Categories
Our Work

LALIGA จัดงาน Thank you night party 2026 ขอบคุณพาร์ทเนอร์ สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมมุ่งหน้าผลักดันคอมมูนิตี้ฟุตบอลสเปนในไทย

จบลงไปได้อย่างสวยงามและเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม สำหรับงาน LALIGA Thank you night party 2026 ค่ำคืนพิเศษที่ LALIGA จัดขึ้นเพื่อส่งต่อคำขอบคุณจากใจถึงพันธมิตรผู้ร่วมเดินทางขับเคลื่อนกระแสฟุตบอลสเปนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดเอ็กซ์คลูซีฟ อบอุ่น และเป็นกันเอง ณ Hops and Hope Craft Bar รัชโยธิน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นำโดยคุณ อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทนลาลีกาประเทศไทย สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์กีฬา ได้รับเชิญเข้าร่วมงานมากมาย โดยทาง KMD ในพาร์ต Sport Marketing Services รับบทจัดงานในครั้งนี้

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ แสดงความขอบคุณต่อสื่อมวลชน อินฟลูเอนเซอร์ และพาร์ทเนอร์ทุกภาคส่วน ที่ร่วมเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการถ่ายทอดความมันส์ และเสน่ห์ของ LALIGA ให้เข้าถึงแฟนบอลชาวไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ในการพบปะ กระชับความสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพื่อผลักดันให้คอมมูนิตี้ผู้รักฟุตบอลสเปนในไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยั่งยืน

งานนี้ถูกเนรมิตขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Power of Our Fútbol: Connecting Passions” ที่สะท้อนถึงพลังของฟุตบอลที่ไม่ใช่แค่เกมกีฬา แต่เป็นไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และแรงบันดาลใจที่เชื่อมโยงความหลงใหลของผู้คนเข้าด้วยกัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความเป็นกันเอง สบายๆ เหมือนกลุ่มเพื่อนสนิทมารวมตัวกัน ทานอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมที่พร้อมเสิร์ฟความสนุกได้ตลอดทั้งคืน

ความสนุกของงานเริ่มต้นความเข้มข้นขึ้นด้วยกิจกรรม Kahoot Game ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในงานได้มาร่วมสนุก แข่งขันตอบคำถามเช็กอินความเป็นแฟนพันธุ์แท้ LALIGA ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความลุ้นระทึกและสนุกสนาน โดยผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้รับรางวัลสุดพิเศษไปครอง ได้แก่ อันดับที่ 1: เสื้อ Retro ของสโมสรแอตเลติโก มาดริด อันดับที่ 2 ลูกฟุตบอล Puma Orbita LaLiga 1 (สีเหลืองนีออน) และ อันดับที่ 3-5: แก้วเก็บอุณหภูมิสกรีนโลโก้ลาลีกา

ไม่เพียงเท่านี้ ลาลีกายังมอบรางวัล lucky draw ให้อีก 1 รางวัล คือ ลูกฟุตบอล PUMA Orbita LaLiga ฤดูกาล 2025/26 นอกจากนี้ ในงานยังได้รับการสนับสนุนของรางวัล จากพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Bitget อีกด้วย มอบรางวัลพิเศษในงานให้แก่ผู้โชคดี คือ ผ้าพันคอสีดำ สกรีนโลโก้ Bitget และ LALIGA จำนวน 6 ผืน และ และ ลูกฟุตบอล PUMA Orbita LaLiga 1 (สีขาว) 1 ลูก ซึ่งเป็นลูกบอลอย่างเป็นทางการสำหรับการแข่งขันลาลีกา สร้างความตื่นเต้นและประทับใจให้กับผู้ได้รับเป็นอย่างมาก

โดยค่ำคืน Thank You Party Night คือการรวมตัวของกลุ่มคนรักบอลสเปนมากมาย นำโดยสื่อมวลชนและมีเดียพาร์ทเนอร์อย่าง Puma Thailand, EA Sports, Bitget, Ari, The Skipper, True Visions, Siamsport, ช่อง 7, ขอบสนาม, The Standard Sport, หอการค้าสเปน–ไทย พร้อมด้วยตัวแทนจากสถานทูตสเปนประจำประเทศไทย

อินฟลูเอนเซอร์และครีเอเตอร์สายฟุตบอล: ประกอบด้วย เจมส์ ลาลีกา, Baggiopac, Chompoostp, เบน บาร์ซ่าเข้าเส้น, โอปอลล์ All in, เพจ El Golazo รู้ลึกบอลสเปน, เพจ Real Madrid Thailand Fanclub, เพจ Real Betis Thailand Fanclub, พีชชงพีชชี่ และ เพจ The Cules Thailand Fanpage ที่มาร่วมสร้างสีสันในงาน

จากความสำเร็จของงานในค่ำคืนนี้ LALIGA คาดหวังจะสามารถยกระดับการรับรู้ (Brand Awareness) และสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างลีกกับแฟนบอลชาวไทย ผ่านการร่วมมือทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์กับสื่อและอินฟลูเอนเซอร์

นอกจากนี้ LALIGA มุ่งหวังที่จะขยายฐานผู้ชมไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยไม่ได้มองฟุตบอลเป็นเพียงแค่ 90 นาทีในสนาม แต่เป็น “Sportainment” ที่ผสมผสานทั้งแฟชั่น ดนตรี และวัฒนธรรม เพื่อให้ LALIGA ครองใจแฟน ๆ ชาวไทยในฐานะลีกฟุตบอลต่างประเทศที่เข้าถึงง่ายและมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก

ทาง LALIGA และ ทีมผู้จัด ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟครั้งต่อไป!

รับชมวิดีโอบรรยากาศภายในงาน : https://www.youtube.com/shorts/19IRLnd1jHw

#LALIGA #LALIGATHAILAND #LALIGAThankYouNight2026

Categories
Feature

22 ปีที่รอคอยของอาร์เซนอล อาร์เตตากับการปฏิวัติที่สมบูรณ์แบบ

เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว มิเกล อาร์เตตา ยืนถือไมโครโฟนอยู่กลางสนามเอมิเรตส์ ท่ามกลางความผิดหวังหลังพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก วันนั้นเขาสัญญาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวว่า “เราต้องเริ่มสร้างประวัติศาสตร์ของเราเองที่นี่ มันยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่จะตามมา มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เล่นกลุ่มนี้มีความหิวกระหาย และเราจะทำให้มันเกิดขึ้น”

สำหรับแฟนบอล “เดอะ กูนเนอร์ส” คำพูดเหล่านั้นฟังดูคุ้นหูจนเกือบชินชา เพราะนี่เป็นตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่3 ติดต่อกันของอาร์เซนอล แต่ในที่สุดเวลาที่พวกเขาาเฝ้ารอก็มาถึง… อาร์เซนอลคือแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 ยุติการรอคอยอันยาวนานถึง 22 ปีลงได้ 

นิค ไรท์ นักข่าวจาก สกาย สปอร์ตส์ ได้สะท้อนภาพการเดินทางและกลยุทธ์ที่ทำให้อาร์เซนอลก้าวไปถึงจุดสูงสุดพรีเมียร์ลีก เริ่มจากพาย้อนกลับไปปลายปี 2019 ที่อาร์เตตาเพิ่งรับงานคุมทีม “เดอะ กันเนอร์ส” จมดิ่งอยู่ในสภาวะไร้ทิศทาง ขุมกำลังนักเตะคือส่วนผสมที่ไร้ระเบียบราคาแพง และมาตรฐานของทีมร่วงหล่นอย่างน่าใจหาย ทว่าอาร์เตตาใช้เวลา 6 ปีครึ่งในการล้างบางและปลูกฝังดีเอ็นเอใหม่ จากทีมที่เคยถูกตราหน้าว่า “ใจเสาะ” กลายเป็นทีมที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งและกระหายชัยชนะ 

เกมรับ ลูกตั้งเตะ และตัวสำรอง

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ที่สุดของอาร์เตตาในฤดูกาลนี้คือ ปัญหาบาดเจ็บของแนวรุก ตัวรุกระดับพระกาฬอย่าง บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ แทบไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน น่าทึ่งมากที่เกมชนะเบิร์นลีย์ 1-0 (18 พ.ค. 2026) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีครึ่งที่ทั้งสามคนได้สตาร์ทเป็นตัวจริงร่วมกันนับตั้งแต่ถล่มคริสตัล พาเลซ 5-1 เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ด้วยเหตุนี้ อาร์เตตาจึงจำเป็นต้องปรับหมาก และหันมาพึ่งพา “ความยอดเยี่ยมของเกมรับ” เพื่อขับเคลื่อนทีมสู่แชมป์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.arsenal.com/fixture/arsenal/2026-May-18/arsenal-1-0-burnley-match-report

อาร์เซนอลชุดนี้อาจไม่ได้เปิดเกมรุกดุดันเหมือนเก่า แต่ฐานรากกลับแข็งแกร่งราวกำแพงหิน การคว้าแชมป์หลังชนะแบบไม่เสียประตู  4 นัดติดต่อกัน และทำคลีนชีตถึง 19 นัดในลีก (32 นัดในทุกรายการ) คือข้อพิสูจน์ชั้นดี แม้พวกเขาทำให้แฟนบอลลุ้นตัวโก่งด้วยการชนะคู่แข่งด้วยผลต่างประตูเดียวถึง 14 นัดจาก 26 นัดที่ชนะ แต่อาวุธลับที่แท้จริงคือการปิดโอกาสไม่ให้คู่ต่อสู้สร้างตัวเลข Expected Goals (xG)

อาร์เซนอลสามารถจำกัดค่า xG ของคู่แข่งให้อยู่ต่ำกว่า 0.50 ได้ถึง 18 จาก 38 นัดในพรีเมียร์ลีก ขณะที่แมนฯ ซิตี ทำได้เพียง 2 นัดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข xG เสียประตูของอาร์เซนอลยังต่ำกว่าทีมอื่น ๆ ในลีกถึงเกือบ 40%

ไรท์เปิดเผยว่า อาร์เตตาเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2024 เกี่ยวกับการปลูกฝังแนวคิด “ความรักในการเล่นเกมรับ” ให้กับลูกทีมว่า กุญแจสำคัญคือ ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาบอลด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง กองหน้า ปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก ทุกคนต้องมีความรักในการเล่นเกมรับ

ปรัชญานี้สะท้อนชัดเจนผ่านแนวรับระดับโลกอย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส รวมถึงผู้รักษาประตู ดาบิด รายา พร้อมด้วยนักเตะใหม่อย่าง ริคคาร์โด คาลาฟิออรี, คริสเตียน มอสเครา และ ปิเอโร อิงกาปิเอ แต่สิ่งที่เหนือกว่ารายชื่อนักเตะ คือวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนพร้อมใจกันวิ่งไล่ฟัดจนแฟนบอลสัมผัสได้และส่งเสียงเชียร์กระหึ่มเปลี่ยน เอมิเรตส์ สเตเดียม ให้กลายเป็นนรกของทีมเยือน

อีกหนึ่งมิติที่อาร์เตตาพัฒนาขึ้นมาจนแซงหน้าคู่แข่งคือ ความเชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ อาร์เตตาเคยกล่าวไว้ในปี 2022 ว่า “คุณต้องก้าวล้ำหน้าเกมไปก้าวหนึ่งเสมอ ต้องเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และเป็นคนแรกที่ตัดสินใจเพื่อชิงความได้เปรียบ”

สโมสรได้แต่งตั้ง นิโกลาส์ โฌแวร์ โค้ชลูกตั้งเตะที่อาร์เตตาดึงตัวมาจากแมนฯ ซิตี เข้ามายกระดับทีม ฤดูกาลนี้อาร์เซนอลทำประตูจากเซตพีซ 24 ประตู (ไม่รวมจุดโทษ) และ 18 ประตูเฉพาะลูกเตะมุม ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก

นอกจากนี้ อาร์เตตาในวันนี้ไม่ใช่โค้ชหน้าใหม่อีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะโรเตชันนักเตะอย่างชาญฉลาดและกล้าตัดสินใจในเกมสำคัญ สถิติผู้เล่นสำรองมีส่วนร่วมกับประตูถึง 22 ครั้ง (ยิงหรือแอสซิสต์) ซึ่งสูงที่สุดในลีก บ่งบอกว่าเขาสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนในอดีตให้กลายเป็นจุดแข็งที่พาทีมโกงตายและปิดจ๊อบได้อย่างยอดเยี่ยม

แผนลับ 5 เฟสสู่บัลลังก์แชมป์

บนผนังห้องแต่งตัวในสนามซ้อมของอาร์เซนอล มีภาพเงาขนาดใหญ่ของถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกประดับอยู่ พร้อมกับข้อความที่สลักไว้ว่า “Together We Make History” (เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์) ภาพเงาและข้อความนี้ถูกติดตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่อาร์เตตาก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยถูกออกแบบมาให้ระบบไฟส่องสว่างทำงานโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อพลพรรคปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกได้เท่านั้น

และในที่สุด แสงสว่างที่แฟนบอลเฝ้ารอก็ถูกเปิดขึ้นเสียที หลังจากแมนฯ ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธ 1-1 ส่งผลให้อาร์เซนอลผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 14 อย่างเป็นทางการ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/en/news/4662274/how-mikel-arteta-changed-arsenal-culture-and-turned-them-into-premier-league-champions

เจมส์ ออลลีย์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังจาก อีเอสพีเอ็น รายงานบรรยากาศสุดเหวี่ยงว่า นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชต่างรวมตัวลุ้นผลแข่งขันอยู่ไม่ไกลจากผนังรูปถ้วยรางวัลนั้น และทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดยาว งานปาร์ตีฉลองแชมป์ก็เริ่มขึ้นยาวจนถึงรุ่งเช้า โดยมีภาพของ ดีแคลน ไรซ์ และ บูกาโย ซากา ยืนฉลองอยู่หน้าสนามเอมิเรตส์ตอนตี 5 แม้กระทั่ง “วิน” (Win) สุนัขประจำสโมสรพันธุ์ช็อกโกแลตลาบราดอร์ ก็ยังได้รับของเล่นชิ้นใหม่เป็นตุ๊กตารูปขวดแชมเปญ

นี่ไม่ใช่โชคช่วยหรือความบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “แผนการ 5 เฟส” ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยฝีมือของอาร์เตตา และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคอย่าง เอดู กัสปาร์ โดย อีเอสพีเอ็น ได้นำข้อมูลเชิงลึกมาเปิดเผยให้เห็นพิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จนี้

เอดู อดีตกองกลางชุดแชมป์ไร้พ่าย เปิดใจผ่านบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟถึงวันที่เขาเข้ามารับงานบริหารสโมสรในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ อูไน เอเมรี กำลังคุมทีมอยู่ ทว่าบรรยากาศในห้องแต่งตัวตอนนั้นแตกร้าว ผลงานดิ่งลงเหว จนสุดท้ายเอเมรีถูกปลด

เอดูเล่าว่า ก่อนที่อาร์เตตาจะมา เขาได้เสนอแผนงาน 5 ปีให้แก่ สแตน โครเอนเก และ จอช โครเอนเก สองพ่อลูกเจ้าของสโมสรฟัง และเมื่อถึงเวลาต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ เขาได้โทรศัพท์หาอาร์เตตา ซึ่งขณะนั้นเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี

“ในการโทรศัพท์คุยกันครั้งแรก ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เราคลิกกันทันทีเหมือนเพื่อนสนิท ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ เราคุยกันเป็นชั่วโมงโดยไม่ได้พูดเรื่องฟุตบอลเลย” เอดู เผยกับ อีเอสพีเอ็น “หลังจากนั้นเราก็นัดประชุมกัน ผมกางแผนงานสร้างทีม 5 ปีให้เขาดู ส่วนมิเกลก็กางแผนของเขาออกมา ปรากฏว่าแผนของเราสอดรับกันอย่างเหลือเชื่อ เราเลยปรับจูนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแผนเดียว”

แล้วแผนการ 5 เฟสที่ว่านั้น มีรายละเอียดที่พลิกโฉมสโมสรอย่างไรบ้าง? อีเอสพีเอ็น ได้ถอดรหัสออกมาดังนี้

เฟสที่ 1: ล้างบางเนื้อร้าย ปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่

เอดูเล่าว่า ขั้นตอนแรกยากที่สุดคือการ “โละนักเตะเก่าที่ไม่ใช่” ออกจากทีม เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้นักเตะที่มีทัศนคติที่ถูกต้องตรงตามแผนงาน บรรดาสื่อต่างๆ อธิบายช่วงเวลานี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่โหดเหี้ยม เพราะสโมสรยอมหักดิบยกเลิกสัญญาและจ่ายเงินชดเชยก้อนโตให้นักเตะชื่อดังย้ายออกไปทันที ไม่ว่าจะเป็น ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง, เมซุต โอซิล, เฮนริก มคิตาร์ยาน, โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส, ชโคดราน มุสตาฟี, เซอัด โคลาซินัค, วิลเลียน, เอกตอร์ เบเยริน และ นิโกลาส์ เปเป้ เจ้าของสถิติค่าตัวแพงสุดของสโมสรในเวลานั้น

“คุณจินตนาการออกไหมที่เราเดินไปบอกเจ้าของทีมว่า ต้องยอมจ่ายเงินให้นักเตะพวกนี้ย้ายออกไป เพราะพวกเขาไม่มีตลาดรองรับแล้ว” เอดูกล่าวเสริม “พวกเขามีค่าเหนื่อยสูง อายุเกิน 28 ปี และเป็นตัวถ่วงของโปรเจกต์ แต่ครอบครัวโครเอนเกกลับเข้าใจและบอกเราสองคนว่า ลุยเลย พวกคุณได้รับการสนับสนุนจากผมเต็มร้อย”

เฟสที่ 2: ปรับสูตรแมวมอง มองการณ์ไกลไม่สนคำล้อเลียน

หลังล้างบางเสร็จ อาร์เซนอลเบนเข็มไปสู่การเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อยกว่า 24 ปีด้วยค่าตัวที่จับต้องได้ โดยปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ข้อมูลจำลองทางสถิติ หรือ สแตตส์ ดีเอ็นเอ (Stat DNA) ใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานี้เองที่ทีมได้ตัว เบน ไวท์, มาร์ติน โอเดการ์ด และ อารอน แรมส์เดล มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับการผลักดันเด็กปั้นจากอะคาเดมีอย่าง เอมิล สมิธ โรว์ และ บูกาโย ซากา

เอดูยอมรับกับอีเอสพีเอ็นว่า ช่วงที่แฟนบอลทีมอื่นพากันล้อเลียนคำว่า “Trust the Process” (จงเชื่อมั่นในกระบวนการ) นั้น พวกเขาตระหนักดีว่าทีมต้องใช้เวลา “สองปีแรก เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องติดท็อปโฟร์เพื่อไปแชมเปียนส์ลีกด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าการเปลี่ยนไดนามิกและวัฒนธรรมของสโมสรยากขนาดไหน เราบอกกับตระกูลโครเอนเกว่า ขอเวลาเราหน่อย และหลังจากฤดูกาลที่สามร่วมกัน เราจะกลับมาแข็งแกร่งและได้ลุ้นแชมป์ลีกอย่างแน่นอน” แม้จบอันดับที่ 8 สองปีซ้อน ทว่าบอร์ดบริหารก็ยังนิ่งพอที่จะหนุนหลังอาร์เตตาต่อไป

เฟสที่ 3: เติมดีเอ็นเอของผู้ชนะ

เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง อาร์เซนอลก็ขยับสู่เฟสที่ 3 ด้วยการดึงตัวผู้เล่นที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคุ้นเคยกับเกมนัดชิงชนะเลิศเข้ามา เพื่อยกระดับจิตวิญญาณในห้องแต่งตัว นั่นคือการทุ่มเงินรวม 75 ล้านปอนด์คว้าตัว กาเบรียล เชซุส และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก มาจากแมนฯ ซิตี รวมถึงดึง จอร์จินโญ มาร่วมทัพจากเชลซี ซึ่งการเข้ามาของพวกเขาทำให้อาร์เซนอลก้าวกระโดดขึ้นมาลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี ได้อย่างสูสีในฤดูกาล 2022-23 แม้สุดท้ายแผ่วปลายเนื่องจากขนาดทีมและพละกำลังที่เป็นรองก็ตาม

เฟสที่ 4: “ดีแคลน ไรซ์” จิ๊กซอว์พันล้าน และการบริหารทุกรายละเอียด

เอดูสรุปเฟสที่ 4 สั้นๆ กับอีเอสพีเอ็นเพียงสามคำว่า “Bring Declan Rice” (ดึงตัว ดีแคลน ไรซ์ มาร่วมทีม) สโมสรยอมทุบคลังเป็นสถิติสูงถึง 105 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 2023 เพื่อดึงตัวมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษรายนี้มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับ ไค ฮาแวร์ตซ์, ยูร์เรียน ทิมเบอร์ และ ดาบิด รายา

ขอบคุณภาพจาก  https://www.theguardian.com/football/2024/nov/05/transfer-frustrations-and-the-joorabchian-connection-edus-arsenal-exit-explained

“เราต้องการนักเตะอังกฤษระดับท็อปที่มีชื่อเสียงดีเยี่ยมในทุกด้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นแกนหลักให้ทีมไปอีก 10 ปี ตอนนั้นใครจะวิจารณ์เรื่องค่าตัวเราไม่สน เพราะเรามั่นใจว่าไม่มีกำแพงเรื่องราคาจะมาหยุดเราจากการซื้อผู้เล่นคนนี้ได้”

นอกจากเม็ดเงินมหาศาลแล้ว อาร์เตตายังแสดงความคลั่งไคล้ในรายละเอียดเพื่อสร้างความสามัคคี เขาพาสุนัขบำบัดอย่าง “วิน” เข้ามาอยู่ในแคมป์ และยังปลูกต้นมะกอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลเอาใจใส่ทุกวัน นักข่าวหลายสำนักเคยรายงานถึงมุกการปลุกใจแปลกๆ ของเขา เช่น ยกเครื่องซักผ้ามาตั้งหน้าสัปดาห์ที่ต้องไปเยือนแอนฟิลด์ หรือล่าสุดในฤดูกาลนี้คือ จุดกองไฟในสนามซ้อมแล้วให้นักเตะโยน “ความรู้สึกเชิงลบ” ทิ้งลงไปในกองไฟเพื่อลดความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย

หลังจบด้วยรองแชมป์ซ้ำๆ ในฤดูกาลปัจจุบันอาร์เตตาก็ได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร ภายใต้การนำทีมของ อันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ ที่เข้ามาแทนเอดูปลายปี 2024 อาร์เซนอลทุ่มเงินอีกกว่า 250 ล้านปอนด์ คว้านักเตะอย่าง วิกเตอร์ โยเคเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดิ, เอเบเรชี เอเซ, โนนี มาดูเอเก และ ปิเอโร อิงกาปิเอ มาร่วมทีมเพื่อเพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่พอที่จะสู้ในทุกถ้วย

ความคลั่งไคล้ในรายละเอียดของอาร์เตตาส่งผลให้สถิติต่างๆ ในฤดูกาลนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ อาร์เซนอลกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่โดนใบแดงเลย และไม่เสียจุดโทษแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังมีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ โดยได้ประตูจากลูกเตะมุมถึง 18 จาก 71 ประตูในลีก และที่สำคัญคือ พวกเขากลายเป็นทีมที่เขี้ยวลากดิน ชนะด้วยสกอร์ 1-0 ถึง 11 นัดรวมทุกรายการ รวมถึง 3 นัดหลังสุดที่ส่งพวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์

เฟสที่ 5: สร้างนิสัยของผู้ชนะ และก้าวสู่อนาคต

“เฟส 4 และ 5 มันคาบเกี่ยวกันอยู่” เอดูกล่าวทิ้งท้ายกับออลลีย์ “มันคือช่วงเวลาที่เราต้องเริ่มชนะและคว้าแชมป์ให้ได้ และเฟส 5 คือการรักษามาตรฐานให้อยู่ในจุดนั้นอย่างมั่นคง ไปเล่นแชมเปียนส์ลีกสม่ำเสมอ คว้าถ้วยรางวัลเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ เอดูยังได้กล่าวยกย่องอดีตเพื่อนร่วมงานว่า “สำหรับผม มิเกลกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก ถ้าตอนนี้เขายังไม่ใช่ แน่นอนว่าเรามีทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา หรือ หลุยส์ เอ็นริเก แต่เขาคือท็อป 3 ของโลกตอนนี้แน่นอน และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอีกไม่ช้า ด้วยวิธีคิดและการปฏิบัติตัวของเขา ยิ่งถ้าเขาได้ประสบการณ์มากกว่านี้ เขาจะไปถึงจุดนั้นอย่างไร้ข้อกังขา”

5 นัดปาฏิหาริย์ หักด่านแมนฯ ซิตี

อาร์เซนอลสิ้นสุดการรอคอย 22 ปีอย่างเป็นทางการทันทีที่แมนฯ  ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธในเกมตกค้าง แบบไม่ต้องลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้ายของฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ฟิลิป ดันแคน ผู้สื่อข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนท์ ได้คัดเลือก “5 เกมกุญแจสำคัญ” ที่พาทีมของ มิเกล อาร์เตตา ไปถึงดวงดาว

1. สเปอร์ส 1-4 อาร์เซนอล (22 กุมภาพันธ์) : ถล่มอริร่วมเมือง ดับเสียงวิจารณ์

ก่อนเกมนอร์ธลอนดอนดาร์บี บรรดากูรูต่างตั้งคำถามถึงสภาพจิตใจของอาร์เซนอล หลังจากทีมทำแต้มหลุดมือเมื่อเสมอกับเบรนท์ฟอร์ดและวูล์ฟแฮมป์ตัน ความกดดันถาโถมเข้าใส่ผู้เล่นของอาร์เตตาอย่างหนักก่อนไปเยือนรังของคู่อริตลอดกาล

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหนือชั้น เกมรุกของปืนใหญ่ระเบิดฟอร์มเก่ง โยเคเรสและเอเซแท็กทีมกันเหมาคนละสองประตู พลพรรคเดอะกันเนอร์สบุกถล่มสเปอร์สคาบ้าน 4-1 ชัยชนะไม่เพียงแต่ทำลายเสียงวิจารณ์ แต่ยังส่งให้อาร์เซนอลโกยแต้มหนีห่างแมนฯ ซิตี ถึง 5 คะแนนเต็ม

2. อาร์เซนอล 2-0 เอฟเวอร์ตัน (14 มีนาคม) : กำเนิดเทพนิยายเด็กอายุ 16 ปี

เกมนี้เป็นเกมที่อึดอัดและตึงเครียดที่สุดเกมหนึ่ง อาร์เซนอลเจาะบล็อกเกมรับที่จัดระเบียบมาอย่างดีของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ ไม่เข้า จนกระทั่งนาทีที่ 74 อาร์เตตาตัดสินใจทำสิ่งท้าทายด้วยการส่ง แม็กซ์ ดาวแมน นักเรียนชั้นเกรด 11 ลงสนาม และเด็กคนนี้คือผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรอย่างแท้จริง

นาทีที่ 89 ดาวแมนแผลงฤทธิ์แอสซิสต์ให้โยเคเรสพังประตูปลดล็อกได้ เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไอ้หนูมหัศจรรย์วัย 16 ปี กับอีก 73 วัน ยังควบตะบึงไปพังประตูปิดกล่องจากการสวนกลับ กลายเป็นผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก พาทีมเก็บ 3 แต้มล้ำค่า

ขอบคุณภาพจาก  https://paininthearsenal.com/max-dowman-just-made-even-more-premier-league-history-01ks34ka720h

3. แมนฯ ซิตี 2-1 อาร์เซนอล (19 เมษายน) : ความพ่ายแพ้ที่เป็นแรงผลักดัน

นี่คือจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาที่สำคัญที่สุด อาร์เซนอลเยือนเอติฮัด สเตเดียม ด้วยฟอร์มที่ไม่ดีนักหลังชนะแค่เกมเดียวจาก 5 นัดหลังสุด และก็แพ้กลับออกมาจริงๆ ส่งผลให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์หลุดมือไปอยู่ในมือของแมนฯ ซิตี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025

แต่เกมนั้นไม่ใช่งานต้อนหมูเหมือนปีก่อนๆ อาร์เซนอลสู้กับเจ้าบ้านชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังสิ้นเสียงนกหวีด ไรซ์ตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมกลางสนามว่า “มันยังไม่จบ!” และคำพูดนั้นก็กลายเป็นจริง อาร์เซนอลเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็น “เชื้อไฟ” ชนะรวดใน 4 เกมถัดมาโดยไม่เสียเลยแม้แต่ประตูเดียว

4. อาร์เซนอล 3-0 ฟูแลม (2 พฤษภาคม) : ปลดล็อกความกดดันในบ้าน

ตลอดทั้งฤดูกาล แฟนบอลในสนามเอมิเรตส์ต้องลุ้นกันจนตัวเกร็งเสมอ แต่ในเกมกับฟูแลม ความกดดันถูกกระชากทิ้งไป อาร์เซนอลรัวยับ 3-0 จากดับเบิลของโยเคเรส และอีกหนึ่งประตูจากซากา

ชัยชนะนัดนี้ทำให้แฟนบอลกลับมาส่งเสียงเชียร์กระหึ่มและเชื่อมั่นอีกครั้ง พร้อมส่งให้อาร์เซนอลทิ้งห่างแมนฯ ซิตี ไปเป็น 6 คะแนน แม้ทีมของเป๊ปจะเหลือเกมในมืออีกสองนัด แต่สุดท้ายพวกเขาก็สะดุดเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 ทำให้อาร์เซนอลดึงความได้เปรียบกลับมาอยู่ในมือตัวเองอีกครั้ง

5. อาร์เซนอล 1-0 เบิร์นลีย์ (18 พฤษภาคม) : ทีเด็ดลูกเตะมุมพาสู่ประตูชัย

มันอาจไม่ใช่เกมที่เล่นได้สวยงาม แต่คือเกมที่ถูกจดจำไปตลอดกาล เพราะนี่คือเกมที่ส่งให้อาร์เซนอลไปจ่อเส้นชัย ประตูโทนในนาทีที่ 36 มาจากอาวุธเด็ด นั่นคือลูกตั้งเตะ โดยฮาแวร์ตซ์เทกตัวโหม่งลูกเตะมุมตุงตาข่าย

Opta ระบุ อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้สูงถึง 18 ประตู (เป็นสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก) จากประตูรวมทั้งหมด 71 ประตู สะท้อนให้เห็นถึงความเฉียบคมของลูกตั้งเตะที่เป็นอาวุธทำลายล้างหลักในการคว้าแชมป์

ชัยชนะ 1-0 เหนือเบิร์นลีย์บีบให้แมนฯ ซิตี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะบอร์นมัธในเกมนัดถัดมา และเมื่อยอดทีมแห่งแมนเชสเตอร์ทำแต้มหลุดมือ เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของชาวเดอะกูนเนอร์สจึงดังสนั่นพรีเมียร์ลีกหลังว่างเว้นมานาน22 ปี

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

25 ปี “ช้างกระทืบโรง” กลับมาย่ำหญ้าพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

หากเอ่ยฉายา “ช้างกระทืบโรง” แฟนบอลไทยมากมายที่เพิ่งติดตามลีกลูกหนังไม่ถึง 20 ปี อาจส่ายหน้า ถ้าเปลี่ยนเป็น “สกาย บลูส์” ก็อาจตอบว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ความจริงแล้ว สกายบลูส์และช้างกระทืบโรงเป็นฉายาของ “โคเวนทรี ซิตี” สโมสรเก่าแก่อายุกว่า 140 ปี

นักข่าวและสื่อกีฬาไทยเกือบครึ่งศตวรรษที่แล้วตั้งฉายาให้โคเวนทรีว่า “ช้างกระทืบโรง” ซึ่งมาจากโลโกสโมสรที่มีรูปช้างแบกปราสาทอยู่บนหลัง ซึ่งจริงๆ เป็นตราประจำเมืองโคเวนทรี  เมืองใหญ่อันดับ 2 เป็นรองเพียงเบอร์มิงแฮมในมณฑลเวสต์มิดแลนด์ และเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเชอร์บอร์น

ช้างกระทืบโรง เป็นตัวอย่างหนึ่งของเอกลักษณ์การตั้งฉายาของนักข่าวกีฬาไทยยุคก่อน ที่เน้นการแปลสัญลักษณ์ให้เป็นภาพพจน์ที่จดจำง่ายและมีพลัง ขณะที่ “ทีมสีฟ้าอ่อน” ให้ความรู้สึกนุ่มนวลสบายตา แต่การตั้งนักข่าวไทยกลับเลือก “ช้าง” จากตราสโมสร มาสร้างภาพลักษณ์ที่ดุดันน่าเกรงขาม การเติมคำว่า “กระทืบโรง” สื่อถึงการทำลายล้างด้วยพละกำลังมหาศาล บ่งชี้ถึงโคเวนตรีเป็นทีมที่มีความแข็งแกร่งทางกายภาพสูง ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้เป็นทีมรองบ่อนในเชิงแท็กติกและเงินทุนสร้างทีม

ขอบคุณภาพจาก  ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/wp-content/uploads/2026/04/coventry-city-fans-stands-cardboard-1074254277.jpg?resize=2048,1442&quality=90&strip=all

แต่โคเวนทรีตกจากพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ปี 2001 เคยลงไปใช้ชีวิตในลีกทูในฤดูกาล 2017-18 ล่าสุดช้างกระทืบโรงของคนไทยจะขึ้นมาย่ำสนามหญ้าระดับเทียร์ 1 ในฤดูกาล 2026-27 หลังจากห่างหายไปนานถึง 25 ปี

โคเวนตรีได้รับการันตีเลื่อนชั้นหลังจากเสมอ 1-1 ในบ้านของแบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้เหลือการแข่งอีก 3 นัด แฟรงก์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมวัย 47 ปี ชาวอังกฤษ เปิดเผยความรู้สึกว่า “การพาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ โดยเหลืออีก 3 นัด ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจ ผมภูมิใจในตัวทีมงานทุกคน ผมชื่นชมปฏิกิริยาของนักเตะและแฟนๆ มันเทียบเท่ากับสิ่งที่ผมเคยทำได้กับทีมเชลซีในอดีต ทั้งแชมเปียนส์ลีกและพรีเมียร์ลีก แต่การเลื่อนชั้นครั้งนี้ มันเกินความคาดหมาย ผมไม่ได้ดูถูกนักเตะ มันคือการทำงานหนักจนพวกเขาพัฒนาฝีเท้าขึ้นมา ผมภูมิใจมากที่ได้เป็นผู้จัดการทีมของพวกเขา”

ไม่กี่วันถัดมา โคเวนทรีถล่มพอร์ทสมัธ 5-1 จึงสถาปนาเป็นแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ฤดูกาล 2025-26 อย่างเป็นทางการ เป็นแชมป์ระดับเทียร์ 2 สมัยที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในฤดูกาล 1966–67 ยุคที่ยังใช้ชื่อ ดิวิชัน 2

การสรรหาผู้เล่นที่ใช่ และรีดศักยภาพออกมา

ฤดูกาลหน้าจะเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่โคเวนทรีกลับคืนสู่พรีเมียร์ลีก หากย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2001 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่พวกเขาเล่นในลีกสูงสุด (พบกับแบรดฟอร์ด) ซึ่งอังกฤษตอนนั้น โทนี แบลร์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และผู้คนยังตกใจที่ราคาเบียร์พุ่งไปถึง 2 ปอนด์ต่อไพนต์!

เส้นทางของทัพสกายบลูส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พวกเขาเคยดิ่งลงไปถึงลีกทู และต้องเผชิญกับวิกฤตสนามเหย้าจนต้องไปเช่าสนามของ นอร์ทแธมป์ตัน และ เบอร์มิงแฮม เล่น แม้ในยุค มาร์ค โรบินส์ เป็นผู้จัดการทีม เคยพาทีมไต่อันดับขึ้นมาจนเกือบสมหวัง แต่ความพ่ายแพ้ในการดวลจุดโทษนัดชิงเพลย์ออฟกับลูตันเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ก็ยังเป็นบาดแผลฉกรรจ์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง เจ้าของสโมสร ตัดสินใจซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิ์ การหลุดพ้นจากพันธนาการเรื่องค่าเช่า ทำให้สโมสรมีรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และนำไปสู่การแต่งตั้งแลมพาร์ดเข้ามาคุมทีมในเดือนพฤศจิกายน 2024

แลมพาร์ดเข้ามารับงานตอนที่ทีมวนเวียนอยู่เหนือโซนตกชั้น แต่ตำนานนักเตะเชลซีสามารถเปลี่ยนโคเวนทรีให้กลายเป็นทีมใหม่ เขารีดศักยภาพของ ฮาจิ ไรท์ ให้กลายเป็นกองหน้าเบอร์ 9 เต็มตัว และขัดเกลา แบรนดอน โทมัส-อาซานเต จนกลายเป็นดาวยิงที่อันตรายในกรอบเขตโทษ ขณะที่แดนกลางมี แจ็ค รูโดนี แข้งวัย 24 ปีที่แลมพาร์ดยอมรับว่าเห็นเงาร่างของตัวเองอยู่ในนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/coventry-city-championship-title-lampard-37047792

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ต้องยกเครดิตให้ทีมสรรหานักเตะที่เน้นความคุ้มค่า มากกว่าการทุ่มเงินอย่างไร้สติได้แก่ มิลาน ฟาน เอไวค์ 3.4 ล้านปอนด์ จาก ฮีเรนวีน, เอฟรอน เมสัน-คลาร์ก 4.25 ล้านปอนด์ จาก ปีเตอร์โบโร, วิคเตอร์ ทอร์ป 2 ล้านปอนด์ จาก ซาร์ปสบอร์ก และ แบรนดอน โทมัส-อาซานเต 2.25 ล้านปอนด์ จาก เวสต์บรอมวิช

ในเชิงแท็กติกและสไตล์การเล่น แลมพาร์ดไม่ได้เน้นเกมรับ แต่สั่งลุยด้วยสไตล์ “Heavy Metal Press” ที่ดุดัน โดยมี แมตต์ ไกรม์ส และ แฟรงค์ ออนเยกา (ยืมตัวจากเบรนท์ฟอร์ด) เป็นห้องเครื่องสำคัญ แม้ช่วงเดือนธันวาคม โคเวนทรีเคยนำมิดเดิลสโบรห์ถึง 10 แต้ม ก่อนฟอร์มแผ่วจนโดนแซงในเดือนกุมภาพันธ์ แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แข็งแกร่งด้วยการเอาชนะมิดเดิลสโบรห์ 3-1 ที่ซีบีเอส อารีนา และไม่เคยมองย้อนกลับไปอีกเลย

สถิติการพังประตูของทีมก็น่าทึ่ง เพราะไม่ใช่แค่กองหน้าอย่าง ไรท์ หรือ โทมัส-อาซานเต เท่านั้น แต่ทั้ง เอลลิส ซิมส์, เมสัน-คลาร์ก, ซากาโมโตะ รวมถึงกองหลังอย่าง เลียม คิทชิง และ บ็อบบี โทมัส ต่างก็มีชื่อบนสกอร์บอร์ด

ก้าวต่อไปในลีกสูงสุดคือบทพิสูจน์ของจริง แลมพาร์ดทราบดีว่าหากจะอยู่รอดในลีกที่มีมูลค่าการันตีอย่างน้อยปีละ 100 ล้านปอนด์นี้ เขาจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งให้แผงหลังและกองกลางเพิ่ม หากทำได้ โคเวนทรีชุดนี้ก็มีโอกาสที่จะสู้ได้อย่างสูสี

ปลุกทีมด้วยจิตวิทยาและมาตรฐานระดับสูง

ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์เฉลิมฉลองการเลื่อนชั้น หลายคนอาจลืมไปว่า ย่างก้าวแรกๆ ที่แลมพาร์ดเดินเข้าสู่ถิ่นโคเวนทรี เขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงเชียร์ที่กึกก้อง สาเหตุสำคัญมาจากสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างแฟนบอลกับอดีตกุนซือ มาร์ก โรบินส์

แฟนบอลและนักเตะจำนวนมากต่างรู้สึกว่า “พรีเมียร์ลีก” คือพรมลิขิตที่พวกเขาควรไปถึงภายใต้การนำของโรบินส์ ผู้ชุบชีวิตสโมสรขึ้นมาจากลีกทู ตลอดระยะเวลา 7 ปีแห่งหยาดเหงื่อและน้ำตาจนเกือบทำสำเร็จในนัดชิงเพลย์ออฟปี 2023 การถูกปลดของเขาในเดือนพฤศจิกายน 2024 จึงสร้างความรู้สึก “ใจสลาย” และ “สะอิดสะเอียน” ให้กับแฟนบอลในตอนนั้น

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/38853472/frank-lampard-coventry-city-promotion-wait-premier-league/

แต่ ดัก คิง เจ้าของสโมสรผู้เป็นนักธุรกิจ มองต่างออกไป เขาเชื่อว่าห้องแต่งตัวต้องการ “เสียงใหม่” และมองเห็นโอกาสทางการค้าจากการดึงซูเปอร์สตาร์มานั่งเก้าอี้กุนซือ และวันนี้ หลังผ่านไป 18 เดือน การตัดสินใจที่เดิมพันด้วยความเสี่ยงนั้นได้กลายเป็นความถูกต้อง

ในวันแรกที่มาถึง แลมพาร์ดเรียกทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักเตะ สตาฟฟ์โค้ช เชฟ จนถึงพนักงานทำความสะอาด มาเจอกันในโรงยิม และบอกกับพวกเขาว่า “ขอบฟ้าคือขีดจำกัดของโคเวนทรี” 

แฮร์รี คอลเลดจ์ แฟนบอลรุ่นที่ 5 ของสโมสร ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าแผนกชุดแข่ง เล่าถึงผลกระทบที่แลมพาร์ดมีต่อทีมว่า มันคือเรื่องของ “มาตรฐาน” ที่เข้มงวดและการขับเคลื่อนที่ไร้ความปรานี ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับสมัยที่แลมพาร์ดเป็นนักเตะ

“เขาทำให้ผมอยากออกไปวิ่งรอบสนาม! เขาปลุกวิญญาณผู้ชนะให้กลับมาสู่สโมสร วิธีที่เขามองเกมฟุตบอลนั้น น่าเหลือเชื่อมาก และเขามักจะนำประสบการณ์ส่วนตัวมาถ่ายทอดว่าสถานการณ์ไหนในเกมที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้” คอลเลดจ์กล่าว

แลมพาร์ดไม่ใช่ผู้จัดการทีมประเภทชอบตะโกนด่าทอ เขาเป็นคนใจเย็น แต่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงประเด็น ทุกเช้าเขาจะเดินทางจากลอนดอนมายังสนามซ้อม และมักจะพักค้างคืนที่โคเวนทรีเพื่อลงรายละเอียดในสนามซ้อมร่วมกับมือขวาอย่าง โจ เอ็ดเวิร์ดส์ อย่างใกล้ชิด

ภายใต้การนำของแลมพาร์ด นักเตะหลายคนพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตัวอย่างเช่น เจย์ ดา ซิลวา แบ็กซ้าย และ แจ็ค รูโดนี กองกลางที่เริ่มมีสไตล์การเติมเกมบุกที่ลึกลับเหมือนตัวแลมพาร์ดเอง, ฮาจิ ไรท์ กองหน้าที่ระเบิดฟอร์มทำแฮตทริกในเกมสำคัญกับคู่แข่งลุ้นเลื่อนชั้นอย่างมิดเดิลสโบรห์เมื่อเดือนที่แล้ว, คาร์ล รัชเวิร์ธ ผู้รักษาประตูที่ยืมตัวมาจากไบรท์ตัน และ แฟรงค์ ออนเยกา ที่ยืมตัวมาจากเบรนท์ฟอร์ดในเดือนมกราคม เพื่อเติมคุณภาพในช่วงที่ทีมเริ่มแผ่ว

อย่างไรก็ตาม การเซ็นสัญญาที่สำคัญที่สุดคือการคว้าตัว แมตต์ ไกรม์ส กัปตันทีมจากสวอนซีด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ เมื่อเดือนมกราคม 2025 แลมพาร์ดมอบอำนาจให้ไกรม์สเป็นเหมือนผู้จัดการทีมในสนาม คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ จอห์น เทอร์รี สมัยอยู่ที่เชลซี

เบื้องหลังความสำเร็จที่หลายคนอาจไม่รู้คือบทบาทของ แคลร์-มารี โรเบิร์ตส์ ผู้อำนวยการด้านผลงาน (Performance Director) เธอเป็นนักจิตวิทยาชำนาญการที่นำ “เครื่องมือประเมินทางจิตวิทยามาตรฐานทองคำ” (Psychometric Instrument) มาใช้ในการคัดเลือกนักเตะและการฟื้นฟูร่างกาย

โรเบิร์ตส์ทำงานใกล้ชิดกับ คริส โจนส์ โค้ชทีมชุดแรกที่มีประสบการณ์โชกโชนจากเชลซีในยุคของ โชเซ มูรินโญ, อันโตนิโอ คอนเต และ โธมัส ทูเคิล ระบบนี้ช่วยคัดกรองให้นักเตะใหม่มี “ลักษณะนิสัย” ที่เข้ากับทีมได้ทันที ซึ่งแลมพาร์ดมักให้เครดิตกับความสามัคคีและทัศนคติของนักเตะที่ทำให้ทีมทำผลงานได้เกินความคาดหมายเมื่อเทียบกับงบประมาณค่าเหนื่อยที่อยู่ในระดับกลางตารางเท่านั้น

หนทางสู่พรีเมียร์ลีกไม่ได้เรียบหรู ในช่วงฤดูหนาว โคเวนทรีเคยเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับมิดเดิลสโบรห์ แต่ในห้องแต่งตัวกลับไม่มีความตื่นตระหนก ชัยชนะ 3-1 เหนือ “โบโร่” ที่ซีบีเอส อารีนา กลายเป็นจุดไฟแห่งความเชื่อมั่นให้ลุกโชนอีกครั้ง

แลมพาร์ดพยายามอย่างหนักในการสร้างความสัมพันธ์กับแฟนบอล แม้ในตอนแรกเขาไม่ค่อยถนัดกับการทำท่า “Fist Pumps” (ชูกำปั้นฉลองชัย) ต่อหน้าสแตนด์ฝั่งเจ้าบ้าน แต่เขาก็รู้ว่า นั่นคือสิ่งสำคัญในการเชื่อมต่อกับสาวก “สกายบลูส์” เขายังสนับสนุนการนำวง The Enemy มาเล่นสดก่อนเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดยเพลง “We’ll Live and Die in These Towns” ได้กลายเป็นเพลงมาร์ชแห่งการคืนชีพของทีมไปโดยปริยาย

จากความล้มเหลวสู่การทวงคืนศักดิ์ศรี

แม้แฟนบอลโคเวนทรีกำลังมองไปยังอนาคตในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า แต่พวกเขายังมีความทรงจำกับการเดินทางตลอด 1 ใน 4 ของศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของฟุตบอล แต่มันคือมหากาพย์แห่งความอดทน นับตั้งแต่เสียงนกหวีดสุดท้ายในปี 2001 สโมสรนี้ก็ได้ก้าวเข้าสู่ “อุโมงค์ที่มืดมิด” ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/11710/13529274/coventry-city-back-on-the-cusp-of-the-premier-league-after-25-years-away

ในอดีต โคเวนทรีได้ชื่อว่าเป็น “จอมรอดตาย” โดยเคยหนีตกชั้นในวันสุดท้ายได้ถึง 10 ครั้ง แต่ในปี 2001 ภายใต้การคุมทีมของ กอร์ดอน สตราคัน ปาฏิหาริย์ก็หมดลง พวกเขาแพ้ แอสตัน วิลลา 2-3 ทั้งที่นำก่อน 2-0 ส่งผลให้ต้องตกชั้นสู่ลีกรองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1967 คริส เคิร์กแลนด์ นายทวารในวันนั้น กล่าวอย่างเจ็บปวดว่า “สโมสรไม่เคยเหมือนเดิมอีกเลย”

ความพยายามกลับสู่พรีเมียร์ลีกล้มเหลวตลอด 11 ปีในแชมเปียนชิพ พวกเขาจบด้วยครึ่งบนของตารางได้เพียง 3 ครั้ง ก่อนเผชิญวิกฤตการเงินและเจ้าของทีมที่อื้อฉาวอย่าง ซิซู แคปิตอล จนร่วงลงสู่ลีกวันในปี 2012 ซึ่งเป็นการลงมาเล่นระดับดิวิชัน 3 ครั้งแรกในรอบ 48 ปี

ฝันร้ายที่รุนแรงที่สุดคือเรื่องของ “บ้าน” ในปี 2013 ข้อพิพาทเรื่องสนาม ริโคห์ อารีนา ทำให้โคเวนทรีต้องระเหเร่ร่อนไปเล่นที่เมืองนอร์ทแธมป์ตัน ซึ่งห่างออกไปถึง 70 ไมล์ แฟนบอลประท้วงอย่างหนักเพื่อให้ทีมได้กลับมาเล่นในเมืองตัวเอง แม้ได้กลับมาในปีถัดมา แต่ความตกต่ำก็ยังไม่หยุดยั้ง เมื่อทีมร่วงลงสู่ลีกทูหรือระดับดิวิชัน 4 ในปี 2018 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1959

อย่างไรก็ตาม แสงสว่างเริ่มปรากฏเมื่อ มาร์ค โรบินส์ กลับมาคุมทีมเป็นรอบที่สอง เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ อีเอฟแอล โทรฟี ที่เวมบลีย์ ต่อหน้าแฟนบอลกว่า 4 หมื่นคน และพาทีมเลื่อนชั้นรวดเดียว 2 ระดับในเวลาเพียงไม่กี่ปี แม้ต้องไปเช่าสนาม เซนต์ แอนดรูวส์ ของเบอร์มิงแฮม เป็นสนามเหย้าชั่วคราวอีกครั้งก็ตาม

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ ดัก คิง นักธุรกิจท้องถิ่น เข้ามาซื้อกิจการต่อจากกลุ่มซิซูในปี 2022 เขาปลดเปลื้องภาระหนี้สินและสร้างความหวังใหม่ แม้ทีมพ่ายจุดโทษในนัดชิงเพลย์ออฟต่อ ลูตัน ทาวน์ จนพลาดตั๋วพรีเมียร์ลีกอย่างน่าเสียดาย แต่รากฐานที่วางไว้ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้น

ในฤดูกาล 2024-25 การตัดสินใจปลดโรบินส์และแต่งตั้งแลมพาร์ด สร้างความกังขาในตอนแรก แต่แลมพาร์ดพิสูจน์ตัวเองด้วยการพาทีมจากอันดับ 17 ขึ้นไปถึงรอบเพลย์ออฟ แม้แพ้ซันเดอร์แลนด์ในรอบตัดเชือก แต่เขาก็สร้างขวัญกำลังใจให้ทีมอย่างมหาศาล

ฤดูกาล 2025-26 คือปีที่ประวัติศาสตร์สโมสรต้องจารึก โคเวนทรีปิดดีลซื้อสนาม ซีบีเอส อารีนา กลับมาเป็นของตัวเองได้สำเร็จในรอบ 20 ปี, โคเวนทรีไม่แพ้ใครใน 12 เกมแรก และในที่สุด พวกเขาก็คว้าตั๋วกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ สิ้นสุดการรอคอยอันยาวนาน 25 ปี

จากความล้มเหลวทางการเงิน การถูกขับไล่จากสนามเหย้า และการดิ่งลงสู่ลีกต่ำสุด วันนี้ “สกายบลูส์” หรือ “ช้างกระทืบโรง” ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีอุโมงค์ใดที่ยาวเกินไป หากมีความทะเยอทะยานและความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเลื่อนชั้น แต่เป็นการ “ทวงคืนบ้าน” และ “ศักดิ์ศรี” ของชาวโคเวนทรีอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

มิติใหม่! “ลาลีกาไทย” จัดแคมเปญย้อนยุค “Retro Matchday” เชื่อมแฟชั่น-ฟุตบอล

ทีม KMD ขอขอบคุณ และยินดีที่ได้ร่วมจัดงาน “ลาลีกาไทย” รวมพลย้อนวันวาน โหมโรงก่อนแมตช์เดย์ย้อนยุคในแคมเปญ “Retro Matchday” ผสมผสานฟุตบอล กับแฟชั่น พร้อมกราฟิกถ่ายทอดสดสไตล์วินเทจ 10-13 เมษายนนี้

“ลาลีกา ประเทศไทย” ได้จัดกิจกรรมรวมพลสื่อกีฬา อินฟลูเอนเซอร์ และพาร์ทเนอร์ ในอีเวนท: The Eternal Classics” เพื่อโหมโรงก่อนแคมเปญ Retro Matchday หรือ “แมตช์เดย์ย้อนยุค” ของลาลีกา ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10-13 เมษายน ในแมตช์เดย์ที่ 31 ของ LALIGA EA SPORTS และ แมตช์เดย์ที่ 35 ของ LALIGA Hypermotion พร้อมย้ำความสำคัญของตลาดฟุตบอลไทยในสายตาของลีกสเปน ลาลีกา ที่มีตัวแทนประจำประเทศไทย มาแล้วกว่า 7 ปี

โดยเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา ณ สนาม Super Star Arena ลาดพร้าว 80 ลาลีกา นายอนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย ได้เชิญสื่อกีฬา เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ และพาร์ทเนอร์ มาร่วมทำกิจกรรมเตะฟุตบอลกระชับมิตร พบปะพูดคุยกัน และทานอาหารหลังเกมร่วมกัน นำโดย เจมส์ ลา ลีกา, เบน บาร์ซ่าเข้าเส้น by แฟนพันธุ์แท้บาร์ซ่า, ขวัญ ลามาเซีย, Real Madrid Thailand Fanclub, สมต่วยวัยรุ่นชุดขาว, ต้องซุย และตัวแทนจาก Thairath, T-Sports 7, ช่อง 7, Ari, Puma Thailand, หอการค้าสเปน-ไทย, สถานทูตสเปน รวมทั้งสิ้นกว่า 50 คน

นายอนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย กล่าวว่า “แคมเปญย้อนยุคนี้ถือเป็นมิติใหม่ของลาลีกาที่เชื่อมโยงโลกของแฟชั่นกับฟุตบอลเข้าด้วยกัน และเป็นการแสดงประวัติศาสตร์ และเอกลักษณ์ของแต่ละสโมสรออกมา ให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน ผ่านเสื้อฟุตบอลสไตล์ย้อนยุค ซึ่งเป็นที่นิยมในระดับหนึ่งในบรรดาแฟนฟุตบอลชาวไทยด้วย”

สำหรับแคมเปญ “แมตช์เดย์ย้อนยุค” ถือเป็นส่วนหนึ่งในแคมเปญใหญ่ของลีกอย่าง 42Legacies, 42 Way of Winning ที่จัดขึ้นเพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นของลีกที่จะรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละสโมสร พร้อมกับการพัฒนาประสบการณ์การเข้าถึงลีกสำหรับแฟน ๆ ภายใต้ไอเดีย “A Living Legacy” (ตำนานที่ยืนยาว) เพื่อเชื่อมโยงอดีตและปัจจุบัน โดยนำค่านิยมและเอกลักษณ์ของสโมสรในอดีตมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคปัจจุบัน

ในแคมเปญ Retro Matchday ทีมในลีกจะใส่เสื้อดีไซน์พิเศษ สไตล์ย้อนยุค โดยใช้แรงบันดาลใจจากยุคสมัยหรือดีไซน์เสื้อในอดีต รวมไปถึงเสื้อของผู้ตัดสินในแมตช์เดย์นั้น และลูกฟุตบอลที่จะใช้แข่งด้วย

แคมเปญนี้ถือเป็นการรวมฟุตบอลกับโลกของแฟชั่นเข้ามาในแคมเปญเดียวกัน โดยเสื้อแข่งของแมตช์เดย์นี้ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Madrid Fashion Week ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีเวนท์สำคัญในวงการแฟชั่นด้วย

นอกจากเสื้อแข่งและลูกฟุตบอลแล้ว ลาลีกา จะเปิดตัวกราฟฟิกสไตล์ย้อนยุคในช่วงการถ่ายทอดสดทุกเกมในแมตช์เดย์ย้อนยุคที่จะถึงนี้ และจะมีกิจกรรมเสริมอื่น ๆ สำหรับแฟนบอลในช่วงแคมเปญนี้ เช่นการร่วมงานกับพิพิธภัณฑ์ฟุตบอลอย่าง LEGENDS, The Home of Football และคอนเทนต์ในโซเชียล มีเดีย เป็นต้น

สำหรับใครที่สนใจ สามารถติดตามชมกิจกรรม และคอนเทนต์ต่างๆ ของ Retro Matchday ได้ที่ช่องทางโซเชียลของลาลีกา และชมการถ่ายทอดสดแมตช์เดย์ที่ 31 ของ LALIGA EA SPORTS และ แมตช์เดย์ที่ 35 ของ LALIGA Hypermotion ได้ที่ บีอิน สปอร์ตส์ และทรูวิชั่นส์ นาว ตั้งแต่วันที่ 10-13 เมษายนนี้

สุดท้าย ทีม KMD ขอขอบคุณทุก ๆ คนที่มีส่วนร่วมในงานนี้อีกครั้ง และเตรียมพบกับงานชิ้นต่อ ๆ ไปของเราได้อีกเร็ว ๆ นี้ รวมถึงข้อเสนอแนะ และติดต่อการจัดจ้างงานอีเวนท์ต่าง ๆ กับเราได้ตลอดเวลาค่ะ

ดูภาพเพิ่มเติม : https://drive.google.com/drive/u/0/folders/1aoZsC5uDmGzfM9gqinutdGkyfkMbdjkx

Categories
Feature

เจมส์ มิลเนอร์ พรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล 657 เกม และยังเดินหน้าต่อไป

ณ Amex Stadium วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เกมนัดที่ 31 ของซีซั่น ไบร์ทตัน เปิดรังเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 โดยบ้านมีมิดฟิลด์วัย 40 กะรัต เจมส์ มิลเนอร์ บัญชาทัพเหนือทีมเก่าของเขา หงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้อย่างน่าทึ่ง

ตารางนกหวีดเริ่มเกมนั้นคือหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเส้นทางต่อไปเรื่อย ๆ มิลเนอร์เพราะว่าแมตช์พรีเมียร์ลีกนัดที่ 657 ค่อย ๆ ขยับเจ้าของสถิติสูงสุดเดิม แกเรธแบร์รีที่ตัวเลข 653 เผชิญซึ่งยืนยงมาต่อเนื่อง 2017 

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตเจ้านายคู่ใจที่ลิเวอร์พูล เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “การลงเล่นถึงจำนวนนี้เปรียบได้กับการลงจอดบนดวงจันทร์ มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันคือสิ่งพิเศษชั่วนิรันดร์”

แต่การจะเข้าใจว่า มิลเนอร์เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องถอยหลังกลับไปไกลถึง 24 ปีก่อน ในยุคที่ฟุตบอลยังเป็นโลกของชายชาตรีที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

จากเด็กขัดรองเท้า สู่ปาฏิหาริย์ที่เอลแลนด์ โรด

ย้อนกลับยังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2002 ในสนามอัพตัน พาร์ค ของเวสต์แฮม มิลเนอร์ ซึ่งเข้าร่วมอะคาเดมีของลีดส์ขณะอายุ 10 ขวบ ถูกส่งลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรก แทน เจสัน วิลคอกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่ลีดส์ชนะอย่างตื่นเต้น 4-3 วันนั้นเขาลงเล่นในยูนิฟอร์มที่เขาภาคภูมิใจ โดยมีคุณพ่อปีเตอร์นั่งลุ้นอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน และทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 (16 ปี 309 วัน) ที่ลงแข่งขันในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47850214/how-james-milner-broke-premier-league-appearances-record

ตอนนั้น มิลเนอร์คือเด็กหนุ่มจากย่านฮอร์สฟอร์ธที่เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของลีดส์ เขาโตมากับการสวมเสื้อที่มีชื่อของ โทนี เยบัวห์ และ โทนี ดอริโก อยู่บนแผ่นหลัง ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 70 ปอนด์ในฐานะเด็กฝึกหัด (YTS) ซึ่งในสมัยนั้น การเป็นนักเตะอาชีพไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา แม้มิลเนอร์เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด (16 ปี 356 วัน) ที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2002 แต่ภารกิจหลังจบเกมของเขายังคงเดิม คือการเก็บเสื้อผ้าสกปรกในห้องแต่งตัว และขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ทีม U18 แม้ว่าตัวเองขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่แล้วก็ตาม

ลูซี วอร์ด ครูและที่ปรึกษาของเขาในตอนนั้นเล่าว่า มิลเนอร์มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ในขณะที่คนอื่นเริ่มมีสัญญาจ้างราคาแพงและไขว้เขวไปกับชื่อเสียง แต่มิลเนอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เขาถูกขัดเกลามาในระบบที่เข้มงวด แม้แต่การไปซ้อมเขาก็ยังเป็นคนวิ่งไปเก็บลูกบอลที่เตะออกนอกสนามจนขาเป็นแผลถลอกปอกเปิก

ไซมอน ริกซ์ มือเบสวง Kaiser Chiefs และแฟนตัวยงของลีดส์ ยังจำภาพเด็กหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ “เขานี่แหละคือทรัพย์สินอันล้ำค่าของเรา แต่เขากลับต้องเป็นคนที่วิ่งเข้าไปในพงหญ้าหลังโกลเพื่อหาลูกบอลที่เตะหายไป นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าเขามีคุณลักษณะที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้นานกว่าใคร”

บทเรียนจากความยากลำบาก และวาทะของซูเนสส์

ต้นฤดูกาล 2003-04 หรือปีที่ 2 กับทีมชุดใหญ่ มิลเนอร์ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์ 1 เดือนกับ สวินดอน ในดิวิชัน 2 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด ทำได้ 2 ประตูในการพบกับปีเตอร์โบโรห์และลูตัน

แม้ได้เล่นพรีเมียร์ลีกซีซันนั้นถึง 30 นัด แต่ความฝันที่ลีดส์จบลงด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสโมสรประสบปัญหาทางการเงินและต้องตกชั้นในปี 2004 มิลเนอร์ ซึ่งเล่นให้ลีดส์ 2 ฤดูกาล ทำ 5 ประตูจาก 54 นัดรวมทุกรายการ (5 ประตู 48 นัดเฉพาะพรีเมียร์ลีก) ต้องอำลาสโมสรที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก ย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยความไม่เต็มใจ หลังจากตัวเขาปฏิเสธข้อเสนอของสเปอร์สเพราะสโมสรตั้งห่างไกลจากบ้านครอบครัว

แต่สิ่งที่แสดงถึงความใจเด็ดของมิลเนอร์คือ การยอมสละเงินโบนัสความซื่อสัตย์ (Loyalty Bonus) จำนวน 150,000ปอนด์ เพื่อช่วยพยุงฐานะการเงินของสโมสรบ้านเกิด ลูซี วอร์ด ยืนยันว่ามิลเนอร์ทำไปเพราะจิตใจที่อยากช่วยเหลือสโมสรอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายกยอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/latest-news/graeme-souness-admits-he-regrets-james-milner-comment/

หลังร่วมทีมนิวคาสเซิลไม่นานนัก มิลเนอร์ ซึ่งเซ็นสัญญา 5 ปี และย้ายทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ต้องเผชิญหน้ากับ แกรม ซูเนสส์ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ไบรอัน ร็อบสัน ปลายเดือนสิงหาคม 2004 ทำให้สถานภาพในทีมของมิลเนอร์เปลี่ยนไป โดยต่อมา ซูเนสส์ได้พูดประโยคซึ่งกลายเป็นตราบาปในอาชีพของมิลเนอร์ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้หรอก ถ้าในทีมมีแต่คนอย่าง เจมส์ มิลเนอร์”

ซูเนสส์ได้กล่าวเช่นนั้นหลังจากส่งมิลเนอร์ให้แอสตัน วิลลา ยืมตัวในฤดูกาล 2005-06 เมื่อซื้อ โนลแบร์โต โซลาโน จากทีมสิงห์ผงาด โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง

ในตอนนั้น ซูเนสส์ไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามมิลเนอร์เป็นนักเตะที่แย่ แต่เขาต้องการสื่อว่า ในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีนักเตะประเภทที่เป็นตัวตัดสินเกมหรือพวกพรสวรรค์สูงรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักเตะประเภทขยันและมีวินัยเพียงอย่างเดียว

แม้คำพูดนี้ทำให้มิลเนอร์เจ็บปวด แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เขาพิสูจน์ให้ซูเนสส์เห็นว่าคิดผิด ด้วยการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลเมื่อ เกลนน์ โรเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเยาวชน ถูกเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนซูเนสส์ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 และมี อลัน เชียร์เชอร์ เป็นผู้ช่วยขณะยังเป็นนักเตะด้วย

ต่อมา มิลเนอร์ย้ายไปเฉิดฉายที่วิลลาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนเข้าตาสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2010 โดยมีมูลค่าย้ายทีมประมาณ 26 ล้านปอนด์ รวมการแลกตัวกับ สตีเฟน ไอร์แลนด์

สารพัดประโยชน์และฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ที่ถิ่นเอติฮัด มิลเนอร์แสดงให้เห็นว่าเขาคือ นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ และได้รับความไว้วางใจจากกุนซือทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2012 โดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ เพื่อนสนิทเล่าว่าในช่วงเวลาที่ทีมตกที่นั่งลำบาก มิลเนอร์คือคนที่คอยกระตุ้นทุกคนให้เดินหน้าต่อ

ตัวอย่างสำคัญคือแมตช์กับควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 ที่สนามเอติฮัด และถูกจดจำในฐานะนัดที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มิลเนอร์มีบทบาททั้งในสนามและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

นัดนั้น มิลเนอร์เป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดยมันชินีเลือกใช้เขาเพราะต้องการความขยันและการช่วยเกมรับที่รัดกุม มิลเนอร์ลงเล่นจนถึงนาทีที่ 76 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้ เซร์คิโอ อเกวโร มีพื้นที่ในการบุกมากขึ้น แม้ภาพจำเป็นลูกยิง “AGUEROOOO!!!” ในนาทีที่ 93:20 แต่ในช่วง 70 กว่านาทีแรก มิลเนอร์คือคนที่คอยวิ่งไล่กวดและรักษาสมดุลของทีมท่ามกลางความกดดันมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62930826

ริชาร์ดส์กล่าวถึงมิลเนอร์ว่า “ในฤดูกาล 2011-12 มีช่วงหนึ่งที่เราตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 8 แต้ม (ท้ายสุด สองทีมมี 89 คะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี มีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า) และดูเหมือนความหวังจะริบหรี่ แต่มิลลี (มิลเนอร์) คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาเป็นคนประเภทที่เดินไปทั่วห้องแต่งตัวแล้วบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย แข่งยังไม่จบ เรายังมีโอกาส’ วินัยของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกอายถ้าจะขี้เกียจ”

หลังรับเหรียญชนะเลิศ พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย ร่วมกับ แมนฯ ซิตี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล มิลเนอร์ย้ายแบบฟรีค่าตัวไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 4 มิถุนายน 2015 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีมช่วงต้นสิงหาคมปีเดียวกัน

การได้ตัวมิลเนอร์มาแบบฟรีเอเยนต์ คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในประวัติศาสตร์สโมสร ตลอด 8 ปีที่แอนฟิลด์ เขาคือกระดูกสันหลังที่คลอปป์ใช้สร้างอาณาจักรยุคใหม่ และยังเป็น “มาตรฐาน” ที่ขับเคลื่อนวินัยในห้องแต่งตัวจนทีมก้าวไปสู่จุดสูงสุด

ความมหัศจรรย์ของมิลเนอร์คือ ความสารพัดประโยชน์ ตลอดอาชีพค้าแข้ง 654 นัด เขาลงเล่นตัวจริงถึง 441 นัด และเล่นมาแล้วเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่ว่าปีกขวาที่เขาเริ่มต้นอาชีพ ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง กองกลางตัวรุกหมายเลข 10 หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอก (False Nine) และที่สร้างชื่อที่สุดคือการรับบทแบ็คซ้ายตลอดทั้งฤดูกาล2016-17 ให้กับลิเวอร์พูล

คลอปป์ยอมรับว่า ตอนที่ขอมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้าย มิลเนอร์ไม่ได้แฮปปีนัก เขาบอกคลอปป์ว่า ไม่อยากเล่นทั้งแบ็คซ้ายหรือแบ็คขวา แต่สุดท้าย มิลเนอร์ก็ตอบตกลงเพื่อทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคลอปป์ยกย่องว่าเขามีทักษะพื้นฐานฟุตบอลติดตัวมาดีมาก ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา การเล่นในที่แคบ และวิสัยทัศน์ในการอ่านเกม

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของมิลเนอร์ คือเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของแชมเปียนส์ ลีก (9 ครั้ง) และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลดล็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี รวมถึงถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แม้ในวัยที่เข้าใกล้เลขสี่ เขายังคงชนะการทดสอบสมรรถภาพพรีซีซันเหนือรุ่นน้องในทีมทุกคน และรับหน้าที่เพชฌฆาตจุดโทษผู้เลือดเย็นในวินาทีชี้เป็นชี้ตายเสมอ

คลอปป์ยังระบุด้วยว่า มิลเนอร์คือผู้กุมอำนาจในห้องแต่งตัวที่คอยจัดการเรื่องระเบียบวินัยและค่าปรับทั้งหมด เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้กฎระเบียบและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่คลอปป์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมิลเนอร์ย้ายออกไป ทีมถึงขั้นต้องรื้อระบบจัดการใหม่เพราะไม่มีใครแทนที่ความใส่ใจระดับนี้ได้ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2022/04/he-sets-the-standards-jurgen-klopps-brilliant-praise-for-role-model-james-milner/

การจากไปของมิลเนอร์หลังจบฤดูกาล 2022-23 ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักเตะเบอร์ 7 แต่คือการสูญเสีย “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุ่มเทและหัวใจที่ปิดทองหลังพระ สามารถเปลี่ยนจากนักเตะที่ถูกปรามาสว่า “น่าเบื่อ” ให้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือให้เกียรติอย่างสง่างาม

วิทยาศาสตร์การกีฬาในร่างมนุษย์ และวินัยเหล็ก

อะไรที่ทำให้คนวัย 40 ปียังชนะการทดสอบสมรรถภาพร่างกายพรีซีซันเหนือเด็กอายุ 18? คำตอบคือ “ความมีวินัยขั้นสูงสุด”

เนดุม โอนูโอฮา อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงสมัยทีมชาติชุด U21 ว่า มิลเนอร์จริงจังเรื่องการดื่มน้ำ (Hydration) มากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ผลตรวจปัสสาวะของเขาออกมาดีที่สุดเสมอเพราะเขาตื่นมาดื่มน้ำตลอดคืน จนเพื่อนๆ แกล้งประชดด้วยการดื่มน้ำตามแบบเขาเพื่อหวังจะเอาชนะผลตรวจนั้นบ้าง

แซม อัลลาร์ไดซ์ อดีตผู้จัดการทีมวัย 71 ปี เคยเปรียบเทียบวินัยของมิลเนอร์ว่าเทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด เขาไม่แตะต้องแอลกอฮอล์ ดูแลเรื่องอาหาร หมอนที่ใช้นอน แม้กระทั่งท่ายืนหรือการเดินเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย ขณะที่คลอปป์เคยเล่าว่า เขาต้องสั่งให้มิลเนอร์หยุดวิ่งในการซ้อม เพราะฟิตเกินไปจนน่ากลัว “มิลลี คุณฟิตที่สุดที่นี่แล้ว หยุดวิ่งได้แล้ว!” แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกวัน

หลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล ไบรท์ตันอ้าแขนต้อนรับมิลเนอร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2023 ด้วยสัญญาเพียง 1 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 1 ปี และวันที่ 22 มกราคม 2024 ในเกมเหย้าที่เสมอวูลฟ์ส 0-0 มิลเนอร์ลงสนามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 633 หนี ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ตามหลังแบร์รี (653 นัด) เพียงคนเดียว

15 พฤษภาคม 2024 มิลเนอร์ต่อสัญญาอีก 1 ปี และในการลงสนามพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อ 17 สิงหาคม ซึ่งออกไปชนะ 3-0 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน ทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่แข่งขันมากถึง 23 ฤดูกาล แต่โชคร้ายปลายเดือนนั้น มิลเนอร์บาดเจ็บแฮมสตริง ต้องพักรักษาตัวเกือบทั้งซีซัน

13 มิถุนายน 2025 ไบรท์ตันต่อสัญญา 1 ปีอีกครั้งกับมิลเนอร์ ซึ่งเปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 20 เพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ ดิเอโก โชตา อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล และวันที่ 16 สิงหาคม มิลเนอร์ลุกจากม้านั่งข้างสนามลงมาเล่นนัดเปิดซีซันกับฟูแลม ขยายสถิติสูงสุดเป็น 24 ฤดูกาล

31 สิงหาคม 2025 มิลเนอร์ทำประตูแรกในสีเสื้อไบรท์ตัน เป็นจุดโทษในแมตช์ชนะแมนฯ ซิตี 2-1 ทำให้เป็นผู้เล่นอายุมากเป็นอันดับ 2 (39 ปี 239 วัน) ที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่สูงอายุที่สุดหากนับเฉพาะจุดโทษ

11 กุมภาพันธ์ 2026 มิลเนอร์ทำสถิติสูงสุดเทียบกับแบร์รี (653 นัด) ในแมตช์กับวิลลา ตามด้วยขึ้นครองอันดับ 1 (654นัด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเป็นตัวจริงในแมตช์เยือนเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการลงสนามตัวจริงนัดที่ 441

แน่นอน ตัวเลขของมิลเนอร์จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน โดยสามารถสรุปการลงสนามพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาได้ดังนี้ ลิเวอร์พูล 230 นัด, แมนฯ ซิตี 147 นัด, วิลลา 100 นัด, นิวคาสเซิล 94 นัด, ลีดส์ 48 นัด และไบรท์ตัน 35 นัด

ขอบคุณภาพจาก  James Milner: Brighton midfielder breaks Premier League appearance record – BBC Sport

สำหรับชีวิตนอกสนาม มีเรื่องเล่าขำๆ กับฉายา “Boring James Milner” ที่มิลเนอร์เคยได้รับเนื่องจากมีระเบียบวินัยสูง และใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เช่นล็อกดาวน์ปี 2020 เคยโพสต์วิดีโอ “รีดผ้าโชว์” พร้อมวัดระยะความเป๊ะของกลีบผ้า และคลิป “จัดระเบียบถุงชา” ทีละซอง ซึ่งกลายเป็นมุกตลกที่แฟนบอลทั่วโลกรัก

แต่ความจริงแล้ว มิลเนอร์ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพียงเป็นคนจัดการชีวิตได้สมบูรณ์แบบ และมีสีสัน เขาศึกษาภาษาสเปนด้วยตัวเองจนคล่องเพื่อใช้ชีวิตตอนพักร้อนได้ดีขึ้น และเรียนเปียโนช่วงเวลาว่างที่ไบรท์ตันเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

มูลนิธิ James Milner Foundation คือเครื่องยืนยันว่าเขาคือ “Role Model” ที่แท้จริง เควิล สินฟิลด์ ตำนานรักบี้และเพื่อนร่วมงานในมูลนิธิเล่าว่า มิลเนอร์คือคนดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง เขาเป็นคนที่ทำงานเงียบๆ ไม่ต้องออกสื่อ แต่ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

ในวันที่แตะสถิติ 655 นัด มิลเนอร์ไม่ได้แค่ทำลายตัวเลข แต่นิยามใหม่ให้กับนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนโทรฟีเพียงอย่างเดียว (แม้เขากวาดมาหมดแล้วทั้งพรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปียนส์ลีก) แต่วัดกันที่ “ความกระหายและความมุ่งมั่น” ในการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

จากเด็กชายที่ขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในห้องแต่งตัวที่ลีดส์ สู่ตำนานที่ยืนยงผ่านกาลเวลามานานถึง 24 ฤดูกาล มิลเนอร์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า วาทะของซูเนสส์นั้นผิดพลาด เพราะความจริงคือ… “คุณจะคว้าทุกแชมป์ในโลกได้แน่นอน หากทีมเต็มไปด้วยคนที่มีหัวใจแบบ เจมส์ มิลเนอร์”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

มีตติ้งดูบอล ครั้งที่ 5 ของ “ขวัญ ลามาเซีย” จบเกมบาร์เซโลน่า เอาชนะมายอร์ก้า ไป 3-0

ค่ำคืนของคนรักบาร์ซ่า กลับมาอีกครั้ง กับประสบการณ์ของแฟนบอลที่ต่อยอดพลังคอมมูนิตี้ สู่คุณค่าทางการตลาดอย่างยั่งยืน

‘ไข่มุกดำ’ ได้ร่วมจัดงานมีตติ้งดูฟุตบอลของเพจ “ขวัญ ลามาเซีย” ในฐานะ Organise Partner ภายใต้เป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มแฟนบอลเข้าด้วยกัน เสริมความแข็งแรงของคอมมูนิตี้ และต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้จัด ผู้สนับสนุน และผู้บริโภค ผ่านประสบการณ์จริง

โดยงานนี้ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ณ The Cloud Event Venue ซอยลาดพร้าว 130 เปิดพื้นที่ให้แฟนบอลบาร์เซโลน่ากว่า 80 คน ได้มารวมตัวกันอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่การดูบอล แต่เป็นการสร้างพื้นที่พบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมอง และใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศที่เป็นกันเอง อบอุ่น และมีเอกลักษณ์

งานมีตติ้งครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “LALIGA Present Love (Barca) at First Sight #5” พร้อมถ่ายทอดสดสัญญาณการแข่งขันระหว่าง บาร์เซโลน่า vs มายอร์ก้า ซึ่งแฟนบอลได้ร่วมส่งพลังเชียร์ไปพร้อมกันแบบเรียลไทม์ สร้าง Emotional Engagement ที่สื่อดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนได้ และยิ่งตอกย้ำความสำเร็จเมื่อบาร์เซโลน่าเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3–0

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการได้รับความร่วมมือจากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้สนับสนุนที่เข้าร่วมงาน อาทิ Bell Spotz, I AM Legend Thailand, คุณบีม อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทน ลาลีกา ประเทศไทย, ทรูวิชั่น นาว, Bitget ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของงานมีตติ้งในฐานะ Platform ทางการตลาด ที่ช่วยให้แบรนด์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้อย่างตรงจุด และมีคุณภาพ

ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมตลอดทั้งคืน พร้อมของรางวัลจากผู้สนับสนุนมากมาย โดยของรางวัลประกอบด้วย ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์เชิงบวก และเพิ่มมูลค่าให้กับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงานได้เป็นอย่างดี

ไข่มุกดำ และ เพจ “ขวัญ ลามาเซีย” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้รับทั้งความสนุก ความประทับใจ และคุณค่าจากประสบการณ์ครั้งนี้ และพร้อมเดินหน้าพัฒนากิจกรรมที่ตอบโจทย์แฟนบอลและแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกลับมาพบกันใหม่ในงานครั้งถัดไปที่ยิ่งใหญ่และเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ดูภาพบรรยากาศงาน คลิก : https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1k9vkcM9yIaTO4YZK18pNia1CV-RwZ6Tc

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Feature

แทคติกหรืออัลกอริทึม? เมื่อ AI เป็น “โค้ชเงา” ของทีมโซชิในรัสเซีย

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ “Data” คือพระเจ้า เราได้เห็นกุนซือระดับโลกพึ่งพาเทคโนโลยีกันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ โรเบิร์ต โมเรโน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติสเปนวัย 48 ปี เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สโมสร พีเอฟซี โซชิ ในรัสเซีย กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่า บางครั้ง “ปัญญาประดิษฐ์” อาจกลายเป็น “ปัญหาประดิษฐ์” ได้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 โซชิประกาศแยกทางกับโมเรโน หลังจากทำผลงานย่ำแย่อย่างหนักในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ โดยเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงสนาม 7 นัดแรก รั้งอันดับบ๊วยของตาราง

ในตอนแรก สาเหตุการปลดดูเหมือนเป็นเรื่องฟุตบอลเพียวๆ คือ ผลงานไม่เข้าเป้า แต่หลังจากนั้นไม่นาน อันเดร ออร์ลอฟอดีตผู้อำนวยการทั่วไปของโซชิ ได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านสื่อว่า เบื้องหลังความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติกในสนาม แต่มันคือ การที่โมเรโน “พึ่งพา ChatGPT มากจนเกินไป” ในการตัดสินใจสำคัญทุกอย่างของสโมสร จนทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างเขากับผู้บริหารและนักเตะพังทลายลง

เรื่องนี้ดูเหมือนเงียบไป จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมากลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากโมเรโนได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ผ่านสื่อใหญ่สเปนอย่าง Marca เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 โดยเขายอมรับว่าใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลจริง แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นของมนุษย์ และมองว่าการปล่อยข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับผู้บริหาร

อดีตโค้ชทีมชาติสเปนผู้หลงใหลเวทมนตร์ AI

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกขยายอย่างหนักบนหน้าสื่อและสังคมโซเชียล เพราะแม้เกิดประเด็นอื้อฉาวกับสโมสรเล็กๆ ในลีกรัสเซีย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อปี 2018 หลังจาก ดีนาโม เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ย้ายทีมมาปักหลักถิ่นฐานใหม่ในเมืองโซชิ แต่โมเรโนมีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เคยเป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ เอ็นริเก ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติสเปน ทั้งยังเคยคุมทีมกระทิงดุ 9 นัดในปี 2019 ช่วงที่เอ็นริเกลาออกเนื่องจากมีปัญหาครอบครัว สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบฟุตบอล ยูโร 2020 ก่อนที่เอ็นริเกกลับไปรับตำแหน่งเดิม 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.marca.com/en/football/spanish-football/2019/11/22/5dd832baca4741bb568b4627.html

โมเรโนเกิดวันที่ 19 กันยายน 1977 ที่เมืองเล็กๆ ของเขตบาร์เซโลนา ไม่มีบันทึกประวัติการเล่นฟุตบอลมากนัก เคยเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้ทีมบ้านเกิด ลา ฟลอริดา ซีเอฟ และเริ่มสนใจการเป็นโค้ชตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อครูพลศึกษาขอให้เขาช่วยในชั้นเรียน เขาเริ่มคุมทีมเยาวชนของ ลา ฟลอริดา ร่วมกับ อันโตนิโอ คามาโช ขณะอายุ 16 ปีเท่านั้น

โมเรโนเริ่มต้นอาชีพโค้ชอย่างเป็นทางการในปี 2003 ที่สโมสร Penya Blaugrana Collblanc เป็นผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในสเปน และย้ายไปคุมทีมระดับอะคาเดมีอีก 4 สโมสร ก่อนได้คุมทีมชุดใหญ่ที่ Castelldefels ในปี 2006 และถูกปลดในเดือนมีนาคมปีถัดมา

หลังจากทำงานเป็นแมวมองให้กับบาร์เซโลนาระหว่างฤดูกาล 2010–11 โมเรโนไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเอ็นริเกที่โรมา (2011–2012), เซลตา (2013–2014) และ บาร์เซโลนา (2014–2017) จากนั้นทำหน้าที่ผู้ช่วยของ ฆวน การ์ลอส อุนซูเอ ที่เซลตา ก่อนกลับไปร่วมทีมชาติสเปนกับเอ็นริเกในเดือนกรกฎาคม 2018

หลังจากเอ็นริเกต้องลาออกเนื่องจากลูกสาวป่วย โมเรโนก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติในเกมชนะมอลตา 2-0 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2019 ตามด้วยแมตช์กับหมู่เกาะฟาโรและสวีเดน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนของปีนั้น

โมเรโนเซ็นสัญญาจนถึงสิ้นสุดการแข่งขันยูโร 2020 แต่เพียงห้าเดือนต่อมา โมเรโนก็ลาออกและถูกแทนที่โดยเอ็นริเก แม้มีสถิติไร้พ่ายและพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ ยูโร 2020 ก็ตาม มีผลงานกับสเปน ชนะ 7 นัด เสมอ 2 นัด ได้ 29 ประตู เสีย 4 ประตู

หลังจากคุมทีมโมนาโก (2019-2020) และกรานาดา (2021-2022) โมเรโนได้รับการว่าจ้างจากสโมสรโซชิเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2023 และแยกทางกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 มีผลงานคุมทีม ชนะ 21 นัด เสมอ 21 นัด แพ้ 20 นัด ได้ 98 ประตู เสีย 83 ประตู

หลายเดือนหลังจากการจากไป สโมสรโซชิเปิดเผยว่า โมเรโนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT อย่างมากในฐานะส่วนสำคัญของการวางแผนด้านกีฬาและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ก่อให้เกิดความกังวลภายในเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขา

กระบวนการทำงานที่ Prompt นำสมองมนุษย์

จากรายงานและคำบอกเล่าของแหล่งข่าวภายใน โมเรโนไม่ได้ใช้ AI เพียงแค่ช่วยสรุปข้อมูล แต่ใช้มันเปรียบเสมือน “ผู้ช่วยมือขวา” ที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือทีมงานสตาฟฟ์โค้ชที่เป็นมนุษย์จริงๆ โดยตัวอย่างของกระบวนการทำงานที่น่าเหลือเชื่อมีดังนี้

การวางแผนตารางฝึกซ้อมและเดินทาง: ออร์ลอฟเปิดเผยว่า โมเรโนป้อนพารามิเตอร์ต่างๆ ของทีมลงใน ChatGPT เพื่อให้คำนวณตารางเวลา แม้กระทั่งการเดินทางไกลไปเยือนเมือง Khabarovsk ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนการเดินทางที่ทำให้นักเตะต้องอดนอนต่อเนื่องถึง 28 ชั่วโมง จนสโมสรต้องรีบสั่งแก้แผนก่อนเกิดความเสียหาย

ขอบคุณภาพจาก  https://sic.pt/sic-radical/noticias/2026-01-27-inedito-robert-moreno-despedido-do-sochi-por-alegada-dependencia-do-chatgpt-4ad52f02

การเลือกตัวผู้เล่นและการเปลี่ยนตัว: มีรายงานว่าโมเรโนใช้ AI ในการช่วยตัดสินใจเลือก 11 ผู้เล่นตัวจริง รวมถึงการคำนวณว่าควรเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนไหนออกในนาทีที่เท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลสถิติที่ป้อนเข้าไปในแชทบอท

การซื้อขายนักเตะ: กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ การเซ็นสัญญากับ อาร์เทอร์ ชูเชนาเชฟ กองหน้าชาวคาซัคสถาน โดยมีการระบุว่า โมเรโนได้นำข้อมูลสถิติจาก Wyscout ของตัวเลือกกองหน้า 3 คน ป้อนให้ ChatGPT วิเคราะห์ และ AI ตัวนี้ก็ได้ฟันธงว่า ชูเชนาเชฟคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ผลลัพธ์คือเขาทำประตูไม่ได้เลยจากการลงสนาม 10 นัด

การใช้ AI ในฟุตบอลไม่ใช่เรื่องผิด แต่มุมมองของโมเรโนนั้นถูกวิเคราะห์ว่า “ล้นเกิน” จนเสียสมดุลมุมมอง สิ่งที่โมเรโนคาดหวัง กลับกลายเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจริง เช่น AI ไม่รู้ว่านักเตะล้าแค่ไหน หรือสภาพจิตใจเป็นอย่างไร, เป็นการลดทอนบทบาทของทีมงานโค้ช ซึ่งอาจรู้สึกไร้ค่าเพราะโค้ชฟัง AI มากกว่าคนทำงานจริง และสามารถเกิดความผิดพลาดทางตรรกะเช่น แผนการเดินทางที่ทำให้คนไม่ได้นอน ซึ่ง AI มองเป็นตัวเลข แต่มนุษย์ทำไม่ได้จริง

AI ทำให้ทีมดูดีบนกระดาษ ไม่ใช่สนามหญ้า

หากกางแผ่นพับสถิติของโมเรโนในช่วงที่คุมโซชิ จะเห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจในเชิงตัวเลขโดย “เชิงรุก” ทีมดูเหมือน “ดูดีในกระดาษ” แต่ความเป็นจริงในสนามกลับเป็นหายนะที่ AI ก็อาจคำนวณพลาด

ครองบอลเหนือชั้น แต่ไร้ซึ่งจังหวะจบ : สถิติที่น่าตกใจที่สุดคือ การครองบอล โซชิภายใต้การคุมทีมของโมเรโนมีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 62-65% ต่อเกม ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของลีกรัสเซีย (RPL) ในช่วงนั้น แม้ครองบอลมาก แต่ค่า xG หรือโอกาสทำประตูที่คาดหวังกลับต่ำเตี้ย ทีมมักส่งบอลไปมาในแนวขวางและแดนตัวเอง (U-shape passing) โดยไม่มีการเจาะเข้าพื้นที่อันตราย

ในสายตาของนักวิเคราะห์เกมมองว่า นี่คือลักษณะเด่นของการวางแผนแบบ “ยึดติด Logic” มากเกินไปโดย AI อาจจะบอกว่า การครองบอลคือการป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในโลกความจริง ถ้าไม่มีตัวรุกที่สร้างสรรค์เกมหรือการกล้าได้กล้าเสีย ผลลัพธ์คือการจ่ายบอลที่ไร้ความหมาย

ขอบคุณภาพจาก  https://en.pfcsochi.ru/mediabank/2340/2403/

Defensive High Line เป็นจุดบอด : โมเรโนมักสั่งให้แผงหลังดันขึ้นสูงเกือบครึ่งสนามตามสไตล์ฟุตบอลสเปนยุคใหม่เพื่อบีบพื้นที่คู่แข่ง ผลที่ตามมาคือ โซชิเสียประตูจากการโดนสวนกลับสูงถึง 70% ของประตูที่เสียทั้งหมด นักเตะกองหลังของโซชิไม่ได้มีความเร็วพอที่จะวิ่งแข่งกับกองหน้าคู่แข่งในพื้นที่ว่างด้านหลัง

นักวิเคราะห์เกมให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นการดื้อรั้นใช้แผนเดิมซ้ำๆ ของโมเรโน แม้สถิติการเสียประตูฟ้องชัดเจน แสดงให้เห็นว่ากุนซือชาวสเปนอาจเชื่อ โมเดลการเล่นที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ ซึ่ง AI มักประเมินผลลัพธ์จากสถานการณ์ที่ทุกอย่างควบคุมได้ มากกว่าที่จะปรับตัวตามศักยภาพจริงของนักเตะที่มีอยู่

การเปลี่ยนตัวตาม Script ไม่ใช่ Game Flow : ข้อมูลจากนักวิเคราะห์เกมในรัสเซียระบุว่า การเปลี่ยนตัวของโมเรโนมีความเป็นแบบแผน จนเดาทางได้ง่ายเกินไป เขามักเปลี่ยนตัวผู้เล่นในนาทีที่ 60, 70 และ 80 เกือบทุกนัด โดยไม่สนว่าโมเมนตัมของเกมขณะนั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่นในเกมที่โซชิต้องการประตูอย่างหนัก แทนที่จะส่งกองหน้าเพิ่มเพื่อกดดัน โมเรโนกลับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งต่อตำแหน่ง ตามคำแนะนำของข้อมูลสถิติที่ระบุว่า นักเตะคนนั้นๆ เริ่มมีค่าพลังความอึด (Stamina) ลดลงเหลือต่ำกว่า 60%

ความล้มเหลวในการเสริมผู้เล่น : การเซ็นสัญญากับชูเชนาเชฟ คือหลักฐานชิ้นเอก โดย Data บอกว่า ชูเชนาเชฟมีสถิติการชนะดวลโหม่งและการหาตำแหน่งที่ดีเยี่ยมในลีกอิสราเอล แต่ความจริงคือ เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วและความเคี่ยวของกองหลังในลีกรัสเซียได้ สถิติส่วนตัวหลังย้ายมาคือ ยิงประตู 0 จ่ายแอสซิสต์ 0 จากโอกาสลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วโค้ชที่เป็นมนุษย์จะสังเกตเห็นความมั่นใจที่หดหาย ได้เร็วกว่าตัวเลขสถิติ และควรดรอปไว้ข้างสนามให้เร็วกว่านี้

สโมสรล้างภาพทีมที่คุมโดยโค้ชปัญญาประดิษฐ์

หลังแยกทางโมเรโนในเดือนกันยายน 2025 โซชิได้ทำการยกเครื่องการบริหารทีมใหม่เพื่อสลัดภาพลักษณ์ทีมที่คุมโดย AI ออกไป โดยแต่งตั้ง อิกอร์ โอซินคิน กุนซือมากประสบการณ์วัย 60 ปี เข้ามาทำหน้าที่เฮดโค้ชจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26 โดยมีช่วงเบรกฤดูหนาวนาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2026

ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เลือกใช้วิธี Back to Basics” หรือการกลับสู่รากเหง้าของฟุตบอลที่เป็นมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาแท็กติกที่เคยพังทลาย เริ่มจากการบริหารด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดในยุคโมเรโนคือ สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ ที่ทำตามคำสั่ง ChatGPT โอซินคินได้แก้ปัญหานี้โดยให้อำนาจสตาฟฟ์โค้ชชุดใหม่ มีอิสระในการนำเสนอแผนการเล่นและการฝึกซ้อม ไม่ใช่แค่คนถือแท็บเล็ตคอยกดปุ่มเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังเน้นเรื่องจิตวิทยาและการสร้างความมั่นใจให้นักเตะที่เคยเสียขวัญจากการถูกประเมินผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณภาพจาก  https://en.iz.ru/en/1946547/2025-09-01/igor-osinkin-became-head-coach-fc-sochi

เรื่องที่ 2 เป็นการใช้แทคติกแบบเน้นผลลัพธ์จริง โอซินคินกลับเปลี่ยนมาใช้แผนที่สอดคล้องกับสภาพจริงของลีกรัสเซีย ต่างจากโมเรโนที่ยึดติดกับการครองบอลที่ AI บอกว่าดี

กุนซือวัย 60 ปี ลดเกมรุกที่เสี่ยงตาย ยกเลิกการดันแนวรับขึ้นสูงเกินไป เพื่อป้องกันการโดนสวนกลับ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้เสียประตูถึง 70% ในยุคโมเรโน นอกจากนี้แทนที่การให้ AI คำนวณความล้า สตาฟฟ์ชุดใหม่ใช้การสังเกตการณ์ในสนามร่วมกับข้อมูล GPS เพื่อปรับระดับความหนักของการซ้อมแบบวันต่อวัน

ประเด็นที่คนนอกให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ คือ การวางแผนเดินทางจากกรณีฉาว 28 ชั่วโมงไปยัง Khabarovsk จนนักเตะไม่ได้นอน ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนกระบวนการจัดตารางเดินทางใหม่ ถึงแม้ข้อมูลสถิติและการคำนวณระยะทางยังถูกนำมาใช้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาของสโมสรก่อนเสมอ เพื่อรับรองว่านักเตะจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอตามธรรมชาติของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม้โอซินคินพยายามกอบกู้สถานการณ์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลนั้นหนักหนามาก ปัจจุบันโซชิยังคงอยู่อันดับที่ 16 รั้งท้ายรัสเซียพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียง 9 คะแนนจากการลงสนาม 18 นัด แต่สถิติการเสียประตูของทีมเริ่มลดลง และสปิริตในห้องแต่งตัวได้รับการรายงานว่าดีขึ้นกว่ายุคที่มีโค้ชเงาเป็น AI อย่างเห็นได้ชัด

แม้ในภายหลัง โมเรโนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาบางส่วนผ่านสื่อสเปน โดยระบุว่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อช่วยจัดการข้อมูลเท่านั้น แต่ภาพจำที่เขาทิ้งไว้ในรัสเซียได้กลายเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลโลก

บทสรุปที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมากว่า AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของ “คน” ที่ต้องบริหารจัดการ “คน” ดังนั้นการที่กุนซือละทิ้งสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว เพื่อไปเชื่อฟังแชทบอทเพียงอย่างเดียว ย่อมนำไปสู่จุดจบที่ความล้มเหลว

สำหรับโมเรโน ในวัย 48 ปี นี่คือรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ที่เจ้าตัวต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ว่า ยังเป็น “กุนซือสมองเพชร” คนเดิม ไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้งาน AI” ที่หลงทางในโลกฟุตบอล

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Our Work

รวมครีเอทีฟ อีเวนท์ ปี 2568 สร้างมูลค่าการตลาด และพีอาร์ ของพาร์ตเนอร์ ร่วมจัดโดย KMD

ปี 2568 “ไข่มุกดำ” หรือ KMD ได้รับโอกาสให้สร้างสรรค์งานอีเวนท์ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับ “พาร์ตเนอร์” ของเราจนเกิดกิจกรรมการตลาดที่น่าตื่นเต้น สนุก เกิดการมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย และมีหลายอีเวนท์สร้างเสียงฮือฮาได้ในแบบฉบับของเราที่ไม่ได้จัดแค่งาน แต่ครอบคลุมการสื่อสารการตลาด และประชาสัมพันธ์ของงานเข้าไปด้วย

ขอขอบคุณ 1.ลาลีกา ประเทศไทย, 2.ลามินา ฟิล์ม, 3.การกีฬาแห่งประเทศไทย และสถานีโทรทัศน์ PPTV, 4.beIN SPORTS, 5.TESA (Thailand Elite Sport Academy), 6.Nuovo Plus, 7.สมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิงไทย (IFPI Thailand และ PNR), 8.Dating Game – เดทเกมนี้ ต้องได้ใจนาย, 9.Primetime พาร์ตเนอร์ โดย ขวัญ ลามาเซีย, ปีเตอร์ โบ๊ต และโคตรแอ็ค และ 10.พันธมิตรน้อยใหญ่ที่ไม่ได้เอ่ยนาม แต่มีส่วนขับเคลื่อนงานไปกับเราตลอดปีที่ผ่านมา

เฉพาะงานในส่วนกิจกรรมการตลาด Event Activations พอจะสรุปได้ดังนี้:

1. 26 Mar. 2025 – LALIGA Big Matches Meeting & Football Friendly Match: “ลาลีกา ประเทศไทย” จัดกิจกรรมร่วมกับสื่อกีฬา และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ รวมพลเตะบอลกระชับมิตร เพื่อโหมโรงก่อนศึกดาร์บี้แมตช์เมืองเซบีย่า (El Gran Derbi de Sevilla) ระหว่าง เรอัล เบติส และ เซบีย่า พร้อมย้ำความสำคัญของตลาดฟุตบอลไทยในสายตาของลีกสเปน ลาลีกา พร้อมเปิดตัว อนรรฆ ณ บางช้าง ตัวแทนลาลีกา ประจำประเทศไทยคนใหม่อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/laliga-big-matches-meeting-football-friendly-match/

2. 30 Mar. 2025 – LALIGA Present Love (Barca) at First Sight #4 มีตติ้ง ดูบอล “บาร์เซโลน่า vs คิโรน่า” by “ขวัญ ลามาเซีย”: อีเวนท์มีตติ้งแฟนบอลบาร์เซโลนา และชมบอลร่วมกันครั้งที่ 4ในเกม บาร์ซา – จิโรนา โดย ขวัญ ลามาเซีย สุดอบอุ่น ณ ร้าน LongLou 龙楼 – หลงวิภา, วิภาวดี เหมือนเช่นทุกครั้ง ที่มีเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ มาร่วมกันเต็มความจุที่เปิดรับไว้ ร่วมกับเหล่าผู้สนับสนุน และตัวแทนจากลาลีกา คุณบีม อนรรฆ ณ บางช้าง รวมกว่า 100 คน

อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://khaimukdam.com/our-work/laliga-present-love-barca-at-first-sight-4/

3. 11 May 2025 – จัดเต็ม! “ลาลีกาไทย” เนรมิตกิจกรรมเชียร์เอลกลาซิโก้ ปีที่ 3 สุดเร้าใจ: “ลาลีกา ประเทศไทย” จัดให้ตามคำเรียกร้องของแฟนบอล กับศึกแห่งศักดิ์ศรียิ่งใหญ่ที่สุด “เอลกลาซิโก้” บาร์เซโลนา ปะทะ เรอัล มาดริด ที่ ชั้น 5 EM WONDER ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ ท่ามกลางแฟนบอลสเปนในประเทศไทยกว่า 200 คนกับบรรยากาศอันอบอุ่น แสง สี เสียง เต็มพิกัด ชมเกมสุดมันส์บนจอยักษ์ 7 เมตร จบเกมด้วยชัยชนะของ บาร์ซาเหนือ มาดริด สุดมันส์ 4-3

อ่านเพิ่มเติม คลิก : https://khaimukdam.com/our-work/elclasico-2025/

4. 31 May 2025 – PRIMETIME ON STAGE คุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกัน โดย 3 อินฟลูเอนเซอร์หลัก: ปีเตอร์ โบ๊ท, ขวัญ ลามาเซีย, และโคตรแอ็ค: งานนี้จัดขึ้นที่  The Cloud Event Venue @Metropoint Bangkok Hotel เป็นอีเว้นท์ที่มาพูดคุยกันแบบสด ๆ เล่าข่าวฟุตบอลสไตล์เพื่อนคุยกันโดยมี 3 อินฟลูเอนเซอร์หลัก ปีเตอร์โบ๊ท, ขวัญ ลามาเซีย, และโครตแอ็ค พร้อมด้วย กันโตน่า, ตังกุย, ยักษ์ ดอยแดง, เบลล์ ขอบสนาม และเกมส์เอง ที่มาร่วมสร้างสีสันให้คึกคัก

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/primetime-on-stage/

5. 31 May 2025 – คุ้มค่าที่รอคอย! บีอิน-เปแอสเช” จัดกิจกรรมเชียร์นัดชิงถ้วยยุโรปครั้งแรกในไทย: สำหรับกิจกรรมในประเทศไทย จัดขึ้นที่ร้าน Sportsman Bar สุขุมวิท 13 โดยมี แอนเดซ ตัน ตัวแทนสโมสรเปแอสเช ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อินฟลูเอนเซอร์ แฟนบอลทั้งไทย, ฝรั่งเศส และต่างชาติ รวมกว่า 200 คน ที่ได้มาสนุกกับเกมส์ และกิจกรรมต่าง ๆ ในงาน พร้อมบรรยากาศการเชียร์สุดมันส์ ก่อนจบด้วยชัยชนะของ เปแอสเช ถล่ม อินเตอร์ มิลาน 5-0 คว้าแชมป์ยุโรปครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมคว้าทริปเปิลแชมป์ของฤดูกาล หลังคว้าแชมป์ ลีกเอิง และ เฟร้นช์ คัพ อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/ucl-final-2025/

6. 14 Jun. 2025 – สานฝันเยาวชน! TESA (Thailand Elite Sport Academy) จัดบอล 7 คน U12 เฟ้นแข้งเจ๋งลุยเกาหลีใต้:รายการaฟุตบอลเยาวชนสุดพิเศษ “ยูไนเต็ด ฟุตบอล ชาลเลนจ์ คัพ 2025″ การแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ณ สนามฟุตบอล Super Star Arena ซอยลาดพร้าว 80 

พร้อมได้สิทธิ์ไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมที่เกาหลีใต้ รวมทั้งชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ามากกว่า 100,000 บาท

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/utd-football-challenge-cup-2025/

7. Aug. 2025 – SAT PRESENTS BUNDESLIGA DREAM เตะ ล่า ฝัน 2025 : โครงการ เตะ ล่า ฝัน ซีซั่น 3 ภารกิจเฟ้นหา 17 แข้งเยาวชนไทย บินลัดฟ้าฝึกบอลที่เยอรมัน

โครงการนี้ นอกจากจะสานฝันและพัฒนานักเตะเยาวชนไทยให้ได้บินลัดฟ้าไปฝึกฟุตบอลที่ประเทศเยอรมันแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสให้ทีมสตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยได้เห็นแววของช้างเผือกจากทั่วประเทศที่จะคัดเข้าสู่รั้วทีมชาติอีกด้วย และแน่นอนว่า ปรากฏการณ์ของฟุตบอลไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีกระแสและเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย นับว่าเป็นส่วนสำคัญของวงการฟุตบอลไทย ในการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น และทำให้จากเกมกีฬากลายเป็นเกมธุรกิจที่หลายคนต่างจับตามอง 

ดูภาพเพิ่มเติม วันคัดตัว 66 ยอดแข้งเยาวชน จากทั่วประเทศ คลิก : https://www.pptvhd36.com/gallery/Bundesliga-Dream/1701

ดูภาพเพิ่มเติม แถลงข่าวประกาศรายชื่อ 17 แข้งเยาวชน คลิก : https://www.pptvhd36.com/gallery/Bundesliga-Dream/1702

8. 27 Sep. 2025 – LALIGA EA SPORTS Presents: The Madrid Derby Watch Party Thailand 2025: ลาลีกา ประเทศไทย จัดกิจกรรมดูบอล พบปะพูดคุยกัน กับศึกฟาดแข้ง ElDerby De Madrid ระหว่าง Atletico de Madrid VS Real Madrid ณ Hops and Hope Ramintra ที่เปิดโอกาสให้แฟนบอลมาร่วมเชียร์บอลคู่ระหว่าง Atletico de Madrid VS Real Madrid พร้อมพบปะพูดคุยกัน ซึ่งผลการแข่งขันเกมนี้ จบลงด้วยชัยชนะของ “ตราหมี” ที่เอาชนะไปได้ถึง 5-2 

ชมภาพเพิ่มเติม คลิก https://drive.google.com/drive/u/1/folders/1KMAY15oT9Rut4cCrGCAHanbTiiZtmT_q

9. 26 Oct. 2025 – รวมพลังน้อมแสดงความอาลัย “ลาลีกาไทย” จัดกิจกรรมชมฟุตบอล “เอลกลาซิโก” ครั้งแรกในโรงหนัง: เต็มอิ่มกับประสบการณ์ติดตาม ฟุตบอลแมตช์สุดยิ่งใหญ่ของลีกสเปน “เรอัล มาดริด” สยบ “บาร์เซโลนา” 2-1 ประหนึ่งเสมือนนั่งอยู่ขอบสนาม

เดิมกิจกรรมนี้เตรียมจัดขึ้นที่ SCBX Next Stage at SIAM PARAGON ชั้น 4 แต่ด้วยเหตุการณ์การสิ้นพระชมม์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง อันนำความเศร้าโศกมาสู่ปวงพี่น้องชาวไทย ทาง “ลาลีกา” และเจ้าของสถานที่สยามพิวรรธ์ จึงได้หารือร่วมกัน และเพื่อความเหมาะสมกับสถานการณ์จึงปรับเปลี่ยนพื้นที่จัดงานมาเป็นสถานที่ปิด 100% ภายในโรงภาพยนตร์ Paragon Cineplex โรง 9 ชั้น 6 พร้อม ๆ กับปรับทุกกิจกรรมภายนอกมาดำเนินในโรงภาพยนตร์ทั้งหมด

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://khaimukdam.com/our-work/elclasico-2025-26/

นอกจากนี้ยังได้จัด ครีเอทีพ อีเวนท์ทั่วไปอีกด้วย คือ

10. 06 Jun. 2025 – Nuovo Plus 2025 Powering the future with BESS: บริษัท นูออโว พลัส จำกัด จัดกิจกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์แนวทางการดำเนินธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านการบริหารจัดการพลังงานในอุตสาหกรรม รวมถึงการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวในอนาคต

อ่านเพิ่มเติม คลิก https://www.nuovoplus.com/th/2025/06/11/นูออโว-พลัส-พร้อมดันไทย/

นอกจากนี้ทีม KMD ยังมีโอการสได้สัมผัสกับงานสายบันเทิงอีกด้วย คือ

1. พาร์ทที่ “ลึกซึ้ง” เรื่องดนตรี มีการทำคอนเทนท์เผยแพร่ให้พาร์ตเนอร์ของเรา อย่าง “สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย” ภายใต้เพจที่ใช้ชื่อว่า IFPI Thailand และ PNR จัดให้ ใช้เพลงถูกลิขสิทธิ์ เพื่อกลุ่มคนรักในเสียงดนตรี และเพื่อสร้างความรู้ในมุมลิขสิทธิ์ และการนำเพลงไปใช้ด้วยเช่นเดียวกัน

โดยช่วงเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ทีม KMD ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพาร์ท PR ในงานประกาศรางวัล THE OFFICIAL THAILAND CHART Launch Party 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ Muin 무인 Bangkok club ทองหล่อ งานรวมพลังคนดนตรีไทย ศิลปินค่ายเพลง และผู้นำวงการ เพื่อฉลองความสำเร็จของเพลงไทยในปีที่ผ่านมา และต้อนรับคลื่นลูกใหม่ที่กำลังมาแรง !! ร่วมเดินหน้าผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก

2. พาร์ทของ Creative Content กับซีรี่ย์ Dating Game – เดทเกมนี้ ต้องได้ใจนาย ทีม KMD ได้โอกาสในการมีส่วนกับการโปรโมตซีรีส์นี้ แม้เพียงน้อยนิด แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้เปิดกว้างมากขึ้น

เราไม่ได้เพียงทำคอนเทนท์ทางออนไลน์ แต่ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรมในงานอีเวนท์เปิดซีรี่ส์อีกด้วย

กิจกรรมที่ผ่านมาเหล่านี้ ล้วนสร้างความสุข สนุกสนาน และตื้นเต้นแบบเต็มเปี่ยมให้กับเพื่อน ๆ ได้เป็นอย่างดี เราพร้อมที่จะส่งต่อ มอบความสุขแบบนี้ให้ทุกคนรวมถึง “ผู้สนับสนุน” ที่สนใจอย่างต่อเนื่องในปีนี้ และปีถัด ๆ ไป สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด อย่าลืมกดติดตามทุกช่องทางของ ไข่มุกดำ ไว้ได้เลยนะคะ

รวมถึงผู้สนับสนุนที่สนใจให้เราได้ดูแลทุกขั้นตอนการทำกิจกรรมการตลาดเช่นนี้ แบบ ลาลีกา ก็สามารถติดต่อเราได้เช่นกันค่ะ

📝 ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย

Categories
Football Business

สตาร์สบูร์ก “ทีมฟาร์ม” ของเชลซี พิมพ์เขียวใหม่ของกลุ่มทุน Multi-club ownership

เลียม โรซีเนียร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรเชลซี เป็นกุนซือถาวรคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของ ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์แดด เอ็กบาลี ต่อจาก โธมัส ทูเคิล, แกรม พอตเตอร์, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ทุกคนล้วนถูกปลดจากตำแหน่ง

บทความนี้ไม่ได้พาไปรู้จักโรซีเนียร์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษวัยเพียง 41 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม สตราสบูร์ก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 แทนปาทริก วิเอรา หรือเป็นบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ “เดอะ บลูส์” สนใจโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เพียงดาร์บีในปี 2022 (รักษาการ) และฮัลล์ระหว่างปี 2022 – 2024 ซึ่งต่างจากผู้จัดการทีมชื่อดังโปรไฟล์เยี่ยมที่ผ่านมาในยุค โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2003 และ BlueCo ในปี 2022

KhaiMukDam กำลังจะพาไปสำรวจแนวทางบริหารของ สตราสบูร์ก ที่เคยครองแชมป์ลีกเอิงเพียง 1 สมัยในฤดูกาล 1978-98 ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร 120 ปี และเพิ่งไต่เต้าจากลีกเทียร์ 5 ขึ้นมาอยู่ลีกเอิงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2010 หลังจากชนะเลิศลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2016-17 และชนะเลิศเฟรนช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นสมัยที่ 3

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นกับสตาร์สบูร์กในเดือนมิถุนายน 2023 เมื่อ BlueCo ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และฤดูกาล 2024–25 สตราสบูร์กจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ได้สิทธิแข่งขันรอบคัดเลือก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ฤดูกาลนี้ และยังผ่านไปเล่นลีกเฟสหลังจากชนะบรอนด์บี

สตาร์สบูร์กควรโดดเด่นถ้าไม่เป็นของ BlueCo

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลยุโรปตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือการไหลบ่าเข้ามาของเงินจากรัฐและกองทุนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่เงินจำนวนมหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด สามารถบิดเบือนภูมิทัศน์การแข่งขันได้อย่างรุนแรง ในระบบที่แทบไม่มีรั้วกั้นหรือกลไกควบคุมการใช้เงินเลย

ในลีกแห่งนี้ มีหนึ่งมหาอำนาจลูกหนัง ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรัฐบาลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นเจ้าของ คว้าแชมป์ไปถึง 11 จาก 13 ฤดูกาลหลังสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ใช่ “ความสำเร็จทางกีฬา” อย่างแท้จริง ไม่มีการค้นพบเพชรเม็ดงามราคาถูก ไม่มีการแสวงหารูปแบบการเล่นใหม่ที่คนอื่นไม่กล้าลอง พวกเขาเพียงจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะปีละราว 202 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของทีมที่ใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสอง และไม่มีทีมที่เหลือในลีกเอิงใช้จ่ายเกิน 72 ล้านดอลลาร์เลย

ขอบคุณภาพจาก  https://www.si.com/soccer/four-strasbourg-players-liam-rosenior-could-bring-chelsea

อย่างไรก็ตาม สตราสบูร์ก สโมสรเล็กๆ ที่ดูไม่โดดเด่น กำลังทำทุกวิถีทางในสนามเพื่อไล่ตามช่องว่างนั้น ค่าเหนื่อยนักเตะอยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์เท่านั้น “เล ราซิง” สามารถทำผลงานอยู่ครึ่งบนของลีกเอิงทั้งที่งบประมาณทำทีมอยู่เพียงครึ่งล่างของตาราง

สิ่งที่สตราสบูร์กทำ คือการสร้างความแตกต่าง เล่นฟุตบอลจังหวะช้า เต็มไปด้วยการต่อบอลสั้นและบอลด้านข้าง แต่ยังเป็นทีมที่จ่ายบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นบอลที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขุมกำลังที่ไม่เหมือนสโมสรใดในยุโรป ผู้เล่นที่ถูกใช้งานในฤดูกาลนี้มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 22 ปี ขณะที่ไม่มีทีมใดในลีกใหญ่ของยุโรปที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 24 ปี

สโมสรเล็กแห่งนี้อาศัยนโยบายทำทีมด้วยการทุ่มเทและเชื่อมั่นนักเตะดาวรุ่งในแบบที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน สตาร์สบูร์กทำผลงานเกินศักยภาพของตัวเองอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป

สตาร์สบูร์กควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวเด่นของฤดูกาลนี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ “เล ราซิง” ตอนนี้มีเจ้าของเดียวกับเชลซี สโมสรที่เพิ่งสร้างสถิติใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปกับขุมกำลังนักเตะเมื่อไม่นานมานี้

แทนที่จะเป็นยาถอนพิษของความเหลื่อมล้ำที่กัดกินวงการฟุตบอล สตราสบูร์กกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานั้นเสียเอง และในทางปฏิบัติแล้ว สตราสบูร์กได้กลายเป็น “ทีมฟาร์ม” ของเชลซีไปเรียบร้อยแล้ว

แนวคิด “ทีมฟาร์ม” เริ่มที่เบสบอลอเมริกัน

ไรอัน โอแฮนลอน นักเขียนประจำ ESPN อธิบายถึงแนวคิด “ระบบทีมฟาร์ม” ว่า ถูกสร้างขึ้นโดย แบรนช์ ริกกีย์ ผู้จัดการทั่วไประดับตำนานของวงการเบสบอล และที่ย้อนแย้งคือ ริกกีย์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม (เฮดโค้ช) ของ เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ (1919–1925) ก่อนถูกลดตำแหน่ง ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า ผู้จัดการทั่วไป (1919–1942) หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการกีฬา

ในยุคนั้น ทีมเบสบอลระดับสูงสุดของอเมริกาหาผู้เล่นใหม่ในแบบเดียวกับที่สโมสรพรีเมียร์ลีกทำกันในปัจจุบัน คือดึงตัวมาจากลีกที่เล็กกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ไมเนอร์ลีก”

ริกกีย์เคยกล่าวว่า “ตอนที่คาร์ดินัลส์กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในเนชันแนลลีก ผมพบว่าเราเสียเปรียบอย่างมากในการดึงนักเตะคุณภาพจากไมเนอร์ลีก ทีมอี่นเสนอค่าตัวได้สูงกว่า พวกเขามีเงิน มีระบบแมวมองที่ดีกว่า สรุปคือ เราต้องรับเศษที่เหลือ หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

ขอบคุณภาพจาก  https://socprofb.wordpress.com/2024/02/11/the-st-louis-story-of-branch-rickey/

ทางออกของริกกีย์ คือการให้คาร์ดินัลส์ซื้อทีมเล็กเหล่านี้ และใช้มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สนามทดสอบ” สำหรับผู้เล่นดาวรุ่ง วิธีนี้ทำให้คาร์ดินัลส์สามารถควบคุมผู้เล่นได้จำนวนมากกว่าคู่แข่ง และคำว่า “ควบคุม” นั้นมีหลายความหมาย ทั้งการควบคุมสถานะการจ้างงาน และการควบคุมรูปแบบการฝึกซ้อมและการพัฒนาฝีเท้า

แอนดี แม็คคิว จากสมาคมวิจัยเบสบอล อธิบายไว้ว่า “ในที่สุด คาร์ดินัลส์ก็สร้างเครือข่ายทีมไมเนอร์ลีกขึ้นมา เพื่อเซ็นนักเตะในราคาถูก คัดแยกคนดีออกจากคนเก่ง คว้าแชมป์ และทำเงิน ริกกีย์จะขายนักเตะที่ ‘ดี’ ให้ทีมอื่น และเก็บผู้เล่นที่ ‘เก่งหรือยอดเยี่ยม’ ไว้ให้คาร์ดินัลส์”

แนวทางนี้ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน จนในที่สุดทุกทีมในเมเจอร์ลีกก็นำไปใช้ ปัจจุบันแต่ละทีมมีทีมฟาร์ม 3 ระดับ คือ ซิงเกิล เอ, ดับเบิล เอ และทริปเปิล เอ หลังอำลาคาร์ดินัลส์ ริกกีย์นำความรู้ไปสู่ทีม บรูกลิน ดอดเจอร์ส ที่ซึ่งเขาคิดค้นระบบสปริงเทรนนิง ผลักดันการใช้สถิติในกีฬา และวางรากฐานให้ทีม แอลเอ ดอดเจอร์ส ที่ ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมในปี 2012

แน่นอนว่า โบห์ลี คือหนึ่งในกลุ่ม BlueCo เจ้าของใหม่ของเชลซีตั้งแต่ปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เป็นเจ้าของสโมสรที่ “มีบทบาทอย่างมาก” กับเชลซี

ในซัมเมอร์แรกของการเป็นเจ้าของทีม โบห์ลีย์บินไปทั่วยุโรป พยายามเซ็นสัญญากับ คริสเตียโน โรนัลโด ทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยการกีฬาโดยปริยาย ขณะที่เชลซีเซ็นนักเตะใหม่ถึง 9 คน ซึ่งมีเพียง 2 คนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ โบห์ลีย์ยังเสนอว่า พรีเมียร์ลีกควรมีออลสตาร์เกมเหมือนบาสเกตบอล NBA และเบสบอล MLB ในอเมริกา และโดยรวมแล้ว เขาเข้าข่ายทุกภาพจำที่แฟนบอลอังกฤษมีต่อผู้บริหารการเงินจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่ “ไอเดียโลกใหม่ของผม จะปฏิวัติกีฬาของพวกคุณ ที่ยังติดอยู่กับอดีต”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.football365.com/news/chelsea-todd-boehly-slammed-incompetence-fan-group-senseless-transfer-window

เชลซีเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษในวันที่โบห์ลีและ BlueCo เข้ามาเทกโอเวอร์ และในปัจจุบัน เชลซีก็ยังคงเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษเช่นเดิม

โอแฮนลอน ผู้เขียนหนังสือ Net Gains: Inside the Beautiful Game’s Analytics Revolution ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมแทบทั้งหมดของ BlueCo เป็นเพียงกลเม็ดทางบัญชี ไม่ว่าเป็นการขายโรงแรมและสนามให้บริษัทในเครือตัวเอง หรือการกระจายค่าตัวนักเตะผ่านสัญญาระยะยาว เพื่อให้ใช้เงินได้มากกว่าสโมสรอื่นโดยไม่ผิดกฎการเงินใหม่ของพรีเมียร์ลีก สโมสรสะสมดาวรุ่งไว้มากมาย แต่ยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถ

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมองว่า สิ่งที่โบห์ลีและ BlueCo กำลังทำกับสโมสรที่ 2 นั้น ดูเหมือนเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเชลซี แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สตราสบูร์กต้องแบกรับ

“ระบบอะคาเดมี” แย่กว่า “ระบบทีมฟาร์ม” ?

สโมสรใหญ่ในยุโรปล้วนมีอะคาเดมี โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนให้เติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ดีพอจะลงเล่นในระดับใดระดับหนึ่งของยุโรป และในกรณีที่ดีที่สุด พวกเขาจะเก่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่ของสโมสร แต่ในโมเดลนี้ยังมี “ช่องว่างที่ขาดหายไป” อยู่เสมอ นั่นคือช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างระดับการแข่งขันของอะคาเดมี กับการแข่งขันในทีมชุดใหญ่ของลีกชั้นนำยุโรป

โอแฮนลอนวิเคราะห์มุมมองผ่านกีฬาในอเมริกาว่า ในโลกของ NFL อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยถือเป็นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้น และทีม NFL ก็เติมผู้เล่นใหม่ผ่านการดราฟต์ทุกปี แต่ช่องว่างระหว่างทีมอะคาเดมีของเชลซีกับทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้น ใกล้เคียงกับช่องว่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายกับ NFL มากกว่า

ดังนั้น จึงมีทางออกอยู่สองทาง ซึ่งต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเห็นของนักเขียนประจำ ESPN

ทางแรก คือสิ่งที่เห็นกับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ ดาวรุ่งตัวความหวังสองคนอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี และ อีธาน เอ็นวาเนรี ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งคู่ซ้อมร่วมกับ บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ เดแคลน ไรซ์ ทุกวัน แต่พวกเขาแทบไม่ได้ลงสนามจริง

หลังจากฤดูกาลที่แล้วซึ่งลูอิส-สเกลลีและเอ็นวาเนรีได้โอกาสลงเล่นในฐานะวัยรุ่นเนื่องจากวิกฤตอาการบาดเจ็บของทั้งทีม ปีนี้ทั้งสองคนก็หล่นกลับไปอยู่ลำดับท้ายของตัวเลือก และตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเลย

ทางออกอีกทางหนึ่ง คือการปล่อยยืมตัว ด้วยความคิดว่า ส่งนักเตะไปอยู่กับอีกสโมสร และหวังว่าจะเข้ากับผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ สโมสรนั้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเตะ ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในทีมที่ระดับการแข่งขันต่ำกว่า แต่ก็ยังสูงกว่าอะคาเดมี

แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวม โมเดลการยืมตัวกลับดูเป็นเรื่องไร้เหตุผลอย่างรวดเร็ว

โอแฮนลอนให้เหตุผลว่า สโมสรกำลังส่งดาวรุ่งไปให้ทีมที่แทบไม่มีแรงจูงใจจะใช้งานจริง ผู้จัดการทีมย่อมเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะต้องการชนะและรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารสโมสรก็ไม่มีเหตุผลจะกดดันให้โค้ชใช้นักเตะยืมตัว เพราะสโมสรไม่ได้มีแผนลงทุนอะไรกับนักเตะคนนั้นเกินกว่าฤดูกาลเดียว

โอแฮนลอนใช้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ของลิเวอร์พูล เป็นตัวอย่าง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-35m-transfer-looks-after-33157991

ดาวเตะวัย 22 ปีถูกปล่อยยืมไปให้แอสตัน วิลลา หลังได้ออกสตาร์ตเพียง 3 นัดภายใต้การคุมทีมของ อาร์เนอ สล็อต ในฤดูกาล 2024-25 แต่ที่วิลลา เอลเลียตต์ลงเล่นรวมเพียง 91 นาที และไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

ในขณะที่เชลซีมีสตราสบูร์กเป็นทางออกแก้ปัญหานี้สำหรับดาวรุ่งของสโมสร นักเตะเหล่านั้นจะได้รับการการันตีเวลาในการลงสนาม และยังได้เล่นในสภาพแวดล้อมทางแท็คติกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเจอในพรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่เพียงผู้เล่น แต่สตราสบูร์กยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทีมฟาร์มสำหรับผู้จัดการทีม” ได้เช่นกัน โดยโรซีเนียร์มีอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น

BlueCo จะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพด้านการคุมทีมของโรซีเนียร์มากกว่าผู้จัดการทีมคนใดก็ตาม ที่พวกเขาอาจพิจารณาดึงมาคุมเชลซีในอนาคต

“เราเป็นทีมฟาร์ม” อเล็กซองด์ ตัวแทนจากกลุ่มแฟนบอลหลักทั้งสี่กลุ่มของสตราสบูร์ก กล่าวกับ ESPN

“เราไม่อยากเป็นทีมฟาร์ม เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มีรากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และเราควรตัดสินใจทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสตราสบูร์ก แต่มันไม่ใช่แบบนั้น”

แน่นอนว่า คนในเชลซีน่าจะโต้แย้งว่า แนวคิดที่ว่าสตราสบูร์กเป็นเพียงทีมฟาร์มของเชลซีนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว มีนักเตะของสตราสบูร์กเพียง 3 เท่านั้นที่ยืมตัวมาจากเชลซีในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น และโอแฮนลอนมองว่า สตาร์สบูร์กกำลังถูกใช้อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์พัฒนา และจุดพักระหว่างทาง สำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก

มีการประกาศไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ว่า นักเตะที่ดีที่สุดของสตราสบูร์กอย่าง เอ็มมานูเอล เอเมกา จะย้ายไปเชลซีในฤดูกาลหน้า

จากนักเตะสตราสบูร์ก 13 คนที่ลงสนามอย่างน้อย 500 นาทีในฤดูกาลนี้ มีเพียงคนเดียวที่อายุมากกว่า 23 ปี นั่นคือ เบน ชิลเวลล์ วัย 28 ปี ซึ่งเชลซีปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานครึ่งหลังของฤดูกาล 2024-25 ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสแบบ “ฟรีเอเยนต์” ในช่วงซัมเมอร์

Multi-club ownership คืออนาคตของวงการฟุตบอล

โอแฮนลอนพาออกจากเรื่องราวทีมฟาร์ม สู่การถือครองหลายสโมสรภายใต้เจ้าของเดียวกัน ที่เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือกลุ่มเรดบูล ซึ่งเป็นเจ้าของ RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก, นิวยอร์ก เรดบูลส์ รวมถึงสโมสรในบราซิลและญี่ปุ่น โดยเครือข่ายทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังมี City Football Group ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของหลายสโมสรที่ใหญ่ที่สุด โดยมีทีมใน 13 ประเทศ

ยูฟ่ามีกฎเพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรที่มีเจ้าของเดียวกัน ลงแข่งขันในรายการยุโรปเดียวกัน แต่ไม่มีกฎใดห้ามการมีอยู่ของเครือข่ายสโมสรเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

บริษัทที่ปรึกษา Twenty First Group ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนที่ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ต้องการขยายพอร์ตการถือครอง หรือเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่หวังสร้างอาณาจักรหลายสโมสรในอนาคต

“คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือเครื่องมือในการเข้าถึง พัฒนา และขายนักเตะ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่พิสูจน์ได้จริง” โอมาร์ ชอดูรี ประธานฝ่ายข้อมูลของ Twenty First Group กล่าวกับ ESPN

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมีความเห็นว่า ไม่มีเครือข่ายใดใช้กระบวนการนี้อย่างจริงจังเท่ากับเชลซี และแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างเส้นทางให้นักเตะดาวรุ่งของเราได้ก้าวสู่สนามของเชลซี พร้อมกับได้ลงเล่นจริงอย่างต่อเนื่อง” โบห์ลีกล่าวหลังเข้าซื้อสโมสร “และสำหรับผม วิธีการคือการมีอีกสโมสรหนึ่ง ในลีกที่มีการแข่งขันสูงในยุโรป”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.20minutes.fr/sport/3179795-20211124-rc-strasbourg-pourquoi-plus-incidents-graves-supporters-stade-meinau

สิ่งที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์ของโบห์ลี คือความเข้าใจว่า สโมสรฟุตบอลมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอลส่วนใหญ่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตราสบูร์กพัฒนาขึ้นหลังการเข้ามาของ BlueCo แต่แฟนบอลกลับไม่ได้สนใจประเด็นนั้นมากนัก

อเล็กซองด์แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า “ในภาพรวม มันเป็นเรื่องที่แย่มากต่อความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อสโมสรฟุตบอล ในยุโรปสโมสรฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชุมชน และสตราสบูร์กก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ แต่มันไม่สอดคล้องเลยกับการที่สโมสรถูกถือครองโดยกองทุนเอกชนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งดูแปลกและน่าสงสัยมาก”

ขณะที่ความเป็นจริงคือ ความผูกพันทางอารมณ์ที่แฟนบอลมีกับสโมสร และเป็นเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมระดับโลกนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากประสิทธิภาพการเล่นหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน ที่ได้ดูฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสโมสร

แต่กระแสที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมและธุรกิจฟุตบอล สิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สโมสรที่ใหญ่และร่ำรวยกว่าประสบความสำเร็จ พร้อมเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ตราบใดที่สโมสรยังต้องพึ่งพานักลงทุน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนักลงทุนกลุ่มเดียวกันซื้อหลายสโมสร สถานการณ์แบบเชลซีและสตราสบูร์ก ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)