Categories
Special Content

เรื่องเล่าตำนานเวิลด์ คัพ : ย้อนวีรกรรม “มาราโดน่า” ที่ตราตรึงในฟุตบอลโลก

25 พฤศจิกายน คือวันครบรอบการเสียชีวิตของดิเอโก้ มาราโดน่า อดีตราชาลูกหนังทีมชาติอาร์เจนติน่า ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดตำนานของวงการฟุตบอลที่สร้างเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย

สุดยอดนักฟุตบอลอัจฉริยะอย่างมาราโดน่า ที่มีชีวิตเต็มไปด้วยสีสันทั้งในและนอกสนาม ไม่เคยใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ สุดขั้วทั้งด้านขาวและดำ เป็นทั้งที่รัก และถูกเกลียดชังในเวลาเดียวกัน

SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะพาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญที่อยู่ในความทรงจำ ตลอดการลงเล่นเวิลด์ คัพ ทั้ง 4 สมัย ของสุดยอดตำนาน “ฟ้า-ขาว” หมายเลข 10 ที่ดีที่สุดตลอดกาล

1982 ครั้งแรกที่เจ็บปวด

ดิเอโก้ มาราโดน่า ลงเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในปี 1982 ที่ประเทศสเปน ในวัย 21 ปี เป็นนักเตะร่างเล็กที่แม้จะมีส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร แต่มีเทคนิค และความคล่องตัวสูง

รอบแบ่งกลุ่ม รอบแรก เปิดหัวแพ้เบลเยียม 0 – 1 แต่อีก 2 นัดถัดมา เก็บ 6 คะแนนเต็ม จากการเอาชนะฮังการี 4 – 1 มาราโดน่า เหมาคนเดียว 2 ลูก และชนะเอล ซัลวาดอร์ 2 – 0 เข้ารอบเป็นที่ 2 ของกลุ่ม

เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม รอบสอง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม แชมป์ของกลุ่มเท่านั้น ที่จะได้เข้ารอบรองชนะเลิศ ซึ่งอาร์เจนติน่า อยู่ในกลุ่มสุดโหด เพราะต้องอยู่ร่วมสายกับ 2 ตัวเต็งทั้งบราซิล และอิตาลี

นัดแรก อาร์เจนติน่า พบกับอิตาลี มาราโดน่า ต้องเผชิญหน้ากับปราการหลังสายมืดของอัซซูรี่ ที่ชื่อว่า เคลาดิโอ เจนติเล่ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการหยุดนักเตะคู่แข่งด้วยสไตล์ฮาร์ดคอร์ ไม่เกรงใจใครทั้งนั้น

และมาราโดน่า ก็ได้ลิ้มรสชาติความโหดร้ายของเจนติเล่ เพราะถูกทำฟาวล์ใส่แทบจะตลอดทั้งเกม แถม “เสือเตี้ย” ยังโดนใบเหลืองในนาทีที่ 35 ข้อหาโวยใส่ผู้ตัดสิน ช่วยทีมไม่สำเร็จ แพ้ไป 1 – 2

นัดที่ 2 พบกับบราซิล ก็เป็นอีกเกมที่มาราโดน่าทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งเจ้าตัวโดนไล่ออกในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม หลังไปเล่นนอกเกมใส่บาติสต้า มิดฟิลด์แซมบ้า สุดท้ายทีมแพ้ 1 – 3 ตกรอบชนิดที่ไม่มีแต้ม

1986 ซาตานและฮีโร่ใน 4 นาที

ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก ถือเป็นทัวร์นาเมนท์สร้างชื่อให้กับดิเอโก้ มาราโดน่าอย่างแท้จริง ด้วยวีรกรรม “หัตถ์พระเจ้า” ที่โด่งดังไปทั่วโลก และท้ายที่สุดก็ชูโทรฟี่เวิลด์ คัพในฐานะกัปตันทีม

ผลงานของมาราโดน่าใน 4 นัดแรก เหมาแอสซิสต์คนเดียว ในนัดที่ชนะเกาหลีใต้ 3 – 1, นัดต่อมายิงตีเสมออิตาลี 1 – 1, จัด 1 แอสซิสต์ นัดที่ชนะบัลแกเรีย 2 – 0 และพาทีมชนะอุรุกวัย 1 – 0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

พอมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อาร์เจนติน่า ต้องโคจรมาพบกับอังกฤษ มาราโดน่ารับบททั้งซาตานกับฮีโร่ในเกมเดียวกัน ภายในช่วงเวลาห่างกันแค่ 4 นาที และกลายเป็นเหตุการณ์ที่โลกลูกหนังจะไม่มีวันลืม

นาทีที่ 51 จังหวะที่บอลลอยโด่งกำลังจะเข้าหาประตู มาราโดน่า และปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารสิงโตคำราม ต่างเทคตัวขึ้นหาบอลพร้อมกัน มาราโดน่าถึงบอลก่อน และใช้มือปัดเข้าประตูหน้าตาเฉย

มาราโดน่า ให้สัมภาษณ์ภายหลังจบเกมว่า “ส่วนหนึ่งเกิดจากหัวของผม และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากหัตถ์ของพระเจ้า” แน่นอนว่าชาวอังกฤษคงจะแค้นฝังหุ่น ชนิดที่ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบไปอีกนาน

ต่อมาในนาทีที่ 55 คราวนี้มาราโดน่าได้โชว์ทักษะสุดยอด ด้วยการโซโล่ลากหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คน ก่อนปิดท้ายด้วยการล็อกหลบชิลตัน และยิงเข้าไปชนิดที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกถึงกับตกตะลึงตาค้าง

ก่อนที่ในรอบรองชนะเลิศ มาราโดน่าจะยิง 2 ประตูใส่เบลเยียม และมีส่วนสำคัญในการเอาชนะเยอรมันตะวันตก 3 – 2 ภาพที่มาราโดน่า ชูถ้วยแชมป์เวิลด์ คัพ กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จดจำไปตลอดกาล

1990 น้ำตาจากพระเจ้า

ฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี ดิเอโก้ มาราโดน่า กับภารกิจนำอาร์เจนติน่าป้องกันแชมป์เวิลด์ คัพให้ได้อีกครั้ง โดยคาร์ลอส บิลาร์โด้ เฮดโค้ชจากชุดคว้าแชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น ยังคุมทีมเช่นเดิม

นัดแรก แพ้แคเมอรูนแบบพล็กล็อก 0 – 1 ก่อนที่นัดต่อมาจะชนะสหภาพโซเวียต 2 – 0 และปิดท้ายรอบแรก เสมอกับโรมาเนีย 1 – 1 ที่ซาน เปาโล รังเหย้าของนาโปลี สโมสรที่มาราโดน่าค้าแข้งอยู่ในเวลานั้น

อาร์เจนติน่า จบรอบแบ่งกลุ่มด้วย 3 คะแนน (สมัยนั้นใช้ระบบชนะได้ 2 แต้ม) ได้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะ 1 ใน 4 ทีมอันดับ 3 ที่ผลงานดีที่สุด แต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ต้องไปชนกับบราซิล คู่ปรับตลอดกาลแห่งอเมริกาใต้

ขณะที่ยังเสมอกัน 0 – 0 จนถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย เหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อมาราโดน่า แอสซิสต์ให้เคลาดิโอ คานิกเกีย ยิงเข้าไป เป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ “ฟ้า-ขาว” ดับ “แซมบ้า” ผ่านเข้ารอบต่อไป

รอบ 8 ทีมสุดท้าย เสมอยูโกสลาเวีย 0 – 0 ใน 120 นาที ต้องดวลจุดโทษตัดสิน มาราโดน่ายิงไม่เข้า แต่อาร์เจนติน่ายังได้เข้ารอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าภาพ ต่อหน้าแฟนๆ ที่ซาน เปาโล เสมอกัน 1 – 1 หลังต่อเวลาพิเศษ

ช่วงการดวลจุดโทษ “เสือเตี้ย” ยิงจุดโทษเป็นคนที่ 4 ให้อาร์เจนติน่า แต่คราวนี้เจ้าตัวสังหารไม่พลาดเหมือนรอบที่แล้ว และคนสุดท้ายของอัซซูรี่ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ ยิงพลาด ส่ง “ฟ้า-ขาว” เข้าชิงกับเยอรมันตะวันตก คู่ปรับเก่า

แต่การที่อาร์เจนติน่า ต้องขาดผู้เล่น 4 คน ที่ติดโทษแบนจากรอบตัดเชือก แถมโดนไล่ออกอีก 2 คนในนัดชิงชนะเลิศ ที่สุดก็ต้านเยอรมันตะวันตกไม่ไหว แพ้ไป 0 – 1 ทำเอามาราโดน่าถึงกับร่ำไห้หลังจบเกมแบบไม่อายใคร

1994 พระเจ้าตกสวรรค์

ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ ดิเอโก้ มาราโดน่า ลงเล่นรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 4 ในเกมแรก อาร์เจนติน่า ถล่มกรีซ 4 – 0 เจ้าตัวยิง 1 ประตู และนัดต่อมาจัด 1 แอสซิสต์ เอาชนะไนจีเรีย 2 – 1

แต่หลังจากจบเกมกับ “อินทรีมรกต” เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสารเสพติดนักเตะทั้ง 2 ทีม ปรากฏว่ามาราโดน่าถูกพบว่าตรวจโด๊ปไม่ผ่าน จึงถูกขับออกจากทัวร์นาเมนท์ และถูกส่งตัวกลับประเทศทันที

ในเวลาต่อมา “เสือเตี้ย” ประกาศยุติการรับใช้ทีมชาติในวัย 33 ปี และ “ฟ้า-ขาว” ที่ไม่มีพระเจ้าอยู่ในทีม ก็ต้องจบเส้นทางเวิลด์ คัพ เพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยแพ้ให้กับโรมาเนีย 2 – 3

ภายหลังจบทัวร์นาเมนท์บอลโลก ที่อเมริกา มาราโดน่าออกมาเปิดเผยว่า สารที่พบในร่างกายของเขา เป็นสารที่มาจากเครื่องดื่มชูกำลังที่ผสมสารต้องห้าม ทว่าก็ไม่ได้มีการขยายผลเรื่องนี้แต่อย่างใด

แม้ตัวของดิเอโก้ มาราโดน่า จะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่วีรกรรมทั้งในและนอกสนาม ยังเป็นเรื่องราวที่จะถูกเล่าต่อกันไปแบบไม่รู้จบ สมกับเป็นสุดยอดนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นตำนานอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Categories
Special Content

ถอดบทเรียนจากอดีต ก่อนตามหาแชมป์ “เวิลด์ คัพ 2022”

ฟุตบอลโลก 2022 ที่ประเทศกาตาร์ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่แข่งขันในช่วงปลายปี ไม่ใช่ช่วงกลางปีเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

ที่สำคัญ “เวิลด์ คัพ” ในครั้งนี้ ก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่มี 32 ทีม หลังจากเริ่มใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ก่อนที่ในอีก 4 ปีข้างหน้า จะมีการขยายทีมในรอบสุดท้ายเพิ่มเป็น 48 ทีม

จาก 1998 ถึง 2018 กับฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 6 ครั้ง ทีมที่คว้าแชมป์ในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะด้วยฟอร์มการเล่นที่สมบูรณ์แบบ หรือกระท่อนกระแท่น ยังไงพวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ชนะ” อยู่ดี

ไม่จำเป็นต้องโชว์ฟอร์มสุดยอดตั้งแต่รอบแรก

ผลงานในรอบแบ่งกลุ่มของทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 6 ครั้งหลังสุด มีเพียงฝรั่งเศส (1998) และบราซิล (2002) 2 ทีมนี้เท่านั้น ที่เก็บ 9 คะแนนเต็ม โดยยิงได้ 9 และ 11 ประตู ตามลำดับ

อิตาลี (2006) ชนะ 2 เสมอ 1 ยิงได้ 5 ประตู, สเปน (2010) แพ้ในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม ให้กับสวิตเซอร์แลนด์ 0 – 1 แต่อีก 2 นัดที่เหลือ แก้ตัวเก็บ 6 คะแนนเต็ม ยิงได้ 4 ประตู

เยอรมัน (2014) ก็ใช่ว่าจะฟอร์มดี นัดที่ถล่มโปรตุเกส 4 – 0 ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเปเป้ถูกไล่ออกตั้งแต่ครึ่งแรก ต่อด้วยเสมอกานา 2 – 2 ปิดท้ายด้วยการเฉือนสหรัฐอเมริกา 1 – 0

ฝรั่งเศส (2018) เก็บได้ถึง 7 แต้ม แต่ยิงรวมกันได้แค่ 3 ประตูเท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้ มี 2 ประตูที่มาจากลูกจุดโทษ และนักเตะคู่แข่งทำเข้าประตูตัวเอง ในนัดที่พบกับออสเตรเลีย

เมื่อถึงรอบน็อกเอาต์ ควรเสียประตูให้น้อยที่สุด

ทุกคนทราบดีว่า เมื่อเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ หมายความว่า “ผู้แพ้” หมดสิทธิ์แก้ตัวอย่างแน่นอน ซึ่งหนทางที่ดีที่สุดในการช่วยเพิ่มโอกาสการคว้าแชมป์ คือต้องพยายามไม่เสียประตู

สเปน (2010) เป็นทีมเดียวที่ทำ “คลีนชีต” แบบ 100 เปอร์เซนต์ ตลอดรอบน็อกเอาต์ รองลงมาคือฝรั่งเศส (1998), บราซิล (2002) และอิตาลี (2006) ทำคลีนชีต 3 นัด เสีย 1 ประตู เท่ากันหมด

ส่วนเยอรมัน (2014) และฝรั่งเศส (2018) ทำคลีนชีตทีมละ 2 นัด ต่างกันตรงที่เยอรมัน เสียแค่ 2 ประตู ขณะที่ฝรั่งเศส เสียมากถึง 5 ประตู แต่ได้เกมรุกที่เฉียบขาดมาช่วยทดแทนไว้

การเสียประตูน้อยๆ ในรอบแรกๆ ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป จากแชมป์เวิลด์ คัพ 6 ครั้งหลังสุด มีเพียงบราซิล และสเปน ที่เสียประตูในรอบแบ่งกลุ่ม มากกว่ารอบน็อกเอาต์

ยิ่งไปกว่านั้น เคยมีทีมที่ไม่เสียประตูเลยทั้ง 3 เกม ในรอบแบ่งกลุ่ม ได้แก่ อาร์เจนติน่า (1998), สวิตเซอร์แลนด์ (2006) และอุรุกวัย (2010, 2018) แต่ไปไม่ถึงดวงดาวเลยแม้แต่ทีมเดียว

แท็กติกในช่วงแรกยังไม่ลงตัว แต่มักจะน่ากลัวในรอบลึกๆ

การแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่ว่าจะได้เป็นที่ 1 หรือที่ 2 ก็ถือว่า “เข้ารอบ” เหมือนกัน ทีมที่ระบบยังไม่ลงตัวในช่วงแรกๆ ไม่ควรวิตกกังวล แต่ระบบการเล่นที่ดีที่สุด จะต้องมาในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

ฝรั่งเศส ในปี 1998 เธียร์รี่ อองรี ดาวรุ่งในขณะนั้น เล่นในตำแหน่งปีก แต่มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เอเม่ ฌักเกต์ เทรนเนอร์ “เลอ เบลอส์” ได้จับไปเล่นหน้าต่ำร่วมกับซีเนอดีน ซีดาน และยูริ จอร์เกฟฟ์ โดยมีสเตฟาน กิวาร์ช เป็นหน้าเป้า

บราซิล ในปี 2002 กุนซือหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ใช้กิลแบร์โต้ ซิลวา เป็นกองกลางตัวรับใน 4 นัดแรก โดยให้จูนินโญ่ เปาลิสต้า คอยกดดันในแนวรุก และรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป ได้เปลี่ยนเคลเบอร์สันลงเล่นแทนเปาลิสต้า

อิตาลี ในปี 2006 มาร์เซโล่ ลิปปี้ เฮดโค้ชของทีมใช้แผนการเล่น 4-3-1-2 ถึง 3 จาก 4 เกมแรก แต่พอเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย จนถึงนัดชิงชนะเลิศ ได้เปลี่ยนแผนการเล่นเป็น 4-4-1-1

สเปน ในปี 2010 บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ยึดแผนการเล่น 4-2-3-1 ในบางครั้งมีการขยับตำแหน่งให้ดาบิด บีย่า จากที่เล่นปีกฝั่งซ้าย มาเป็นกองหน้า โดยให้เปโดร โรดริเกซ มาเล่นปีกแทน

เยอรมัน ในปี 2014 โยฮัคคิม เลิฟ ใช้แผน 4-3-3 เป็นหลัก แต่มีความน่าสนใจตรงที่ตำแหน่งของฟิลิปป์ ลาห์ม 4 นัดแรก เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ ก่อนที่ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป เขากลับไปประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา 

ฝรั่งเศส ในปี 2018 ดิดิเยร์ เดอชองส์ ประเดิมนัดแรกใช้แผน 4-3-3 โดยมี 3 ประสานกองหน้ารุ่นใหม่ทั้งอองตวน กรีซมันน์, คิลิยัน เอ็มบัปเป้ และอุสมาน เดมเบเล่ แต่หลังจากนั้นเปลี่ยนมาเป็น 4-2-3-1 โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นหน้าเป้า ขยับเอ็มบัปเป้เป็นหน้าต่ำด้านขวา และให้แบลส มาตุยดี้ เป็นวิงแบ็กฝั่งซ้าย

ลงเล่นกับสโมสรมีปัญหา แต่กับทีมชาติเป็นคนละคน

ผู้จัดการทีมชาติโดยส่วนใหญ่ มักจะเลือกนักเตะติดทีมไปร่วมรายการสำคัญ โดยดูจากฟอร์มการเล่นในระดับสโมสร ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล แต่นั่นก็ไม่ใช่สูตรสำเร็จเสมอไป

ฝรั่งเศส ในปี 1998 ซีเนอดีน ซีดาน เพิ่งอกหักจากนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก กับยูเวนตุส พอเข้าสู่ฟุตบอลโลก ก็ถูกไล่ออกในเกมที่พบกับซาอุดิอารเบีย จนถูกแบน 2 นัด แต่เทรนเนอร์ เอเม่ ฌักเกต์ ยังคงไว้ใจเขา และตอบแทนด้วย 2 ประตูในนัดชิงชนะเลิศ พา “เลอ เบลอส์” คว้าแชมป์โลกสมัยแรกในบ้านตัวเอง

บราซิล ในปี 2002 โรนัลโด้ สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับอินเตอร์ มิลาน เกือบไม่ติดทีมไปลุยบอลโลกฉบับเอเชีย หลังเพิ่งหายจากการบาดเจ็บที่นานร่วม 2 ปี แต่ความเชื่อใจของหลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ แชมป์โลกสมัยที่ 5

อิตาลี ในปี 2006 มาร์เชโล่ ลิปปี้ ตัดสินใจเรียกฟรานเชสโก้ ต็อตติ ติดทีม ทั้งๆ ที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ประตูชัยช่วงทดเจ็บนาทีที่ 5 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง

สเปน ในปี 2010 บิเซนเต้ เดล บอสเก้ เรียกตัวอิเคร์ กาซิยาส ที่ฟอร์มไม่ดีกับสโมสร และอันเดรียส อิเนสต้า ที่มีอาการบาดเจ็บ แต่ท้ายที่สุด ทั้ง 2 คนคือกำลังสำคัญสู่แชมป์โลกสมัยแรก

เยอรมัน ในปี 2014 บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ลงเล่นฟุตบอลโลกครั้งที่ 3 ในวัย 30 ปี และไม่อยู่ในฟอร์มที่ดีกับการลงเล่นให้บาเยิร์น มิวนิค แต่เขาคือกองกลางที่พา “อินทรีเหล็ก” คว้าแชมป์สมัยที่ 4

และฝรั่งเศส เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ปอล ป็อกบา ซึ่งฟอร์มการเล่นไม่อยู่กับร่องกับรอยที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่พอมาเล่นให้ทีมชาติ เขาคือมิดฟิลด์คนสำคัญสู่การคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 ในรอบ 20 ปี

ไม่จำเป็นต้องเป็นดาวซัลโว ก็ช่วยทีมคว้าแชมป์ได้

แชมป์ฟุตบอลโลก 6 ครั้งหลังสุด มีเพียงบราซิล ในปี 2002 ทีมเดียวเท่านั้นที่คว้าแชมป์ และมีนักเตะในทีมได้ตำแหน่งดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนท์ นั่นคือ โรนัลโด้ ที่ทำไป 8 ประตู

อิตาลี ในปี 2006 ลูก้า โทนี่ และมาร์โก มาเตรัซซี่ เป็นนักเตะที่ยิงได้มากที่สุดในทีม คนละ 2 ประตู โดยโทนี่ เหมาเบิ้ลในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ส่วนมาเตรัซซี่ ยิงได้ในรอบแรก และนัดชิงชนะเลิศ

กรณีของสเปน ในปี 2010 ดาบิด บีย่า ยิงไป 5 ประตู เท่ากับโทมัส มุลเลอร์, เวสลี่ย์ ชไนเดอร์ และดิเอโก้ ฟอร์ลัน แต่มุลเลอร์ แอสซิสต์ให้เพื่อนมากที่สุด จึงได้รางวัลโกลเด้น บูท ไปครอง

เยอรมัน ในปี 2014 โธมัส มุลเลอร์ ยิงในรอบแบ่งกลุ่มถึง 4 ประตู แต่รอบน็อกเอาต์ยิงเพิ่มได้แค่ประตูเดียว โดยนักเตะที่ยิงประตูมากที่สุดในรอบน็อกเอาต์ คือ อังเดร ชูร์เล่ ที่ทำได้ 3 ประตู

ฝรั่งเศส ในปี 1998 และ 2018 ก็ไม่มีนักเตะในทีมได้รางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนท์ทั้ง 2 ครั้ง โดยผู้ทำประตูสูงสุดคือเธียร์รี่ อองรี (3 ประตู) และอองตวน กรีซมันน์ (4 ประตู) ตามลำดับ

หลายทีมที่ได้แชมป์ ต้องเจอเกมยืดเยื้อระหว่างทาง

จากรายชื่อทีมแชมป์ฟุตบอลโลก 6 ครั้งหลังสุด จะพบว่า บราซิล ในปี 2002 เป็นทีมเดียวที่ทำสถิติแบบ “เพอร์เฟกต์” ชนะในเวลาปกติ 90 นาที ครบทั้ง 7 นัด ตลอดทัวร์นาเมนท์

อีกหนึ่งทีมที่ชนะคู่แข่งใน 90 นาที ทั้ง 4 เกมในรอบน็อกเอาต์ นั่นคือฝรั่งเศส ในปี 2018 ส่วนอีก 4 ทีมที่เหลือ ล้วนต้องเจอกับแมตช์ที่ยืดเยื้อ ลงเล่นมากกว่าเวลาปกติอย่างน้อย 1 เกม

ฝรั่งเศส ในปี 1998 กับอิตาลี ในปี 2006 ต่างชนะในช่วงต่อเวลาพิเศษ ต่อด้วยชนะดวลจุดโทษในนัดต่อมาเหมือนกัน ส่วนสเปน ในปี 2010 และเยอรมัน ในปี 2014 ลงเล่นนัดชิงชนะเลิศมากกว่า 90 นาที

ทั้งหมดนี้คือกรณีศึกษาจากอดีต ของทีมที่เคยประสบความสำเร็จระดับแชมป์ฟุตบอลโลกมาแล้ว แต่ไม่ว่าระหว่างทางจะเป็นอย่างไร การเอาชนะในนัดชิงชนะเลิศ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Categories
Special Content

ยูฟ่า ยูธ ลีก : เวทีของแข้งวัยละอ่อน ก่อนเข้าสู่สนามใหญ่

เสียงเพลงแห่งยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ขับขานในยามค่ำคืนวันอังคาร และวันพุธ เป็นสัญลักษณ์ที่บอกกับชาวโลกว่า ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมาถึงแล้ว

นอกจากแฟนบอลที่เฝ้ารอชมการแข่งขันของทีมชุดใหญ่แล้ว นักเตะระดับเยาวชน ต่างก็อยากจะสัมผัสกับบรรยากาศที่เข้มข้นเช่นนี้ในวันหน้าบ้าง แต่การจะไปถึงจุดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ทัวร์นาเมนท์ “ยูฟ่า ยูธ ลีก” ถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้บรรดานักเตะเยาวชน ได้รับประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับทีมซีเนียร์ และเตรียมความพร้อมสู่โลกที่ใหญ่กว่าอย่างแชมเปี้ยนส์ ลีก

SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะพาไปทำความรู้จักกับเวทีประลองแข้งวัยละอ่อนที่ดีที่สุดของยุโรป และอาจเปลี่ยนชีวิตนักเตะดาวรุ่งบางคน สู่การเป็นดาวโรจน์ในอนาคตก็เป็นได้

⚽️ “สนามเด็กเล่น” ที่ออกแบบให้คล้ายเวทีใหญ่

ยูฟ่า ยูธ ลีก เป็นการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จัดโดยสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ยูฟ่า ยู-18 ชาเลนจ์” ระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับบาเยิร์น มิวนิค เมื่อปี 2010

ทีมชุดเยาวชนของอินเตอร์ และบาเยิร์น ได้ลงสนามก่อนที่ทีมชุดใหญ่ของทั้ง 2 สโมสร จะดวลแข้งในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียง 3 วัน เป็นเด็ก “งูใหญ่” ที่เอาชนะ 2 – 0 สกอร์เดียวกับทีมซีเนียร์

ขอบคุณภาพ : https://web.facebook.com/Inter

ทัวร์นาเมนท์ยูธ ลีก ถูกออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับแชมเปี้ยนส์ ลีก มากที่สุด ทั้งทีมที่ได้เข้าร่วม รวมถึงโปรแกรมเตะก็จะเหมือนกับทีมซีเนียร์ เพื่อให้นักเตะวัยทีนคุ้นเคยกับความเข้มข้นของการแข่งขันรายการใหญ่

ยูฟ่า ยูธ ลีก ประเดิมจัดการแข่งขันครั้งแรก ในฤดูกาล 2013/14 รอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีม จะแข่งขันแบบเหย้า-เยือน รวม 6 นัด เหมือนแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ต่างกันที่รอบน็อกเอาต์ของยูธ ลีก เตะนัดเดียวรู้ผล

จนกระทั่งในฤดูกาล 2015/16 ยูธ ลีก ได้ขยายเป็น 64 ทีม โดยเพิ่มกลุ่ม “โควตาพิเศษ” ให้กับทีมที่ได้แชมป์ลีกรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากประเทศที่ติดอยู่ใน 32 อันดับแรก ตามคะแนนค่าสัมประสิทธิ์ของยูฟ่า

ซึ่ง “โควตาพิเศษ” จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อทีมชุดใหญ่ไม่ได้สิทธิ์เข้าร่วมแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ถ้าทีมชุดใหญ่ได้ไปแชมเปี้ยนส์ ลีก และทีมชุดยู-19 คว้าแชมป์ลีกในซีซั่นเดียวกัน ก็จะให้สิทธิ์กับประเทศที่ได้อันดับรองลงมาแทน ไล่ไปเรื่อย ๆ จนครบ 32 ทีม

สาย “แชมเปี้ยนส์ ลีก” แชมป์กลุ่มเท่านั้น ที่ได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายอัตโนมัติ ในซีซั่น 2022/23 ได้แก่ ลิเวอร์พูล, แอตเลติโก้ มาดริด, บาร์เซโลน่า, สปอร์ติ้ง ลิสบอน, เอซี มิลาน, เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และปารีส แซงต์-แชร์กแมง

ส่วน 32 ทีมที่อยู่ในสาย “แชมป์ลีก ยู-19” จะประกบคู่เตะแบบน็อกเอาต์ (เหย้า-เยือน) คัดเอา 8 ทีม ไปเพลย์ออฟกับทีมรองแชมป์กลุ่ม จากสายแชมเปี้ยนส์ ลีก ผู้ชนะ 8 ทีมจากรอบเพลย์ออฟ จะตามเข้าไปสมทบในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป

 ทำเนียบทีมชนะเลิศยูฟ่า ยูธ ลีก

– 2021/22 เบนฟิก้า (โปรตุเกส)

– 2020/21 *** งดจัดการแข่งขัน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ***

– 2019/20 เรอัล มาดริด (สเปน)

– 2018/19 ปอร์โต้ (โปรตุเกส)

– 2017/18 บาร์เซโลน่า (สเปน)

– 2016/17 ซัลซ์บวร์ก (ออสเตรีย)

– 2015/16 เชลซี (อังกฤษ)

– 2014/15 เชลซี (อังกฤษ)

– 2013/14 บาร์เซโลน่า (สเปน)

⚽️ ตัวอย่างจากเชลซี ที่แจ้งเกิดจาก “สนามเด็กเล่น”

เชลซี คือตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ เพราะเป็นทีมเดียวในประวัติศาสตร์ที่สามารถป้องกันแชมป์ยูฟ่า ยูธ ลีก และมีนักเตะหลายคนที่สามารถผ่านบทพิสูจน์อันหนักหน่วง จนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดซีเนียร์ได้สำเร็จ

ขอบคุณภาพ : https://web.facebook.com/ChelseaFC

แชมป์ยูธ ลีก สมัยแรก ในฤดูกาล 2014/15 นักเตะอย่างอันเดรียส คริสเตนเซ่น, รูเบน ลอฟตัส ชีค และโดมินิค โซลันกี้ ต่างได้ลงเล่นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศ โดยมีฟิกาโย่ โทโมริ และแทมมี่ อับราฮัม เป็นตัวสำรอง

โซลันเก้ คือดาวซัลโวประจำซีซั่นดังกล่าว ด้วยผลงาน 12 ประตู ปัจจุบันลงเล่นให้กับบอร์นมัธ คู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีก ขณะที่แชมป์สมัยที่ 2 ในซีซั่นถัดมา มีชื่อเทรโวห์ ชาโลบาห์ กับเมสัน เมาท์ อยู่บนม้านั่งสำรอง

เด็ก ๆ “สิงห์บลูส์” ยังเข้าชิงชนะเลิศอีก 2 ครั้งติดต่อกัน ในฤดูกาล 2017/18 และ 2018/19 แต่ได้เพียงแค่รองแชมป์ทั้ง 2 ครั้ง มีนักเตะเช่นมาร์ค เกฮี, รีซ เจมส์, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย, ทาริค แลมพ์ดีย์, คอเนอร์ กัลป์ลาเกอร์, บิลลี่ กิลมอร์ เป็นต้น

ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2021 เมสัน เมาท์ และอันเดรียส คริสเตนเซ่น ได้รับการจารึกว่า เป็น 2 นักเตะเชลซี ที่เคยคว้าแชมป์ยุโรปทั้งทีมระดับเยาวชน และทีมระดับซีเนียร์

แมกซ์เวลล์ กาเบลิโน่ อดีตกองหลังบาร์เซโลน่า และปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอลของยูฟ่า เชื่อว่ายูฟ่า ยูธ ลีก เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้เล่นวัยเยาว์

“เราได้เห็นนักเตะดาวรุ่งไม่น้อยกว่า 800 คน จากยูธ ลีก ที่ได้ก้าวขึ้นสู่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ทั้งแชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรป้า ลีก และคอนเฟอเรนซ์ ลีก มันสามารถสร้างอิมแพกต์อย่างมากต่อการพัฒนาเยาวชน”

⚽️ น้องชาย “เอ็มบัปเป้-เฟลิกซ์”, อดีตบอลบอย และอื่น ๆ

สำหรับผู้เล่นที่มีสิทธิ์ลงเตะยูฟ่า ยูธ ลีก ในฤดูกาล 2022/23 จะต้องไม่เกิดก่อนวันที่ 1 มกราคม 2004 แต่กฎอนุญาตให้ผู้เล่นที่เกิดในปี 2003 ลงทะเบียนในโควตานักเตะอายุเกินได้สูงสุด 5 คน

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เล่นคนใดที่เคยลงสนามในแชมเปี้ยนส์ ลีก หรือถ้วยยุโรปอื่น ๆ กับทีมชุดใหญ่ รวมกันไม่น้อยกว่า 3 นัด นับจนถึงรอบแบ่งกลุ่ม ฤดูกาลนี้ จะไม่มีสิทธิ์ลงเล่นในรายการยูธ ลีก

ดาวรุ่งที่น่าสนใจในยูธ ลีก ซีซั่นนี้ อย่างเช่นอีธาน เอ็มบัปเป้ มิดฟิลด์วัย 15 ปี น้องชายแท้ ๆ ของคิลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวเตะปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ลงเล่นในชุดยู-19 ทั้งหมด 5 นัด ทำ 2 แอสซิสต์

อูโก้ เฟลิกซ์ มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 18 ปี ที่โชว์ฟอร์มเก่งกับเบนฟิก้า ยู-19 ลงเล่นครบทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม ทำ 2 ประตู กับ 4 แอสซิสต์ ซึ่งหวังที่จะตามรอยพี่ชายอย่างเจา เฟลิกซ์ กองหน้าแอตเลติโก้ มาดริด

ลิเวอร์พูล ชุดยู-18 เป็นหนึ่งในทีมที่สามารถบ่มเพาะบรรดานักเตะดาวรุ่งได้เป็นอย่างดี เพราะมีนักเตะวัยคะนองหลายคน โชว์ฟอร์มได้ดีในยูธ ลีก จนสามารถจบตำแหน่งแชมป์กลุ่มในฤดูกาลนี้

นำโดย โอคลีย์ แคนโนนิเออร์ อดีตเด็กเก็บบอลที่เคยสร้างตำนานในเกมถล่มบาร์เซโลน่า เมื่อ 3 ปีก่อน ซัดไปแล้ว 7 ประตู ตามมาด้วยเบน โด๊ค ปีกจรวดสกอตแลนด์วัย 16 ปี กับผลงาน 4 ประตู

และยังมีเทรนท์ โคเน่-โดเฮอร์ตี้ ปีกเลือดไอริชวัย 16 ปี, ลุค แชมเบอร์ส แบ็กซ้ายอังกฤษวัย 18 ปี หรือคนอื่น ๆ อย่างเช่นบ็อบบี้ คลาร์ก, ลูอิส คูมาส และเมลคามู ฟราเอนดอร์ฟ ที่ต่างโชว์ฟอร์มน่าประทับใจ

ความสำคัญของยูฟ่า ยูธ ลีก คือการลดช่องว่างระหว่างเยาวชนกับซีเนียร์ให้ได้มากที่สุด และนี่คือความเห็นของ มาร์ค บริดจ์-วิลคินสัน เฮดโค้ช “หงส์แดง” ยู-18 หลังถล่มเด็กนาโปลี 5 – 0 ในนัดส่งท้ายรอบแบ่งกลุ่ม

“ผมหวังว่ามันจะเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้กับเด็กๆ สู่การเติบโตในอนาคต ถ้าพวกเขาดีพอที่จะไปสู่สิ่งที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นแชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูโรป้า ลีก หรืออะไรก็ตาม มันสำคัญมากสำหรับการพัฒนาเด็ก ๆ เหล่านี้”

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3755799/2022/11/03/uefa-youth-league-mbappe-felix-doak/

– https://www.uefa.com/insideuefa/news/0268-11fb59544106-7607fc9a6e46-1000–maxwell-scherrer-grassroots-is-the-foundation-for-the-future-ga/

https://www.uefa.com/uefayouthleague/news/0272-148d738f93c9-0c86a876d48c-1000–uefa-youth-league-the-perfect-platform-for-progress/

https://documents.uefa.com/r/Regulations-of-the-UEFA-Youth-League-2022/23/Article-36-Player-lists-Online

https://en.wikipedia.org/wiki/UEFA_Youth_League

Categories
Special Content

จาก “จัสติน ฟาชานู” สู่ลีกฟุตบอลสีรุ้ง

จัสติน ฟาชานู อดีตศูนย์หน้าคนดัง นอกจากเป็นนักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์คนแรก ๆ ของอังกฤษแล้วยังเป็นนักฟุตบอลอาชีพคนแรกในสหราชอาณาจักรที่ออกมายอมรับขณะค้าแข้งว่าเป็นเกย์ในเดือนตุลาคม 1990  แม้ LGBTQ (lesbian, gay, bisexual, transgender, queer) จะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น แต่เวลากลับผ่านไปนานเกือบ 32 ปี จึงมีนักเตะกล้าที่จะทำเรื่องเดียวกันกับฟาชานู

เดือนพฤษภาคม 2022 ที่ผ่านมา เจค ดาเนียลส์ กองหน้าวัยเพียง 17 ปีของแบล็คพูล ทีมในแชมเปียนชิพ ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์หลังเพิ่งเซ็นสัญญานักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกเพียงสามเดือนก่อนหน้านี้ เขาเข้ามาอยู่แบล็คพูลตั้งแต่อายุแค่ 7 ขวบ และมีโอกาสร่วมทีม ยู-18 ในซีซัน 2020-21 ซึ่งสามารถผลิตสกอร์ได้มากถึง 30 ประตู

ดาเนียลส์ได้รับการยกย่องในความกล้าหาญที่ออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชนจากผู้คนมากมายรวมถึง เจ้าฟ้าชายวิลเลียม ในฐานะประธานสมาคมฟุตบอลอังกฤษ, บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี และสองนักเตะดัง แฮร์รี เคน กับ ดาบิด เด เคอา

กัปตันทีมชาติอังกฤษโพสต์บนทวิตเตอร์ว่า “ขอยกย่องนายและบุคคลที่สนับสนุนยืนเคียงข้างนายอย่างเพื่อน ๆ ครอบครัว สโมสร และกัปตันทีม ฟุตบอลควรต้อนรับทุกคนเท่าเทียมกัน” ขณะที่นายประตูของแมนฯยูไนเต็ด โพสต์ว่า “เจค ผู้กล้าหาญอย่างมหัศจรรย์”

ทิม ธอร์นตัน นักข่าวของสกาย สปอร์ตส์ ให้สัมภาษณ์ว่า “ตัวแทนของเจคได้ติดต่อผมช่วงต้นปีหลังจากเขาตัดสินใจจะเปิดเผยความจริงต่อสาธารณชน ผมพบเจค เอเยนต์ และแม่ของเขาที่แบล็คพูล เราพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเมื่อข่าวแพร่ออกไป แต่เป็นความปรารถนาของเจคที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เขาคือแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทุกที่”

ดาเนียลส์ตระหนักดีถึงผลที่จะตามมาแม้ยังได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบตัวเหมือนครั้งหนึ่งที่ฟาชานูเคยบอกเล่าประสบการณ์ แต่อีกมุมหนึ่ง กองหน้าชาวอังกฤษ ซึ่งย้ายจากนอริชไปเล่นให้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ในเดือนสิงหาคม 1981 ยอมรับว่าตัวเขายังโดนล้อเลียนบ่อยครั้งและเป็นเป้าโจมตีด้วยวาจาของผู้คน รวมถึงจอห์น ฟาชานู น้องชายอายุน้อยกว่าปีเดียวของจัสติน ที่ให้สัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟกับ เดอะ วอยซ์ ซึ่งพาดหัวเรื่องว่า “จอห์น ฟาชานู: พี่ชายเกย์ของผมเป็นจัณฑาล” และเคยพูดกับ ทอล์คสปอร์ต ว่าความจริงแล้วจัสตินไม่ได้เป็นเกย์ เขาแค่เรียกร้องความสนใจ อย่างไรก็ตาม จอห์นได้ออกมาแสดงความเสียใจที่พูดแบบนั้นกับพี่ชายตัวเอง

ไม่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับการโกหก

“ผมบอกเรื่องนี้กับแม่และพี่สาวหลังจากแมตช์กับแอคคริงตันซึ่งผมทำได้สี่ประตู ผมรู้สึกผ่อนคลายกับการปลดปล่อยน้ำหนักที่หนักมากออกจากบ่า” เจค ดาเนียลส์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่จะบอกกับสโมสรและเพื่อนร่วมทีม เขาปรารถนาที่จะซื่อสัตย์กับตัวเองและอยากใช้ชีวิตด้วยการไม่ต้องโกหกใคร กองหน้าดาวรุ่งรู้สึกตื่นเต้นและประหลาดใจมากที่ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนนักเตะ เขาหวังว่าการกระทำครั้งนี้จะช่วยคนอื่นได้แบบเดียวกัน

ดาเนียลส์ย้อนกลับไปยังชีวิตวัยเด็กว่า น่าจะเป็นตอนอายุ 5-6 ขวบที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเวลาที่ยาวนานกับการใช้ชีวิตด้วยการโกหก แต่พออายุมากขึ้น เขาก็ตระหนักว่าคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ชีวิตแบบนั้นไม่เวิร์คแน่นอน เขาเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงและพยายามทำทุกอย่างให้เพื่อนๆมองว่าเขาเป็นชายแท้ แต่มันใหญ่เกินกว่าจะปกปิด เพื่อนที่โรงเรียนมักถามว่า “นายแน่ใจเหรอกว่าไม่ได้เป็นเกย์” ซึ่งเขาก็ตอบกลับไปเสมอว่า “ไม่ ฉันไม่ได้เป็น”

“ผมเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว ผมถามตัวเองว่าจะคอยจนกระทั่งรีไรท์แล้วค่อยออกมาบอกความจริงเหรอ แต่ไม่มีนักฟุตบอลอาชีพ(ที่ยังแข่งขันอยู่)ทำอะไรแบบนั้นเช่นกัน ท้ายสุดผมมองว่ามันกำลังนำผมไปสู่การโกหกอีกยาวนาน ซึ่งไม่ใช่วิถีชีวิตที่ผมต้องการ ผมจึงตัดสินใจเผยความจริงกับครอบครัว สโมสร และเพื่อนร่วมทีม”

“ณ เวลานั้น ความคิดมากมลายหายไป ความกดดันที่มีอยู่ก็ไม่เหลือแล้ว มันส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผมอย่างมาก ตอนนี้ผมเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นและมีความสุขกับตัวเองจริง ๆ ในที่สุด”

ดาเนียลส์เล่าถึงปฏิกิริยาแรกที่แม่และพี่สาวได้ฟังคำสารภาพของเขาว่า “พวกเขาตอบว่า จ้า..พวกเรารู้อยู่แล้ว จากนั้นผมก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกต่อไป ผมได้รับข้อความมากมายที่บอกว่าพวกเขาภูมิใจและพร้อมสนับสนุนผม มันเหลือเชื่อจริง ๆ ผมคขออะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว”

“ที่แบล็คพูลเป็นอะไรที่อะเมซิ่งมาก ๆ เช่นกัน ผมอยู่กับพวกเขาทุกวัน เพื่อนๆอยู่เคียงข้างผม ทุกคนเข้ามาตบหลังตบไหล่ ถามอะไรผมมากมาย แน่นอนทุกคนช็อกแต่ก็พูดว่าทำไมผทไม่บอกพวกเขาให้เร็วกว่านี้ล่ะ เป็นปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยมจริงๆเพราะสื่อให้เห็นว่าพวกเขาใส่ใจผมมากแค่ไหน แน่นอนกัปตันทีมเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ เขาถามผมหลายเรื่องก่อนทิ้งท้ายว่า เขาภูมิใจในตัวผม ซึ่งเป็นประโยคที่มีความหมายต่อผมมาก”

ปีนี้ ดาเนียลส์อายุ 17 ปี ได้เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ มีโอกาสลงเล่นนัดแรกในอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ เมื่อถูกเปลี่ยนลงสนามในนาทีที่ 81 ของเกมกับปีเตอร์โบโรห์ จากนั้นก็ออกมายอมรับว่าเป็นเกย์ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญในชีวิตของเขาแน่นอน

“เกย์ ไบ หรือเควียร์ในฟุตบอลชายยังเป็นประเด็นต้องห้าม เพราะนักฟุตบอลต้องแสดงออกถึงความแข็งแกร่ง แต่คนยังมองว่าเกย์เป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ แน่นอนผมยังระวังที่อาจเกิดปฏิกิริยาลักษณะนี้ และยังมีคนอีกมากที่เป็นโฮโมโฟเบียน (ไม่ชอบหรือกลัวคนรักร่วมเพศ) ทั้งที่สนามฟุตบอลและโซเชียลมีเดีย ผมคงห้ามคนอื่นไม่ได้ ผมเพียงต้องเรียนรู้ว่าจะไม่ให้มันส่งผลกระทบกับตัวเอง”

ดาเนียลส์หวังว่าการออกมาของเขาจะเป็นต้นแบบและสามารถช่วยให้คนอื่นกล้าที่จะออกมาหากพวกเขาต้องการ “ผมอายุแค่ 17 เอง และชัดเจนว่านี่คือสิ่งที่ผมอยากทำ ถ้านี่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าพวกเขาก็ทำแบบเดียวกันได้ มันเป็นเรื่องวิเศษสุดเลย ประมาณว่าในเมื่อเด็กคนนี้กล้าพอที่จะทำอะไรแบบนี้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน”

จากแฟนบอลสู่สองทศวรรษฟุตบอลลีกชาวเกย์

ขณะที่ จอห์น ฟาชานู และ เจค ดาเนียลส์ เป็นการกระทำที่กล้าหาญส่วนบุคคล แต่ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันของความหลากหลายทางเพศผ่านการแข่งขันฟุตบอลลีก GFSN หรือ “เกย์ ฟุตบอล ซัพพอร์ตเตอร์ส ลีก” (Gay Football Supporters Network League”

GFSN หรือ Gay Football Supporters Network เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหราชอาณาจักร ก่อตั้งเมื่อต้นปี 1989มีวัตถุประสงค์เพื่อให้แฟนบอลที่เป็นเกย์มีพื้นที่ในการพบปะพูดคุยถกเถียงประเด็นกีฬาลูกหนังที่พวกเขารักโดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเหยียดหยามหรือล่วงละเมิด

จากวงสนทนาประสาคนรักฟุตบอล กลายมาเป็นนัดหมายเพื่อเตะฟุตบอลข้างละห้าคน จากฟุตบอลข้างละห้ากลายเป็นข้างละสิบเอ็ด จากการแข่งขันแบบตามสะดวกเป็นแมตช์ๆไป กลายมาเป็นลีกที่มีระบบจัดการแข่งขัน ซึ่งเกมแรกในประวัติศาสตร์ จีเอฟเอสเอ็น ลีก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2002 เลสเตอร์ ไวลด์แคทส์ ชนะ ยอร์คเชียร์ เทอร์ริเออร์ส ไปอย่างสบายเท้า 5-1 ที่ธอร์นส์ พาร์ค ในเวคฟิลด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62948125

จีเอฟเอสเอ็น ลีก เพิ่งมีอายุครบ 20 ปีเต็มไปเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาในฐานะพื้นที่สำคัญสำหรับนักเตะและแฟนบอล LGBTQ+ จากสโมสรที่ร่วมก่อตั้ง 4 ทีม เพิ่มมาเป็น 16 ทีมในฤดูกาล 2022-23 ซึ่งแบ่งการแข่งขันเป็นดิวิชัน 1 และ 2ลีกละ 8 ทีม แล้วยังมีการชิงถ้วย จีเอฟเอสเอ็น คัพ อีกด้วย

จีเอฟเอสเอ็น ลีก เป็นลีกฟุตบอลแห่งชาติรายการเดียวในโลกสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งเปิดรับผู้คนทุกคนไม่จำกัดอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนา และอื่นๆ ประกอบด้วยสโมสรจากหลายเมืองในสหราชอาณาจักรเช่น ลอนดอน แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล เอดินเบิร์ก กลาสโกว์ คาร์ดิฟฟ์ รวมถึงสโมสรที่อยู่ในเครือข่ายจากประเทศไอร์แลนด์ด้วย

สำหรับแผนงานในทศวรรษที่สาม องค์กร “เกย์ ฟุตบอล ซัพพอร์ตเตอร์ส” มุ่งหวังที่จะเห็นทีมฟุตบอล LGBTQ+ กระจายไปทั่วสหราชอาณาจักรให้มากขึ้นอย่างเช่นยังไม่มีทีมในแองเกลียตะวันออกหรือในเบอร์มิงแฮมก็มีเพียงทีมเดียว, อยากให้มีการแข่งขันนานาชาติ ซึ่งเริ่มจากส่งทีมรวมดารา จีเอฟเอสเอ็น เข้าร่วมมหกรรมกีฬาเกย์เกมส์ที่ฮ่องกงในปีหน้า, เพิ่มจำนวนสมาชิกที่เป็น “ทราน” หรือแปลงเพศแล้ว โดยตอนนี้มี TRUK United ที่เป็นทีมฟุตบอลของทราน ส่งนักเตะร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกในจีเอฟเอสเอ็น ลีก ดิวิชัน 2

เป้าหมายสำคัญคือ จีเอฟเอสเอ็นจะไม่มีแค่จีเอฟเอสเอ็นเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการทำลายเครื่องกีดขวางทุกประเภทเพื่อที่ทุกคนจะได้เล่นฟุตบอลด้วยกัน ซึ่งแน่นอนนั่นเป็นแผนงานระยะยาว หนึ่งในเครื่องกีดขวางที่ถูกทำลายเกิดขึ้นในจีเอฟเอสเอ็น คัพ รอบชิงชนะเลิศ ฤดูกาลที่แล้วเมื่อวิลเลจ แมนเชสเตอร์ ครองแชมป์ด้วยชัยชนะเหนือดับลิน เดวิลส์ ในสนามเหย้าของเชลบอร์น เอฟซี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นัดชิงได้แข่งขันบนสนามของสโมสรลีกอาชีพนักฟุตบอลชาย

มนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งที่อยากเล่นฟุตบอล

ไมค์ กาโลเกรู ประธานจีเอฟเอสเอ็นวัย 39 ปี ซึ่งเล่นให้กับไวลด์แคทส์ตั้งแต่ปี 2009 ให้สัมภาษณ์กับบีบีซี สปอร์ต ว่า “พวกชายแท้ชอบถามผมว่า ‘ทำไมนายต้องเอาเรื่องเซ็กส์เข้ามาวงการฟุตบอลด้วย’ ถ้ามองไปบนอัฒจันทร์ จะเห็นคนที่เป็นโฮโมโฟเบียตะโกนถากถางล้อเลียนผู้เล่น คุณได้ยินอะไรแบบนี้เกือบทุกที่แหละไม่ว่าจะเป็นสนามระดับชาติหรือรากหญ้า”

“คนเราหวังเห็นผู้คนสนุกสนานกับฟุตบอลทั้งที่มีอะไรแบบนี้เกิดขึ้นเหรอ ครั้งหน้าอยากให้คุณลองฟังเสียงที่ได้ยินเวลาไปดูการแข่งขันฟุตบอลลีกหรืออยู่ในผับ คุณจะเข้าใจเหตุผลที่จีเอฟเอสเอ็นยังดำรงอยู่”

ขอบคุณภาพจาก  https://web.facebook.com/GayFootballSupportersNetwork/photos/pb.100063499932722.-2207520000../5520348088036407/

จีเอฟเอสเอ็นก้าวไปไกลจากแมตช์เดย์เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากคำบอกเล่าของเอียน คอลลินส์ เจ้าของผับในเมืองบีลผู้ถูกบันทึกว่าเป็นคนทำประตูแรกแม้เทอร์ริเออร์สพ่ายไวดล์แคทส์ 1-5 “เราต้องเล่นในสภาพโคลนท่วมรองเท้า แต่ทีมเลสเตอร์เดินทางมาแล้วและต้องการเล่นมาก ถ้าเป็นแมตช์อื่นระดับท้องถิ่น ทีมเหย้าคงเลื่อนการแข่งขันไปแล้ว”

สตีฟ นีเบลทท์ ซึ่งเป็นสมาชิกทีมไวลด์แคทส์ตั้งแต่ปี 2002 ย้อนความทรงจำว่า “เป็นเพราะสังคม(เกย์)ที่ดึงผมเข้าไปในวัย 20 ต้นๆ มันเยี่ยมมากที่ได้พบปะกับนักฟุตบอลทั่วประเทศ ทุกวันนี้ลีกก้าวไปไกลแล้ว อาจไม่ใช่ลีกที่เลิศในแง่มุมเทคนิค แต่เป็นเรื่องความหลากหลายของผู้คน มีอายุตั้งแต่ 19,20 ไปจนถึงรุ่น 50”

นีเบลทท์เติบโตในเวลส์ตอนใต้และย้ายไปเรียนปริญญาตรีที่เลสเตอร์ ตอนนี้ยังเล่นให้ไวลด์แคทส์ในว้ย 46 ปี “ระดับมาตรฐานฟุตบอลของเราสูงขึ้น เป็นการแข่งขันที่เข้มข้นจริงจังขึ้นมาก นั่นแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของทีมและนักฟุตบอล นักเตะหนุ่ม ๆ เข้ามามากขึ้นซึ่งหมายถึงคุณภาพที่เพิ่มขึ้น”

คอลลินส์ได้มอบเสื้อแข่งจากเกมแรกให้กับพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลแห่งชาติในแมนเชสเตอร์ และเขารู้สึกเป็นเกียรติที่ปรากฏชื่ออยู่บนวิกิพีเดีย แต่นั่นยังสำคัญน้อยกว่าการที่ลีกได้เปลี่ยนแปลงและท้าทายมุมมองที่มีต่อฟุตบอลชาย

“ผมเคยชวนเพื่อนที่เป็นเฮทโรเซ็กช่วล (รักต่างเพศ) มาชมบอลนัดหนึ่ง พวกเขาถามว่านักฟุตบอลคนไหนเป็นเกย์เพราะดูแข็งแกร่งมาก นั่นจึงทำให้พวกเขาตระหนักว่าเราจริงจังกับฟุตบอลมากแค่ไหน บางทีแต่ก่อนพวกเขาคงหวังจะให้เราสวมรองเท้าส้นสูงวิ่งบนสนามหญ้ามั้ง เราก็เป็นมนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งที่อยากเล่นฟุตบอล … ก็เท่านั้น”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Categories
Special Content

ก่อน “ซาน ซีโร สเตเดียม” เหลือเพียงเศษดินและความทรงจำ

ปลายศตวรรษที่ 20 ต่อต้นศตวรรษปัจจุบันน่าจะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์สนามฟุตบอลเนื่องจากเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงของหลายสนามสำคัญทั่วโลกจากความเสื่อมโทรมตามอายุขัยและเพื่อรองรับปริมาณความนิยมของแฟนๆที่เพิ่มขึ้น สนามอย่างซานติอาโก เบร์นาเบว, คัมป์นู, โอลด์ แทรฟฟอร์ด และแอนฟิลด์ เลือกที่จะต่อเติมปรับปรุงครั้งใหญ่ สนามอย่างไฮบิวรีเลือกที่จะทุบอัฒจันทร์และพื้นที่บางส่วนเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งโครงการที่พักอาศัย ไฮบิวรี สแควร์ พร้อมสร้างสนามใหม่คือ เอมิเรตส์ สเตเดียม

บางสนามถูกทำลายเหลือเพียงเศษอิฐเศษปูน เวมบลีย์ สเตเดียม รุ่นทวินทาวเวอร์ ที่เริ่มใช้งานในปี 1923 ไม่เหลือซากเพื่อให้เวมบลีย์ใหม่ถือกำเนิดบนพื้นที่เดิม ขณะที่เอฟเวอร์ตันจะย้ายไปเล่นที่สนามเหย้าใหม่ในฤดูกาล 2024-25 จากนั้นกูดิสัน ปาร์ค จะถูกทุบทิ้งหลังเริ่มใช้งานปี 1892

สนามเก่าแก่คลาสสิคแห่งล่าสุดที่เริ่มนับเวลาถอยหลังคือ ซาน ซีโร สตเดียม ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ก.ย.) ทีมชาติอังกฤษเพิ่งลงเล่นและแพ้ต่ออิตาลี 0-1 ส่งผลให้ปีหน้าพวกเขาต้องร่วงไปเตะเนชันส์ ลีก บี

แผนทุบทิ้งบ้านของสองสโมสรยักษ์ใหญ่ เอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ได้รับการอนุมัติเมื่อสามปีก่อน แต่มีประเด็นใหม่เพิ่มเติมว่า งบสร้างสนามใหม่บานปลายแตะ 1 พันล้านปอนด์ และกว่าการก่อสร้างจะเสร็จสิ้นทั้งโครงการปาเข้าไปปี 2030แต่ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงในวงกว้างคือ Tower 11 หรือหอคอยที่สิบเอ็ด สัญลักษณ์ของสนามที่เคยคาดหมายว่าจะหลงเหลือให้เป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำของซาน ซีโร สเตเดียม โดนกดปุ่มไฟเขียวให้ทำลายลงเป็นที่เรียบร้อย

แม้อิตาลีจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่อบอวลด้วยสุนทรียภาพแห่งศิลปะแต่ … “ประเทศอิตาลีให้ความเคารพเพียงน้อยนิดต่อประวัติศาสตร์ของสโมสรกีฬา และการทำลาย จุยเซปเป มีอัซซา สเตเดียม ที่ซาน ซีโร แสดงให้เห็นถึงการขาดความใส่ใจต่อความมหัศจรรย์ของนครมิลานในเชิงสถาปัตยกรรม” อัลวิเซ แคคนัซโซ คอลัมนิสต์ฟุตบอล ได้เขียนไว้ในบทความที่เผยแพร่ในสื่ออังกฤษ เดลี เมล

“หอคอยที่สิบเอ็ด” มรดกสุดท้ายของสนามซาน ซีโร

จุยเซปเป มีอัซซา สเตเดียม เป็นชื่อใหม่ของซาน ซีโร สเตเดียม ที่ถูกเปลี่ยนเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1980 ราวหนึ่งปีหลังการเสียชีวิตของจุยเซปเป มีอัซซา หนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการฟุตบอลมิลาน เขาเคยเล่นให้ทั้งอินเตอร์ มิลาน (1927-1940, 1946-1947) และเอซี มิลาน (1940-42) จากนั้นเคยคุมทีมเนรัซซูรี 3 ช่วงสั้นๆ (1947-1948, 1955-1956, 1957)

ความจริงแล้วชื่อดั่งเดิมเมื่อครั้งก่อสร้างในทศวรรษที่ 1920 คือ Nuovo Stadio Calcistico San Siro (แปลว่า สนามฟุตบอลแห่งใหม่ในซาน ซีโร) แต่ผู้คนมักเรียกสั้นๆเพียงซาน ซีโร ตามชื่อเขตของมิลาน เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอิตาลี โดยซาน ซีโร อยู่ห่างจากใจกลางนครมิลานไปทางทิศตะวันตกเฉลียงเหนือประมาณห้ากิโลเมตร

11 Towers หรือหอคอยทั้งสิบเอ็ด เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของสนามซาน ซีโร เหตุผลไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ที่เป็นแท่งทรงกระบอกขนาดยักษ์ แต่ยังมีจำนวนมากถึง 11 หอคอยที่ล้อมรอบตัวสนามเพื่อรองรับโครงสร้างของอัฒจันทร์แต่ละชั้นและหลังคา โดยแฟนบอลที่เดินทางมายังสนามซาน ซีโร สามารถมองเห็นหอคอยยืนตระหง่านได้แต่ไกลเป็นแท่งกระบอกยักษ์ที่มีเกลียวพัน ซึ่งเกลียวนี้เป็นทางลาดที่ใช้เดินภายในสนาม

ตามแผนเดิมหอคอยจะถูกรักษาไว้หนึ่งหอคอยหวังให้เป็นสัญลักษณ์แห่งการระลึกถึงการมีตัวตนของสนามระดับตำนานกีฬาลูกหนังโลก ซึ่งจะตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลนักจาก The Cathedral (มหาวิหาร) ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของสนามใหม่ และเป็นระยะทางที่สามารถเดินถึงกันได้สบายๆ แต่เดือนกันยายนที่ผ่านมาได้มีการเปิดเผยจากแหล่งข่าวใกล้ชิดของสภาเมืองมิลานว่า “หอคอยที่สิบเอ็ด” จะถูกทุบทิ้งด้วย อย่างไรก็ตาม แฟนบอลทั่วโลกมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวเก็บความทรงจำของสนามซาน ซีโร ได้ประมาณสี่ปีก่อนโดนรื้อทำลายหลังใช้จัดพิธีเปิดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2026

สำหรับโปรเจ็กต์ “มหาวิหาร” นั้นจะเริ่มทำการก่อสร้างในเดือนมกราคม 2024 เป็นต้นไป โดยมีรายงานจากสื่อใหญ่เมืองมะกะโรนี คอร์เรียเร เดลลา เซรา ว่าล่าสุดงบประมาณได้พุ่งขึ้นเป็น 1.2 พันล้านปอนด์ เพิ่มจากเดิม 120 ล้านปอนด์ แบ่งเป็น 80 ล้านปอนด์สำหรับการสร้างสนาม และอีก 40 ล้านปอนด์สำหรับการตลาด

สนามฟุตบอลความจุผู้ชม 6 หมื่นที่นั่ง (เทียบกับ 7.5 หมื่นที่นั่งของซาน ซีโร สเตดียม) จะถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่สีเขียว 22 เอเคอร์ ประกอบด้วยศูนย์ประชุมและศูนย์การค้าขนาดใหญ่ รวมถึงสวนสาธารณะเทศบาลที่อุดมด้วยบรรยากาศธรรมชาติ ภายในมียิมกลางแจ้ง พิพิธภัณฑ์ ลู่วิ่งและอื่นๆเพื่อให้คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้พักผ่อนหย่อนใจ คาดว่าเมกะโปรเจ็กต์นี้จะแล้วเสร็จประมาณปี 2030 แต่ในส่วนของสนามแข่งขันคาดว่าจะเสร็จทันเปิดฤดูกาล 2027-28

“มหาวิหาร” บ้านใหม่ของมิลานและอินเตอร์

ย้อนไปยังวันที่ 24 มิถุนายน 2019 เอซี มิลาน และอินเตอร์ มิลาน ออกแถลงการณ์ร่วมถึงแผนการสร้างสนามใหม่และคาดให้แล้วเสร็จทันเปิดใช้การแข่งขันซีซัน 2022-23 แต่จุยเซปเป ซาลา นายกเทศมนตรีมิลานและชาวเมืองเรียกร้องและกดดันให้สโมสรเก็บรักษาสนามซาน ซีโร อย่างน้อยถึงโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูหนาวในปี 2026 ซึ่งมิลานและ Cortina d’Ampezzo เป็นเจ้าภาพ

บ้านใหม่ของสองสโมสรยักษ์ใหญ่วางการออกแบบด้วยการอ้างอิงเมอร์ซิเดส-เบนซ์ สเตเดียม สนามเหย้าของทีมอเมริกันฟุตบอล แอตแลนตา ฟาลคอนส์ และทีมฟุตบอล แอตแลนตา ยูไนเต็ด ในรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และวันที่ 21ธันวาคม 2021 Populous บริษัทออกแบบสถาปัตย์ชั้นนำของโลก ซึ่งรับผิดชอบโครงการสร้างสนามเวมบลีย์ สเตเดียม, เอมิเรตส์ สเตเดียม และท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดียม ได้รับเลือกให้ออกแบบสนามแห่งใหม่

สนามนี้ใช้ชื่อชั่วคราวว่า Nuovo Stadio Milano แต่ต่อมารู้จักกันดีในสมญานาม The Cathedral ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Galleria Vittorio Emanuel II ศูนย์การค้าที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมฟื้นฟูเรอแนซ็องส์ และDuomo di Milano หรืออาสนวิหารมิลาน

การออกแบบอยู่ภายใต้แนวคิดต้องการให้เป็นสนามกีฬาที่ยั่งยืนที่สุดในยุโรป พร้อมโครงสร้างที่นั่งเอื้ออำนวยให้แฟนบอลอยู่ใกล้ชิดกับนักฟุตบอลและการแข่งขันมากที่สุด นอกจากนี้แสงภายในสนามยังสามารถปรับเปลี่ยนสีไปตามสโมสรที่ลงแข่งขัน สีแดงสำหรับเอซี มิลาน และสีน้ำเงินสำหรับอินเตอร์ มิลาน คล้ายกับอลิอันซ์ อารีนา ในนครมิวนิก ประเทศเยอรมนี

ย้อนทรงความจำเกือบร้อยปีของ “ซาน ซีโร สเตเดียม”

*** สนามซาน ซีโร มีความจุ 75,923 ที่นั่ง ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของทวีปยุโรป (ไม่รวมสนามกีฬานานาชาติอย่างเวมบลีย์และสตาด เดอ ฟรองส์) เป็นรองเพียง คัมป์นู ของบาร์เซโลนา, เวสท์ฟาเลินชตาดิโยน ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และซานติอาโก เบร์นาเบว ของเรอัล มาดริด

*** สนามซาน ซีโร สร้างในเขตซาน ซีโร ก็เพราะปิเอโร พิเรลลี ประธานสโมสรขณะนั้นของเอซี มิลาน เป็นเจ้าของสนามแข่งม้าที่อยู่ในเขตนี้ จึงเป็นเรื่องสะดวกสำหรับเขาที่จะหาที่ดินสร้างสนามฟุตบอลใหม่เท่านั้นเอง

สนามเริ่มก่อสร้างในปี 1925 และเพียงปีเดียวก็เสร็จสมบูรณ์โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 5 ล้านลีร์ สนามถูกใช้เพื่อจัดแข่งขันฟุตบอลเท่านั้นเนื่องจากไม่มีลู่กรีฑา ช่วงแรกสามารถรองรับแฟนบอลได้ราว 35,000 คน 

ขอบคุณภาพจาก  https://stadiumfreak.com/facts-about-san-siro/

*** สนามเริ่มใช้แข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นทางการนัดแรกในวันที่ 19 กันยายน 1926 ระหว่างสองสโมสรคู่อริในเมือง เอซี มิลาน กับ อินเตอร์ มิลาน โดยช่วงทศวรรษแรก เอซี มิลาน เป็นเจ้าของสนามซาน ซีโร จึงถือเป็นการลงสนามแมตช์เหย้าของพวกเขา ผลปรากฏว่าเจ้าถิ่นแพ้อย่างราบคาบ 3-6

*** ต่อมาเมืองมิลานเข้ามาซื้อสนามซาน ซีโร และลงมือขยายสนามเป็นครั้งแรกในปี 1935 อัฒจันทร์โค้งบริเวณหลังเสาธงทั้งสี่ด้านถูกสร้างเพิ่มเติม พร้อมต่อเติมหลังคาเหนืออัฒจันทร์บางด้าน ส่งผลให้ความจุสนามเพิ่มขึ้นเป็น 55,000 คน

*** ช่วงสองทศวรรษแรก อินเตอร์ มิลาน เล่นนัดเหย้าในสนาม อารีนา ซีวิกา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านดาวน์ทาวน์ของมิลาน จึงต้องไปเล่นซาน ซีโร สเตเดียม ในฐานะทีมเยือน จนกระทั่งสโมสรเริ่มรู้สึกว่าสนามตัวเองเล็กเกินไปแล้วจึงย้ายไปใช้สนามซาน ซีโร ร่วมกับเอซี มิลาน ตั้งแต่ปี 1947

*** หลังสองสโมสรใช้สนามร่วมกัน ซาน ซีโร สเตเดียม กลายเป็นสถานที่คับแคบไปอีกครั้งนำไปสู่การขยายสนามครั้งใหญ่ช่วงต้นปี 1948 ซึ่งแผนแรกนั้น สถาปนิกวางเป้าหมายให้สนามรองรับแฟนบอลให้ได้มากถึง 150,000 คนจากจำนวนเดิม 55,000 คน หนึ่งในการออกแบบที่ร่างไว้คือเพิ่มอัฒจันทร์ชั้นที่สามอยู่เหนือทุกอัฒจันทร์ที่มีอยู่เดิม

แต่ภาพฝันที่จินตนาการไว้ไม่เกิดขึ้นจริง มีการเพิ่มเติมเพียงอัฒจันทร์ชั้นที่สองเท่านั้น ทำให้จำนวนลดเหลือ 100,000 คน แต่ต่อมาด้วยเหตุผลความปลอดภัยในปี 1955 จำนวนผู้ชมลดลงเหลือ 85,000 คน แบ่งเป็น 60,000 ที่นั่ง และแฟนบอล 25,000 คนที่ยืนเชียร์

ปี 1957 สนามทำการติดตั้งระบบไฟฟ้าเพื่อใช้งานเวลากลางคืน และปี 1967 ได้มีการนำสกอร์บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้

*** ระหว่างปี 1987 ถึง 1990 เป็นช่วงเวลาปรับปรุงสนามครั้งสำคัญ อัฒจันทร์สามด้านได้มีการเสริมที่นั่งชั้นพิเศษอยู่เหนืออัฒจันทร์สองชั้นเดิม ภาพลักษณ์ของสนามเก่าถูกปรับโฉมให้ดูทันสมัยขึ้น โซนยืนเชียร์หายไปกลายเป็นสนามที่สามารถจุได้สูงสุด 85,700 ที่นั่ง

การรีโนเวทใหญ่นี้ก็เพื่อใช้เป็นสนามจัดการแข่งขันเวิลด์คัพ 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ แม้ค่าใช้จ่ายสูงถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ส่งผลให้ซาน ซีโร สเตเดียม เป็นสนามฟุตบอลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก

นอกจากใช้เป็นสังเวียนฟุตบอลโลก 3 นัดในปี 1934 และ 6 นัดในปี 1990 สนามซาน ซีโร ยังถูกนำไปรองรับการแข่งขัน 3นัดของยูโร 1980 รวมถึงนัดชิงชนะเลิศยูโรเปียน คัพ ปี 1965 (อินเตอร์ มิลาน เป็นแชมป์) และปี 1970 (เฟเยนูร์ด เป็นแชมป์) ก่อนที่รายการนี้จะเปลี่ยนชื่อเป็น แชมเปียนส์ ลีก สนามเคยเป็นสังเวียนชิงชนะเลิศในปี 2001 (บาเยิร์น มิวนิก เป็นแชมป์) และปี 2016 (เรอัล มาดริด เป็นแชมป์)

*** มวยสากลและรักบี้เคยจัดขึ้นที่สนามซาน ซีโร ในปี 1960 และ 2009 ตามลำดับ แต่บ้านของสองทีมฟุตบอลเป็นที่คุ้นเคยดีของแฟนเพลง เป็นหนึ่งในสถานที่จัดคอนเสิร์ตแห่งใหญ่ของอิตาลีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ประเดิมด้วยอัพไรซิ่ง ทัวร์ของศิลปินเร็กเกระดับตำนานอย่าง บ็อบ มาร์เลย์ และเดอะ เวลเลอร์ส เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 1980

*** วันที่ 22 พฤษภาคม 2020 หน่วยงานดูแลมรดกวัฒนธรรมของอิตาลีอนุมัติให้ทำลายสนามซาน ซีโร ซึ่งเริ่มใช้งานเมื่อปี 1926 โดยสนามจะถูกใช้งานครั้งสุดท้ายในโอลิมปิกฤดูหนาวปี 2026 ซึ่งหาก Nuovo Stadio Calcistico San Siro ยังอยู่ คงมีการจัดงานฉลองครบหนึ่งร้อยปีให้กับสนามแทนที่จะเริ่มทุบทิ้ง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้ ? : ราชวงศ์อังกฤษ กับการเชียร์ทีมฟุตบอลในดวงใจ

ชาวอังกฤษในเวลานี้ ยังอยู่ในช่วงของการไว้ทุกข์ หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเกมฟุตบอลในสุดสัปดาห์นี้ แข่งขันตามปกติ

แต่มีบางแมตช์ที่ต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป ด้วยเหตุผลเรื่องกำลังตำรวจที่ไม่เพียงพอ เนื่องจากจะต้องไปดูแลความปลอดภัย ในวันประกอบพระราชพิธีพระบรมศพ วันจันทร์ที่ 19 กันยายนนี้

เมื่อพูดถึงสมาชิกราชวงศ์ของอังกฤษ หลายคนอาจยังไม่เคยทราบมาก่อนว่า ได้เลือกสนับสนุนทีมฟุตบอลที่แต่ละพระองค์ชื่นชอบ ซึ่งเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับประชาชนคนธรรมดา

วันนี้ SoccerSuckไข่มุกดำ จะมาเล่าให้ฟังว่า สมาชิกราชวงศ์ของอังกฤษ เลือกเชียร์ทีมฟุตบอลทีมใดกันบ้าง ซึ่งอาจจะตรงใจกับทีมเชียร์ของแต่ละคนก็เป็นได้

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 : อาร์เซน่อล หรือ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

อดีตประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ที่ครองราชบัลลังก์ยาวนานถึง 70 ปี ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนว่า เลือกเชียร์ทีมฟุตบอลทีมใด แต่สันนิษฐานว่า อาจจะเป็นอาร์เซน่อล หรือ เวสต์แฮม

ด้านหนึ่ง มีการวิเคราะห์ว่า ควีนอลิซาเบธที่ 2 ได้สนับสนุนอาร์เซน่อล เพราะเป็นสโมสรเดียวในอังกฤษ ที่เปิดโอกาสให้นักเตะ และผู้จัดการทีม ได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่พระราชวังบักกิงแฮม เมื่อปี 2007

นอกจากนี้ “เดอะ ซัน” สื่อดังของอังกฤษ เคยอ้างคำพูดของควีนอลิซาเบธที่ 2 ขึ้นหน้าหนึ่งมาแล้วว่าเป็นกองเชียร์ของอาร์เซน่อล ตามพระมารดา รวมถึงมีการเอ่ยชื่อเชส ฟาเบรกาส ที่ขณะนั้นเป็นนักเตะของทีมด้วย 

อนึ่ง เมื่อปี 2006 เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินบะระ พระราขสวามี (สิ้นพระชนม์เมื่อเดือนเมษายน ปี 2021) เคยเสด็จแทนพระองค์ในพิธีเปิดสนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม รังเหย้าแห่งใหม่ของ “เดอะ กันเนอร์ส”

แต่มีอีกด้านหนึ่งที่ระบุว่า ควีนอลิซาเบธที่ 2 เป็นแฟนเวสต์แฮม เนื่องจากชื่นชอบรอน กรีนวู้ด อดีตผู้จัดการทีมของ “เดอะ แฮมเมอร์ส” เป็นการส่วนพระองค์ และเคยมอบยศอัศวินให้เมื่อปี 1981 ด้วย

จากการที่ควีนอลิซาเบธที่ 2 ไม่บอกให้คนภายนอกรู้ว่า พระองค์ชื่นชอบทีมฟุตบอลทีมใดเป็นพิเศษ เพราะต้องการวางตัวเป็นกลาง และคงเป็นความลับที่จะไม่ถูกเปิดเผยไปตลอดกาล

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 : เบิร์นลี่ย์

กษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งสหราชอาณาจักร พระชนมายุ 73 พรรษา ทีมฟุตบอลที่ทรงชื่นชอบคือ เบิร์นลี่ย์ ทีมที่เพิ่งตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังอยู่ในลีกสูงสุดมา 6 ซีซั่นติดต่อกัน

ความชื่นชอบในสโมสรเบิร์นลี่ย์ ของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 มีจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2005 พระองค์ได้เสด็จไปเยือนเมืองเบิร์นลี่ย์ เพื่อติดตามโครงการ Prince’s Trust และเยี่ยมชมสนามเทิร์ฟ มัวร์

ฤดูกาล 2009/10 เบิร์นลีย์เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดในยุค “พรีเมียร์ลีก” เป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นผลงานไม่สม่ำเสมอเท่าที่ควร เคยตกชั้นไป 2 ครั้ง ก่อนกลับมาอยู่พรีเมียร์ลีกแบบต่อเนื่องถึง 6 ซีซั่น

ซึ่งเมื่อทราบข่าวว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ชื่นชอบ “เดอะ คลาเร็ตส์” และติดตามผลการแข่งขันของทีมอยู่เสมอ ทางสโมสรจึงมอบตั๋วปีแบบวีไอพีให้กับพระองค์เป็นการตอบแทน

เจ้าชายวิลเลียมส์ : แอสตัน วิลล่า

พระราชโอรสพระองค์โต ในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พระชันษา 40 ปี ปัจจุบันทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) เลือกแอสตัน วิลล่า เป็นทีมที่ทรงโปรด

เมื่อปี 2015 เจ้าชายวิลเลียมส์ เคยให้สัมภาษณ์กับแกรี่ ลินิเกอร์ พิธีกรของ BBC ว่า “เพื่อน ๆ ของผมที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน พวกเขาจะเชียร์แมนฯ ยูไนเต็ด หรือเชลซี แต่ผมไม่อยากทำแบบนั้น”

“ผมเลือกเชียร์ทีมที่อยู่กลางตารางมากกว่า เพราะทำให้รู้สึกตื่นเต้นกับผลการแข่งขันที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ทีมนั้นคือแอสตัน วิลล่า สโมสรฟุตบอลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน”

“นัดแรกที่ผมได้ไปดู คือเกมที่วิลล่า เจอโบลตัน ในเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ปี 2000 วิลล่าผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับเชลซี บรรยากาศมันวิเศษมาก รู้สึกได้เลยว่าวิลล่าคือทีมที่ใช่สำหรับผม”

ฤดูกาล 2018/19 วิลล่าได้เลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังตกชั้นไปเล่นลีกรองอยู่ 3 ซีซั่น เจ้าชายวิลเลี่ยมได้เข้าไปกอดกับยอห์น คาริว ดาวยิงตัวเก่งด้วยความดีใจแบบสุดเหวี่ยงเลยทีเดียว

ส่วนเจ้าชายจอร์จ พระโอรสองค์โตวัย 9 ขวบ ได้เคยไปชมเกมที่แอสตัน วิลล่า ชนะนอริช ซิตี้ 5 – 1 เมื่อปี 2019 แต่เจ้าชายวิลเลียมส์ก็จะให้อิสระอย่างเต็มที่ ในการเลือกทีมฟุตบอลที่เขาชื่นชอบ

เจ้าหญิงแคเธอรีน : เชลซี

พระชายาของเจ้าชายวิลเลียมส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ พระชันษา 40 ปี เท่ากัน ทรงชื่นชอบกีฬาตั้งแต่วัยเยาว์ และเคยเป็นอดีตกัปตันทีมฮอกกี้ระดับมัธยมศึกษา ทรงประกาศพระองค์ว่าเชียร์เชลซี

เรื่องราวความคลั่งไคล้เชลซีนั้น เกิดขึ้นในปี 2015 เจ้าหญิงแคเธอรีน ได้ไปงานการกุศลที่แอนนา ฟรอยด์ เซนเตอร์ ศูนย์ดูแลสุขภาพจิตสำหรับเด็กและเยาวชน และได้สนทนากับรีเจย์ ไบรอัน เด็กชายวัย 8 ขวบ

เจ้าหนูรีเจย์ ก็ได้ทักทายแบบเป็นมิตร เพราะทราบว่าเจ้าหญิงแคเธอรีน เชียร์เชลซีเช่นเดียวกับเขา นอกจากนี้ แกรี่ โกลด์สมิธ คุณลุงแท้ ๆ ของเจ้าหญิงแคเธอรีน ก็เป็นแฟนตัวยงของ “สิงห์บูลส์” เช่นกัน

และยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่มีความเป็นไปได้ คือ พ่อแม่ของเจ้าหญิงแคเธอรีน ได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งมูลค่ากว่า 1 ล้านปอนด์ ที่อยู่ใกล้กับสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ รังเหย้าชองเชลซี

เจ้าชายแฮร์รี่ : อาร์เซน่อล

พระราชโอรสพระองค์เล็ก ในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเป็นพระสวามีของเมแกน ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ พระชันษา 38 ปี ทรงชื่นชอบอาร์เซน่อล สโมสรที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษมากที่สุด

เมื่อปี 2017 “เดอะ ซัน” สื่อชื่อดังของอังกฤษ รายงานว่า เจ้าชายแฮร์รี่ เดินทางไปชมการซ้อมของทีมรักบี้ทีมชาติอังกฤษ และได้สนทนากับแจ็ค แกร์ หนึ่งในทีมสต๊าฟฟ์โค้ช เกี่ยวกับเรื่องการเชียร์ฟุตบอล

เจ้าชายแฮร์รี่ ถามว่า คุณเชียร์ทีมอะไร ? แจ็ค แกร์ตอบว่า “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” แล้วถามเจ้าชายแฮร์รี่กลับไปว่า คุณเชียร์ทีมไหนล่ะ ? ก็ได้คำตอบว่า “อาร์เซน่อล… แต่ตอนนี้อย่าไปพูดถึงมันดีกว่า”

สาเหตุที่เจ้าชายแฮร์รี่ พูดประโยคดังกล่าวออกมา เป็นเพราะว่า “เดอะ กันเนอร์ส” เพิ่งถูกบาเยิร์น มิวนิค ถล่ม 5 – 1 ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และหลังจากนั้น ทีมก็ห่างหายจากถ้วยใหญ่ยุโรปมาแล้ว 6 ปี

ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์ หรือครอบครัวสามัญชนทั่วไป ย่อมมีรสนิยมความชื่นชอบที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การยอมรับความคิดที่แตกต่างกันให้ได้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง : 

– https://www.mirror.co.uk/news/uk-news/royals-favourite-football-teams-williams-24519087

https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/prince-william-explains-supports-aston-22435558

https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/watch-prince-william-reveal-supports-5778761

https://www.mirror.co.uk/news/uk-news/the-queens-a-west-ham-fan-416997

https://www.dailystar.co.uk/sport/football/king-charles-supports-burnley-queen-27946146

https://www.dailystar.co.uk/sport/football/prince-harry-royal-football-arsenal-24347305

https://www.thesun.co.uk/sport/football/2892012/prince-harry-reveals-he-is-an-arsenal-fan/

– https://www.telegraph.co.uk/sport/football/9085234/Prince-of-Wales-supports-Burnley-football-club.html

https://www.lancashiretelegraph.co.uk/news/4781705.prince-charles-pledges-support-burnley-fc/

Categories
Special Content

“อิวาน โทนีย์” ทีมชาติอังกฤษป้ายแดงในวัย 26 เพชฌฆาตจุดโทษและศูนย์หน้าผู้แข็งแกร่งในเกมรับ

ท่ามกลางกระแสถกเถียงรายชื่อ 28 นักเตะทีมชาติอังกฤษที่แกเรธ เซาธ์เกต ออกมาเพื่อส่งลุยดงแข้งยูฟา เนชันส์ คัพ สองนัดสุดท้ายของกลุ่ม 3 ช่วงปลายเดือนกันยายน อิวาน โทนีย์ ศูนย์หน้าวัย 26 ปีของเบรนท์ฟอร์ด เป็นชื่อแปลกใหม่ป้ายแดงที่หลุดเข้ามา

กุนซือวัย 52 ปีจากเมืองวัตฟอร์ด พูดถึงการเรียกตัวโทนีย์ร่วมทีมสิงโตคำรามเป็นครั้งแรกว่า “เราติดตามเขามานานแล้ว ฟอร์มการเล่นและคุณภาพของเขาไม่ได้มีเพียงการทำประตูแต่รวมถึงทักษะเทคนิค การสร้างเกม และลูกกลางอากาศ ซึ่งจะสร้างการทะลุทะลวงที่แตกต่างให้กับทีมเรา”

โทนีย์ย้ายจากปีเตอร์โบโรห์ในลีกวันและเซ็นสัญญาห้าปีกับเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งขณะนั้นอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ เมื่อวันที่ 31สิงหาคม 2020 ด้วยค่าตัวเบื้องต้น 5 ล้านปอนด์ และสามารถเพิ่มขึ้นสูงสุด 10 ล้านปอนด์หากบรรลุเงื่อนไขโบนัสแอดออนครบ

หากเซาธ์เกตส่งโทนีย์ลงสนามไม่ว่าจะเป็นตัวจริงตัวสำรอง ไม่ว่าเป็นแมตช์กับอิตาลี (23 ก.ย.) หรือเยอรมนี (26 ก.ย.) “เดอะ บีส์” จะต้องจ่ายโบนัสให้ปีเตอร์โบโรห์อีก 1 ล้านปอนด์ ทำให้ค่าตัวรวมของศูนย์หน้าวัย 26 ปีเพิ่มเป็น 8 ล้านปอนด์ ขณะที่โทนีย์จะเป็นนักเตะรายที่สามในประวัติศาสตร์สโมสรเบรนท์ฟอร์ดที่ติดทีมชาติอังกฤษ

บิลลี สกอตต์ กองหน้าตัวใน เป็นนักเตะคนแรกของเบรนท์ฟอร์ดที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษจากนัดชนะเวลส์ 2-1 เมื่อวันที่ 17ตุลาคม 1936 ตามมาด้วย เลส สมิธ แนวรุกฝั่งซ้ายที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนสแตนลีย์ แมทธิวส์ ที่บาดเจ็บระหว่างเกมกับโรเมเนียเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1939 แต่ไม่กี่เดือนต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ระเบิดขึ้น จากครั้งนั้นเวลาผ่านไปนานถึง 83ปี โทนีย์มีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์ครั้งที่สามให้เบรนท์ฟอร์ด

ทวิตเตอร์ของเบรนท์ฟอร์ดไม่รอช้าโพสต์แสดงความยินดีกับโทนีย์ทันที “Huge congratulations to Ivan on his first #ThreeLions call-up” พร้อมแท็คบัญชี @IvanToney24 และ @England

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62918723

ทางด้าน โธมัส แฟรงค์ ผู้จัดการทีมเบรนท์ฟอร์ด ร่วมแสดงความยินดีกับลูกทีม “นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการโอบกอดของสโมสร”

“นี่เป็นวันที่วิเศษสุดโดยเฉพาะสำหรับอิวาน แต่รวมถึงทุกคนที่เบรนท์ฟอร์ดด้วย เครดิตส่วนใหญ่ต้องมอบให้อิวานที่สร้างผลงานอย่างเหลือเชื่อบนสนามนับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเรา และแสดงให้เห็นว่าเขามีศักยภาพที่สามารถเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ”

“เขาเป็นหนึ่งในผู้นำทีมเรา เขายอดเยี่ยมทั้งในฐานะนักฟุตบอลและมนุษย์คนหนึ่ง ทุกนัดแฟนบอลเบรนท์ฟอร์ดจะเห็นว่าเขานำอะไรมาสู่ทีมบ้าง ผมหวังว่าแฟน ๆ ทีมชาติอังกฤษจะมีโอกาสเห็นด้วยตาตนเองเช่นเดียวกัน ความสำเร็จนี้ขอมอบให้กับครอบครัวของอิวานและทุกคนที่เคยทำงานกับเขาที่สโมสรก่อนหน้านี้ที่ร่วมพัฒนาตัวเขาขึ้นมา”

ถูกยกให้เป็นนักเตะที่สังหารจุดโทษที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อสามปีที่แล้ว โทนีย์ยังเล่นอยู่ในลีกวันก่อนย้ายจากปีเตอร์โบโรห์มายังถิ่นลอนตะวันตกช่วงที่เบรนท์ฟอร์ดอยู่ในเดอะ แชมเปียนชิพ แต่โทนีย์แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่สามารถต่อกรบนสังเวียนพรีเมียร์ลีกได้อย่างไม่ลำบาก

2020-21 ฤดูกาลแรกในสีเสื้อลายขาวแดง โทนีย์ลงแข่งแชมเปียนชิพ 45 นัด ทำไป 31 ประตู พาทีมผึ้งมหากาฬเลื่อนขึ้นมาอยู่ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซัน 1946-47 เขาทำไป 12 ประตู 5 แอสซิสต์จากพรีเมียร์ลีก 33 นัด ทีมจบด้วยอันดับ 13 บนตาราง ส่วนซีซันปัจจุบัน โทนีย์ลงตัวจริงและอยู่ในสนามตลอด 6 นัดแรก ทำ 5 ประตู 2 แอสซิสต์ที่เกิดขึ้นในแมตช์ถลุงแมนฯ ยูไนเต็ด 4-0 และล่าสุดเขายังทำแฮททริกในนัดต้อนลีดส์ 5-2

แดน ลอง นักข่าวของสกาย สปอร์ตส์ เขียนถึงโทนีย์ว่า “เขาไม่เคยกลัวที่จะอยู่บนจุดไหนของสนามและบ่อยครั้งที่คู่ต่อสู้ไม่ทันสังเกตเขาด้วยซ้ำ แม้เป็นกองหน้า แต่เขาเป็นคนสำคัญในการป้องกันลูกตั้งเตะ ตอนนี้มีสถิติชนะการแย่งบอลบนอากาศรวมแล้ว 20 ครั้ง”

“สถิติยิงจุดโทษของโทนีย์เป็นมุมที่น่าสนใจทีเดียวสำหรับแผนการเล่นของทีมชาติอังกฤษ เขาเป็นตัวเลือกแรกของเบรนท์ฟอร์ดตั้งแต่ย้ายเข้ามาใหม่ ๆ เขาไม่เคยพลาดเป้าตลอด 18 ครั้งที่ผ่านมา ย้อนไปเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โธมัส แฟรงค์ เคยกล่าวว่า โทนีย์เป็นตัวสังหารจุดโทษที่ดีที่สุดในโลก ณ ขณะนี้”

แบร์รี ฟราย ผู้อำนวยการด้านฟุตบอลวัย 77 ของปีเตอร์โบโรห์ ตั้งข้อสังเกตว่า “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าทีมที่ต้องการศูนย์หน้าอย่างเชลซีและแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เสนอซื้ออิวานด้วยจำนวนเงิน 60-70 ล้านปอนด์ พวกเขาพลาดโอกาสทองไปแล้ว”

ฟราย ซึ่งเคยนั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมปีเตอร์โบโรห์ระหว่างปี 1996 – 2005 ยกย่องโทนีย์ต่อว่า “เขาครองบอลได้เหนียวแน่น นำเพื่อนร่วมทีมเข้าสู่ระบบการเล่น สร้างสรรค์โอกาสและจบสกอร์ แล้วก็เหมือนที่เคยเป็นที่ปีเตอร์โบโรห์ เขาเป็นหนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดของเบรนท์ฟอร์ดยามที่ถอยลงไปตั้งเกมรับ”

ปฏิเสธทีมชาติจาเมกาเพื่อรอวันสวมเสื้อ “ทรี ไลออนส์”

โทนีย์รอเวลาจนถึงช่วงกลางอาชีพค้าแข้งเพื่อถูกเรียกตัวร่วมทีมชาติทั้งที่เขาสามารถลงแข่งขันแมตช์นานาชาติได้ก่อนหน้านี้ โทนีย์ปฏิเสธคำเชิญของทีมชาติจาเมกาที่พยายามโน้มน้าวหลายครั้งให้เปลี่ยนใจ แต่ “อิวาน เบนจามิน เอไลญาห์ โทนีย์”ซึ่งเกิดในเมืองนอร์ทแธมป์ตันเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1996 มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะสวมเสื้อที่ปะสัญลักษณ์ “สิงโตสามตัว” บนหน้าอกเสื้อเท่านั้น

ถ้านั่นเป็นความเสี่ยง โทนีย์ก็เป็นฝ่ายชนะในวัย 26 ปี แม้ต้องรอชัยชนะที่สมบูรณ์แบบจากการลงสนามนัดแรก

โทนีย์รู้ดีตลอดมาว่าเขามีดีเพียงพอสำหรับทีมชาติอังกฤษแม้การตอบรับทีมชาติจาเมกาจะช่วยให้เขาลงสังเวียนระดับอินเตอร์ฯได้ไวขึ้น และแน่นอนเขาสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้อย่างสบาย แต่ลึก ๆ แล้ว สำหรับเขามีเพียงทีมชาติอังกฤษเท่านั้น

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดมองว่าโทนีย์เป็นคนขี้โม้โอ่อวด แต่ทั้งหมดแสดงออกผ่านภาษากายไม่ใช่คำพูด คนใกล้ชิดจะอธิบายตัวตนของเขาว่าเป็นคนจำพวกเจียมตัวถ่อมตน เงียบขรึมจนเกือบจะโดดเดียว

นัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกซีซันที่แล้ว เบรนท์ฟอร์ดในฐานะทีมน้องใหม่บุกชนะอาร์เซนอล 2-0 โทนีย์โพสต์หลังแมตช์บนทวิตเตอร์ส่วนตัวเพียงแค่ “’Nice kick about with the boys”

เมื่อไปถามกับบุคลากรต่างๆที่สโมสรเบรนท์ฟอร์ดตั้งแต่พ่อครัวจนถึงพนักงานทำความสะอาด ก็จะได้รับคำตอบใกล้เคียงกันว่า โทนีย์เป็นคนที่ให้ความเคารพต่อผู้อื่นและถ่อมตน แต่หากเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง เขาก็เป็นอย่างนั้นชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์

บางทีเราอาจรู้แนวคิดการดำเนินชีวิตของโทนีย์ได้จากรอยสักบนหน้าอกที่มีประโยคว่า “’Suffer the pain of discipline or suffer the pain of regret” หรือ “ระทมทุกข์จากความเจ็บปวดของระเบียบวินัยหรือความเศร้าโศก”

เพราะปีเตอร์โบโรห์จึงมีวันนี้หลังโดนนิวคาสเซิลเมิน

โทนีย์เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่สโมสรในบ้านเกิด นอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ และประเดิมทีมชุดใหญ่ของ “เดอะ คอบเบลอร์ส” ซึ่งตอนนั้นเล่นอยู่ในลีกสอง ในเอฟเอ คัพ รอบแรก เสมอแบรดฟอร์ด ซิตี 3-3 1เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2012 สร้างสถิติผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

ฤดูกาล 2012-13 โทนีย์มีโอกาสเพียงนัดนั้นนัดเดียวแต่สองซีซันต่อมา เขาได้เล่น 59 นัดรวมทุกรายการและทำได้ 13ประตู ส่งผลให้แมวมอง นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ดึงตัวเข้าทีมในเดือนสิงหาคม 2015 โดยซีซันแรก โทนีในวัย 19 ปี ลงสนามพรีเมียร์ลีก 2 นัดและลีกคัพ 2 นัด ก่อนถูกปล่อยตัวให้ไปเล่นในลีกวันกับบาร์นสลีย์ช่วงครึ่งหลังของซีซัน โทนีย์ทำได้ 1 ประตูจาก 15 นัด

แม้ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ ตำนานนักเตะนิวคาสเซิล ซึ่งเป็นโค้ชทีมอะคาเดมีตอนนั้น เห็นแววรุ่งโรจน์ของโทนีย์ แต่สองซีซันต่อมา ทีมสาลิกาดง ซึ่งมีสตีฟ แม็คลาเรน และราฟา  เบนิเตซ เป็นผู้จัดการทีมในช่วงนั้น ส่งโทนีย์ไปสะสมเลเวลในลีกวันกับ บาร์นสลีย์, ชรูว์สบิวรี, สคันธอร์พ และวีแกน

จนกระทั่งวันที่ 9 สิงหาคม 2018 ปีเตอร์โบโรห์ ทีมในลีกวัน ซื้อขาดโทนีย์มาจากนิวคาสเซิลแต่ไม่เปิดเผยค่าตัว แต่เชื่อว่าราคาน่าจะอยู่ที่ 650,000 ปอนด์ และเพียงสองวันต่อมา โทนีย์ก็เล่นให้ปีเตอร์โบโรห์ในชัยชนะ 4-1 ที่โรชเดล เมื่อถูกเปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 72 แทนเจสัน คัมมิงส์ ที่จบสกอร์ไปแล้ว 2 ประตู และวันที่ 8 กันยายน โทนีย์ทำประตูแรกในเกมบุกไปเฉือนเซาธ์เอนด์ 3-2

สองซีซันกับยูนิฟอร์ม “เดอะ พอช” โทนีย์ทำไป 49 ประตูจาก 94 นัดรวมทุกรายการ รวมถึงลีกวัน 40 ประตูจาก 76 นัด ซึ่งมากเกินพอที่ เบรนท์ฟอร์ด ทีมที่อยู่สูงขึ้นไปหนึ่งดิวิชัน มอบสัญญาห้าปีให้กับโทนีย์เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2020 พร้อมจ่ายค่าตัวก้อนแรก 5 ล้านปอนด์ ซึ่งสามารถเพิ่มเป็น 10 ล้านปอนด์เป็นสถิติสูงสุดใหม่ของปีเตอร์โบโรห์ มีรายงานว่า ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ต้องการลายเซ็นของโทนีย์เพื่อเป็นตัวสำรองของแฮร์รี เคน และเพียงซีซันแรก เขาก็พาเบรนท์ฟอร์ดขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ

โทนีย์อาจไม่มีวันนี้หากไม่ได้ผู้เฒ่าแบร์รี ฟราย ที่ยืนกรานเสียงแข็งถึงขั้นสร้างความไม่พอใจให้โทนีย์และคนใกล้ขิด

“ทั้งนักเตะ พ่อของเขา และตัวแทน แทบวิงวอนขอให้ผมอนุญาตให้เขาเซ็นสัญญากับบาร์นสลีย์ตอนที่สโมสรติดต่อทาบทามเขา ผมบอกเขาว่า แกต้องไล่เอเยนต์ออกไปเลยเพราะนายดีเกินไปหลายไมล์แล้วสำหรับบาร์นสลีย์ ฉันจะทำให้แกเป็นเศรษฐี”

“และผมกล้าพนันได้เลยว่าตอนนี้เขา โค-ตะ-ระ ดีใจเลย อย่างน้อยทุกครั้งที่ผมไปเบรนท์ฟอร์ด ผมจะเห็นพ่อเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม”

แม้ไม่มีคำยืนยันหลุดจากปากของโทนีย์ แต่จะมีใครกล้าวางเงินเดิมพนันไหมว่าศูนย์หน้าป้ายแดงของทีมชาติอังกฤษไม่อยู่ในอารมณ์ดีใจแบบสุด ๆตอนนี้ แต่จะสุดยิ่งกว่าสุด ๆ ถ้าเซาธ์เกตส่งเขาลงแข่งขันกับอิตาลีและ/หรือเยอรมนี

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

โธมัส มุลเลอร์ เดอะ ซีรีส์ มหัศจรรย์ของชายผู้อยู่ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

โธมัส มุลเลอร์ กองหน้าจอมเก๋าทีมชาติเยอรมนี เพิ่งฉลองวันเกิดปีที่ 33 ไปเมื่อวันอังคารที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมลงสนามนัดที่ 2 แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ที่จบลงด้วยชัยชนะ 2-0 ของบาเยิร์น มิวนิก ที่มีต่อบาร์เซโลนา

บุนเดสลีกาฤดูกาล 2022-23 เริ่ม 6 นัดแรก มุลเลอร์อยู่ในรายชื่อผู้เล่น 11 คนแรก 5 นัด ลงสนามในฐานะตัวสำรอง 1 นัด มีผลงาน 1 ประตู 2 แอสซิสต์ แม้เป็นหัวใจของทีมแต่ด้วยวัยช่วงปลายอาชีพ ยูเลียน นาเกลส์มันน์ กุนซือรุ่นพี่ที่อายุแก่กว่าสองปี เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องจัดสรรเวลาใช้งานมุลเลอร์ในสัปดาห์ที่ต้องเตะควบทั้งบุนเดสลีกาและบอลถ้วยยุโรป

เกมเยือนยูเนียน เบอร์ลิน (3 ก.ย.) มุลเลอร์ลงเล่น 28 นาทีสุดท้าย เกมเสมอ 1-1, เกมเยือนอินเตอร์ มิลาน (7 ก.ย.) มุลเลอร์เล่นทั้งแมตช์ เสือใต้ชนะ 2-0, เกมเหย้ากับสตุ๊ตการ์ท (10 ก.ย.) มุลเลอร์ถูกเปลี่ยนออกนาทีที่ 69 เกมเสมอ 2-2 และล่าสุดเล่นในบ้านกับบาร์ซา นาเกลส์มันน์กลับไปใช้งานมุลเลอร์ 90 นาทีอีกครั้ง ทีมชนะ 2-0

นาเกลส์มันน์มีลูกทีมที่สามารถมองว่าเป็นชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในลีกเมืองเบียร์ การโรเตชันนักเตะจึงสมเหตุสมผล แต่ลึก ๆ เขาตระหนักดีว่าการขาดมุลเลอร์ส่งผลต่อบาเยิร์นอย่างไร การเคลื่อนบอลไปข้างหน้าบางจังหวะไม่เร็วไปก็ช้าไป การหาพื้นที่ว่างไม่ดีเหมือนเคย

มุลเลอร์มีตำแหน่งการเล่นที่หลากหลายแม้ transfermarkt ระบุว่าตำแหน่งหลักของเขาคือกองหน้าตัวต่ำ แต่สามารถขยับไปเล่นมิดฟิลด์ตัวรุกและปีกขวาได้ด้วย แต่ความจริงหลายนัด สตาร์วัย 33 ปี ถูกจับให้ยืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า คือเล่นได้ทั้งตำแหน่งเบอร์ 10, 9 หลอก, 9 แท้ และ 7 จึงอาจยกให้มุลเลอร์เป็นหนึ่งในกองหน้าอัจฉริยะก็ว่าได้ เพียงแต่ความโด่งดังของเขาในทีมบาเยิร์นถูกบดบังด้วยจำนวนประตูที่มากมายของโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ยอดดาวซัลโววัย 34 ปี ซึ่งเล่นด้วยกันนานแปดปี (2014-2022) ก่อนสตาร์ทีมขาติโปแลนด์ย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลนา

เลวานดอฟสกีเล่นให้บาเยิร์นรวมทุกรายการ 375 นัด ทำสกอร์มากถึง 344 ประตู เฉลี่ยเกือบนัดละหนึ่งประตู แต่ในบรรดาเพื่อนร่วมทีมเสือใต้ ไม่มีใครแอสซิสต์ให้เขามากไปกว่ามุลเลอร์ “ทุก ๆ วินาที(ของการแข่งขัน) โธมัสรู้ดีว่าผมอยู่ตรงไหนและเคลื่อนที่ไปอย่างไร” เลวานดอฟสกีกล่าวถึงอดีตคู่หูคนรู้ใจ

เลวานดอฟสกีเป็นหนึ่งในปรากฎการณ์ของวงการลูกหนังโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ เยอร์เกน คลินส์มันน์ อดีตผู้จัดการทีมบาเยิร์น ยกย่องให้มุลเลอร์มีส่วนในความสำเร็จนั้นอย่างมาก “ทั้งสองประสานงานกันได้อย่างเหลือเชื่อเป็นเวลาหลายปี เหมือนทั้งคู่มีสัญชาตญาณที่เชื่อมต่อถึงกันและกัน พวกเขารู้ดีว่าอีกคนกำลังอยู่ตรงไหน(ของสนามแข่งขัน)”

“ผมมองว่านั่นเป็นบทบาทที่เหมาะกับโธมัสดีมาก ๆ เพราะเขาไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องเล่นในพื้นที่แถวหน้าสุด เขาสามารถเคลื่อนตัวมาจากด้านหลังหรือไม่ก็ด้านข้าง เขามีคุณสมบัติที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์หรือใครก็ตามที่อยู่ใกล้ตัวเขา”

เมื่อกองหน้าคนสำคัญอย่างเลวานดอฟสกีย้ายออกไปจากนครมิวนิก ซึ่งคงไม่มีใครแปลกใจหากเห็นมุลเลอร์ไม่ใช่คนเดิมแต่ความเป็นจริงคือไม่ใช่ มุลเลอร์ยังเป็นนักเตะที่สร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์ได้มากที่สุดในทีมบาเยิร์นฤดูกาลนี้

มุลเลอร์พูดถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า “สิ่งที่ผมทำก็มีเพียงมองหาผู้เล่นอีกคนเท่านั้นเอง (เช่นสองแอสซิสต์ที่ทำได้ในการแข่งขันกับไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต) หรืออาจเป็นตัวผมเองที่ต้องวิ่งไปรับการจ่ายบอล (เช่นหนึ่งประตูที่ทำได้ในเกมกับโวล์ฟสบวร์ก)”

เวลาเปลี่ยน เพื่อนร่วมทีมเปลี่ยน แต่มุลเลอร์ยังเป็นมุลเลอร์คนเดิม

เป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งเคยคุมทีมบาเยิร์นระหว่างปี 2013-2016 พูดถึงจุดแข็งของมุลเลอร์ว่าอยู่ที่ “การมองโลกในแง่ดีและการมองหาโอกาส” ซึ่งเป็นคุณภาพในแง่จิตใจมากกว่าร่างกายที่ทำให้มุลเลอร์เหนือกว่าและสร้างความปวดหัวให้กับกองหลังฝ่ายตรงข้าม

เยอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งเคยพาทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ปะทะแข้งกับมุลเลอร์และพลพรรคเสือใต้ ชี้ไปที่ความเฉลียวฉลาดของมหาเทพแห่งการแอสซิสต์ “การเคลื่อนที่ของเขาบางครั้งก็ดูเหมือนเป็นอะไรที่ง่าย ๆ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับถูกต้อง แม่นยำ และแยบยลอย่างไม่น่าเชื่อ เขาเป็นนักเตะที่ชาญฉลาดและเปี่ยมประสิทธิภาพแบบสุด ๆ”

ทักษะที่สูงสุดหรืออาจใช้คำว่าอัจฉริยะของมุลเลอร์ บางครั้งนำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาให้กับกวาร์ดิโอลาเมื่อครั้งคุมทีมบาเยิร์น เพราะขณะที่ยอดกุนซือขึ้นชื่อเรื่องเป็นโค้ชที่หมกหมุ่นกับการวางตำแหน่งที่ลูกทีมต้องเป็นไปตามนั้นแบบเป๊ะ ๆ แต่มุลเลอร์ก็เป็นนักเตะประเภทพริ้วไหวมีความอิสระเสรี หลายครั้งออกแนวเล่นแร่แปรธาตุประหนึ่งนักมายากล ซึ่งแน่นอนวิถีทางของทั้งสองต่างกันคนละขั้ว

ลักษณะเฉพาะตัวของมุลเลอร์อาจมองว่าเป็นนักฟุตบอลที่มีความคิดสร้างสรรค์ระดับสูงได้เหมือนกัน โดยอ้างอิงจากสถิติข้อมูลที่บุนเดสลีกาบันทึกไว้ได้ข้อสรุปว่า มุลเลอร์เป็นนักเตะที่ทำแอสซิสต์จากโอเพนเพลย์ได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในฤดูกาล 2021-22 หรือหากนับเฉพาะลีกระดับเมเจอร์ในทวีปยุโรป มีลิโอเนล เมสซี เพียงคนเดียวที่ผ่านบอลให้เพื่อนทำสกอร์ได้มากกว่ามุลเลอร์

นอกจากแอสซิสต์อันดับหนึ่งแล้ว มุลเลอร์ยังสร้างโอกาสจากโอเพนเพลย์มากกว่าใครในบุนเดสลีกาซีซันที่ผ่านมา ด้วยจำนวนที่ทิ้งห่างเพื่อนร่วมอาชีพอย่างมาก

⚽️ ว่าที่ตำนานนักเตะ “วัน-แมน-คลับ” ของบาเยิร์น

ด้วยวัย 33 ปี มุลเลอร์ยังไม่มีทีท่าต้องการเก็บสตั๊คไปค้าแข้งกับสโมสรอื่นขณะที่ยังเหลือสัญญากับบาเยิร์นถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2024 ซึ่งต่างกับเลวานดอฟสกีที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการให้สโมสรปล่อยเขาไปในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา จึงมีความเป็นไปได้สูงที่มุลเลอร์อาจอำลาวงการด้วยการเป็น วัน-แมน-คลับ เพลเยอร์

มุลเลอร์เริ่มต้นเส้นทางนักฟุตบอลระดับเยาวชนที่สโมสร TSV Pähl จนกระทั่งอายุ 10 ขวน เขาเดินทางห่างจากบ้าน 50กิโลเมตรเพื่อร่วมทีมบาเยิร์นเมื่อปี 2000 เขาพัฒนาฝีเท้าผ่านระบบเยาวชนของสโมสรและเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าตำแหน่งรองแชมป์บุนเดสลีกา รุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี เมื่อปี 2007

มุลเลอร์ลงสนามให้ทีมสำรองของบาเยิร์นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2008 และทำประตูได้ทันที พร้อมลงสนามให้ทีม ยู-19ไปด้วย และซีซันต่อมา 2008-09 ทีมสำรองของบาเยิร์นได้รับคัดเลือกให้เล่นลีกา 3 ที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ มุลเลอร์สถาปนาเป็นนักเตะหลักของทีม เล่น 32 นัดจากโปรแกรมทั้งหมด 38 นัด ทำสกอร์ได้ 15 ประตู ครองอันดับ 5 ของตารางดาวซัลโวลีก

ฤดูกาลเดียวกัน เยอร์เกน คลินส์มันน์ ดึงเจ้าหนุ่มมุลเลอร์มาร่วมฝึกซ้อมปรีซีซันกับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น และได้สัมผัสบรรยากาศบุนเดสลีกานัดแรกในวันที่ 15 สิงหาคม 2008 โดยลงมาแทนมิโรสลาฟ โคลเซ ช่วงสิบนาทีสุดท้ายของการแข่งขันกับทีมฮัมบวร์ก 

มุลเลอร์ยังได้เล่นบุนเดสลีกาลีกอีกสามนัดในซีซันนั้น และยังได้ลงแข่งแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 มีนาคม 2009 เมื่อได้เปลี่ยนตัวกับบาสเตียน ชไวซไตเกอร์ นาทีที่ 72 ของเกมที่ถล่มสปอร์ติง ลิสบอน 7-1 และยังเป็นคนทำประตูปิดท้ายแมตช์ด้วย

เดือนกุมภาพันธ์ 2009 มุลเลอร์ได้เซ็นสัญญาอาชีพกับทีมชุดใหญ่ของบาเยิร์น มีระยะเวลาสองปี เริ่มจากฤดูกาล 2009-10 เป็นต้นไป และชีวิตถัดจากนั้นก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มุลเลอร์มีโอกาสลงสนามถึง 52 นัดรวมทุกรายการในซีซันแรก หลุยส์ ฟาน กัล ซึ่งคุมทีมบาเยิร์นระหว่างปี 2009-2011 เคยหลุดประโยคสำคัญว่า “มุลเลอร์จะได้ลงเล่นเสมอ”

คลินส์มันน์กล่าวถึงนักเตะที่เขาให้โอกาสลงเล่นกับชุดใหญ่นัดแรกเมื่อปี 2008 ว่า “โธมัส มุลเลอร์ เป็นนักฟุตบอลที่พิเศษมาก ๆ”

“เขาเติบโตผ่านช่วงเวลามาหลายปีจนเป็นไอคอนของบาเยิร์นเคียงข้างมานูเอล นอยเออร์ แม้ตอนนี้เรามี โยชัว คิมมิช ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มนักเตะ แต่โธมัสยังมีบุคลิกโดดเด่นและส่งอิทธิพลทางบวกในการสร้างเคมีที่ลงตัวให้กับทีมของเรา”

“นั่นแหละเป็นบทบาทหน้าที่ของเขา เขายังคงยิ่งใหญ่มาก ๆ เสมอ มันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรเลยว่าเขาจะทำสกอร์และแอสซิสต์ได้มากแค่ไหน แต่เป็นความเป็นผู้นำของเขาต่างหากที่ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ซึ่งเป็นเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ ทุกช่วงเวลาในอาชีพนักฟุตบอลของเขาได้สร้างเรื่องราวแสนมหัศจรรย์ขึ้นมา”

รวมถึงเกียรติประวัติความสำเร็จทั้งหลายอันได้แก่ แชมป์บุนเดสลีกา 11 สมัย, แชมป์แชมเปียนส์ลีก 2 สมัย รางวัลรองเท้าทองคำในการลงสนามฟุตบอลโลกสมัยแรก (ปี 2010) และเหรียญทองในเวิลด์คัพสมัยที่สอง (ปี 2014) 

“เขาสามารถภาคภูมิใจในตัวเองได้แบบสุด ๆ ไปเลย และผมหวังว่าเขาจะเพิ่มโทรฟี่อีกสักสองรางวัล แน่นอนเป้าหมายใหญ่ของเขาตอนนี้คือ เวิลด์คัพ เดินทางสู่ประเทศกาตาร์ และสร้างผลงานยอดเยี่ยมให้กับทีมชาติเยอรมนี”

“ทั้งหมดทั้งปวงเป็นวัตถุดิบมากมายเพียงพอที่จะถูก NETFLIX นำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่องเยี่ยมในวันข้างหน้า” คลินส์มันน์ตบท้ายการให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงหัวเราะว่า “โธมัส มุลเลอร์ เดอะ ซีรีส์ เป็นชื่อหนังเรื่องนั้น”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Categories
Special Content

แยกทางหรือไปต่อ..อนาคต “ฟีร์มีโน” กับสี่นักเตะสัญญาปีสุดท้าย

ดูเหมือนใคร ๆ ต่างโฟกัสมิดฟิลด์คนใหม่ที่จะเข้ามาในสองตลาดปีหน้า รวมถึงโปรเจ็คต์ของเยอร์เกน คล็อปป์ ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนถ่ายเลือดเพื่อสร้างลิเวอร์พูลรุ่นสองแทนเหล่าขุนพลที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จช่วงชีวิตการทำงานเจ็ดปีแรกที่แอนฟิลด์ของเจเค

อีกด้านหนึ่งยังมีนักเตะห้าคนที่กำลังรับใช้สโมสรในซีซันสุดท้ายของสัญญา ซึ่งบอร์ดและสตาฟฟ์โค้ชต้องตัดสินใจอนาคตของพวกเขารวมถึง โรแบร์โต ฟีร์มีโน ที่สโมสรยังค้างคำตอบให้กับสตาร์แซมบาหลังจากเคาะเส้นทางของสองฟรอนท์ทรีร่วมยุคไปแล้ว ขายซาดิโอ มาเน ให้กับบาเยิร์น มิวนิค และขยายสัญญาสามปีกับโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ พร้อมเพิ่มค่าเหนื่อยขึ้นเป็น 3.5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์

ดูเหมือนฟีร์มีโน ซึ่งจะมีอายุ 31 ปีในวันที่ 2 ตุลาคม ควรนับเวลาถอยหลังได้แล้วหลังมีปัญหาบาดเจ็บทำให้ลงสนามพรีเมียร์ลีกซีซันที่แล้วได้เพียง 20 นัดทั้งที่หกซีซันก่อนหน้า ตัวเลขต่ำสุดคือ 31 นัดในซีซัน 2015-16 ฤดูกาลแรกในแอนฟิลด์ บวกกับการเข้ามาของ ลุยซ์ ดิอาซ และ ดาร์วิน นูเญซ ว่าที่สามประสานแดนหน้าแห่งอนาคต

มีกระแสข่าวช่วงตลาดซัมเมอร์ว่า ยูเวนตุสสนใจดึงฟีร์มิโนไปสวมเสื้อลายขาวดำ แต่คล็อปป์มีความชัดเจนว่าสตาร์บราซิลยังอยู่ในแผนงานของเขา โดยเฉพาะฟีร์มีโนกลับมาฟิตสมบูรณ์และฝึกซ้อมได้เต็มโปรแกรมปรีซีซัน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร กุนซือเยอรมันเลี่ยงที่ตอบตรง ๆ แต่ยืนยันว่า ฟีร์มีโนยังมีประโยชน์กับทีม ยังเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของทีม

สถิติพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ ฟีร์มีโนเล่น 5 นัด 344 นาที ทำ 3 ประตู 3 แอสซิสต์ เทียบกับซีซันที่แล้ว 20 นัด 985 นาที 5 ประตู 4 แอสซิสต์ จึงน่าสนใจทีเดียว่าคล็อปป์คิดอย่างไรกับว่าที่ตำนานกองหน้าหากยังรักษาสภาพร่างกายได้ดี แต่โอกาสต่ำมากที่สโมสรจะปล่อยให้ฟีร์มีโนเป็นฟรีเอเยนต์ และน่าจะเป็นต่อสัญญา 1-3 ปี เพื่อประคับประคองฟรอนท์ทรีรุ่นน้อง แถมยังสามารถขายได้เงินเข้ากองคลังบ้าง ซึ่ง transfermarkt ประเมินราคาตอนนี้ไว้ที่ 28 ล้านปอนด์

แต่สิ่งที่บอร์ดบริหารต้องขบคิดอย่างหนักคือ ค่าเหนื่อยของฟีร์มีโนที่เคยเรียกร้องเพิ่มขึ้นอย่างต่ำสองเท่าช่วงมีข่าวสโมสรเตรียมเสนอสัญญาใหม่ อีกทั้งยังมีตัวเลขของซาลาห์เป็นบรรทัดฐานให้เทียบอีก

⚽️ “นาบี เกอิตา”

มิดฟิลด์วัย 27 ปี โดนตั้งความคาดหวังไว้สูงมากเมื่อย้ายมาจากเรดบูลล์ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 48 ล้านปอนด์ในปี 2018 แต่เจออาการบาดเจ็บเรื้อรังทำให้พัฒนาการขาดตอน เป็นเพียงตัวเลือกถัดจากฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และติเอโก อัลคันตารา โดยซีซันนี้ คิเอตาเพิ่งได้เล่นแค่ห้านาทีกับคอมมูนิตีชิลด์ คาดว่าเขาจะรักษาต้นขาและลงสนามได้ราวเดือนพฤศจิกายน

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องคิเอตาอยากย้ายทีม ดิ แอธเลติค ระบุว่าลิเวอร์พูลพยายามเสนอสัญญาใหม่ แต่สกาย สปอร์ตส์ เยอรมนี รายงานว่าโต๊ะเจรจาถูกพับไปแล้วและยังไม่มีการยื่นข้อเสนอใดๆ

⚽️ “อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน”

โชคร้ายเอ็นไขว้เข่าเสียหายในเดือนเมษายน 2018 ทั้งที่เพิ่งย้ายจากอาร์เซนอลด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ไม่ถึงหนึ่งปี และซีซัน 2021-22 เขาลงตัวจริงบอลลีกแค่ 9 นัด พร้อมข่าวว่าลิเวอร์พูลเสนอขายในราคา 10 ล้านปอนด์ในตลาดล่าสุด แต่ไม่มีทีมไหนยื่นข้อเสนอมาจริงจัง หนำซ้ำมิดฟิลด์วัย 29 ปียังบาดเจ็บแฮมสตริงช่วงปรีซีซันและไม่มีแววคืนสนามเมื่อใด

มีความเป็นไปได้สูงที่ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลนจะถูกปล่อยให้หมดสัญญา หรือหากเรียกความฟิตกลับมาภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ลิเวอร์พูลอาจได้เงินบ้างหากมีสโมสรไหนสนใจเขาในตลาดเดือนมกราคมปีหน้า

⚽️ “เจมส์ มิลเนอร์”

มิดฟิลด์วัย 36 ปี ยังตกอยู่ในสปอตไลท์เสมอนับตั้งแต่ลิเวอร์พูลได้มาฟรีๆจากแมนฯ ซิตี กลางปี 2015 และใกล้จะลงสนามให้หงส์แดงครบ 300 นัด มิลเนอร์ยังอยู่ในแผนของคล็อปป์แม้ถูกสงสัยเรื่องฟอร์มและสังขาร แต่ที่แน่ ๆ เขามีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัว

มิลเนอร์หมดสัญญาฉบับเก่าหลังซีซันที่แล้ว แต่ลิเวอร์พูลเลือกต่อสัญญาหนึ่งปี ส่วนเขาก็ปฏิเสธข้อเสนอที่ได้รับจากบางสโมสรพรีเมียร์ลีก สำหรับอนาคตหลังวันที่ 30 มิถุนายนปีหน้า ยัง 50-50 กับโอกาสที่หงส์แดงต่อสัญญาอีกหนึ่งปีหรือปล่อยมิลเนอร์เป็นฟรีเอเยนต์

⚽️ “เอเดรียน”

นายทวารวัย 35 ปีโบกมือลาเวสต์แฮมเพื่อมาเป็นตัวสำรองของอลิสซอง เบคเกอร์ ในปี 2019 โดยชีวิตปีแรกที่แอนฟิลด์เป็นช่วงที่เอเดรียนได้เฝ้าประตูมากที่สุดคือ 18 นัดรวมทุกรายการ (11 นัดบอลลีก) ส่วนซีซันที่แล้ว เขาลงทำหน้าที่เพียงคาราบาวคัพ รอบสี่ และซีซันนี้คล็อปป์ใช้งานเขาในเกมคอมมูนิตีชิลด์

ปัจจุบัน นายด่านชาวสเปนเป็นมือสามของทีมต่อจากควีวีน เคลเลเฮอร์ เขาคงเริ่มมองหาความท้าทายใหม่หลังจบฤดูกาลนี้

📝 KMD Content Team

🙏 EUROsport France

Categories
Special Content

เมื่อฟุตบอลอังกฤษเลือก “หยุดนิ่ง” หลังสูญเสียควีนอลิซาเบธที่ 2

สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ประมุขแห่งสหราชอาณาจักร เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา นั่นหมายถึงการสิ้นสุดรัชสมัยของพระองค์ ที่ครองราชย์มายาวนานกว่า 70 ปี

และหลังจากการสูญเสียควีนอลิซาเบธที่ 2 ทำให้โปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลในอังกฤษ และทั่วทั้งสหราชอาณาจักร ที่จะจัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้ (10 – 12 กันยายน) ถูกเลื่อนออกไปทั้งหมด

แต่การที่องค์กรลูกหนังเมืองผู้ดี ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันฟุตบอลในครั้งนี้ ได้มีผู้คนบางส่วนแสดงความไม่เห็นด้วย พร้อมทั้งแนะวิธีที่เหมาะสม ในการแสดงออกเพื่อไว้อาลัยควีนอลิซาเบธที่ 2

SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาพูดถึงการจัดการของฟุตบอลอังกฤษ จากเหตุการณ์สำคัญในอดีต รวมถึงการเลื่อนเตะในสัปดาห์นี้ จะทำให้โปรแกรมเตะในช่วงที่เหลือของซีซั่นเป็นอย่างไร

กรณีศึกษาจากการสูญเสียบุคคลสำคัญ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1952 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เสด็จสวรรคต แต่โปรแกรมฟุตบอลเอฟเอ คัพ 4 คู่ในวันดังกล่าว ยังแข่งขันตามปกติ

ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม 1997 เจ้าหญิงไดอานา สิ้นพระชนม์ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้โปรแกรมพรีเมียร์ลีก คู่ระหว่างลิเวอร์พูล กับนิวคาสเซิล ที่ตรงกับวันดังกล่าว ถูกยกเลิก

วันรุ่งขึ้น (1 กันยายน 1997) เกม “โอลด์เฟิร์ม ดาร์บี้” แห่งสกอตแลนด์ เซลติก กับ เรนเจอร์ส ถูกยกเลิกเช่นกัน แต่เกมพรีเมียร์ลีก คู่ระหว่างโบลตัน วันเดอเรอร์ส กับเอฟเวอร์ตัน แข่งขันตามโปรแกรมเดิม

ในวันที่ 6 กันยายน 1997 มีการจัดงานพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า การแข่งขันฟุตบอลในยูเคถูกงดทั้งหมด ทำให้เกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ระหว่างสกอตแลนด์ กับเบลารุส ต้องเลื่อนไปแข่งในวันถัดมา

ขณะที่อังกฤษ ที่มีโปรแกรมพบกับเบลารุส ก็ถูกเลื่อนไปอีก 4 วัน หลังจากงานพระศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ซึ่งในวันแข่งขัน นักเตะ “สิงโตคำราม” พร้อมใจกันสวมปลอกแขนสีดำ และยืนสงบนิ่ง 1 นาที

และล่าสุด การเสด็จสวรรคตของควีนอลิซาเบธที่ 2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ร่วมกันแสดงความไว้อาลัย ก่อนเริ่มการแข่งขันฟุตบอลถ้วยยุโรป

ขอบคุณภาพ : https://web.facebook.com/ThailandLiverpoolFC

การจัดงานศพครั้งใหญ่ของอังกฤษ ไม่ได้เกิดขึ้นมานานถึง 57 ปีแล้ว นับตั้งแต่งานศพของอดีตนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิล เมื่อวันที่ 30 มกราคม 1965 แต่ฟุตบอลเอฟเอ คัพในวันนั้น ไม่ถูกเลื่อนออกไป

ไม่มีการตัดสินใจครั้งใดที่สมบูรณ์แบบ

การเสด็จสู่สวรรคาลัยของควีนอลิซาเบธที่ 2 แน่นอนว่าเป็นข่าวใหญ่ของชาวอังกฤษ แต่การจัดการกับเหตุการณ์ความสูญเสีย คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ในการทำให้การแข่งขันกีฬาได้ไปต่อแบบไม่มีสะดุด

รัฐบาลอังกฤษ ออกมายืนยันว่าไม่มีการบังคับให้เลื่อน หรือยกเลิกกิจกรรมกีฬาต่าง ๆ ในช่วงเวลา 10 วัน แห่งการไว้ทุกข์ โดยองค์กรต่าง ๆ สามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้เลยว่า จะเดินหน้าจัดแข่งขันหรือไม่

ในที่สุด การประชุมของพรีเมียร์ลีก, อีเอฟเอล, เอฟเอ ร่วมกับกรมดิจิทัลวัฒนธรรมสื่อและกีฬาของอังกฤษ (DCMS) ได้ตัดสินใจ “เลื่อนการแข่งขัน” ฟุตบอลทุกระดับในสุดสัปดาห์นี้ออกไปก่อน

แต่กีฬาอื่น ๆ เช่น รักบี้, วิ่งฮาล์ฟมาราธอน, คริกเก็ต, ฮอกกี้น้ำแข็ง และแข่งม้า ในสุดสัปดาห์นี้ ยังดำเนินไปตามปกติ โดยให้ผู้จัดการแข่งขันและนักกีฬา สวมปลอกแขนสีดำเป็นการไว้ทุกข์แทน

นั่นทำให้ปีเตอร์ เคราช์ อดีตดาวเตะทีมชาติอังกฤษ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันฟุตบอล พร้อมชี้ว่า มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ในการแสดงความเคารพสูงสุดต่อควีนอลิซาเบธที่ 2

เคราช์ กล่าวว่า “ผมรู้ว่าเป็นแค่ฟุตบอลเกมหนึ่ง และบางเรื่องมันใหญ่กว่ามาก แต่ลองมองภาพว่าถ้าฟุตบอลแข่งตามปกติ แล้วมีการสวมปลอกแขนสีดำ, ยืนสงบนิ่ง, ร้องเพลงชาติ, เล่นดนตรี และอื่น ๆ ให้ผู้คนทั่วโลกได้ดู แบบนั้นไม่ดีกว่าหรือ” 

การที่โปรแกรมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้ถูกเลื่อนออกไปนั้น ทำให้หลายฝ่ายแสดงความกังวลถึงตารางการแข่งขันในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง ที่จะอัดแน่นจนอาจจะส่งผลต่อร่างกายของนักเตะได้

โปรแกรมที่ถูกเลื่อนมา จะเอาลงตรงไหน ?

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2022/23 เป็นฤดูกาลที่ไม่ปกติ เนื่องจากจะต้องหยุดพักการแข่งขันในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนธันวาคม เป็นเวลา 5 สัปดาห์ เพื่อหลีกทางให้ฟุตบอลโลก ที่ประเทศกาตาร์

ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ 7 ทีมพรีเมียร์ลีก ที่เข้าร่วมฟุตบอลถ้วยยุโรป จะไม่มีที่ว่างในช่วงกลางสัปดาห์เลย เพราะมีโปรแกรมทั้งสโมสรและทีมชาติ ยาวไปตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงสิ้นปี 2022

เมื่อจบรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลถ้วยยุโรปแล้ว จะมีโปรแกรมพรีเมียร์ลีก อีก 2 นัด และคาราบาว คัพ รอบ 32 ทีมสุดท้าย อีก 1 นัด ก่อนจะเว้นว่าง 1 สัปดาห์ เพื่อให้นักเตะเดินทางไปแข่งขันเวิลด์ คัพ

หลังจากนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก วันที่ 18 ธันวาคม ถ้าทีมที่ได้ไปต่อในถ้วยยุโรป ผ่านเข้ารอบ 16ทีมสุดท้ายคาราบาว คัพ จะต้องลงเตะในช่วงก่อนคริสต์มาส ต่อด้วยพรีเมียร์ลีกช่วงบ็อกซิ่ง เดย์ ถึงปีใหม่

เพราะฉะนั้น โปรแกรมพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์นี้ที่ถูกเลื่อนออกไป มีความเป็นไปได้ว่าจะลงในช่วงกลางเดือนมกราคม ปีหน้า แต่ถ้าเกิดทีมใดผ่านเข้ารอบลึก ๆ ของฟุตบอลถ้วย โปรแกรมเตะก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก

แล้วโปรแกรมเตะในสัปดาห์หน้า (17-18 กันยายน) ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกเลื่อนด้วย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนไม่น้อย จะต้องไปดูแลความปลอดภัยในงานพระราชพิธีพระบรมศพ วันที่ 19กันยายนนี้

การตัดสินใจกับบางเรื่องที่ใหญ่มากๆ และมีผลกระทบในวงกว้าง คงไม่มีทางที่จะถูกใจทุกคนไปเสียหมด ผู้ที่มีอำนาจการตัดสินใจ ต้องพยายามรักษาความสมดุลให้ได้ เพื่อทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง : 

https://theathletic.com/3579593/2022/09/09/football-calendar-queen-elizabeth/

https://theathletic.com/3580783/2022/09/10/football-matches-postponed-premier-league/

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-11197111/Piers-Morgan-Gary-Neville-criticse-Premier-Leagues-postponement-matches.html