Categories
Feature

25 ปี “ช้างกระทืบโรง” กลับมาย่ำหญ้าพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

หากเอ่ยฉายา “ช้างกระทืบโรง” แฟนบอลไทยมากมายที่เพิ่งติดตามลีกลูกหนังไม่ถึง 20 ปี อาจส่ายหน้า ถ้าเปลี่ยนเป็น “สกาย บลูส์” ก็อาจตอบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ความจริงแล้ว สกายบลูส์และช้างกระทืบโรงเป็นฉายาของ “โคเวนทรี ซิตี” สโมสรเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี

นักข่าวและสื่อกีฬาไทยเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้วตั้งฉายาให้โคเวนทรีว่า “ช้างกระทืบโรง” ซึ่งมาจากโลโกสโมสรที่มีรูปช้างแบกปราสาทอยู่บนหลัง ซึ่งจริงๆ เป็นตราประจำเมืองโคเวนทรี  เมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นรองเพียงเบอร์มิงแฮมในมณฑลเวสต์มิดแลนด์ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเชอร์บอร์น

ช้างกระทืบโรง เป็นตัวอย่างหนึ่งของเอกลักษณ์การตั้งฉายาของนักข่าวกีฬาไทยยุคก่อน ที่เน้นการแปลสัญลักษณ์ให้เป็นภาพพจน์ที่จดจำง่ายและมีพลัง ขณะที่ “ทีมสีฟ้าอ่อน” ให้ความรู้สึกนุ่มนวลสบายตา แต่การตั้งนักข่าวไทยกลับเลือก “ช้าง” จากตราสโมสร มาสร้างภาพลักษณ์ที่ดุดันน่าเกรงขาม การเติมคำว่า “กระทืบโรง” สื่อถึงการทำลายล้างด้วยพละกำลังมหาศาล บ่งชี้ถึงโคเวนตรีเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งทางกายภาพสูง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้เป็นทีมรองบ่อนในเชิงแท็กติกและเงินทุนสร้างทีม

ขอบคุณภาพจาก  ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/wp-content/uploads/2026/04/coventry-city-fans-stands-cardboard-1074254277.jpg?resize=2048,1442&quality=90&strip=all

แต่โคเวนทรีตกจากพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 2001 เคยลงไปใช้ชีวิตในลีกทูในฤดูกาล 2017-18 ล่าสุดช้างกระทืบโรงของคนไทยจะขึ้นมาย่ำสนามหญ้าระดับเทียร์ 1 ในฤดูกาล 2026-27 หลังจากห่างหายไปนานถึง 25 ปี

โคเวนตรีได้รับการันตีเลื่อนชั้นหลังจากเสมอ 1-1 ในบ้านของแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้เหลือการแข่งอีก 3 นัด แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมวัย 47 ปี ชาวอังกฤษ เปิดเผยความรู้สึกว่า “การพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ โดยเหลืออีก 3 นัด ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจ ผมภูมิใจในตัวทีมงานทุกคน ผมชื่นชมปฏิกิริยาของนักเตะและแฟนๆ มันเทียบเท่ากับสิ่งที่ผมเคยทำได้กับทีมเชลซีในอดีต ทั้งแชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีก แต่การเลื่อนชั้นครั้งนี้ มันเกินความคาดหมาย ผมไม่ได้ดูถูกนักเตะ มันคือการทำงานหนักจนพวกเขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของพวกเขา”

ไม่กี่วันถัดมา โคเวนทรีถล่มพอร์ทสมัธ 5-1 จึงสถาปนาเป็นแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ฤดูกาล 2025-26 อย่างเป็นทางการ เป็นแชมป์ระดับเทียร์ 2 สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1966–67 ยุคที่ยังใช้ชื่อ ดิวิชัน 2

การสรรหาผู้เล่นที่ใช่ และรีดศักยภาพออกมา

ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่โคเวนทรีกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2001 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่พวกเขาเล่นในลีกสูงสุด (พบกับแบรดฟอร์ด) ซึ่งอังกฤษตอนนั้น โทนี แบลร์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้คนยังตกใจที่ราคาเบียร์พุ่งไปถึง 2 ปอนด์ต่อไพนต์!

เส้นทางของทัพสกายบลูส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาเคยดิ่งลงไปถึงลีกทู และต้องเผชิญกับวิกฤตสนามเหย้าจนต้องไปเช่าสนามของ นอร์ทแธมป์ตัน และ เบอร์มิงแฮม เล่น แม้ในยุค มาร์ค โรบินส์ เป็นผู้จัดการทีม เคยพาทีมไต่อันดับขึ้นมาจนเกือบสมหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษนัดชิงเพลย์ออฟกับลูตันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็นบาดแผลฉกรรจ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง เจ้าของสโมสร ตัดสินใจซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ การหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องค่าเช่า ทำให้สโมสรมีรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และนำไปสู่การแต่งตั้งแลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมในเดือนพฤศจิกายน 2024

แลมพาร์ดเข้ามารับงานตอนที่ทีมวนเวียนอยู่เหนือโซนตกชั้น แต่ตำนานนักเตะเชลซีสามารถเปลี่ยนโคเวนทรีให้กลายเป็นทีมใหม่ เขารีดศักยภาพของ ฮาจิ ไรท์ ให้กลายเป็นกองหน้าเบอร์ 9 เต็มตัว และขัดเกลา แบรนดอน โทมัส-อาซานเต จนกลายเป็นดาวยิงที่อันตรายในกรอบเขตโทษ ขณะที่แดนกลางมี แจ็ค รูโดนี แข้งวัย 24 ปีที่แลมพาร์ดยอมรับว่าเห็นเงาร่างของตัวเองอยู่ในนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/coventry-city-championship-title-lampard-37047792

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมสรรหานักเตะที่เน้นความคุ้มค่า มากกว่าการทุ่มเงินอย่างไร้สติได้แก่ มิลาน ฟาน เอไวค์ 3.4 ล้านปอนด์ จาก ฮีเรนวีน, เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก 4.25 ล้านปอนด์ จาก ปีเตอร์โบโร, วิคเตอร์ ทอร์ป 2 ล้านปอนด์ จาก ซาร์ปสบอร์ก และ แบรนดอน โทมัส-อาซานเต 2.25 ล้านปอนด์ จาก เวสต์บรอมวิช

ในเชิงแท็กติกและสไตล์การเล่น แลมพาร์ดไม่ได้เน้นเกมรับ แต่สั่งลุยด้วยสไตล์ “Heavy Metal Press” ที่ดุดัน โดยมี แมตต์ ไกรม์ส และ แฟรงค์ ออนเยกา (ยืมตัวจากเบรนท์ฟอร์ด) เป็นห้องเครื่องสำคัญ แม้ช่วงเดือนธันวาคม โคเวนทรีเคยนำมิดเดิลสโบรห์ถึง 10 แต้ม ก่อนฟอร์มแผ่วจนโดนแซงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 3-1 ที่ซีบีเอส อารีนา และไม่เคยมองย้อนกลับไปอีกเลย

สถิติการพังประตูของทีมก็น่าทึ่ง เพราะไม่ใช่แค่กองหน้าอย่าง ไรท์ หรือ โทมัส-อาซานเต เท่านั้น แต่ทั้ง เอลลิส ซิมส์, เมสัน-คลาร์ก, ซากาโมโตะ รวมถึงกองหลังอย่าง เลียม คิทชิง และ บ็อบบี โทมัส ต่างก็มีชื่อบนสกอร์บอร์ด

ก้าวต่อไปในลีกสูงสุดคือบทพิสูจน์ของจริง แลมพาร์ดทราบดีว่าหากจะอยู่รอดในลีกที่มีมูลค่าการันตีอย่างน้อยปีละ 100 ล้านปอนด์นี้ เขาจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แผงหลังและกองกลางเพิ่ม หากทำได้ โคเวนทรีชุดนี้ก็มีโอกาสที่จะสู้ได้อย่างสูสี

ปลุกทีมด้วยจิตวิทยาและมาตรฐานระดับสูง

ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์เฉลิมฉลองการเลื่อนชั้น หลายคนอาจลืมไปว่า ย่างก้าวแรกๆ ที่แลมพาร์ดเดินเข้าสู่ถิ่นโคเวนทรี เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้อง สาเหตุสำคัญมาจากสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนบอลกับอดีตกุนซือ มาร์ก โรบินส์

แฟนบอลและนักเตะจำนวนมากต่างรู้สึกว่า “พรีเมียร์ลีก” คือพรมลิขิตที่พวกเขาควรไปถึงภายใต้การนำของโรบินส์ ผู้ชุบชีวิตสโมสรขึ้นมาจากลีกทู ตลอดระยะเวลา 7 ปีแห่งหยาดเหงื่อและน้ำตาจนเกือบทำสำเร็จในนัดชิงเพลย์ออฟปี 2023 การถูกปลดของเขาในเดือนพฤศจิกายน 2024 จึงสร้างความรู้สึก “ใจสลาย” และ “สะอิดสะเอียน” ให้กับแฟนบอลในตอนนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38853472/frank-lampard-coventry-city-promotion-wait-premier-league/

แต่ ดัก คิง เจ้าของสโมสรผู้เป็นนักธุรกิจ มองต่างออกไป เขาเชื่อว่าห้องแต่งตัวต้องการ “เสียงใหม่” และมองเห็นโอกาสทางการค้าจากการดึงซูเปอร์สตาร์มานั่งเก้าอี้กุนซือ และวันนี้ หลังผ่านไป 18 เดือน การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยความเสี่ยงนั้นได้กลายเป็นความถูกต้อง

ในวันแรกที่มาถึง แลมพาร์ดเรียกทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช เชฟ จนถึงพนักงานทำความสะอาด มาเจอกันในโรงยิม และบอกกับพวกเขาว่า “ขอบฟ้าคือขีดจำกัดของโคเวนทรี” 

แฮร์รี คอลเลดจ์ แฟนบอลรุ่นที่ 5 ของสโมสร ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกชุดแข่ง เล่าถึงผลกระทบที่แลมพาร์ดมีต่อทีมว่า มันคือเรื่องของ “มาตรฐาน” ที่เข้มงวดและการขับเคลื่อนที่ไร้ความปรานี ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับสมัยที่แลมพาร์ดเป็นนักเตะ

“เขาทำให้ผมอยากออกไปวิ่งรอบสนาม! เขาปลุกวิญญาณผู้ชนะให้กลับมาสู่สโมสร วิธีที่เขามองเกมฟุตบอลนั้น น่าเหลือเชื่อมาก และเขามักจะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดว่าสถานการณ์ไหนในเกมที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้” คอลเลดจ์กล่าว

แลมพาร์ดไม่ใช่ผู้จัดการทีมประเภทชอบตะโกนด่าทอ เขาเป็นคนใจเย็น แต่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงประเด็น ทุกเช้าเขาจะเดินทางจากลอนดอนมายังสนามซ้อม และมักจะพักค้างคืนที่โคเวนทรีเพื่อลงรายละเอียดในสนามซ้อมร่วมกับมือขวาอย่าง โจ เอ็ดเวิร์ดส์ อย่างใกล้ชิด

ภายใต้การนำของแลมพาร์ด นักเตะหลายคนพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น เจย์ ดา ซิลวา แบ็กซ้าย และ แจ็ค รูโดนี กองกลางที่เริ่มมีสไตล์การเติมเกมบุกที่ลึกลับเหมือนตัวแลมพาร์ดเอง, ฮาจิ ไรท์ กองหน้าที่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกในเกมสำคัญกับคู่แข่งลุ้นเลื่อนชั้นอย่างมิดเดิลสโบรห์เมื่อเดือนที่แล้ว, คาร์ล รัชเวิร์ธ ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจากไบรท์ตัน และ แฟรงค์ ออนเยกา ที่ยืมตัวมาจากเบรนท์ฟอร์ดในเดือนมกราคม เพื่อเติมคุณภาพในช่วงที่ทีมเริ่มแผ่ว

อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดคือการคว้าตัว แมตต์ ไกรม์ส กัปตันทีมจากสวอนซีด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2025 แลมพาร์ดมอบอำนาจให้ไกรม์สเป็นเหมือนผู้จัดการทีมในสนาม คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ จอห์น เทอร์รี สมัยอยู่ที่เชลซี

เบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนอาจไม่รู้คือบทบาทของ แคลร์-มารี โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการด้านผลงาน (Performance Director) เธอเป็นนักจิตวิทยาชำนาญการที่นำ “เครื่องมือประเมินทางจิตวิทยามาตรฐานทองคำ” (Psychometric Instrument) มาใช้ในการคัดเลือกนักเตะและการฟื้นฟูร่างกาย

โรเบิร์ตส์ทำงานใกล้ชิดกับ คริส โจนส์ โค้ชทีมชุดแรกที่มีประสบการณ์โชกโชนจากเชลซีในยุคของ โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต และ โธมัส ทูเคิล ระบบนี้ช่วยคัดกรองให้นักเตะใหม่มี “ลักษณะนิสัย” ที่เข้ากับทีมได้ทันที ซึ่งแลมพาร์ดมักให้เครดิตกับความสามัคคีและทัศนคติของนักเตะที่ทำให้ทีมทำผลงานได้เกินความคาดหมายเมื่อเทียบกับงบประมาณค่าเหนื่อยที่อยู่ในระดับกลางตารางเท่านั้น

หนทางสู่พรีเมียร์ลีกไม่ได้เรียบหรู ในช่วงฤดูหนาว โคเวนทรีเคยเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับมิดเดิลสโบรห์ แต่ในห้องแต่งตัวกลับไม่มีความตื่นตระหนก ชัยชนะ 3-1 เหนือ “โบโร่” ที่ซีบีเอส อารีนา กลายเป็นจุดไฟแห่งความเชื่อมั่นให้ลุกโชนอีกครั้ง

แลมพาร์ดพยายามอย่างหนักในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล แม้ในตอนแรกเขาไม่ค่อยถนัดกับการทำท่า “Fist Pumps” (ชูกำปั้นฉลองชัย) ต่อหน้าสแตนด์ฝั่งเจ้าบ้าน แต่เขาก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อกับสาวก “สกายบลูส์” เขายังสนับสนุนการนำวง The Enemy มาเล่นสดก่อนเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเพลง “We’ll Live and Die in These Towns” ได้กลายเป็นเพลงมาร์ชแห่งการคืนชีพของทีมไปโดยปริยาย

จากความล้มเหลวสู่การทวงคืนศักดิ์ศรี

แม้แฟนบอลโคเวนทรีกำลังมองไปยังอนาคตในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แต่พวกเขายังมีความทรงจำกับการเดินทางตลอด 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทน นับตั้งแต่เสียงนกหวีดสุดท้ายในปี 2001 สโมสรนี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่ “อุโมงค์ที่มืดมิด” ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11710/13529274/coventry-city-back-on-the-cusp-of-the-premier-league-after-25-years-away

ในอดีต โคเวนทรีได้ชื่อว่าเป็น “จอมรอดตาย” โดยเคยหนีตกชั้นในวันสุดท้ายได้ถึง 10 ครั้ง แต่ในปี 2001 ภายใต้การคุมทีมของ กอร์ดอน สตราคัน ปาฏิหาริย์ก็หมดลง พวกเขาแพ้ แอสตัน วิลลา 2-3 ทั้งที่นำก่อน 2-0 ส่งผลให้ต้องตกชั้นสู่ลีกรองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 คริส เคิร์กแลนด์ นายทวารในวันนั้น กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สโมสรไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย”

ความพยายามกลับสู่พรีเมียร์ลีกล้มเหลวตลอด 11 ปีในแชมเปียนชิพ พวกเขาจบด้วยครึ่งบนของตารางได้เพียง 3 ครั้ง ก่อนเผชิญวิกฤตการเงินและเจ้าของทีมที่อื้อฉาวอย่าง ซิซู แคปิตอล จนร่วงลงสู่ลีกวันในปี 2012 ซึ่งเป็นการลงมาเล่นระดับดิวิชัน 3 ครั้งแรกในรอบ 48 ปี

ฝันร้ายที่รุนแรงที่สุดคือเรื่องของ “บ้าน” ในปี 2013 ข้อพิพาทเรื่องสนาม ริโคห์ อารีนา ทำให้โคเวนทรีต้องระเหเร่ร่อนไปเล่นที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน ซึ่งห่างออกไปถึง 70 ไมล์ แฟนบอลประท้วงอย่างหนักเพื่อให้ทีมได้กลับมาเล่นในเมืองตัวเอง แม้ได้กลับมาในปีถัดมา แต่ความตกต่ำก็ยังไม่หยุดยั้ง เมื่อทีมร่วงลงสู่ลีกทูหรือระดับดิวิชัน 4 ในปี 2018 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1959

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างเริ่มปรากฏเมื่อ มาร์ค โรบินส์ กลับมาคุมทีมเป็นรอบที่สอง เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ อีเอฟแอล โทรฟี ที่เวมบลีย์ ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 4 หมื่นคน และพาทีมเลื่อนชั้นรวดเดียว 2 ระดับในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้ต้องไปเช่าสนาม เซนต์ แอนดรูวส์ ของเบอร์มิงแฮม เป็นสนามเหย้าชั่วคราวอีกครั้งก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง นักธุรกิจท้องถิ่น เข้ามาซื้อกิจการต่อจากกลุ่มซิซูในปี 2022 เขาปลดเปลื้องภาระหนี้สินและสร้างความหวังใหม่ แม้ทีมพ่ายจุดโทษในนัดชิงเพลย์ออฟต่อ ลูตัน ทาวน์ จนพลาดตั๋วพรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่รากฐานที่วางไว้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น

ในฤดูกาล 2024-25 การตัดสินใจปลดโรบินส์และแต่งตั้งแลมพาร์ด สร้างความกังขาในตอนแรก แต่แลมพาร์ดพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมจากอันดับ 17 ขึ้นไปถึงรอบเพลย์ออฟ แม้แพ้ซันเดอร์แลนด์ในรอบตัดเชือก แต่เขาก็สร้างขวัญกำลังใจให้ทีมอย่างมหาศาล

ฤดูกาล 2025-26 คือปีที่ประวัติศาสตร์สโมสรต้องจารึก โคเวนทรีปิดดีลซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับมาเป็นของตัวเองได้สำเร็จในรอบ 20 ปี, โคเวนทรีไม่แพ้ใครใน 12 เกมแรก และในที่สุด พวกเขาก็คว้าตั๋วกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน 25 ปี

จากความล้มเหลวทางการเงิน การถูกขับไล่จากสนามเหย้า และการดิ่งลงสู่ลีกต่ำสุด วันนี้ “สกายบลูส์” หรือ “ช้างกระทืบโรง” ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีอุโมงค์ใดที่ยาวเกินไป หากมีความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนชั้น แต่เป็นการ “ทวงคืนบ้าน” และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวโคเวนทรีอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

มีตติ้งดูบอล ครั้งที่ 5 ของ “ขวัญ ลามาเซีย” จบเกมบาร์เซโลน่า เอาชนะมายอร์ก้า ไป 3-0

ค่ำคืนของคนรักบาร์ซ่า กลับมาอีกครั้ง กับประสบการณ์ของแฟนบอลที่ต่อยอดพลังคอมมูนิตี้ สู่คุณค่าทางการตลาดอย่างยั่งยืน

‘ไข่มุกดำ’ ได้ร่วมจัดงานมีตติ้งดูฟุตบอลของเพจ “ขวัญ ลามาเซีย” ในฐานะ Organise Partner ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มแฟนบอลเข้าด้วยกัน เสริมความแข็งแรงของคอมมูนิตี้ และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัด ผู้สนับสนุน และผู้บริโภค ผ่านประสบการณ์จริง

โดยงานนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ The Cloud Event Venue ซอยลาดพร้าว 130 เปิดพื้นที่ให้แฟนบอลบาร์เซโลน่ากว่า 80 คน ได้มารวมตัวกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่การดูบอล แต่เป็นการสร้างพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง อบอุ่น และมีเอกลักษณ์

งานมีตติ้งครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “LALIGA Present Love (Barca) at First Sight #5” พร้อมถ่ายทอดสดสัญญาณการแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลน่า vs มายอร์ก้า ซึ่งแฟนบอลได้ร่วมส่งพลังเชียร์ไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์ สร้าง Emotional Engagement ที่สื่อดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้ และยิ่งตอกย้ำความสำเร็จเมื่อบาร์เซโลน่าเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3–0

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการได้รับความร่วมมือจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงาน อาทิ Bell Spotz, I AM Legend Thailand, คุณบีม อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย, ทรูวิชั่น นาว, Bitget ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของงานมีตติ้งในฐานะ Platform ทางการตลาด ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้อย่างตรงจุด และมีคุณภาพ

ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมตลอดทั้งคืน พร้อมของรางวัลจากผู้สนับสนุนมากมาย โดยของรางวัลประกอบด้วย ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

ไข่มุกดำ และ เพจ “ขวัญ ลามาเซีย” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้รับทั้งความสนุก ความประทับใจ และคุณค่าจากประสบการณ์ครั้งนี้ และพร้อมเดินหน้าพัฒนากิจกรรมที่ตอบโจทย์แฟนบอลและแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในงานครั้งถัดไปที่ยิ่งใหญ่และเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ดูภาพบรรยากาศงาน คลิก : https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1k9vkcM9yIaTO4YZK18pNia1CV-RwZ6Tc

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Our Work

รวมครีเอทีฟ อีเวนท์ ปี 2568 สร้างมูลค่าการตลาด และพีอาร์ ของพาร์ตเนอร์ ร่วมจัดโดย KMD

ปี 2568 “ไข่มุกดำ” หรือ KMD ได้รับโอกาสให้สร้างสรรค์งานอีเวนท์ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับ “พาร์ตเนอร์” ของเราจนเกิดกิจกรรมการตลาดที่น่าตื่นเต้น สนุก เกิดการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย และมีหลายอีเวนท์สร้างเสียงฮือฮาได้ในแบบฉบับของเราที่ไม่ได้จัดแค่งาน แต่ครอบคลุมการสื่อสารการตลาด และประชาสัมพันธ์ของงานเข้าไปด้วย

ขอขอบคุณ 1.ลาลีกา ประเทศไทย, 2.ลามินา ฟิล์ม, 3.การกีฬาแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ PPTV, 4.beIN SPORTS, 5.TESA (Thailand Elite Sport Academy), 6.Nuovo Plus, 7.สมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทย (IFPI Thailand และ PNR), 8.Dating Game – เดทเกมนี้ ต้องได้ใจนาย, 9.Primetime พาร์ตเนอร์ โดย ขวัญ ลามาเซีย, ปีเตอร์ โบ๊ต และโคตรแอ็ค และ 10.พันธมิตรน้อยใหญ่ที่ไม่ได้เอ่ยนาม แต่มีส่วนขับเคลื่อนงานไปกับเราตลอดปีที่ผ่านมา

เฉพาะงานในส่วนกิจกรรมการตลาด Event Activations พอจะสรุปได้ดังนี้:

1. 26 Mar. 2025 – LALIGA Big Matches Meeting & Football Friendly Match: “ลาลีกา ประเทศไทย” จัดกิจกรรมร่วมกับสื่อกีฬา และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ รวมพลเตะบอลกระชับมิตร เพื่อโหมโรงก่อนศึกดาร์บี้แมตช์เมืองเซบีย่า (El Gran Derbi de Sevilla) ระหว่าง เรอัล เบติส และ เซบีย่า พร้อมย้ำความสำคัญของตลาดฟุตบอลไทยในสายตาของลีกสเปน ลาลีกา พร้อมเปิดตัว อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทนลาลีกา ประจำประเทศไทยคนใหม่อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/laliga-big-matches-meeting-football-friendly-match/

2. 30 Mar. 2025 – LALIGA Present Love (Barca) at First Sight #4 มีตติ้ง ดูบอล “บาร์เซโลน่า vs คิโรน่า” by “ขวัญ ลามาเซีย”: อีเวนท์มีตติ้งแฟนบอลบาร์เซโลนา และชมบอลร่วมกันครั้งที่ 4ในเกม บาร์ซา – จิโรนา โดย ขวัญ ลามาเซีย สุดอบอุ่น ณ ร้าน LongLou 龙楼 – หลงวิภา, วิภาวดี เหมือนเช่นทุกครั้ง ที่มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มาร่วมกันเต็มความจุที่เปิดรับไว้ ร่วมกับเหล่าผู้สนับสนุน และตัวแทนจากลาลีกา คุณบีม อนรรฆ ณ บางช้าง รวมกว่า 100 คน

อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://khaimukdam.com/our-work/laliga-present-love-barca-at-first-sight-4/

3. 11 May 2025 – จัดเต็ม! “ลาลีกาไทย” เนรมิตกิจกรรมเชียร์เอลกลาซิโก้ ปีที่ 3 สุดเร้าใจ: “ลาลีกา ประเทศไทย” จัดให้ตามคำเรียกร้องของแฟนบอล กับศึกแห่งศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ที่สุด “เอลกลาซิโก้” บาร์เซโลนา ปะทะ เรอัล มาดริด ที่ ชั้น 5 EM WONDER ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ท่ามกลางแฟนบอลสเปนในประเทศไทยกว่า 200 คนกับบรรยากาศอันอบอุ่น แสง สี เสียง เต็มพิกัด ชมเกมสุดมันส์บนจอยักษ์ 7 เมตร จบเกมด้วยชัยชนะของ บาร์ซาเหนือ มาดริด สุดมันส์ 4-3

อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://khaimukdam.com/our-work/elclasico-2025/

4. 31 May 2025 – PRIMETIME ON STAGE คุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกัน โดย 3 อินฟลูเอนเซอร์หลัก: ปีเตอร์ โบ๊ท, ขวัญ ลามาเซีย, และโคตรแอ็ค: งานนี้จัดขึ้นที่  The Cloud Event Venue @Metropoint Bangkok Hotel เป็นอีเว้นท์ที่มาพูดคุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกันโดยมี 3 อินฟลูเอนเซอร์หลัก ปีเตอร์โบ๊ท, ขวัญ ลามาเซีย, และโครตแอ็ค พร้อมด้วย กันโตน่า, ตังกุย, ยักษ์ ดอยแดง, เบลล์ ขอบสนาม และเกมส์เอง ที่มาร่วมสร้างสีสันให้คึกคัก

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/primetime-on-stage/

5. 31 May 2025 – คุ้มค่าที่รอคอย! บีอิน-เปแอสเช” จัดกิจกรรมเชียร์นัดชิงถ้วยยุโรปครั้งแรกในไทย: สำหรับกิจกรรมในประเทศไทย จัดขึ้นที่ร้าน Sportsman Bar สุขุมวิท 13 โดยมี แอนเดซ ตัน ตัวแทนสโมสรเปแอสเช ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อินฟลูเอนเซอร์ แฟนบอลทั้งไทย, ฝรั่งเศส และต่างชาติ รวมกว่า 200 คน ที่ได้มาสนุกกับเกมส์ และกิจกรรมต่าง ๆ ในงาน พร้อมบรรยากาศการเชียร์สุดมันส์ ก่อนจบด้วยชัยชนะของ เปแอสเช ถล่ม อินเตอร์ มิลาน 5-0 คว้าแชมป์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมคว้าทริปเปิลแชมป์ของฤดูกาล หลังคว้าแชมป์ ลีกเอิง และ เฟร้นช์ คัพ อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/ucl-final-2025/

6. 14 Jun. 2025 – สานฝันเยาวชน! TESA (Thailand Elite Sport Academy) จัดบอล 7 คน U12 เฟ้นแข้งเจ๋งลุยเกาหลีใต้:รายการaฟุตบอลเยาวชนสุดพิเศษ “ยูไนเต็ด ฟุตบอล ชาลเลนจ์ คัพ 2025″ การแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ณ สนามฟุตบอล Super Star Arena ซอยลาดพร้าว 80 

พร้อมได้สิทธิ์ไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่เกาหลีใต้ รวมทั้งชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/utd-football-challenge-cup-2025/

7. Aug. 2025 – SAT PRESENTS BUNDESLIGA DREAM เตะ ล่า ฝัน 2025 : โครงการ เตะ ล่า ฝัน ซีซั่น 3 ภารกิจเฟ้นหา 17 แข้งเยาวชนไทย บินลัดฟ้าฝึกบอลที่เยอรมัน

โครงการนี้ นอกจากจะสานฝันและพัฒนานักเตะเยาวชนไทยให้ได้บินลัดฟ้าไปฝึกฟุตบอลที่ประเทศเยอรมันแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ทีมสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยได้เห็นแววของช้างเผือกจากทั่วประเทศที่จะคัดเข้าสู่รั้วทีมชาติอีกด้วย และแน่นอนว่า ปรากฏการณ์ของฟุตบอลไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสและเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย นับว่าเป็นส่วนสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และทำให้จากเกมกีฬากลายเป็นเกมธุรกิจที่หลายคนต่างจับตามอง 

ดูภาพเพิ่มเติม วันคัดตัว 66 ยอดแข้งเยาวชน จากทั่วประเทศ คลิก : https://www.pptvhd36.com/gallery/Bundesliga-Dream/1701

ดูภาพเพิ่มเติม แถลงข่าวประกาศรายชื่อ 17 แข้งเยาวชน คลิก : https://www.pptvhd36.com/gallery/Bundesliga-Dream/1702

8. 27 Sep. 2025 – LALIGA EA SPORTS Presents: The Madrid Derby Watch Party Thailand 2025: ลาลีกา ประเทศไทย จัดกิจกรรมดูบอล พบปะพูดคุยกัน กับศึกฟาดแข้ง ElDerby De Madrid ระหว่าง Atletico de Madrid VS Real Madrid ณ Hops and Hope Ramintra ที่เปิดโอกาสให้แฟนบอลมาร่วมเชียร์บอลคู่ระหว่าง Atletico de Madrid VS Real Madrid พร้อมพบปะพูดคุยกัน ซึ่งผลการแข่งขันเกมนี้ จบลงด้วยชัยชนะของ “ตราหมี” ที่เอาชนะไปได้ถึง 5-2 

ชมภาพเพิ่มเติม คลิก https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1KMAY15oT9Rut4cCrGCAHanbTiiZtmT_q

9. 26 Oct. 2025 – รวมพลังน้อมแสดงความอาลัย “ลาลีกาไทย” จัดกิจกรรมชมฟุตบอล “เอลกลาซิโก” ครั้งแรกในโรงหนัง: เต็มอิ่มกับประสบการณ์ติดตาม ฟุตบอลแมตช์สุดยิ่งใหญ่ของลีกสเปน “เรอัล มาดริด” สยบ “บาร์เซโลนา” 2-1 ประหนึ่งเสมือนนั่งอยู่ขอบสนาม

เดิมกิจกรรมนี้เตรียมจัดขึ้นที่ SCBX Next Stage at SIAM PARAGON ชั้น 4 แต่ด้วยเหตุการณ์การสิ้นพระชมม์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันนำความเศร้าโศกมาสู่ปวงพี่น้องชาวไทย ทาง “ลาลีกา” และเจ้าของสถานที่สยามพิวรรธ์ จึงได้หารือร่วมกัน และเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดงานมาเป็นสถานที่ปิด 100% ภายในโรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex โรง 9 ชั้น 6 พร้อม ๆ กับปรับทุกกิจกรรมภายนอกมาดำเนินในโรงภาพยนตร์ทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/elclasico-2025-26/

นอกจากนี้ยังได้จัด ครีเอทีพ อีเวนท์ทั่วไปอีกด้วย คือ

10. 06 Jun. 2025 – Nuovo Plus 2025 Powering the future with BESS: บริษัท นูออโว พลัส จำกัด จัดกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์แนวทางการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านการบริหารจัดการพลังงานในอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.nuovoplus.com/th/2025/06/11/นูออโว-พลัส-พร้อมดันไทย/

นอกจากนี้ทีม KMD ยังมีโอการสได้สัมผัสกับงานสายบันเทิงอีกด้วย คือ

1. พาร์ทที่ “ลึกซึ้ง” เรื่องดนตรี มีการทำคอนเทนท์เผยแพร่ให้พาร์ตเนอร์ของเรา อย่าง “สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย” ภายใต้เพจที่ใช้ชื่อว่า IFPI Thailand และ PNR จัดให้ ใช้เพลงถูกลิขสิทธิ์ เพื่อกลุ่มคนรักในเสียงดนตรี และเพื่อสร้างความรู้ในมุมลิขสิทธิ์ และการนำเพลงไปใช้ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยช่วงเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทีม KMD ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพาร์ท PR ในงานประกาศรางวัล THE OFFICIAL THAILAND CHART Launch Party 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ Muin 무인 Bangkok club ทองหล่อ งานรวมพลังคนดนตรีไทย ศิลปินค่ายเพลง และผู้นำวงการ เพื่อฉลองความสำเร็จของเพลงไทยในปีที่ผ่านมา และต้อนรับคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง !! ร่วมเดินหน้าผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

2. พาร์ทของ Creative Content กับซีรี่ย์ Dating Game – เดทเกมนี้ ต้องได้ใจนาย ทีม KMD ได้โอกาสในการมีส่วนกับการโปรโมตซีรีส์นี้ แม้เพียงน้อยนิด แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เปิดกว้างมากขึ้น

เราไม่ได้เพียงทำคอนเทนท์ทางออนไลน์ แต่ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรมในงานอีเวนท์เปิดซีรี่ส์อีกด้วย

กิจกรรมที่ผ่านมาเหล่านี้ ล้วนสร้างความสุข สนุกสนาน และตื้นเต้นแบบเต็มเปี่ยมให้กับเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี เราพร้อมที่จะส่งต่อ มอบความสุขแบบนี้ให้ทุกคนรวมถึง “ผู้สนับสนุน” ที่สนใจอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และปีถัด ๆ ไป สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด อย่าลืมกดติดตามทุกช่องทางของ ไข่มุกดำ ไว้ได้เลยนะคะ

รวมถึงผู้สนับสนุนที่สนใจให้เราได้ดูแลทุกขั้นตอนการทำกิจกรรมการตลาดเช่นนี้ แบบ ลาลีกา ก็สามารถติดต่อเราได้เช่นกันค่ะ

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Feature

ความเชื่อมโยงระหว่าง วันคริสต์มาส ฟุตบอล และเพลง

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ ช่วงส่งท้ายปีคือช่วงเวลาคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวัน Boxing Day (26 ธ.ค.) ซึ่งกลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมวัน Christmas (25 ธ.ค.) กลับเงียบเหงาไม่มีการแข่งขันเลย ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นวันที่มีการแข่งขันดุเดือดไม่แพ้กัน

ย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรีย (1837 ถึง 1901) จนถึงช่วงปี 1950 ฟุตบอลอังกฤษเคยเตะกันทั้งในวันคริสต์มาสและวันบ็อกซิงเดย์ โดยมักจัดให้เป็นเกม “ดาร์บีแมตช์” เพื่อให้แฟนบอลและนักเตะไม่ต้องเดินทางไกลในวันหยุด

ฟุตบอลยุคนั้น คือความบันเทิงหลักอย่างเดียวที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะหาได้ในวันหยุดพักผ่อน(ที่หาได้ยากยิ่ง) บางปีถึงขั้นมีการจัดโปรแกรมแบบ “เหย้า-เยือน” ติดกันสองวัน นัดแรกเจอกันในวันคริสต์มาสที่สนามของทีมหนึ่ง แล้วย้ายไปเตะกันที่สนามของอีกทีมในวันบ็อกซิงเดย์บ้าง แม้เป็นเรื่องที่คลาสสิกแต่ก็เหนื่อยล้าสำหรับนักเตะอย่างมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลวันคริสต์มาสหายไป เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟและรถเมล์เริ่มหยุดให้บริการในวันคริสต์มาสเพื่อให้พนักงานได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ทำให้แฟนบอลเดินทางไปสนามลำบากขึ้น ประกอบกับการมาถึงของแสงไฟสนาม (Floodlights) ที่ทำให้สามารถจัดแข่งตอนเย็นวันธรรมดาได้มากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้ช่วงเช้าวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อจัดการแข่งขันจึงลดลง 

มาสู่ยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในมุมมองของคนดูแลครอบครัวและแฟนบอลรุ่นหลัง วันบ็อกซิงเดย์จึงเป็นการนำความสุขจากการอยู่บ้านกับครอบครัวในวันคริสต์มาส มาต่อยอดด้วยการออกไปดูฟุตบอลหรือนั่งเชียร์ด้วยกันที่หน้าจอในวันรุ่งขึ้น

ถึงแม้อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสถิติบอกว่า นักเตะในลีกอังกฤษเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อไม่มีช่วงพักเบรกฤดูหนาวเหมือนหลายลีกในยุโรป แต่สำหรับวัฒนธรรมอังกฤษแล้ว แมตช์บ็อกซิงเดย์คือเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องและความผูกพันระหว่างชุมชนกับกีฬาฟุตบอลมานานกว่าร้อยปี

ย้อนอดีตการแข่งขันในวันคริสต์มาส

สำหรับฟุตบอลลีกประเทศอังกฤษ เกมสุดท้ายที่เตะกันในวันคริสต์มาสคือปี 1959 แบล็คเบิร์นชนะแบล็คพูล 1-0 ในดิวิชัน 1 เดิม และโคเวนทรีชนะเร็กซ์แฮม 5-3 ในดิวิชัน 3 ความจริงแล้ว เบรนท์ฟอร์ดเคยมีแผนจะเตะกับวิมเบิลดันในวันคริสต์มาสปี 1983 แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนมาเตะในวันคริสต์มาสอีฟแทน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.telegraph.co.uk/football/2016/12/25/last-christmas-day-match-51-years-ago-long-standing-footballing/

แต่หากรวมทุกชาติในสหราชอาณาจักร อ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์สถิติฟุตบอลสกอตแลนด์ระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่สกอตติชลีกกำหนดให้โปรแกรมรวมทุกคู่ในวันคริสต์มาสคือ ปี 1976 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ แต่ด้วยความไม่อยากลงเตะในวันหยุด รวมกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้จำนวนนัดลดลง เกมส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปเตะในวันศุกร์ที่ 24, วันอาทิตย์ที่ 26 และวันจันทร์ที่ 27 แทน

ยกเว้น 2 เกมที่ยังคงเตะวันคริสต์มาสคือ ไคลด์แบงค์เสมอเซนต์ มิร์เรน 2-2 ในศึกชิงจ่าฝูงดิวิชัน 1 และ อัลโลอาชนะคาวเดนบีธ 2-1 ในดิวิชัน 2 อย่างไรก็ตามประวัติอย่างเป็นทางการของสโมสรดันดีระบุว่า พวกเขาชนะมอนโทรส 1-0 ในวันคริสต์มาส แต่แหล่งข้อมูลอื่นกลับบอกว่านัดนี้เตะกันในวันจันทร์ที่ 27

ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่มีการเตะฟุตบอลกันครบทุกคู่ในวันคริสต์มาสที่สกอตแลนด์คือปี 1971 คือ เซลติกชนะฮาร์ทส์ 3-2, ดันดี ยูไนเต็ด ชนะดันเฟิร์มลิน 3-2, ฮิบส์แพ้เรนเจอร์ส 0-1, คิลมาร์นอคชนะมอร์ตัน 4-2, แอร์เดรียเสมอไคลด์ 1-1, อีสต์ ไฟฟ์เสมอมาเธอร์เวลล์ 1-1, ฟอล์เคิร์กแพ้อเบอร์ดีน 0-3, พาร์ทิกแพ้แอร์ 0-1 และ เซนต์ จอห์นสโตนเสมอดันดี 0-0

จ่าฝูงลีกวันคริสต์มาสกับแชมป์ยุโรป

แม้ไม่มีการแข่งขันในวันคริสต์มาสแล้ว แต่วันดังกล่าวยังถูกโยงเกี่ยวข้องฟุตบอลลีกอังกฤษอยู่ดี โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก กับสถิติที่ว่า “จ่าฝูงวันคริสต์มาสที่สามารถจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก” ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 มีทีมที่ทำได้สำเร็จราวครึ่งเดียวหรือ 17 ทีมจาก 33 ครั้ง ล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2024-25 หลังจากเคยทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ในฤดูกาล2019-20

ที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมาคือ ลิเวอร์พูลลงสนามก่อนวันคริสต์มาสคือ วันที่ 22 ธันวาคม 2024 และชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์ 6-3 ในกรุงลอนดอน และเกมที่ชี้ขาดว่า ลิเวอร์พูลชนะเลิศคือ 27 เมษายน 2025 ในแอนฟิลด์ ซึ่งทีมเยือนที่แพ้ 1-5 ก็คือสเปอร์สอีกเช่นกัน และนั่นเป็นครั้งที่ 7 ที่ลิเวอร์พูลยืนแป้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แต่ประสบความสำเร็จเพียง 2 ครั้งเท่านั้น 

ขณะที่เชลซี (5 ครั้ง) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี (3 ครั้ง) ที่ทำผลงานสมบูรณ์แบบ 100% ได้ชูถ้วยชนะเลิศในบั่นปลายทุกครั้งที่เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นผู้นำวันคริสต์มาสรวม 7 ครั้ง เข้าวินในที่สุด 5 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในฤดูกาล 2012-13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันคริสต์มาสปี 2025 หลังผ่าน 17 นัดแรกยังเป็นอาร์เซนอล ซึ่งนำแมนฯ ซิตี 2 คะแนน ทั้งสองเคยเป็นคู่ช่วงชิงในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 ซึ่งอาร์เซนอลเคยยืนบนยอดของต้นคริสต์มาส แต่สุดท้ายก็ถูกแมนฯ ซิตี แซงคว้าแชมป์ไปทั้งสองครั้ง

แต่ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือแชมป์พรีเมียร์ลีกคือ จ่าฝูงวันคริสต์มาสของลีกจะคว้าแชมป์สโมสรทวีปยุโรปได้หรือไม่?

นับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันยูโรเปียนคัพ หรือแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 1955-56 มีทีมแชมป์ทั้งหมด 70 ทีม โดยมี 30 ทีมที่แชมป์เหล่านั้นครองจ่าฝูงในลีกตัวเองช่วงคริสต์มาส เรอัล มาดริด ทำได้มากที่สุดคือ 7 ครั้ง

สำหรับสโมสรจากอังกฤษได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1967-68) และลิเวอร์พูล (1980-81, 1983-84 และ 2018-19) ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมเก่งที่สุดของยุโรปแต่ไม่ใช่ในอังกฤษ เพราะฤดูกาล 1980-81 เป็นแอสตัน วิลลา ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1 ขณะนั้น) และในฤดูกาล 2018-19 เป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี โดยมีเพียงฤดูกาล 1983-84 ที่ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงลีกในวันคริสต์มาส และสามารถรวบแชมป์ดิวิชัน 1 และยูโรเปียน คัพ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.uefa.com/uefachampionsleague/news/00ad-0e6a0b25af45-1d23225afb81-1000–1983-84-kennedy-spot-on-for-liverpool/

ในมุมมองย้อนดูทีมที่มีจุดเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่สำหรับลีกในประเทศ แต่สุดท้ายกลับก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยุโรปได้นั้น ก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างทีมบาเยิร์น มิวนิก ยุคดาราคับคั่งที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1974 ถึง 1976 นั้น พวกเขามีผลงานระเนระนาดในบุนเดสลีกา โดยช่วงคริสต์มาสของฤดูกาล 1974-75 ทีมเสือใต้อยู่อันดับที่ 14 ในวันคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 10 ส่วนวันคริสต์มาสของฤดูกาลถัดมา ก็ยังอยู่อันดับที่ 10 แต่สุดท้าย บาเยิร์นก็เร่งเครื่องจนจบอันดับ 3

เรอัล มาดริด ก็เคยเป็นทีมกลางตารางที่ผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 1999-2000 มีช่วงหนึ่งระหว่างเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ทีมราชันชุดขาวชนะเพียงแค่ 1 จาก 13 นัดในลาลีกา และถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดจากการพ่ายแพ้คาบ้านต่อซาราโกซาถึง 1-5 ก่อนเริ่มกลับมาฮึดได้ในช่วงก่อนและหลังคริสต์มาส จนกระทั่งก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุโรปภายใต้การคุมทีมของบิเซนเต เดล บอสเก และจบลีกด้วยอันดับที่ 5

นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อยู่อันดับที่ 13 ในวันคริสต์มาสปี 1979 เพียงห้าเดือนก่อนสามารถป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และในปี 1981-82 แอสตัน วิลลา แชมป์ลีกอังกฤษในขณะนั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 17 โดยมีสวอนซี ซิตี เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส แต่พวกเขาก็ยังประคับประคองตัวผ่านรอบแรกๆ ของยูโรเปียนคัพมาได้ ก่อนเอาชนะทั้งดินาโม เคียฟ, อันเดอร์เลชท์ และคู่แข่งรอบชิงชนะเลิศ บาเยิร์น มิวนิก โดยไม่เสียประตูเลย ส่วนลีกจบด้วยอันดับที่ 11 ของดิวิชัน 1 เดิม

ตำนานเพลง Last Christmas กับฟุตบอล

ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลและวันคริสต์มาสผ่านเพลงสุดฮิตระดับตำนานของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เพลง Last Christmas ของศิลปินแนวซินธ์ป็อปชาวอังกฤษ Wham! (George Michael และ Andrew Ridgeley)

Last Christmas แต่งและร้องโดยจอร์จ ไมเคิล ในปี 1984 เล่าเรื่องราวความรักที่อกหักในเทศกาลคริสต์มาส แต่ก็มีความหวังว่าจะเจอรักแท้ในปีหน้า เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมสูง ติดชาร์ตเพลงทุกปีแม้ผ่านมาหลายสิบปี โดยครองอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาสของสหราชอาณาจักรติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2023 และ 2024) หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 39 ปีนับจากวันปล่อยเพลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1984 

ความสำเร็จล่าสุดในเดือนธันวาคม 2025 เพลงนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในสหรัฐฯ โดยขึ้นถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และครองอันดับ 1 ในชาร์ต Global 200 ของ Billboard

เกร็ดน่าสนใจอยู่ที่ไมเคิลแต่งเพลง Last Christmas ขึ้นที่บ้านพ่อแม่ของเขาระหว่างดูฟุตบอล

ขอบคุณภาพจาก  https://djmag.com/news/dj-apologises-playing-whams-last-christmas-football-game-ruining-whamageddon

หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเพลงอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาส ระบุถึงเพลง Last Christmas ของ Wham! ไว้ว่า แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์ กำลังนั่งดูฟุตบอลอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของไมเคิลในวันอาทิตย์วันหนึ่งในปี 1984 ตอนนั้นเองที่ไมเคิลนึกทำนองเพลงออก แล้วรีบปลีกตัวขึ้นไปบันทึกเสียงที่ชั้นบน 

ริดจ์ลีย์เล่าว่า “พวกเรา รวมถึงพ่อแม่ของจอร์จ กำลังนั่งเล่นฆ่าเวลาในวันอาทิตย์ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว ต้นปี 1984 รายการ The Big Match กำลังฉายอยู่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลเพียงรายการเดียวทางโทรทัศน์สมัยนั้น เราทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจดูมันจริงจังหรอก ผมสนใจฟุตบอลมากกว่าเขา ส่วนเขา ใจลอยไปที่อื่นชัดเจนมาก”

“จอร์จมีเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กอยู่ในห้องนอน แล้วจู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดวิ่งขึ้นข้างบนไป หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลงมาแล้วบอกว่า ‘นายต้องลองฟังนี่’ มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก และมันเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ  ถ่ายทอดและดึงบรรยากาศของคริสต์มาสออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก”

ในเวลาต่อมา ไมเคิลบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 ซึ่งกองบรรณาธิการกีฬาของ The Guardian วิเคราะห์ออกมาอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า หากสมมติเป็นฟุตบอลถ่ายทอดสดตามที่ริดจ์ลีย์บอก แมตช์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดสดทางช่อง ITV ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 1984 เวลาคิกออฟคือ 14.35 น. เป็นเกมดิวิชัน 1 เดิม ระหว่าง ลูตัน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ 5-0 เนื่องจากเป็นเกมวันอาทิตย์นัดเดียวที่มีการถ่ายทอดสดในเดือนนั้น

The Guardian วิเคราะห์ต่อว่า บางทีไมเคิลอาจรู้สึกเบื่อช่วง 36 นาทีแรกที่ยังไม่มีการทำประตู แต่พอก่อนหมดครึ่งแรก ไบรอัน ร็อบสัน และนอร์แมน ไวท์ไซด์ ก็ทำประตูให้ทีมนำไปก่อน จากนั้นช่วง 12 นาทีสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็รัวเพิ่มอีก 3 ลูก จากร็อบสัน, แฟรงค์ สเตเปิลตัน และไวท์ไซด์

อย่างไรก็ตามไม่มีข้อเท็จจริงว่า ฟุตบอลนัดนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมอะไร ทั้งจากปากของริดจ์ลีย์ที่ปัจจุบันอายุ 62 ปี รวมถึงไมเคิลที่หยุดอายุไว้เพียง 53 ปีหลังเสียชีวิตในวันคริสต์มาสของปี 2016

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

รวมพลังน้อมแสดงความอาลัย “ลาลีกาไทย” จัดกิจกรรมชมฟุตบอล “เอลกลาซิโก” ครั้งแรกในโรงหนัง

“ลาลีกา ประเทศไทย” ชวนพลพรรคคนเชียร์ เรอัล มาดริดและบาร์เซโลนา กว่า 200 คนมารวมตัวกัน และใช้โอกาสดังกล่าว ร่วมแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และจัดกิจกรรมชมฟุตบอลคู่สำคัญ ศึก “เอลกลาซิโก” เป็นครั้งแรกในโรงภาพยนตร์ เต็มอิ่มกับประสบการณ์ติดตาม ฟุตบอลแมตช์สุดยิ่งใหญ่ของลีกสเปน “เรอัล มาดริด” สยบ “บาร์เซโลนา” 2-1 ประหนึ่งเสมือนนั่งอยู่ขอบสนาม

เดิมกิจกรรมนี้เตรียมจัดขึ้นที่ SCBX Next Stage at SIAM PARAGON ชั้น 4 แต่ด้วยเหตุการณ์การสิ้นพระชมม์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันนำความเศร้าโศกมาสู่ปวงพี่น้องชาวไทย ทาง “ลาลีกา” และเจ้าของสถานที่สยามพิวรรธ์ จึงได้หารือร่วมกัน และเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดงานมาเป็นสถานที่ปิด 100% ภายในโรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex โรง 9 ชั้น 6 พร้อม ๆ กับปรับทุกกิจกรรมภายนอกมาดำเนินในโรงภาพยนตร์ทั้งหมด

กิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 โดยลาลีกา ประเทศไทย นำโดย นายอนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย จัดขึ้นตามคำเรียกร้องของแฟนบอล “คอมมิวนิตี้ ฟุตบอลสเปน ประเทศไทย” ภายใต้ชื่องาน “LALIGA EA SPORTS Presents: ElClasico Watch Party Thailand 2025/26”

ก่อนเริ่มกิจกรรม ได้มีการยืนขึ้นสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที เพื่อร่วมน้อมแสดงความอาลัย ต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ส่วนบรรยากาศภายในงาน เต็มไปด้วยแฟนฟุตบอลผู้โชคดีกว่า 200 คนที่ร่วมสนุกลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมงานจากกิจกรรมออนไลน์ที่มีผู้เข้าร่วมลงชื่อกว่า 700 คน รับชมบิ๊กแมตช์ ElClasico ร่วมกันกับแขก VIP จากสมาคมหอการค้าไทย สเปน, กลุ่มผู้สนับสนุน และเหล่าอินฟลูอินเซอร์ สายฟุตบอลสเปน นำโดย เจมส์ ลาลีกา, ขวัญ ลามาเซีย, เบน บาร์ซ่าเข้าเส้น by แฟนพันธุ์แท้บาร์ซ่า, สมต่วยวัยรุ่นชุดขาว, Poprock on Field, เพจ Real Madrid Thailand Fanclub, เพจ The Cules Thailand Fanpage, เพจ ELGOLAZO รู้ลึกบอลสเปน, เบลล์ SPOTZ ฯลฯ

ภายในงานยังมีโซนโชว์เสื้อทรงคุณค่าโดยทีม Footballshirt Community of Thailand (FCT) ที่เข้ามาจัดแสดงโชว์เสื้อหายาก และคลาสสิกของสองยอดทีมจากสเปนอย่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลนา อาทิ เสื้อ Match worn ของหลุยส์ ฟิโก (สมัยอยู่ เรอัล มาดริด) แบบเอ็กซ์คลูซีฟอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีรางวัล Lucky Draw ให้ลุ้นกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ Real Madrid 2025/26, เสื้อ FC Barcelona 2025/26, ลูกฟุตบอล LALIGA ORBITA 2025/26 ทั้งไซส์ใหญ่ และมินิ, LALIGA Merchandise boxes, TrueVisions Now Max Code และรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย

นายอนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรมนี้ ถือเป็นการนำเสนอและสร้างประสบการณ์ดี ๆ สร้างการรับรู้ถึงฟุตบอล ลาลีกา สเปน และสร้างสัมพันธ์กับแฟนบอลให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมดี ๆ แบบนี้ จะเกิดขึ้นในประเทศไทยอีกแน่นอน โปรดติดตามกันต่อไป และต้องขอบคุณพาร์ตเนอร์ของงานอย่าง PUMA, EA SPORTS FC Mobile, สยามพิวรรธ์ , beIN SPORTS, TrueVisions Now , หอการค้าไทย-สเปน, Ari และ Footballshirt Community of Thailand”

งาน Organised by KMD Sport Marketing Services ของเราเองค่ะ

สำหรับภาพบรรยากาศในงาน สามารถคลิกดูที่ลิงค์นี้ได้เลย : https://drive.google.com/drive/u/0/folders/18hLx6luPJUj5PLqjalt_jqFDKrfHaTj1

Categories
Football Business

คริสเตียโน โรนัลโด นักบอลมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก

ย้อนความไปที่ 8 ตุลาคม 2025 วันปกติธรรมดาวันหนึ่งบนหน้าปฏิทิน แต่รู้หรือไม่ว่า วันดังกล่าว ได้รับการบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ให้เป็นวันที่กีฬาฟุตบอลมีผู้เล่นอภิมหาเศรษฐีระดับ “พันล้าน” เป็นคนแรกของโลก

เขาผู้นั้นคือ คริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังวัย 40 ปี ผู้ถูกจารึก และบรรจุเข้าเป็นสมาชิกคนใหม่ของ Three Comma Club แห่งวงการกีฬา โดย “สโมสร 3 จุลภาค” สื่อถึงกลุ่มบุคคล Billionaire ที่มีความมั่งคั่งสุทธิหรือมูลค่าสุทธิ (Net Worth) ระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในระบบตัวเลขภาษาอังกฤษ “หนึ่งพันล้าน” จะมีเครื่องหมายจุลภาค (Comma) คั่นอยู่ 3 ตัวคือ 1,000,000,000)

Bloomberg บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการข้อมูลทางการเงิน ซอฟต์แวร์ และสื่อ รายงานว่า โรนัลโดเป็นมหาเศรษฐีนักฟุตบอลหลังจากต่อสัญญาเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 กับอัล นาสเซอร์ สโมสรในกรุงรียาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้รับค่าเหนื่อย 492 ล้านปอนด์ (660 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า เทียบกับค่าเหนื่อยปีละ 173 ล้านปอนด์ (232 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตอนที่เพิ่งย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมอัล นาสเซอร์ ในปี 2023

Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า รายได้ดังกล่าวทำให้ความมั่งคั่งสุทธิของโรนัลโดพุ่งขึ้นเป็น 1.045 พันล้านปอนด์ (1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หนีห่างเพื่อนร่วมอาชีพเบอร์ 2 ลิโอเนล เมสซี ที่มีความมั่งคั่งสุทธิ 620 ล้านปอนด์ (832 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) 

หมายเหตุ : “ความมั่งคั่งสุทธิ” เป็นตัวชี้วัดสถานะทางการเงินที่สำคัญ โดยคำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมดที่มี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง สูตรคือ ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม แสดงให้เห็นว่ามีเงินเหลือเท่าไรหลังชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว และใช้ในการติดตามความก้าวหน้าทางการเงินในระยะยาว

10 นักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

อ้างอิงจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กฉบับล่าสุดได้รายงาน 10 อันดับนักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดจากการประเมินด้วยความมั่งคั่งสุทธิได้แก่

1. คริสเตียโน โรนัลโด (ชาวโปรตุเกส, สโมสรอัล นาสเซอร์) 1.045 พันล้านปอนด์

2. ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา, อินเตอร์ ไมอามี) 620 ล้านปอนด์

3. เนย์มาร์ จูเนียร์ (บราซิล, ซานโตส) 280 ล้านปอนด์

4. คีลิยัน เอ็มบัปเป (ฝรั่งเศส, เรอัล มาดริด) 186 ล้านปอนด์

5. คาริม เบนเซมา (ฝรั่งเศส, อัล อิตติฮัด) 150 ล้านปอนด์

6. พอล ป๊อกบา (ฝรั่งเศส, โมนาโก) 93 ล้านปอนด์

7. ซน ฮึง-มิน (เกาหลีใต้, ลอส แอนเจลีส เอฟซี) 75 ล้านปอนด์

8. อองตวน กรีซมานน์ (ฝรั่งเศส, แอตเลติโก มาดริด) 67 ล้านปอนด์

9. โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (อียิปต์, ลิเวอร์พูล) 66 ล้านปอนด์

10. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (โปแลนด์, บาร์เซโลนา) 63 ล้านปอนด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/12682986/lionel-messi-billionaire-adidas-hotel/

จากท็อป 10 พบว่าเป็นชาวฝรั่งเศสถึง 4 คน เลวานดอฟสกีเป็นอีกคนที่เกิดในยุโรป โดยอภิมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุด 3 คนแรกมาจากอเมริกาใต้ ส่วนอีก 2 คนในลิสต์มาจากแอฟริกา (ซาลาห์) กับเอเชีย (ฮึง-มิน)

เป็นที่น่าสังเกตว่า โรนัลโดมีความมั่งคั่งสุทธิมากกว่าเมสซีถึง 425 ล้านปอนด์ ซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์รวยกว่าอันดับ 3 เนย์มาร์ 340 ล้านปอนด์ มีเอ็มบัปเปและเบนเซมาอีก 2 คนเท่านั้นที่รวยแตะหลักร้อยล้านปอนด์

นอกจากโรนัลโดแล้ว Forbes สื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ เพิ่งรายงานเมื่อปลายสิงหาคม 2025 ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ตำนานนักเทนนิส กลายเป็นนักกีฬาคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่ร่ำรวยหลักพันล้าน

เชื่อว่า ยอดนักหวดชาวสวิส ซึ่งแขวนแร็กเก็ตเมื่อปี 2022 มีความมั่งคั่งสุทธิล่าสุดอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขที่ถีบตัวสูงขึ้นมาจากการถือหุ้นส่วนน้อยในแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าสัญชาติสวิส On เฟเดอเรอร์ยังเป็นนักเทนนิสที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดเป็นเวลา 16 ปีติดต่อกัน แม้ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันน้อยกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างโนวัค ยอโควิช และราฟาเอล นาดาล

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่สร้างร่ำรวยระดับพันหลักเพราะมีตำนานอยู่ในลิสต์ถึง 4 คนคือ จูเนียร์ บริดจ์แมน, เมจิก จอห์นสัน, ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ โดย Billionaire อีกคนคือ ไทเกอร์ วูดส์ ยอดนักกอล์ฟลูกครึ่งไทย-อเมริกัน

ทำไมโรนัลโดจึงรวยเกินหน้าเกินตายอดนักเตะเบอร์ต้นๆ ของโลกมากขนาดนี้ คำถามอยู่ที่แหล่งรายได้ ซึ่งไม่ได้มาจากสโมสรและบริษัทสปอนเซอร์เท่านั้น

Lifetime Deal และ Co-branded Collection

แน่นอนว่า แหล่งรายได้เบื้องต้นที่สร้างความมั่งคั่งให้กับโรนัลโดมาจากสัญญาว่าจ้างในอดีตกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และยูเวนตุส แต่นอกสนามฟุตบอล โรนัลโดยังได้รับข้อเสนออีกมากมายทางธุรกิจที่น่าทึ่งและมหาศาล ตัวอย่างเช่น Nike, Armani, Herbalife, TAG Heuer ซึ่งต่างเซ็นสัญญาผูกมัดนานหลายปี รวมถึง Clear Shampoo, DAZN, LiveScore, Panini ฯลฯ และดีลล่าสุด KFC 

ข้อตกลงกับ Nike นับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงที่สุดเพราะโรนัลโดเป็น 1 ในนักกีฬาเพียงไม่กี่คนในโลก ร่วมกับ 2 สุดยอดนักบาสเกตบอล ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ ที่มี “สัญญาตลอดชีพ” (Lifetime Deal) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าและอุปกรณ์กีฬาสัญชาติอเมริกัน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า โรนัลโด ซึ่งเซ็นสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2016 ได้รับเงินจากไนกี้เกือบปีละ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/ronaldo%27s-lifetime-contract-with-nike-is-worth-1-billion-euros/

นอกจากนี้ โรนัลโดยังผลักดันแบรนด์ CR7 ของตนเองจนโด่งดังระดับโลก พร้อมยังจับมือกับพันธมิตรหลัก (Major Partners) หลายแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งโรนัลโดเป็นพรีเซนเตอร์หรือนายแบบโฆษณาแคมเปญให้ ออกสินค้ารุ่นพิเศษในชื่อ CR7 ร่วมกับเขา (Co-branded Collection) อาทิ

TAG Heuer Formula 1 CR7 Limited Edition Chronograph (รุ่น CAZ1113.FC8189) ร่วมกับบริษัทนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส “แทค ฮอยเออร์” เป็นนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph) ที่อยู่ในตระกูล Formula 1 สีดำและสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามฟุตบอล (สีเขียวของหญ้า) และมีสไตล์ที่ดูสปอร์ตและดุดัน ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียง 3,000 เรือนทั่วโลก

Clear Men Legend by CR7 Special Edition Shampoo ร่วมกับบริษัทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม “เคลียร์” เป็นแชมพูขจัดรังแครุ่นพิเศษที่โรนัลโดมีส่วนร่วมคัดเลือกส่วนประกอบบางอย่างของผลิตภัณฑ์ เช่นเป็นคนเลือกกลิ่นหอมสปอร์ตแนว Aquatic ที่ติดทนนานถึง 8 ชั่วโมง รวมถึงลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์และดีไซน์ของขวด

Herbalife24 CR7 Drive ร่วมกับบริษัทโภชนาการระดับโลก “เฮอร์บาไลฟ์” เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งเน้นไปที่การให้พลังงานและความชุ่มชื้นสำหรับนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย

CR7 ForeverZone ร่วมกับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ “ไบแนนซ์” เป็นบ้านดิจิทัลสำหรับคอลเลกชัน NFT ของโรนัลโดโดยเฉพาะ ซึ่ง NFT เหล่านี้มีลักษณะเป็นของสะสมดิจิทัลที่เกี่ยวกับช่วงเวลาสำคัญในอาชีพค้าแข้งของโรนัลโด

โดยเฉพาะ “ไนกี้” ซึ่งได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษในชื่อ CR7 มาแล้วกว่า 30 รุ่น เน้นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความสำเร็จของเขา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นซีรีส์ เช่น Signature Chapter Boots ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยแต่ละรุ่นจะเปรียบเสมือนบท (Chapter) ในเส้นทางอาชีพของโรนัลโด และมีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น CR7 Chapter 1: Savage Beauty แรงบันดาลใจจากเกาะมาเดรา บ้านเกิดของเขา , CR7 Chapter 4: Forged For Greatness สื่อถึงการพัฒนาตัวเองจากพรสวรรค์สู่ความยิ่งใหญ่ , CR7 Chapter 5: Cut To Brilliance ได้รับแรงบันดาลใจจากเพชรที่ถูกเจียระไนอย่างสมบูรณ์แบบ

ไนกี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ในคอลเลกชัน CR7 เช่น เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า ที่ใช้เทคโนโลยี Dri-FIT และมีโลโก้ CR7 ปรากฏอยู่ด้วย

จ้างมืออาชีพเพื่อเพิ่มรายได้มหาศาลจากการลงทุน

แน่นอนว่า ความสามารถและชื่อเสียงอันยาวร่วม 2 ทศวรรษของโรนัลโด ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลโดยตรงจากสโมสรต้นสังกัดและบริษัทธุรกิจทั่วโลก แต่การนำเงินเหล่านั้นไปต่อยอดสร้างรายได้ก้อนใหญ่ไม่แพ้กันจากการลงทุนด้วยตนเองก็น่าสนใจ

โรนัลโดใช้สถานภาพ G.O.A.T, ความโด่งดังระดับซูเปอร์สตาร์ และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเองภายใต้แบรนด์ CR7 และขยายเข้าไปในธุรกิจหลายประเภท ซึ่งจะทำให้เขามีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคงแม้เลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว โดยไม่ได้มีเพียงสินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์ที่คุ้นเคยสำหรับแฟนบอลเช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน แว่นตา น้ำหอม รองเท้า ตัวอย่างเช่น

ธุรกิจโรงแรม Pestana CR7 Hotels ลงทุนร่วมกับ Pestana Group เปิดโรงแรมหรูในหลายเมืองสำคัญ เช่น ลิสบอน, มาเดรา, นิวยอร์ก และมาดริด

ธุรกิจฟิตเนส CR7 Fitness by Crunch เปิดศูนย์ออกกำลังกาย โดยใช้ภาพลักษณ์การดูแลสุขภาพและรูปร่างที่ดีของตนเองเป็นจุดขาย

ธุรกิจความงาม Insparya ลงทุนในคลินิกปลูกผมในสเปน โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50%

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bjtonline.com/business-jet-news/cristiano-ronaldos-global-express-is-very-cool

ธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว นอกเหนือเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวหลายลำที่ใช้เดินทางเอง โดยบางลำเช่น Gulfstream G650 หรือ Bombardier Global Express XRS ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษและมีสัญลักษณ์ CR7 อยู่บนลำเครื่องบินด้วย

พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว CR7 Museum ซึ่งแฟนๆ แฟน ๆ ของโรนัลโดสามารถเรียนรู้เรื่องราวชีวิต ความสำเร็จ และแรงบันดาลใจตลอดเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล รวมถึงจัดแสดงถ้วยรางวัล รางวัลส่วนตัว เสื้อแข่ง รองเท้าสตั๊ด ได้แก่ Museu CR7 พิพิธภัณฑ์ดั้งเดิมในบ้านเกิดที่เมืองฟุงชาล บนเกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส, CR7 Signature Museum ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย) และ CR7 LIFE Museum ที่ฮ่องกง

นอกจากธุรกิจแบรนด์ตัวเองแล้ว โรนัลโดยังบริหารจัดการความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรูหลายแห่งทั่วโลกอาทิ รีสอร์ตกอล์ฟขนาดใหญ่ บ้านและที่ดินส่วนตัวที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ หลายรูปแบบ เช่น ซื้อหุ้น Vista Alegre บริษัทเครื่องเคลือบดินเผาเก่าแก่ของโปรตุเกส เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาว

มีรายงานว่า โรนัลโดมีทีมที่ปรึกษาทางการเงินและนักกฎหมายคอยให้คำแนะนำในการจัดการภาษี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด

การก้าวขึ้นเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้านของโรนัลโดจึงไม่ได้มาจากค่าเหนื่อยและพรีเซนเตอร์สินค้าเหมือนนักฟุตบอลอาชีพทั่วไป แต่ยังมาจากการใช้ “แบรนด์ตัวเอง” เป็นเครื่องมือหลักในการขยายอาณาจักรธุรกิจ การกระจายความเสี่ยง และการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัยร่วมกับทีมงานที่ปรึกษามืออาชีพ

วางเป้าหมายเล่นต่อ 2-3 ปี และคว้าแชมป์เวิลด์คัพ

แม้ความร่ำรวยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ Newsweek นิตยสารข่าวระดับโลก ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า โรนัลโดกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของวงการฟุตบอลถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในแวดวงเศรษฐศาสตร์กีฬา การต่อสัญญาฉบับใหม่กับอัล นาสเซอร์ ไม่เพียงเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของค่าตอบแทนผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียต่อวงการกีฬาโลกอีกด้วย

รายได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ของโรนัลโด ซึ่งได้ค่าเหนื่อย 300 ปอนด์ต่อนาทีในซาอุดีอาระเบีย ได้เปลี่ยนโฉมเกณฑ์มาตรฐานด้านความมั่งคั่งของนักกีฬา ศักยภาพในการสร้างแบรนด์ และการย้ายทีมข้ามทวีป กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่หล่อหลอมวงการฟุตบอลอาชีพและนักกีฬาชื่อดังระดับโลก

หลังจากเซ็นสัญญากับอัล นาสเซอร์ และเล่นในซาอุดิ โปร ลีก จนถึงปี 2027 Newsweek มองว่า ภาพลักษณ์ของโรนัลโดจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของวงการฟุตบอลในตะวันออกกลาง และการขยายแบรนด์ CR7 ไปทั่วโลก การย้ายทีมของเขายังสร้างบรรทัดฐาน ทั้งด้านการเงินและวัฒนธรรม สำหรับนักกีฬาชื่อดังในอนาคตที่กำลังพิจารณาข้อเสนออันคุ้มค่าจากอ่าวเปอร์เซีย

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/Ronaldo-admits-he-used-it-to-write-his-speech-for-the-Globo-Prestigio-award/

แล้วเส้นทางบนสนามฟุตบอลของโรนัลโดจะเป็นอย่างไรต่อไป ตำนานที่ยังเล่นอยู่เพิ่งให้คำตอบบนเวทีแห่งเกียรติยศ ซึ่งเขาได้รับรางวัล Globo Prestigio Award จากสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส (FPF) ซึ่งมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องความสำเร็จและคุณูปการอันยิ่งใหญ่และยาวนานของบุคคลที่มีชื่อเสียงต่อวงการฟุตบอลโปรตุเกส

โรนัลโดกล่าวถึงรางวัลนี้ว่า “นี่ไม่ใช่รางวัลสำหรับการยุติอาชีพ แต่เป็นการยอมรับในความพยายาม ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นมาเป็นเวลาหลายปี” เพื่อเน้นย้ำแบบทีเล่นทีจริงว่า Globo Prestigio Award เป็น “รางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จในอาชีพ” ไม่ใช่รางวัลสำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุ

เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยกล่าวเสริมว่า “ผมมีถ้วยรางวัลอยู่บ้างที่บ้าน แต่ขอบอกเลยว่าใบนี้พิเศษและสวยงามมาก ผมต้องสารภาพว่าบ่ายวันนี้ผมนั่งคิดอยู่ว่าจะพูดอะไรในสุนทรพจน์นี้ ผมคิดอยู่ว่า ‘รางวัลเกียรติยศคืออะไรกันนะ? สงสัยจะเป็นรางวัลปิดฉากอาชีพหรือเปล่า’ ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยและคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ที่จะเป็นแบบนั้น”

“ผมอยู่กับทีมชาติมา 22 ปีแล้ว นั่นบ่งบอกถึงความหลงใหลที่ผมมีต่อการสวมเสื้อทีมชาติเพื่อคว้าถ้วยรางวัลและการลงเล่นให้โปรตุเกส ผมยังมีอะไรอีกมากที่จะมอบให้กับทีมชาติและวงการฟุตบอล ผมอยากจะเล่นต่อไปอีกสัก 2-3 ปี ไม่มากนักหรอก”

“อีก 2-3 ปี” ดูเหมือนเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานแม้โรนัลโดจะมีชื่อเสียงเรื่องความทุ่มเทให้กับการรักษาและเสริมสร้างสภาพร่างกายก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายทะเยอทะยานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่โรนัลโดบอกว่า

“แน่นอนสำหรับผมแล้ว เป้าหมายของโปรตุเกส คือการไปฟุตบอลโลกและคว้าแชมป์ตามที่เราทุกคนต้องการ”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Chief Football Editor) 

Categories
Feature

หนึ่งปีของ “ริชาร์ด ฮิวจ์ส” กับภารกิจสร้างทีมลิเวอร์พูลยุคใหม่

หลังผ่าน 2 ตลาดแรกอย่างเงียบเชียบ ริชาร์ดส์ ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล สร้างความฮือฮา ทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักร 2 ครั้งในตลาดเดียว ทุ่มเงิน 116 ล้านซื้อฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จากเลเวอร์คูเซน และจ่ายอีก 125 ล้านปอนด์ให้นิวคาสเซิลเพื่อแลกกับอเล็กซานเดอร์ อิซัค ส่งผลให้ยอดรายจ่ายในตลาดฤดูร้อน 2025 ของสโมสรพุ่งเป็น 446.5 ล้านปอนด์ 

ผู้บริหารชาวสกอตวัย 46 เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะสานต่อความสำเร็จของลิเวอร์พูลยุคหลังเยอร์เกน คลอปป์ ภารกิจสำคัญงานแรกของฮิวจ์สเกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้วคือ หาผู้สืบทอดตำแหน่งของยอดผู้จัดการทีมชาวดอยช์

ย้อนไปยังเดือนมีนาคม 2024 เมื่อไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ กลับมาทำงานกับลิเวอร์พูลด้วยตำแหน่งซีอีโอ ฟุตบอล ของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ปส์ สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือโทรศัพท์หาฮิวจ์ส ซึ่งกำลังพักผ่อนหลังลาออกจากบอร์นมัธในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค

ทั้งสองสนิทกันตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วขณะฮิวจ์สเป็นกัปตันทีมและกองกลางของพอร์ตสมัธ ที่มีแฮร์รี เรดค์แนปป์ เป็นผู้จัดการทีม และเอ็ดเวิร์ดส์ทำหน้าที่วิเคราะห์ประสิทธิภาพผู้เล่น ฮิวจ์สกับเอ็ดเวิร์ดส์ต่างชอบคิดและสร้างความสัมพันธ์ผ่านการวิเคราะห์เกม

20 มีนาคม 2024 ลิเวอร์พูลประกาศแต่งตั้งฮิวจ์สเป็นผู้อำนวยการกีฬาโดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งระหว่างนี้ไม่มีข่าวการเคลื่อนไหวออกมาอย่างเป็นทางการ แต่รู้ดีว่า งานใหญ่ที่ฮิวจ์สต้องทำไม่ใช่เพียงต่อสัญญากับเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และโม ซาลาห์ แต่ต้องหากุนซือแทนคลอปป์ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนกว่า

หาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์

ฮิวจ์สได้รับข่าวว่า ชาบี อลอนโซ ตัวเลือกอันดับแรก ตัดสินใจคุมทีมเลเวอร์คูเซนต่อ รูเบน อโมริม โค้ชหนุ่มที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรปหลังประสบความสำเร็จกับสปอร์ติง ลิสบอน ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นตัวเต็งแทน แต่ฮิวจ์สมีความคิดต่างออกไป

หลังพิจารณาข้อมูลที่วิลล์ สเปียร์แมน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย เสนอให้อย่างละเอียด ฮิวจ์สก็ตระหนักทันทีว่ามีเพียงตัวเลือกเดียวที่เขาอยากคุยด้วย และในเดือนเมษายน เขาจึงเดินทางไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อพบกับอาร์เนอ สลอต หัวหน้าโค้ชของเฟเยนูร์ด ที่บ้านในซโวลเลอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/editorial/arne-slot-revolution-liverpool-premier-league-year-one/

กุนซือดัตช์ทำผลงานยอดเยี่ยมในด้านพัฒนาผู้เล่นและรักษาความฟิตของร่างกายนักเตะ และที่สำคัญ จุดที่อาร์เนอต่างจากอโมริมคือ มีรูปแบบการเล่นและสไตล์ฟุตบอลแบบเดียวกับคลอปป์

อาร์เนอเล่าถึงการพบกันครั้งแรกว่า ฮิวจ์สมาพร้อมกับแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่ที่บรรจุรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับตัวเขาและทีม ทั้งแทคติกที่ใช้แต่ละนัด และได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง อาร์เนอยังพูดติดตลกว่า ฮิวจ์สรู้เรื่องเขาดีมาก บางเรื่องตัวเขาเองยังไม่รู้

“ลิเวอร์พูลบอกชัดเจนมากว่าอยากได้ผม จูเลียน วอร์ด (ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเฟนเวย์ฯ) แวะเยี่ยมสนามซ้อมของเฟเยนูร์ด ได้พูดคุยกับผู้คนมากมายเพื่อเก็บข้อมูลและทำความรู้จักให้มากที่สุดเกี่ยวกับสโมสรและวิธีการทำงานของผม ไม่มีอะไรถูกมองข้ามไปเลย”

สำหรับโลกภายนอก มองว่าการแต่งตั้งอาร์เนอเป็นความเสี่ยง เนื่องจากมีประสบการณ์แชมเปียนส์ ลีก ค่อนข้างน้อย และคว้าแชมป์เมเจอร์ในเนเธอร์แลนด์เพียง 2 รายการ แต่ฮิวจ์สยังมั่นใจการตัดสินใจของตนเองแม้มีความเห็นตรงข้ามมากมาย เหมือนตอนที่ “ไม่ไปต่อ” กับเพื่อนของเขา แกรี โอนีล ในฤดูร้อนปี 2023 แต่เลือกอันโดนี อิราโอลา กุนซือชาวบาสค์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้มาเป็นผู้จัดการทีมบอร์นมัธ

ตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกที่เงียบเหงา

การทำงานของฮิวจ์สยังถูกตั้งคำถามในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปี 2024 ซึ่งไม่ดีนักในมุมมองกูรูลูกหนังและแฟนบอล โดยได้ผู้เล่นใหม่เพียง 2 คนคือ จอร์จี มาร์มาดาชวิลี ซึ่งส่งกลับไปให้บาเลนเซียยืมตัว และเฟเดริโก คิเอซา ซึ่งมีปัญหาความฟิต ได้ลงสนามเพียง 14 นัด 466 นาที 

นอกจากนี้ ฮิวจ์สยังไม่สามารถคว้าเป้าหมายสำคัญ มาร์ติน ซูบิเมนดี มิดฟิลด์ตัวรับค่าตัว 51 ล้านปอนด์ ซึ่งยืนยันว่าต้องการย้ายมาอยู่แอนฟิลด์เมื่อฮิวจ์สเดินทางไปพูดคุยที่สเปน แต่ซูบิเมนดีกลับเปลี่ยนใจ เล่นให้โซเซียดัดต่อไป

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolfc.com/th/news/arne-slot-explains-what-federico-chiesa-will-bring-liverpool

ท่ามกลางแฟนบอลที่ไม่พอใจสโมสรที่ไม่เสริมผู้เล่นอย่างเข้มแข็งให้กับการเริ่มต้นคุมทีมของอาร์เนอ ฮิวจ์สยังคงใจเย็นเพราะรับรู้จากการฝึกซ้อมเตรียมทีมระหว่างพรีซีซันของโค้ชดัตช์ รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ปรับไรอัน กราเฟนแบร์ก ลงมาทำหน้าที่มิดฟิลด์เบอร์ 6 ซึ่งต่อมากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ลิเวอร์พูลนำพรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวจนคว้าแชมป์

ฮิวจ์สและอาร์เนอตกลงร่วมกันจะแข่งขันฤดูกาล 2024-25 ด้วยผู้เล่นของคลอปป์ ก่อนจะตัดสินใจแผนปรับปรุงขุมกำลังนักเตะเมื่อซีซันจบลง

อาร์เนอให้สัมภาษณ์ก่อนเปิดซีซันที่แล้วว่า “เยอร์เกนจากไปพร้อมทีมที่อยู่ในสถานะที่ดี เรากำลังพยายามสร้างทีมจากจุดนั้น เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างหรอก จริงๆ แล้วเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างดีอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ทุกสายตาจับจ้องไปยังฮิวจ์สในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของฤดูกาลเพื่อดูว่าลิเวอร์พูลจะทำผลงานอย่างไรเมื่อไม่มีคลอปป์อยู่ข้างสนาม 

ทีมของอาร์เนอชนะ 8 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 1 นัด ยืนแป้นอันดับ 1 พรีเมียร์ลีกตั้งแต่นัดที่ 10 และไม่เคยก้าวลงมาอีกเลยจนปิดซีซัน อย่างไรก็ตาม สปอตไลท์ยังไม่หนีไปจากฮิวจ์ส ซึ่งต้องรักษา 3 ซูเปอร์สตาร์ที่กำลังเล่นด้วยสัญญาปีสุดท้าย ทั้งเทรนท์, ฟาน ไดค์ และซาลาห์ สามารถเจรจาย้ายทีมล่วงหน้ากับสโมสรต่างประเทศทันทีปฏิทินเปลี่ยนเป็นปี 2025

ภารกิจสุดหินต่อสัญญา 3 ซูเปอร์สตาร์

ฮิวจ์สเคยยอมรับว่า เขาหวังเพียงเก็บนักเตะคนใดคนหนึ่งให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังค่อยๆ ริบหรี่ลง เทรนท์กับฟาน ไดค์ พากันเงียบกริบ ต่างกับซาลาห์ ซึ่งเปิดเผยกับ Sky Sports หลังชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 ในเดือนกันยายน 2024 ว่ายังไม่มีใครจากสโมสรเข้ามาคุยกับเขา บางทีอาจเป็นปีสุดท้ายของเขาก็ได้

ปีกซ้ายอียิปต์ ซึ่งกำลังผลิตผลงานดีที่สุดในแอนฟิลด์ ยังกดดันฮิวจ์สต่อไปด้วยการให้สัมภาษณ์หลังทำ 2 ประตูที่เซาแธมป์ตันในเดือนพฤศจิกายน ว่ายังไม่ได้ข้อเสนอสัญญาใหม่ และน่าจะ “ไป” มากกว่า “อยู่”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/12040/13345602/liverpool-mohamed-salah-virgil-van-dijk-and-trent-alexander-arnold-contract-latest-as-talks-continue

อดีตมิดฟิลด์จากกลาสโกว์มีชื่อเสียงในฐานะ “นักเจรจาผู้ดุดัน” ซึ่งสามารถเย็นชาแม้ในสถานการณ์กดดันที่สุด เอเยนต์คนหนึ่งเรียกฮิวจ์สว่า “หุ่นยนต์” ฮิวจ์สยังมีความรู้ฟุตบอลเชิงลึกที่ลึกซึ้ง ล้วนเป็นสินทรัพย์อันมีค่าที่จะทำให้การเจรจาสำเร็จ

ฮิวจ์สพูดได้ 4 ภาษาหลังจากเติบโตในมิลาน ซึ่งเควิน พ่อของเขา ทำงานให้กับสำนักพิมพ์เพนกวิน บุ๊คส์ และได้ไปรับลูกชายที่อะคาเดมีของอตาลันตา เดินทางไปยังซาน ซีโร เพื่อดูการแข่งขันของเอซี มิลาน ยอดทีมยุคปลาย 1980 ถึงต้น 1990ภายใต้การคุมทีมของอาร์ริโก ชาคคี

ด้วยทักษะและองค์ความรู้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ช่วยให้ฮิวจ์สยังมีความก้าวหน้าในการเจรจากับตัวแทนของดาวเตะทั้ง 3คน รวมถึงเรมี แอบบาส ทนายความจอมเขี้ยวที่เป็นเอเยนต์ของซาลาห์

ในที่สุด ฟาน ไดค์และซาลาห์ตกลงขยายสัญญาออกไป 2 ปีในเดือนเมษายน 2025 ขณะที่ลิเวอร์พูลใกล้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ถึงแม้ฮิวจ์สไม่สามารถโน้มน้าวเทรนท์ให้อยู่ต่อได้ แต่การรักษา 2 ใน 3 ซูเปอร์สตาร์ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้บริหารชาวสกอต

ทุ่มเสริมแกร่ง 446.5 ล้านปอนด์ในตลาดเดียว

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาพักผ่อนดื่มด่ำกับแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ของสโมสร เพราะต้องเริ่มต้นสร้างทีมครั้งใหญ่ในช่วงฤดูร้อน หนึ่งในนักเตะใหม่คือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มิดฟิลด์ตัวรุกที่ย้ายมาจากเลเวอร์คูเซน

ก่อนหน้านั้น สื่อคาดหมายกันว่า นักเตะหนุ่มอนาคตไกลคงย้ายไปอยู่บาเยิร์น มิวนิก หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ฮิวจ์ส พร้อมกับอาร์เนอและเอ็ดเวิร์ดส์ ช่วยกันโน้มน้าวจนดาวเตะวัย 22 ตัดสินวางอนาคตของตนเองไว้ที่แอนฟิลด์ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/liverpool-florian-wirtz-bradley-germany-35863368

เวียร์ตซ์กล่าวถึงการมาอยู่ลิเวอร์พูลเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลย แต่ผมคิดว่าการพูดคุยกับโค้ช, ริชาร์ดส์ และทุกคนตั้งแต่เริ่มต้น ล้วนเป็นไปด้วยดีอย่างต่อเนื่อง”

“ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับใครสักคนจากสโมสร ผมจะรู้สึกว่า ‘นี่คือที่ที่ผมอยากอยู่’ และสุดท้ายผมก็มั่นใจเต็มร้อยว่าต้องการไปอยู่ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

การมาถึงอย่างไม่คาดฝันของเวียร์ตซ์แสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นในการเจรจาดีลผู้เล่นใหม่แบบเสี่ยงๆ ของเอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งเคยทำเป็นประจำตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างเช่น การทุ่มซื้อฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลกสำหรับกองหลังก่อนตลาดเดือนมกราคม 2018 จะเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและการวิเคราะห์จากสเปียร์แมนและทีมงานยืนยันกับฮิวจ์สว่า เวียร์ตซ์เป็นนักเตะรุ่นใหม่ที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปถ้ามีโอกาส แม้ต้องตกใจกับตัวเลขเงิน เช่นเดียวกับดีลของอิซัค ยอดดาวยิงทีมนิวคาสเซิล

ทีมของอาร์เนอทำสกอร์ได้สูงสุดในพรีเมียร์ลีกถึง 86 ประตูบนเส้นทางสู่แชมป์ และได้เซ็นสัญญากับอูโก เอกิติเก สไตรเกอร์ฝรั่งเศสจากไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ด้วยราคา 79 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อแทนดาร์วิน นูนเญซ ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมสโมสรต้องการนักเตะหมายเลข 9 อีกคนในราคาแพงระยับ

แต่แบบจำลองทางสถิติ ศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดนถูกจัดให้เป็นยอดดาวซัลโวทวีปยุโรประดับเดียวกับคิลียัน เอ็มบัปเป และเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ แถมการล่าลายเซ็นอิซัคยังร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อเอ็ดดี ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล เป็นเพื่อนสนิทของฮิวจ์สช่วงเป็นนักเตะที่แฟรตตัน พาร์ค และบอร์นมัธ

ธุรกิจก็คือธุรกิจ ฮิวจ์สยอมสละความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 2 ทศวรรษเพื่อคว้านักเตะที่มีค่าตัวทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักรในวันสุดท้ายของตลาด ยังไม่รวมถึงดรามาภายในระหว่างนิวคาสเซิลกับอิซัค

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/08/liverpool-2-2-crystal-palace-2-3-pens-champions-lose-in-community-shield/

เงิน 125 ล้านปอนด์ที่ลงทุนกับอิซัคทำให้ลิเวอร์พูลใช้เงินในตลาดฤดูร้อนสูงถึง 446.5 ล้านปอนด์ กลายเป็นสถิติใหม่ของสโมสร ทุบสถิติเดิม 177 ล้านปอนด์ภายใต้การบริหารของเอ็ดเวิร์ดส์อย่างง่ายดาย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทีมของคลอปป์เพิ่งชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2019

แต่ฮิวจ์สสามารถทำเงินได้อย่างน่าประทับใจถึง  218.4 ล้านปอนด์จากการขายนักเตะ และเคยทำได้ 62.5 ล้านปอนด์จากตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกกลางปี 2024 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสุทธิในฤดูร้อนปีนี้เหลือ 218.4 ล้านปอนด์ น้อยกว่าอาร์เซนอล (257 ล้านปอนด์) ซึ่งซื้อ 267 ล้านปอนด์ แต่ขายเพียง 10 ล้านปอนด์

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาและลูก 5 คนที่เกาะครีต แม้กระทั่งชั่วโมงสุดท้ายของตลาด ฮิวจ์สยังต้องเร่งปิดดีลมาร์ก เกฮี กัปตันทีมและเซ็นเตอร์แบ็คของคริสตัล พาเลซ ก่อนโดน “ดิ อีเกิลส์” ถอดปลั๊กข้อตกลง

หลังตลาดปิดไปแล้ว ฮิวจ์สยังต้องเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับเจมส์ แมคคอนเนลล์ ซึ่งถูกปล่อยให้อาแจกซ์ยืมตัว รวมถึงการขยายสัญญากับโคดี กั๊กโป 

ฮิวจ์สยังมีงานสำคัญรออยู่คือ การโน้มน้าวให้อิบราฮิมา โกนาเต ฝากอนาคตระยะยาวกับสโมสร และพยายามรื้อฟื้นข้อตกลงกับเกฮีและพาเลซเมื่อตลาดเปิดอีกครั้งในเดือนมกราคม 2026

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

PRIMETIME ON STAGE คุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกัน โดย 3 อินฟลูเอนเซอร์หลัก: ปีเตอร์ โบ๊ท, ขวัญ ลามาเซีย, และโครตแอ็ค

PRIMETIME เป็นรายการเล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกัน ก่อตั้งโดย 3 อินฟลูเอนเซอร์: โบ๊ท, ขวัญ, และแอ็ค มีมานานกว่า 8 ปี รูปแบบรายการ สรุปข่าวแบบเข้าใจง่าย พร้อมการวิเคราะห์แบบแตกต่าง ทว่าครบถ้วนทุกแง่มุม โดยปัจจุบัน Primetime ถือเป็นรายการไลฟ์ข่าวฟุตบอลตอนเที่ยง ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ยอดผู้ชมสดโดยเฉลี่ย 5,000-10,000 คนต่อไลฟ์ และยอดวิวรวม 40,000-100,000 วิวต่อไลฟ์

ด้วยเหตุทำให้เกิดกิจกรรม PRIMETIME ON STAGE ขึ้นมาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ Metropoint Bangkok Hotel พูดคุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกันโดยมี 3 อินฟลูเอนเซอร์ที่กล่าวไปข้างต้น พร้อมด้วย กันโตน่า, ตังกุย, ยักษ์ ดอยแดง, เบลล์ ขอบสนาม และเกมส์เอง ที่มาร่วมสร้างสีสันให้คึกคัก

งานนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 150 คน บรรยากาศเดือด สนุก อบอุ่น และอบอวลไปด้วยพลังของแฟนบอลตัวจริงที่มารวมตัวกันร่วมแชร์เสียงหัวเราะ เสียงเฮ และความทรงจำดีๆ ในค่ำคืนนี้

นอกจากเล่าข่าวกันแล้ว ยังมีมินิคอนเสิร์ตจาก เสก โลว์คอสต์ ที่มาสร้างสีสันได้เป็นอย่างดี พร้อมชวนอินฟลูเอนเซอร์ขึ้นไปร่วมร้องเพลงด้วยกันอย่างอบอุ่น เท่านั้นไม่พอยังมีวงดนตรีสุดน่ารักที่มาช่วยเพิ่มความอิ่มเอมไปอีก กับวง TulipsBand และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ เสียงเพราะ ๆ ของ โอปอล์ All in ที่มาร่วมแจมร้องเพลงด้วยกัน

งานนี้ต้องขอบคุณสปอนเซอร์หลักใจดีอย่าง Suzuki และ INCHON ที่สนับสนุนให้เกิด PRIMETIME ON STAGE ขึ้น และจบลงด้วยบรรยากาศแสนพิเศษ และหวังว่าจะมีขึ้นอีกในครั้งถัด ๆ ไป

ชมภาพเพิ่มเติม คลิก: https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1v6uyzARwkBKDalvjOu2X-r9r9ClDbIx4

📝: ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย (แนน)

Categories
Football Business

ลาลีกาเผยรายงานเศรษฐกิจประจำฤดูกาล 2023/2024 ด้วยสถิติรายได้และจำนวนผู้ชมในสนามสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ลาลีกาปิดฉากฤดูกาล 2023/2024 ลงอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความสำเร็จในหลายมิติ ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของลาลีกาในฐานะหนึ่งในลีกฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลและมีพลวัตมากที่สุดในระดับโลก นับเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเงิน การพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการมีส่วนร่วมของแฟนบอล

จากรายงานล่าสุด ลาลีกาทำรายได้รวมหลังปรับมาตรฐานแล้วสูงถึง 5.049 พันล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้าถึง 3.2% โดยเฉพาะในส่วนของรายได้เชิงพาณิชย์ ลาลีกาสามารถทำยอดทะลุ 1 พันล้านยูโร เป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการบริหารที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ

เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จเหล่านี้คือกลยุทธ์การตลาดและการขยายสิทธิ์ทางการค้าที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ลาลีกาได้ดำเนินนโยบายหาสปอนเซอร์เชิงรุก และขยายฐานผู้ชมในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ลีกยังคงให้ความสำคัญกับแฟนบอลในประเทศด้วยการคงราคาบัตรเข้าชมให้อยู่ในระดับที่แฟนบอลส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้

ด้วยความตั้งใจนี้ ลาลีกาสามารถดึงดูดผู้ชมเข้าสนามรวมกว่า 16 ล้านคน ในฤดูกาลเดียว และมีอัตราการเข้าชมเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 75.4% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของแฟนบอลที่มีต่อลีก และคุณภาพของการแข่งขันที่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ

ด้านการลงทุน ลาลีกายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางฟุตบอลที่มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีโครงการสำคัญอย่าง BOOST LALIGA เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต ผ่านการร่วมมือกับสโมสรสมาชิกในรูปแบบของ Clubs Office

แม้ว่าตัวเลขหนี้สินสุทธิขององค์กรจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.337 พันล้านยูโร แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว ดัชนีความมั่นคงทางการเงินของลาลีกายังคงแข็งแกร่ง ด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ (Net Equity) สูงถึง2.240 พันล้านยูโร ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงของโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้ในการดำเนินงาน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของ Financial Fair Play (FFP) 

สำหรับฤดูกาล 2024/2025 ลาลีกาคาดว่าผลประกอบการหลังปรับมาตรฐานแล้วจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของลีกและสโมสร ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้ลาลีกาเข้าใกล้จุดคุ้มทุนภายใต้กรอบของ Financial Fair Play ได้ในอนาคตอันใกล้

จากความสำเร็จที่กล่าวมาทั้งหมด ลาลีกายังคงตอกย้ำบทบาทของตนในฐานะองค์กรต้นแบบในวงการกีฬาโลก ไม่เพียงแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพการแข่งขัน ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้แก่สโมสรและแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับลาลีกา
ลาลีกาคือองค์กรเครือข่ายฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสมาคมกีฬาภาคเอกชนที่ประกอบด้วยบริษัทกีฬาแบบมหาชนจำกัด (SADs) และสโมสรฟุตบอล 20 แห่งจากลาลีกา (LALIGA EA SPORTS) และอีก 22 แห่งจากดิวิชั่น 2 (LALIGA  HYPERMOTION) ซึ่งมีหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศสเปน

ลาลีกามีผู้ติดตามมากกว่า 247 ล้านคนทั่วโลกบนโซเชียลมีเดีย โดยครอบคลุม 16 แพลตฟอร์ม และรองรับ 20 ภาษา สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และมีเครือข่ายระดับนานาชาติที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาองค์กรกีฬาทั่วโลก โดยมีสำนักงาน 11 แห่งใน 34 ประเทศ

ลาลีกายังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิขององค์กร (LALIGA FOUNDATION) และยังเป็นลีกฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของโลกที่จัดตั้งลีกสำหรับนักฟุตบอลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ภายใต้ชื่อ LALIGA GENUINE

Categories
Feature

คันฉ่องส่อง “ชาบี อลอนโซ” ก่อนเริ่มงานโค้ชที่อาจกดดันที่สุดในโลก

ในวัย 49 ปี ชาบี อลอนโซ มิดฟิลด์ระดับตำนานทีมชาติสเปน เป็น 1 ในผู้จัดการทีมคลื่นลูกใหม่มาแรงที่สุดในทศวรรษนี้ เพียงปีแรกที่คุมทีมชุดใหญ่เต็มซีซัน สามารถพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซึ่งได้รับฉายาเย้ยหยันว่า Neverkusen ครองแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเกือบ 120 ปี ล้มบัลลังก์ของบาเยิร์น มิวนิก ที่ครอบครองติดต่อกัน 11 ปี

ทีมของอลอนโซเกือบทำทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาลนั้น 2023-24 เมื่อชนะไกเซอร์สเลาเทิร์นในรอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล แต่ได้เพียงรองแชมป์ยูโรปา ลีก เมื่อแพ้อตาลันตา

อลอนโซอำลาเลเวอร์คูเซนหลังจบซีซัน 2024-25 เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเรอัล มาดริด แทนคาร์โล อันเชลอตติ ที่เปลี่ยนงานไปคุมทีมชาติบราซิล โดยเซ็นสัญญา 3 ปี และจะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2025 พาลูกทีมโลส บลังโกส ร่วมแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก “คลับ เวิลด์ คัพ” กลางเดือนที่สหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาแนวคิดการทำงานของอลอนโซ อดีตขุนพลแชมป์โลก 2010 และแชมป์ทวีปยุโรป 2 สมัย จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

ทำตัวเหมือนผู้จัดการทีมตั้งแต่เป็นนักเตะ

มีนักฟุตบอลน้อยรายที่มีเอกสารแนะนำตัว CV (Curriculum Vitae) เทียบเท่าอลอนโซ ซึ่งไม่เพียงคว้าความสำเร็จมากมายกับยักษ์แห่งยุโรปอย่างลิเวอร์พูล, เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมิดฟิลด์ในยุคทองทีมชาติสเปนช่วงทศวรรษ 2010

อลอนโซยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกุนซือชั้นนำทั้งเป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันเชลอตติ, โชเซ มูรินโญ และราฟา เบนิเตซ 

เพื่อนนักเตะมีความสุขที่ได้เล่นกับอลอนโซ สตีเวน เจอร์ราร์ด อดีตกัปตันทีมลิเวอร์พูล เคยยกย่องอลอนโซเป็นเซ็นทรัลมิดฟิลด์เก่งที่สุดที่ตัวเขาเคยร่วมเล่นด้วย

ข้ามเวลามายังปัจจุบัน ไม่ถึง 3 ปีแรกในชีวิตผู้จัดการทีมชุดใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นกับสโมสรแถวหน้าของลีกยุโรปท็อป 5 อลอนโซได้อำลาเลเวอร์คูเซนเพื่อกลับไปต้นสังกัดเก่า และรับงานที่อาจมีความกดดันมากที่สุดในโลก 

เรอัล มาดริด อ้าแขนรับอลอนโซจากการพาเลเวอร์คูเซนชนะเลิศบุนเดสลีกา ซีซัน 2023-24 ด้วยสถิติไร้พ่าย (ชนะ 28 นัด เสมอ 6 นัด) ด้วยสไตล์การเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีระดับความเข้มข้นสูง และเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

บอร์ฆา อิเกลเซียส ศูนย์หน้าทีมเรอัล เบตีส ซึ่งถูกเลเวอร์คูเซนยืมตัวในตลาดเดือนมกราคม 2024 กล่าวกับ ESPN ว่า ชาบีเป็นโค้ชยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยร่วมงาน และจากที่นักข่าว ESPN สอบถามความเห็นอดีตนักเตะหลายคนที่เคยร่วมงานกับอลอนโซต่างพูดชื่นชมในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม บางคนไม่แปลกใจที่กุนซือใหม่ป้ายแดงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณภาพจาก  https://www.irishmirror.ie/sport/soccer/soccer-news/xabi-alonso-claims-rafael-benitez-10242865

เมื่อเบนิเตซรับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในฤดูร้อนปี 2004 อลอนโซเป็นผู้เล่นคนแรกที่เขาซื้อเข้ามา จากเรอัล โซเซียดาด ด้วยค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์ และเพียง 9 เดือนต่อมา อลอนโซเป็นผู้ทำประตูตีเสมอ 3-3 ในนาทีที่ 60 ก่อนลิเวอร์พูลชนะเอซี มิลาน 3-2 ในการดวลจุดโทษของนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05

ราฟา เบนิเตซ ให้สัมภาษณ์ ESPN ว่า “ปกติแล้วมักจะมีลูกทีมบางคนในทีมที่คุณมองว่าสามารถเป็นโค้ชได้ในอนาคต ด้วยการมองจากทัศนคติและสภาพจิตใจของพวกเขา ชาบีเป็นนักเตะที่ฉลาดคนหนึ่ง เป็นคนประเภทที่คุณรู้สึกว่า เฮ้! นายคนนั้นจะเป็นโค้ชได้แน่ แต่ดีแค่ไหน คงยากที่จะรู้”

ลุยส์ การ์เซีย นักวิเคราะห์เกมของ ESPN ซึ่งย้ายมาค้าแข้งในแอนฟิลด์วันเดียวกับอลอนโซ เล่าว่า “อลอนโซทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่สมัยเล่นกับลิเวอร์พูล เขาจะบอกให้เพื่อนยืนตำแหน่งที่ถูกต้องและต้องทำอะไร”

“อลอนโซเป็นส่วนขยายของผู้จัดการทีมทั้งหลุยส์ อราโกเนส (ทีมชาติสเปน) และเบนิเตซ เขามักยืนตรงตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอ เข้าใจดีว่าโค้ชต้องการอะไร อลอนโซเป็นคนแบบถ้าเป็นโค้ช ต้องทำงานได้ดีแน่ๆ นิสัยของเขาเก่งเรื่องจัดการกับสถานการณ์ สมัยเป็นผู้เล่นเขาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มาก เรียนรู้จากยอดกัปตันทีมและยอดโค้ช”

เริ่มชีวิตโค้ช 4 ปีแรกในระดับยู14 และทีมสำรอง

หลังแขวนสตั๊ดเมื่อจบซีซัน 2016-17 กับบาเยิร์น อลอนโซไม่ใช้เวลานานเพื่อเบนเข็มทิศสู่อาชีพโค้ช เริ่มจากเข้าคอร์สโค้ชไลเซนส์ เอ และ บี ของยูฟาในเดือนเมษายน 2018 ใช้เวลา 6 เดือนเรียนหลักสูตรเข้มข้นที่สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) ร่วมห้องเรียนเดียวกับ ชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดการทีมบาร์เซโลนาระหว่างปี 2021–2024 และราอูล กอนซาเล ซึ่งเพิ่งพ้นตำแหน่งผู้จัดการทีมสำรองของเรอัล มาดริด เมื่อพฤษภาคม 2025

ปลายปี 2018 อลอนโซก็รับงานแรก เป็นโค้ชให้ทีมยู14ของเรอัล มาดริด ซึ่งลูกทีม 2 คนจากชุดในซีซัน 2018-19 คือ ฆาโกโบ รามอน และ เชมา อันเดรส ได้รับการโปรโมทขึ้นทีมชุดใหญ่ของมาดริดในฤดูกาล 2024-25 ที่เพิ่งจบลง ขณะที่อเล็กซ์ ฆีเมเนซ ถูกเอซี มิลาน ยืมตัวไปเล่นให้ทีมยู19 ในตลาดซัมเมอร์ปี 2023 มีโอกาสลงสนามเซเรีย อา 3 นัด ทำให้ “รอสโซเนรี” ประทับใจจนใช้ออปชันซื้อขาดคว้าตัวไปเล่นในซีซัน 2024-25 ด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร 

การ์เซียพูดถึงอดีตเพื่อนร่วมทีมว่า “สำหรับผมแล้ว นั่นเป็นการก้าวเดินด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นบุคลิกของอลอนโซอยู่แล้ว เขาไม่เคยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอนในอาชีพ ผมมั่นใจว่ามีหลายทีมพร้อมรับเขาไปคุมทีม แต่เขาตัดสินใจเลือกทำงานกับอะคาเดมีของมาดริดเป็นอันดับแรก ตามด้วยทีมสำรองของโซเซียดาด (ปี 2019) ซึ่งต่างเป็นทีมที่เขารู้จักดี ทั้งยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ ตัดสินใจว่าควรทำอะไร และสามารถทำผิดพลาดได้”

อลอนโซเริ่มต้นเล่นระดับซีเนียร์กับทีมสำรองของโซเซียดาด (1999–2000) ในลีกเซกุนดา ก่อนเลื่อนขึ้นทีมชุดใหญ่ (2000–2004) ช่วยโซเซียดาดเป็นรองแชมป์ลา ลีกา และย้ายไปเล่นให้ลิเวอร์พูล (2004–2009) ตามด้วยเรอัล มาดริด (2009–2014) และบาเยิร์น (2014–2017) 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-9393707/Xabi-Alonso-left-mark-Real-Sociedad-leave-soon-build-legacy.html

หลังทำงานในอะคาเดมีของมาดริด อลอนโซจับงานใหญ่ขึ้น คุมทีมสำรองของโซเซียดาดในเดือนมิถุนายน 2019 ซึ่งตอนนั้น อเล็กซ์ เพตซาร์โรมัน แบ็คขวาทีมเดปอร์ติโว ลา คอรุนญา สโมสรในเซกุนดาปัจจุบัน อยู่ในทีมแล้ว 

“อลอนโซเป็นไอดอลเสมอที่ลา เรอัล” เพตซาร์โรมันรำลึกอดีต “ความรู้สึกแรกของผมคือ ว้าว! เรามีโค้ชเป็นอดีตแชมป์โลกและได้แชมป์หลายรายการ ก็มีบางคนกังวลเหมือนกันว่าเขาเป็นคนแบบไหน แต่พอทำงานด้วยกันจริงๆ ทุกอย่างก็ง่ายมาก”

ที่สเปน ทีมสำรองลงแข่งในโครงสร้างลีกเดียวกับทีมชุดใหญ่ เพียงแต่ไม่สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นลีกเดียวกัน โดยซีซันแรกของอลอนโซ “ซานเซ” (Sanse) จบที่อันดับ 5 ของเซกุนดา ดิวิชัน บี แต่ซีซันต่อมา 2020-21 ซานเซคว้าแชมป์และถูกโปรโมทคืนสู่เซกุนดาหรือลีกเทียร์ 2 ของสเปนเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และยังเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย

เพตซาร์โรมัน ซึ่งเป็นกัปตันทีมซานเซขณะนั้น กล่าวด้วยว่า “อลอนโซใกล้ชิดกับนักเตะ เป็นคนที่เข้าถึงง่าย ทุกคนต่างพูดถึงเขาในทางที่ดี ผมยังจำวันเก่าๆตอนเลื่อนดิวิชันได้ มีอารมณ์ร่วมมากมาย”

“ก่อนหน้าปีนั้นผมเอ็นไขว้หัวเข่าฉีก แต่อลอนโซเป็นโค้ชที่ดึงศักยภาพสูงสุดและฟอร์มดีที่สุดของผมออกมา บทสนทนาระหว่างเราในสนามหลังจากได้สิทธิเลื่อนชั้น ยังคงอยู่กับผมจนถึงทุกวันนี้”

แบ็คขวาทีมลา คอรุนญา ระบุว่า อลอนโซแสดงปรัชญาการเป็นโค้ชออกมาตั้งแต่ตอนนั้น “ทีมของอลอนโซต้องการบอลและเล่นไดเรคด้วย ทีมต้องเข้าเพรสทันทีที่เสียบอลด้วยความเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่เขาบอกพวกเราบ่อยมากที่สุด เขามีไอเดียมากมายในหัว ต้องการให้ทีมเล่นอย่างไร โดยมีรูปแบบหลากหลาย แต่หลักการสำคัญที่สุดคือเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น”

ไม่แปลกใจเลยที่เพตซาร์โรมันพูดเช่นนั้น เพราะเป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากนักเตะที่เรียนรู้วิชาโค้ชจากกวาร์ดิโอลา, มูรินโญ และอันเชลอตติ ซึ่งปรากฏให้เห็นคนละนิดคือ แทคติกที่ยืดหยุ่น ความละเอียดถี่ถ้วน และการบังคับบัญชา แต่ยังเป็นผู้จัดการทีมที่มีความคิดเฉียบแหลมและไม่โอ้อวด”

“เราคุยกันในวันหนึ่ง อลอนโซบอกว่าวิธีที่ผมฝึกซ้อมยังไม่ดีพอ ผมจำเป็นต้องซ้อมทุกวันให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อไปถึงจุดสูงสุด เขาบอกว่าผมมีศักยภาพมาก แต่วิธีฝึกซ้อมไม่ได้ดึงมันออกมาทั้งหมด ซึ่งเป็นคำพูดที่ผุดขึ้นมาในหัวผมบ่อยครั้ง ผมจึงเปลี่ยนวิธีซ้อม ไม่ทำอะไรสบายๆหรือผ่อนคลาย ผมเริ่มทุ่มเทให้กับมันมากขึ้น” เพตซาร์โรมันเปิดใจถึงคำพูดของอลอนโซนที่เค้นศักยภาพสูงสุดออกมาจากตัวเขา

ทีมสำรองของโซเซียดาดตกไปอยู่ดิวิชัน บี ในซีซันต่อมา 2021-11 แต่ไม่มีใครตำหนิหรือโยนความผิดให้อลอนโซ ซึ่งทุกคนรับรู้ถึงสไตล์คุมทีมที่เหมือนเงาสะท้อนสถานภาพนักเตะของเขาคือ เทคนิคที่ดึงดูดสายตา และเน้นแทคติก 

หลังจาก 3 ปีที่กลับมาใช้ชีวิตในซาน เซบาสเตียน เป็นเวลาที่อลอนโซต้องก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

เปลี่ยน Neverkusen เป็นแชมป์บุนเดสลีกาไร้พ่าย

เลเวอร์คูเซนเป็นหนึ่งในสโมสรต้นแบบ ผลิตนักเตะดีๆออกมาต่อเนื่องและมักมีฤดูกาลที่ดีเสมอ แต่ไม่เคยสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ ในประวัติศาสตร์กว่า 1 ศตวรรษก่อนมาของอลอนโซ ถ้วยรางวัลที่ Neverkusen ได้สัมผัสมีเพียง เดเอฟเบ โพคาล 1993 และยูฟา คัพ 1988 โดยช่วงพีคสุดคือระหว่างปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2010 เคยเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย และอันดับ 2 แชมเปียนส์ ลีก 2002 

นั่นหมายถึง อลอนโซใช้เวลาแค่ 1 ปีครึ่งในการล้างสมญานาม Neverkusen

ขอบคุณภาพจาก  https://www.getfootballnewsgermany.com/2024/xabi-alonso-comments-on-what-it-means-to-win-the-bundesliga/

บิล คอนเนลลีย์ นักข่าวอีกคนหนึ่งของ ESPN เล่าว่า อลอนโซใช้เวลาไม่นานพาเลเวอร์คูเซนพ้นโซนตกชั้นหลังรับตำแหน่งเมื่อตุลาคม 2022 ก่อนสร้างลายเซ็นให้กับสไตล์ฟุตบอล แต่ยังเก็บแนวคิดแทคติกที่ซับซ้อนเอาไว้ใช้ในพรีซีซันในปี 2023 วางแผนซ้อมพิเศษเพื่อสร้างระบบการเล่นที่เน้นการครองบอล (possession-based system) ซึ่งนำไปสู่ดับเบิลแชมป์เมื่อจบซีซัน 2023-24 คือบุนเดสลีกาไร้พ่ายและเดเอฟเบ โพคาล ทั้งยังเป็นรองแชมป์ยูโรปา ลีก

ปีต่อมา อลอนโซไม่สามารถรักษาผลงานระดับนั้นได้ก็ตาม เสียถาดแชมป์กลับไปให้บาเยิร์น, แพ้อาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ รอบตัดเชือกถ้วยเยอรมัน และตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปียนส์ ลีก ด้วยน้ำมือบาเยิร์น

คอนเนลลีย์อธิบายรูปแบบการเล่นของเลเวอร์คูเซนว่า อลอนโซวางหลักการบางอย่างที่ไม่สามารถต่อรองได้ ทุกคนไม่เคยเห็น Die Werkself จ่ายบอลยาวอย่างรีบเร่ง แต่ยังมีความยืดหยุ่นของแทคติก ทีมจบเกมด้วยการครองบอลต่ำกว่า 50% ประมาณ 20% ของโปรแกรมแข่ง และครองบอลมากกว่า 65% ราว 32% ของทั้งหมด

เลเวอร์คูเซนยุคอลอนโซทำแต้มเฉลี่ย 2.19 คะแนนต่อนัดเมื่อครองบอลน้อยกว่า 50% และนัดละ 2.15 คะแนนเมื่อครองบอลเหนือ 50% นั่นหมายถึง possession-based system ของทีมมีประสิทธิภาพสูง ทั้งที่ทีมสามารถเคาน์เตอร์แอทแทคได้แต่กลับไม่ทำ พร้อมอาจสร้างแรงกดดันฝ่ายตรงข้ามด้วย counter-pressing และ high defensive line แต่กลับทำเช่นนั้นเฉพาะเมื่อมีโอกาสเท่านั้น

แต่คอนเนลลีย์ชี้ว่า บางทีความยืดหยุ่นทางแทคติกอาจส่งผลเสียได้เช่นกัน อลอนโซคิดมากกับการจัดตัวผู้เล่น่ในบางครั้ง เช่นเปลี่ยนแผนจากหลัง 3 เป็นหลัง 4 ในเกมกับบาเยิร์นและบอลยุโรปหลายนัด ซึ่งให้ผลลัพธ์ต่างกันไป และหากแผน เอ ไม่ทำงาน เลเวอร์คูเซนจะหันไปพึ่งพาการเล่นที่ดุเดือดเข้มข้นเสมอ โดยทีมของอลอนโซมีผลต่างประตู +32 ตั้งแต่นาทีที่ 80ขึ้นไป รวมถึงประตูได้ 34 และเสีย 5 รวมทุกรายการในซีซัน 2023-24 และยังรักษาสถิติไร้พ่ายได้สำเร็จแม้โดนคู่แข่งรุกกระหน่ำช่วงทดเวลาเจ็บ นั่นแสดงถึงโปรแกรมฝึกซ้อมสร้างความฟิตของทีมงานมีผลอย่างมากในการต่อสู้ท้ายเกม ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของลูกทีมที่มีต่อโค้ชที่ผลักดันให้ทีมผ่านพ้นวิกฤติของเกมไปได้

การเสริมนักเตะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ อลอนโซเซ็นสัญญากับกรานิต ชากาในปี 2023 เพื่อมาเป็นเจ้าทัพในแดนกลาง ด้วยประสบการณ์ของอดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล พร้อมการสนับสนุนจากคู่ปราการหลังที่แข็งแกร่ง อย่างโจนาธาน ทาห์ และเอ็ดมอนด์ แท็ปโซบา บวกกับตัวรุก วิคเตอร์ โบนิเฟซ, เฌเรมี ฟริมปง และฟลอเรียน เวิร์ตซ์ จนดูเหมือนอลอนโซมีทรัพยากรบุคคลที่เข้าได้สมบูรณ์แบบกับวิสัยทัศน์ของตนเอง เนื่องจากก่อนการมาของกุนซือวัย 49 จากสเปน ฟริมปงและ อเลฆานโดร กริมัลโด วิงแบ็ค 2 ฝั่ง ไม่เคยสร้างผลงานได้ระดับนั้นให้กับเลเวอร์คูเซนเลย ขณะที่เวิร์ตซ์ก็มีพัฒนาการรุดหน้าเมื่อได้ทำงานร่วมกับอลอนโซ

เลเวอร์คูเซนฝากอนาคตในมือผู้จัดการทีมรุกกี

อลอนโซเป็นนักเตะเวิลด์คลาสอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ได้หมายความจะเป็นผู้จัดการทีมที่ดี ทำไมเลเวอร์คูเซนกล้าเสี่ยงกับอลอนโซ ซึ่งมีประสบการณ์โค้ชเพียง 4 ปี แถมเป็นเพียงทีมยู14 และทีมสำรอง

ขณะเซ็นสัญญาอลอนโซ เลเวอร์คูเซนอยู่อันดับ 17 ของตารางลีกเมืองเบียร์ ซีซัน 2022-23 แต่ไซมอน โรล์ฟส์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของสโมสร ดูเหมือนตระหนักว่าได้พบคนที่มีจิตวิญญาณเหมือนกัน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sandiegouniontribune.com/2024/02/10/leverkusen-de-xavi-alonso-golea-3-0-bayern-munich-y-abre-brecha-de-5-puntos-en-cima-de-bundesliga/

โรล์ฟส์ให้สัมภาษณ์ ESPN เมื่อปีที่แล้วว่า “สโมสรมีข้อมูลที่ดีอยู่แล้ว มีการวิเคราะห์ว่าเขาเล่นอย่างไร ทำฟุตบอลสไตล์ไหน สามารถคาดหวังอะไรได้บ้าง เหมาะกับนักเตะของเราหรือเปล่า บุคลิกภาพส่วนบุคคล เขาเป็นคนอย่างไร และการสนทนาส่วนตัวระหว่างเราก็ยืนยันเรื่องนี้”

“อลอนโซสามารถได้ประสบการณ์ที่นี่ เราในฐานะสโมสรสามารถสนับสนุนเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เราเป็นสโมสรที่ดีและมั่นคง เรามีทีมงานโค้ชที่ดี ซึ่งสามารถช่วยเหลือเขาได้ ส่วนผม ด้วยสถานภาพตามตำแหน่ง ผมต้องให้การสนับสนุนเขาอยู่แล้ว”

ขณะที่คนอื่นๆในสโมสรต่างเชื่อมั่นเช่นกันว่า ออราที่ออกมาจากอลอนโซและประสบการณ์ในฐานะนักเตะ รวมถึงการเป็นกองกลางที่เฉลียวฉลาดมาก และรู้จักการเล่นในตำแหน่งต่างๆ ทำให้อลอนโซเป็นตัวเลือกสมบูรณ์แบบสำหรับเลเวอร์คูเซน แม้เพิ่งเป็นการก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่งของอาชีพโค้ช

เฟอร์นันโด คาร์โร ซีอีโอของเลเวอร์คูเซน กล่าวกับ ESPN เมื่อปีที่แล้วเช่นกันว่า “ไซมอนและชาบีมีมุมมองฟุตบอลคล้ายกัน คือต้องการเป็นฝ่ายคอนโทรลเกม ทั้งคู่เป็นมิดฟิลด์ที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผมเชื่อมั่นคือ ทักษะการวิเคราะห์ของชาบี วิธีที่เขาวิเคราะห์สถานการณ์ สิ่งที่เขาคิดว่ามีความจำเป็น สิ่งที่เขาเรียนรู้จากโค้ชคนอื่นๆที่แตกต่างกัน ผมพอใจที่ชาบีเป็นคนฝักใฝ่เรียนรู้เสมอ และความสามารถของเขาในการนำประสบการณ์นักฟุตบอลมาใช้กับบทบาทโค้ช เขาทั้งฉลาด ใจเย็น และทะเยอทะยาน”

เพราะความทะเยอะทะยานนำพาอลอนโซก้าวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นกับเรอัล มาดริด ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ ขณะที่เลเวอร์คูเซนเป็นทีมชั้นนำที่กระหายความสำเร็จ แต่ “โลส บลังโกส”  คาดหวังความสำเร็จตลอดเวลา “ถ้าทีมไม่ชนะ คุณต้องไป ไม่ว่าเป็นใคร” อลอนโซเป็นอดีตนักเตะมาดริดคนที่ 7 ที่รับตำแหน่งใหญ่ในเบร์นาเบว และซีเนอดีน ซีดาน เป็นคนเดียวที่คุมทีมนานกว่า 1 ปีครึ่ง

อลอนโซเปิดใจขณะคุมทีมเลเวอร์คูเซนว่า “สิ่งที่เป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับผมที่เยอรมนีคือนักฟุตบอล ผมได้รับความเชื่อมั่นจากพวกเขา พวกเขามอบสิทธิพิเศษให้ผม ‘ใช่ เราต้องการเดินตามคุณ’ พวกเขาต่างมั่นใจว่า ‘ใช่ มันจะได้ผล’ พวกเขาเดินตามด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำ”

แต่กับมาดริด ทีมที่อุดมไปด้วยดาวเตะฝีเท้าดีที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง เช่นเดียวกับประธานสโมสรผู้แข็งกร้าว อลอนโซจะได้รับอิสระและมีลูกทีมที่ศรัทธาและยอมทำตามอย่างที่เลเวอร์คูเซนหรือไม่

แต่มองโลกแง่ดี อลอนโซมีประสบการณ์ที่มาดริดทั้งฐานะผู้เล่นและโค้ช ย่อมรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร และต้องทำอะไร เมื่อบวกกับบุคลิกที่มั่นใจในตัวเองกับตัวอย่างที่ผ่านมา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า อลอนโซเป็นโค้ชที่มีศักยภาพสูงแม้ระยะเวลาทำทีมยังไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม คอนเนลลีย์มองว่า ความยืดหยุ่นทางแทคติกยังเป็นเรื่องยากสำหรับอลอนโซในมาดริดเมื่อเทียบกับเลเวอร์คูเซน เพราะมีแนวรุกระดับบัลลงดอร์ถึง 3 คนคือ คีลิยัน เอ็มบัปเป, วินีซิอุส จูเนียร์ และจูด เบลลิ่งแฮม

นั่นหมายถึงอลอนโซยังมีเรื่องต้องแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาพอสมควร แม้กระทั่งอันเชลอตติยังยอมรับหลังประกาศอำลาตำแหน่งหลังจบซีซัน 2024-25 ว่า ตัวเขาไม่สามารถจัดทีมนี้ให้มีประสิทธิภาพได้ ปัญหาอยู่ที่การจัดสมดุล ซึ่งอเล็กซ์ เคิร์กแลนด์ ผู้สื่อข่าว ESPN มองว่าเป็นการหาวิธีใส่เอ็มบัปเปให้ลงตัวในทีมที่มีวินีซิอุส, เบลลิ่งแฮม และโรดรีโกอยู่แล้ว โดยไม่ส่งผลเสียหายต่อความสมบูรณ์ของระบบเกมรับ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportscasting.com/uk/news/real-madrid-vincius-kylian-mbappe-relationship/

เคิร์กแลนด์ยังชี้ถึงงานท้าทายใหญ่ที่สุดสำหรับอลอนโซอาจเป็นการหาจุดลงตัวระหว่างเอ็มบัปเปและวินีซิอุส ซึ่งต่างชอบเล่นฝั่งซ้ายของแนวรุก ทั้งสองต้องร่วมกันทำหน้าที่ฟรอนท์ทูอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสัญญาณดีจากแฮททริกของเอ็มบัปเปในแมตช์แพ้บาร์ซา 3-4 (11 พ.ค.2025) รวมถึง 2 แอสซิสต์จากวินีซิอุส แต่ยังมีปัญหาสำคัญอยู่ที่การทำงานนอกบอลของทั้งสอง ซึ่งโดนวิจารณ์ว่าเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ 2 คนที่ใช้เวลามากที่สุดไปกับการเดินไปเดินมาบนสนามลาลีกาฤดูกาลนี้

แต่แฟนบอลไม่ต้องรอให้ถึงเกมอุ่นเครื่องพรีซีซันหรือฤดูกาลหน้าเปิดฉาก เพื่อจะได้เห็นว่าอลอนโซจะนำมาดริดไปสู่สไตล์การเล่นรูปแบบไหน เพราะ “โลส บลังโกส” มีคิวลงแข่งขันชิงแชมป์สโมสรโลกที่สหรัฐอเมริกา โดยอยู่กลุ่ม เอช ของกรุ๊ปสเตจ พบกับอัล ฮิลาล, ปาชูกา (เม็กซิโก) และเรดบูล ซัลซ์บวร์ก ซึ่งหากมาดริดยืนอันดับ 1 ของกลุ่ม จะผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้าย พบกับอันดับ 2 ของกลุ่ม จี ซึ่งมีแมนฯซิตี, ยูเวนตุส, วีแดด เอซี (โมร็อกโก) และ อัล ไอน์ (ยูเออี)

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)