Categories
Special Content

ความลับที่ไม่ลับ : ฟุตบอลอังกฤษ กับการเปิดรับความหลากหลายทางเพศ

#SSxKMD | ในเดือนมิถุนายนของทุกปี กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ จะออกมาเฉลิมฉลองและรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ หรือที่เรียกกันว่า “Pride month”

ถ้าจะโฟกัสเฉพาะวงการฟุตบอล มีนักเตะระดับอาชีพเพียงไม่กี่คน ที่ตัดสินใจก้าวข้ามความเงียบ ด้วยการประกาศตัวเองว่า เป็นชาวสีรุ้ง หรือ LGBTQ+ ในยุคที่สังคมปัจจุบันเปิดกว้างมากกว่าในอดีต

แล้วลูกหนังเมืองผู้ดี มีส่วนเกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางเพศได้อย่างไร ? วันนี้ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาขยายให้ฟังกันครับ

ทำความรู้จักกับ “Pride month”

Pride month หมายถึง เดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ โดยจะมีการจัดกิจกรรมเดินขบวนพาเหรด รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ตลอดเดือนมิถุนายนของทุกปี

สาเหตุที่ Pride month เกิดขึ้นในมิถุนายนนั้น เนื่องจากเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์จลาจลที่ “สโตนวอลล์ อินน์” (Stonewall Inn) ซึ่งเป็นบาร์เกย์ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 1969

ในช่วงเวลานั้น การรักร่วมเพศ หรือการแต่งตัวที่ไม่ตรงกับเพศสภาพ เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ยังไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม สโตนวอลล์ อินน์ จึงถือเป็นบาร์เกย์เพียงไม่กี่แห่ง ที่เปิดกว้างสำหรับคนรักร่วมเพศ

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจค้น และทำการควบคุมตัวกลุ่มคนรักร่วมเพศในบาร์เกย์แห่งนี้ ทำให้กลุ่มคนรักร่วมเพศ แสดงการต่อต้านเจ้าหน้าที่ และเกิดการปะทะกัน จนลุกลามกลายเป็นจลาจลอยู่หลายวัน

1 ปีต่อมา หลังจากเหตุการณ์ที่สโตนวอลล์ อินน์ ผู้คนในสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นครั้งแรก และกลายเป็นต้นแบบของ Pride month ในปัจจุบัน

ในส่วนของวงการฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของอังกฤษ ได้สนับสนุนแคมเปญรณรงค์ต่อต้านการเหยียดบุคคลที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ มาตั้งแต่ปี 2016 โดยทั้ง 20 สโมสรต่างก็ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี

แต่ละทีมได้แสดงสัญลักษณ์ความหลากหลายทางเพศ ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนสีพื้นหลังบนสื่อโซเชี่ยลมีเดียเป็นสีรุ้ง, กัปตันทีมสวมปลอกแขนสีรุ้ง หรือผูกเชือกรองเท้าสตั๊ดสีรุ้งในวันแข่งขัน เป็นต้น

ขอบคุณภาพ https://web.facebook.com/Everton/

ตัวอย่างจากฟาชานู และฮิตเซิลสแปร์เกอร์

หลายคนเคยกล่าวเอาไว้ว่า ฟุตบอลเป็นเรื่องของชายชาตรีเท่านั้น แต่นักเตะอย่างจัสติน ฟาชานู และโธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ กลับตัดสินใจเปิดเผยตัวเองว่าเป็นกลุ่มชายรักชาย หรือ “เกย์” (Gay)

ฟาชานู อดีตกองหน้ายุค 1980s ถือเป็นนักเตะระดับอาชีพชาวอังกฤษคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ออกมาประกาศว่าเป็นเกย์ เขาเคยค้าแข้งกับหลายสโมสรในอังกฤษทั้งระดับดิวิชั่น 1 และดิวิชั่น 2

แต่จุดเปลี่ยนของฟาชานู เกิดขึ้นในปี 1990 เมื่อ “เดอะ ซัน” แท็บลอยด์จอมแฉเมืองผู้ดี พาดหัวหน้าหนึ่งว่า “นักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์ ยอมรับแล้ว ผมเป็นเกย์” สร้างความตกตะลึงไปทั้งวงการลูกหนัง

ในช่วงยุค 1980s ถึง 1990s รสนิยมความหลากหลายทางเพศยังไม่เป็นที่ยอมรับ ฟาชานูพยายามที่จะปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ว่าตัวเองไปเที่ยวที่บาร์เกย์ แต่ภายหลังก็ออกมายอมรับกับความจริงในที่สุด

ฟาชานู ประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1997 และในเดือนพฤษภาคม ปีต่อมา อดีตนักเตะผิวสีคนแรกของลีกอังกฤษที่มีค่าตัวถึง 1 ล้านปอนด์ ก็ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการแขวนคอตัวเอง จากไปในวัยเพียง 37 ปี

ขณะที่ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมัน เคยค้าแข้งกับ 3 สโมสรในพรีเมียร์ลีกกับแอสตัน วิลล่า, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และเอฟเวอร์ตัน ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกีฬาของสตุ๊ตการ์ท ในบุนเดสลีกา

หลังจากประกาศแขวนสตั๊ดเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพได้ไม่นาน ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อเดือนมกราคม 2014 โดยเปิดใจถึงเรื่องของรสนิยมชายรักชาย ที่เก็บเป็นความลับมานานหลายปี

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยากและยาวนาน ในการคิดและทบทวนเรื่องที่อยากจะบอกกับทุกคน หลังจากประกาศว่าตัวตนที่แท้จริงคือการมีความรักกับผู้ชาย ผมคิดว่าชีวิตของผมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นนะ”

“ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปมากแล้ว คนที่ยังไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้คนอื่นๆ รู้ มันเป็นอะไรที่เจ็บปวด คุณจะเป็นเพศอะไรไม่สำคัญ แต่ขอให้กล้าที่จะบอกว่า เราไม่ยอมรับการเหยียดเพศ”

แข้งเกย์เลือดผู้ดีคนแรกรอบ 32 ปี

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เจค แดเนียลส์ กองหน้าดาวรุ่งวัย 17 ปี จากสโมสรแบล็คพูล ในลีกแชมเปี้ยนชิพ เป็นนักเตะอาชีพชาวอังกฤษคนแรกนับตั้งแต่จัสติน ฟาชานู เมื่อ 32 ปีก่อน ที่ออกมาประกาศตัวว่าเป็นเกย์

แดเนียลส์ เพิ่งได้ประเดิมลงสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของแบล็คพูลเป็นนัดแรก ในเกมนัดปิดซีซั่นที่พบกับปีเตอร์โบโร่ โดยเจ้าตัวถูกเปลี่ยนลงมาเป็นตัวสำรองในช่วง 10 นาทีสุดท้าย ซึ่งทีมของเขา จบอันดับที่ 16

ข้อความของแดเนียลส์ ที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ของ “เดอะ ซีไซเดอร์ส” ความว่า “เรื่องนอกสนามผมต้องปิดบังมาตลอดว่าผมเป็นใครกันแน่ ผมรู้อยู่แล้วว่าเป็นเกย์ และผมก็พร้อมแล้วที่จะเปิดเผยเรื่องนี้เสียที”

“แต่การจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจากครอบครัว เอเย่นต์ และองค์กร Stonewall อีกทั้งกำลังใจจากเพื่อนร่วมทีมแบล็กพูล ที่ยอมรับการตัดสินใจในการเปิดเผยตัวตนของผม”

“คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวตนของคุณ เพียงเพื่อให้เข้ากับคนอื่น ขอแค่ให้คุณเป็นตัวของตัวเองและมีความสุข นี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุด”

การออกมาเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของแดเนียลส์ วงการฟุตบอลอังกฤษได้ออกมาชื่นชมในความกล้าหาญ แทบทุกสโมสรรวมถึงนักฟุตบอลหลายๆ คน ต่างส่งกำลังใจให้กับดาวรุ่งวัย 17 ปีรายนี้

ทางด้านพรีเมียร์ลีก ก็ออกมาแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เราขอสนับสนุนเจค และเชื่อว่าเกมฟุตบอลเป็นของทุกคน นี่คือเหตุผลที่เราต่อต้านการเหยียดเพศ รวมถึงให้การสนับสนุนกลุ่มคนที่เป็น LGBTQ+”

การที่นักฟุตบอลเริ่มกล้าที่จะเปิดเผยรสนิยมทางเพศของตัวเอง ช่วยส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคม ทำให้วงการฟุตบอลอังกฤษและทั่วโลก เปิดใจยอมรับนักเตะที่อยู่ในกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ยังต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยในการพิสูจน์กับบทดสอบที่ยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจ และยอมรับรสนิยมทางเพศที่แตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ในสังคม

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3313956/2022/05/16/jake-daniels-blackpool/

https://theathletic.com/2991105/2021/12/03/how-to-be-an-ally-for-lgbt-community-in-football/

https://theathletic.com/1561229/2020/01/26/thomas-hitzlsperger-stuttgart-villa-everton-west-ham/

https://www.premierleague.com/news/511487

https://www.blackpoolfc.co.uk/news/2022/may/16/a-message-from-jake-daniels/

https://www.bbc.co.uk/newsround/52872693

Categories
Special Content

พรีวิว ลิเวอร์พูล เอฟเอ คัพ ไฟนอล 2022: ย้อนรอยความกล้าหาญ เจอร์รี่ เบิร์น ตำนานฮาร์ดแมน หงส์แดง 117 นาทีไหปลาร้าหัก คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรกที่เฝ้ารอ 73 ปี

Everybody loves a hardman” ว่ากันว่านักเตะสไตล์ฮาร์ดแมนชนะใจแฟนบอลเสมอ พวกเขาแสดงออกผ่านร่างกาย เล่นบอลเข้าบอลด้วยพลังเกินร้อยไม่หวั่นกระดูกหัก อยู่ในสนามพร้อมสภาพกล้ามเนื้อปูดหนังฉีกเลือดชะโลม วิ่งพล่านประหนึ่งรับยาม้าก่อนคิกออฟ พวกเขาแสดงออกผ่านจิตวิญญาณ ทุ่มเททั้งกายทั้งใจตั้งแต่วินาทีแรก ไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้ยกธงขาวจนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น

แม้วงการลูกหนังคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเตะมากขึ้น แต่บ่อยครั้งที่ยังเห็นนักฟุตบอลฝืนวิ่งในสภาพทั้งที่บาดเจ็บ มีเลือดไหลออกมาจากผ้าที่พันไว้ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปกว่าครึ่งศตวรรษ ภาพพวกนี้คือความปกติที่เกิดขึ้นบนสนามหญ้าเพราะยุคนั้นมีนักเตะต้องเล่นต่อทั้งที่กระดูกหักหรือร้าวให้เห็นบ่อยครั้ง

ยุคสมัยไร้ผู้เล่นสำรองให้เปลี่ยนตัว

เชื่อหรือไม่ว่าช่วง 11 ปี ระหว่างกลางทศวรรษ 1950 – 1960 มีถึง 5 ครั้งของนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ของอังกฤษ ที่นักเตะอย่างน้อยหนึ่งคนต้องเล่นต่อทั้งที่กระดูกชิ้นใดชิ้นหนึ่งแตกร้าวระหว่างเกม ค่าเฉลี่ยปีเว้นปี สาเหตุเนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีกฎการเปลี่ยนตัวผู้เล่น อีกนัยหนึ่งคือแต่ละทีมต้องใช้ผู้เล่น 11 คนเท่าที่ส่งรายชื่อก่อนเกม ไม่มีผู้เล่นสำรองเพื่อเปลี่ยนตัวระหว่างการแข่งขัน

ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีเพิ่งให้เปลี่ยนนักเตะลงแทนคนที่บาดเจ็บในฤดูกาล 1965-66 คนแรกคือ คีธ พีค็อก ของชาร์ลตัน ที่ลงมาแทนนายทวารร่วมทีมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1965 หลังเกมเริ่มไปแค่ 11 นาที 

ขณะที่ เอฟเอ คัพ ออกกฎนี้ตามมาในซีซั่น 1967-68 ทำให้เกิดหนึ่งในเรื่องราวยอดตำนานฮาร์ดแมนขึ้นใน เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 1965 ซึ่งเป็นครั้งที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์หลังจากรอคอยยาวนานถึง 73 ปี  โดย เจอร์รี่ เบิร์น แบ็คซ้ายทีมหงส์แดง ต้องฝืนทนความเจ็บปวดอยู่ในสนามเพราะกระดูกไหปลาร้าหักเกือบ 120 นาที แถมเก็บอาการไม่ให้คู่แข่งรู้อีกด้วย 

ขอบคุณภาพจาก : https://www.pinterest.es/pin/496592296409986126/

แชมป์ เอฟเอ คัพ ที่เฝ้ารอคอยถึง 73 ปี

แม้ลิเวอร์พูลกวาดแชมป์ ดิวิชั่น 1 มาแล้ว 6 สมัย รวมถึงซีซั่นก่อนหน้านี้ (1963–64) แต่กับบอลถ้วย (ตอนนั้นยังไม่มีลีกคัพ) พวกเขายังไม่สามารถนำ เอฟเอ คัพ มาประดับตู้โชว์ได้เลยหลังจากทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์เมื่อแพ้ เบิร์นลีย์ ปี 1914 และ อาร์เซนอล ปี 1950 ตรงข้ามกับเพื่อนบ้าน เอฟเวอร์ตัน ที่ชนะเลิศมาแล้วในปี 1906 และ 1933 ส่วนลีกสูงสุด ท็อฟฟี่สีน้ำเงินครอบครองแชมป์ในจำนวนเท่ากัน รวมถึงครั้งหลังสุด ฤดูกาล 1962–63 ก่อนเสียตำแหน่งให้ลิเวอร์พูลในซีซั่นถัดมา

ลิเวอร์พูลจึงหมายมั่นปั่นมือกับนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1965 เพื่อลดช่องว่างกับคู่อริแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ แต่คู่แข่งขันคือทีมพลังหนุ่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด ของยอดกุนซือ ดอน เรวี่ ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรง

มีเกร็ดเล็กน้อยก่อนคิกออฟเมื่อพระราชินีเสด็จมายังสนามเวมบลีย์พร้อมทรงแต่งชุดสีแดง แฟนหงส์แดงพากันตะโกนลั่นสนามว่า “Ee aye addio, the Queen’s wearing red!” (นัดนั้น ลิเวอร์พูลสวมเสื้อแดงกางเกงแดง ลีดส์ใส่ชุดขาวล้วน)

เกมเริ่มไปเพียงสามนาทีก็เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณหน้าประตูฝั่งลิเวอร์พูล บ็อบบี้ คอลลินส์ กองกลางที่สูงเพียง 5 ฟุต 3 นิ้ว แต่โดดเด่นด้วยสไตล์ถึงลูกถึงคน ซึ่งเคยเล่นให้เอฟเวอร์ตันระหว่างปี 1958 – 1962 ปราดเข้าแย่งบอล เท้าขวาปะทะหน้าแข้งของ เจอร์รี่ เบิร์น อย่างจัง กรรมการไม่รีรอมอบใบเหลืองให้คอลลินส์

บ็อบ เพรสลีย์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นผู้ช่วยของ บิล แชงคลีย์ ผู้จัดการทีม รีบลงไปดูอาการของไบรน์ที่นอนอยู่บนสนามในสภาพเหมือนไม่บาดเจ็บหนักหนา แต่มุมมองจากข้างสนามของเพรสลีย์ที่ได้รับใบประกาศนักกายภาพบำบัด เขามีลางสังหรณ์ว่า เหตุร้ายเกิดกับแบ็คซ้ายรายนี้แล้ว

กระดูกไหปลาร้าหักตั้งแต่นาทีที่ 3

เพรสลีย์เขียนไว้ในหนังสือ My 50 Golden Reds ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1990 ว่า “ผมรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องร้ายแรงกับ เจอร์รี่ เบิร์น แน่นอน ด้วยประสบการณ์หลายปีสอนให้ผมแยกแยะระหว่างผู้เล่นที่นอนบนสนามเพื่อพักกับเพราะบาดเจ็บได้ ทันทีที่เข้าถึงตัวเจอร์รี่ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่คิดข้างสนามนั้นถูกต้อง แกร์รี่ไหปลาร้าหัก แต่เขารู้ดีว่าไม่มีทางที่ลิเวอร์พูลจะเอาชนะลีดส์ด้วยผู้เล่นสิบคน”

“ปฏิกิริยาแรกที่ผมควรทำตอนนั้นคือ โบกมือไปที่ข้างสนามเพื่อร้องขอเปลหาม แต่เจอร์รี่มองมาที่ผมด้วยสายตาวิงวอน ‘อย่าบอกใคร’ ผมพูดกลับไปว่า ‘นายรู้ใช่ไหมว่ากระดูกหัก’ แน่นอนแกร์รี่รู้แต่เขายืนยันที่จะเล่นต่อตลอด 87 นาทีที่เหลือ หรืออาจต้องบวกเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมงหากเกมต้องต่อเวลา”

“เขาเอ่ยกับผมอย่างท้าทายว่า ‘ผมทำได้แน่’ และเขาก็ทำได้จริงๆ เป็นหนึ่งความห้าวหาญที่ผมประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองในเวมบลีย์”

ความลับที่ห้ามฝั่งลีดส์ระแคะระคายเด็ดขาด

“ผมกลับไปนั่งข้างสนามแล้วบอกแชงคลีย์และทุกคนว่า เจอร์รี่กระดูกไหปลาร้าหัก แต่ไม่มีใครเชื่อผมเลยสักคนจนกระทั่งแพทย์ยืนยันนั่นแหละ พวกเขาจึงเชื่อ ส่วนฝั่งทีมลีดส์ ผมสาบานจะเก็บเป็นความลับไม่ให้ใครรู้ทั้งสตาฟฟ์โค้ชหรือนักเตะ เราหลอกพวกเขาด้วยการพูดเอะอะโวยวายเรื่องที่เจอร์รี่โดนอัดหน้าแข้งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ”

ทางด้านไบรน์กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า “ตอนแรกผมห่วงหน้าแข้งมากกว่าเพราะบ็อบบี้ คอลลินส์ เข้าบอลหนักและถลกหนังหน้าแข้งผม ถ้าเป็นสมัยนี้คงเป็นใบแดง ส่วนผมคงโดนหามออกนอกสนามไปแล้ว แต่สมัยนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ผมไม่ได้ตระหนักว่าจะเกิดเรื่องเสียหายตามมาอย่างไรแต่ยอมรับว่ามันเจ็บมาก”

“บ็อบ เพรสลีย์ ตรวจอาการผมอีกครั้งช่วงพักครึ่งและยืนยันว่าอะไรเกิดขึ้น ทั้งเขาและบิล แชงคลีย์ ต่างแปลกใจว่าผมทนเล่นต่อได้อย่างไร แต่ผมยืนยันต้องการเล่นต่อ บ็อบเอาสำลีกับเทปมายึดไหปลาร้าแล้วผมก็ลงสนามไปพร้อมกับคนอื่น”

ทำแอสซิสต์ในสภาพไหปลาร้าหัก

ทั้งสองฝ่ายต้องดวลสตั๊ดท่ามกลางฝนและไม่สามารถส่งลูกหนังซุกก้นตาข่ายได้ นั่นหมายความว่าไบรน์ต้องข่มความเจ็บปวดเพิ่มอีก 30 นาที แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแบ็คซ้ายผู้เติบโตในย่านสกอตแลนด์โร้ดของเมืองลิเวอร์พูลได้บอลจาก วิลลี่ สตีเว่น ก่อนโยนจากฝั่งซ้ายไปให้ โรเจอร์ ฮันท์ ทำสกอร์ขึ้นนำในนาทีที่ 93 ฮันท์ถูกแวดล้อมด้วยทีมเมทที่ร่วมแสดงความยินดีรวมถึงไบรน์ที่โอบกอดด้วยแขนข้างเดียว

เพียงเจ็ดนาทีต่อมา บิลลี่ เบรมเมอร์ ซัดฮาล์ฟวอลเลย์ลูกพุ่งเสียบมุมบนสุดปัญญาที่ ทอมมี่ ลอว์เรนซ์ ป้องกันได้ สกอร์เป็น 1-1 อย่างไรก็ตาม เอียน เซ็นต์จอห์น ปิดโอกาสไม่ให้แมตช์ยืดเยื้อถึงนัดรีเพลย์หลังจากโขกบอลระยะเผาขนเข้าไปในนาทีที่117 ทำให้ลิเวอร์พูลเฉือนชนะลีดส์ 2-1

ขอบคุณภาพจาก : https://web.facebook.com/ThailandLiverpoolFC

แชงคลีย์ยอมรับว่าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรก เป็นชัยชนะที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตคุมทีมลิเวอร์พูลของเขา และไม่เคยสงสัยเลยที่จะระบุฮีโร่ตัวจริงของเกมนี้

“มันเกิดจากความกล้าหาญของ เจอร์รี่ เบิร์น เขาควรรับเหรียญรางวัลทั้งหมดไปคนเดียว ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำได้แบบเขา หนุ่มคนนี้ต้องเล่นร่วมหนึ่งชั่วโมงครึ่งทั้งที่กระดูกไหปลาร้าหัก”

“เราเห็นตอนพักครึ่งแล้ว กระดูกไหปลาร้าเขาหักชัดเจน แพทย์ประจำทีมพยายามจัดให้มันเข้าที่แต่ไม่สำเร็จ เราทำได้เพียงซ่อนไม่ให้ลีดส์รับรู้ นี่เป็นตัวอย่างของเกมจิตวิทยาที่ช่วยให้เราชนะรายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แกร์รี่คือวีรบุรุษและเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่”

โบกมืออำลาวงการด้วยวัยเพียง 30 ปี

ไบรน์รักษาอาการบาดเจ็บและหายทันลงสนามฤดูกาลต่อมา (1965-66) ซึ่งลิเวอร์พูลจบซีซั่นด้วยแชมป์ ดิวิชั่น 1 สมัยที่สองในรอบสามปี โดยไบรน์มีสถิติลงสนาม 53 นัดรวมทุกรายการ และมีโอกาสโชว์ธาตุทรหดอีกครั้งเมื่อต้องเล่นทั้งที่กระดูกข้อศอกเคลื่อนในการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน คัพวินเนอร์ส คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก กับ กลาสโกว์ เซลติก ที่สนามปาร์คเฮด

“ผมต้องกลับเข้าห้องพักนักกีฬาเพื่อให้แพทย์ของทีมจับกระดูกแขนให้กลับเข้าที่ มันปวดระยำเลยและผมต้องออกจากสนามก่อนจบเกมสิบนาที แขนของผมดำคล้ำตั้งแต่ข้อมือถึงหัวไหล่ ผมยังจำแชงคลีย์ทำท่าประหลาดใจเมื่อผมบอกว่าพร้อมที่จะเล่นบอลลีกกับสโต๊คในวันเสาร์”

อย่างไรก็ตาม ไบรน์ต้องแขวนสตั๊ดเร็วกว่าวัยอันควรเนื่องจากบาดเจ็บหัวเข่าหลังฟุตบอลโลก 1966 รอบสุดท้าย และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เขาสิ้นสุดอาชีพค้าแข้งในปี 1969 ขณะวัยเพียง 30 ปี เขายอมรับว่าไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้เหมือนปกตินับจากนั้น

ปิดฉากตำนานเจ้าของฉายา The Crunch

ปีต่อมา สโมสรจัดเทสติโมเนียลแมตช์ให้กับเบิร์นเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เขาประหลาดใจมากที่ได้รับเกียรติครั้งนี้ “คืนนั้นฝนตกที่แอนฟิลด์ ผมคิดว่าคงไม่มีใครมาแน่ แต่กลับมีแฟนบอลถึง 42,000 คนเข้ามา พวกเขาตะโกนเรียก The Crunch (ฉายาของไบรน์)”

เบิร์นมีโอกาสทำงานในสตาฟฟ์โค้ชที่แอนฟิลด์ระยะหนึ่งก่อนลาออกเนื่องจากเป็นโรคอัลไซเมอร์ เขาเสียชีวิตด้วยวัย 77 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2015

ขอบคุณภาพจาก : https://www.skysports.com/football/news/11669/10081959/liverpool-legend-gerry-byrne-passes-away-at-the-age-of-77

วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ลิเวอร์พูล จะลงแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับ เชลซี หากทำสำเร็จจะเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ของหงส์แดง กับถ้วยใบนี้ที่เคยต้องรอคอยนานถึง 73 ปี กับแมตช์ระดับตำนานของชายที่ชื่อว่า แกร์รี่ ไบรน์ ผู้ไม่เพียงกัดฟันต่อสู้ในสภาพกระดูกไหปลาร้าหักเกือบ 120 นาที แต่ยังเป็นคนทำแอสซิสต์ประตูนำร่องให้กับลิเวอร์พูลด้วย

อ้างอิง : https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/never-nutmeg-him-think-you-23794612

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Football Business

ราล์ฟ รังนิก กับการปฏิวัติเงียบบอร์ดบริหารฯ ความสำเร็จเบื้องหลังที่รอการพิสูจน์

บางทีตัวแปรสำคัญอันดับแรกที่ทำให้สโมสรฟุตบอลประสบความสำเร็จและผงาดอยู่แถวหน้าของวงการอาจไม่ใช่การเข้ามาของผู้จัดการทีมที่เก่งฉกาจ แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางบริหารของเจ้าของสโมสร

เหมือนกับที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจยกเลิกวัฒนธรรม The Boot Room ที่นำความยิ่งใหญ่มาสู่แอนฟิลด์ระหว่างทศวรรษ 1960ถึงต้นทศวรรษ 1990 หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งขายสโมสรให้กับชาวต่างชาติอย่าง ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2007 ก่อนตกมาอยู่ในมือของ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน นักการเมืองและนักธุรกิจชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปัจจุบัน รวมถึง โรมัน อบราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย ที่เทคโอเวอร์ เชลซี เมื่อปี 2003

ด้วยเหตุนี้ แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  จึงเริ่มมีความหวังเล็กๆที่จะปีนกลับขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งนับตั้งแต่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ล้างมือในอ่างทองคำหลังจบซีซั่น 2012-13 แม้เจ้าของสโมสรยังคงเป็นตระกูลเกลเซอร์แห่งสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ มัลคอล์ม เกลเซอร์ เข้ามาถือหุ้นใหญ่ในเดือนกันยายน 2003

ช่วง 8 ฤดูกาลในยุค โพสต์-เฟอร์กี้ ปีศาจแดงคว้าแชมป์มาครอง 3 รายการคือ ลีกคัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรป้า ลีก แต่กับลีกระดับเทียร์หนึ่ง พวกเขาทำได้ดีที่สุดคือ รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก 2 สมัย แถมเคยร่วงลงไปอยู่อันดับ 7 ในสมัย เดวิด มอยส์ และอันดับ 6 อีกสองครั้ง ส่วนซีซั่นปัจจุบัน พวกเขามีโอกาสรูดม่านด้วยอันดับ 6, 7 หรือกระทั่ง 8

เดวิด มอยส์ บุรุษผู้ถูกเลือก อาจเป็นความผิดพลาดเพราะฝีมือและบารมีไม่ถึง แต่กุนซือระดับ หลุยส์ ฟาน กัล และ โชเซ่ มูรินโญ่ กึ๋นคงไม่ใช่ข้ออ้าง แม้มีความพยายามคืนสู่จิตวิญญาณแห่งปีศาจแดงด้วยการมอบหมายงานให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็ยังล้มเหลว

เป้าถล่มย้ายจากผู้จัดการทีมสู่บอร์ดบริหาร

เป็นที่น่าสังเกตว่าช่วงหลัง เสียงด่าทอของแฟนบอลเปลี่ยนทิศจากผู้จัดการทีมไปยังบอร์ดบริหารและเจ้าของทีม ถึงขั้นเคยมีการประท้วงขับไล่ในสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด จนแมตช์แดงเดือดต้องเลื่อนออกไป รวมทั้งสับแหลกการบริหารที่ผิดพลาด วางเป้าหมายผลกำไรทางธุรกิจเหนือความสำเร็จของทีมฟุตบอล เจ้าหน้าที่ระดับสูงไม่มีความรู้ในกีฬาลูกหนัง การดื้อดึงซื้อนักเตะที่กุนซือไม่ได้ต้องการ การต่อสัญญานักเตะที่ไม่ใช้งานเพียงเพื่อเพิ่มมูลค่า การกระหายเงินจนเข้าร่วมก่อตั้ง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก  เป็นต้น 

“ภัย” เริ่มขยับใกล้ตระกูลเกลเซอร์เข้ามาเรื่อยๆ จนมหาเศรษฐีจากเมืองลุงแซมต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คืนสู่ความยิ่งใหญ่ ซึ่งจะทำให้การธุรกิจของพวกเขากลับมาสงบสุขอีกครั้ง

ปลายเดือนพฤศจิกายน 2021 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยกเลิกสัญญากับ โซลชาร์ ท่ามกลางการกดดันของแฟนๆและสื่อมวลชน แต่พลาดได้ตัว อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือมือดีที่เพิ่งตอบตกลงคุมทีม ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ก่อนหน้าไม่กี่สัปดาห์ โดยมอบหมายให้ ไมเคิล คาร์ริก คุมทีมเพียง 3 นัด ก่อนสร้างเซอร์ไพรส์แต่งตั้ง ราล์ฟ รังนิก ปรามาจารย์ลูกหนังชาวเยอรมัน ทำหน้าที่จนจบซีซั่นก่อนนั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาสโมสรเป็นเวลาสองปี

คงไม่มีใครแปลกใจหาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปล่อยให้คาร์ริกคุมทีมช่วงที่เหลือของซีซั่นเพื่อรอเจรจาช่วงซัมเมอร์กับเป้าหมายที่ตกเป็นข่าวอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, เบรนแดน ร็อดเจอร์ส, ซีเนอดีน ซีดาน หรือกระทั่งรังนิกเอง

เท็ดดี้ เชอริงแฮม อดีตศูนย์หน้าทีมปีศาจแดง ให้ความเห็น “คุณตัดสินใจปลดผู้จัดการทีม แล้วให้คาร์ริกทำหน้าที่ชั่วคราว แล้วแทนเขาด้วยผู้จัดการทีมชั่วคราวอีกคนหนึ่ง สำหรับผมแล้ว เป็นการกระทำที่น่าตกใจเอามากๆสำหรับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก”

“นั่นทำให้นักเตะขาดความมั่นใจและไร้ความต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักเตะคนไหนที่กำลังเจอช่วงเวลาที่เลวร้าย ก็เหมือนกับโดนทอดทิ้งไร้อนาคต เขารู้ดีว่านายใหญ่จะต้องไปภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า” 

“เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับสโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คุณต้องการให้ทุกคนมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับผมแล้ว มันวุ่นวายตั้งแต่บนลงล่าง นักเตะได้แค่เล่นไปในสนาม ผมคงรับมือกับสถานการณ์ไร้สาระแบบนี้ไม่ได้”

เหมือนอย่างที่เชอริงแฮมพูดไว้ รังนิกไม่สามารถใส่สไตล์ “เกเก้น เพรสซิ่ง” ให้กับลูกทีมใหม่ ผลงานในสนามก็ลุ่มๆดอนๆ ตกรอบ เอฟเอ คัพ และ แชมเปี้ยนส์ลีก อันดับบนตารางพรีเมียร์ลีกก็ไหลลงจนอาจได้เพียงโควต้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก สภาพทีมเหมือนเล่นให้ครบโปรแกรมเพื่อรอนายใหญ่คนใหม่เข้ามารับหน้าที่อย่างถาวร

รังนิกชี้ปัญหาที่ถูกมองข้ามผ่านเพรสคอนเฟอเรนซ์

แม้ผลแข่งอาจดูย่ำแย่ที่สุดในบรรดาผู้จัดการทีมยุคหลังเฟอร์กูสัน แต่ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดของรังนิกกลับอยู่ที่การให้สัมภาษณ์หลังเกมและวาระต่างๆ

รังนิกมักอธิบายเหตุผลการทำอะไรไม่ทำอะไรระหว่างเกม 90 นาทีในเชิงเทคนิคและแทคติคอย่างเช่น ทำไมถึงเปลี่ยนตัวนักเตะคนนี้ออกส่งคนนั้นเข้า จุดไหนที่นักเตะไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ก่อนเกม พูดเหมือนเป็นคอมเมนเตเตอร์หรือครูที่กำลังสอนนักเรียนผ่านเกมแข่งขันจริงๆ

ท้ายซีซั่น รังนิกเริ่มให้สัมภาษณ์ไปไกลถึงโครงสร้างการบริหารทีม แนวทางการฝึกซ้อม การทำงานของทีมแพทย์ แนวคิดการซื้อขายนักเตะในตลาด คุณลักษณะนักเตะที่พึงมี ฯลฯ ไม่ใช่ความเห็นต่อภาพที่เกิดขึ้นบนสนามหญ้าเท่านั้น ยิ่งช่วงก่อนหน้าและหลัง เอริค เทน ฮาก ได้รับการประกาศเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ รังนิกแสดงวิสัยทัศน์ราวกับกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ซีอีโอ หรือ ผู้บริหารสูงสุดที่จะเข้ามา “ปฏิวัติ” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สื่อบางสำนักระบุว่า โครงการปรับปรุงสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ครั้งใหญ่เกิดขึ้นก็เพราะฝีปากของเดอะ โปรเฟสเซอร์ นั่นเอง

“เรด อาร์มี่” ทั่วโลกต่างซึมซับคำพูดช่วง 4-5 เดือนของรังนิกไว้ในสมองอย่างไม่รู้ตัว ส่วนใหญ่เห็นด้วยถึงเวลาแล้วที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เพียง “ไมเนอร์ เชนจ์” แต่ต้อง “ยกเครื่อง” ฐานรากของสโมสรเสียใหม่ ไม่ใช่เพียงจ้างผู้จัดการทีมระดับ เอ พลัส เข้ามาสร้างความสำเร็จภายในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาพร้อมให้เวลา 3-4 ปี สำหรับ เทน ฮาก

ความคิดลักษณะนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจมีแค่ด่าทอระบายอารมณ์กับสไตล์การทำงานของ เอ็ด วู้ดเวิร์ด และบอร์ดบริหารบ้าง จนกระทั่งรังนิกเข้ามาจุดประกายและขายไอเดียนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาทำงานในโอลด์ แทรฟฟอร์ด 

เปลี่ยนโครงสร้างฝ่ายปฏิบัติการรอการมาของเทน ฮาก

ล่าสุด รังนิกเซ็นสัญญาคุมทีมชาติออสเตรียโดยเชื่อมั่นว่าสามารถทำงานควบคู่กับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นไปได้หลังจากรังนิกได้ทำหน้าที่ที่ปรึกษาไปเรียบร้อยแล้ว แถมปูทางสะดวกให้กับการทำงานของเทน ฮาก ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาออกแรงเชียร์เต็มที่แม้เป็นโปเช็ตติโน่ต่างหากที่บอร์ดบริหารต้องการตัว

มุมมองที่รังนิกพูดออกไปสร้างอิมแพ็คให้กับสโมสรจริงๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่างนอกเหนือก่อนหน้านี้ที่วู้ดเวิร์ดประกาศอำลาเก้าอี้ซีอีโอหลังจบซีซั่น แมตต์ จัดจ์ มือขวาของเขา ก็ยุติบทบาทหัวหน้าฝ่ายพัฒนาองค์กรและหัวหน้าฝ่ายเจรจาซื้อขายนักเตะ หลังจากสโมสรมีคำสั่งปลดหัวหน้าแมวมอง 2 คน โดยมีข่าวลือว่า รังนิกได้แนะนำสโมสรให้ทาบทาม พอล มิทเชลล์ ผู้อำนวยการกีฬาของ โมนาโก เข้ามานั่งเก้าอี้แทนจัดจ์และมีบทบาทสำคัญในตลาดซื้อขายฤดูร้อนนี้

เพราะการแผ้วถางทางเดินเกือบครึ่งปีของรังนิก ทำให้บอร์ดบริหารจำใจเซย์เยสกับเงื่อนไขสุดท้ายของเทน ฮาก นั่นคืออำนาจเด็ดขาดในการซื้อขายนักเตะ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาเลยหลังเฟอร์กูสันอำลาสโมสร อดีตกุนซืออย่างฟาน กัล และมูรินโญ่ ล้วนเคยแฉว่าฝ่ายบริหารไม่ได้ตอบสนองความต้องการของพวกเขา 

รอย คีน อดีตกัปตันทีมปีศาจแดง เห็นด้วยกับทิศทางที่เปลี่ยนแปลงในถิ่นเก่า

“เราเห็นตัวอย่างของ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้รับประโยชน์มากขนาดไหนที่ผู้จัดการทีมมีอำนาจเต็มในทุกภาคส่วน สิ่งที่ผู้จัดการทีมต้องการคือ อำนาจและการควบคุมในสโมสร ทั้ง (เจอร์เก้น) คล็อปป์, เป๊ป (กวาร์ดิโอล่า) และ (โธมัส) ทูเคิล ต่างมีสิ่งนี้ ดังนั้นไม่ว่าใครเข้ามาคุมทีม สโมสรต้องหนุนหลังเขา ให้อำนาจและการควบคุมแก่เขา ให้เขามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อขายนักเตะ แต่ที่ผมได้ยินช่วง 2-3 ปีที่ผ่าน มา การตัดสินใจซื้อขายผู้เล่นมาจากคนข้างบน”

ทั้งหมดนี้ แม้รังนิกอาจลัมเหลวกับตัวเลขบนสกอร์บอร์ดและแต้มสะสมในเกมพรีเมียร์ลีก แต่เขาได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงให้กับตระกูลเกลเซอร์และบอร์ดบริหาร จนอาจกล่าวได้ว่า เทน ฮาก มี “แต้มต่อ” ณ จุดสตาร์ท เหนือกว่า มอยส์, ฟาน กัล, มูรินโญ่ และโซลชาร์ พร้อมเวลาให้พิสูจน์ฝีมือ 2-3 ปี

และถ้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถกลับไปยืนโดดเด่นที่แถวหน้าอีกครั้ง ก็จะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จที่เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงแนวคิดบริหารงานของเบื้องบน

Categories
Special Content

ย้อนรอยความสูญเสีย : 33 ปี “ฮิลส์โบโร่” โศกนาฎกรรมลูกหนังที่ไม่มีวันลืมเลือน

หากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ หนึ่งในนั้นจะต้องเป็นเหตุการณ์ “ฮิลส์โบโร่” ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ ในวันนี้เมื่อ 33 ปีก่อน

นี่คือความทรงจำอันเจ็บปวดของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น พร้อมทั้งได้เห็นการต่อสู้เพื่อคืนความยุติธรรมของครอบครัวผู้สูญเสีย และบทเรียนที่ได้รับหลังจากความหายนะที่เกิดขึ้น

และในโอกาสที่ลิเวอร์พูล มีโปรแกรมเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในวันรุ่งขึ้น จึงถือโอกาสนี้นำเหตุการณ์ที่เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรมาฝากกัน

เรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงบทสรุปเป็นอย่างไร ? วันนี้เพจ “ไข่มุกดำ” จะมาขยายให้ฟังกันครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/ThailandLiverpoolFC/

จุดเริ่มต้นแห่ง “หายนะ”

ข้ามเวลากลับไปในวันที่ 15 เมษายน 1989 การแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง ลิเวอร์พูล VS น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามฮิลส์โบโร่ บ้านของสโมสรเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์

การแข่งขันแมตช์ดังกล่าว มีแฟนบอลจำนวนมากที่ต้องการเข้าชม โดยเฉพาะฝั่งลิเวอร์พูล ที่เข้ามาแบบกระจุกอยู่ที่บริเวณทางเข้าสนาม และเป็นความโชคไม่ดี ที่การจัดการเกิดความผิดพลาด

ความผิดพลาดแรก คือการจัดโซนที่นั่งบนอัฒจันทร์ให้แฟนบอลแต่ละทีม แฟนลิเวอร์พูลที่มีจำนวนมากกว่า กลับต้องไปนั่งในโซนที่จุผู้ชมได้น้อยกว่า และแฟนฟอเรสต์ ไปนั่งในโซนที่จุผู้ชมได้มากกว่า

และความผิดพลาดที่สอง คือปล่อยให้ผู้ชมในบางโซนแออัดจนแน่นพื้นที่ ยิ่งใกล้เวลาแข่งขัน แฟนบอลด้านหลังต่างก็พยายามผลักดันแฟนบอลด้านหน้า เพื่อจะได้เข้าสนามเร็วขึ้น

ขณะที่แฟนบอลบางคนที่ไม่มีตั๋วเข้าชมก็ถูกกันอยู่ตรงทางเข้า เมื่อเจ้าหน้าที่สนามเห็นฝูงชนที่แออัด จึงได้ตัดสินใจเปิดอีกโซนหนึ่งที่ไม่มีช่องเช็คตั๋ว ทำให้แฟนบอลต่างแห่กันเข้าไปช่องทางนั้นกันหมด

เมื่อแฟนบอลจำนวนมากที่ถูกอัดอยู่ด้านหน้าทางเข้าเริ่มทนไม่ไหว ได้พยายามดิ้นรนหนีตายกันอลหม่าน บ้างก็ถูกอัดติดกับรั้วลูกกรง ขยับไปไหนไม่ได้ เหยียบกันตาย หายใจไม่ออก

เกมในสนามเพิ่งเริ่มได้ไม่นาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่โกลาหลอย่างมาก จนในที่สุดแมตช์นี้ดำเนินได้ไปแค่ 6 นาที ต้องยกเลิกการแข่งขัน จังหวะที่ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ยิงชนคาน คือช็อตสุดท้ายของเกม

เหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตทันทีในวันเกิดเหตุ 94 ราย แล้วเพิ่มเป็น 95 ในวันถัดมา และในปี 1993 แฟนบอลรายหนึ่ง ที่อาการโคม่า รักษาตัวมานานถึง 4 ปี ก็จบชีวิตลงเป็นรายที่ 96 บาดเจ็บกว่า 700 คน

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) ได้สั่งให้ทุกสโมสรในลีกสูงสุด เปลี่ยนอัฒจันทร์ที่ให้แฟนบอลยืนชม ให้เป็นที่นั่งทั้งหมด และต้องรื้อรั้วเหล็กที่กั้นสนามออกทั้งหมดด้วย

เก้าอี้สีแดง 96 ตัว ภายในอัฒจันทร์สนามเวสต์บรอมฯ ได้ติดตั้ง เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สียชีวิตเหตุการณ์ฮิลล์สโบโรห์ ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/ThailandLiverpoolFC/

ถูกใส่ร้าย… ตายทั้งเป็น ?

หลังเกิดเหตุร้ายที่สนามฮิลส์โบโร่ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชนบางราย ที่แสดงถึงความ “ไร้จรรยาบรรณ” ด้วยการโยนความผิดให้แฟนบอลลิเวอร์พูลว่า คือตัวต้นเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าวขึ้น

ในวันรุ่งขึ้น “เดอะ ซัน” สื่อดังของอังกฤษ พาดหัวตัวโตว่า “The Truth” พร้อมด้วยข้อความกล่าวโทษ 96 ศพ ดังต่อไปนี้

“Some fans picked pockets of victims.

Some fans urinated on the brave cops.

Some fans beat up PC giving kiss of life.”

แปลเป็นไทย ความว่า… “นี่คือความจริง พวกเขาขโมยทรัพย์สินพวกเดียวกันเองที่บาดเจ็บ, ทำร้ายและปัสสาวะใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ, พยายามจะเปลื้องผ้าศพหญิงสาวที่ถูกเหยียบย่ำ

พอแฟนบอลหงส์แดง และชาวเมืองลิเวอร์พูลได้รับรู้การนำเสนอข่าวแบบนั้น แน่นอนว่าพวกเขาโกรธแค้นเป็นทวีคูณ ตัวเองเป็นผู้เสียหาย แล้วยังถูกยัดเยียดว่าเป็นฝ่ายผิดอีก

กระทั่งในปี 2012 แฟนบอลลิเวอร์พูล ที่รอคอยความยุติธรรมมาแล้ว 23 ปี ก็เริ่มมีความหวัง เมื่อมีรายงานฉบับหนึ่ง ความยาว 400 หน้า ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก

ใจความสำคัญ อยู่ที่หน้า 394 ความว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ และนักการเมืองบางคน ได้โยนความผิดให้กับ 96 ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ว่าเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมอันน่าเศร้าทั้งหมด”

นั่นทำให้ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องออกมาขอโทษแฟนบอลลิเวอร์พูล ที่ปล่อยเรื่องนี้ให้เงียบหายไป พร้อมทั้งไม่มีการสอบสวนหาความจริง

นายคาเมรอน ยังยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ละเลยหน้าที่ และปล่อยให้แฟนบอลเข้าไปเกินความจุ จนทำให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจในครั้งนี้

ขณะที่ “เดอะ ซัน” ที่ถึงแม้จะออกมาแถลงขอโทษอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าเสียดาย ที่ชาวเมืองลิเวอร์พูล ปิดประตูล็อกตาย ไม่ต้อนรับสำนักข่าวแห่งนี้อีกตลอดไป

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://www.facebook.com/ThailandLiverpoolFC/

ความยุติธรรมที่กลับคืน

ครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ “ฮิลส์โบโร่” ได้เพียรพยายามต่อสู้เพื่อค้นหาความจริง และคืนความยุติธรรมให้กับผู้ล่วงลับทั้งหมด จนในที่สุดวันที่พวกเขารอคอยมาอย่างยาวนาน ก็มาถึงจนได้

เดือนเมษายน 2016 คณะลูกขุนในศาล ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ 7 ต่อ 2 ตัดสินให้ 96 ศพ ในเหตุการณ์ฮิลส์โบโร่ เป็นผู้บริสุทธิ์ สาเหตุเกิดจากความผิดพลาดของฝ่ายจัดการแข่งขัน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ผลการตัดสินของศาล ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูล รวมไปถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิต ต่างน้ำตาคลอยินดีที่พวกเขา “ปลดแอก” ได้เสียที หลังจากต้องต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมมานานถึง 27 ปี

ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2021 แอนดรูว์ เดอไวน์ แฟนบอลที่เข้าชมการแข่งขันที่ฮิลส์โบโร่ เสียชีวิตเป็นรายที่ 97 หลังจากได้รับบาดเจ็บที่สมองอย่างรุนแรง จนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกเลยนับจากนั้น

ทำให้สโมสรลิเวอร์พูล ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อบริเวณนอกสนามจาก 96 Avenue เป็น 97 Avenue พร้อมทั้งเปลี่ยนตัวเลขที่บริเวณท้ายทอยของเสื้อจาก 96 เป็น 97 ตั้งแต่ฤดูกาล 2022-23 เป็นต้นไป

ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ มีโปรแกรมพบกับลิเวอร์พูล ในเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 33 ปี ที่ทั้งคู่พบกันในรายการนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์ฮิลส์โบโร่

โดยสนามซิตี้ กราวน์​ รังเหย้าของฟอเรสต์ ได้จัดการเว้นว่างที่นั่งเอาไว้ 97 ที่ เพื่อ​ให้ดวงวิญญาณของแฟนบอลทั้ง 97 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์หายนะที่ฮิลส์โบโร่ ได้มาร่วมนั่งชมเกมลูกหนังที่พวกเขารัก

โศกนาฎกรรม “ฮิลส์โบโร่” ที่เกิดขึ้น ทำให้ได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นเหมือนแรงกระตุ้นที่ทำให้เกิดการจัดการต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพ และการรักษาความปลอดภัยในสนามที่เข้มงวดมากขึ้น

และอีกอย่างที่ต้องจารึกไว้คือ การไม่ยอมแพ้ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเป็นเวลาถึง 27 ปี ไม่ได้หมายถึงเพียงเพื่อคนที่จากไป แต่มันยังมีความหมายถึงคนที่ยังอยู่ด้วยเช่นกัน

You’ll Never Walk Alone…

Author : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Photo : BBC

อ้างอิง :

– https://www.bbc.com/news/uk-england-merseyside-58005871

https://www.bbc.com/news/uk-england-nottinghamshire-60812866

Categories
Special Content

ของขวัญจากฟากฟ้า : “โอบาเมยอง” จิ๊กซอว์ที่เข้ากับบาร์เซโลน่าอย่างลงตัว

ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง ศูนย์หน้าทีมชาติกาบอง เหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้บาร์เซโลน่า บุกถล่มเรอัล มาดริด ขาดลอยเหลือเชื่อ 4 – 0 ในลาลีกา สเปน แมตช์ “เอล กลาซิโก้” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 

โอบาเมยอง ลงสนามไปเพียงแค่ 11 นัด รวมทุกรายการ แต่ทำไปแล้วถึง 9 ประตู กลายเป็นความหวังใหม่ในแนวรุกบาร์เซโลน่า ภายใต้การคุมทีมของซาบี้ เอร์นานเดซ อดีตตำนานมิดฟิลด์ของสโมสร

จากแข้งไร้วินัยกับอาร์เซน่อล ดาวเตะวัย 33 ปี กลับคืนสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมกับบาร์ซ่าได้อย่างไร วันนี้เพจ “ไข่มุกดำ” จะมาขยายให้ฟังกันครับ

ภาพจาก : https://web.facebook.com/fcbarcelona

เคยเกือบที่จะเลิกเล่นฟุตบอล

ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง เกิดที่ลาวัล ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส ในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพในลีกแดนน้ำหอม และเคยเป็นอดีตกัปตันทีมชาติกาบองอีกด้วย

โอบาเมยอง ได้เริ่มต้นอาชีพนักเตะกับสโมสรระดับท้องถิ่นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เจ้าตัวเคยมีความคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอล เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสภาพร่างกาย

“สมัยที่เป็นเด็ก ผมเล่นตำแหน่งปีกมากกว่ากองหน้า เพราะผมเป็นคนที่วิ่งเร็ว แต่พออายุได้ 15-16 ปี ผมมีปัญหาบางอย่างที่หัวเข่า จึงไม่สามารถวิ่งได้เร็วเหมือนเมื่อก่อนได้”

“ผมต้องห่างจากฟุตบอลอยู่พักหนึ่ง และมีความคิดที่จะเลิกเล่นฟุตบอล แต่ยังฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อรอโอกาสอย่างอดทน ใช้เวลารอคอยถึง 6 เดือนก็ได้กลับมาเป็นนักฟุตบอลอีกครั้ง”

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในทีมเยาวชนในฝรั่งเศสนานถึง 12 ปี โอบาเมยองก็ได้รับประสบการณ์ใหม่กับทีมเยาวชนของเอซี มิลาน แต่ไม่ได้ลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ถูกปล่อยยืมตัวให้กับลีลล์, ดิฌง และโมนาโก

ต่อมาในปี 2011 โอบาเมยองย้ายกลับไปค้าแข้งในลีกบ้านเกิด กับแซงต์ เอเตียน คว้าแชมป์เฟรนช์ ลีก คัพ ปี 2013 ก่อนที่จะไปผจญภัยในเยอรมนี กับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ในปี 2017

ส่วนการรับใช้ทีมชาติ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง มีทางเลือกทั้งฝรั่งเศส, สเปน ตามสัญชาติของคุณแม่ แต่ท้ายที่สุดเจ้าตัวตัดสินใจเลือกเล่นให้กาบอง ตามสัญชาติของคุณพ่อ

ภาพจาก : https://web.facebook.com/fcbarcelona

ปัญหาเรื่องวินัยที่อาร์เซน่อล

หลังจากผ่านประสบการณ์ค้าแข้งในลีกเอิง ฝรั่งเศส และบุนเดสลีกา เยอรมนี ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง ก็ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมอาร์เซน่อล ในช่วงเดือนมกราคม 2018 ด้วยค่าตัว 56 ล้านปอนด์

เมื่อย้ายมาอยู่ในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมได้ไม่นาน โอบาเมยองก็แสดงให้เห็นถึงการเป็นหนึ่งในดาวยิงที่ทำผลงานดีสุดในพรีเมียร์ลีก ด้วยการยิงไปถึง 6 ประตู จากการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก 7 นัดแรก

ภาพจาก : https://web.facebook.com/Arsenal

โอบาเมยอง เป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่อยู่ภายใต้การทำงานของผู้จัดการทีม 3 คน ทั้งอาร์แซน เวนเกอร์, อูไน เอเมรี่ และกุนซือคนปัจจุบันอย่างมิเกล อาร์เตต้า ที่เข้ามารับหน้าที่ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2019

อาร์เซน่อลในยุคของอาร์เตต้า ถือเป็นช่วงเวลาที่โอบาเมยองโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุด และมักจะทำประตูสำคัญพาทีมคว้าแชมป์ถึง 2 รายการ ทั้งเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศกับเชลซี และคอมมูนิตี้ ชิลด์ กับลิเวอร์พูล

หลังจากคว้าแชมป์คอมมูนิตี้ ชิลด์ โอบาเมยองประกาศต่อสัญญาฉบับใหม่กับ “เดอะ กันเนอร์ส” โดยมีผลจนถึงปี 2023 ซึ่งอาร์เตต้า เป็นคนสำคัญที่เกลี้ยกล่อมให้เขาตัดสินใจอยู่ค้าแข้งที่ลอนดอนต่อไป

แต่ทว่า สิ่งที่ทำให้อาชีพนักฟุตบอลของโอบาเมยองมีปัญหา คือเรื่องของความประพฤติที่ไม่เหมาะสม เขามีประวัติด้านลบติดตัวมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะดอร์ทมุนด์ และก็ยังทำแบบเดิมกับอาร์เซน่อล

ในเกมนอร์ท ลอนดอน ดาร์บี้กับสเปอร์ส เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว โอบาเมยองมาถึงสนามเป็นคนสุดท้าย จึงถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง และหลังจากจบเกมที่อาร์เซน่อลชนะ 2 – 1 เขาก็กลับออกไปเป็นคนแรก

หรือเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โอบาเมยองถูกอาร์เตต้าตัดชื่อออกจากทีมหลายนัด แถมถูกปลดจากตำแหน่งกัปตันทีมด้วย หลังจากเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่ฝรั่งเศส แต่กลับมาไม่ทันตามกำหนด

ภาพจาก : https://web.facebook.com/Arsenal

นอกจากนี้ โอบาเมยองยังหลุดจากทีมชาติกาบอง ชุดสู้ศึกแอฟริกัน เนชันส์ คัพ เมื่อเดือนที่แล้ว ท่ามกลางข่าวลือที่ว่าเขาหนีเที่ยวระหว่างอยู่ในแคมป์ทีมชาติ และเมากลับมาจนมีเรื่องกับพนักงานโรงแรม

และท้ายที่สุด อาร์เซน่อลตัดสินใจยกเลิกสัญญากับปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยองที่เหลืออยู่ 18 เดือน เพื่อเปิดทางในการย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า ทันเวลาเส้นตายของตลาดนักเตะหน้าหนาวที่ผ่านมา

ของขวัญที่ส่งมาจากสววรค์

เมื่อปี 2016 ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า สักวันหนึ่งเขาจะได้เล่นให้กับทีมชั้นนำของลาลีกา สเปน และในที่สุดฝันของเขาเป็นจริงแล้วในการย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า

โอบาเมยอง ลงเล่นเพียงไม่กี่นัดก็โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม เริ่มจากเหมาแฮตทริก ในนัดที่บุกถล่มบาเลนเซีย 4 – 1 ต่อด้วยยิงใส่แอธเลติก บิลเบา กับโอซาซูน่า ทีมละ 1 ประตู ในเกมที่จบลงด้วยชัยชนะ 4 – 0 ทั้ง 2 นัด

ภาพจาก : https://web.facebook.com/fcbarcelona

สำหรับนัดที่เอาชนะบาเลนเซียถึงเมสตาย่านั้น โอบาเมยอง สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะคนแรกในศตวรรษที่ 21 ที่ทำแฮตทริกได้กับสโมสรใน 4 ลีกใหญ่ของยุโรป (อังกฤษ, เยอรมัน, ฝรั่งเศส และสเปน)

ส่วนนัดที่ถล่มโอซาซูน่า โอบาเมยอง เป็นนักเตะคนแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ยิง 5 ประตู จาก 6 นัดแรกในลาลีกา ซาบี้ เอร์นานเดซ กุนซือของบาร์ซ่า ได้กล่าวหลังจบเกมว่า “เขาคือของขวัญจากสวรรค์ที่ตกอยู่ในมือของเรา”

“เขาปรับตัวเข้ากับทุกอย่างที่นี่ได้เร็วเหลือเชื่อ ผลงานในสนามก็ยอดเยี่ยมสุด ๆ ทั้งมีอิทธิพลในทีมอย่างสูง แถมยิงประตูได้ดีด้วย ผมมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับนักเตะระดับโลกแบบเขา”

นอกจากนี้ อดีตแข้งอาร์เซน่อลยังทำประตูได้ในยูโรป้า ลีกด้วย โดยยิง 1 ประตูในนัดที่บุกชนะนาโปลี4 – 2 และยิงประตูชัยในนัดที่บุกชนะกาลาตาซาราย 2 – 1 ช่วยให้บาร์ซ่า ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

และล่าสุด ในเกม “เอล กลาซิโก้” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ดาวเตะชาวกาบองวัย 33 ปี ทำคนเดียว 2 ประตู และ 1 แอสซิสต์ ช่วยให้เจ้าบุญทุ่ม บุกไปถล่มราชันชุดขาว ถึงซานติอาโก้ เบอร์นาเบว 4 – 0

เมื่อโอบาเมยองทำประตูได้ เขามักจะฉลองด้วยการตีลังกา ซึ่งท่าดีใจของเขานั้น ได้แบบอย่างมาจากฮูโก้ ซานเชซ สุดยอดตำนานดาวยิงจอมตีลังกาทีมชาติเม็กซิโก ซึ่งเป็นนักเตะคนโปรดของคุณปู่ของเขา

ภาพจาก : https://web.facebook.com/fcbarcelona

โอบาเมยอง ถือเป็นความหวังใหม่ในแนวรุกอย่างแท้จริง หลังลงสนามให้กับบาร์ซ่าไปเพียงแค่ 11 นัดรวมทุกรายการ แต่ยิงไปแล้วถึง 9 ประตู กลายเป็นขวัญใจของแฟนๆ อาซุลกราน่าอย่างรวดเร็ว

การเข้ามาของโอบาเมยอง ทำให้ซาบี้ เอร์นานเดซ เหมือนที่จะค้นพบจุดที่ลงตัวมากขึ้น ทีมเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอย ถึงแม้จะต้องใช้เวลาพอสมควร แต่บาร์ซ่าในฤดูกาลหน้าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแน่นอน

ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมยอง กำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดี หลังจากอดีตที่เลวร้ายกับอาร์เซน่อลได้ผ่านไปแล้ว แน่นอนว่าแฟนๆ บาร์เซโลน่า ย่อมหวังว่าตัวเขาจะรักษาวินัย และผลงานที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ไปเรื่อยๆ

Author : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Photo : talkSPORT

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3160192/2022/03/14/aubameyang-at-barcelona-the-gift-from-heaven-that-perfectly-fits-xavis-tactical-evolution/

– https://theathletic.com/2449417/2021/03/15/aubameyang-drove-away-in-ferrari-as-arsenal-team-mates-warmed-down-after-spurs-win/

https://www.arsenal.com/news/pierre-emerick-aubameyang-my-own-words

Categories
Special Content

แรงน้อยแต่ใจใหญ่ : “หลุยส์ ดิอาซ” นักเตะผอมแห้งสู่ดาวดวงใหม่ของลิเวอร์พูล

หลุยส์ ดิอาซ ปีกทีมชาติโคลัมเบียวัย 25 ปี ประเดิมลงสนามนัดแรกให้กับลิเวอร์พูลเป็นที่เรียบร้อย โดยถูกเปลี่ยนลงมาเป็นสำรองในเกมเอฟเอ คัพ ที่เอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 3 – 1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่กว่าจะถึงวันนี้ ดิอาซต้องต่อสู้กับรูปร่างที่ผอมแห้ง เนื่องจากในวัยเด็กมีภาวะขาดสารอาหาร แต่สามารถพิสูจน์ตัวเอง จนกลายเป็นนักเตะที่ได้ร่วมงานกับหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ

แล้วเส้นทางสู่การเป็นนักฟุตบอลของดิอาซเป็นอย่างไร ? วันนี้เพจ “ไข่มุกดำ” จะมาขยายให้ฟังกันครับ

เติบโตในเมืองที่แร้นแค้น

หลุยส์ ดิอาซ เกิดที่เมืองบาร์รานกาส ที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของโคลัมเบีย ติดชายแดนเวเนซูเอลา ครอบครัวของเขาเป็นชนเผ่าวายู ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ชีวิตในวัยเด็กของดิอาซต้องเผชิญกับความแร้นแค้น เพราะในพื้นที่นั้นถือเป็นพื้นที่ที่เกิดภาวะขาดแคลนสารอาหารในอันดับต้น ๆ ของประเทศ มีเด็ก ๆ เสียชีวิตจากภาวะดังกล่าวหลายพันคน.ซึ่งสาเหตุที่เมืองบาร์รานกาส เป็นเมืองที่ยากไร้ด้านอาหาร เนื่องจากมีเหมืองถ่านหินเซร์เรโอน ที่ปล่อยมลพิษออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้เด็ก ๆ ที่อาศัยในย่านนั้นได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นทำให้ดิอาซมีร่างกายที่ผอมแห้ง เนื่องจากขาดสารอาหาร แต่กลับได้เข้าสู่เส้นทางนักเตะแบบคาดไม่ถึง เพราะไปเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลระหว่างชนเผ่าพื้นเมือง เมื่อปี 2015 ขณะมีอายุ 17 ปี

และถือเป็นความโชคดีของดิอาซ ที่ฟอร์มการเล่นของเขาไปเข้าตาคาร์ลอส วัลเดอร์ราม่า สุดยอดดาวเตะตำนานหัวฟู ทีมชาติโคลัมเบีย ที่ได้เข้ามาชมการแข่งขันในทัวร์นาเมนท์ดังกล่าวด้วย

ถึงแม้ว่าศึกลูกหนังชนเผ่าในครั้งนั้น โคลัมเบีย ทีมของดิอาซ จะแพ้ปารากวัยในนัดชิงชนะเลิศ แต่ถือเป็นใบเบิกทางครั้งสำคัญในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

เส้นทางในระดับอาชีพ

ไม่น่าเชื่อว่า จากเด็กที่มีภาวะขาดสารอาหาร และแทบจะไม่ค่อยได้ออกจากหมู่บ้าน แต่หลุยส์ ดิอาซ ก็ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆ อีกทั้งแสดงความสามารถออกมาให้ทุกคนเห็น จนได้มาเป็นนักฟุตบอลอาชีพสมความตั้งใจ

สโมสรแรกของดิอาซในระดับอาชีพคือ บาร์รานกีย่า ทีมระดับดิวิชั่น 2 ของโคลัมเบีย แต่สิ่งที่เขาต้องทำเป็นอย่างแรกคือ เข้าโปรแกรมเพิ่มน้ำหนักขึ้นอีก 10 กิโลกรัม เพื่อให้สามารถรับมือการปะทะกับนักเตะทีมคู่แข่ง

เมื่อร่างกายค่อยๆ เข้าที่ ดิอาซก็โชว์ฟอร์มอย่างโดดเด่น ลงเล่น 34 นัด ทำได้ 3 ประตู จนได้รับโอกาสให้ไปค้าแข้งกับสโมสรที่ใหญ่ขึ้นอย่างแอตเลติโก จูเนียร์ ทีมในลีกสูงสุดอีก 2 ปี ลงเล่น 67 นัด ทำได้ 15 ประตู

ด้วยฝีเท้าที่จัดจ้านของดิอาซ ทำให้เจ้าตัวได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในยุโรป และเป็นปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่แห่งลีกโปรตุเกส ที่ได้ตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเพียงแค่ 7 ล้านยูโร เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019

2 ฤดูกาลครึ่งกับปอร์โต้ ดิอาซโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง ทำได้ 41 ประตู 20 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 125 นัดรวมทุกรายการ ทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายของหลายทีมยักษ์ใหญ่ในระดับท็อปลีกของยุโรป

ส่วนผลงานกับทีมชาติโคลัมเบีย ลงเล่น 33 นัด ยิง 7 ประตู ผลงานสร้างชื่อคือโคปา อเมริกา ปี 2021 ที่ยิงได้ 4 ประตู ครองตำแหน่งดาวซัลโวประจำรายการร่วมกับลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติอาร์เจนติน่า

สไตล์การเล่นของดิอาซ เป็นปีกที่เล่นได้ดีทั้งเท้าซ้ายและขวา มีความคล่องตัวสูง พาบอลทะลุทะลวงเจาะเกมรับคู่แข่ง อีกทั้งสามารถทำประตูได้ในทุกระยะ และกลายเป็นนักเตะใหม่ของลิเวอร์พูลในปัจจุบัน

ยินดีต้อนรับสู่อังกฤษ

เจอร์เก้น คล็อปป์ นำลิเวอร์พูลพบกับปอร์โต้ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาลนี้ และประทับใจฟอร์มการเล่นของหลุยส์ ดิอาซ จึงตัดสินใจดึงตัวมาในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา ด้วยค่าตัว 37 ล้านปอนด์

แต่สำหรับแฟนบอลของปอร์โต้แล้ว ด้วยศักยภาพของเขาที่มีอยู่เต็มเปี่ยม มันควรจะได้ค่าตัวที่มากกว่านี้ ซึ่งยูริโก้ โกเมส อดีตตำนานนักเตะปอร์โต้ ถึงกับออกมาบอกว่า “ลิเวอร์พูลซื้อดิอาซไปในราคาที่ถูกแบบเหลือเชื่อ”

ในที่สุด โอกาสของดิอาซในการลงเล่นกับลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรกก็มาถึง ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 4 ที่เปิดบ้านพบกับคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนเคอร์ติส โจนส์ ในนาทีที่ 58

และเพียงแค่นัดแรก ดาวเตะชาวโคลัมเบียคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ก็แสดงถึงความมุ่งมั่นออกมาให้เห็น ด้วยการวิ่งหาช่องจนมีส่วนร่วมกับประตู 2 – 0 ของทาคุมิ มินามิโนะ ในนาทีที่ 68 หรือ 10 นาทีหลังจากได้ลงสนาม

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายเกม ดิอาซขึ้นแย่งโหม่งกับกองหลังคาร์ดิฟฟ์ แล้วจังหวะที่ลงพื้นนั้น ถูกนักเตะคู่แข่งย่ำที่ต้นขา แต่โชคดีที่ไม่เจ็บมาก ทำเอาเจอร์เก้น คล็อปป์ ถึงกับกล่าวติดตลกว่า “ยินดีต้อนรับสู่ประเทศอังกฤษ !”

เรื่องราวของหลุยส์ ดิอาซ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนที่มีอุปสรรคด้านร่างกาย แต่มีความฝันที่จะเป็นนักฟุตบอล และเขาได้เริ่มต้นการเรียนรู้สำหรับการต่อสู้กับหนึ่งในลีกฟุตบอลที่โหดหินอย่างพรีเมียร์ลีกแล้ว

✍ : จักรพันธ์ ภู่ทอง

📷 : 101 Great Goals

อ้างอิง : https://www.telegraph.co.uk/…/luis-diaz-went…/

#ไข่มุกดำ

#KMDFeature

#Liverpool

#หลุยส์ดิอาซ

Categories
Football Business

8 ทศวรรษผู้ยิ่งใหญ่ : 8 พิมพ์เขียว “เซอร์อเล็กซ์” เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

31 ธันวาคม 2021 เป็นวันที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตตำนานผู้จัดการทีมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 80 ปี กับการทำงาน 27 ปี และความสำเร็จ 38 โทรฟี่ ที่ทำไว้กับ “ปิศาจแดง” จากวันแรกที่เข้ามาซ่อมและสร้างทีมจนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันสุดท้ายของการคุมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผู้คนทั่วโลก ต่างยกย่องสรรเสริญในความยอดเยี่ยมของยอดกุนซือเลือดสกอตรายนี้

และเนื่องในวาระพิเศษแบบนี้ ขอนำเสนอเรื่อง “พิมพ์เขียว” ของเซอร์อเล็กซ์ ในการบริหารงานให้ประสบความสำเร็จ 8 ข้อ ที่ถูกนำไปถ่ายทอดที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2012 มาฝากกัน

1. เริ่มต้นจากรากฐาน

สิ่งแรก ๆ ที่เซอร์อเล็กซ์ลงมือทำตั้งแต่เริ่มงานคุมยูไนเต็ด คือการสร้างรากฐานเพื่อให้เป็นแผนงานระยะยาวของสโมสร ทั้งการปรับโครงสร้างปลุกปั้นนักเตะเยาวชน และจ้างทีมแมวมองตระเวนออกค้นหานักเตะที่ฉายแววเก่งเข้ามา

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “Class of 92” ที่มีทั้งเดวิด เบ็คแฮม, ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์, แกรี่ เนวิลล์, นิคกี้ บัตต์ และฟิล เนวิลล์ขึ้นมาสร้างความสำเร็จ และต่อยอดความยิ่งใหญ่ที่ยาวนานตลอดช่วงยุคทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา

“ความคิดแรกของผู้จัดการทีมคนใหม่ 99% คือการทำทีมให้ชนะในเกม เพื่อความอยู่รอด ดังนั้นพวกเขาจึงนำผู้เล่นที่มีประสบการณ์เข้ามา มันคือเรื่องพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะเราอยู่ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลการแข่งขัน” “ในบางสโมสร ถ้าคุณแพ้สัก 3 นัด คุณโดนไล่ออกแล้ว แต่การชนะเกมเป็นเรื่องของผลงานระยะสั้น นัดต่อมาคุณอาจจะแพ้แล้วก็ได้ ส่วนการสร้างรากฐานจะทำให้เกิดความมั่นคงและสม่ำเสมอ”

2. กล้าที่จะสร้างทีมขึ้นใหม่

แม้จะยืนระยะประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน แต่เซอร์เฟอร์กี้่ ก็ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาทีมขึ้นใหม่อยู่เรื่อย ๆ นั่นหมายถึง การบริหารที่จำเป็นต้องใช้ทักษะของการตัดสินใจในเรื่องของขุมกำลังภายในทีม

แน่นอนว่า เขายินดีที่จะแบกรับความเสี่ยงในการปั้นนักเตะรุ่นใหม่ขึ้นมา ทว่าก็ไม่ลังเลที่จะขายนักเตะในช่วงที่ยังเหลือระยะค้าแข้งระดับสูงอยู่ออกไป ก็สามารถทำเงินเข้าสโมสรได้เป็นกอบเป็นกำ

“ผมเชื่อว่าวงจรของทีมที่ประสบความสำเร็จจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี หลังจากนั้นมันต้องเปลี่ยน ฉะนั้นจึงพยายามมองภาพทีมล่วงหน้าไป 3 หรือ 4 ปีข้างหน้า และทำการตัดสินใจอย่างเหมาะสม”

“สิ่งที่ยากที่สุดคือปล่อยนักเตะที่เคยยอดเยี่ยมมาก ๆ ออกไป แต่หลักฐานทั้งหมดอยู่บนสนาม ถ้าคุณมองเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแง่ลบ คุณก็ต้องถามตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เช่นอีกสองปีข้างหน้า”

3. ตั้งมาตรฐานให้สูงเข้าไว้

สิ่งที่เซอร์อเล็กซ์เน้นย้ำมาโดยตลอด คือนอกจากการสร้างทักษะและเทคนิคเชิงฟุตบอลแล้ว ยังต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้นักเตะสร้างสิ่งที่ดีกว่า และ “ไม่ยอมแพ้” ซึ่งก็มีความหมายเดียวกับการสร้างความเป็นผู้ชนะนั่นเอง

เขาได้ถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้ลงสู่นักเตะ และในช่วงเวลาหลายปีของการซึมซับ นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีธรรมชาติของการไม่ยอมรับต่อ “ความไม่พยายามสู้” ที่เกิดขึ้นในตัวเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็นดาวเด่นมาจากไหนก็ตาม

“ผมต้องยกระดับความคาดหวังของผู้เล่น พวกเขาต้องไม่ยอมแพ้ ผมพูดอยู่เสมอว่า การทำงานหนักตลอดชีวิตคือพรสวรรค์ แต่ผมคาดหวังมากกว่านั้นจากนักเตะชั้นนำ และพวกเขาก็ทำ พวกเขาพร้อมที่จะทำงานหนักขึ้นเสมอ”

“ซูเปอร์สตาร์ที่มีอีโก้อาจไม่ใช่ปัญหาอย่างที่ใคร ๆ คิด เพราะพวกเขามีความกระหายในชัยชนะอย่างแรงกล้า ความหมายคือพวกเขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ พวกเขาตระหนักดีว่าการเป็นนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องง่าย”

4. อย่าเสียอำนาจการปกครอง

หนึ่งในส่วนสำคัญของการสร้างมาตรฐานระดับสูง ก็คือการสร้างระเบียบวินัย เฟอร์กูสันไม่เกรงกลัวที่จะเนินการขั้นเด็ดขาดกับใครก็ตามที่ล่วงละเมิดกฎ ความผิดเล็ก ๆ อาจแค่ปรับเงิน แต่ถ้าหนักกว่านั้น ก็เชิญออกไปได้เลย

นักเตะดังทั้งยาป สตัม, เดวิด เบ็คแฮม, รอย คีน หรือแม้กระทั่งรุด ฟาน นิสเตอรอย ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เซอร์อเล็กซ์ ตอบสนองกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยเวลาให้ล่าช้าจนสายเกินการณ์

“คุณอย่าเสียการปกครองเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องจัดการกับนักเตะอาชีพ 30 คน ที่ล้วนแต่เป็นดาวดัง ถ้าใครบางคนต้องการทดสอบผม อยากท้าทายกฎเกณฑ์ของผม ก็มาเลย ผมพร้อมเสมอ” “ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ถูกควบคุมโดยบรรดาผู้เล่น ยูไนเต็ดก็จะไม่เป็นยูไนเต็ดอย่างที่เรารรู้จักกันอีกต่อไป ผมก็บอกตัวเองไว้อยู่แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ใครมามีอำนาจเหนือผม นั่นคือสิ่งสำคัญ”

5. มีศิลปะในการสื่อสาร

เมื่อถึงเวลาที่ต้องพูดกับนักเตะในบางเรื่อง เซอร์อเล็กซ์จะกองอำนาจบารมีเอาไว้ข้าง ๆ แล้วพยายามสื่อความอย่างเข้าอกเข้าใจในตัวนักเตะ และจะทำเป็นการส่วนตัวเสมอ ไม่มีการตำหนินักเตะออกสื่อโดยเด็ดขาด

ในระหว่างการซ้อม เฟอร์กี้และผู้ช่วยของเขาจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างบรรยากาศในแง่บวก แม้ภาพจำของกุนซือชาวสกอตต์คือความเกรี้ยวกราดในช่วงพักครึ่งเวลาของแต่ละแมตช์ รวมถึงการประชุมทีมหลังจบเกมก็ตาม

“ไม่มีใครชอบโดนตำหนิ และมีไม่กี่คนที่จะดีขึ้นได้หลังโดนตำหนิ ดังนั้นผมจึงพยายามให้กำลังใจเต็มที่เมื่อผมทำได้ ในบางแง่ นักเตะก็เหมือนคนธรรมดา มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ยินคำชื่นชม ไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์คำพูดอะไร”

“แต่ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดเมื่อนักเตะไม่อาจตอบสนองความคาดหวังได้ การตำหนิจะเป็นสิ่งสำคัญในตอนนั้น และผมจะทำมันหลังจบเกมทันที แต่จบแล้วคือจบกัน หลังจากนั้นคือการโฟกัสไปที่เกมหน้าเลย”

6. จงเตรียมพร้อมที่จะชนะ

คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งสำหรับแมนฯ ยูไนเต็ดยุคเศอร์เฟอร์กี้ คือความตายยาก หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เฟอร์กี้ ไทม์” ใช้เวลาอึดใจสุดท้ายของการแข่งขันเปลี่ยนจากแพ้เป็นเสมอ จากเสมอเป็นชนะอยู่หลายเกม

ในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์มากกว่า 10 ซีซั่น ยูไนเต็ดมีสถิติดีกว่าทีมอื่นในการคว้าชัยชนะ หากพวกเขาผ่านครึ่งแรกด้วยผลเสมอ หรือเข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้ายด้วยผลเสมอ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการเตรียมความพร้อมไว้ก่อนแล้ว

“ชัยชนะคือธรรมชาติของผม ผมได้กำหนดมาตรฐานของผมเอาไว้เป็น ผมคาดหวังถึงชัยชนะในทุกเกม ผมมั่นใจว่านักเตะทุกคนของผมเตรียมพร้อมกันมาแล้ว และพร้อมเสมอในการโชว์ฟอร์ม เพราะทุกสิ่งได้ตระเตรียมกันมาแล้วก่อนที่จะลงสนาม”

“พยายามมองแง่บวกและพร้อมรับความเสี่ยง นี่คือสไตล์ของเรา เราลงสนามไปเพื่อเอาชนะ เราพร้อมทำทุกอย่างใน 15 นาทีสุดท้าย คุณอาจจะโดนยิงเพิ่มจากเกมโต้กลับ แต่รสชาติของชัยชนะเมื่อคุณกำลังจะแพ้ คือความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก”

7. สังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา

แม้หน้าที่ในการคุมนักเตะกลางสนามซ้อมจะเป็นของผู้ช่วย แต่เซอร์อเล็กซ์ก็แทบไม่เคยขาดการซ้อม ในฐานะผู้สังเกตการณ์” ซึ่งเขามองว่าสิ่งนี้ช่วยให้สามารถประเมินฟอร์มการเล่นของนักเตะได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

“การสังเกตการณ์คือส่วนสุดท้ายในโครงสร้างการจัดการของผม มันไม่ได้ทำให้ผมสูญเสียการควบคุม การแสดงตนและความสามารถในการดูแลทีมของผมยังคงอยู่เสมอ และสิ่งที่คุณได้รับจากการเฝ้ามองก็มีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อ”

“มันกลายเป็นส่วนสำคัญของทักษะการจัดการของผมไปแล้ว ความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คุณไม่คาดหวังว่าจะได้เห็น”

8. อย่าหยุดที่จะปรับตัว

27 ปีของการทำงานกับแมนฯ ยูไนเต็ด โลกฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปหลายต่อหลายครั้ง การปรับตัวให้ทันกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งยากกว่าสำหรับสโมสรที่รักษามาตรฐานสูงเอาไว้ร่วม 20 ปี

“มีเจ้าของทีม เงินทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา และนั่นก็นำมาซึ่งแรงกดดันมหาศาลสำหรับคนเป็นผู้จัดการทีม ผู้เล่นทุกวันนี้มีชีวิตท่ามกลางสปอตไลท์ และเปราะบางมากกว่านักเตะในยุคอดีต”

“ผมไม่สามารถอยู่นิ่งไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรได้ เราเป็นสโมสรที่ต้องการความสำเร็จ และผมพร้อมพัฒนาในทุกสิ่ง ผมทำงานอย่างหนักในทุกวัน งานของผมคือการสร้างโอกาสที่ดีที่สุดเพื่อชัยชนะ นั่นคือสิ่งที่ผลักดันผมเสมอมา”

จากพิมพ์เขียวทั้ง 8 ข้อ สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต และการบริหารในองค์กรต่าง ๆ ในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยึดติดความสำเร็จในอดีต คือสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง

นี่คือบทเรียนชีวิตของยอดคนอย่างเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สั่งสมประสบการณ์ชีวิตมาถึงอายุ 80 ปี และในตำแหน่งผู้จัดการทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ

Author : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Photo : Daily Mail

อ้างอิง : https://hbr.org/2013/10/fergusons-formula

#ไข่มุกดำ
#KMDFeature
#KMDFootballBusiness
#เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสัน
#แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

Categories
Special Content

สะเทือนใจแห่งปี 2021 : “อิริคเซ่น-กุน” นาทีชีวิตที่เกือบเป็นโศกนาฏกรรม

ปี 2021 ที่กำลังจะผ่านไป มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย และอยู่ในความทรงจำของแฟนฟุตบอลทั่วโลก ทั้งเรื่องที่น่ายินดีจากความสำเร็จ และเรื่องที่น่าเศร้าที่คนในวงการลูกหนังต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่เหตุการณ์ที่ช็อกความรู้สึกและน่าสะเทือนใจของผู้คน เป็นเหตุการณ์ที่ดาวเตะดังทั้งคริสเตียน อิริคเซ่น และเซร์คิโอ กุน อเกวโร่ ที่เกิดอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ทำให้อาชีพนักฟุตบอลถึงกับต้องสะดุด

วันนี้เพจ “ไข่มุกดำ” จะมาถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ 2 นักเตะในปีนี้ให้ฟังกันครับ

อันตรายที่ไร้สัญญาณเตือนภัย

ไม่น่าเชื่อว่าอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จะเกิดขึ้นกับนักฟุตบอลอาชีพ ถึงแม้ว่าคนกลุ่มนี้จะมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ วิ่งได้ตลอด 90 นาที (หรือมากกว่านั้น) แต่กลับมีเคสนักเตะล้มลงด้วยอาการนี้ร่วมร้อยราย

ภาวะหัวใจหยุดเต้นฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest : SCA) คือภาวะที่หัวใจไม่สามารถส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้เพียงพอ เพราะมีปัญหาในระบบไฟฟ้าที่กำกับระบบจังหวะการเต้นของหัวใจ ความน่ากลัวของ SCA คือ เกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน แล้วเวลาเกิดขึ้นจะมาแบบเฉียบพลัน ทำให้ไม่มีโอกาสเตรียมตัว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาการเต้นของหัวใจผิดจังหวะ จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้อื่น

นักฟุตบอลที่มีโอกาสเกิดภาวะ SCA ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มที่มีความผิดปกติของหัวใจตั้งแต่กำเนิด โดยความผิดปกติเกิดขึ้นใน 2 ส่วนหลัก ๆ คือ หัวใจหนาผิดปกติแต่กำเนิด และเส้นเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

หัวใจหนาผิดปกติแต่กำเนิด คือการเหนี่ยวนำไฟฟ้าของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ จนนำไปสู่การทำงานของหัวใจที่ผิดปกติ จะเกิดขึ้นได้ช่วงที่มีการออกกำลัง

ส่วนเส้นเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด คือการที่เลือดเดินช้ากว่าปกติ ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ไม่พอ จนเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

บทเรียนจากอดีตที่ช่วยคนรุ่นหลัง

อาการหัวใจวายเฉียบพลัน ในอดีตถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็เลยไม่มีวิธีรับมือกับสถานการณ์นั้น แน่นอนว่าต้องแลกกับการสูญเสียชีวิตของนักฟุตบอล แต่ก็นำไปสู่การปฏิวัติครั้งสำคัญในวงการลูกหนัง

เคสแรกๆ ของกรณีหมดสติกลางสนามฟุตบอลแบบที่ไม่มีใครคาดคิด ก็จะนึกถึง มาร์ค-วิเวียน โฟเอ้ อดีตกองกลางทีมชาติแคเมอรูน ที่ลงเล่นฟุตบอลฟีฟ่า คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ รอบรองชนะเลิศ เมื่อปี 2003

ในแมตช์ดังกล่าว อยู่ดี ๆ โฟเอ้ ก็ล้มลงกลางสนามแบบไปดื้อ ๆ โดยที่ไม่มีใครอยู่รอบข้างตัวเขาเลย ทีมแพทย์เข้ามาปั๊มหัวใจ ก่อนส่งโรงพยาบาล ใช้เวลากู้ชีพอยู่นานประมาณ 45 นาที แต่ไม่เป็นผล เสียชีวิตในที่สุด

จากเหตุการณ์ที่โฟเอ้เสียชีวิตคาสนาม นั่นทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ตัดสินใจครั้งสำคัญ ยกเครื่องด้านการแพทย์ใหม่ทั้งหมด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในสนามฟุตบอลได้ตลอดเวลา

ในปี 2012 ก็มีเหตุการณ์ที่ฟาบริซ มูอัมบ้า กองกลางของโบลตัน วันเดอเรอร์ส ล้มลงบนพื้นสนาม ระหว่างเกมเอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และผู้ชมที่รับชมการถ่ายทอดสด ซึ่งในเคสนี้ ทุกคนที่อยู่ในสนาม ต่างทราบว่า มูอัมบ้าแสดงอาการว่าอาจเป็น SCA ทำให้บรรดาผู้เกี่ยวข้องข้างสนามตัดสินใจตอบสนองในทันที ซึ่งเจ้าตัวเป็นเจ้าชายนิทรานานถึง 78 นาที ก่อนที่จะรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์

หลังจากเผชิญเหตุการณ์นาทีชีวิตดังกล่าว มูอัมบ้า ตัดสินใจแขวนสตั๊ดทันที หลังจากได้รับคำแนะนำจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่า ร่างกายของเขาไม่อาจกลับมาเล่นฟุตบอลในระดับเดิมได้อีกแล้ว

มาถึงกรณีของคริสเตียน อิริคเซ่น ที่ล้มลงหมดสติ ระหว่างช่วยทีมชาติเดนมาร์ก ทำศึกยูโร 2020 นัดแรก ที่พบกับทีมชาติฟินแลนด์ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำเอาผู้คนทั่วโลกถึงกับช็อก และภาวนาไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นเหมือนในอดีต

นับเป็นความโชคดีของอิริคเซ่น ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เนื่องจากเดนมาร์ก ถือเป็นประเทศที่มีพื้นฐานการช่วยชีวิตแบบ CPR ที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก เนื่องจากได้มีการปลูกฝังเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

โดยรัฐบาลเดนมาร์ก ได้บรรจุหลักสูตรการทำ CPR ให้กับประชาชนชาวเดนมาร์ก มาตั้งแต่ปี 2005 โดยเริ่มตั้งแต่เด็กระดับประถมศึกษา รวมถึงมีการบรรจุหลักสูตรการทำ CPR ให้กับผู้ที่จะสอบใบขับขี่อีกด้วย

ส่วนกรณีของกุน อเกวโร่ เกิดขึ้นในเกมลาลีกา สเปน ที่บาร์เซโลน่า ต้นสังกัดใหม่ที่ย้ายเข้ามาได้ไม่นาน เปิดบ้านพบกับอลาเบส เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม โดยมีอาการแน่นหน้าอก จนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงท้ายครึ่งแรก

เหตุการณ์ในปี 2003 ที่โฟเอ้จากไปอย่างไม่มีวันกลับนั้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตนักฟุตบอล ให้รอดชีวิตจากภาวะ SCA ได้อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะนักฟุตบอลรุ่นหลัง ๆ ที่ได้รับบทเรียนจากอดีต

สุขภาพและชีวิตอาจต้องมาก่อน

ช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของกุน อเกวโร่ และอิริคเซ่นได้ผ่านไปแล้ว แต่การที่จะเล่นฟุตบอลต่อไปนั้น แน่นอนว่ามีความอันตราย การเลิกเล่นฟุตบอลคือการตัดสินใจที่เจ็บปวด แต่มันคือทางเลือกที่จะรักษาสุขภาพและชีวิตเอาไว้

กรณีของกุน อเกวโร่ ในเบื้องต้นมีการวินิจฉัยว่าต้องพักอย่างน้อย 3 เดือน แต่จากการตรวจเพิ่มเติมในเวลาต่อมา กลับพบว่าร้ายแรงกว่าที่คิด มีความเสี่ยงสูง ซึ่งแพทย์ได้เสนอทางเลือกว่าให้เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพทันที

และในที่สุด อดีตดาวเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีมชาติอาร์เจนติน่า ก็ตัดสินใจประกาศแขวนสตั๊ด ยุติเส้นทางนักเตะในวัย 33 ปี เมื่อวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา

กุน อเกวโร่ แถลงเปิดใจทั้งน้ำตาว่า “ผมตัดสินใจที่จะเลิกเล่นฟุตบอล มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก แต่ผมทำเพื่อสุขภาพของตัวเอง

“ผมอยากบอกทุกคนว่า ผมพยายามทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว ผมมีความฝันในการเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่ตอน 5 ขวบ ผมมีความสุขกับอาชีพของตัวเอง”

“ผมอยากขอบคุณอินเดนเพนเดียนเต้, แอต. มาดริด, แมนฯ ซิตี้ และบาร์เซโลน่า ที่ดูแลผมมาอย่างดี รวมถึงทีมชาติอาร์เจนตินาที่ผมรักที่สุด ขอบคุณทุกคนจริง ๆ”

ส่วนรายของคริสเตียน อิริคเซ่น หลังจากเหตุการณ์สุดช็อกในฟุตบอลยูโร ก็ได้กลับมาลงซ้อมเรียกความฟิตเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 6 เดือน กับโอบี โอเดนเซ่ สโมสรในบ้านเกิดสมัยเป็นนักเตะเยาวชน

หลังจากกุน อเกวโร่ประกาศเลิกเล่นได้เพียง 2 วัน อิริคเซ่นก็ตัดสินใจแยกทางกับอินเตอร์ มิลานเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากขัดกับกฎของฟุตบอลลีกอิตาลี ที่ไม่อนุญาตให้นักเตะที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจลงสนาม

อนาคตของดาวเตะชาวเดนมาร์กวัย 29 ปีนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะไปเล่นให้กับสโมสรใด ส่วนเรื่องการแขวนสตั๊ดประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ ก็มีความเป็นไปได้ ถ้าแพทย์ยืนยันว่าคือทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ คริสเตียน อิริคเซ่น และเซร์คิโอ กุน อเกวโร่ เป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่า ความแน่นอนของชีวิตคือความไม่แน่นอน ความผิดพลาดคือบทเรียน และสุขภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด

ปี 2564 ที่กำลังจะจากไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ทีมงานเพจ “ไข่มุกดำ” ขออวยพรให้แฟนเพจทุกท่าน มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดปีหน้า และตลอดไปครับ

สวัสดีปีใหม่ 2565 & Happy New Year 2022 ครับ

Author : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Photo : Goodwordnews

อ้างอิง :

#ไข่มุกดำ

#KMDFeature

#คริสเตียนเอริคเซ่น

#เซร์คิโอกุนอเกวโร่

Categories
Column

การกลับมายืนตรงข้าม ลิเวอร์พูล ของ ราฟา เบนิเตซ

In Brief: ฟุตบอลเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่เหมือนใคร หากผงซักฟอกชนิดหนึ่งลดราคา คุณลูกค้าอาจจะซื้อ เพราะถูกกว่ายี่ห้อประจำที่ขายราคาเต็ม และคุณภาพใกล้เคียงกัน ทว่ากับเสื้อบอลคู่แข่ง ต่อให้ลดราคาลง คุณอาจไม่ซื้อ เพราะความภักดีกับสโมสรรักทำให้ย้ายค่ายไม่ได้ แม้จะต้องจ่ายราคาเต็มก็ตาม

การตัดสินใจไปคุมทีมเอฟเวอร์ตัน ของราฟาเอล เบนิเตซ ไม่ใช่สิ่งผิด หากแต่มันได้ “ตอกย้ำ” อีกครั้งถึงระดับความเข้าใจการบริหารจัดการทีมฟุตบอลของเจ้าของ และทีมผู้บริหารที่หากมีความเข้าใจสักนิด ดีลนี้จะไม่มีทางบังเกิดขึ้น และ “ราฟา” ก็จะไม่มีโอกาสใน 100 ปีที่จะต้องตัดสินใจไปคุม หรือไม่คุมทีมเอฟเวอร์ตันจากที่เขาเคยมีป้ายแปะชื่อว่าเคยทำทีมลิเวอร์พูลมาก่อน

ไม่ใช่แค่เรื่องคอนเนกชั่น แต่เป็น “รายละเอียด” อื่น ๆ เช่น แนวทางการทำทีมสอดคล้องกับวัฒนธรรมของทีมหรือไม่? บุคคลิก คาแร็กเตอร์ ส่วนตัวที่ต่อไปจะก้าวมา represent สโมสรซึ่งเป็น club ระดับโลกสู่สายตาชาวโลก

ภายใต้บทสัมภาษณ์ของ “ราฟา” ด้านล่าง ยังมีส่วนที่ “ราฟา” เองก็ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แตกต่างของฟุตบอลหรือไม่? จากการที่แตะเฉพาะคีย์คำพูดสำคัญเมื่อ ค.ศ.2007 ว่าเอฟเวอร์ตันเป็นทีมเล็ก บลา บลา แต่สิ่งที่ “ราฟา” ควรต้องพูดให้มากกว่านี้ (หรือพูดแล้ว ใครเจอช่วยหามาสนับสนุนได้ในคอมเมนท์) ก็คือ เขาไม่ได้รู้สึกอย่างไรเลยหรือกับการจะมาสร้าง (อีกทีม) ของเมืองลิเวอร์พูล ให้ประสบความสำเร็จที่แม้ไม่อาจเทียบเคียงทีมเก่า หงส์แดง ได้ แต่ทว่าจะมีความพยายาม มุ่งมั่น เต็มที่จะทำให้ดีที่สุด

สุดท้าย “จุดยืน” ของเพจอาจจะอนุรักษ์นิยมเล็กน้อย แต่หากเลือกได้ก็ขอยืนยันว่า ดีลนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นหากเราเป็น ราฟาเอล เบนิเตซ

เช่นกัน ยืนยันอีกครั้ง ราฟา ไม่ได้ผิด เพราะไม่ได้ไปฆ่าใครตาย แต่ในบริบทฟุตบอล มันก็มีมุมมองแบบ Old School แบบที่ทางเพจเลือกมองเช่นเดียวกัน

ขอให้โชคดีครับ “ราฟา” เสมือนเรายินดีด้วยเมื่อคนรักเราไปมีความสุขกับความรักใหม่ และในมุมกลับกัน หาก “ราฟา” ไม่ประสบความสำเร็จ และจากเอฟเวอร์ตันไปคุมทีมอื่น เราก็จะยินดีไม่แพ้กัน และขอให้ประสบความสำเร็จต่อ ๆ ไป

Story: หลังจาก แชมป์ เอฟเอ คัพ, คอมมิวนิตี ชิลด์, ยูฟา ซูเปอร์ คัพ และ ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ที่ราฟาเอล เบนิเตซ เคยฝากความสำเร็จเอาไว้กับ ลิเวอร์พูล การต้องมาเห็นกุนซือสแปนิชคุมทีมในถิ่น กูดิสัน ปาร์ก อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แฟน ‘หงส์แดง’ คุ้นเคยสักเท่าไหร่ แต่ในทางตรงกันข้าม มันก็ย่อมไม่ใช่ภาพที่แฟนบอลเอฟเวอร์ตันคุ้นชินเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคำว่า ‘ทีมเล็ก’ ยังเป็นแผลที่แฟน ท็อฟฟี บางคนยากจะลืมลงได้ง่าย ๆ

อย่างไรก็ตาม ราฟา เบนิเตซ ก็ยืนยันว่าเขาเองไม่มีอะไรต้องกลัว และเรื่องราวในอดีตทั้งหมดจัถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาถ้าสามารถสร้างความสำเร็จเป็นตำนานบทใหม่ให้กับแฟนเอเวอร์โตเนียนได้ แต่ถึงอย่างนั้น นายใหญ่ชาวสเปนก็ออกมายอมรับความผิดพลาดที่เคยพูดไม่ดี และสร้างความเจ็บช้ำให้กับแฟนบอลทีมสีน้ำเงินแห่งเมอร์ซีย์ไซด์เอาไว้ในปี 2007 กับคำว่า ‘ทีมเล็ก’ ตั้งแต่สมัยที่เขายังคุมทีม ลิเวอร์พูล อยู่

คำถามแรก ๆ ในฐานะกุนซือเอฟเวอร์ตันที่ ราฟา ต้องตอบเมื่อสัปดาห์เข้ารับตำแหน่งคือคำถามที่ว่า ‘การมารับงานในครั้งนี้คุ้มค่าหรือไม่กับการถูกประนามจากแฟนบอล’ โดยนายใหญ่ชาวสเปนยังมองเรื่องนี้ในเชิงบวกว่า “ผมมั่นใจเมื่อตัดสินใจตอบตกลง หรือแม้กระทั่งเมื่อตัดสินใจเริ่มพูด มันเป็นโอกาสที่ดีและสำหรับผม ความท้าทายไม่ใช่สิ่งที่ผมกลัว ตรงกันข้าม ผมต้องการที่จะเอาชนะมัน ผมต้องการที่จะทำมันให้ออกมาดี ถึงตรงนี้คุณจะพูดหรือจะทำล่ะ ผมชอบทำมากกว่า และมารอดูว่าเราจะทำได้หรือไม่”

ครอบครัวของ ราฟา ยังอยู่ที่เมืองลิเวอร์พูลมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2010 ที่เขาออกไปรับงานกับ อินเตอร์ มิลาน ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เขาสามารถยืนยันได้ว่าคนในเมืองส่วนใหญ่ยังให้การสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี

“พูดตามตรง เอฟเวอร์โตเนียน รอบตัวผมค่อนข้างมีความสุข และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี” เบนิเตซ กล่าว “แม้แต่แฟนบอลลิเวอร์พูล พวกเขาก็ให้การยอมรับ มันจึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญสำหรับผมที่จะได้กลับมาสู่พรีเมียร์ลีก เพื่อทำอะไรบางอย่างที่ผมเคยทำได้ดีให้เรียบร้อย”

ถึงจะมีคำยืนยันจากเจ้าตัว แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนการเซ็นสัญญากับ เอฟเวอร์ตัน จะเกิดขึ้น ข้อความความต่อต้านจำนวนไม่น้อยก็ไปปรากฎที่สนาม กูดิสัน ปาร์ค เพื่อบอกกับสโมสรว่าแฟนบอลไม่แฮปปีกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และที่หนักข้อหน่อยก็เป็นข้อความข่มขู่ซึ่งเขียนไว้ว่า “เรารู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน จงอย่าเซ็นสัญญา” ซึ่งถูกทิ้งไว้ใกล้ ๆ กับบ้านของเขาที่ย่าน เวียร์รอล แต่ เบนิเตซ ยังมองว่าข้อความเหล่านั้นมาจากคนกลุ่มน้อยมากกว่า

“เมื่อพูดถึงป้ายข้อความ เราอาจจะพูดถึงคนแค่ 1 ถึง 2 คน คุณไม่มีทางรู้แน่นอน ดังนั้นผมคิดว่ามันดีกว่าที่จะคิดเกี่ยวกับข้อดีและวิธีที่คนจำนวนมากแสดงออกถึงการสนับสนุนให้ผมทำผลงานออกมาได้ดี” กุนซือวัย 61 ปี กล่าว แต่กระนั่นเขาก็รู้ดีว่าต้นเหตุความไม่พอใจที่เกิดขึ้นมาตากคำพูดของเขาในปี 2007 ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับความผิดพลาดในคราวนั้นพร้อมกับอธิบายมุมมองของตัวเอง

“มันเป็นเรื่องเมื่อนานมาแล้ว คุณจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อสโมสร และนั่นคือสิ่งที่ผมจะทำในตอนนี้ด้วย ถ้าคุณเป็นผู้จัดการทีม คุณต้องปกป้องสโมสรของคุณในทุกบริบท ซึ่งในตอนนี้ผมก็จะสู้เพื่อเอฟเวอร์ตัน” เบนิเตซ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม แม้จะเจอกับปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรง แต่ ราฟา เบนิเตซ ก็ไม่ใช่กุนซือคนแรกที่เจอกับกระแสต่อต้านจากแฟนบอล เพราะที่ผ่านมาก็มีกุนซือนับสิบคนที่เคยคุมทีมใดทีมหนึ่งก่อนย้ายไปคุมทีมอริร่วมเมือง อาทิ จอร์จ แกรแฮม เทรนเนอร์ที่เคยพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย แต่กลับไปรับงานคุมทีม ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ แถมพา ‘ไก่เดือยทอง’ 

คว้าแชมป์ ลีก คัพ หรือ ไบรอัน คลัฟ กุนซือ ดาร์บี เคาน์ตี กับ น็อตติงแฮม ฟอร์เรสต์ ในยุค 70 ที่มีงานอดิเรกอย่างการด่า ลีดส์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายกลับตัดสินใจเข้ารับงานกับ “ยูงทอง” ซึ่งสร้างความเดือดดาลให้กับแฟนบอลเป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้เล่นของ ลีดส์ ก็ไม่ให้กับเขาสักเท่าไหร่ นำมาสู่ผลงานอันอย่างย่ำแย่ของทีม และโดนไล่ออกหลังจากคุมทีมไปแค่ 44 วัน

ในยุคหลังเหตุการณ์ที่คล้าย ๆ กันนี้กับเกิดขึ้นไม่มาก แม้จะเคยมีกุนซือที่เคยคุมทีมซึ่งเป็นอริกันแล้วไปคุมทีมฝรั่งตรงข้าม อาทิ โชเซ มูรินโญ ที่เคยคุม เชลซี ก่อนข้ามฟากไปคุม ท็อตแนม แต่ในกรณีนี้อาจจะพออธิบายได้ว่าช่วงเวลาระหว่างที่นายใหญ่ชาวโปรตุกีสคุมทีมทั้ง 2 ถูกคั่นด้วยการไปรับงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้แฟนบอลอาจจะมองข้ามเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นไปได้บ้าง 

ขณะที่เหตุการณ์ที่เกิดปฏิกิริยาต่อต้านอย่างรุนแรงจากแฟนบอลกลับไปเกิดขึ้นในอิตาลี เมื่อตอนที่ เมาริซิโอ ซาร์รี ตัดสินใจไปรับงานกับ ยูเวนตุส เนื่องจากในอดีต กุนซือ ‘สิงห์อมควัน’ รายนี้เคยแจกนิ้วกล้างใส่แฟนบอล ‘ม้าลาย’ แม้ว่าสุดท้ายเขาจะคุมยูเวนตุส คว้าแชมป์เซเรียอา ได้ ก็ยังไม่สามารถซื้อใจแฟนบอลคืนมา และต้องออกจากทีมไปหลังคุมทีมได้แค่ปีเดียวเท่านั้น

ถึงตรงนี้อาจจะพอจะสรุปใด ๆ วัดกันที่ความสำเร็จ แม้ในตอนแรกแฟนบอลอาจจะเกลียดขี้หน้าและไม่พอใจ แต่ถ้าทำทีมประสบความสำเร็จ และมีผลงานที่ดี แฟนบอลก็อาจจะพร้อมหลับตาข้างหนึ่งและไม่พูดถึงเรื่องราวในอดีต ไม่ใช่ว่าลืม หากแต่พร้อมจะดื่มด่ำกับความสุขที่กุนซือคนนั้นบัลดาลให้มากกว่า และเมื่อไรก็ตามที่ผลงานไม่ดี ร้อยราวในอดีตก็พร้อมจะถูกขุดขึ้นมาพูดอีกครั้งอย่างไม่ต้องสงสัย และมันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าความสำเร็จและความจริงใจของกุนซือคนนั้น ๆ จะเอาชนะใจแฟนบอลได้จริง ๆ 

ขอบคุณภาพจากทวิตเตอร์@Everton