโขทัย เอฟซี และ เมืองทอง ยูไนเต็ด

ส่วนรางวัลกองเชียร์ยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ที่สอง คือเชียงราย ยูไนเต็ด อีกเช่นเคย ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท ด้านรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมตกเป็นของ นายกิตติชัย ลี้สุวัฒนา จาก ตราด เอฟซี ซึ่งมีผลงานยิงไปทั้งหมด 5 ประตู ได้รับเงินรางวัล คอมแพค เบรก ไปครอง

สำหรับการแข่งขันในรอบ 8 ทีม จัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน ซึ่งตั้งแต่รอบนี้ จะมีถ่ายทอดสดทาง Facebook และ YouTube LIVE ช่อง PPTV HD 36

และสัปดาห์สุดท้าย ปิดฉากสุดมันส์! รอบ 4 ทีมสุดท้าย นำโดย นครปฐม ยูไนเต็ด, สุโขทัย เอฟซี ตราด เอฟซีและ การท่าเรือ เอฟซีทีมเอ ร่วมฟาดแข้งลุ้นแชมป์ชิงเงินรางวัลรวมกว่า1 แสนบาท

โดยก่อนเปิดแมตซ์ชิงแชมป์ ได้มีการจัดฟุตบอลนัดพิเศษ BDMS All Star Friendly Match ระหว่าง ทีมสีแดง นำโดย เก้า – จิรายุ ละอองมณี, เดอะตุ๊ก – ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน, โค้ชเตี้ย – สะสม พบประเสริฐ เจอกับ ทีมสีน้ำเงิน นำทีมโดย เป๊ก – เปรมณัช สุวรรณานนท์, ลีซอ – ธีรเทพ วิโนทัย, โค้ชจุ่น – อนุรักษ์ ศรีเกิด ร่วมด้วยเหล่า Influencer กีฬาฟุตบอลชื่อดังคับคั่ง อาทิ เจมส์ ลาลีกา, โจ้ เต็มข้อ, ปาล์ม 3 บาท 5 บาท, ท็อป ไข่มุกดา, ต่อ ณ ระนอง ฯลฯ แม้จะเป็นเพียงแมตช์กระชับมิตร แต่ละคนมีฝีเท้าจัดจ้านแบบไม่มีใครยอมใคร เปิดศึกดวลฝีเท้าแบบสนุก สูสี แถมได้รับเสียงเชียร์ทั้งสนาม โดยเสมอกันไป 4-4 ในเวลาปกติ ก่อนที่ทีมสีแดงจะเอาชนะไปได้จากการดวลจุดโทษตัดสิน ด้วยผลสกอร์รวม 9-8 ประตู 

ส่วนเกมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเป็นการเจอกันของทีมแฟนคลับ ทีมการท่าเรือ เอฟซี ทีมเอ พบ นครปฐม ยูไนเต็ด โดยในการพบกันในรอบเก็บแต้ม การท่าเรือ เอฟซีทีมเอ ถล่ม นครปฐม ยูไนเต็ด ขาดลอย 7-0 แต่ว่าในรอบชิงฯ แฟนคลับเสือป่าราชา ก็ล้างตาได้สำเร็จ เอาชนะแฟนคลับสิงห์เจ้าท่า ไปได้ 2-0 ทำให้ทีมนครปฐม ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ BDMS Presents THAI LEAGUE FANS CUP 2023 ครั้งนี้ไปครอง รับเงินรางวัล 1 แสนบาท

ส่วน การท่าเรือ เอฟซีทีมเอ รองแชมป์ รับเงินรางวัล 40,000 บาท และอันดับ 3 ได้แก่ ตราด เอฟซี รับเงินรางวัล 20,000 บาท นอกจากนี้ยังมีรางวัลให้กับนักเตะยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ ได้แก่ นายทรงโปรด เวสกิจ จาก นครปฐม ยูไนเต็ด ส่วนแชมป์การแข่งขันรายการพิเศษ ยิงฟรีคิกประเภทบุคคล ได้แก่ นายอำนาจ รอบแคว้น ของ นครปฐม ยูไนเต็ด และประเภททีม ได้แก่ทีมสุโขทัย เอฟซีปิดท้ายด้วยรางวัลกองเชียร์ยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์สุดท้าย โดยกองเชียร์การท่าเรือ เอฟซี และ นครปฐม ยูไนเต็ด รับรางวัลร่วมกัน 5,000 บาท

Categories
Our Work

ElClasico VIP Party : ครั้งแรก! ลาลีกา จัดกิจกรรมรับศึก “ElClasico” เต็มอิ่ม ประสบการณ์ และอรรถรสการรับชมแมตช์สุดยิ่งใหญ่ลีกสเปน จบเกม เรอัล มาดริด ถล่ม บาร์เซโลน่า 3-1

ผ่านไปแล้วกับงานสุดพิเศษ ที่ลาลีกา ประเทศไทย จัดให้ตามคำเรียกร้องของแฟนบอล “ElClasico VIP Party powered by beIN Sports” 16 ตุลาคม 2565 ในงานพบกับประสบการณ์การดูบอล ฟังดนตรีสดจากศิลปิน ชีส เดอะ วอยซ์ วิเคราะห์เกมโดยสุดยอดกูรู กิน ดื่มสุดชิลล์ เอนจอยกิจกรรมพร้อมของรางวัลจัดเต็มสนุก ในโดมกลางกรุงเทพมหานคร Pearl Bangkok ชมบิ๊กแมตช์ ElClasico ไปด้วยกันกับแขก VIP, สื่อมวลชน, อินฟลูอินเซอร์ และแฟนบอลผู้โชคดี ซึ่งผลการแข่งขันเกมนี้ จบลงด้วยชัยชนะของ “เรอัล มาดริด” ที่เอาชนะ “บาร์เซโลน่า” ไปถึง 3-1

บรรยากาศภายในงานสุดคึกคัก มีผู้คนเข้าร่วมงานถูกรับเชิญ และถูกเลือกผ่านกิจกรรมกว่า 200คน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากสถานทูตสเปน, หอการค้าสเปน, อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง สื่อมวลชนสายกีฬา และแฟนฟุตบอลที่ร่วมสนุกลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมงานจากกิจกรรมออนไลน์ นำโดย เจมส์ ลาลีกา, ขวัญ ลามาเซีย, เบน บาร์ซ่าเข้าเส้น by แฟนพันธุ์แท้บาร์ซ่า และ ลูกชิ้น เสพติดบอลสเปน 4 กูรูฟุตบอลสเปน ที่มาร่วมพูดคุยวิเคราะห์เกมการแข่งขัน ทั้งก่อนเกม ช่วงพักครึ่ง และหลังเกม

นอกจากนี้ยังมี ต่อ ณ ระนอง, เดอะนัทซัดหมดแมกซ์, มายด์เปี๊ยกบางใหญ่, แตง Top4Official, แม็ก3เม็ด, ซันนี่ ธัญญารัตน์ พร้อมทีม Ari, สมาคมผู้สื่อข่าวกีฬาออนไลน์ นำมาโดยนายกสมาคมฯ วันกล้า ขวัญแก้ว และเหล่าพาร์ตเนอร์ของงาน ที่มาร่วมสนุก สร้างสีสัน และความมันส์ไปด้วยกัน

งานนี้ได้นั่งชิลล์ กิน ดื่ม ฟรี!! ผ่อนคลายไปกับดนตรีสดเพราะ ๆ จาก ชีส เดอะวอยซ์ ในช่วงหัวค่ำ พร้อมทานอาหารร่วมกัน ดื่มเครื่องดื่มอีกเล็กน้อย เข้ากับบรรยากาศภายในงาน และอากาศด้านนอกโดมในวันนี้ที่เย็นขึ้นมาเล็กน้อย ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูลงตัวมาก

ภายในงานยังมีโซนโชว์เสื้อของ บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด พร้อมลูกฟุตบอล PUMA ORBITA LaLiga ฤดูกาลนี้, โซนสตรอรี่ บอกเล่าเรื่องราวของ 2 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสเปน กับศึก เอล กลาซิโก้ เหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น โซนเล่นเกม เตะฟุตบอลกรง และอีกหนึ่งไฮไลท์เลยคือ โซนโชว์ถ้วย ออฟฟิเชียล ลาลีกา โทรฟี ส่งตรงจากสเปน

ก่อนจะถึงช่วงเวลาสำคัญชมฟุตบอล เวลา 21.15 น. ภาพการเชียร์บอลร่วมกันของกลุ่มแฟนบอล สร้างสีสันและความคึกคักให้กับงานเป็นอย่างมาก จังหวะสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ความรู้สึกต่อเกมการแข่งขัน ทุกคนแสดงออกมา อย่างชัดเจน และคำตอบรับจากงานนี้ ทำให้รู้เลยว่า ทุกคนเอนจอยกับกิจกรรมนี้มาก

หลังจบฟุตบอล และพูดคุยหลังเกมกับกูรูฟุตบอลสเปนทั้ง 4 ท่าน ก็ปิดท้ายงานด้วยการลุ้นรางวัล lucky draw มากมาย นำโดย ลูกฟุตบอล PUMA ORBITA LaLiga, กระเป๋าถุงผ้า กระบอกน้ำ ลูกฟุตบอล ส่งตรงจาก beIN Sports และเสื้อที่ระลึก ElClasico

กิจกรรมนี้ ถือเป็นการนำประสบการณ์ดี ๆ สร้างการรับรู้ถึงฟุตบอล ลาลีกา สเปน และสร้างสัมพันธ์กับแฟนบอลให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน โปรดติดตามกันต่อไป

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย (แนน)

Categories
Football Business

สรุปการรับชม “พรีเมียร์ลีก” ฤดูกาลใหม่ 2022/23 ผ่าน 4 วิธีการหลักจาก “กลุ่มทรู”

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญของคอบอล เพราะเป็นปี “ฟุตบอลโลก” ซึ่งจะทำการแข่งขันระหว่าง 21 พ.ย. ถึง 18 ธ.ค.2022 อันทำให้ฤดูกาลแข่งขันฟุตบอลลีกต่าง ๆ ยุโรปเริ่มเร็วกว่าปกติ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็เช่นกันที่จะคิกออฟซีซั่นใหม่ 6 ส.ค. นี้ (พักเบรกให้เวิลด์คัพ 12 พ.ย.) โดยเจ้าของลิขสิทธิ์ในประเทศไทยยังคงเป็นผู้เล่นตัวเก๋า “ทรูวิชั่นส์” ซึ่งครองการเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในประเทศไทยมาแทบจะทุกยุคทุกสมัยทั้งทางตรง (ซื้อตรงผ่านพรีเมียร์ลีก) หรือทางอ้อม (ซื้อผ่านเจ้าของสิทธิ์ที่ได้สิทธิ์ตรงจากพรีเมียร์ลีกอีกทอดหนึ่ง)

โดยเมื่อ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา ณ โรงภาพยนตร์สยามพารากอน ทรู วิชั่นส์ เป็นเจ้าภาพของ “กลุ่มทรู” จัดแถลงข่าวอย่างยิ่งใหญ่เพื่อป่าวประกาศความมันส์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยิงสดต่อไปอีก 3 ฤดูกาลเต็ม ๆ 2022/23 – 2024/25 อย่างเป็นทางการในฐานะ Official Broadcaster 

นอกจากนี้ “กลุ่มทรู” ยังจัดหนักแพ็คเกจหลากหลายเพื่อตอบสนองการรับชมทุกช่องทางผ่านทุก Business Units ของกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มทีวี (ทรู วิชั่นส์), สมาร์ตโฟน (ทรูมูฟ เอช), ทรูไอดี (ระบบอินเทอร์เน็ต – ทรู ออนไลน์) รวมถึงการสื่อสารถึงคอนเทนต์พรีเมียร์ลีกในรุปแบบสมัยใหม่ผ่าน โซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์ม อย่าง เฟซบุ๊ก, ยูทูป, tiktok, IG ฯลฯ เพื่อให้แฟนฟุตบอลเข้าถึง และมีส่วนร่วมได้มากขึ้น

รวมไปถึงในปีนี้จะมีกิจกรรมร่วมกับแฟนบอลผ่านเกมแฟนตาซี พรีเมียร์ลีก ที่มีคนเล่นทั่วโลกกว่า 9 ล้านคน มาเปิดลีกพิเศษสำหรับคนไทยอย่าง “ทรู วิชั่นส์ ลีก” ที่มีของรางวัลสุดพรีเมี่ยมให้ลุ้นทุกสัปดาห์อีกด้วย

ว่าแล้ว ไปรับชมโปรโมชั่นสำหรับรับชมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในแต่ละช่องทางของ “กลุ่มทรู” กันค่ะ:

1. ทรู วิชั่นส์ หรือกล่องทรู ดีที่สุด มีให้ดูครบถ้วนทุกอย่าง เหมาะสำหรับครอบครัว

– แพ็กเกจแพลตินัม เอชดี เริ่มต้นเพียง 2,155.15 บาท/เดือน ชมฟรี EPL 3 ฤดูกาล (2022/23 – 2024/25 

) และชมฟรี beIN SPORTS  2 ฤดูกาล (2022/23 – 2023/24) พร้อมรับ 1,000 True Point  และ True Black Card

– แพ็กเสริม ทรูพรีเมียร์ ฟุตบอล เอชดี พลัส (True Premier Football HD+) สมาชิกทรู วิชั่นส์ แพลตินัม ชมฟรีตลอด 3 ฤดูกาล สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2568 สมาชิกแพ็กอื่น ๆ พิเศษ ผูกเบอร์ทรูมูฟ เอช เพียง 299 บาทต่อเดือน (จากปกติ 399 บาท)

– แพ็กเสริม “EPL Season Pass” เหมาจ่ายตลอดฤดูกาล พิเศษสุด!! เฉพาะสมาชิกทรู วิชั่นส์ 1 ฤดูกาล เพียง 2,500.- บาท (จากปกติ 3,990 บาท )พร้อมชมฟรี beIN Sports 3 เดือน (90 วัน) หรือสมัคร 3 ฤดูกาล เพียง 7,000.- บาท (จากปกติ 11,970 บาท) สมัครด่วน!! วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2565 เท่านั้น

2. ทรูมูฟ เอช ดูบอลสด ผ่านมือถือ สะดวก สบาย ดูบอลได้ทุกที่ ทุกเวลา

– ดูฟรี! ครบ 380 แมตช์ ตลอดฤดูกาล เพียงเปิดเบอร์ใหม่ หรือย้ายค่าย แบบรายเดือน แพ็กเกจ 5G Ultra Max Speed 1,199 บาทต่อเดือน เล่นเน็ตไม่อั้น เต็มสปีด โทรฟรีไม่อั้นในเครือข่าย โทรนอกเครือข่าย 350 นาที Wi-Fi ฟรีไม่จำกัด

– แพ็กเกจเสริม ดูฟุตบอล ทรูพรีเมียร์ลีก ครบทุกแมตซ์ ตลอดฤดูกาล สำหรับลูกค้าทรูมูฟเอช แบบรายเดือนและเติมเงิน ราคา 2,700 บาท พิเศษ!ราคา Early Bird เพียง 2,200 บาทเท่านั้น เมื่อสมัครภายใน 31 ก.ค.นี้ 

– แพ็กเกจเสริมดูฟุตบอล ทรูพรีเมียร์ลีก พร้อมเน็ตดูทรูไอดีไม่อั้น แบบ 30 วัน ราคา 399บาท, แบบ 7 วัน ราคา 219 บาท

– สิทธิพิเศษ! ลูกค้าทรูมูฟ เอชทั้งแบบรายเดือน และเติมเงิน ทั้งลูกค้าใหม่ และลูกค้าปัจจุบัน ดูฟรี ทีมโปรด บนมือถือ ครบทุกแมตช์ ตลอดฤดูกาล (ก็คือ 38 นัดตามทีมโปรด) ผ่านแอปทรูไอดี กับแพ็กเกจทรูอันล็อก ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับสิทธิ์ กด *555*56# โทรออก (และติดตามรายละเอียดการเลือกทีมโปรด ได้บนแอปทรูไอดี ส.ค. นี้) มาเป็นลูกค้าทรูมูฟเอชแบบเติมเงินง่ายๆ แค่เปิดซิมใหม่ “ซิมทรูไอดี” เพียง 49.- บาท หรือเปิดซิมรายเดือนแพ็กเกจ 299 บาทขึ้นไป

3. ทรูออนไลน์ ทางเลือกเพื่อการรับชมบนจอทีวี กับไลฟ์สไตล์แบบ OTT ยุคปัจจุบัน

– แพ็กเกจ True Gigatex Fiber 999 บาทต่อเดือน ดูฟรี สดครบทุกแมตช์ มาพร้อมเน็ตบ้านไฟเบอร์1000/500Mbps, ซิมทรูมูฟ เอช 15GB 60 นาที, อุปกรณ์เราเตอร์อัจฉริยะ และ อุปกรณ์กระจายสัญญาณ Gigatex Mesh WiFi, กล่องทรูไอดีทีวี พร้อมดูฟรี TrueID+ 24 เดือน (สำหรับลูกค้าทรูมูฟ เอช รับส่วนลด 200 บาท สมัครราคาพิเศษเพียง 799 บาทต่อเดือน)

– แพ็กเกจ True Gigatex Unlock TV เริ่มเพียง 599 บาทต่อเดือน ดูฟรีทีมโปรด สด ครบทุกแมตช์ ปลด
ล็อกทุกแมตช์ทีมโปรด ตลอดฤดูกาล (ฟรี! 38 นัดเกาะติดทีมรัก) และความบันเทิงทั้งหนังดัง ซีรีส์ฮิต อนิเมะ สารคดีดังระดับโลก คมชัดบนทีวี และดูได้ทุกที่ผ่านมือถือ พร้อมความเร็วเน็ตบ้าน 1000/300Mbps, กล่องทรูไอดีทีวี พร้อมซิมทรูมูฟ เอช 2 ซิม

4. ทรูไอดี เริ่มเพียง 179 บาทต่อวันเท่านั้น ไม่จำกัดค่ายก็รับชมได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และกล่องทรูไอดี ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการเชื่อมต่อเพื่อรับชมโดยใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ดังนั้นหากใช้กล่องทรูไอดี ควบคู่ไปกับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทรูออนไลน์ แพ็คเกจต่าง ๆ (ตามข้อ 3 ข้างต้น) ก็จะได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ทว่าหากไม่สะดวกก็สามารถเลือกค่ายได้ตามต้องการ แต่ราคาค่าบริการจะแพงกว่านะคะ

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ภาพรวมช่วยให้เพื่อน ๆ คอบอลไปเสาะแสวงหาช่องทางเพื่อติดตาม และรับชมทีมโปรดผ่านลีกฟุตบอลที่ดีที่สุดในโลกได้ในรูปแบบวิธีตามถนัดของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ในฐานะแฟนบอลผู้ชาญฉลาด (Smart Supporters) การเจาะศึกษาข้อมูลโปรโมชั่นที่ “กลุ่มทรู” มีอยู่มากมาย กับคอนเทนท์ที่มากมาย (มากกว่าแค่ พรีเมียร์ลีก แต่เป็นแทบทุกลีก และทุกประเภทกีฬาหลัก รวมถึงภาพยนตร์, สารคดี, การ์ตูน ฯลฯ) เพื่อตอบโจทย์การรับชมส่วนตัว หรือครอบครัว หรือที่พักอาศัย หรือตามไลฟ์สไตล์ คือ สิ่งที่ดีที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุด และอรรถรสดีที่สุดในการติดตามพรีเมียร์ลีก เช่น การ unlock (ทรู ออนไลน์ หรือทรูมูฟ เอช) หรือ season pass ราคาพิเศษ 1 หรือ 3 ฤดูกาลรวด ไปจนถึง “เต็มแมกซ์” ไม่พลาดอะไรแน่นอนกับ ทรู วิชั่นส์ แพลตินัม เอชดี ที่จะได้รับชมความคมชัดในแมตช์ หรือคอนเทนท์พิเศษถึงระดับ 4K ด้วยซ้ำไป

สุดท้าย หวังว่า ข้อมูลครั้งนี้จะช่วยทุกคนได้บ้าง และแน่นอนว่า ขอให้สนุกที่สุดกับพรีเมียร์ลีก ซีซั่นใหม่ 2022/23 กันถ้วนหน้าค่ะ

📝ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย (แนน)