Categories
Football Business

“Netflix ของพรีเมียร์ลีก” การปฏิวัติโมเดลธุรกิจฟุตบอล

ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้สร้างตัวเองขึ้นเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่ทรงพลังที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะคุณภาพของการแข่งขันในสนามเท่านั้น แต่เพราะระบบเศรษฐกิจของลีกที่ถูกออกแบบมาอย่างเฉียบแหลม โดยเฉพาะการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ทำให้พรีเมียร์ลีกกลายเป็น “สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม” ของอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดชนิดหนึ่งในศตวรรษที่ 21 

รายได้จากการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกทศวรรษ ส่งผลให้สโมสรมีเงินลงทุนสูงขึ้น นักเตะฝีเท้าดีและมีชื่อเสียงระดับโลกหลั่งไหลเข้ามา และลีกก็ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นวงจรที่หมุนต่อเนื่องไม่รู้จบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกแห่งการสื่อสารกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสตรีมมิงเต็มตัว พรีเมียร์ลีกเองก็เริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจเดิมของตัวเองเช่นกัน จนเกิดแนวคิดในการสร้างแพลตฟอร์มรับชมฟุตบอลโดยตรงจากลีก ซึ่งแฟนบอลจำนวนมากเรียกกันแบบไม่เป็นทางการว่า Premflix” หรือ “เน็ตฟลิกซ์ของพรีเมียร์ลีก”

มีรายงานว่า พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดตัวบริการสตรีมมิงของตัวเองภายใต้ชื่อ Premier League Plus” ก่อนเปิดฤดูกาลหน้า และเริ่มทดลองใช้งานในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแฟนบอลสามารถรับชมการแข่งขันสดครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาลได้โดยตรงผ่านแอป นับเป็นครั้งแรกที่ลีกขายลิขสิทธิ์แบบส่งตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer) หรือไม่ต้องผ่านผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแบบเดิม

ริชาร์ด มาสเตอร์ส ซีอีโอพรีเมียร์ลีก ระบุว่า นี่คือก้าวแห่งการเรียนรู้เพื่อทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ แม้จะยังเป็นเพียงตลาดเดียว แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ลีกสูงสุดของอังกฤษเริ่มควบคุมรายได้และฐานลูกค้าด้วยตัวเอง โดยเป็นการร่วมมือกับ StarHub ผู้ถือสิทธิ์เดิมในสิงคโปร์ และให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง แต่พรีเมียร์ลีกยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดค่าบริการและแพ็กเกจสมาชิกอย่างเป็นทางการ

แม้การทดลองนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมฟุตบอลทั่วโลก นี่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตของการดูฟุตบอลในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

Premflix คืออะไร

Premflix ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แฟนบอลใช้เรียกบริการ “พรีเมียร์ ลีก พลัส” คือแพลตฟอร์มสตรีมมิงแบบ Direct-to-Consumer หรือการส่งคอนเทนต์จากลีกไปยังผู้ชมโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างสถานีโทรทัศน์ 

โมเดลนี้คล้ายกับบริการสตรีมมิงชมภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Netflix หรือ Disney+ แต่เนื้อหาหลักคือฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั้งหมด แฟนบอลสามารถสมัครสมาชิกผ่านแอปเพื่อรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาล พร้อมคอนเทนต์เสริม เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์เกม รายการสารคดีเกี่ยวกับสโมสร และช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง 

แพลตฟอร์มได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่สมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ทำให้แฟนบอลสามารถดูฟุตบอลได้ทุกที่ทุกเวลา 

สิ่งสำคัญที่สุดของบริการนี้คือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้ควบคุมระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การจัดโปรโมชัน การผลิตคอนเทนต์ ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของลีกจาก “ผู้ขายลิขสิทธิ์” ไปสู่ “ผู้ให้บริการสื่อโดยตรง” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก

การถ่ายทอดสดรูปแบบเดิม

เพื่อเข้าใจว่าทำไม Premflix จึงถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูโมเดลธุรกิจของพรีเมียร์ลีกในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11095/12572660/download-the-sky-sports-app-free-premier-league-highlights-f1-race-control-and-more-at-your-fingertips 


ตั้งแต่ก่อตั้งลีกในปี 1992 พรีเมียร์ลีกใช้ระบบประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โดยให้สถานีโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มสื่อแข่งขันกันเสนอราคาสูงสุดเพื่อให้ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่ สกาย สปอร์ตส์ กลายเป็นพันธมิตรหลักของลีกมาอย่างยาวนาน ก่อนมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาแบ่งตลาดในภายหลัง เช่น ทีเอ็นที สปอร์ตส์ และ แอมะซอน ไพรม์ 

ดีลลิขสิทธิ์ล่าสุดในสหราชอาณาจักรช่วงปี 2025–2029 มีมูลค่าประมาณ 6.7 พันล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษ แต่ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัดหลายประการ แฟนบอลจำนวนมากต้องสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์มเพื่อดูทุกแมตช์ บางเกมอยู่ในสกาย บางเกมอยู่ในทีเอ็นที บางเกมอยู่ในแอมะซอน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมต่อฤดูกาลสูงมาก

ขณะเดียวกัน พรีเมียร์ลีกเองก็ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับแฟนบอล เพราะลูกค้าหลักของลีกคือผู้แพร่ภาพ ไม่ใช่ผู้ชมจริงๆ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ชมจึงอยู่ในมือของสถานีโทรทัศน์มากกว่าลีก ดังนั้น Premflix จึงเป็นการทดลองที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างนี้อย่างสิ้นเชิง

ตารางเปรียบเทียบระหว่างการถ่ายทอดสดแบบ ยุคเก่า vs ยุค Premflix เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจน

การเข้าถึง (Access)

แบบเดิม: จำกัดตามพื้นที่และผู้ให้บริการท้องถิ่น

Preflix: เข้าถึงได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต

ราคา (Pricing)

แบบเดิม: มักพ่วงช่องอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูง

Preflix: จ่ายเฉพาะฟุตบอล ราคาอาจผันแปรตามภูมิภาค

ประสบการณ์การดู

แบบเดิม: Passive (นั่งดูตามที่สถานีจัดให้)

Prefilx: Active (เลือกมุมกล้อง, สถิติ, แชทสด)

เจ้าของข้อมูล

แบบเดิม: สถานีโทรทัศน์เป็นเจ้าของ

Premflix: พรีเมียร์ลีกเป็นเจ้าของ 100%

ขนาดเศรษฐกิจของพรีเมียร์ลีก

เพื่อเข้าใจเดิมพันของการทดลองครั้งนี้ ต้องมองภาพรวมของเศรษฐกิจพรีเมียร์ลีกก่อน ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลที่สร้างรายได้จากการถ่ายทอดสดสูงที่สุดในโลก รายได้รวมจากลิขสิทธิ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศในรอบวัฏจักรปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านปอนด์ โดยรายได้จากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียวมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเครือข่าย เอ็นบีซี จ่ายเงินราว 2.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกเป็นเวลา 6 ปี ขณะที่ตลาดเอเชียก็มีมูลค่าสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นดีลในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นเพียงลีกฟุตบอลของอังกฤษอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์กีฬาระดับโลกที่มีผู้ชมหลายพันล้านคนในเกือบทุกภูมิภาคของโลก ดังนั้น การสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงของตัวเองจึงไม่ใช่แค่การทดลองทางเทคโนโลยี แต่เป็นการทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาจมีผลต่อรายได้หลายพันล้านปอนด์ในอนาคต

ขอบคุณภาพจาก  https://sports.yahoo.com/articles/liverpool-named-america-most-supported-120000972.html  

Premflix ถือกำเนิดเพราะเหตุใด

การเกิดขึ้นของ Premflix เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในอุตสาหกรรมกีฬาและสื่อ ปัจจัยแรกคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้ชมรุ่นใหม่เติบโตมากับบริการสตรีมมิง และคุ้นเคยกับการรับชมคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการดูโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ในโลกที่ผู้คนสามารถดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ได้ทุกที่ทุกเวลา ฟุตบอลที่ยังผูกติดกับระบบถ่ายทอดสดแบบเดิม จึงเริ่มดูไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่ 

ปัจจัยที่สองคือ ปัญหาสตรีมเถื่อนซึ่งกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรมกีฬา รายงานหลายชิ้นระบุว่า มีผู้ชมหลายล้านคนในยุโรปดูการแข่งขันฟุตบอลผ่านเว็บไซต์เถื่อน เนื่องจากค่าบริการถ่ายทอดสดที่สูงและการกระจายตัวของแพลตฟอร์ม การมีบริการรวมศูนย์เพียงแห่งเดียวอาจช่วยลดแรงจูงใจในการใช้สตรีมผิดกฎหมายได้ 

ปัจจัยที่สามคือ การเติบโตของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกมีผู้ชมทั่วโลกเกือบสองพันล้านคนในเกือบสองร้อยประเทศ นั่นหมายความว่า ฐานแฟนบอลของลีกจำนวนมากอยู่ไกลจากอังกฤษ Premflix จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พรีเมียร์ลีกสามารถเชื่อมต่อกับแฟนบอลเหล่านี้ได้โดยตรง

รายละเอียดของบริการ Premflix

ในเชิงโครงสร้าง Premflix ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มฟุตบอลแบบครบวงจร แฟนบอลที่สมัครสมาชิกสามารถรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดต่อฤดูกาลผ่านแอปเดียว 

นอกจากถ่ายทอดสดการแข่งขันแล้ว แพลตฟอร์มยังมีคอนเทนต์เสริมจำนวนมาก เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์ก่อนและหลังเกม สารคดีเกี่ยวกับสโมสร และเบื้องหลังการแข่งขัน พรีเมียร์ลีกยังลงทุนสร้างสตูดิโอผลิตรายการของตัวเองเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลีกสามารถควบคุมการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพรีเมียร์ลีกได้อย่างเต็มที่ 

นอกจากนี้ยังมีช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งการแข่งขันคลาสสิก รายการวิเคราะห์ และเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลีก ทั้งหมดนี้สามารถรับชมได้ผ่านสมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้บริหารระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การตลาด ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งช่วยให้ลีกสามารถเข้าใจพฤติกรรมของแฟนบอลได้อย่างละเอียดมากกว่าที่เคย

ผลกระทบ Premflix ต่อ SKY, NBC และ DAZN

แม้พรีเมียร์ลีกยืนยันว่า Premflix เป็นเพียงการทดลองในบางตลาดเท่านั้น แต่สำหรับผู้แพร่ภาพรายใหญ่ทั่วโลก การทดลองนี้ย่อมถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากโมเดล Direct-to-Consumer ประสบความสำเร็จจริง สมดุลของอุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬาอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38348415/premier-league-netflix-streaming-tv-sky-sports/ 

ในสหราชอาณาจักร สกาย สปอร์ตส์ คือพันธมิตรที่เติบโตมาพร้อมกับพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายลึกซึ้งจนบางคนมองว่า ความสำเร็จของพรีเมียร์ลีกกับการเติบโตของสกายเป็นเรื่องเดียวกัน หากพรีเมียร์ลีกตัดสินใจเปิดบริการสตรีมมิงของตัวเองในอังกฤษในอนาคต ย่อมกระทบต่อโมเดลธุรกิจของสกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา เครือข่าย เอ็นบีซี ก็ได้ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างฐานผู้ชมพรีเมียร์ลีกผ่านแพลตฟอร์ม Peacock การเกิดขึ้นของ Premflix อาจทำให้เครือข่ายเหล่านี้ต้องทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองใหม่ เช่น การร่วมมือกับลีกในรูปแบบพันธมิตรเทคโนโลยี หรือการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงกีฬาของตัวเอง 

ในยุโรป บริษัทสตรีมมิงกีฬาอย่าง DAZN ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะโมเดลธุรกิจของ DAZN คือการเป็นแพลตฟอร์มรวมกีฬาจากหลายลีก หากลีกใหญ่เริ่มถ่ายทอดสดด้วยตัวเองมากขึ้น บทบาทของแพลตฟอร์มตัวกลางก็อาจลดลง

เสียงสะท้อนจากสโมสรและสื่อมวลชน

ภายในวงการฟุตบอล เสียงตอบรับต่อ Premflix มีทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง สโมสรบางแห่งมองว่า การมีแพลตฟอร์มของตัวเองจะช่วยให้พรีเมียร์ลีกควบคุมภาพลักษณ์ของลีกได้มากขึ้น และอาจสร้างรายได้ใหม่ในระยะยาว 

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ Premflix ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกสโมสรเท่ากัน หากกางตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก เราจะเห็นการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์ที่ชัดเจน

กลุ่มบิ๊กซิกซ์: ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ คือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด พวกเขามีฐานแฟนบอลทั่วโลกมหาศาล ข้อมูลจาก Premflix จะทำให้สโมสรเหล่านี้รู้ว่าแฟนบอลในไทย หรืออินโดนีเซีย สนใจนักเตะคนไหนเป็นพิเศษ ซึ่งจะนำไปสู่การขายของที่ระลึกและการจัดทัวร์ปรีซีซันที่ทำเงินได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

กลุ่มระดับกลาง: ทีมอย่าง แอสตัน วิลลา, นิวคาสเซิล หรือ ไบรท์ตัน กำลังเร่งสร้างแบรนด์เพื่อแทรกตัวขึ้นมา การมี Premflix ช่วยให้พวกเขา “ขายแพ็กเกจเฉพาะทีม” ได้ง่ายขึ้น แฟนบอลที่อยากดูแค่ “ไบรท์ตัน” เพราะชื่นชอบระบบการเล่นที่สวยงาม ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็มเพื่อดูทีมอื่น นี่คือโอกาสในการสร้าง “ลัทธิแฟนบอล” ขนาดเล็กแต่เข้มข้น

กลุ่มหนีตาย: สำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นหรือทีมขนาดเล็ก Premflix เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ในขณะที่ทีมใหญ่รวยขึ้นจากยอดสตรีมมิง ทีมเล็กอาจเสียรายได้จากการการันตีส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ทีวีแบบเดิม พวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นในการสร้างคอนเทนต์ในแอป เพื่อดึงดูดใจผู้ชมให้กดเข้ามาดูเกมของพวกเขา ไม่เช่นนั้นส่วนแบ่งเค้กชิ้นนี้อาจจะเล็กลงจนน่าใจหาย

ในส่วนของค่ายโทรทัศน์และสถานีสื่อ ยักษ์ใหญ่อย่างสกายกำลังปรับตัวจากการเป็น “ผู้ถือสิทธิ์” มาเป็น “ผู้วิเคราะห์” พวกเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า วันหนึ่งพรีเมียร์ลีกจะกลายเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด สื่อมวลชนบางส่วนกังวลว่า หากพรีเมียร์ลีกคุมการผลิตเองทั้งหมด “ความอิสระ” ในการนำเสนอข่าวเชิงลบ เช่น เรื่องอื้อฉาวของนักเตะหรือการตัดสินที่ผิดพลาด อาจจะถูกเซ็นเซอร์โดยเจ้าของแพลตฟอร์มเอง


ขอบคุณภาพจาก  https://www.tntsports.co.uk/football/premier-league/2021-2022/brighton-hove-albion-have-been-building-their-rise-for-years-you-just-didn-t-notice_sto8550964/story.shtml 

จริยธรรมและการผูกขาด” ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเมื่อพรีเมียร์ลีกกลายเป็นทั้งผู้จัดการแข่งขัน, ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย เพียงผู้เดียว ความเสี่ยงเรื่องการผูกขาด (The Monopoly Power) จึงเกิดขึ้น

หากไม่มีคู่แข่งในการถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีกจะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ แฟนบอลจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจ่าย หรือไม่ก็ต้องเลิกดูไปเลย สิ่งนี้อาจขัดต่อกฎหมายการค้าเสรีในบางประเทศ และอาจทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาแทรกแซง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การควบคุมความจริง หากพรีมฟลิกซ์เป็นผู้เลือกมุมภาพและผู้พากย์เอง พวกเขาอาจเลือกที่จะ “ซ่อน” สิ่งที่ไม่น่าดู เช่น ความผิดพลาดของผู้ตัดสิน หรือเหตุการณ์ประท้วงในสนาม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของลีก ซึ่งจะทำลายเสน่ห์และความโปร่งใสของฟุตบอลไปในที่สุด

นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจกีฬาหลายคนเปรียบเทียบการทดลองนี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการบันเทิง เมื่อสตูดิโอภาพยนตร์เริ่มสร้างบริการสตรีมมิงของตัวเองแทนการพึ่งพาช่องเคเบิล ซึ่งเชิงอุดมคติเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก

อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายก็เตือนว่า การบริหารแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย การถ่ายทอดสดกีฬาต้องใช้โครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมาก และผู้แพร่ภาพรายใหญ่ก็มีประสบการณ์ในด้านนี้มายาวนาน สำหรับแฟนบอล เสียงตอบรับส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นบวก เพราะแนวคิดในการดูทุกแมตช์ผ่านแอปเดียวดูสะดวกกว่าระบบเดิมมาก แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ราคา หากค่าสมาชิกสูงเกินไป แฟนบอลบางส่วนอาจยังคงหันไปใช้สตรีมเถื่อนเหมือนเดิม

บทสรุป: Premflix อาจดูเหมือนเป็นเพียงแอปดูฟุตบอลใหม่ แต่ในความเป็นจริง มันคือการทดลองทางธุรกิจที่อาจกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมฟุตบอล หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ พรีเมียร์ลีกอาจเปลี่ยนจากองค์กรที่ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกที่เชื่อมต่อกับแฟนบอลโดยตรง

ในโลกที่ Netflix เปลี่ยนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และ Spotify เปลี่ยนอุตสาหกรรมดนตรี Premflix อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลเช่นกัน และแม้การทดลองครั้งนี้จะเริ่มต้นในตลาดเล็กอย่างสิงคโปร์ แต่สำหรับลีกที่มีผู้ชมทั่วโลกหลายพันล้านคน การทดลองเล็กๆ นี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในอนาคต

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

“LALIGA Youth Tournament” ครั้งที่ 2 สนามที่ไม่ได้สร้างแชมป์ แต่กำลังสร้างอนาคต

ประเทศไทยกำลังขยับบทบาทจาก “เจ้าภาพการแข่งขัน” สู่ “เวทีสร้างอนาคตฟุตบอลเอเชีย” อย่างชัดเจน หลังการปิดฉากลงอย่างสวยงามของ LALIGA Youth Tournament ครั้งที่ 2 (2026) ทัวร์นาเมนต์ระดับรากหญ้าที่ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นภาพสะท้อนของระบบนิเวศฟุตบอลเยาวชนที่กำลังเติบโต

ตลอด 4 วันของการแข่งขัน (5–8 กุมภาพันธ์ 2026) บรรยากาศที่ ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอลของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เต็มไปด้วยพลังของนักเตะรุ่นจิ๋วกว่า 2,000 คน และผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คนต่อวัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เกมฟุตบอล แต่คือพื้นที่ซึ่งประสบการณ์ระดับสากลถูกส่งต่อให้เยาวชนตั้งแต่อายุไม่เกิน 8 ปี ไปจนถึง 16 ปี

แต่สิ่งที่มากกว่าทัวร์นาเมนต์ คือกลยุทธ์ระยะยาวของฟุตบอลเยาวชน การแข่งขันนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ระยะยาวของ LALIGA ที่ให้ความสำคัญกับฟุตบอลระดับรากหญ้าอย่างจริงจัง ลีกสเปนไม่ได้มองเยาวชนเป็นเพียงทรัพยากรในอนาคต แต่เป็นหัวใจของระบบพัฒนา โดยสโมสรในลีกขึ้นชื่อเรื่องการมอบโอกาสให้ผู้เล่นจากอคาเดมีมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปีนี้ถือเป็นการจัดแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีทีมเยาวชนถึง 84 ทีม จาก 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เนปาล และอินเดีย เข้าร่วมใน 5 รุ่นอายุ (U8 – U16)

ฝั่งไทยเองมีสโมสรอาชีพเข้าร่วมหลายทีม เช่น ชลบุรี เอฟซี, ราชบุรี เอฟซี และการท่าเรือ เอฟซี ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานการแข่งขันให้ใกล้เคียงฟุตบอลอาชีพตั้งแต่ระดับเยาวชน

โดยบทสรุปของการแข่งขันไม่เพียงสร้างความทรงจำ แต่ยังสะท้อนคุณภาพของอคาเดมีในแต่ละประเทศอีกด้วย ซึ่งผลการแข่งขันเป็นดังนี้

  • รุ่นไม่เกิน 8 ปี: ชลบุรี x ใจฟ้า (ไทย)
  • รุ่นไม่เกิน 10 ปี: กรุงเทพคริสเตียน (ไทย)
  • รุ่นไม่เกิน 12 ปี: หนองบัว พิชญ เอฟซี (ไทย)
  • รุ่นไม่เกิน 14 ปี: คาชิม่า แอนท์เลอร์ส (ญี่ปุ่น)
  • รุ่นไม่เกิน 16 ปี: ชลบุรี เอฟซี (ไทย)

ซึ่งผลงานของ ชลบุรี เอฟซี ที่คว้าแชมป์ถึง 2 รุ่น แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างพัฒนาเยาวชนไทย ขณะเดียวกัน การคว้าแชมป์ของ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ก็ตอกย้ำมาตรฐานฟุตบอลเยาวชนญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับเอเชีย

แต่อีกมิติที่น่าสนใจของการแข่งขันปีนี้ คือ เมื่อฟุตบอลเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีและอนาคต การสนับสนุนจาก Bitget ผ่านโครงการ Blockchain4Youth ซึ่งสะท้อนแนวโน้มใหม่ของวงการกีฬา การบรรจบกันของฟุตบอล เทคโนโลยี และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ แบรนด์ไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อการมองเห็น แต่กำลังใช้กีฬาเป็นสะพานสู่การสร้างแรงบันดาลใจ ทักษะ และโอกาสในโลกยุคดิจิทัล

บทเรียนเชิง Content Marketing ที่น่าสนใจ หากมองผ่าน Content Marketing การแข่งขันนี้ คือกรณีศึกษาชั้นดีของแนวทางการสร้าง ecosystem แบรนด์ที่ยั่งยืน โดย LALIGA สร้างแบรนด์ผ่านคุณค่าการพัฒนาเยาวชน ไม่ใช่แค่เกมระดับสูง ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยสร้างภาพลักษณ์ผ่านบทบาท “Hub of Youth Development” และสโมสรฟุตบอลสร้างความน่าเชื่อถือผ่านผลงานเชิงระบบ ส่วนแบรนด์เทคโนโลยี ก็สามารถเชื่อมตัวเองกับอนาคตของคนรุ่นใหม่เข้าด้วยกันได้

ทั้งหมดนี้ทำให้ทัวร์นาเมนต์ไม่ได้จบลงพร้อมเสียงนกหวีดสุดท้าย แต่ยังคงต่อยอดเป็นเรื่องเล่า เป็นภาพจำ และเป็นสินทรัพย์ทางแบรนด์ระยะยาวเพราะท้ายที่สุด ฟุตบอลเยาวชนไม่ใช่แค่เรื่องของชัยชนะ แต่คือการลงทุนในอนาคต

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

สตาร์สบูร์ก “ทีมฟาร์ม” ของเชลซี พิมพ์เขียวใหม่ของกลุ่มทุน Multi-club ownership

เลียม โรซีเนียร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรเชลซี เป็นกุนซือถาวรคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของ ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์แดด เอ็กบาลี ต่อจาก โธมัส ทูเคิล, แกรม พอตเตอร์, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ทุกคนล้วนถูกปลดจากตำแหน่ง

บทความนี้ไม่ได้พาไปรู้จักโรซีเนียร์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษวัยเพียง 41 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม สตราสบูร์ก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 แทนปาทริก วิเอรา หรือเป็นบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ “เดอะ บลูส์” สนใจโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เพียงดาร์บีในปี 2022 (รักษาการ) และฮัลล์ระหว่างปี 2022 – 2024 ซึ่งต่างจากผู้จัดการทีมชื่อดังโปรไฟล์เยี่ยมที่ผ่านมาในยุค โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2003 และ BlueCo ในปี 2022

KhaiMukDam กำลังจะพาไปสำรวจแนวทางบริหารของ สตราสบูร์ก ที่เคยครองแชมป์ลีกเอิงเพียง 1 สมัยในฤดูกาล 1978-98 ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร 120 ปี และเพิ่งไต่เต้าจากลีกเทียร์ 5 ขึ้นมาอยู่ลีกเอิงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2010 หลังจากชนะเลิศลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2016-17 และชนะเลิศเฟรนช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นสมัยที่ 3

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นกับสตาร์สบูร์กในเดือนมิถุนายน 2023 เมื่อ BlueCo ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และฤดูกาล 2024–25 สตราสบูร์กจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ได้สิทธิแข่งขันรอบคัดเลือก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ฤดูกาลนี้ และยังผ่านไปเล่นลีกเฟสหลังจากชนะบรอนด์บี

สตาร์สบูร์กควรโดดเด่นถ้าไม่เป็นของ BlueCo

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลยุโรปตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือการไหลบ่าเข้ามาของเงินจากรัฐและกองทุนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่เงินจำนวนมหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด สามารถบิดเบือนภูมิทัศน์การแข่งขันได้อย่างรุนแรง ในระบบที่แทบไม่มีรั้วกั้นหรือกลไกควบคุมการใช้เงินเลย

ในลีกแห่งนี้ มีหนึ่งมหาอำนาจลูกหนัง ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรัฐบาลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นเจ้าของ คว้าแชมป์ไปถึง 11 จาก 13 ฤดูกาลหลังสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ใช่ “ความสำเร็จทางกีฬา” อย่างแท้จริง ไม่มีการค้นพบเพชรเม็ดงามราคาถูก ไม่มีการแสวงหารูปแบบการเล่นใหม่ที่คนอื่นไม่กล้าลอง พวกเขาเพียงจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะปีละราว 202 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของทีมที่ใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสอง และไม่มีทีมที่เหลือในลีกเอิงใช้จ่ายเกิน 72 ล้านดอลลาร์เลย

ขอบคุณภาพจาก  https://www.si.com/soccer/four-strasbourg-players-liam-rosenior-could-bring-chelsea

อย่างไรก็ตาม สตราสบูร์ก สโมสรเล็กๆ ที่ดูไม่โดดเด่น กำลังทำทุกวิถีทางในสนามเพื่อไล่ตามช่องว่างนั้น ค่าเหนื่อยนักเตะอยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์เท่านั้น “เล ราซิง” สามารถทำผลงานอยู่ครึ่งบนของลีกเอิงทั้งที่งบประมาณทำทีมอยู่เพียงครึ่งล่างของตาราง

สิ่งที่สตราสบูร์กทำ คือการสร้างความแตกต่าง เล่นฟุตบอลจังหวะช้า เต็มไปด้วยการต่อบอลสั้นและบอลด้านข้าง แต่ยังเป็นทีมที่จ่ายบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นบอลที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขุมกำลังที่ไม่เหมือนสโมสรใดในยุโรป ผู้เล่นที่ถูกใช้งานในฤดูกาลนี้มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 22 ปี ขณะที่ไม่มีทีมใดในลีกใหญ่ของยุโรปที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 24 ปี

สโมสรเล็กแห่งนี้อาศัยนโยบายทำทีมด้วยการทุ่มเทและเชื่อมั่นนักเตะดาวรุ่งในแบบที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน สตาร์สบูร์กทำผลงานเกินศักยภาพของตัวเองอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป

สตาร์สบูร์กควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวเด่นของฤดูกาลนี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ “เล ราซิง” ตอนนี้มีเจ้าของเดียวกับเชลซี สโมสรที่เพิ่งสร้างสถิติใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปกับขุมกำลังนักเตะเมื่อไม่นานมานี้

แทนที่จะเป็นยาถอนพิษของความเหลื่อมล้ำที่กัดกินวงการฟุตบอล สตราสบูร์กกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานั้นเสียเอง และในทางปฏิบัติแล้ว สตราสบูร์กได้กลายเป็น “ทีมฟาร์ม” ของเชลซีไปเรียบร้อยแล้ว

แนวคิด “ทีมฟาร์ม” เริ่มที่เบสบอลอเมริกัน

ไรอัน โอแฮนลอน นักเขียนประจำ ESPN อธิบายถึงแนวคิด “ระบบทีมฟาร์ม” ว่า ถูกสร้างขึ้นโดย แบรนช์ ริกกีย์ ผู้จัดการทั่วไประดับตำนานของวงการเบสบอล และที่ย้อนแย้งคือ ริกกีย์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม (เฮดโค้ช) ของ เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ (1919–1925) ก่อนถูกลดตำแหน่ง ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า ผู้จัดการทั่วไป (1919–1942) หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการกีฬา

ในยุคนั้น ทีมเบสบอลระดับสูงสุดของอเมริกาหาผู้เล่นใหม่ในแบบเดียวกับที่สโมสรพรีเมียร์ลีกทำกันในปัจจุบัน คือดึงตัวมาจากลีกที่เล็กกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ไมเนอร์ลีก”

ริกกีย์เคยกล่าวว่า “ตอนที่คาร์ดินัลส์กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในเนชันแนลลีก ผมพบว่าเราเสียเปรียบอย่างมากในการดึงนักเตะคุณภาพจากไมเนอร์ลีก ทีมอี่นเสนอค่าตัวได้สูงกว่า พวกเขามีเงิน มีระบบแมวมองที่ดีกว่า สรุปคือ เราต้องรับเศษที่เหลือ หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

ขอบคุณภาพจาก  https://socprofb.wordpress.com/2024/02/11/the-st-louis-story-of-branch-rickey/

ทางออกของริกกีย์ คือการให้คาร์ดินัลส์ซื้อทีมเล็กเหล่านี้ และใช้มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สนามทดสอบ” สำหรับผู้เล่นดาวรุ่ง วิธีนี้ทำให้คาร์ดินัลส์สามารถควบคุมผู้เล่นได้จำนวนมากกว่าคู่แข่ง และคำว่า “ควบคุม” นั้นมีหลายความหมาย ทั้งการควบคุมสถานะการจ้างงาน และการควบคุมรูปแบบการฝึกซ้อมและการพัฒนาฝีเท้า

แอนดี แม็คคิว จากสมาคมวิจัยเบสบอล อธิบายไว้ว่า “ในที่สุด คาร์ดินัลส์ก็สร้างเครือข่ายทีมไมเนอร์ลีกขึ้นมา เพื่อเซ็นนักเตะในราคาถูก คัดแยกคนดีออกจากคนเก่ง คว้าแชมป์ และทำเงิน ริกกีย์จะขายนักเตะที่ ‘ดี’ ให้ทีมอื่น และเก็บผู้เล่นที่ ‘เก่งหรือยอดเยี่ยม’ ไว้ให้คาร์ดินัลส์”

แนวทางนี้ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน จนในที่สุดทุกทีมในเมเจอร์ลีกก็นำไปใช้ ปัจจุบันแต่ละทีมมีทีมฟาร์ม 3 ระดับ คือ ซิงเกิล เอ, ดับเบิล เอ และทริปเปิล เอ หลังอำลาคาร์ดินัลส์ ริกกีย์นำความรู้ไปสู่ทีม บรูกลิน ดอดเจอร์ส ที่ซึ่งเขาคิดค้นระบบสปริงเทรนนิง ผลักดันการใช้สถิติในกีฬา และวางรากฐานให้ทีม แอลเอ ดอดเจอร์ส ที่ ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมในปี 2012

แน่นอนว่า โบห์ลี คือหนึ่งในกลุ่ม BlueCo เจ้าของใหม่ของเชลซีตั้งแต่ปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เป็นเจ้าของสโมสรที่ “มีบทบาทอย่างมาก” กับเชลซี

ในซัมเมอร์แรกของการเป็นเจ้าของทีม โบห์ลีย์บินไปทั่วยุโรป พยายามเซ็นสัญญากับ คริสเตียโน โรนัลโด ทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยการกีฬาโดยปริยาย ขณะที่เชลซีเซ็นนักเตะใหม่ถึง 9 คน ซึ่งมีเพียง 2 คนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ โบห์ลีย์ยังเสนอว่า พรีเมียร์ลีกควรมีออลสตาร์เกมเหมือนบาสเกตบอล NBA และเบสบอล MLB ในอเมริกา และโดยรวมแล้ว เขาเข้าข่ายทุกภาพจำที่แฟนบอลอังกฤษมีต่อผู้บริหารการเงินจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่ “ไอเดียโลกใหม่ของผม จะปฏิวัติกีฬาของพวกคุณ ที่ยังติดอยู่กับอดีต”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.football365.com/news/chelsea-todd-boehly-slammed-incompetence-fan-group-senseless-transfer-window

เชลซีเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษในวันที่โบห์ลีและ BlueCo เข้ามาเทกโอเวอร์ และในปัจจุบัน เชลซีก็ยังคงเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษเช่นเดิม

โอแฮนลอน ผู้เขียนหนังสือ Net Gains: Inside the Beautiful Game’s Analytics Revolution ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมแทบทั้งหมดของ BlueCo เป็นเพียงกลเม็ดทางบัญชี ไม่ว่าเป็นการขายโรงแรมและสนามให้บริษัทในเครือตัวเอง หรือการกระจายค่าตัวนักเตะผ่านสัญญาระยะยาว เพื่อให้ใช้เงินได้มากกว่าสโมสรอื่นโดยไม่ผิดกฎการเงินใหม่ของพรีเมียร์ลีก สโมสรสะสมดาวรุ่งไว้มากมาย แต่ยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถ

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมองว่า สิ่งที่โบห์ลีและ BlueCo กำลังทำกับสโมสรที่ 2 นั้น ดูเหมือนเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเชลซี แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สตราสบูร์กต้องแบกรับ

“ระบบอะคาเดมี” แย่กว่า “ระบบทีมฟาร์ม” ?

สโมสรใหญ่ในยุโรปล้วนมีอะคาเดมี โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนให้เติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ดีพอจะลงเล่นในระดับใดระดับหนึ่งของยุโรป และในกรณีที่ดีที่สุด พวกเขาจะเก่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่ของสโมสร แต่ในโมเดลนี้ยังมี “ช่องว่างที่ขาดหายไป” อยู่เสมอ นั่นคือช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างระดับการแข่งขันของอะคาเดมี กับการแข่งขันในทีมชุดใหญ่ของลีกชั้นนำยุโรป

โอแฮนลอนวิเคราะห์มุมมองผ่านกีฬาในอเมริกาว่า ในโลกของ NFL อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยถือเป็นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้น และทีม NFL ก็เติมผู้เล่นใหม่ผ่านการดราฟต์ทุกปี แต่ช่องว่างระหว่างทีมอะคาเดมีของเชลซีกับทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้น ใกล้เคียงกับช่องว่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายกับ NFL มากกว่า

ดังนั้น จึงมีทางออกอยู่สองทาง ซึ่งต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเห็นของนักเขียนประจำ ESPN

ทางแรก คือสิ่งที่เห็นกับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ ดาวรุ่งตัวความหวังสองคนอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี และ อีธาน เอ็นวาเนรี ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งคู่ซ้อมร่วมกับ บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ เดแคลน ไรซ์ ทุกวัน แต่พวกเขาแทบไม่ได้ลงสนามจริง

หลังจากฤดูกาลที่แล้วซึ่งลูอิส-สเกลลีและเอ็นวาเนรีได้โอกาสลงเล่นในฐานะวัยรุ่นเนื่องจากวิกฤตอาการบาดเจ็บของทั้งทีม ปีนี้ทั้งสองคนก็หล่นกลับไปอยู่ลำดับท้ายของตัวเลือก และตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเลย

ทางออกอีกทางหนึ่ง คือการปล่อยยืมตัว ด้วยความคิดว่า ส่งนักเตะไปอยู่กับอีกสโมสร และหวังว่าจะเข้ากับผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ สโมสรนั้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเตะ ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในทีมที่ระดับการแข่งขันต่ำกว่า แต่ก็ยังสูงกว่าอะคาเดมี

แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวม โมเดลการยืมตัวกลับดูเป็นเรื่องไร้เหตุผลอย่างรวดเร็ว

โอแฮนลอนให้เหตุผลว่า สโมสรกำลังส่งดาวรุ่งไปให้ทีมที่แทบไม่มีแรงจูงใจจะใช้งานจริง ผู้จัดการทีมย่อมเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะต้องการชนะและรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารสโมสรก็ไม่มีเหตุผลจะกดดันให้โค้ชใช้นักเตะยืมตัว เพราะสโมสรไม่ได้มีแผนลงทุนอะไรกับนักเตะคนนั้นเกินกว่าฤดูกาลเดียว

โอแฮนลอนใช้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ของลิเวอร์พูล เป็นตัวอย่าง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-35m-transfer-looks-after-33157991

ดาวเตะวัย 22 ปีถูกปล่อยยืมไปให้แอสตัน วิลลา หลังได้ออกสตาร์ตเพียง 3 นัดภายใต้การคุมทีมของ อาร์เนอ สล็อต ในฤดูกาล 2024-25 แต่ที่วิลลา เอลเลียตต์ลงเล่นรวมเพียง 91 นาที และไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

ในขณะที่เชลซีมีสตราสบูร์กเป็นทางออกแก้ปัญหานี้สำหรับดาวรุ่งของสโมสร นักเตะเหล่านั้นจะได้รับการการันตีเวลาในการลงสนาม และยังได้เล่นในสภาพแวดล้อมทางแท็คติกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเจอในพรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่เพียงผู้เล่น แต่สตราสบูร์กยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทีมฟาร์มสำหรับผู้จัดการทีม” ได้เช่นกัน โดยโรซีเนียร์มีอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น

BlueCo จะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพด้านการคุมทีมของโรซีเนียร์มากกว่าผู้จัดการทีมคนใดก็ตาม ที่พวกเขาอาจพิจารณาดึงมาคุมเชลซีในอนาคต

“เราเป็นทีมฟาร์ม” อเล็กซองด์ ตัวแทนจากกลุ่มแฟนบอลหลักทั้งสี่กลุ่มของสตราสบูร์ก กล่าวกับ ESPN

“เราไม่อยากเป็นทีมฟาร์ม เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มีรากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และเราควรตัดสินใจทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสตราสบูร์ก แต่มันไม่ใช่แบบนั้น”

แน่นอนว่า คนในเชลซีน่าจะโต้แย้งว่า แนวคิดที่ว่าสตราสบูร์กเป็นเพียงทีมฟาร์มของเชลซีนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว มีนักเตะของสตราสบูร์กเพียง 3 เท่านั้นที่ยืมตัวมาจากเชลซีในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น และโอแฮนลอนมองว่า สตาร์สบูร์กกำลังถูกใช้อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์พัฒนา และจุดพักระหว่างทาง สำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก

มีการประกาศไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ว่า นักเตะที่ดีที่สุดของสตราสบูร์กอย่าง เอ็มมานูเอล เอเมกา จะย้ายไปเชลซีในฤดูกาลหน้า

จากนักเตะสตราสบูร์ก 13 คนที่ลงสนามอย่างน้อย 500 นาทีในฤดูกาลนี้ มีเพียงคนเดียวที่อายุมากกว่า 23 ปี นั่นคือ เบน ชิลเวลล์ วัย 28 ปี ซึ่งเชลซีปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานครึ่งหลังของฤดูกาล 2024-25 ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสแบบ “ฟรีเอเยนต์” ในช่วงซัมเมอร์

Multi-club ownership คืออนาคตของวงการฟุตบอล

โอแฮนลอนพาออกจากเรื่องราวทีมฟาร์ม สู่การถือครองหลายสโมสรภายใต้เจ้าของเดียวกัน ที่เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือกลุ่มเรดบูล ซึ่งเป็นเจ้าของ RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก, นิวยอร์ก เรดบูลส์ รวมถึงสโมสรในบราซิลและญี่ปุ่น โดยเครือข่ายทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังมี City Football Group ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของหลายสโมสรที่ใหญ่ที่สุด โดยมีทีมใน 13 ประเทศ

ยูฟ่ามีกฎเพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรที่มีเจ้าของเดียวกัน ลงแข่งขันในรายการยุโรปเดียวกัน แต่ไม่มีกฎใดห้ามการมีอยู่ของเครือข่ายสโมสรเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

บริษัทที่ปรึกษา Twenty First Group ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนที่ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ต้องการขยายพอร์ตการถือครอง หรือเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่หวังสร้างอาณาจักรหลายสโมสรในอนาคต

“คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือเครื่องมือในการเข้าถึง พัฒนา และขายนักเตะ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่พิสูจน์ได้จริง” โอมาร์ ชอดูรี ประธานฝ่ายข้อมูลของ Twenty First Group กล่าวกับ ESPN

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมีความเห็นว่า ไม่มีเครือข่ายใดใช้กระบวนการนี้อย่างจริงจังเท่ากับเชลซี และแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างเส้นทางให้นักเตะดาวรุ่งของเราได้ก้าวสู่สนามของเชลซี พร้อมกับได้ลงเล่นจริงอย่างต่อเนื่อง” โบห์ลีกล่าวหลังเข้าซื้อสโมสร “และสำหรับผม วิธีการคือการมีอีกสโมสรหนึ่ง ในลีกที่มีการแข่งขันสูงในยุโรป”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.20minutes.fr/sport/3179795-20211124-rc-strasbourg-pourquoi-plus-incidents-graves-supporters-stade-meinau

สิ่งที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์ของโบห์ลี คือความเข้าใจว่า สโมสรฟุตบอลมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอลส่วนใหญ่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตราสบูร์กพัฒนาขึ้นหลังการเข้ามาของ BlueCo แต่แฟนบอลกลับไม่ได้สนใจประเด็นนั้นมากนัก

อเล็กซองด์แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า “ในภาพรวม มันเป็นเรื่องที่แย่มากต่อความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อสโมสรฟุตบอล ในยุโรปสโมสรฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชุมชน และสตราสบูร์กก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ แต่มันไม่สอดคล้องเลยกับการที่สโมสรถูกถือครองโดยกองทุนเอกชนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งดูแปลกและน่าสงสัยมาก”

ขณะที่ความเป็นจริงคือ ความผูกพันทางอารมณ์ที่แฟนบอลมีกับสโมสร และเป็นเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมระดับโลกนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากประสิทธิภาพการเล่นหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน ที่ได้ดูฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสโมสร

แต่กระแสที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมและธุรกิจฟุตบอล สิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สโมสรที่ใหญ่และร่ำรวยกว่าประสบความสำเร็จ พร้อมเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ตราบใดที่สโมสรยังต้องพึ่งพานักลงทุน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนักลงทุนกลุ่มเดียวกันซื้อหลายสโมสร สถานการณ์แบบเชลซีและสตราสบูร์ก ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

วิสัยทัศน์ของ เจสัน วิลคอกซ์ การสร้างอนาคตของแมนฯ ยูไนเต็ด

หลังการเซ็นสัญญานักเตะที่ซื้อแล้วใช้งานได้ทันที บวกกับผลงานในสนามที่เริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนแสดงพลังภายในกำจัด รูเบน อโมริม ออกจากห้องแต่งตัว และม้านั่งข้างสนาม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทว่าเบื้องหลังพัฒนาการมาจากมันสมองของผู้อยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างทีมทั้งหมด

เขาคือ เจสัน วิลคอกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล ซึ่งได้นำ “พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ” ที่เป็นระบบมาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ว่ากันว่า ยุคแห่งการซื้อขายนักเตะแบบลึกลับและไร้ทิศทางของแมนฯ ยูไนเต็ดได้จบลงแล้วหลังจากวิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่เข้มงวดและมีวินัยของสโมสรในการสรรหาผู้เล่น โดยเน้นย้ำถึงการมองหาผู้เล่นที่พร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีก และต้องมีบุคลิกที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความกดดันสูงสุด

วิสัยทัศน์ของวิลคอกซ์ และด้วยแผนงานที่ชัดเจนจะพาทีมปีศาจแดงกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อย่างไร และทำไมตัวเขาถึงเชื่อว่าสโมสรกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้านท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากภายนอก

ผู้อำนวยการฟุตบอล อดีตปีกแชมป์พรีเมียร์ลีก

เจสัน มัลคอล์ม วิลคอกซ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารคนใหม่ภายใต้การนำของกลุ่ม INEOS เท่านั้น แต่เขาคืออดีตปีกซ้ายผู้ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแบล็กเบิร์น โรเวอร์สในปี 1995 

วิลคอกซ์เกิดวันที่ 15 มีนาคม 1971 ที่ฟาร์นเวิร์ธ ประเทศอังกฤษ เข้าร่วมทีมแบล็กเบิร์นเมื่ออายุ 16 ปีหลังจากที่พ่อของเขาเขียนจดหมายถึงสโมสรเพื่อขอให้ลูกชายเข้าร่วมทดสอบฝีเท้า

ขอบคุณภาพจาก  https://www.irishnews.com/sport/soccer/qa-what-is-jason-wilcoxs-background-and-why-is-he-wanted-by-man-utd-U2BWUHNLMZIBFK6KMG75GWSERA/

หลังจากสร้างความประทับใจในการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ วิลคอกซ์ก็เซ็นสัญญาในวันจันทร์ ก่อนได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จิม เฟอร์เนล ผู้จัดการทีมเยาวชนขณะนั้นของแบล็กเบิร์น บรรยายถึงวิลคอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในกองกลางดาวรุ่งที่ดีที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ

วิลคอกซ์เล่นให้ทีมชุดใหญ่ระหว่างปี 1989 – 1999 ทำ 31 ประตูจากการลงเล่นบอลลีก 271 นัดให้กับแบล็กเบิร์น ซึ่งเขายังเคยเป็นกัปตันทีม และเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมแบล็กเบิร์นชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 1995 โดยเล่นตำแหน่งปีกซ้ายร่วมกับ เกรแฮม เลอ โซ ฟูลแบ็กจอมบุก และมี สจ๊วร์ต ริปลีย์ อยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาร่วมกันสร้างแนวรุกที่แข็งแกร่งกับ อลัน เชียเรอร์ และ คริส ซัตตัน

ปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังจำกัดประสิทธิภาพของวิลคอกซ์ในฤดูกาลต่อๆ มา และหลังจากตกชั้นกับแบล็กเบิร์น ก็ย้ายไปร่วมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในเดือนธันวาคม 1999 ตามด้วยเลสเตอร์ ซิตี และแบล็คพูล

วิลคอกซ์เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 3 นัด หมวกใบแรกเป็นเกมทีมสิงโตคำรามชนะฮังการี 3-0 ในปี 1996 แต่หลุดจากรายชื่อผู้เล่น 22 คนของทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 1996 ซึ่งผู้จัดการทีม เทอร์รี เวเนเบิลส์ ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ส่วนอีก 2 นัดเป็นแมตช์กับฝรั่งเศสในปี 1999 และอาร์เจนตินาในปี 2000

หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2006 วิลคอกซ์เป็นผู้บรรยายร่วมให้กับ BBC Radio Lancashire ก่อนย้ายไปเป็นโค้ชให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2012

สำหรับชีวิตโค้ชและผู้บริหาร วิลคอกซ์เริ่มต้นจากสตาฟฟ์โค้ชในคาเดมีของแมนฯ ซิตี ในปี 2012 และเลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ในปี 2013 เคยพาทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศ รวมถึงเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ 2ครั้ง

ในปี 2017 วิลคอกซ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการอคาเดมี มีส่วนดูแลการพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่งชื่อดังหลายคน เช่น ฟิล โฟเดน, โคล พาลเมอร์ และ ริโก ลูอิส  ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลที่เซาแธมป์ตันในปี 2023 แต่ทำงานที่นั่นได้เพียง 9 เดือน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/jason-wilcox-inside-man-utds-32493366

หลังผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ที่เซาแธมป์ตัน วิลคอกซ์ได้เข้ามาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนเมษายน 2024 ในตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิค ก่อนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2025 แทนที่ เดฟ เบรลส์ฟอร์ด 

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการจัดโครงสร้างการบริหารฟุตบอลที่เป็นระบบและเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และท่ามกลางสัญญาณบวกในสนามของทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของอโมริม วิลคอกซ์ได้เผยถึงกลยุทธ์เชิงลึกในการจัดการตลาดซื้อขายนักเตะ และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการนำพาทีมปีศาจแดงกลับสู่จุดสูงสุด

สัญญาณความก้าวหน้าและกำหนดเอกลักษณ์

หลังจากฤดูกาล 2024-25 จบลงด้วยอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในพรีเมียร์ลีก ความกังวลได้เข้าปกคลุมโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนปี 2025 และผลงานในสนามที่เริ่มดีขึ้น ทำให้วิลคอกซ์เชื่อว่า ทีมกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้าน

ฟอร์มล่าสุดของแมนฯ ยูไนเต็ดก่อนเบรกทีมชาติกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นเครื่องยืนยันเบื้องต้น ทีมปีศาจแดงสามารถทำผลงานไม่แพ้ใครติดต่อกัน 5 นัด รวมถึงชัยชนะในพรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของอโมริม เป็นสัญญาณบวกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ 

วิลคอกซ์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภายในสโมสร เรารู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เรารู้ว่าอยู่ตรงไหนในฐานะกลุ่ม ผู้เล่นเข้าใจสิ่งนั้น และเรากำลังมีความก้าวหน้าทั้งในและนอกสนาม”

วิลคอกซ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “รักษาความสงบ” ภายในสโมสรท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก ที่มักเกิดขึ้นเมื่อสโมสรขนาดใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความพ่ายแพ้ “เราต้องเจออุปสรรคระหว่างทาง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอุปสรรคเหล่านั้นให้ราบรื่น และไม่ตื่นเต้นหรือผิดหวังจนเกินไป”

ผู้อำนวยการฟุตบอลวัย 54 ปี มองว่า การทำงานอย่างมีสมาธิและเชื่อมั่นในทิศทางที่วางไว้ ทั้งด้านกระบวนการ สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้าง และทีมงาน จะพาสโมสรไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

อดีตซูเปอร์สตาร์ของสโมสร คริสเตียโน โรนัลโด เคยวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการขาดโครงสร้างและขาดเอกลักษณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ขณะที่อโมริมเองก็เคยถูกวิจารณ์ว่าใช้ระบบ 3-4-3 ที่ดูแข็งกระด้างเกินไป อย่างไรก็ตาม วิลคอกซ์ไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์เหล่านี้ และยืนยันว่า งานที่กำลังดำเนินการอยู่คือ “การสร้างและกำหนดเอกลักษณ์” ของทีมขึ้นมาใหม่

“เราต้องสานต่อแนวคิดของรูเบน เขามีแนวคิดที่ชัดเจนมาก และมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผู้คนมองเห็น” วิลค็อกซ์กล่าวและเน้นว่า การเริ่มต้นทำงานทุกอย่างต้องมีปลายทางอยู่ในใจ และต้องเข้าใจถึงรูปแบบการเล่น (Game Model) ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

วิลคอกซ์ช้คำเปรียบเทียบว่า สโมสรกำลัง “ต่อจิ๊กซอว์ให้เข้ากัน” เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน และถึงแม้การสร้างภาพนี้จะยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับผลการแข่งขันที่ไม่ดี แต่ผู้บริหารระดับสูงไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง, อโมริม, โอมาร์ เบร์ราดา (ซีอีโอ) และเจ้าของสโมสร ต่างก็มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับทิศทางที่ทีมจะไป

กลยุทธ์ซื้อขายนักเตะที่ชัดเจนและเป็นระบบ

ปัญหาการซื้อขายนักเตะที่ลึกลับและไม่ชัดเจน ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของแมนฯ ยูไนเต็ด มานานหลายปี กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริงภายใต้การนำของวิลคอกซ์

ขอบคุณภาพจาก  https://sports.yahoo.com/article/jason-wilcox-held-initial-doubts-103500370.html

วิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อขายนักเตะ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเริ่มต้นจาก “คำสั่งซื้อจะมาจากผมและรูเบน” ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจเริ่มต้นจากการประเมินร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการฟุตบอลและหัวหน้าโค้ช

ต่อจากนั้น คำสั่งจะถูกส่งต่อไปยัง คริส วิเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหา เพื่อถกเถียงและหารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะผู้เล่น (Profiles) ที่ทีมต้องการ ตามด้วยการค้นหาโดยมีทีมแมวมองเข้าสู่ตลาด และทำงานควบคู่ไปกับทีมข้อมูล (Data team) ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างมากในกระบวนการนี้

มาถึงปลายทางที่การประชุมและตัดสินใจ วิลคอกซ์กล่าวว่าเขามีการประชุมรายสัปดาห์กับทีมสรรหา เพื่อหารือเรื่องช่วงอายุ ค่าใช้จ่าย และความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลง โดยมีอโมริมเข้าร่วมด้วย

กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบที่ระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งวิลคอกซ์ยอมรับว่า ตลาดซื้อขายในช่วงฤดูร้อนปี 2024 วุ่นวายกว่ามากเมื่อเทียบกับความสงบที่เกิดขึ้นในปี 2025

อดีตปีกซ้ายแบล็กเบิร์ตได้อธิบายถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ กลยุทธ์การสรรหาผู้เล่น ที่เน้นความพร้อมและบุคลิกภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อผู้เล่นที่ใช้เวลาปรับตัวนานสำหรับทีมชุดใหญ่

ผู้เล่นที่พร้อมลงเล่น : สโมสรมองหาผู้เล่นที่สามารถ “เสียบปลั๊กแล้วเล่นได้ทันที” (Plug in and play) โดยมีช่วงเวลาในการปรับตัวน้อยที่สุดอย่าง มาเธอุส คุนญา และ ไบรอัน เอ็มเบอโม โดยวิลคอกซ์ยอมรับว่า สโมสรไม่สามารถเสี่ยงมากเกินไปในส่วนนี้

นิสัยที่เหมาะสม : การซื้อผู้เล่นไม่ได้เกี่ยวข้องแค่พรสวรรค์ระดับสูงเท่านั้น แต่ผู้เล่นเหล่านั้นต้องมีนิสัยที่เหมาะสม สามารถรับมือกับความกดดันได้

มืออาชีพที่เคร่งครัด: มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติเบื้องหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เล่นที่เข้ามาเป็นมืออาชีพที่มีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง

การลงทุนผู้เล่นที่เหมาะสม และวิสัยทัศน์ระยะยาว

วิลคอกซ์ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทีมชุดใหญ่ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของสโมสรได้แก่ การติด 4 อันดับแรกและท้าทายเพื่อตำแหน่งในแชมเปียนส์ลีกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่แชมป์พรีเมียร์ลีกและชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก

วิลคอกซ์ตอกย้ำว่า การลงทุนนี้ต้องเน้นการซื้อผู้เล่นที่เหมาะสมที่มีพรสวรรค์ สามารถรับมือกับความกดดัน และนำพาทีมก้าวไปข้างหน้าได้ โดยผลงานล่าสุดคือ การเซ็นสัญญาในฤดูร้อนปี 2025 กับคุนญา, เอ็มเบอโม และผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูง เซนเน ลัมเมนส์ ทั้งสามได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ โดยแฟนบอลประทับใจทั้งผลงานและทัศนคติที่ชัดเจนของพวกเขา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.webwire.com/ViewPressRel.asp?aId=343242

ผู้อำนวยการกีฬาให้รายละเอียดเรื่องการคว้าตัวลัมเมนส์ว่า “เรามองหาผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูงอยู่เสมอ และเซนเนก็ว่างอยู่ เราจึงตัดสินใจดำเนินการ แต่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลันทันใดเพราะ โทนี คอตตอน (แมวมองผู้รักษาประตูของแมนฯ ยูไนเต็ด] เสนอชื่อเซนเนให้ผมพิจารณาเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว และเขาก็ทำอย่างไม่ย่อท้อ”

“เซนเนเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา และเขาก็เริ่มต้นได้ดี แต่ยังต้องรักษาฟอร์มต่อไป เขาทบทวนตัวเองได้ดีและเป็นมืออาชีพมากในแนวทางของเขา”

สำหรับแผนงานต่อไปในการเสริมขุมกำลัง Sky Sports News รายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ดได้ตั้งเป้าหมายหลักในการเซ็นสัญญากองกลางคนใหม่ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า ตัวเลือกที่สโมสรยังคงติดตามอยู่ได้แก่ คาร์ลอส บาเลบา ของไบรท์ตัน และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ของนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ส่วนกลางซีซัน 2025-26 ไม่คาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะมีการเคลื่อนไหวมากนักในตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากได้ลงทุนจำนวนมากไปแล้ว แต่ทีมงานยังคงทำงานในตลาดซื้อขายต่อไปโดยมองไปยังฤดูร้อน

ในฐานะผู้อำนวยการฟุตบอล วิลคอกซ์เป็นคนที่มีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก “ผมรู้สึกจริงๆ ว่าตอนนี้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

แม้ยอมรับว่าความผิดหวังยังคงมีอยู่เมื่อทีมแพ้ แต่วิลคอกซ์มองเห็นความมุ่งมั่นภายในสโมสร “ผมเห็นความมุ่งมั่น ผมไปดูการซ้อมทุกวัน ผมเห็นวิธีการที่พวกเขาซ้อม วิธีการที่พวกเขาปฏิบัติงาน วิธีการที่พวกเขาพูดคุยและเข้ากันได้ดี”

การทำงานอย่างมีระบบและเป็นหนึ่งเดียวกันของทีมผู้บริหาร โค้ช และผู้เล่นที่เข้ามาใหม่ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง คือรากฐานที่วิลคอกซ์กำลังสร้างขึ้น เพื่อทำให้ความสำเร็จล่าสุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกลับมายืนในตำแหน่งสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และได้แข่งขันบนเวทียุโรปอย่างสม่ำเสมอตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของแมนฯ ยูไนเต็ด

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

คริสเตียโน โรนัลโด นักบอลมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก

ย้อนความไปที่ 8 ตุลาคม 2025 วันปกติธรรมดาวันหนึ่งบนหน้าปฏิทิน แต่รู้หรือไม่ว่า วันดังกล่าว ได้รับการบันทึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ให้เป็นวันที่กีฬาฟุตบอลมีผู้เล่นอภิมหาเศรษฐีระดับ “พันล้าน” เป็นคนแรกของโลก

เขาผู้นั้นคือ คริสเตียโน โรนัลโด ซูเปอร์สตาร์ลูกหนังวัย 40 ปี ผู้ถูกจารึก และบรรจุเข้าเป็นสมาชิกคนใหม่ของ Three Comma Club แห่งวงการกีฬา โดย “สโมสร 3 จุลภาค” สื่อถึงกลุ่มบุคคล Billionaire ที่มีความมั่งคั่งสุทธิหรือมูลค่าสุทธิ (Net Worth) ระดับพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ในระบบตัวเลขภาษาอังกฤษ “หนึ่งพันล้าน” จะมีเครื่องหมายจุลภาค (Comma) คั่นอยู่ 3 ตัวคือ 1,000,000,000)

Bloomberg บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านบริการข้อมูลทางการเงิน ซอฟต์แวร์ และสื่อ รายงานว่า โรนัลโดเป็นมหาเศรษฐีนักฟุตบอลหลังจากต่อสัญญาเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 กับอัล นาสเซอร์ สโมสรในกรุงรียาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ได้รับค่าเหนื่อย 492 ล้านปอนด์ (660 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า เทียบกับค่าเหนื่อยปีละ 173 ล้านปอนด์ (232 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตอนที่เพิ่งย้ายจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมอัล นาสเซอร์ ในปี 2023

Bloomberg Billionaires Index ระบุว่า รายได้ดังกล่าวทำให้ความมั่งคั่งสุทธิของโรนัลโดพุ่งขึ้นเป็น 1.045 พันล้านปอนด์ (1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) หนีห่างเพื่อนร่วมอาชีพเบอร์ 2 ลิโอเนล เมสซี ที่มีความมั่งคั่งสุทธิ 620 ล้านปอนด์ (832 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) 

หมายเหตุ : “ความมั่งคั่งสุทธิ” เป็นตัวชี้วัดสถานะทางการเงินที่สำคัญ โดยคำนวณจากสินทรัพย์ทั้งหมดที่มี หักลบด้วยหนี้สินทั้งหมดที่มี ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง สูตรคือ ความมั่งคั่งสุทธิ = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม แสดงให้เห็นว่ามีเงินเหลือเท่าไรหลังชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว และใช้ในการติดตามความก้าวหน้าทางการเงินในระยะยาว

10 นักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก

อ้างอิงจากดัชนีมหาเศรษฐีของบลูมเบิร์กฉบับล่าสุดได้รายงาน 10 อันดับนักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดจากการประเมินด้วยความมั่งคั่งสุทธิได้แก่

1. คริสเตียโน โรนัลโด (ชาวโปรตุเกส, สโมสรอัล นาสเซอร์) 1.045 พันล้านปอนด์

2. ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา, อินเตอร์ ไมอามี) 620 ล้านปอนด์

3. เนย์มาร์ จูเนียร์ (บราซิล, ซานโตส) 280 ล้านปอนด์

4. คีลิยัน เอ็มบัปเป (ฝรั่งเศส, เรอัล มาดริด) 186 ล้านปอนด์

5. คาริม เบนเซมา (ฝรั่งเศส, อัล อิตติฮัด) 150 ล้านปอนด์

6. พอล ป๊อกบา (ฝรั่งเศส, โมนาโก) 93 ล้านปอนด์

7. ซน ฮึง-มิน (เกาหลีใต้, ลอส แอนเจลีส เอฟซี) 75 ล้านปอนด์

8. อองตวน กรีซมานน์ (ฝรั่งเศส, แอตเลติโก มาดริด) 67 ล้านปอนด์

9. โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ (อียิปต์, ลิเวอร์พูล) 66 ล้านปอนด์

10. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี (โปแลนด์, บาร์เซโลนา) 63 ล้านปอนด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/12682986/lionel-messi-billionaire-adidas-hotel/

จากท็อป 10 พบว่าเป็นชาวฝรั่งเศสถึง 4 คน เลวานดอฟสกีเป็นอีกคนที่เกิดในยุโรป โดยอภิมหาเศรษฐีร่ำรวยที่สุด 3 คนแรกมาจากอเมริกาใต้ ส่วนอีก 2 คนในลิสต์มาจากแอฟริกา (ซาลาห์) กับเอเชีย (ฮึง-มิน)

เป็นที่น่าสังเกตว่า โรนัลโดมีความมั่งคั่งสุทธิมากกว่าเมสซีถึง 425 ล้านปอนด์ ซูเปอร์สตาร์อาร์เจนไตน์รวยกว่าอันดับ 3 เนย์มาร์ 340 ล้านปอนด์ มีเอ็มบัปเปและเบนเซมาอีก 2 คนเท่านั้นที่รวยแตะหลักร้อยล้านปอนด์

นอกจากโรนัลโดแล้ว Forbes สื่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ เพิ่งรายงานเมื่อปลายสิงหาคม 2025 ว่า โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ตำนานนักเทนนิส กลายเป็นนักกีฬาคนที่ 7 ในประวัติศาสตร์ที่ร่ำรวยหลักพันล้าน

เชื่อว่า ยอดนักหวดชาวสวิส ซึ่งแขวนแร็กเก็ตเมื่อปี 2022 มีความมั่งคั่งสุทธิล่าสุดอยู่ที่ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตัวเลขที่ถีบตัวสูงขึ้นมาจากการถือหุ้นส่วนน้อยในแบรนด์รองเท้าและเสื้อผ้าสัญชาติสวิส On เฟเดอเรอร์ยังเป็นนักเทนนิสที่ได้รับค่าตอบแทนสูงสุดเป็นเวลา 16 ปีติดต่อกัน แม้ได้รับเงินรางวัลจากการแข่งขันน้อยกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างโนวัค ยอโควิช และราฟาเอล นาดาล

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่สร้างร่ำรวยระดับพันหลักเพราะมีตำนานอยู่ในลิสต์ถึง 4 คนคือ จูเนียร์ บริดจ์แมน, เมจิก จอห์นสัน, ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ โดย Billionaire อีกคนคือ ไทเกอร์ วูดส์ ยอดนักกอล์ฟลูกครึ่งไทย-อเมริกัน

ทำไมโรนัลโดจึงรวยเกินหน้าเกินตายอดนักเตะเบอร์ต้นๆ ของโลกมากขนาดนี้ คำถามอยู่ที่แหล่งรายได้ ซึ่งไม่ได้มาจากสโมสรและบริษัทสปอนเซอร์เท่านั้น

Lifetime Deal และ Co-branded Collection

แน่นอนว่า แหล่งรายได้เบื้องต้นที่สร้างความมั่งคั่งให้กับโรนัลโดมาจากสัญญาว่าจ้างในอดีตกับสโมสรยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และยูเวนตุส แต่นอกสนามฟุตบอล โรนัลโดยังได้รับข้อเสนออีกมากมายทางธุรกิจที่น่าทึ่งและมหาศาล ตัวอย่างเช่น Nike, Armani, Herbalife, TAG Heuer ซึ่งต่างเซ็นสัญญาผูกมัดนานหลายปี รวมถึง Clear Shampoo, DAZN, LiveScore, Panini ฯลฯ และดีลล่าสุด KFC 

ข้อตกลงกับ Nike นับเป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงที่สุดเพราะโรนัลโดเป็น 1 ในนักกีฬาเพียงไม่กี่คนในโลก ร่วมกับ 2 สุดยอดนักบาสเกตบอล ไมเคิล จอร์แดน และเลบรอน เจมส์ ที่มี “สัญญาตลอดชีพ” (Lifetime Deal) กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าและอุปกรณ์กีฬาสัญชาติอเมริกัน โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า โรนัลโด ซึ่งเซ็นสัญญาดังกล่าวเมื่อปี 2016 ได้รับเงินจากไนกี้เกือบปีละ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ 

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/ronaldo%27s-lifetime-contract-with-nike-is-worth-1-billion-euros/

นอกจากนี้ โรนัลโดยังผลักดันแบรนด์ CR7 ของตนเองจนโด่งดังระดับโลก พร้อมยังจับมือกับพันธมิตรหลัก (Major Partners) หลายแบรนด์ชั้นนำ ซึ่งโรนัลโดเป็นพรีเซนเตอร์หรือนายแบบโฆษณาแคมเปญให้ ออกสินค้ารุ่นพิเศษในชื่อ CR7 ร่วมกับเขา (Co-branded Collection) อาทิ

TAG Heuer Formula 1 CR7 Limited Edition Chronograph (รุ่น CAZ1113.FC8189) ร่วมกับบริษัทนาฬิกาหรูสัญชาติสวิส “แทค ฮอยเออร์” เป็นนาฬิกาจับเวลาโครโนกราฟ (Chronograph) ที่อยู่ในตระกูล Formula 1 สีดำและสีเขียว ซึ่งเป็นสีที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสนามฟุตบอล (สีเขียวของหญ้า) และมีสไตล์ที่ดูสปอร์ตและดุดัน ผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition) เพียง 3,000 เรือนทั่วโลก

Clear Men Legend by CR7 Special Edition Shampoo ร่วมกับบริษัทผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม “เคลียร์” เป็นแชมพูขจัดรังแครุ่นพิเศษที่โรนัลโดมีส่วนร่วมคัดเลือกส่วนประกอบบางอย่างของผลิตภัณฑ์ เช่นเป็นคนเลือกกลิ่นหอมสปอร์ตแนว Aquatic ที่ติดทนนานถึง 8 ชั่วโมง รวมถึงลักษณะของเนื้อผลิตภัณฑ์และดีไซน์ของขวด

Herbalife24 CR7 Drive ร่วมกับบริษัทโภชนาการระดับโลก “เฮอร์บาไลฟ์” เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ ซึ่งเน้นไปที่การให้พลังงานและความชุ่มชื้นสำหรับนักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกาย

CR7 ForeverZone ร่วมกับแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีขนาดใหญ่ “ไบแนนซ์” เป็นบ้านดิจิทัลสำหรับคอลเลกชัน NFT ของโรนัลโดโดยเฉพาะ ซึ่ง NFT เหล่านี้มีลักษณะเป็นของสะสมดิจิทัลที่เกี่ยวกับช่วงเวลาสำคัญในอาชีพค้าแข้งของโรนัลโด

โดยเฉพาะ “ไนกี้” ซึ่งได้ออกรองเท้าสตั๊ดรุ่นพิเศษในชื่อ CR7 มาแล้วกว่า 30 รุ่น เน้นการบอกเล่าเรื่องราวชีวิตและความสำเร็จของเขา ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นซีรีส์ เช่น Signature Chapter Boots ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยแต่ละรุ่นจะเปรียบเสมือนบท (Chapter) ในเส้นทางอาชีพของโรนัลโด และมีดีไซน์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น CR7 Chapter 1: Savage Beauty แรงบันดาลใจจากเกาะมาเดรา บ้านเกิดของเขา , CR7 Chapter 4: Forged For Greatness สื่อถึงการพัฒนาตัวเองจากพรสวรรค์สู่ความยิ่งใหญ่ , CR7 Chapter 5: Cut To Brilliance ได้รับแรงบันดาลใจจากเพชรที่ถูกเจียระไนอย่างสมบูรณ์แบบ

ไนกี้ยังมีสินค้าอื่นๆ ในคอลเลกชัน CR7 เช่น เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า ที่ใช้เทคโนโลยี Dri-FIT และมีโลโก้ CR7 ปรากฏอยู่ด้วย

จ้างมืออาชีพเพื่อเพิ่มรายได้มหาศาลจากการลงทุน

แน่นอนว่า ความสามารถและชื่อเสียงอันยาวร่วม 2 ทศวรรษของโรนัลโด ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลโดยตรงจากสโมสรต้นสังกัดและบริษัทธุรกิจทั่วโลก แต่การนำเงินเหล่านั้นไปต่อยอดสร้างรายได้ก้อนใหญ่ไม่แพ้กันจากการลงทุนด้วยตนเองก็น่าสนใจ

โรนัลโดใช้สถานภาพ G.O.A.T, ความโด่งดังระดับซูเปอร์สตาร์ และภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งมาสร้างอาณาจักรธุรกิจของตนเองภายใต้แบรนด์ CR7 และขยายเข้าไปในธุรกิจหลายประเภท ซึ่งจะทำให้เขามีรายได้ต่อเนื่องและมั่นคงแม้เลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว โดยไม่ได้มีเพียงสินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์ที่คุ้นเคยสำหรับแฟนบอลเช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน แว่นตา น้ำหอม รองเท้า ตัวอย่างเช่น

ธุรกิจโรงแรม Pestana CR7 Hotels ลงทุนร่วมกับ Pestana Group เปิดโรงแรมหรูในหลายเมืองสำคัญ เช่น ลิสบอน, มาเดรา, นิวยอร์ก และมาดริด

ธุรกิจฟิตเนส CR7 Fitness by Crunch เปิดศูนย์ออกกำลังกาย โดยใช้ภาพลักษณ์การดูแลสุขภาพและรูปร่างที่ดีของตนเองเป็นจุดขาย

ธุรกิจความงาม Insparya ลงทุนในคลินิกปลูกผมในสเปน โดยถือหุ้นในสัดส่วน 50%

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bjtonline.com/business-jet-news/cristiano-ronaldos-global-express-is-very-cool

ธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว นอกเหนือเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวหลายลำที่ใช้เดินทางเอง โดยบางลำเช่น Gulfstream G650 หรือ Bombardier Global Express XRS ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษและมีสัญลักษณ์ CR7 อยู่บนลำเครื่องบินด้วย

พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว CR7 Museum ซึ่งแฟนๆ แฟน ๆ ของโรนัลโดสามารถเรียนรู้เรื่องราวชีวิต ความสำเร็จ และแรงบันดาลใจตลอดเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล รวมถึงจัดแสดงถ้วยรางวัล รางวัลส่วนตัว เสื้อแข่ง รองเท้าสตั๊ด ได้แก่ Museu CR7 พิพิธภัณฑ์ดั้งเดิมในบ้านเกิดที่เมืองฟุงชาล บนเกาะมาเดรา ประเทศโปรตุเกส, CR7 Signature Museum ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย) และ CR7 LIFE Museum ที่ฮ่องกง

นอกจากธุรกิจแบรนด์ตัวเองแล้ว โรนัลโดยังบริหารจัดการความมั่งคั่งด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเช่น ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรูหลายแห่งทั่วโลกอาทิ รีสอร์ตกอล์ฟขนาดใหญ่ บ้านและที่ดินส่วนตัวที่มีมูลค่าสูง รวมถึงเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจต่างๆ หลายรูปแบบ เช่น ซื้อหุ้น Vista Alegre บริษัทเครื่องเคลือบดินเผาเก่าแก่ของโปรตุเกส เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาว

มีรายงานว่า โรนัลโดมีทีมที่ปรึกษาทางการเงินและนักกฎหมายคอยให้คำแนะนำในการจัดการภาษี การลงทุน และการดำเนินธุรกิจต่างๆ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเกิดประโยชน์สูงสุด

การก้าวขึ้นเป็นอภิมหาเศรษฐีพันล้านของโรนัลโดจึงไม่ได้มาจากค่าเหนื่อยและพรีเซนเตอร์สินค้าเหมือนนักฟุตบอลอาชีพทั่วไป แต่ยังมาจากการใช้ “แบรนด์ตัวเอง” เป็นเครื่องมือหลักในการขยายอาณาจักรธุรกิจ การกระจายความเสี่ยง และการบริหารจัดการเงินทุนอย่างมีวินัยร่วมกับทีมงานที่ปรึกษามืออาชีพ

วางเป้าหมายเล่นต่อ 2-3 ปี และคว้าแชมป์เวิลด์คัพ

แม้ความร่ำรวยเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ Newsweek นิตยสารข่าวระดับโลก ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า โรนัลโดกลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของวงการฟุตบอลถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในแวดวงเศรษฐศาสตร์กีฬา การต่อสัญญาฉบับใหม่กับอัล นาสเซอร์ ไม่เพียงเป็นการกำหนดนิยามใหม่ของค่าตอบแทนผู้เล่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของประเทศต่างๆ ในอ่าวเปอร์เซียต่อวงการกีฬาโลกอีกด้วย

รายได้ที่สูงเป็นประวัติการณ์ของโรนัลโด ซึ่งได้ค่าเหนื่อย 300 ปอนด์ต่อนาทีในซาอุดีอาระเบีย ได้เปลี่ยนโฉมเกณฑ์มาตรฐานด้านความมั่งคั่งของนักกีฬา ศักยภาพในการสร้างแบรนด์ และการย้ายทีมข้ามทวีป กรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่หล่อหลอมวงการฟุตบอลอาชีพและนักกีฬาชื่อดังระดับโลก

หลังจากเซ็นสัญญากับอัล นาสเซอร์ และเล่นในซาอุดิ โปร ลีก จนถึงปี 2027 Newsweek มองว่า ภาพลักษณ์ของโรนัลโดจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของวงการฟุตบอลในตะวันออกกลาง และการขยายแบรนด์ CR7 ไปทั่วโลก การย้ายทีมของเขายังสร้างบรรทัดฐาน ทั้งด้านการเงินและวัฒนธรรม สำหรับนักกีฬาชื่อดังในอนาคตที่กำลังพิจารณาข้อเสนออันคุ้มค่าจากอ่าวเปอร์เซีย

ขอบคุณภาพจาก  https://telegrafi.com/en/Ronaldo-admits-he-used-it-to-write-his-speech-for-the-Globo-Prestigio-award/

แล้วเส้นทางบนสนามฟุตบอลของโรนัลโดจะเป็นอย่างไรต่อไป ตำนานที่ยังเล่นอยู่เพิ่งให้คำตอบบนเวทีแห่งเกียรติยศ ซึ่งเขาได้รับรางวัล Globo Prestigio Award จากสหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกส (FPF) ซึ่งมอบรางวัลนี้เพื่อยกย่องความสำเร็จและคุณูปการอันยิ่งใหญ่และยาวนานของบุคคลที่มีชื่อเสียงต่อวงการฟุตบอลโปรตุเกส

โรนัลโดกล่าวถึงรางวัลนี้ว่า “นี่ไม่ใช่รางวัลสำหรับการยุติอาชีพ แต่เป็นการยอมรับในความพยายาม ความทุ่มเท และความมุ่งมั่นมาเป็นเวลาหลายปี” เพื่อเน้นย้ำแบบทีเล่นทีจริงว่า Globo Prestigio Award เป็น “รางวัลเชิดชูเกียรติความสำเร็จในอาชีพ” ไม่ใช่รางวัลสำหรับผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุ

เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยกล่าวเสริมว่า “ผมมีถ้วยรางวัลอยู่บ้างที่บ้าน แต่ขอบอกเลยว่าใบนี้พิเศษและสวยงามมาก ผมต้องสารภาพว่าบ่ายวันนี้ผมนั่งคิดอยู่ว่าจะพูดอะไรในสุนทรพจน์นี้ ผมคิดอยู่ว่า ‘รางวัลเกียรติยศคืออะไรกันนะ? สงสัยจะเป็นรางวัลปิดฉากอาชีพหรือเปล่า’ ผมรู้สึกประหม่าเล็กน้อยและคิดว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ที่จะเป็นแบบนั้น”

“ผมอยู่กับทีมชาติมา 22 ปีแล้ว นั่นบ่งบอกถึงความหลงใหลที่ผมมีต่อการสวมเสื้อทีมชาติเพื่อคว้าถ้วยรางวัลและการลงเล่นให้โปรตุเกส ผมยังมีอะไรอีกมากที่จะมอบให้กับทีมชาติและวงการฟุตบอล ผมอยากจะเล่นต่อไปอีกสัก 2-3 ปี ไม่มากนักหรอก”

“อีก 2-3 ปี” ดูเหมือนเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานแม้โรนัลโดจะมีชื่อเสียงเรื่องความทุ่มเทให้กับการรักษาและเสริมสร้างสภาพร่างกายก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายทะเยอทะยานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่โรนัลโดบอกว่า

“แน่นอนสำหรับผมแล้ว เป้าหมายของโปรตุเกส คือการไปฟุตบอลโลกและคว้าแชมป์ตามที่เราทุกคนต้องการ”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Chief Football Editor) 

Categories
Football Business

แม้ยังคงเรียกฟุตบอลว่า “ซอกเกอร์” แต่อเมริกากำลังยึดครองพรีเมียร์ลีก

เหตุเกิด ณ เดือนกันยายน 2003 ชายชื่อ มัลคอล์ม เกลเซอร์ เริ่มต้นปฏิบัติการเข้าซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3.17% และเพิ่มเป็น 15% เมื่อจบปี ก่อนตัวเลขขึ้นมาอยู่ที่ 75% ในเดือนพฤษภาคม 2005  และ  98%  ภายในหนึ่งเดือนต่อมา

มหาเศรษฐีจากนิวยอร์กเทคเทคโอเวอร์สโมสรสมบูรณ์แบบหลัง squeeze-out 2% สุดท้ายจากผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมมูลค่า 790 ล้านปอนด์ (1.06 พันล้านเหรียญสหรัฐ)

เกลเซอร์เป็นเจ้าของสโมสรพรีเมียร์ลีกชาวอเมริกันคนแรก และ 20 ปีต่อมา สโมสรพรีเมียร์ลีก 11 ทีมมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นอเมริกันชนทั้งสถานะบุคคลเดียว ครอบครัว คนดัง และกลุ่มทุนเอกชน

ขยับลงมาลีกเทียร์ 2 ของยอดพีระมิดฟุตบอลอังกฤษ มีอเมริกันชนถือหุ้นใหญ่สโมสรแชมเปียนชิพ 9 ทีม รวมถึงเร็กซ์แฮมของคนดังแห่งฮอลลีวูด ไรอัน เรย์โนลด์ส และร็อบ แมคเอลเฮนนีย์ (ร็อบ แมค) แม้แต่กิลลิ่งแฮม ทีมหัวขบวนลีก ทู ยังอยู่ภายใต้การบริหารของชาวอเมริกัน

กลุ่มคนจากอีกฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกกำลังเขย่าฟุตบอลอังกฤษรุนแรงกว่าที่บางคนคิด บ้านของแมนฯยูไนเต็ด, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล แม้กระทั่งเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และมิลล์วอลล์ กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการกีฬาที่ถูกต้องการมากที่สุดในโลก และชาวอเมริกันอยู่แถวหน้าในการแย่งชิงผืนแผ่นดินนี้

อิทธิพลจากอเมริกาจะส่งผลกระทบต่อลีกกีฬาชั้นนำของอังกฤษหรือไม่ จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามวัฒนธรรมของอเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล และบาสเกตบอล เอ็นบีเอ หรือเปล่าอย่างเพดานค่าเหนื่อยรวม (salary cap), การเทรดนักกีฬา, ดราฟท์ดาวรุ่งจากมหาวิทยาลัย, การแข่งขันโปรแกรมปกติในต่างประเทศ บทความของมาร์ก โอเดน นักข่าวอาวุโสของ ESPN และ ESPN UK จะพาไปสำรวจเรื่องราวนี้กัน

อเมริกายึดพื้นที่พรีเมียร์ลีกและแชมเปียนชิพ

จาก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 มีเพียงเบรนท์ฟอร์ด, ไบรท์ตัน และทอตแนม ฮอทสเปอร์ ที่ยังมีเจ้าของเป็นบุคคลและบริษัทอังกฤษ ขณะที่ 4 สโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ล้วนถือหุ้นใหญ่โดยกลุ่มอเมริกันได้แก่ ลิเวอร์พูล (เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป), แมนฯยูไนเต็ด (ตระกูลเกลเซอร์), อาร์เซนอล (โครเอนเก สปอร์ตส์ แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนท์ หรือ KSE) และเชลซี (เคลียร์เลค แคปิตอล / ทอดด์ โบห์ลีย์) แม้กระทั่งแมนเชสเตอร์ ซิตี ของซิตี ฟุตบอล กรุ๊ป ซึ่งมีอาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ถือหุ้น 81% ยังมีซิลเวอร์ เลค กลุ่มทุนเอกชน ถือหุ้น 18%

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/09/brilliant-strategic-management-former-liverpool-ceo-on-reds-record-transfer-spend/

นอกจาก 3 ทีมพรีเมียร์ลีกที่มีอังกฤษเป็นเจ้าของสโมสร มี 5 ทีมที่ไม่มีอเมริกาเข้ามาเกี่ยวข้องได้แก่ นิวคาสเซิล (ซาอุดิ อาระเบีย), นอตติงแฮม ฟอเรสต์ (กรีซ), วูลฟ์ส (จีน), เวสต์แฮม (สหราชอารณาจักร/เชกเกีย) และซันเดอร์แลนด์ (ฝรั่งเศส/สวิตเซอร์แลนด์/อุรุกวัย)

ที่แชมเปียนชิพ นอกจากเร็กซ์แฮมของ 2 ดาวดังฮอลลีวูดแล้ว สนูป ด็อกก์ แรปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของโลก ก็เพิ่งเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมสโมสรสวอนซีเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากนักธุรกิจอเมริกัน เบรทท์ คราแวทท์ และเจสัน โคเฮน เทคโอเวอร์ทีมลูกหนังเวลส์ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ขณะที่ทอม เบรดี ตำนานควอเตอร์แบ็ค เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเจ้าของสโมสรเบอร์มิงแฮม ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยทอม แวคเนอร์ จากไนท์เฮด แคปิตอล แมเนจเมนท์ บริษัทไฟแนนซ์ในนิวยอร์ก

ทีมอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มอเมริกันได้แก่ อิปสวิช, มิลล์วอลล์, นอริช, พอร์ทสมัธ, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และเวสต์ บรอมวิช อัลเบียน รวมทั้งสิ้น 9 สโมสร

ฟุตบอลอังกฤษมีอะไรดึงดูดใจคนอเมริกัน

ฟุตบอลอังกฤษมีอะไรเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจและเงินทุนจากอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทร ความเป็นไปได้มีทั้งเสน่ห์เย้ายวนใจของเกมลูกหนังและประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน, ความตื่นเต้นเร้าใจของการแข่งขัน, อัตตา, โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนมหาศาล และอื่นๆ แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องเงิน

“จากมุมมองด้านการลงทุน ผลตอบแทนที่ผ่านมามีความน่าสนใจ และแมนฯยูไนเต็ดเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยม” คริส มานน์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และข้อมูลเชิงลึกด้านกีฬาของสปอร์ตโซโลจี กรุ๊ป ซึ่งให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการสโมสรพรีเมียร์ลีก ให้สัมภาษณ์กับ ESPN “ตระกูลเกลเซอร์เข้าซื้อกิจการสโมสรด้วยมูลค่าประมาณ 800 ล้านปอนด์ในปี 2005แต่เมื่ออินเนออสเข้ามาลงทุนเมื่อกุมภาพันธ์ 2024 มูลค่ากิจการรวมของแมนฯยูไนเต็ดอยู่ที่ตัวเลขสูงกว่า 4 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นถึง 400% ภายในเวลา 20 ปี”

“อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 เศรษฐกิจของอเมริกาได้ฟื้นตัวและเติบโตในอัตราที่เร็วกว่าเศรษฐกิจยุโรปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหราชอาณาจักร เศรษฐกิจของอเมริกาได้สร้างกระแสเงินสดส่วนเกินให้กับนักลงทุนกลุ่มนี้ ซึ่งร่ำรวยพอที่จะเข้ามาลงทุนในวงการกีฬายุโรป”

แม้การตกชั้นและเลื่อนชั้นจะสร้างความตึงเครียดให้กับกลุ่มเจ้าของอเมริกัน แต่การลงเงินกับฟุตบอลอังกฤษกลับดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกีฬาอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด

มานน์ยกตัวอย่างประเด็นนี้ว่า “สิ่งสำคัญอยู่ที่จุดเข้าซื้อต่ำกว่ามากในแง่การประเมินมูลค่าเช่น ทีมบาสเกตบอล บอสตัน เซลติกส์ ถูกขายไปในราคา 6.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.54 พันล้านปอนด์) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ขณะที่ทอดด์ โบห์ลีย์ และเคลียร์เลค ซื้อเชลซีเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 ด้วยราคาเพียง 3.36 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.5 พันล้านปอนด์)”

ที่ดินยังมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนด้วย ตัวอย่างที่ดีได้แก่ อาร์เซนอล ซึ่งขายสนามเอมิเรตส์ให้โครเอนเกฯ ของ เคเอสอี กรุ๊ป ด้วยราคา 120 ล้านปอนด์ (162.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) เมื่อปี 2022 ทำให้เจ้าของทีมได้อสังหาริมทรัพย์ชั้นเยี่ยมในหนึ่งมหานครชั้นยอดของโลก

ขอบคุณภาพจาก  https://ca.sports.yahoo.com/news/revealed-arsenal-eyeing-potential-emirates-200000864.html

ขณะที่แผนของแมนฯยูไนเต็ดในการสร้างสนามแห่งใหม่ ทำให้เกิดข้อเสนอสร้างบ้าน 17,000 หลังคาเรือนบนพื้นที่เดิมเมื่อสนามแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นใกล้ๆ และยังส่งผลให้ราคาบ้านพักเฉลี่ยในแมนเชสเตอร์ขยับขึ้นเป็น 242,000 ปอนด์ (หรือ 327,750 เหรียญสหรัฐ) จากการประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มองด้วยสายตาของผู้เข้าใจวิชาคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน ก็สามารถรับรู้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของที่ดินบริเวณสนามฟุตบอลและใกล้เคียง

นอกจากนี้ การครอบครองสโมสรพรีเมียร์ลีกยังเป็นช่องทางสู่อุตสาหกรรมบันเทิงที่สามารถสร้างกำไรมหาศาล

มานน์เสริมว่า “นักลงทุนมองว่าฟุตบอลไม่ใช่การลงทุนด้านกีฬาอย่างแท้จริง แต่เป็นการลงทุนด้านบันเทิงมากกว่า คุณสามารถมองฟุตบอลเป็นส่วนหนึ่งของวงการบันเทิงก็ได้ และทีมกีฬาได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีกว่าธุรกิจอื่นๆ”

“ถ้าคุณมองแฟนบอลเป็นลูกค้าของสินค้า พวกเขาถือว่าเป็นลูกค้าที่มีรอยัลตีหรือความภักดีอย่างสูง (ต่อสินค้านั้นๆ) ซึ่งหมายความว่า พวกเขายินดีและสามารถจ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าหรือดูทีมของตนเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“การถ่ายทอดสดเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง การชมกีฬาแบบสดๆ เป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่เหลืออยู่ ซึ่งมีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้ชมจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นกิจกรรมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในตลาดบันเทิง”

ไซมอน จอร์แดน อดีตเจ้าของสโมสรคริสตัล พาเลซ ซึ่งถูกวูดดี จอห์นสัน เจ้าของทีมอเมริกันฟุตบอล นิวยอร์ก เจทส์ ซื้อหุ้นสโมสร 43% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยอมรับว่า รายได้ในอนาคตจากการถ่ายทอดสดเป็นปัจจัยสำคัญที่พลักดันให้เกิดการลงทุนในสโมสรพรีเมียร์ลีก

“ทอดด์ โบห์ลีย์ และพรรคพวก ไม่ได้เสียเงิน 2.5 พันล้านปอนด์เพื่อซื้อเชลซีในสถานะกลุ่มนักฟุตบอล แต่ซื้อเพราะเชลซีมีมูลค่าหลากหลายช่องทางที่จะสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าทั่วโลก และแน่นอน รายได้จากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดกีฬาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ”

แฟนบอลเจ้าถิ่นคิดอย่างไรกับเจ้าของทีมอเมริกัน

แม้คนอเมริกันไม่ได้เข้ามาครอบครองสโมสรเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินอย่างเดียว ยังมีความรักความลุ่มหลงมนตร์เสน่ห์ของฟุตบอลอังกฤษด้วย พร้อมมุ่งมั่นที่จะนำความสำเร็จมาสู่สโมสร แต่แฟนบอลมีความคิดเห็นอย่างไรกับเจ้าของสโมสรใหม่จากต่างแดน

ออคเดน นักข่าวอาวุโสของ ESPN ตอบว่าขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ตอบคำถาม ซึ่งความสำเร็จหรือล้มเหลวของทีมมีผลอย่างมาก มั่นใจได้เลยที่แฟนบอลของลิเวอร์พูลและเร็กซ์แฮมจะมีมุมมองต่อโมเดลเจ้าของสโมสรอเมริกันแตกต่างจากแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งเคยประท้วงต่อต้านตระกูลเกลเซอร์ทั้งในช่วงเวลาที่ดีและเลวร้าย

กองเชียร์เร็กซ์แฮมต่างรู้สึกดีหรือรัก “ร็อบ และ ไรอัน” ซึ่งสามารถพา “เดอะ เรด ดรากอนส์” ขึ้นดิวิชัน 3 ปีติดต่อกัน จากเนชันแนล ลีก, ลีก ทู, ลีก วัน และอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ซึ่งอยู่ต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกเพียง 1 ระดับ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.express.co.uk/sport/football/2047271/ryan-reynolds-rob-mcelhenney-wrexham-promotion

บรรดา “เดอะ ค็อป” ต่างมีความสุขกับเอฟเอสจีแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความโกรธแค้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับราคาตั๋วและการมีส่วนพลักดันยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ซึ่งล้มเหลวในปี 2021 แต่เจ้าของสโมสร ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในบอสตัน ได้สร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำมากมาย นอกเหนือแชมป์ลีกสูงสุดสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ และสมัยที่ 20 มากที่สุด (ร่วมกับแมนฯยูไนเต็ด) ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงแชมป์ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก 1 สมัย ล่าสุดเอฟเอสจียังเพิ่งทุ่มเงิน 415 ล้านปอนด์ (557.8 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพื่อสร้างทีมใหม่ยุคหลังเยอร์เกน คลอปป์ และต่อสัญญาใหม่กับ 2 ว่าที่ตำนานนักเตะ โม ซาลาห์ กับ เวอร์กิล ฟาน ไดค์

ต่างกับตระกูลเกลเซอร์ที่ไม่เคยได้รับความนิยมในหมู่แฟนบอล “เรด อาร์มี” เนื่องจากการเทคโอเวอร์ในปี 2005 ทำให้สโมสรที่เคยปลอดหนี้ต้องแบกรับภาระหนี้ถึง 660 ล้านปอนด์ (887 ล้านเหรียญสหรัฐ) และหลังจากเป็นเจ้าของสโมสรมา 20 ปี ตระกูลเกลเซอร์ได้ทำให้แมนฯยูไนเต็ดต้องสูญเสียเงิน 1.2 พันล้านปอนด์ (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ไปกับดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายหนี้ และเงินปันผล

โฆษกของ The 1958 กลุ่มแฟนบอลแมนฯยูไนเต็ด กล่าวกับ ESPN ว่า “ฟุตบอลกำลังกัดกินตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นการเตือนไปยังสโมสรอื่นๆ สำหรับเรา มันคือความพยายามที่จะทำให้เกมที่เรารักกลายเป็นแบบอเมริกัน เราเตือนเรื่องนี้เมื่อสามปีก่อน และตอนนี้กำลังเป็นจริง หากยังเป็นแบบนี้ต่อไป กีฬาจะถูกทิ้งให้ว่างเปล่า เป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่ไร้วิญญาณ ฟุตบอลจะไม่มีความหมายหากปราศจากแฟนๆ”

แต่ไม่ใช่ว่า “Americanization of football” จะเป็นแนวคิดที่สร้างความเลวร้ายไปเสียหมด

ปาราก มาราเธ ประธานสโมสรลีดส์ ยูไนเต็ด เคยให้สัมภาษณ์กับ ESPN เมื่อปี 2021 ไม่นานหลังจาก โฟร์ตีนายเนอร์ส เอนเตอร์ไพรส์ เข้าซื้อหุ้นสโมสร มาราเธได้สรุปกลยุทธ์ที่เขาคาดว่าจะนำมาใช้กับทีม

“ลีดส์ในวันนี้ทำให้ผมนึกถึงทีม (อเมริกันฟุตบอล ซาน ฟรานซิสโก) โฟร์ตีนายเนอร์ส เมื่อ 15 ปีก่อน ทั้งสองต่างมีฐานแฟนคลับและประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยม 49ers ประสบความสำเร็จอย่างมากช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 เช่นเดียวกับลีดส์ในยุค 1970 และทั้งสองทีมต่างก็มีปัญหาเล็กน้อยทั้งในและนอกสนาม”

“ขณะนั้น 49ers เล่นอยู่ในสนามกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในเอ็นเอฟแอลที่ยังไม่ได้ปรับปรุง เราสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ ซึ่งได้พลิกโฉม 49ers ไปอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิ่งเดียวกับที่เราต้องการทำกับลีดส์”

“ผมมองไปยังเพื่อนร่วมชาติของเราในอเมริกา และสิ่งที่พวกเขาทำ สิ่งที่จอห์น ดับเบิลยู เฮนรี ได้ทำกับกลุ่มของเขา (เอฟเอสจี) และสิ่งที่พวกเขาทำกับลิเวอร์พูล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการเติบโตและการพัฒนาสโมสร แต่ท้ายที่สุดแล้ว คุณก็ยังต้องสร้างมันขึ้นมาอย่างเหมาะสม”

สี่ปีต่อมา ลีดส์กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้งหลังจากตกชั้นในปี 2023 และเดือนเมษายนที่ผ่านมา สโมสรได้ประกาศแผนการปรับปรุงและขยายสนามเอลแลนด์ โรด ให้ทันสมัย ​ตามรอยสโมสรที่เจ้าของทีมอเมริกันอย่างลิเวอร์พูล, บอร์นมัธ, เบิร์นลีย์ และฟูแลม เคยใช้มาแล้ว

ความต่างในแนวคิดของเจ้าของสโมสรอเมริกัน

นับตั้งแต่ซื้อเชลซีเมื่อ 3 ปีก่อน เคลียร์เลคและโบห์ลีย์ ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมทีมเบสบอล ลอส แอนเจลีส ดอดเจอร์ส ได้เพิ่มทีมวิเคราะห์ข้อมูลของสโมสรแบบเดียวกับที่ใช้ในวงการกีฬาของอเมริกา และเพิ่มอัตราความสำเร็จของเชลซีในการสรรหาผู้เล่น สโมสรยังนำรูปแบบสัญญาระยะยาวของนักกีฬาอเมริกันมาใช้ โดยเซ็นสัญญา 9 ปีในปี 2024 กับโคล พาลเมอร์ และนิโกลาส แจ็คสัน เช่นเดียวกับแมนฯซิตี ซึ่งเซ็นสัญญา 9 ปีกับฮาลันด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11095/12783738/chelsea-transfers-todd-boehlys-recruitment-strategy-analysed

ที่เร็กซ์แฮม เรย์โนลด์สกับแมคเอลเฮนนีย์ใช้วิธีการที่บางเบากว่า เขาปล่อยฟุตบอลให้เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาพุ่งเป้าไปที่การสร้างแบรนด์เร็กซ์แฮมผ่านสารคดี “Welcome to Wrexham” ซึ่งบันทึกการเติบโตจากเทียร์ 5 สู่ระดับ 2ภายในเวลาไม่กี่ปี

ร็อบ แมค กล่าวกับ ITV Sport “เราแค่ดูว่าสโมสรอื่นๆ ทำอะไรเพื่อให้ประสบความสำเร็จในอดีต แล้วพวกเขาทำอะไรจึงไม่ประสบความสำเร็จในอดีต และเราพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”

“และนั่นรวมถึงการอยู่ห่างจากธุรกิจฟุตบอลด้วย หน้าที่ของเราคือการบอกเล่าเรื่องราว หน้าที่ของเราคือการโปรโมทสโมสร แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องให้ความเคารพต่อคนที่รู้เรื่องฟุตบอล”

บิล โฟลีย์ เจ้าของสโมสรบอร์นมัธชาวอเมริกัน ได้ออกมาประกาศต่อสาธารณชนว่า ไม่ควรนำเกมการแข่งขันในฤดูกาลปกติไปเล่นในต่างประเทศ

โฟลีย์กล่าวกับ Sky Sports ว่า “ประเพณีที่นี่เข้มแข็งและสำคัญมากจนเราไม่ควรไปเล่นพรีเมียร์ลีกที่อเมริกาหรือประเทศอื่นๆ เราต้องเล่นที่นี่ ต่อหน้าแฟนๆ ของเรา ผมไม่รู้ว่ามีคนจำนวนเท่าไรที่อยากเล่นพรีเมียร์ลีกในอเมริกา แต่ผมไม่ใช่หนึ่งในนั้น”

ยังมีหลายสโมสรแชมเปียนชิพของอเมริกันชนที่สามารถขึ้นไปผงาดบนลีกสูงสุดในฤดูกาลหน้า รวมถึงทีมของเซเลบอย่าง สนูป ด็อกก์ (สวอนซี), เบรดี (เบอร์มิงแฮม) และร็อบกับไรอัน (เร็กซ์แฮม) 

ถ้าทำสำเร็จ พรีเมียร์ลีกจะเป็นสโมสรที่เจ้าของเป็นอเมริกันถึง 14 ทีม แต่นั่นหมายถึงต้องมี 3 สโมสรที่ไม่ใช่อเมริกันลงไปเล่นเทียร์ 2 เช่นกัน แต่เพียงได้ 3 ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมา ก็สามารถสร้างสีสันให้พรีเมียร์ลีกได้ไม่ใช่น้อยแล้ว

และแน่นอนว่า ผู้บริหารระดับสูง ทรัพยากรบุคคลทุกระดับชั้น เงินทุน และความคิดจากอเมริกา ไม่มีวี่แววหยุดเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อขึ้นฝั่งของเกาะอังกฤษ เนื่องจากโอกาสทำเงินก้อนโตกับฟุตบอลอังกฤษ คือสิ่งที่ผลักดันให้ชาวอเมริกันสนใจกีฬาชนิดนี้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

ลาลีกาเผยรายงานเศรษฐกิจประจำฤดูกาล 2023/2024 ด้วยสถิติรายได้และจำนวนผู้ชมในสนามสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ลาลีกาปิดฉากฤดูกาล 2023/2024 ลงอย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความสำเร็จในหลายมิติ ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของลาลีกาในฐานะหนึ่งในลีกฟุตบอลที่ทรงอิทธิพลและมีพลวัตมากที่สุดในระดับโลก นับเป็นอีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการเงิน การพัฒนาเชิงพาณิชย์ และการมีส่วนร่วมของแฟนบอล

จากรายงานล่าสุด ลาลีกาทำรายได้รวมหลังปรับมาตรฐานแล้วสูงถึง 5.049 พันล้านยูโร ซึ่งเพิ่มขึ้นจากฤดูกาลก่อนหน้าถึง 3.2% โดยเฉพาะในส่วนของรายได้เชิงพาณิชย์ ลาลีกาสามารถทำยอดทะลุ 1 พันล้านยูโร เป็นปีที่สองติดต่อกัน ด้วยการนำเสนอแนวทางการบริหารที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์กลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ

เบื้องหลังตัวเลขความสำเร็จเหล่านี้คือกลยุทธ์การตลาดและการขยายสิทธิ์ทางการค้าที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ลาลีกาได้ดำเนินนโยบายหาสปอนเซอร์เชิงรุก และขยายฐานผู้ชมในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ลีกยังคงให้ความสำคัญกับแฟนบอลในประเทศด้วยการคงราคาบัตรเข้าชมให้อยู่ในระดับที่แฟนบอลส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้

ด้วยความตั้งใจนี้ ลาลีกาสามารถดึงดูดผู้ชมเข้าสนามรวมกว่า 16 ล้านคน ในฤดูกาลเดียว และมีอัตราการเข้าชมเฉลี่ยต่อเกมอยู่ที่ 75.4% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของแฟนบอลที่มีต่อลีก และคุณภาพของการแข่งขันที่สามารถดึงดูดความสนใจได้อย่างสม่ำเสมอ

ด้านการลงทุน ลาลีกายังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างระบบนิเวศทางฟุตบอลที่มีความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีโครงการสำคัญอย่าง BOOST LALIGA เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโต ผ่านการร่วมมือกับสโมสรสมาชิกในรูปแบบของ Clubs Office

แม้ว่าตัวเลขหนี้สินสุทธิขององค์กรจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.337 พันล้านยูโร แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้ว ดัชนีความมั่นคงทางการเงินของลาลีกายังคงแข็งแกร่ง ด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นสุทธิ (Net Equity) สูงถึง2.240 พันล้านยูโร ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยง และความมั่นคงของโมเดลเศรษฐกิจที่ใช้ในการดำเนินงาน ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางของ Financial Fair Play (FFP) 

สำหรับฤดูกาล 2024/2025 ลาลีกาคาดว่าผลประกอบการหลังปรับมาตรฐานแล้วจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากหลายปัจจัย ทั้งรายได้ตามธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของลีกและสโมสร ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยผลักดันให้ลาลีกาเข้าใกล้จุดคุ้มทุนภายใต้กรอบของ Financial Fair Play ได้ในอนาคตอันใกล้

จากความสำเร็จที่กล่าวมาทั้งหมด ลาลีกายังคงตอกย้ำบทบาทของตนในฐานะองค์กรต้นแบบในวงการกีฬาโลก ไม่เพียงแต่ในด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคุณภาพการแข่งขัน ความยั่งยืน และการสร้างคุณค่าให้แก่สโมสรและแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับลาลีกา
ลาลีกาคือองค์กรเครือข่ายฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสมาคมกีฬาภาคเอกชนที่ประกอบด้วยบริษัทกีฬาแบบมหาชนจำกัด (SADs) และสโมสรฟุตบอล 20 แห่งจากลาลีกา (LALIGA EA SPORTS) และอีก 22 แห่งจากดิวิชั่น 2 (LALIGA  HYPERMOTION) ซึ่งมีหน้าที่จัดการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในประเทศสเปน

ลาลีกามีผู้ติดตามมากกว่า 247 ล้านคนทั่วโลกบนโซเชียลมีเดีย โดยครอบคลุม 16 แพลตฟอร์ม และรองรับ 20 ภาษา สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน และมีเครือข่ายระดับนานาชาติที่กว้างขวางที่สุดในบรรดาองค์กรกีฬาทั่วโลก โดยมีสำนักงาน 11 แห่งใน 34 ประเทศ

ลาลีกายังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมผ่านมูลนิธิขององค์กร (LALIGA FOUNDATION) และยังเป็นลีกฟุตบอลอาชีพแห่งแรกของโลกที่จัดตั้งลีกสำหรับนักฟุตบอลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ภายใต้ชื่อ LALIGA GENUINE

Categories
Football Business

ไบรท์ตัน โมเดล เบื้องหลังการบินสูงของเจ้านกนางนวล

ในยุคที่หลายสโมสรต้องดิ้นรนปรับตัวให้เข้ากับกฎการเงินของพรีเมียร์ลีก แต่วันอังคารที่ 2 เมษายน 2024 ที่ผ่านมา “ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน” สามารถประกาศผลกำไรประจำปีก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดของอังกฤษ

ไบรท์ตันได้ประกาศตัวเลขผลกำไรหลังหักภาษีแล้วสำหรับซีซัน 2022-23 เป็นเงิน 122.8 ล้านปอนด์ กระโดดจาก 24.1 ล้านปอนด์สำหรับซีซัน 2021-22 ส่วนหนึ่งเนื่องจากได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากการขายดาวดังของทีมอย่าง อเล็กซิส แมค อัลลิสเตอร์, อีฟส์ บิสซูมา, เลอันโดร ทรอสซาร์ และ มาร์ค กูกูเรยา รวมถึงได้รับเงินจากเชลซีที่ดึงตัวแกรห์ม พอตเตอร์ ไปคุมทีมเมื่อกันยายน 2022

แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมการขาย มอยเซส ไกเซโด และ โรเบิร์ต ซานเชซ ซึ่งย้ายไปเชลซีด้วยค่าตัว 115 และ 25 ล้านปอนด์ตามลำดับในตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้ว เนื่องจากตัวเลขรายได้ถูกบันทึกสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2023

กระนั้นซีซันนี้ “เดอะ ซีกัลส์” ทำผลงานพรีเมียร์ลีกดร็อปลง กำลังลุ้นให้ติดท็อป-10 หลังจากซีซันที่แล้วจบด้วยอันดับ 6 ได้เล่นบอลถ้วยสโมสรยุโรป (ยูโรปา ลีก) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 123 ปีของสโมสร แต่ประเด็นที่นำเสนอไม่ใช่เรื่องในสนาม

โกยกำไรมหาศาลเพราะพอตเตอร์และขายนักเตะ

ทอตแนม ฮอตสเปอร์ เป็นเจ้าสถิติสูงสุดเดิม 113 ล้านปอนด์ ซึ่งทำไว้เมื่อซีซัน 2017-18 โดยแหล่งเงินหลักที่เพิ่มพูนขึ้นของ “เดอะ ลิลลีไวท์ส” มาจากรายได้เชิงพาณิชย์, ค่าเข้าชมนัดเหย้าที่เวมบลีย์ สเตเดียม ขณะที่สนามใหม่กำลังก่อสร้าง และเงินจากแชมเปียนส์ ลีก เมื่อเข้าถึงรอบน็อกเอาท์ แต่ไบรท์ตันมีแหล่งรายได้หลักผ่าต่างกัน

เริ่มจากเงินที่ขายผู้เล่น แมค อัลลิสเตอร์ไปลิเวอร์พูล, บิสซูมาไปสเปอร์ส, ทรอสซาร์ไปอาร์เซนอล และกูกูเรยาไปเชลซี ทั้งสี่สร้างกำไรรวมกันให้ไบรท์ตัน 121.4 ล้านปอนด์ สโมสรยังได้เงินชดเชยราว 21 ล้านปอนด์เมื่อเสียพอตเตอร์ให้ “เดอะ บลูส์” ขณะที่รายรับจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นไม่มากนักจากซีซันก่อนหน้า 126.2 ล้าปอนด์เป็น 155.2 ล้านปอนด์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/articles/c98eg8pq43jo

พอล บาร์เบอร์ ซีอีโอของสโมสร ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ESPN ว่า ไบรท์ตันไม่ได้อยู่ในจุดที่จะสร้างรายได้เหมือนทีมใหญ่ๆ สนามเอเมกซ์มีความจุเพียง 32K เทียบกับ 75K ของแมนฯยูไนเต็ด และ 60K ของสเปอร์สกับอาร์เซนอล นั่นทำให้สโมสรต้องมองหาแหล่งรายได้ด้วยรูปแบบอื่นเช่น สปอนเซอร์, การเพิ่มคุณค่าแบรนดิ้ง, จำหน่ายสินค้าที่ระลึก ฯลฯ แต่สิ่งที่ไบรท์ตันให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือโมเดล player-trading ด้วยการใช้อะคาเดมีพัฒนานักเตะแววดีมีอนาคตจากท้องถิ่น ผสมผสานกับแหล่งอื่นๆจากต่างประเทศที่ไม่มีสโมสรไหนให้ความสนใจนัก นั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ “ไบรท์ตันตกปลาในบ่อคนเดียว”

ตัวอย่างเช่น ไบรท์ตันเซ็นสัญญากับแมค อัลลิสเตอร์ เมื่อครั้งเป็นผู้เล่นอาร์เจนติโนส จูเนียร์ส ในปี 2019 ด้วยราคาเพียง 7ล้านปอนด์ แต่ทำกำไร 48 ล้านปอนด์จากการขายให้ลิเวอร์พูลในปี 2023 ด้วยราคา 55 ล้านปอนด์ หรือรายที่ไม่ได้อยู่ในผลประกอบการซีซัน 2022-23 คือ ไกเซโด ซึ่งซื้อจากอินดิเพนเดียนเต เดล วัลเล แค่ 4.5 ล้านปอนด์ในปี 2021 แต่ฟันกำไรเละถึง 110.5 ล้านอีก 2 ปีต่อมาหลังจากเชลซียอมทุ่มเงิน 115 ล้านปอนด์คว้าตัวไป

เจมส์ ออลลีย์ นักข่าวอาวุโสของ ESPN FC ให้ความเห็นว่า ไบรท์ตันดำเนินนโยบายซื้อผู้เล่นอายุน้อยด้วยต้นทุนต่ำ นำมาพัฒนาเป็นเวลาหลายปี และสามารถปล่อยขายในราคาน่าทึ่ง โดยสามารถย้อนกลยุทธ์นี้กลับไปยังปี 2017 เมื่อครั้งเพิ่งขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีกในฐานะรองแชมป์แชมเปียนชิพ ซีซัน 2016-17 เป็นการคัมแบ็คสู่ลีกสูงสุดนับจากปี 1983

จากเดิมที่เคยเซ็นสัญญากับผู้เล่นอายุมากในอังกฤษเป็นหลัก ไบรท์ตันเปลี่ยนแนวทางไปซื้อนักเตะอายุน้อยลงจากตลาดเกิดใหม่ในต่างประเทศ โดยอ้างอิงจากเว็บไซต์ Transfermarkt “เดอะ ซีกัลส์” ใช้เงินสุทธิ 171 ล้านปอนด์ขณะพยายามหลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงในพรีเมียร์ลีก และปรับเปลี่ยนสไตล์ฟุตบอลไปเน้นการครองบอลมากขึ้นแบบสโมสรชั้นนำยุคใหม่ ซึ่งเห็นอย่างเป็นรูปธรรมช่วงพอตเตอร์ (2019 – 2022) และโรแบร์โต เด แซร์บี (2022 –  ปัจจุบัน) เป็นผู้จัดการทีม

แม้ช่วงแรกดูเหมือนไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในการสร้างผลกำไรให้ไบรท์ตัน แต่เวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีความชัดเจนแล้วว่าเป็นรูปแบบที่ได้ผล

จุดหักเหเมื่อเซียนโป๊กเกอร์เทคโอเวอร์สโมสร

นอกจากนี้ ออลลีย์ยังส่องลำแสงสปอตไลท์ไปยัง โทนี บลูม เจ้าของสโมสรวัย 54 ปี เจ้าของฉายา “The Lizard” ผู้เกิดในเมืองไบรท์ตัน เป็นเซียนไพ่โป๊กเกอร์ระดับอาชีพที่ผันตัวเองมาเป็นเจ้าพ่อวงการพนัน ซึ่งใช้การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และหุ้นเอกชนส่งตัวเองกลายเป็นมหาเศรษฐี

บลูมซื้อหุ้นไบรท์ตันสูงถึง 75% เมื่อปี 2009 และปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย 406.5 ล้านปอนด์ให้สโมสรนำไปใช้บริหารโดยปีนี้เพิ่งเป็นครั้งแรกที่ไบรท์ตันสามารถจ่ายหนี้คืนให้เจ้าของสโมสรได้ ซึ่งเป็นเงิน 32.2 ล้านปอนด์ ไม่เพียงไม่คิดดอกเบี้ยและไม่กำหนดระยะเวลาใช้หนี้ บลูมยังไม่มีข้อกำหนดเบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนผู้เล่นหรือตัวเลขเงินในการซื้อขายแต่ละตลาด

คีแรน แมคไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการลูกหนัง ให้สัมภาษณ์กับ ESPN ว่า โทนี บลูม เป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดของไบรท์ตัน ทุกคนที่เคยทำงานด้วยจะตระหนักดีว่าบลูมมีวิสัยทัศน์มากเพียงใด เขาจึงเป็นคนที่เข้าใจถึงคุณค่าและผลประโยชน์ของการลงทุนระยะยาว “สิ่งสำคัญคือ หนึ่ง บลูมเป็นแฟนบอลของสโมสร และสอง เขาเป็นทั้งอัจฉริยะและมหาเศรษฐี”

บริษัทพนัน/บริการข้อมูลอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ก่อนหน้าเทคโอเวอร์ “เดอะ ซีกัลส์” บลูมยังก่อตั้ง Starlizard บริษัทรับพนันกีฬาเมื่อปี 2006 ซึ่งเวลาต่อมาได้เติบโตขึ้นมาเป็นฐานข้อมูลขนาดยักษ์ที่บรรจุข้อมูลนักฟุตบอลหลายพันคนทั่วโลก

เดวิด เวียร์ ผู้อำนวยการเทคนิคของไบรท์ตัน พูดถึงสตาร์ลิซาร์ดว่า ตัวเขาไม่รู้ตัวเลขของฐานข้อมูลแน่ชัดแต่เชื่อมั่นมันครอบคลุมนักเตะเกือบทั้งหมดที่เล่นระดับอาชีพในทุกลีกทั่วโลก และเช่นกัน เขาไม่รู้อัลกอรึธึมของสตาร์ลิซาร์ดทำงานอย่างไรในการแยกแยะจัดหมวดหมู่ผู้เล่นเพราะมันเป็นความลับ

เวียร์อธิบายต่อว่า มันเป็นเพียงตัวกรองที่ช่วยให้สโมสรสามารถเห็นตัวผู้เล่นที่มีความสามารถตามต้องการตั้งแต่เนิ่นๆ สิ่งสำคัญคือ output ซึ่งช่วยให้สโมสรสามารถทำงานกับกลุ่มผู้เล่นที่มีจำนวนไม่มากนัก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.starlizardintegrity.com/

กลุ่มนักเตะที่ได้รับการคัดเลือกผ่านอัลกอรึธึมของสตาร์ลิซาร์ดไม่ได้เริ่มต้นที่ภูมิศาสตร์แต่เป็นตำแหน่งการเล่น  แมวมองจะได้รับรายชื่อที่ต้องคอยเฝ้าจับตามองและส่งรายงานผลกลับไปยังสโมสร โดยใช้สีไฟสัญญาณจราจรเป็นตัวจำแนกว่าเป้าหมายคนไหนเข้ากับระบบของไบรท์ตันมากน้อยเพียงใด

บาร์เบอร์ ซีอีโอของไบรท์ตัน ขยายความส่วนนี้ว่า โดยภาพรวมทุกอย่างเริ่มต้นจากตำแหน่งการเล่น ไม่ใช่มองหานักเตะแววดีแต่ไม่เป็นที่ต้องการของสโมสร โดยจะโฟกัสนักเตะตามตำแหน่งที่ต้องการจริงๆ แมวมองจะตรวจสอบข้อมูล โปรไฟล์ และบุคลิกภาพส่วนตัว จากนั้นโค้ชจะเป็นผู้เลือก จัดอันดับว่าใครเป็นตัวเลือกแรกและคนสุดท้าย สโมสรจะไม่นำเข้านักเตะที่โค้ชไม่ต้องการหรือมองว่าไม่มีความจำเป็น เพราะจะเป็นการเสียเงินไปเปล่าๆหากได้มาแล้วไม่ได้เล่นหรือถูกใช้งาน

แต่ก็มีสถานการณ์ที่สโมสรลงทุนเพื่ออนาคต และโค้ชชุดใหญ่ยังไม่ต้องการ ก็สามารถใช้สิทธิ “คัดค้าน” ซึ่งผู้เล่นจะถูกปล่อยยืม 1-2 ปี เมื่อพร้อมกลับมาร่วมทีมชุดใหญ่ ก็มีโอกาสไม่น้อยที่หัวหน้าโค้ชจะให้ความสนใจกับพวกเขา

บาร์เบอร์กล่าวต่อว่า โมเดลของไบรท์ตันคือ ใช้แมวมองจำนวนน้อย แต่เน้นหนักด้านวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุตัวผู้เล่นที่คุณสมบัติเหมาะสมและตรงกับสิ่งที่โค้ชร้องขอมากที่สุด แมวมองต้องพร้อมเดินทางไปทุกที่ที่เป้าหมายเล่นอยู่ และไม่จำเป็นต้องเป็นตลาดยอดนิยมของฟุตบอลสมัยใหม่ก็ได้อย่างอาร์เจนตินา, บราซิล, สเปน หรืออิตาลี เพราะสำหรับไบรท์ตันแล้วอาจเป็นเอกัวดอร์, ปารากวัย, เบลเยียม หรือชาติเล็กๆในลีกยุโรป

แมคไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการลูกหนัง ให้มุมมองว่า รูปแบบการทำงานดังกล่าวทำให้ไบรท์ตันต้องทำงานด้วยความฉลาดขึ้นและทำการบ้านหนักขึ้น อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าฟุตบอลเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันและลอกเลียนแบบสูง สโมสรอื่นๆจะสังเกตเห็นความสำเร็จของไบรทัตัน และพยายามมองหานักเตะแววดีที่ดิบเพื่อนำมาขัดเกลาด้วยโมเดลการทำงานที่เหมือนไบรท์ตัน แถมบ่อยครั้งสโมสรเหล่านั้นอยู่ในฐานะที่จะเสนอค่าจ้างที่สูงกว่า แม้ไม่สามารถนำเสนอเส้นทางพัฒนาฝีเท้าในแบบที่ไบรท์ตันมีก็ตาม

Succession planning ยืดเวลาความสำเร็จของไบรท์ตันโมเดล

อย่างไรก็ตาม สโมสรฟุตบอลไม่ใช่บริษัทเอกชนที่แสวงหาผลกำไรจากการซื้อมาขายไป แต่ความสำเร็จและความบันเทิงที่มอบให้กับแฟนบอลมีความสำคัญไม่แพ้กัน แล้วไบรท์ตันมีแนวคิดอย่างไรที่จะรักษามาตรฐานฟอร์มการเล่นบนสนามแข่งขันได้หลังจากเสียผู้เล่นสำคัญคนแล้วคนเล่า

ซีอีโอสโมสรเป็นผู้ให้คำตอบนี้ว่า “การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง” (Succession planning) เป็นกุญแจดอกสำคัญ

บาร์เบอร์ล่าว่า บนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เขามีเอกสารเพียงฉบับเดียว ซึ่งบรรจุรายชื่อของผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตำแหน่งสำคัญๆในสโมสร เจ้าของสโมสรเคยบอกว่า การแต่งตั้งตำแหน่งหรือการตัดสินใจครั้งสำคัญของเขามีเพียงเรื่องเดียวคือ ไล่หัวหน้าโค้ชออก ซึ่งเขาจะเป็นคนรับผิดชอบเอง “ส่วนอีก 25 ตำแหน่งรองลงมาอยู่ในความรับผิดชอบของผม”

ไบรท์ตันใช้การวางแผนสืบทอดตำแหน่งกับผู้เล่นด้วย บาร์เบอร์ขยายความว่า มีการจัดทำแผนผังนักเตะชุดใหญ่ 25 คน และมีนักเตะชุด ยู-21 อยู่ข้างล่าง ถ้าเสียกูกูเรายา แล้วใครจะมาแทน … เปร์บิส เอสตูปิญญัน, ถ้าเสียทรอสซาร์ ทีมมีคาโอรุ มิโตมะ รองรับ ถ้าเสียบอสซูมา ทีมมีไกเซโด ถ้าเสียไกเซโด ทีมมีคาร์ลอส บาเลบา

Succession planning เป็นแนวคิดที่ไบรท์ตันกระจายใช้ทุกภาคส่วนของสโมสร ซึ่งซีอีโอ “เดอะ ซีกัลส์” มองว่ามันไม่ได้สลับซับซ้อนยุ่งยากเหมือนแผนการสร้างจรวด แล้วก็ไม่ได้เลอเลิศถึงขั้นได้รับรางวัลโนเบล มันเป็นเพียงแผนทางธุรกิจธรรมดาๆ องค์กรหรือหน่วยงานดีๆนอกวงการฟุตบอลต่างใช้มัน แต่พอกับแวดวงฟุตบอล กลับไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา ซึ่งบาร์เบอร์ยอมรับว่าเขาไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเพราะอะไร

แมคไกวร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินในวงการลูกหนัง ให้ทรรรศนะถึงความต่อเนื่องของทีมฟุตบอลหลังสูญเสียผู้เล่นดีๆไป โมเดลของไบรท์ตันก็เป็นการกระทำซ้ำแนวทางของสโมสรอื่นๆเช่นกัน อย่างเช่นเซาแธมป์ตันเมื่อ 1 ทศวรรษที่แล้ว ทีมนักบุญมีแกเรธ เบล, อดัม ลัลลานา, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และคนอื่นๆ ซึ่งย้ายไปเล่นให้ทีมอื่น 

แต่เซาแธมป์ตันปล่อยนักเตะพรสวรรค์ออกไปแล้วไม่สามารถแทนที่ด้วยนักเตะระดับเดียวกันภายในช่วงเวลาหนึ่ง ในที่สุด “เดอะ เซนต์ส” ก็ต้องตกชั้นในปี 2023 อย่างไรก็ตามแมคไกวร์มองว่า สิ่งที่ไบรท์ตันแตกต่างจากเซาแธมป์ตันคือ โทนี บลูม และประโยนชน์ที่ได้รับจากสตาร์ลิซาร์ด ซึ่งเป็นบริการภายในของสโมสร หากรูปแบบนี้ยังดำเนินต่อไป อาจทำให้ไบรท์ตันได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ถึงกระนั้นไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้จะไม่มีจุดสิ้นสุด

ผลกระทบหลังเสียแมค อัลลิสเตอร์และไกเซโด

เวลาจะเป็นตัวเฉลบคำตอบ เช่นเดียวกับไบรท์ตันตัดสินใจขายแมค อัลลิสเตอร์ และไกเซโดออกไปเมื่อฤดูร้อน 2023 ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลย มันทำให้ทีมของเด แซร์บี อ่อนแอลง ไม่สามารถซ้ำรอยความสำเร็จในฤดูกาล 2022-23 ได้ ผลงานเป็นตัวชี้ชัด

บาร์เบอร์ให้เหตุผลถึงเรื่องนี้ว่า “การขาย ณ เวลาที่เหมาะสมต้องอาศัยความกล้าหาญระดับหนึ่ง บางครั้งมันก็ง่าย ซัมเมอร์ที่แล้วเป็นตัวอย่างที่ดี ไกเซโดและแมค อัลลิสเตอร์ เป็นผู้เล่นสำคัญที่ช่วยให้ไบรท์ตันจบอันดับ 6 และผ่านเข้าไปเล่นยูโรปา ลีก นั่นส่งให้มูลค่าของนักเตะ ณ เวลานั้นพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ความสนใจจากทีมอื่นๆก็เช่นกัน ดังนั้นเราจึงตัดสินใจกระทำการลงไป”

มองไปยังซัมเมอร์ปีนี้ บิ๊กทีมกำลังให้ความสนใจผลผลิตของไบรท์ตันอย่างกองหน้า อีวาน เฟอร์กูสัน และกองกลาง บาเลบา ซึ่งอย่างน้อยก็มีจำนวนเพียง 2 คน ขณะที่เด แซร์บี ตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับบาเยิร์นและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงเป็นบุคคลหนึ่งที่อาจคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ต่อจากเป๊ป กวาร์ดิโอลา แต่กระนั้น “เดอะ ซีกัลส์” ยังมั่นใจว่าโค้ชมือดีชาวอิตาเลียนยังจะทำงานให้สโมสรต่ออีกระยะหนึ่ง ซีซันหน้าเป็นอย่างน้อย

ขณะเดียวกัน อะคาเดมีพยายามรักษามาตรฐานการทำงานในการส่งต่อความหวังอย่างเฟอร์กูสัน, กองหลัง แจค ฮินเชลวูด, กองหน้า มาร์ก มาโฮนีย์, กองกลาง คาเมรอน พีปิออน และกองหลัง โอเดลูกา ออฟฟิอาห์ ซึ่งล้วนแต่ได้รับการโปรโมทขึ้นไปเล่นให้ทีมซีเนียร์แล้ว รวมถึงเบน ไวท์ อดีตผลผลิตของไบรท์ตัน เป็นกำลังสำคัญของอาร์เซนอลตอนนี้

เวียร์ ผู้อำนวยการเทคนิคของไบรท์ตัน ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้ายว่า “ทีมชุดใหญ่พัฒนาตัวอย่างไปอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้นอะคาเดมีจะต้องไล่ตามรุ่นพี่ๆให้ทัน การดูแลช่องว่างระหว่างทั้งสองถือเป็นงานท้าทาย  เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกที่วิเศษเหลือเชื่อ เราต่างลงเรือลำเดียวกัน และเปี่ยมด้วยความทะเยอะทะยานสู่สิ่งนั้นไ นั่นทำให้ผมเชื่อว่า บางสิ่งจะเกิดขึ้นในที่สุดผ่านกระบวนการออสโมซิส

หมายเหตุ : ออสโมซิส (osmosis) เป็นกระบวนการแพร่โมเลกุลของเหลวหรือน้ำผ่านเยื่อเลือกผ่าน จากบริเวณที่มีความเข้มข้นของน้ำมาก ไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของน้ำน้อย และกระจายไปจนกว่าโมเลกุลของน้ำจะเท่ากัน ออสโมซิสก่อให้เกิดพลังงาน และสามารถสร้างแรงได้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

เปิดแหล่งขุมทรัพย์ 24 เจ้าของทีมลีกแชมเปี้ยนชิพ 2023/24

  • สัญชาติของเจ้าของทีม มาจาก 12 สัญชาติ อังกฤษมีจำนวนมากที่สุด 9 ทีม ตามด้วยสหรัฐอเมริกา 7 ทีม
  • ประเภทการถือหุ้น ทีมที่เป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว และทีมที่เป็นเจ้าของร่วม (แบ่งเปอร์เซ็นต์การถือหุ้น) มีอย่างละ 12 ทีม
  • ในซีซั่นปัจจุบัน มี 5 ทีมที่ไม่เคยสัมผัสเวทีพรีเมียร์ลีก คือ บริสตอล ซิตี้, มิลล์วอลล์, พลีมัธ, เปรสตัน และร็อตเตอร์แฮม

เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ลีกระดับที่ 2 ของระบบพีระมิดฟุตบอลอังกฤษ แม้ระดับการแข่งขันจะเป็นรายการรองจากพรีเมียร์ลีก แต่นี่คือลีกลูกหนังที่สู้กันอย่างเข้มข้น และไม่สามารถคาดเดาผลการแข่งขันได้เลย

การขึ้นสู่จุดสุงสุดของพีระมิดฟุตบอลอังกฤษ คือสิ่งที่หลายๆ ทีม ต้องการจะเอื้อมให้ถึง แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจของทุกคนในสโมสร รวมถึงทุนทรัพย์ที่เจ้าของสโมสรได้ลงทุนไป

เมื่อพูดถึงการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลในลีกแชมเปี้ยนชิพ มีแนวโน้มไปในทางเดียวกับพรีเมียร์ลีก กล่าวคือนักธุรกิจท้องถิ่น ถูกแทนที่ด้วยนายทุนจากต่างชาติมากขึ้น เช่น สหรัฐอเมริกา, มาเลเซีย, ไทย เป็นต้น

มีบางสโมสร ที่มีข้อได้เปรียบในเรื่องเงินทุนที่มีไม่อั้น ซึ่งมากกว่าเจ้าของสโมสรหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกด้วยซ้ำ และยินดีที่จะจ่ายเงินก้อนโตต่อเนื่องทุกปี เพื่อแลกกับผลตอบแทนมหาศาลจากการได้เลื่อนชั้น

แหล่งเงินทุนของเจ้าของทีมลูกหนัง ก็มีที่มาแตกต่างกันออกไป ซึ่งหลายๆ คน อาจยังไม่เคยรู้มาก่อน และต่อไปนี้คือเบื้องหลังขุมทรัพย์ของทั้ง 24 สโมสร ในการแข่งขันลีกรองเมืองผู้ดี ฤดูกาล 2023/24

เบอร์มิงแฮม ซิตี้ – บริษัทด้านการลงทุน

ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ ในปัจจุบัน คือ Birmingham Sports Holdings ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรต่อจากคาร์สัน หยาง นักธุรกิจชาวฮ่องกง ที่ถูกศาลตัดสินให้มีความผิดในคดีฟอกเงิน จนต้องยุติบทบาทการเป็นเจ้าของทีม

ในเวลาต่อมา ทอม วากเนอร์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Shelby Companies Limited เข้ามาซื้อหุ้นเป็นจำนวน 45.6 เปอร์เซนต์ ได้สิทธิ์บริหารสโมสรอย่างเต็มรูปแบบ และมีทอม เบรดี้ ยอดตำนานควอเตอร์แบ็ก NFL เป็นหุ้นส่วนด้วย

วากเนอร์ เคยทำงานที่ Goldman Sachs ธนาคารชื่อดังระดับโลก ก่อนจะมาก่อตั้ง Shelby Companies Limited ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Knighthead Capital Management ทำธุรกิจด้านการลงทุน และดูแลสินทรัพย์ของเบอร์มิงแฮม ซิตี้

ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ “เดอะ บูลส์” เพิ่งแต่งตั้งเวย์น รูนีย์ อดีตตำนานดาวยิงพรีเมียร์ลีก และทีมชาติอังกฤษ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ เพื่อเป้าหมายพาทีมกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าทันที หลังจากห่างหายไปนานถึง 13 ปี

แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส – ฟาร์มเลี้ยงไก่ และวัคซีนสำหรับไก่

อดีตแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่น 1994/95 ปัจจุบันบริหารงานโดย Venkateshwara Hatcheries Groupของตระกูลราโอ จากอินเดีย เข้ามาซื้อกิจการของแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ต่อจากครอบครัวของแจ็ค วอล์คเกอร์ เมื่อปี 2010

แหล่งเงินทุนของราโอ แฟมิลี่ มาจากธุรกิจค้าไก่, อาหารแปรรูปจากไก่ รวมถึงวัคซีนป้องกันโรคในไก่ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย มีการขยายกิจการไปในหลายๆ ทวีปทั่วโลก อีกทั้งยังมีรายได้เพิ่มเติมจากการทำธุรกิจผลิตเครื่องจักรอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การบริหารสโมสรของครอบครัวราโอ สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนบอลแบล็คเบิร์นเป็นอย่างมาก ถึงขั้นสร้างตำนานด้วยการขว้างไก่สดลงมาในสนามเพื่อประท้วงเจ้าของทีม ในเกมที่พบกับวีแกน เมื่อปี 2012

หลังตกชั้นจากลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาล 2011/12 “เดอะ ริเวอไซเดอร์ส” ไม่เคยกลับมาอยู่บนยอดพีระมิดอีกเลย แม้กระทั่งเพลย์ออฟเพื่อลุ้นเลื่อนชั้น พวกเขาก็ไม่เคยสัมผัสแม้แต่ครั้งเดียว แถมเคยลงลึกไปสู่ลีกดิวิชั่น 3 เมื่อ 6 ปีก่อน

บริสตอล ซิตี้ – บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน

เจ้าของทีมบริสตอล ซิตี้ คนปัจจุบันคือ สตีเฟ่น แลนสดาวน์ นักธุรกิจชาวเมืองบริสตอล และผู้บริหาร Hargreaves Lansdown เข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปี 2007 และจอน แลนสดาวน์ ลูกชายของเขา ดำรงตำแหน่งประธานสโมสร

ในเดือนเมษายน 2009 สตีเฟ่นขายหุ้น 4.7 เปอร์เซ็นต์ของบริษัท Hargreaves Lansdown เพื่อเป็นทุนในการสร้างสนามใหม่ของ “เดอะ โรบินส์” ชื่อว่า Ashton Gate ปัจจุบันนี้เขาอาศัยอยู่ในเกิร์นซีย์ ในหมู่เกาะแชนแนลส์ 

แหล่งทำเงินของครอบครัวแลนสดาวน์ มาจากการก่อตั้ง Hargreaves Lansdown บริษัทการจัดการกองทุนและการวางแผนภาษี เมื่อปี 1981 ก่อนที่สตีเฟ่นจะลาออกในปี 2012 เพื่อมาเปิดบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ

สตีเฟ่น แลนสดาวน์ เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีไม่กี่คนในลีกแชมเปี้ยนชิพ จากการจัดอันดับของ Sunday Times Rich List ระบุว่าเขาร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับที่ 152 ของสหราชอาณาจักร โดยมีสินทรัพย์สุทธิ 1.18 พันล้านปอนด์

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ – เจ้าของแฟรนไชส์, อสังหาริมทรัพย์, โรงแรม และโทรคมนาคม

เมื่อปี 2010 วินเซนต์ ตัน มหาเศรษฐีขาวมาเลเซีย ในนามของ Berjaya Group ได้เข้าซื้อหุ้นของคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เป็นจำนวน 30 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นค่อยๆ ซื้อหุ้นจากรายย่อย จนถึง 51 เปอร์เซ็นต์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของสโมสร

เงินทุนของวินเซนต์ ตัน มีที่มาจากการเป็นเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งแมคโดนัลด์, สตาร์บักส์, เซเว่น อีเลฟเว่น และร้านหนังสือในมาเลเซีย อีกทั้งก่อตั้งบริษัท Berjaya Corporation เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, โรงแรม และโทรคมนาคม

นอกจากลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ด และบริษัทโฮลดิ้งแล้ว วินเซนต์ ตัน ยังเป็นเจ้าของเอฟเค ซาราเยโว สโมสรฟุตบอลในลีกสูงสุดของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา รวมถึงลอส แอนเจลิส เอฟซี ในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ ของสหรัฐอเมริกา

ในยุคที่วินเซนต์ ตัน เป็นเจ้าของทีม “เดอะ บลูเบิร์ดส์” เคยได้ขึ้นไปอยู่ในพรีเมียร์ลีกแค่ 2 ครั้งเท่านั้น คือฤดูกาล 2013/14 และ 2018/19 ขณะที่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาจบในอันดับที่ 21 รอดพ้นการตกชั้นสู่ลีก วัน อย่างหวุดหวิด

โคเวนทรี ซิตี้ – น้ำมันพืช และอาหารสัตว์

เมื่อเดือนมกราคม 2023 ที่ผ่านมา โคเวนทรี ซิตี้ ได้เจ้าของทีมรายใหม่ หลังจากดั๊ก คิง นักธุรกิจชาวอังกฤษ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรต่อจากกองทุนเอสไอเอสยู (SISU) ที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากแฟนบอลของสโมสร

แหล่งทำเงินของคิง มาจาก Yelo Enterprises ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทำธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหาร และการเกษตรในอังกฤษ มีผลิตภัณฑ์หลักคือน้ำมันพืชจากเรพซีด (คาโนลา) รวมถึงอาหารสัตว์

ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา โคเวนทรีประสบปัญหาเรื่องสนามเหย้าบ่อยครั้ง เนื่องจากมีข้อพิพาททางกฎหมายกับเจ้าของสนาม รวมถึงถูกใช้จัดแข่งรักบี้คอมมอนเวลธ์ เกมส์ จึงต้องย้ายไปเล่นที่นอร์ทแธมป์ตัน และเบอร์มิงแฮม

สำหรับ “เดอะ สกายบลูส์” เป็นหนึ่งในสโมสรผู้ร่วมก่อตั้งพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะตกชั้นในซีซั่น 2000/01 โดยเมื่อซีซั่นที่แล้ว พวกเขาเกือบคัมแบ็กสู่ลีกสูงสุด แต่พ่ายให้กับลูตัน ทาวน์ ในเกมเพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ

ฮัดเดอร์ฟิสด์ ทาวน์ – สุขภาพและเวชกรรม, บริษัทร่วมลงทุน และทีมกีฬา

ฮัดเดอร์ฟิสด์ ทาวน์ คือทีมล่าสุดที่มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของสโมสร หลังจากเควิน นาเกิล นักธุรกิจชาวสหรัฐอเมริกา ได้เข้ามาเทคโอเวอร์ต่อจากดีน ฮอยล์ นักธุรกิจชาวอังกฤษ เมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา

แหล่งทำเงินของนาเกิล มาจากธุรกิจด้านดูแลสุขภาพและเวชกรรม โดยเริ่มจากการก่อตั้ง HMN Health Services เมื่อปี 1999 ก่อนที่อีก 2 ปีต่อมา จะเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Envision Pharmaceutical Holdings

นอกจากนี้ นาเกิลยังก่อตั้งบริษัทร่วมลงทุนในธุรกิจสุขภาพและอสังหาริมทรัพย์หลายแห่ง เช่น The Nagle Company, Moneta Ventures และ Jaguar Ventures อีกทั้งยังเป็นเจ้าของ Sacramento Republic FCทีมฟุตบอลในลีกรองของอเมริกา

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ “เดอะ เทอร์ริเออส์” คือการได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017/18 แต่ตกชั้นในฤดูกาลต่อมา ซึ่งแฟนๆ ของสโมสรต่างคาดหวังถึงยุคสมัยของนาเกิล ในการพาทีมคัมแบ็กสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง

ฮัลล์ ซิตี้ – สื่อโทรทัศน์ และสตรีมมิ่ง

หลังจากอาสเซ็ม อัลลาม มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม 2022 และครอบครัวของอัลลามตัดสินใจไม่ไปต่อ ฮาคาน อิลคาลี่ เจ้าพ่อธุรกิจทีวีจากตุรกี ได้กลายเป็นเจ้าของทีมรายใหม่ของฮัลล์ ซิตี้

อิลคาลี่ สร้างรายได้จากสื่อโทรทัศน์ในตุรกี ผู้เป็นทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังรายการดัง เช่น Deal or No Deal, Fear Factor, Survivor และ MasterChef นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของฟรีทีวีช่อง TV8 และ Exxenบริษัทผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง

นอกจากนี้ อิลคาลี่เป็นผู้ถือหุ้นของฟอร์ทูน่า ซิททาร์ด สโมสรฟุตบอลในเนเธอร์แลนด์ และล่าสุดได้เข้าไปซื้อหุ้นของเชลบอร์น ทีมลูกหนังในไอร์แลนด์ ที่มีเดเมียน ดัฟฟ์ อดีตปีกชื่อดังของพรีเมียร์ลีก เป็นผู้จัดการทีม

หนล่าสุดที่ “เดอะ ไทเกอร์ส” อยู่ในพรีเมียร์ลีก คือฤดูกาล 2016/17 แถมเคยร่วงลงไปไกลถึงระดับดิวิชั่น 3 เมื่อซีซั่น 2020/21 การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในครั้งนี้ จะทำให้แฟนบอลของสโมสรมีความหวังมากขึ้น

อิปสวิช ทาวน์ – กองทุนบำเหน็จบำนาญ

แบรตต์ จอห์นสัน, เบิร์ก บาร์เคย์ และมาร์ค เดตเมอร์ บอร์ดบริหารของ Phoenix Rising ทีมฟุตบอลในลีกรองของอเมริกา ได้เข้ามาเทคโอเวอร์อิปสวิช ทาวน์ ต่อจากมาร์คัส อีแวนส์ นักธุรกิจชาวอังกฤษ เมื่อเดือนเมษายน 2021

แหล่งเงินทุนที่มาเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับสโมสร คือ Gamechanger 2020 กลุ่มการลงทุนจากรัฐโอไฮโอ ซึ่งดูแลกองทุนบำเหน็จบำนาญรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยเริ่มจากซื้อหุ้นบางส่วน ก่อนที่จะเป็นเจ้าของทีมแบบเด็ดขาด

ผลงานดีที่สุดในยุคพรีเมียร์ลีกของอิปสวิช ทาวน์ คือการจบในอันดับที่ 5 เมื่อฤดูกาล 2000/01 แต่ฤดูกาลถัดมาทรุดลงแบบไม่น่าเชื่อ ตกชั้นหลังจบในอันดับที่ 18 และจนถึงเวลานี้ก็ไม่เคยกลับคืนสู่ยอดพีระมิดอีกเลย

อย่างไรก็ตาม หาก “เดอะ แทร็กเตอร์ บอยส์” ภายใต้การคุมทีมของคีแรน แม็คเคนน่า กุนซือผู้พาทีมจบอันดับที่ 2 ในลีกวัน เมื่อซีซั่นที่แล้ว มีความสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่จะยุติช่วงเวลาที่ห่างหายจากลีกสูงสุดในซีซั่นนี้

ลีดส์ ยูไนเต็ด – บริษัทด้านการลงทุน และทีมกีฬา

มาเรีย เดนิเซ่ เดบาร์โตโล่ ยอร์ค นักธุรกิจสุภาพสตรีขาวอเมริกัน ในนามของกลุ่ม 49ers Enterprises บรรลุดีลซื้อกิจการของลีดส์ ยูไนเต็ด จากอันเดรีย ราดริซซานี่ เจ้าสัวชาวอิตาลี เมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา

เมื่อปี 2018 49ers Enterprises เข้ามาซื้อหุ้นลีดส์จำนวน 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่ในปี 2021 จะเพื่มสัดส่วนเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่ราดริซซานี่ตกลงขายหุ้นทั้งหมดที่เหลือ และกลายเป็นเจ้าของสโมสรรายใหม่ในที่สุด

แหล่งเงินทุนของ 49ers Enterprises มาจากการก่อตั้ง DeBartolo Corporation บริษัทที่ลงทุนในกิจการที่ไม่ใช่กีฬา และเป็นเจ้าของซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนน์เนอร์ส ทีมดังในศึกอเมริกันฟุตบอล (NFL) ของสหรัฐอเมริกา

ในฤดูกาล 2020/21 “เดอะ พีค็อกส์” ได้รีเทิร์นสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง หลังห่างหายไป 16 ปี แต่อยู่ได้เพียง 3 ฤดูกาล ก็กระเด็นตกชั้นแบบน่าผิดหวัง ทำให้ในฤดูกาลนี้ พวกเขาหวังที่จะแก้ตัวเพื่อกลับมาอยู่ในลีกสูงสุดให้ได้

เลสเตอร์ ซิตี้ – สินค้าดิวตี้ ฟรี

วิชัย ศรีวัฒนประภา และครอบครัว ในนามของกลุ่มบริษัท King Power ประเทศไทย เข้ามาซื้อกิจการของเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2010 ต่อจากมิลาน แมนดาริช มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย ด้วยมูลค่า 39 ล้านปอนด์

แหล่งรายได้หลักของตระกูลศรีวัฒนประภา มาจากสินค้าปลอดภาษีในสนามบิน (Duty Free) นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในภาคส่วนอื่นๆ เช่น โรงแรม, การบิน และยังเป็นเจ้าของสโมสร OH Leuven ในลีกสูงสุดของเบลเยียม

ภายใต้การบริหารงานของครอบครัวนักธุรกิจชาวไทย ได้สร้างตำนานเทพนิยายคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบช็อกโลก เมื่อปี 2016 แต่อีก 2 ปีต่อมา วิชัยเสียชีวิตจากเหตุโศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตกนอกสนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

ในเวลาต่อมา อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ลูกชายของวิชัย ก็ได้สานต่องานของคุณพ่อ และสร้างความสำเร็จเพิ่มเติมจากการคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2021 ส่วนในซีซั่นปัจจุบัน “เดอะ ฟ็อกซ์” ตั้งเป้ากลับคืนสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง

มิดเดิลสโบรช์ – ขนส่งของเหลว, ก๊าซ, ผงแป้ง และโรงแรม

สตีฟ กิ๊บสัน เจ้าสัวชาวอังกฤษ ได้เข้ามาเป็นบอร์ดบริหารของมิดเดิลสโบรช์ สโมสรในบ้านเกิดตั้งแต่ปี 1986 พร้อมกับการซื้อหุ้นส่วนน้อย จากนั้นในปี 1994 เพิ่มสัดส่วนเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นเจ้าของทีมรายใหม่ในที่สุด

กิ๊บสัน ติดอยู่ใน 500 อันดับแรกนักธุรกิจรวยที่สุดของ Sunday Times Rich List เขาทำเงินจากการก่อตั้งบริษัท Bulkhaul Limited เมื่อปี 1981 ขนส่งของเหลว, ก๊าซ รวมถึงผงแป้ง และเป็นเจ้าของโรงแรม Rockliffe Hall

ในฤดูกาล 2008/09 มิดเดิลสโบรช์ถูกหยุดสถิติสถานะทีมระดับพรีเมียร์ลีกไว้ที่ 11 ฤดูกาลติดต่อกัน หลังจากนั้นพวกเขากลับขึ้นมายอดพีระมิดลีกเมืองผู้ดีได้แค่ครั้งเดียว จาก 15 ฤดูกาลหลังสุด ในซีซั่น 2016/17

ส่วนเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ไมเคิล คาร์ริก เข้ามาคุมทีม “เดอะ โบโร่” ช่วงปลายเดือนตุลาคม ไต่จากท้ายตาราง ขึ้นมาจบในอันดับที่ 4 คว้าสิทธิ์ลุ้นเลื่อนชั้น ก่อนจะแพ้โคเวนทรี ในเกมเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศ

มิลล์วอลล์ – การลงทุนในหุ้นนอกตลาด

จอห์น เบริลสัน มหาเศรษฐีจากสหรัฐอเมริกา ในนามของ Chestnut Hill Ventures ร่วมกับริชาร์ด สมิธ ลูกเขยของเขา เข้ามาเทคโอเวอร์มิลล์วอลล์ ในปี 2007 และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 93 เปอร์เซ็นต์

สำหรับ Chestnut Hill Ventures แหล่งทำเงินของเบริลสัน เป็นบริษัทร่วมลงทุนสัญชาติอเมริกัน มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 95 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ เช่น การเงิน, สื่อ และโทรคมนาคม

เบริลสัน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2023 ด้วยวัย 70 ปี และทายาทของครอบครัวเบริลสัน ได้เข้ามาสานต่อการบริหาร “เดอะ ไลออนส์” แต่ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะขายสโมสรให้กับนักลงทุนที่สนใจ

ตลอด 16 ปีของเบริลสัน แฟมิลี่ ในการเป็นเจ้าของสโมสร ผลงานของทีมสิงโตแห่งลอนดอน ขึ้น-ลงระหว่างเดอะ แชมเปี้ยนชิพ กับลีก วัน สลับกันเป็นช่วงๆ ส่วนการแข่งขันเมื่อฤดูกาลที่แล้ว จบในอันดับที่ 8 ของตาราง

นอริช ซิตี้ – หนังสือตำราอาหาร

ผู้ถือหุ้นหลักของนอริช ซิตี้ในปัจจุบัน ประกอบด้วยคู่สามี-ภรรยาอย่างไมเคิล วินน์-โจนส์ กับเดเลีย สมิธ มีสัดส่วนมากที่สุดถึง 53 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมาร์ค แอตตานาสโอ นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่ซื้อหุ้น 18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี 2022

วินน์-โจนส์ ได้นำประสบการณ์ในการเป็นเชฟทางโทรทัศน์ของสมิธ มาเขียน ตีพิมพ์ และจำหน่ายหนังสือสอนทำอาหาร ที่ขายดีเป็นเวลากว่า 20 ปี ขณะที่แอตตานาสโอ เป็นเจ้าของทีม Milwaukee Brewers ในเมเจอร์ลีกเบสบอล

นอริช คือหนึ่งในสโมสรผู้ก่อตั้งพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 1992/93 ก่อนตกชั้นรอบแรกในอีก 3 ปีต่อมา หลังจากนั้นพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่ในลีกรองเสียเป็นส่วนใหญ่ และเคยตกต่ำถึงขั้นลงไปอยู่ในลีก วัน เมื่อฤดูกาล 2009/10 

ถ้านับเฉพาะ 5 ฤดูกาลหลังสุด “เดอะ คานารีส์” ขึ้นลงระหว่างพรีเมียร์ลีก กับลีกแชมเปี้ยนชิพ สลับกันไป ส่วนผลงานฤดูกาลที่แล้ว จบแค่อันดับที่ 13 ถ้าจะหวังลุ้นเลื่อนชั้นในซีซั่นนี้ คงต้องพยายามให้มากขึ้นกว่าเดิม

พลีมัธ อาร์ไกล์ – บริษัทการจัดการกองทุน

เมื่อปี 2019 ไซม่อน ฮัลเลียตต์ ได้สิทธิ์ในการบริหารสโมสรพลีมัธ อาร์ไกล์ หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 97 เปอร์เซ็นต์ ก่อนขายหุ้น 20 เปอร์เซนต์ให้ Argyle Green LLC บริษัทการจัดการกองทุนของอเมริกา เมื่อปี 2020

สำหรับกลุ่ม Argyle Green LLC มีไมเคิล มินค์เบิร์ก เป็นผู้จัดการกองทุน นอกจากนี้ยังมีจอน เฮิร์สท์ ผู้บริหารลีกบาสเกตบอล NBA รวมถึงวิคเตอร์ เฮดแมน อดีตนักกีฬาฮอกกี้ NHL ของอเมริกา ดีกรีแชมป์ออล สตาร์ 4 สมัย

ฮัลเลียตต์ เป็นขาวเมืองพลีมัธโดยกำเนิด แต่ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุยังน้อย และสร้างรายได้จากการก่อตั้ง Harding Loevner บริษัทการจัดการกองทุนในรัฐนิวเจอร์ซีย์ จนได้รับสัญชาติอเมริกัน

ผลงานของ “เดอะ พิลกริมส์” เมื่อฤดูกาลที่แล้ว คว้าแชมป์ลีก วัน ด้วยคะแนนทะลุ 100 แต้ม ได้กลับสู่ลีกแชมเปี้ยนชิพเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี แต่ยังต้องรอเวลาสั่งสมความแข็งแกร่งก่อนลุ้นขึ้นพรีเมียร์ลีกในอนาคตต่อไป

เปรสตัน นอร์ทเอนด์ – ที่ดินเชิงพาณิชย์, ผับ และโรงแรม

เทรเวอร์ เฮมมิ่งส์ นักธุรกิจที่เกิดในกรุงลอนดอน แต่ไปเติบโตที่แลงคาเชียร์ ได้ซื้อกิจการของเปรสตัน นอร์ทเอนด์ ในปี 2010 ก่อนที่จะเสียชีวิตในวัย 86 ปี เมื่อปี 2021 ปัจจุบันนี้ เคร็ก ลูกชายของเขาเข้ามาบริหารงานแทน

แหล่งความมั่งคั่งหลักของครอบครัวเฮมมิ่งส์ มาจาก Northern Trust บริษัททำธุรกิจที่ดินเชิงพาณิชย์ พื้นที่กว่า 5,000 เอเคอร์ ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งในปัจจุบันมีร้านค้า และสำนักงานมาเช่าพื้นที่แล้วกว่า 183 เอเคอร์

นอกจากนี้ Northern Trust ยังได้เข้าไปลงทุนใน Trust Inns บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสถานบันเทิง ซึ่งมีจำนวนหลายร้อยแห่งในสหราชอาณาจักร และ Classic Lodges บริษัทที่ทำธุรกิจโรงแรม มีทั้งหมด 12สาขา ทั่วยูเค 

ในศตวรรษที่ 21 (นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา) “เดอะ ลิลลี่ไวส์” เคยเข้าชิงชนะเลิศ เกมเพลย์ออฟลุ้นเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกมาแล้ว 2 ครั้ง และจบลงด้วยความผิดหวังทั้งหมด ซึ่งพวกเขาก็หวังที่จะปลดล็อกให้ได้ในซีซั่นนี้

ควีนส์พาร์ค เรนเจอร์ส – บริษัทผลิตเหล็ก, ขนส่ง และบริษัทโฮลดิ้ง

ผู้ถือหุ้นหลักของควีนส์พาร์ค เรนเจอร์สในปัจจุบัน คือรูเบน เกนานาลิงแกม เจ้าสัวชาวมาเลเซีย และลาคซมี มิททาล มหาเศรษฐีชาวอินเดีย ซึ่งนำอามิต พาเทีย ลูกเขยของมิททาล เข้ามาเป็นประธานสโมสรตั้งแต่ปี 2018

เกนานาลิงแกม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดของควีนส์พาร์ค สร้างรายได้จากธุรกิจในมาเลเซีย ทั้ง Westports Malaysia บริษัทที่ทำธุรกิจท่าเรือขนส่งสินค้ารายใหญ่ และ Total Soccer Growth บริษัทโฮลดิ้งที่ลงทุนด้านกีฬา

ขณะที่มิททาล ทำรายได้จากการก่อตั้ง ArcelorMittal บริษัทผลิตเหล็กในประเทศลักเซมเบิร์ก และเป็นเจ้าของทรัพย์สิน 1.6 หมื่นล้านปอนด์ รวยสุดเป็นอันดับที่ 6 จากการจัดอันดับของ Sunday Times Rich List

แต่ความมั่งคั่งของเกนานาลิงแกม และมิททาล ไม่อาจช่วยให้ “คิวพีอาร์” กลับคืนสู่พรีเมียร์ลีกได้เลย นับตั้งแต่ตกชั้นเมื่อซีซั่น 2014/15 สมัยที่โทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งสายการบิน AirAsia ยังเป็นเจ้าของสโมสร

ร็อตเตอร์แฮม ยูไนเต็ด – อุปกรณ์ให้แสงสว่าง

เมื่อปี 2008 โทนี่ สจ๊วต และโจน สจ๊วต นักธุรกิจชาวอังกฤษ ได้ช่วยให้ร็อตเตอร์แฮม ยูไนเต็ด หลุดพ้นจากการถูกควบคุมกิจการ ด้วยการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร พร้อมกับถือหุ้นจำนวน 49 และ 46 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

โทนี่ สจ๊วต เริ่มต้นจากการเป็นช่างไฟฟ้าฝึกหัด ก่อนจะสร้างรายได้จากการก่อตั้ง ASD Lighting บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ให้แสงสว่างในเมืองร็อตเตอร์แฮม มีผลิตภัณฑ์หลักคือ หลอดไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้าน, สำนักงาน และถนน

ในยุคการบริหารของ 2 นักธุรกิจเมืองผู้ดี ร็อตเตอร์แฮมเริ่มต้นจากระดับลีก ทู หรือ ดิวิชั่น 4 ใช้เวลานานถึง 5 ฤดูกาล เลื่อนชั้นสู่ดิวิชั่น 3 ตามมาด้วยการเลื่อนชั้นสู่ลีกระดับที่ 2 ด้วยการชนะเกมเพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ

ผลงาน 7 ฤดูกาลหลังสุดของ “เดอะ มิลเลอร์ส” คือโย-โย่ คลับ ขึ้นลงสลับกันระหว่างลีกแชมเปี้ยนชิพ กับลีก วัน มาโดยตลอด ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พวกเขาต้องลุ้นหนีตกชั้นจนถึงช่วงท้ายของซีซั่น ก่อนเอาตัวรอดได้สำเร็จ

เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ – อาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง

เดชพล จันศิริ ประธานกรรมการบริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) เข้ามาเทคโอเวอร์เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ เมื่อปี 2015 ต่อจากมิลาน แมนดาริช มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายเซอร์เบีย ด้วยมูลค่า 37.5 ล้านปอนด์

แหล่งรายได้หลักของกลุ่มไทยยูเนี่ยน คือธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก โรงงานของบริษัทตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีผลิตภัณฑ์อย่างเช่น ปลาทูน่ากระป๋อง, อาหารทะเลแปรรูป

เชฟฯ เวนส์เดย์ ในยุคของเดชพล จันศิริ แพ้เพลย์ออฟเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกมาแล้ว 2 ครั้ง แถมหล่นไปเล่นลีก วัน (ดิวิชั่น 3) อยู่ 2 ฤดูกาล ก่อนจะได้กลับคืนสู่ลีกแชมเปี้ยนชิพอีกครั้งในฤดูกาลนี้ หลังชนะเกมเพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ

แต่การออกสตาร์ทซีซั่นนี้ของ “เดอะ เอาส์” ทำได้อย่างน่าผิดหวัง ส่งผลให้แฟนบอลกลุ่มหนึ่งของสโมสรได้แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้หัวเรือใหญ่ไทยยูเนี่ยน ออกมาประกาศไม่ให้เงินเพื่อสนับสนุนสโมสรอีกต่อไป

เซาแธมป์ตัน – เคเบิลทีวี และรายการโทรทัศน์

ทีมอันดับสุดท้ายของพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ปัจจุบันบริหารงานโดย ดราแกน โซลัค นักธุรกิจชาวเซอร์เบีย ที่ได้เข้ามาซื้อกิจการของสโมสรเซาแธมป์ตัน ต่อจากเกา จื้อเฉิง นักธุรกิจชาวจีน เมื่อเดือนมกราคม2022

โซลัค เข้าไปลงทุนใน Sport Republic บริษัทด้านการลงทุนในกรุงลอนดอน กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ และแคทเธอรีน่า เลียบเฮอร์ นักธุรกิจสุภาพสตรีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ถือหุ้นอีก 20 เปอร์เซนต์

รายได้หลักของโซลัค มาจากการขายลิขสิทธิ์รายการทีวีและภาพยนตร์ ต่อมาได้เปิดตัวธุรกิจเคเบิลทีวีในเซอร์เบีย และจากนั้นได้ก่อตั้ง United Group บริษัทผู้ขายลิขสิทธิ์รายการทีวีในหลายประเทศแถบยุโรปตะวันออก

สำหรับ “เดอะ เซนต์ส” เคยอยู่ในพรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล มากที่สุดในบรรดาสมาชิก 24 ทีมของลีกแชมเปี้ยนชิพ ซีซั่นนี้ แน่นอนว่า รุสเซลล์ มาร์ติน ผู้จัดการทีม ขอตั้งเป้าหมายพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาภายในซีซั่นเดียว

สโตค ซิตี้ – บริษัทรับพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย

ครอบครัวของปีเตอร์ โคตส์ มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ผู้ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับที่ 16 จากการจัดอันดับของ Sunday Times Rich List ซึ่งมีสินทรัพย์สุทธิ 8.8 พันล้านปอนด์ ได้เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรสโตค ซิตี้ เมื่อปี 2006

เงินทุนของปีเตอร์ โคตส์ มาจาก Bet365 บริษัทรับพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย ซึ่งก่อตั้งโดยเดนิส ลูกสาวของเขา เมื่อปี 2000 เพราะมองเห็นโอกาสที่ว่าอินเตอร์เน็ตจะเปลี่ยนโลกของการพนัน ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาดไว้

ช่วงเวลาที่โคตส์ แฟมิลี่ เข้ามาครอบครองสโตค ซิตี้ พวกเขาได้เลื่อนขั้นสู่พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร เมื่อฤดูกาล 2008/09 และรักษาสถานะบนยอดพีระมิด 10 ฤดูกาลติดต่อกัน จนถึงฤดูกาล 2017/18

หลังตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก “เดอะ พอตเตอร์ส” ไม่เคยกลับมาอยู่ในลีกสูงสุดอีกเลย จบซีซั่นในลีกรองระหว่างอันดับที่ 14, 15 และ 16 มาโดยตลอด แต่พวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ในการต่อสู้เพื่อกลับมาอยู่บนยอดพีระมิดในสักวันหนึ่ง

ซันเดอร์แลนด์ – การเกษตร และอาหารแปรรูป

คีริล หลุยส์-เดรย์ฟุส นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสเชื้อสายสวิตเซอร์แลนด์ เข้ามาซื้อหุ้นส่วนน้อยของซันเดอร์แลนด์เมื่อปี 2021 ด้วยวัยเพียง 24 ปี ปัจจุบันกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 64 เปอร์เซ็นต์

สำหรับแหล่งรายได้ของหลุยส์-เดรย์ฟุส มาจากการสืบทอดกิจการของ Louis-Dreyfus Group ทำธุรกิจการเกษตร และอาหารแปรรูปรายใหญ่ของฝรั่งเศส โดยมีมาการิต้า คุณแม่ของคีริล ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท

ซันเดอร์แลนด์ เคยทำสถิติอยู่ในพรีเมียร์ลีก 10 ฤดูกาลติดต่อกัน ตั้งแต่ฤดูกาล 2007/08 จนถึงฤดูกาล 2016/17 และเคยดำดิ่งลงไปอยู่ในลีกวัน นานถึง 4 ปี ก่อนที่ในซีซั่น 2021/22 ชนะเพลย์ออฟคัมแบ็กลีกแชมเปี้ยนชิพ

ส่วนผลงานเมื่อฤดูกาลที่แล้ว “เดอะ แบล็กแคตส์” จบในอันดับที่ 6 แต่พลาดการเลื่อนชั้น หลังแพ้ลูตัน ทาวน์ ในเกมเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศ ซึ่งในฤดูกาลนี้พวกเขาขอทุ่มสุดตัว เพื่อกลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งให้ได้

สวอนซี ซิตี้ – เอเย่นต์นักกีฬา และทีมกีฬา

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 สติเฟ่น แคปเลน และเจสัน เลวีน 2 นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซื้อหุ้นสวอนซี ซิตี้ จำนวน 68 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมี Swansea City Supporters Trust ที่ถือหุ้นอยู่ 21 เปอร์เซ็นต์

แคปเลน มีรายได้จากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Oaktree Capital Management บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกในสหรัฐอเมริกา ซึ่งบริษัทของเขา ยังได้เข้าไปซื้อหุ้นส่วนน้อยของเมมฟิส กริซลี่ส์ ทีมบาสเกตบอล NBA ด้วย

ทางด้านเลวีน มีเงินทุนจากกการเปิดบริษัทเอเย่นต์กีฬา ซึ่งดูแลนักกีฬาในวงการอเมริกันเกมส์หลายคน พร้อมกับเป็นเจ้าของ DC United ทีมฟุตบอลในศึกเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (MLS) ของอเมริกา ร่วมกับแคปเลน

สำหรับ “เดอะ สวอน” เคยอยู่ในพรีเมียร์ลีก 7 ฤดูกาลติดต่อกัน ตั้งแต่ฤดูกาล 2011/12 ถึง 2017/18 หลังจากนั้น พวกเขาเคยเฉียดเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดในซีซั่น 2020/21 แต่แพ้เบรนท์ฟอร์ด ในเกมเพลย์ออฟ รอบชิงชนะเลิศ

วัตฟอร์ด – เครื่องมือไฟฟ้า และทีมฟุตบอล

ครอบครัวปอซโซ่ เจ้าสัวจากประเทศอิตาลี ได้เข้ามาเทคโอเวอร์วัตฟอร์ด ต่อจากลอเรนซ์ บาสซินี่ นักธุรกิจชาวอังกฤษ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2012 โดยจิโน่ ปอซโซ่ ลูกชายของจามเปาโล ปอซโซ่ รับหน้าที่เป็นเจ้าของสโมสร

จามเปาโล ปอซโซ่ เริ่มต้นสร้างรายได้จากการก่อตั้ง Freud บริษัทผลิตโลหะและวิศวกรรมเครื่องกลในอิตาลี เมื่อปี 1960 ก่อนจะควบรวมกิจการกับ Bosch บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องมือไฟฟ้าของเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2008

ต่อมา ปอซโซ่ แฟมิลี่ ได้หันมาลงทุนในสโมสรฟุตบอล โดยก่อนที่จะมาซื้อวัตฟอร์ด ได้ซื้ออูดิเนเซ่ ในอิตาลี เมื่อปี 1986 และกรานาด้า ในสเปน เมื่อปี 2009 แต่ในภายหลังได้ขายกิจการของอูดิเนเซ่ และกรานาด้าไปแล้ว

ในยุคที่จิโน่ ปอซโซ่ เป็นเจ้าของ “เดอะ ฮอร์เนตส์” เคยโลดแล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก 6 ฤดูกาล แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมไม่น้อยกว่า 10 คนก็ตาม ซึ่งหนล่าสุดที่พวกเชาได้เล่นในลีกสูงสุด คือฤดูกาล 2020/21

เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน – การออกแบบและก่อสร้าง

เมื่อปี 2016 ไล่ กั๋วฉวน มหาเศรษฐีจากประเทศจีน ได้เข้ามาซื้อกิจการของเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน สโมสรระดับพรีเมียร์ลีกในเวลานั้น ต่อจากเจเรมี่ เพียร์ซ นักธุรกิจชาวอังกฤษ ด้วยมูลค่าราว 175 ล้านปอนด์

แหล่งทำรายได้ของไล่ กั๋วฉวน มาจากการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Palm Eco Town Development บริษัทด้านการออกแบบและก่อสร้าง ก่อนที่อีกไม่กี่ปีต่อมา จีนได้เกิดภาวะฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ตลอด 7 ปี ภายใต้นายทุนจากแดนมังกร มีประเด็นที่ถูกวิจารณ์อยู่หลายเรื่อง แถมผลงานในสนามก็น่าผิดหวัง ตกชั้นในซีซั่น 2017/18 แม้จะกลับขึ้นพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2020/21 แต่อยู่ได้แค่ซีซั่นเดียวก็กลับสู่ลีกรองอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม “เดอะ แบ็กกีส์” อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของทีมในอีกไม่ช้า หลังมีข่าวว่า โมฮัมเหม็ด เอลกาชาชี่ นักธุรกิจชาวอียิปต์ กำลังเจรจาซื้อหุ้นบางส่วน ก่อนจะเทคโอเวอร์เต็มรูปแบบในอนาคต

ทั้ง 24 สโมสรในลีกแชมเปี้ยนชิพ ต่างอยู่ห่างจากยอดบนสุดของพีระมิดฟุตบอลอังกฤษเพียงก้าวเดียวเท่านั้น การเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก คือขุมทรัพย์ที่จะทำให้การเงินสโมสรมีความมั่นคงไปอีกหลายปี

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

– https://theathletic.com/4667669/2023/07/17/championship-owners-money/

– https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_owners_of_English_football_clubs

https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_Premier_League_clubs

– https://en.wikipedia.org/wiki/Sunday_Times_Rich_List_2023