Categories
Football Tactics

เรียนรู้จากสุดยอดโค้ช : แรงบันดาลใจของ “ซาคคี่” ที่อาจช่วย “คล็อปป์” คืนชีพลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่กำลังจะครบรอบ 7 ปี ในการคุมทีมลิเวอร์พูล ทำผลงานช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ได้แบบกระท่อนกระแท่น ทำเอาแฟนๆ หงส์แดง ผิดหวังไม่น้อยเลยทีเดียว

เชื่อว่ากุนซือชาวเยอรมัน ขวัญใจ “เดอะ ค็อป” ได้ใช้ช่วงหยุดพักที่ยาวนานถึง 2 สัปดาห์กว่าๆ ทบทวนถึงความพังพินาศที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาล และพร้อมที่จะสู้กันใหม่กับซีซั่นที่ไม่ปกติ

หลังกลับมาจากพักเบรกโปรแกรมทีมชาติ ลิเวอร์พูลจะเข้าสู่ช่วงโปรแกรมหฤโหด เพราะต้องลงเตะถึง 13 นัด ในช่วงเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน ก่อนหลีกทางให้ฟุตบอลโลกที่กาตาร์

บางที คล็อปป์อาจจะต้องศึกษาแนวทางของอาร์ริโก้ ซาคคี่ อดีตตำนานโค้ชผู้ยิ่งใหญ่ของเอซี มิลาน ซึ่งทาง SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาขยายประเด็นนี้ให้ฟังกันครับ

วิธีคิดของซาคคี่ พลิกจากดำดิ่งสู่ยิ่งใหญ่

“ถ้าทีมฟุตบอลทีมหนึ่งไม่มีอะไรบางอย่าง เช่นการเพรสซิ่ง และการเคลื่อนที่ ศักยภาพจะหายไปครึ่งหนึ่ง ทีมที่ผมเคยเป็นโค้ช ก็ต่อสู้เพื่อชัยชนะ พวกเขาประสบความสำเร็จมาตลอดเมื่อมีแคแร็กเตอร์ที่ชัดเจนและดุดัน”

“พวกเราไม่มีความสุข เพราะความมุ่งมั่นที่ลดลงอย่างชัดเจน พวกเรากำลังละเลยอะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพรสซิ่ง, การหาช่อง และความเร็ว พวกเราต้องทบทวนเกี่ยวกับความคิดของเราใหม่อีกครั้ง”

“พวกเราไม่มีความหนักแน่น หย่อนยาน และเต็มไปด้วยความกลัว ตอนนี้พวกเราคือปืนที่หละหลวม มีนักเตะเพียงไม่กี่คนที่พยายามเคลื่อนไหวสู้กับนักเตะคนอื่น ๆ ความวุ่นวายกำลังครอบงำพวกเขาอยู่”

ทั้งหมดที่กล่าวมา คือคำพูดของอาร์ริโก้ ซาคคี่ อดีตผู้จัดการทีมเอซี มิลาน ชุดคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัยติดต่อกัน ที่ได้บอกเล่าผ่านหนังสือ The Immortals หรือชื่อภาษาไทยคือ “ตำนานไม่มีวันตาย”

ซาคคี่ ถือเป็นกุนซือผู้ริเริ่มแนวคิด “เพรสซิ่ง ฟุตบอล” ที่เข้ามาปฏิวัติวงการลูกหนังอิตาลีในช่วงปลายทศวรรษ 1980s ด้วยสไตล์การเล่นที่ใช้พละกำลังสูง ไล่กดดันคู่แข่งตั้งแต่แดนหน้า และต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลา

ในฤดูกาล 1987/88 ซาคคี่เข้ามาเป็นเทรนเนอร์ให้กับมิลาน และคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ตั้งแต่ซีซั่นแรกที่คุมทีม แล้วในซีซั่นถัดมา ออกสตาร์ท 5 นัดแรกแบบไร้พ่าย แต่ในเวลาต่อมา ทีมต้องเจอกับช่วง “ดำดิ่ง” สุดๆ

เพราะอีก 7 นัดหลังจากนั้น “รอสโซเนรี่” ชนะแค่เกมเดียว แพ้ไปถึง 4 เกม ให้กับอตาลันต้า, นาโปลี, อินเตอร์ และเชเชน่า ซึ่งซาคคี่ ก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ในเรื่องของสมาธิ พวกเราไม่ได้อยู่กับมันเลย”

ทำให้ซาคคี่ ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้ลูกทีมฝึกซ้อมเข้มข้นกว่าเดิม เช่น การซ้อมครองบอลในพื้นที่ขนาด 35 x 35 เมตร เป็นเวลา 15 นาที และการเข้าสกัดบอลจากผู้เล่น 4 คน นับจำนวนครั้งต่อนาที

หลังจากนั้น ผลงานของมิลานก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไร้พ่าย 22 เกมติดต่อกันในลีก แม้จะได้แค่อันดับ 3 แต่พวกเขาปิดซีซั่นอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ และป้องกันแชมป์ได้อีกครั้งในซีซั่นถัดมา

เก่งกาจมาจากไหน ก็ต้องเจอความมืดมน

อาร์ริโก้ ซาคคี่ คือสุดยอดผู้จัดการทีมฟุตบอลที่เจอร์เก้น คล็อปป์ ยกให้เป็น “ไอดอล” และนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำทีมลิเวอร์พูลให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ฤดูกาล 2018/19 เป็นต้นมา ที่คล็อปป์ได้แชมป์รายการแรกกับลิเวอร์พูล เขามีสถิติการคุมทีมในพรีเมียร์ลีกนับจนถึงปัจจุบันไปแล้ว 158 นัด ชนะ 112 เสมอ 30 และแพ้แค่ 16 นัดเท่านั้น

คล็อปป์ พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์รายการใหญ่ครบทุกรายการ โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นสโมสรแรกของอังกฤษ ที่ใกล้เคียงกับการลุ้น “ควอดรูเพิล” ลงเล่นครบทุกนัดทั้ง 4 ถ้วย

อดีตเฮดโค้ชปีศาจแดง-ดำ วัย 75 ปี กล่าวว่า “ลิเวอร์พูลคือทีมมหัศจรรย์ คือทีมที่แท้จริงที่ไม่มีซูเปอร์สตาร์ ทีมหนึ่งมีนักเตะ 1 คน ทำเพื่ออีก 11 คน แต่ทีมอื่น มีนักเตะ 11 คน ที่ต่างเล่นเพื่อตัวเอง”

“ผมคิดว่ามีนักเตะประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ที่จะเคลื่อนที่ไปพร้อมกันเวลามีบอล หากเปรียบเป็นวงออร์เคสตร้า พวกเขาก็บรรเลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ และมีจังหวะเวลาที่เหมาะสมเสมอ”

อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ก็เหมือนกับสุดยอดผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ในตำนานคนอื่นๆ ที่ต้องเจอช่วงเวลามืดมนเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่นเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อน ที่เจอวิกฤตแนวรับตัวหลักบาดเจ็บยกแผง

กุนซือชาวเยอรมัน สร้างสถิติอันเลวร้ายที่ไม่น่าจดจำ แพ้ในบ้าน 6 นัดติด แถมอันดับร่วงลงไปอยู่กลางตาราง แต่ด้วยจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ ทำให้ทีมฮึดสู้จนคว้าตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้แบบฉิวเฉียด

13 เกมก่อนเวิลด์ คัพ ได้เวลาฟื้นหรือยัง ?

ถึงแม้เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยวิจารณ์เรื่องโปรแกรมทีมชาติที่มาคั่นเกมระดับสโมสรว่า “ไร้สาระ” แต่ช่วงเวลาที่ได้หยุดพักไปนานถึงครึ่งเดือน เชื่อว่ายอดกุนซือวัย 55 ปี คงจะได้รับประโยชน์ไปไม่น้อยเลย

เริ่มจากสถานการณ์อาการบาดเจ็บของนักเตะในทีมเริ่มที่จะดีขึ้นตามลำดับ อีกทั้งนักเตะที่รับใช้ทีมชาติในช่วง “ฟีฟ่า เดย์” ที่ผ่านมา ต่างโชว์ฟอร์มได้ดี และพร้อมสำหรับการลงเตะ 13 นัด ก่อนฟุตบอลโลก

ช่วงโปรแกรมหฤโหดของ “หงส์แดง” เริ่มจากเดือนตุลาคม พรีเมียร์ลีก 6 เกม ในการพบกับไบรท์ตัน ต่อด้วยศึกใหญ่ 2 นัดติด ทั้งอาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากนั้นพบกับเวสต์แฮม, ฟอเรสต์ และลีดส์

ส่วนในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะพบกับกลาสโกว์ เรนเจอร์ส 2 นัดติด ต้องเก็บ 6 แต้มเต็มสถานเดียว เพราะส่งผลถึงเกมที่จะบุกไปเยือนอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ช่วงปลายเดือน ซึ่งมีผลโดยตรงกับการลุ้นเข้ารอบ

เดือนพฤศจิกายน เปิดบ้านพบนาโปลี ที่อาจจะเป็นเกมตัดสินว่าจะได้เข้ารอบน็อกเอาต์ยูซีแอลหรือไม่ จากนั้นเจอศึกหนักกับสเปอร์สในพรีเมียร์ลีก, คาราบาว คัพ กับดาร์บี้ เคาน์ตี้ และปิดท้ายกับเซาธ์แธมป์ตันในลีก

ซึ่งสถานการณ์ของลิเวอร์พูลในเวลานี้ ถ้าให้มองในด้านบวก คือการมองเห็นจุดบกพร่องตั้งแต่ตอนต้นซีซั่น ยังมีเวลาอีกมากให้แก้ไข ซึ่งแฟนๆ ลิเวอร์พูลต่างหวังว่า นี่คือโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3583294/2022/09/12/jurgen-klopp-liverpool-ac-milan/

https://theathletic.com/3640643/2022/09/29/liverpool-schedule-world-cup/

https://punditarena.com/football/matt-gault/jurgen-klopp-arrigo-sacchi-influence/

https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/arrigo-sacchi-liverpool-milan-22009281

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-10145959/Jurgen-Klopps-Liverpool-perfect-without-real-superstars-says-Sacchi.html

https://www.si.com/soccer/liverpool/interviews/a-masterpiece-ac-milan-legend-arrigo-sacchi-on-jurgen-klopps-liverpool

https://en.wikipedia.org/wiki/1988%E2%80%9389_A.C._Milan_season

Categories
Special Content

แยกทางหรือไปต่อ..อนาคต “ฟีร์มีโน” กับสี่นักเตะสัญญาปีสุดท้าย

ดูเหมือนใคร ๆ ต่างโฟกัสมิดฟิลด์คนใหม่ที่จะเข้ามาในสองตลาดปีหน้า รวมถึงโปรเจ็คต์ของเยอร์เกน คล็อปป์ ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนถ่ายเลือดเพื่อสร้างลิเวอร์พูลรุ่นสองแทนเหล่าขุนพลที่ร่วมกันสร้างความสำเร็จช่วงชีวิตการทำงานเจ็ดปีแรกที่แอนฟิลด์ของเจเค

อีกด้านหนึ่งยังมีนักเตะห้าคนที่กำลังรับใช้สโมสรในซีซันสุดท้ายของสัญญา ซึ่งบอร์ดและสตาฟฟ์โค้ชต้องตัดสินใจอนาคตของพวกเขารวมถึง โรแบร์โต ฟีร์มีโน ที่สโมสรยังค้างคำตอบให้กับสตาร์แซมบาหลังจากเคาะเส้นทางของสองฟรอนท์ทรีร่วมยุคไปแล้ว ขายซาดิโอ มาเน ให้กับบาเยิร์น มิวนิค และขยายสัญญาสามปีกับโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ พร้อมเพิ่มค่าเหนื่อยขึ้นเป็น 3.5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์

ดูเหมือนฟีร์มีโน ซึ่งจะมีอายุ 31 ปีในวันที่ 2 ตุลาคม ควรนับเวลาถอยหลังได้แล้วหลังมีปัญหาบาดเจ็บทำให้ลงสนามพรีเมียร์ลีกซีซันที่แล้วได้เพียง 20 นัดทั้งที่หกซีซันก่อนหน้า ตัวเลขต่ำสุดคือ 31 นัดในซีซัน 2015-16 ฤดูกาลแรกในแอนฟิลด์ บวกกับการเข้ามาของ ลุยซ์ ดิอาซ และ ดาร์วิน นูเญซ ว่าที่สามประสานแดนหน้าแห่งอนาคต

มีกระแสข่าวช่วงตลาดซัมเมอร์ว่า ยูเวนตุสสนใจดึงฟีร์มิโนไปสวมเสื้อลายขาวดำ แต่คล็อปป์มีความชัดเจนว่าสตาร์บราซิลยังอยู่ในแผนงานของเขา โดยเฉพาะฟีร์มีโนกลับมาฟิตสมบูรณ์และฝึกซ้อมได้เต็มโปรแกรมปรีซีซัน ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไร กุนซือเยอรมันเลี่ยงที่ตอบตรง ๆ แต่ยืนยันว่า ฟีร์มีโนยังมีประโยชน์กับทีม ยังเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของทีม

สถิติพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ ฟีร์มีโนเล่น 5 นัด 344 นาที ทำ 3 ประตู 3 แอสซิสต์ เทียบกับซีซันที่แล้ว 20 นัด 985 นาที 5 ประตู 4 แอสซิสต์ จึงน่าสนใจทีเดียว่าคล็อปป์คิดอย่างไรกับว่าที่ตำนานกองหน้าหากยังรักษาสภาพร่างกายได้ดี แต่โอกาสต่ำมากที่สโมสรจะปล่อยให้ฟีร์มีโนเป็นฟรีเอเยนต์ และน่าจะเป็นต่อสัญญา 1-3 ปี เพื่อประคับประคองฟรอนท์ทรีรุ่นน้อง แถมยังสามารถขายได้เงินเข้ากองคลังบ้าง ซึ่ง transfermarkt ประเมินราคาตอนนี้ไว้ที่ 28 ล้านปอนด์

แต่สิ่งที่บอร์ดบริหารต้องขบคิดอย่างหนักคือ ค่าเหนื่อยของฟีร์มีโนที่เคยเรียกร้องเพิ่มขึ้นอย่างต่ำสองเท่าช่วงมีข่าวสโมสรเตรียมเสนอสัญญาใหม่ อีกทั้งยังมีตัวเลขของซาลาห์เป็นบรรทัดฐานให้เทียบอีก

⚽️ “นาบี เกอิตา”

มิดฟิลด์วัย 27 ปี โดนตั้งความคาดหวังไว้สูงมากเมื่อย้ายมาจากเรดบูลล์ ไลป์ซิก ด้วยค่าตัว 48 ล้านปอนด์ในปี 2018 แต่เจออาการบาดเจ็บเรื้อรังทำให้พัฒนาการขาดตอน เป็นเพียงตัวเลือกถัดจากฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และติเอโก อัลคันตารา โดยซีซันนี้ คิเอตาเพิ่งได้เล่นแค่ห้านาทีกับคอมมูนิตีชิลด์ คาดว่าเขาจะรักษาต้นขาและลงสนามได้ราวเดือนพฤศจิกายน

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องคิเอตาอยากย้ายทีม ดิ แอธเลติค ระบุว่าลิเวอร์พูลพยายามเสนอสัญญาใหม่ แต่สกาย สปอร์ตส์ เยอรมนี รายงานว่าโต๊ะเจรจาถูกพับไปแล้วและยังไม่มีการยื่นข้อเสนอใดๆ

⚽️ “อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน”

โชคร้ายเอ็นไขว้เข่าเสียหายในเดือนเมษายน 2018 ทั้งที่เพิ่งย้ายจากอาร์เซนอลด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์ไม่ถึงหนึ่งปี และซีซัน 2021-22 เขาลงตัวจริงบอลลีกแค่ 9 นัด พร้อมข่าวว่าลิเวอร์พูลเสนอขายในราคา 10 ล้านปอนด์ในตลาดล่าสุด แต่ไม่มีทีมไหนยื่นข้อเสนอมาจริงจัง หนำซ้ำมิดฟิลด์วัย 29 ปียังบาดเจ็บแฮมสตริงช่วงปรีซีซันและไม่มีแววคืนสนามเมื่อใด

มีความเป็นไปได้สูงที่ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลนจะถูกปล่อยให้หมดสัญญา หรือหากเรียกความฟิตกลับมาภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า ลิเวอร์พูลอาจได้เงินบ้างหากมีสโมสรไหนสนใจเขาในตลาดเดือนมกราคมปีหน้า

⚽️ “เจมส์ มิลเนอร์”

มิดฟิลด์วัย 36 ปี ยังตกอยู่ในสปอตไลท์เสมอนับตั้งแต่ลิเวอร์พูลได้มาฟรีๆจากแมนฯ ซิตี กลางปี 2015 และใกล้จะลงสนามให้หงส์แดงครบ 300 นัด มิลเนอร์ยังอยู่ในแผนของคล็อปป์แม้ถูกสงสัยเรื่องฟอร์มและสังขาร แต่ที่แน่ ๆ เขามีบทบาทสำคัญต่อบรรยากาศในห้องแต่งตัว

มิลเนอร์หมดสัญญาฉบับเก่าหลังซีซันที่แล้ว แต่ลิเวอร์พูลเลือกต่อสัญญาหนึ่งปี ส่วนเขาก็ปฏิเสธข้อเสนอที่ได้รับจากบางสโมสรพรีเมียร์ลีก สำหรับอนาคตหลังวันที่ 30 มิถุนายนปีหน้า ยัง 50-50 กับโอกาสที่หงส์แดงต่อสัญญาอีกหนึ่งปีหรือปล่อยมิลเนอร์เป็นฟรีเอเยนต์

⚽️ “เอเดรียน”

นายทวารวัย 35 ปีโบกมือลาเวสต์แฮมเพื่อมาเป็นตัวสำรองของอลิสซอง เบคเกอร์ ในปี 2019 โดยชีวิตปีแรกที่แอนฟิลด์เป็นช่วงที่เอเดรียนได้เฝ้าประตูมากที่สุดคือ 18 นัดรวมทุกรายการ (11 นัดบอลลีก) ส่วนซีซันที่แล้ว เขาลงทำหน้าที่เพียงคาราบาวคัพ รอบสี่ และซีซันนี้คล็อปป์ใช้งานเขาในเกมคอมมูนิตีชิลด์

ปัจจุบัน นายด่านชาวสเปนเป็นมือสามของทีมต่อจากควีวีน เคลเลเฮอร์ เขาคงเริ่มมองหาความท้าทายใหม่หลังจบฤดูกาลนี้

📝 KMD Content Team

🙏 EUROsport France

Categories
Special Content

ทำไมหงส์แดงฟอร์มร่วง! ส่อง 20 Top Comment แฟนบอลชาว KMD หลัง “ลิเวอร์พูล” ยอดทีมแดนผู้ดี ฟอร์มยังไม่เข้าที่ ล่าสุดถูกนาโปลีไล่ต้อน 4-1 ศึกแชมเปียนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม

ภาพการลงเล่นในสนามแบบดุดัน เร้าใจ ยืนกองหลังสูงแบบ high line และไล่บี้เล่นเพรสซิ่งหนักหน่วงกันตั้งแต่แดนบนของลิเวอร์พูลที่แฟนบอลคุ้นเคยตอนนี้ดูเหมือนกลายเป็นปัญหาเสียแล้ว โดยในเกมล่าสุด แชมเปียนส์ลีก คือ แมตช์ขยี้บาดแผลที่กำลังเจ็บให้ยิ่งเจ็บแบบไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ทั้งสิ้น

สาเหตุของฟอร์มการเล่นอันน่าผิดหวัง คือ อะไร?

โลกโซเชียลยังคงประโคมโหมคำตอบกันไม่หยุด โดยทางเพจ KMD ได้เปิดโพสต์ตั้งประเด็น และได้คำตอบจากลูกเพจมากมายร่วม 100 คอมเมนต์ในเวลา 3-4 ชั่วโมงตอนบ่ายหลังเกม 8 ก.ย.ที่ผ่านมา

คอมเมนต์มองว่าอย่างไรกันบ้าง หลังทีมรักฟอร์มตก มาดูกันสัก 20 เมนท์ โดยที่เหลือก็คลิ๊กไปดูอัพเดทในโพสต์ได้เลยค่ะ https://bit.ly/3Bmapim หรือเราคัดมาให้ส่วนหนึ่ง 20 เมนท์ตามนี้:

1. ต่างคนต่างเล่น เหมือนจะเก่งกองหลังเรา ไม่ส่งน้องแนท ผมลงบ้าง เปิดบอลไม่เคยเข้าเป้าเลยสำหลับ ผม(กองหลัง) 

2. การปรับจูน ของผู้เล่นเก่ากับใหม่ยังไม่เข้าที่ แรงจูงใจของนักเตะเก่าที่ใกล้หมดสัญญา โดยรวมผมว่าสภาพจิตใจครับ

3. การลองยิงไกลนอกเขต นอกจากดิอาซกับคาร์วัลโญ่แล้ว แทบไม่เหนใครกล้าลองยิงเลย … จ่ายบอลเพื่อให้ยิงจ่อๆตลอด มันก้อไม่ง่ายแล้วอ่า

4. หมด Passion กันแล้วครับ แกนหลักผ่านจุดสูงสุดไปหมด น่าจะต้องทำใจโละยกทีม แล้วสร้างทีมใหม่มาแทน

5. สงสัยต้องให้วิ่ง 14 กม.แบบเทนฮาก หยอกๆๆ

6. สร้างมาตรฐานไว้สูงเกินไป ผู้คนเลยคาดหวังสูง พอมีปัญหาคนจะรับไม่ค่อยได้ ใจร้อน สรุปแก้ที่ตัวกองเชียร์เองก่อน ส่วนตัวผมก็เชียร์โง่ๆแบบเดิมไป ผมเชื่อว่าบอสแก้ได้ #YNWA

7. ระบบการเล่นที่เดิมๆ

8. ฝั่งขวาทั้งแถบบอดสนิท

9. แท็กติก แผนการเล่นเดิม ไม่เหมาะกับชุดนี้แล้ว ให้ดู รีลมาดริดเล่นจะช่วยได้ เหนียวแน่นและคม ครองบอลไม่เยอะ ร่างกายไม่ล้า

10. ใจ คับ ตอนนี้ ดูไม่มั่นใจอย่างชัดเจน

11. ความหลากหลายและแม่นยำของเกมส์รุกในพื้นที่ที่ 3

12. ฟูลแบ๊ค 2 ข้าง ไปไม่ถึงเส้นหลังครับ ไม่ว่าจะด้วยแผนที่เปลี่ยนไป หรือจากการเสียเซ็ตบอล

13. ความกระหายในการเล่น…ถึงผู้เล่นจะไม่พร้อมและส่งผลถึงระบบการเล่น แต่ถ้ายังมีความกระหาย มันจะต้องช่วยกันเล่นช่วยกันวิ่ง

14. ไม่ยอมเปลี่ยนวิธีการเล่น ทั้งที่คู่แข่งเริ่มจับทางได้ รู้วิธีที่จะเอาชนะลิเวอร์พูล

15. อายุเฉลี่ยนักเตะในทีมสูงเกินกว่าจะเล่นเพลสซิ่งทั้งเกมส์ได้แล้วค่ะ

16. อิ่มตัวครับ การแข่งขันแต่ละตำแหน่งไม่มี เลยเล่นไปเรื่อยๆ

17. อิ่มตัวครับ นักเตะชุดนี้อยู่ด้วยกันมานาน กวาดมาหมดทุกแชมป์ ความกระหายหรือที่เรียกว่าแพสชั่นก็ลดลงเป็นธรรมดา

18. คิดว่าอาการล้ามาจากฤดูกาลก่อนและนักเตะเจ็บเยอะเกินความสมดุลในทีมเลยขาดๆเกินๆ

19. แผนกลางที่ยังไม่ลงตัว ติอาโก้ ฟาบิญโญ่ เฮนเดอร์ซั่น คนอื่นยังทำแทนไม่ได้

20. สำหรับผมให้เป็น โม ซาลาห์ละกัน ตัวซาลาห์ดูดร็อบลงไปตั้งแต่ไปเตะแอฟฟิกันคัพออฟเนชั่นแล้ว และยังยื่นสัญญาให้ใหม่อีก ตอนนี้ผมมองว่าเป็น โอบาเมยอง โมเดลไปแล้ว ยิ่งดูการจับบอลโล่งๆ การอะไรเมื่อคืน และหลายต่อนัด มันยิ่งเห็นชัด

.

เรียบเรียง: ภาวินีย์ สูญสิ้นภัย (แนน)

Categories
Special Content

ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ : เพชรเม็ดงามจากนอกลีก ว่าที่ “นิว คูตินโญ่” คนต่อไป ?

ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ คือนักเตะใหม่คนแรก ที่ลิเวอร์พูลเสริมเข้ามาในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากจบภารกิจในการพาฟูแล่ม เลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2022/23

และในนัดเปิดซีซั่นใหม่ที่จะเริ่มต้นขึ้นในสัปดาห์นี้ “หงส์แดง” มีโปรแกรมออกไปเยือนที่คราเวน ค็อทเทจ นั่นหมายความว่า มิดฟิลด์ดาวรุ่งวัย 20 ปีรายนี้ มีโอกาสเผชิญหน้ากับทีมเก่า

วันนี้ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะพาไปทำความรู้จักอดีตแข้งเยาวชนของ “เจ้าสัวน้อย” กับเส้นทางสู่การเป็นนักฟุตบอลของเขากันครับ

ประสบการณ์เฉียดตายในวัยเด็ก

ในวัยเด็ก ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ มีความสนใจในการเล่นฟุตบอลเป็นอย่างมาก แต่อุปสรรคสำคัญคือ พ่อแม่ห้ามไม่ให้ออกจากบ้าน เนื่องจากบ้านตั้งอยู่ใกล้กับถนน ซึ่งมีความเสี่ยงมาก ๆ ที่จะเกิดอันตราย

แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเล่นฟุตบอลให้ได้ เจ้าหนูคาร์วัลโญ่ได้อาศัยช่วงที่ทุกคนในครอบครัวออกจากบ้านทั้งหมด รอเวลาสักครู่ แล้วเขาค่อยออกจากบ้านไปข้ามถนน เพื่อไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้บ้าน

ซึ่งเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ได้เห็นเจ้าหนูคาร์วัลโญ่วิ่งข้ามถนน จึงออกมาเตือนว่าไม่ให้ทำแบบนี้อีก แต่เขาไม่ฟังคำเตือนจากเพื่อนบ้านคนนั้นเลย แล้ววันต่อ ๆ มา ก็ข้ามถนนเพื่อไปสวนสาธารณะอีก

ความคลั่งไคล้ในกีฬาลูกหนังของเจ้าหนูคาร์วัลโญ่ ทำให้เขาเกือบถูกรถบรรทุกชน เพื่อนบ้านจึงไปบอกให้ครอบครัวของเขาได้ทราบ ครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงชีวิตของลูกชายมาก

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เฉียดตายในครั้งนั้น ก็ไม่อาจฉุดรั้งความฝันของคาร์วัลโญ่ และได้เริ่มต้นฝึกวิชาฟุตบอลกับอคาเดมี่ของเบนฟิก้า ทีมยักษ์ใหญ่ในบ้านเกิดของเขา เมื่ออายุ 7 ขวบ

จนกระทั่งในปี 2013 เมื่อคาร์วัลโญ่อายุได้ 11 ขวบ โปรตุเกสประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ครอบครัวของเขา ได้ตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เข้าตาสโมสรระดับนอกลีกในลอนดอน

เมื่อฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ เข้ามาที่ลอนดอน พร้อมพกความฝันในการเป็นนักฟุตบอล คุณแม่ของเขาได้พาไปที่สนามซ้อมของสโมสรบัลแฮม ทีมนอกลีกอาชีพ และได้พบกับเคร็ก ครัทเวลล์ ประธานสโมสร

ครัทเวลล์ กล่าวว่า “ฟาบิโอและคุณแม่ เพิ่งมาอยู่ลอนดอนได้ไม่นาน และคุณแม่กำลังมองหาทีมฟุตบอลให้ลูกชาย พอดีว่าทั้งคู่ได้มาที่สนามซ้อมของเรา ตอนนั้นผมกำลังดูนักเตะชุด ยู-11 ลงซ้อมอยู่”

“ในช่วง 30 วินาทีแรกของการซ้อม สต๊าฟฟ์ได้เปิดบอลระยะ 30 หลาไปให้ฟาบิโอ สิ่งที่เขาทำคือ เปิดบอลกลับคืนได้อย่างแม่นยำ ผมและโค้ชคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน ก่อนที่ผมจะตอบว่า โอเค!”

และเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนต้องทึ่งในความสามารถของคาร์วัลโญ่ เป็นการแข่งขันฟุตบอล 6 คน ที่เมืองกิลด์ฟอร์ด เขาได้โชว์การทำ “ราโบนา” (Rabona) หรือการเปิดบอลแบบไขว้จากริมเส้น

ครัทเวลล์ กล่าวต่อว่า “สิ่งที่ผมได้เห็นจากตรงหน้า คือการไชว้บอลจากริมเส้น และโชว์ลูกเล่นสารพัด ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้รับการติดต่อจากฟูแล่มแล้ว แต่หลังจากนั้นสโมสรยักษ์ใหญ่ก็ติดต่อเข้ามา”

“เขามีคลาสฟุตบอลที่เหนือกว่าคนอื่นๆ แน่นอนว่าเขามีความทะเยอทะยาน แต่ยังถ่อมตัว ไม่เคยมองว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่น ไม่เคยพูดโอ้อวดว่า ฉันจะไปเล่นพรีเมียร์ลีกให้ได้ อะไรประมาณนั้น”

หลังจากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในท้ายที่สุด ครัทเวลล์ ประธานสโมสร และเปโดร โซอาเรส โค้ชผู้รักษาประตูของบัลแฮม ช่วยกันผลักดันให้คาร์วัลโญ่ ย้ายไปอยู่กับอคาเดมี่ของฟูแล่ม

“สโมสรใหญ่ต่างหยิบยกเหตุผลดีๆ มากมายเพื่อล่อใจ แต่ครอบครัวของเขามองว่า ไม่ได้ยึดติดกับการที่เขาต้องเป็นนักเตะดาวดัง ฟูแล่มคือสโมสรที่ใช่สำหรับเขาแล้ว” ครัทเวลล์ กล่าวปิดท้าย

แจ้งเกิดกับฟูแล่ม ช่วยคว้าแชมป์ลีกรอง

หลังจากใช้เวลา 2 ปี กับทีมนอกลีกอย่างบัลแฮม ในปี 2015 ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ก็ได้ก้าวสู่สโมสรที่ใหญ่กว่าอย่างฟูแล่ม ซึ่งเป็นสโมสรที่ขึ้นชื่อเรื่องปั้นนักเตะเยาวชนระดับต้น ๆ ของวงการฟุตบอลอังกฤษ

ซึ่งก่อนหน้านี้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งของลิเวอร์พูล ก็เคยอยู่กับอคาเดมี่ของฟูแล่มมาแล้ว ก่อนที่จะย้ายเข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อปี 2019 (เคยถูกแบล็กเบิร์น โรเวร์ส ยืมตัวไปใช้งาน 1 ซีซั่น)

ขอบคุณภาพ https://www.facebook.com/FulhamFC

ช่วงเวลา 5 ปี ที่อยู่กับอคาเดมี่ของฟูแล่ม คาร์วัลโญ่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ จนได้ขึ้นมาอยู่ในทีมชุด ยู-18 ในปี 2018 ทำได้ 17 ประตู จาก 43 นัด และต่อด้วยทีมชุดสำรอง 39 นัด ยิง 16 ประตู

ฤดูกาล 2020/21 คาร์วัลโญ่ในวัย 18 ปี ได้รับสัญญานักเตะระดับอาชีพเป็นครั้งแรกกับฟูแล่ม และได้โอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ 6 นัด รวมทุกรายการ แต่ต้นสังกัดของเขา มีอันต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก

อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลถัดมา ถือเป็นซีซั่นที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวของคาร์วัลโญ่ เมื่อยิงไป 10 ประตู 8 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 36 นัด ช่วยให้ “เจ้าสัวน้อย” เสื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ในฐานะแชมป์ลีกรอง

นอกจากนี้ คาร์วัลโญ่ยังทำ 1 ประตู ในเกมเอฟเอ คัพ รอบ 4 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม้ท้ายที่สุด ฟูแล่มจะถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถล่ม 4 – 1 แต่อย่างน้อย เขาก็มีชื่อเป็นผู้ยิงประตูใส่ยอดทีมอย่าง “เรือใบสีฟ้า”

คาร์วัลโญ่ เป็นนักเตะดาวรุ่งอายุย่างเข้าเลข 2 ที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง ทำให้หลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกต่างจ้องที่จะล่าตัวมาให้ได้ และเป็นลิเวอร์พูล ที่ไม่ปล่อยให้เพชรเม็ดงามหลุดมือไป

แล้วตัวเขา จะให้อะไรกับลิเวอร์พูล ?

ที่จริงแล้ว ลิเวอร์พูลจะปิดดีลฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ ได้ตั้งแต่ช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถดำเนินการให้ทันวันเส้นตาย อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เป็นนักเตะใหม่ของ “หงส์แดง” ในท้ายที่สุด

สไตล์การเล่นของคาร์วัลโญ่ จะมีบทบาทคล้ายกับฟิลิปเป้ คูตินโญ่ คือเป็นมิดฟิลด์ตัวรุก หรือเพลย์เมกเกอร์หมายเลข 10 ที่มีไอเดียในการสร้างสรรค์เกม อีกทั้งมีสกิลในการครองบอล และเลี้ยงบอลที่ยอดเยี่ยม

พื้นที่ที่คาร์วัลโญ่โปรดปรานเป็นพิเศษคือ การเล่นบอลบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ อาจจ่ายบอลแบบสั้น ๆ ให้เพื่อน ก่อนวิ่งเข้าเขตโทษเพื่อรอรับบอล เมื่อเข้าเขตโทษก็เลือกที่จะส่งให้เพื่อน หรือลุ้นยิงประตูในทันที

นอกจากจะเป็นเพลย์เมกเกอร์ หรือกองหน้าตัวต่ำในระบบ 4-2-3-1 คาร์วัลโญ่ ยังเป็นนักเตะที่สามารถโยกไปเล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้ายในระบบ 4-3-3 ซึ่งเป็นแผนการเล่นหลักของเจอร์เก้น คล็อปป์

แต่ด้วยอายุที่ยังน้อย คาร์วัลโญ่จึงถูกวางตัวในการสร้างทีมสำหรับแผงกองกลางรุ่นใหม่ของลิเวอร์พูลในอนาคต เพื่อเข้ามาทดแทนมิดฟิลด์รุ่นพี่บางคน ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงบั้นปลายอาชีพกันแล้ว

ยังเร็วเกินไปที่จะพูดว่าฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ จะก้าวขึ้นมาเป็น “นิว คูตินโญ่” แต่ด้วยสายตาอันแหลมคมในการดึงนักเตะของเจอร์เก้น คล็อปป์ ก็อาจจะมีเซอร์ไพรส์ที่ทำให้ “เดอะ ค็อป” คาดไม่ถึงก็เป็นได้

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://www.bbc.com/sport/football/61654325

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-10846023/Fabio-Carvalho-tipped-thrive-Liverpools-superstars-starting-career-ninth-tier.html

https://theathletic.com/3251727/2022/04/24/what-fabio-carvalho-will-bring-to-liverpool/

https://lifebogger.com/fabio-carvalho-childhood-biography-story-facts/

Categories
Special Content

หวังน้อยได้ไง? “หงส์” กับขุมกำลังที่แข็งแกร่งเพียบพร้อมกว่าเดิม

ถึงแม้เยอร์เกน คล็อปป์ จะถ่อมตัวยกให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-23 และยอมรับว่าการช่วงชิงโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นภารกิจที่ยากลำบากขึ้น แต่กูรูลูกหนังยังมองว่า ขุมกำลังตอนนี้ของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งและเพียบพร้อมกว่าเดิม

แม้ยังเหลือเวลาร่วมเดือนก่อนที่ตลาดซื้อขายรอบนี้จะปิดทำการ แต่ภารกิจของลิเวอร์พูลจบลงแล้วหลังจากได้นักเตะครบสามคนตามเป้าหมายได้แก่ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ แนวรุกดาวรุ่งจากฟูแล่ม, ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้าค่าตัวแพงจากเบนฟิกา และ คัลวิน แรมเซย์  แบ็คขวาอนาคตไกลจากอเบอร์ดีน เยอร์เกน คล็อปป์ กล่าวกับนักข่าวว่ามีสองเงื่อนไขเท่านั้นที่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องกลับเข้าตลาด 

“ถ้าไม่มีใครอยากย้ายทีม งานเราก็จบ และอีกอย่างถ้าไม่มีใครบาดเจ็บรุนแรงซึ่งเราหวังให้เป็นเช่นนั้น แฟนบอลลิเวอร์พูลสามารถเริ่มโฟกัสกับเรื่องอื่นไปได้เลย”

หากถามใจเหล่าเดอะค็อป หนึ่งในเรื่องสำคัญที่พวกเขาให้ความสนใจต้องเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งลิเวอร์พูลเป็นทีมเดียวที่สามารถขวางทางไม่ให้แมนฯ ซิตี้ ผงาดชนะเลิศห้าสมัยติดต่อกันจากความสำเร็จของทีมหงส์แดงในซีซั่น 2019-20 ที่คั่นกลางอยู่ระหว่างแชมป์สองสมัยรวดของทีมเรือใบสีฟ้า และถ้าลูกทีมของคล็อปป์ทำสำเร็จ พวกเขาจะดับฝันแชมป์สามสมัยติดต่อกันของแมนฯ ซิตี้ เป็นครั้งที่สอง

อาจเป็นสงครามจิตวิทยาเพื่อโยนความกดดันก็ได้เมื่อคล็อปป์ยกให้แมนฯ ซิตี้ เป็นตัวเต็งยืนบนบัลลังก์สูงสุดของลีกลูกหนังอังกฤษ

“ทุกคนต่างต้องการชนะพรีเมียร์ลีกแต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นทีมไหน ดูเหมือนซิตี้จะเป็นแชมป์ในบั้นปลาย ที่ผ่านมาถ้าเราไม่ได้เป็นแชมป์ พวกเขาจะชนะเลิศห้าสมัยติดต่อกันเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องบ้าจริงๆเลย”

“สำหรับพวกเราแล้วยังคาดหวังที่จะเล่นให้เป็นซีซั่นที่ดีที่สุด แล้วมาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อพวกเราบีบเค้นสิ่งนั้นออกมาได้ เราเฝ้ารอที่จะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจริง ๆ”

คล็อปป์ยังให้ความเห็นด้วยว่าก่อนจะหันไปท้าทายความยิ่งใหญ่ของแมนฯ ซิตี้ เขาต้องทำให้มั่นใจว่าพาทีมติดท็อป-4 ให้ได้เสียก่อน

“สำหรับฟุตบอลลีกแล้ว เป้าหมายหลักของพวกเราคือเข้าไปเล่นแชมเปียนส์ลีกให้ได้ เท่านี้ก็เป็นงานที่ยากลำบากพอแรงแล้ว พอคุณบรรลุภารกิจนั้นได้ก็ถึงเวลาที่จะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งแชมป์ แต่ส่วนใหญ่แล้วในแต่ละซีซั่น เราจะต่อสู้เพื่อสิทธิแข่งขันแชมเปี้ยนส์ลีก”

“พอผ่านเข้ารอบติดต่อกัน 4-5 ปี ผู้คนจะไม่ค่อยตื่นเต้นเหมือนปีแรกที่ทำได้สำเร็จหลังจากว่างเว้นมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นนี่เป็นงานหลักที่เรายังต้องทำ โดยเฉพาะปีนี้ที่มีแข่งขันดุเดือดมาก”

ฤดูกาลที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลได้ลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกถึงนัดสุดท้าย รวมถึงเข้ารอบชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ แม้เพิ่งเสีย ซาดิโอ มาเน หนึ่งในสามประสานกองหน้าคนสำคัญ แต่ผลกระทบคงไม่รุนแรงเมื่อเทียบกับ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่ย้ายออกไปเมื่อหนึ่งปีที่แล้วเพราะลิเวอร์พูลเสริมกองหน้าทดแทนได้ดีระดับหนึ่ง ไม่เพียงนูนเญซแต่เป็น หลุยซ์ ดิอาซ ซึ่งเล่นตำแหน่งตรงกับมาเนมากกว่า 

และหากมองภาพรวมขุมกำลังส่วนต่างๆที่จะลงสมรภูมิฤดูกาล 2022-23 แจ็ค เชียร์ ผู้ช่วยบรรณธิการแห่งสำนัก This is Anfield หนึ่งในกูรูลูกหนังเมืองผู้ดี ได้เคาะผลการประมวลข้อมูลจนมีข้อสรุปว่า นักเตะลิเวอร์พูลชุดนี้มีความแข็งแกร่งมากกว่าซีซั่นที่แล้ว

ผู้รักษาประตู-กองหลัง : ตัวเลือกมากพอให้ใช้งาน

แจ็ค เชียร์ มองว่า สัญญาใหม่ที่ทำกับ โจ โกเมซ อาจเป็นการเจรจาทางธุรกิจฟุตบอลที่ได้รับการประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากที่สุดของลิเวอร์พูลในซัมเมอร์ปีนี้

หลังจากไม่ค่อยได้ลงสนามเท่าที่ควรในซีซั่นที่แล้ว หลายคนเชื่อว่าเซ็นเตอร์แบ็ควัย 25 ปี น่าจะย้ายไปอยู่ทีมอื่นเพื่อเพิ่มโอกาสติดทีมชาติอังกฤษลุยเวิลด์คัพปลายปีที่กาตาร์ แต่สโมสรกลับโน้มน้าวจนโกเมซต่อสัญญาอยู่แอนฟิลด์เพิ่มอีกห้าปี ซึ่งเป็นหลักประกันให้ลิเวอร์พูลได้ใช้งานโกเมซในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง

ซีซั่นใหม่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ยังสามารถยืนเป็นเซ็นเตอร์แบ็คตัวหลักแม้อายุ 31 ปี เขาและโกเมซน่าจะมีสภาพร่างกายดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ขณะที่ อิบราฮิมา โคนาเต ในวัย 23 ปี ได้รับการขัดเกลาให้ฉายแววเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน โจเอล มาติป ที่พยายามเอาชนะอาการบาดเจ็บเพื่อเปล่งประกายความรุ่งโรจน์กับสีเสื้อของเดอะ เรดส์ 

ทั้งหมดต่างต้องเฟ้นฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาเพื่อเป็นปราการหลังคู่กับฟาน ไดจ์ค ขณะที่ เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก และ แนท ฟิลลิปส์ มีโอกาสรออยู่ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คตัวเลือกอันดับห้า ส่วนข้างหลังคู่ปราการหลัง อลิสซอน ยังเป็นผู้รักษาประตูที่สร้างความอุ่นใจได้เช่นเดิมแถมมี ควีวีน เคลเลเฮอร์ นายทวารทีมชาติไอร์แลนด์ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จซีซั่นที่ผ่านมาของลิเวอร์พูล

ฟูลแบ็คเป็นตำแหน่งที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด คัลวิน แรมเซย์ แบ็คขวาวัย 18 ปี เข้ามาแทน เนโก วิลเลี่ยส์ ที่ย้ายออกไปร่วมทีมน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยราคา 17 ล้านปอนด์ เข้ามากดดันให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ยกระดับฝีเท้าให้สูงขึ้นเพื่อการันตีตำแหน่งตัวจริง ขณะที่ คอนสแตนตินอส ซิมิกาส ทำหน้าที่เดียวกันกับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ที่อีกฝั่งของสนาม

ผู้รักษาประตู : อลิสซอน, เคลเลเฮอร์ / แบ็คขวา : อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แรมเซย์, มิลเนอร์ / เซ็นเตอร์แบ็คขวา : โคนาเต, มาติป / เซ็นเตอร์แบ็คซ้าย : ฟาน ไดจ์ค, โกเมซ / แบ็คซ้าย : โรเบิร์ตสัน, ซิมิกาส

กองกลาง : คาร์วัลโญทำให้อ็อปชั่นตัวเลือกเพิ่มขึ้น

น่าสนใจทีเดียวว่า คล็อปป์จะใช้ประโยชน์อย่างไรกับ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ มิดฟิลด์โปรตุกีสวัย 19 ปี ซึ่งเล่นตำแหน่งเบอร์ 10ตามหมากเกม 4-2-3-1 ที่ฟูแล่ม กุนซือชาวเยอรมันยังไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนในปรีซีซั่นแต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ คาร์วัลโญช่วยให้คล็อปป์มีอ็อปชั่นมากขึ้นและวางแผนการเล่นได้ยืดหยุ่นขึ้น

นัดแรกที่แพ้แมนฯ ยูไนเต็ด 0-4 ที่กรุงเทพฯ คาร์วัลโญเล่นมิดฟิลด์กลางสนามในฟอร์แมท 4-3-3 สูตรที่คุ้นตาแฟนบอลหงส์แดง แต่เป็นตำแหน่งที่ ฮาร์วีย์ เอลเลียต อดีตเด็กอะคาเดมี่ของฟูแลม ครอบครองอยู่ โดยนัดนี้ เอลเลียตขยับขึ้นไปเล่นด้านขวาของฟรอนท์ทรี แถมฉายแววได้ดีกว่าที่หลายคนคิด

ครึ่งหลังของนัดสองที่ชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ที่สิงคโปร์ เอลเลียตกลับไปทำหน้าที่กองกลาง ขณะที่คาร์วัลโญถ่างตัวเองออกไปบริเวณริมสนาม แม้มีความเห็นมากมายให้ลิเวอร์พูลเสริมผู้เล่นมิดฟิลด์แต่คล็อปป์ยังมั่นใจว่าขุมกำลังตอนนี้ยังเอาอยู่ อย่างน้อยก็หนึ่งฤดูกาล ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ธีอาโก ยังจะเป็นตัวเลือกอันดับต้นเหมือนซีซั่นที่แล้ว ขณะที่เอลเลียตน่าจะได้รับโอกาสมากขึ้น

เคอร์ติส โจนส์ ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาในสนาม นาบี เกอิตา และ อเล็กซ์ ออกเลด-แชมเบอร์เลน เป็นอ็อปชั่นที่ยอดเยี่ยมเหนือกว่ามาตรฐานตัวสำรอง ส่วน เจมส์ มิลเนอร์ ยังเป็นลูกทีมที่ไว้ใจได้ของคล็อปป์

มิดฟิลด์กลางสนาม : ฟาบินโญ, เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ / มิดฟิลด์ขวา : เฮนเดอร์สัน, เอลเลียต, ออกเลต-แชมเบอร์เลน /มิดฟิลด์ซ้าย : ธีอาโก, เกอิตา, โจนส์, คัลวาโญ

กองหน้า : ขุมกำลังแห่งอนาคตที่สดใสขึ้นเรื่อย ๆ

มาเนย้ายไปสวมยูนิฟอร์มของบาเยิร์น มิวนิค ไม่มีอิมแพ็คต่อกองหน้าหงส์แดงมากเท่าที่หลายคนวิตกเพราะลิเวอร์พูลมีการเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ ดาร์วิน นูนเญซ ถูกมองว่าเป็นคำตอบแต่เมื่อเทียบกับตำแหน่งถนัดคือกองหน้าฝั่งซ้าย หลุยส์ ดิอาซ ซึ่งย้ายมาร่วมทีมในตลาดเดือนมกราคม เป็นตัวตายตัวแทนที่แท้จริงของกองหน้าทีมชาติเซเนกัล แถมพิสูจน์ตัวเองไปแล้วในครึ่งฤดูกาลหลัง

นูนเญซน่าจะเป็นศูนย์หน้าแห่งอนาคตแทน โรแบร์โต เฟียร์มิโน มากกว่าแต่ระหว่างนี้ คล็อปป์ยังมั่นใจว่า ซีซั่นนี้ เฟียร์มิโนจะกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยและยังมีฝีเท้าระดับเวิลด์คลาสเช่นเดิมหลังจากฤดูกาลที่แล้วมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่นายใหญ่เมืองเบียร์ยังเชื่อว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสตาร์ทีมชาติอียิปต์กำลังรออยู่เบื้องหน้า ขณะที่ ดิโอโก โชตา กำลังพัฒนาตัวเองและเพิ่มคุณประโยชน์ต่อทีมอย่างช้าๆแต่มั่นคง

ถึงเสียเมเน, ดิวอค โอริกี และ ทาคูมิ มินามิโนะ แต่การเข้ามาของคาร์วัลโญและนูนเญซ สามารถอุดรอยรั่วดังกล่าวได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะคาร์วัลโญ เอื้อประโยชน์ให้คล็อปป์ใช้งานเอลเลียตในตำแหน่งตัวรุกด้านขวาได้มากขึ้นทั้งกองหน้าและกองกลาง

ศูนย์หน้า : นูนเญซ, โซตา, เฟียร์มิโน / กองหน้าขวา : โซลาห์, เอลเลียต, ออกเลด-แชมเบอร์เลน / กองหน้าซ้าย : ดิอาซ, โซตา, คาร์วัลโญ

เสริมมิดฟิลด์กลางสนามยังเป็นภารกิจสำคัญในปีหน้า

แม้คล็อปป์มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งอยู่ในมือพร้อมไล่ล่าสี่ถ้วยแชมป์อีกครั้งในฤดูกาลใหม่ แต่กองกลางยังเป็นขุมกำลังที่จะต้องได้รับการเสริมแกร่งมากที่สุดในอีกหนึ่งปีหน้า ปัจจุบันทีมซีเนียร์ของลิเวอร์พูลมีผู้เล่นกองกลางอยู่แปดคน หากรวมคาร์วัลโญเข้าไปด้วยก็เป็นเก้า ยังไม่รวมนักเตะเยาวชนหรือทีมสำรอง

เฮนเดอร์สัน, มิลเนอร์ และ ธีอาโก ต่างมีอายุทะลุหลักสามสิบไปแล้ว ทั้งสามมีโอกาสบาดเจ็บวันใดวันหนึ่งในเกมแข่งขันที่มากและดุเดือด ชื่อของ จู้ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จึงถูกยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในตลาดซัมเมอร์ปีหน้า แต่ซีซั่นนี้ โจนส์, เอลเลียต และคาร์วัลโญ จึงถูกคาดหวังให้ยกระดับผลงานมากขึ้นกว่าเดิม

ซีซั่นที่แล้ว โจนส์เล่นเกมลีก 856 นาที เอลเลียตลงสัมผัสสนาม 346 นาที ซึ่งเพิ่มมากกว่านี้แน่หากไม่บาดเจ็บ ขณะที่คาร์วัลโญเล่นให้ฟูแลมมากกว่า 2,800 นาที ในบรรดาสามคนนี้ โจนส์ ซึ่งอายุเพียง 21 ปีแต่แก่กว่าเอลเลียตและคาร์วัลโญ มีประสบการณ์มากที่สุดและมีโอกาสได้รับการพลักดันจากคล็อปป์มากที่สุดเช่นกัน แต่ถือเป็นโชคดีของว่าที่ตัวตายตัวแทนเหล่านี้ที่จะได้รับโอกาสมากขึ้นในฤดูกาลใหม่เมื่อพรีเมียร์ลีกแก้ไขกฎให้เปลี่ยนตัวสำรองลงสนามได้ถึงห้าคน คล็อปป์เคยให้สัมภาษณ์ถึงทั้งสามว่า

โจนส์ : “ผมรู้จักเขามานานแล้วและเป็นหนึ่งในแฟนตัวจริงของเขา ทักษะการเล่นของเขายังต้องเรียนรู้และทำงานหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวัน บางคนต้องการการพลักดันซึ่งเคอร์ติสดูเหมือนเป็นคนแบบนั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของเขาว่าเป็นอย่างไร”

เอลเลียต : “ฮาร์วีย์เป็นผู้เล่นที่ดีจริงๆไม่ต้องสงสัยเลย แต่ที่ผ่านมายังไม่ใช่ซีซั่นที่ดีที่สุดของเขาแน่นอนเพราะเขาเพิ่งได้เล่นแค่ 20 นัด แต่เชื่อว่าเขาจะเริ่มต้นได้ดีอีกครั้งในซีซั่นใหม่ ตอนนี้เราก็ต้องทำงานร่วมกับเขาต่อไปเช่นเดียวกับคนอื่น”

คาร์วัลโญ : “เป็นทั้งโปรเจ็คต์ระยะสั้นและยาว เขาสามารถลงตัวจริงได้เลยพรุ่งนี้ แต่ยังต้องใช้เวลาปรับตัว เขาไม่มีตำแหน่งตายตัว บางทีอาจเป็นปีก เบอร์แปด เบอร์สิบ หรือเบอร์เก้าหลอกก็ได้หากเพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นมาอีก”

ด้วยขุมกำลังของลิเวอร์พูลที่คล็อปป์มีอยู่ ฤดูกาล 2022-23 ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับบรรดาเดอะ ค็อป ทั่วโลกโดยแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Special Content

ดาร์วิน นูนเญซ : จากเด็กยากจน สู่แข้งค่าตัวแพงสุดของลิเวอร์พูลที่ยังต้องต่อสู้กับคำครหา

ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้าวัย 23 ปี ย้ายจากเบนฟิก้า มาร่วมทีมลิเวอร์พูล ด้วยค่าฉีกสัญญา 64 ล้านปอนด์ บวกกับแอด-ออน อีก 21 ล้านปอนด์ รวมเป็น 85 ล้านปอนด์ 

แต่กว่าจะเป็นนักเตะค่าตัวแพงสุดในประวัติศาสตร์ของ “หงส์แดง” นูนเญซต้องต่อสู้กับชีวิตที่ยากลำบากในวัยเด็ก แถมเคยได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก จนเกือบต้องเลิกเล่นฟุตบอลมาแล้ว

และล่าสุด เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ดาวยิงชาวอุรุกวัยได้โอกาสโชว์ฝีเท้าในเกมอุ่นเครื่อง นัดที่บุกไปถล่มแอร์แบ ไลป์ซิก 5 – 0 โดยเจ้าตัวถูกเปลี่ยนลงมาในครึ่งหลัง และยิงคนเดียว 4 ประตูลบคำปรามาสก่อนหน้านี้ที่ลงเตะพรีซีซั่นให้หงส์แดงแล้วฟอร์มยังไม่เข้าตาไปได้

“นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในหยุดแว่วเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ มันเป็นคืนที่เพอร์เฟคต์สำหรับเขา” เยอร์เก้น คลอปป์ กล่าวถึงลูกทีมเบอร์ 27

ฉะนั้นหลังกด 4 ประตูแรก และซัดแฮทตริกใน 12 นาทีได้สำเร็จ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาเล่าเรื่องเส้นทางสู่การเป็นนักฟุตบอลของนูนเญซ ก่อนที่ศึก “คอมมูนิตี ชิลด์” จะมาถึงในสัปดาห์หน้า ให้ฟังกันครับ

ครอบครัวที่แสนลำเค็ญ และเคยคิดเลิกเล่นฟุตบอล

ดาร์วิน นูนเญซ เกิดที่เมืองอาร์ติกาส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอุรุกวัย ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ติดแม่น้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ต้องเฝ้าระวังทรัพย์สินที่อาจจะสูญหายได้ทุกเวลา

ชีวิตในวัยเด็กของดาร์วิน ต้องเผชิญกับความลำเค็ญอย่างมาก เนื่องจากมีฐานะยากจน คุณพ่อเป็นคนงานก่อสร้าง ส่วนคุณแม่ต้องเดินเก็บขวดขายแลกเงิน เพื่อนำมาเลี้ยงดูตัวเขา และจูเนียร์ พี่ชายของเขา

สิ่งเดียวที่จะขับเคลื่อนชีวิตของดาร์วิน และครอบครัว ให้หลุดพ้นจากความยากลำบากคือ “ฟุตบอล” เมื่ออายุ 6 ขวบ ได้เข้ามาเป็นนักเตะเยาวชน ใช้เวลาฝึกฝนทักษะกีฬาลูกหนังจนเป็นที่ยอมรับของอคาเดมี่

ปี 2013 ดาร์วินในวัย 14 ปี ได้เข้าสู่ทีมเยาวชนของเพนารอล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเมืองหลวงพร้อมกับพี่ชาย แต่เกิดอาการคิดถึงครอบครัวที่อาร์ติกาส จึงขออนุญาตกับทางสโมสร กลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน 1 ปี

ปีต่อมา ดาร์วินกลับไปที่เพนารอลอีกครั้ง แต่ชีวิตการค้าแข้งของเขา เกือบหยุดชะงัก เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่เอ็นหัวเข่าและบริเวณสะบ้า พักยาวเกือบ 2 ปี จนเจ้าตัวคิดอยากจะเลิกเป็นนักฟุตบอลเลยทีเดียว

เดือนพฤศจิกายน 2017 ดาร์วินได้ประเดิมลงสนามนัดแรกกับทีมชุดใหญ่ของเพนารอล แต่เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เขาได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าจุดเดิมเป็นครั้งที่ 2 พักนาน 7 เดือน ก่อนกลับมาลงสนามได้อีกครั้ง

ตลอด 2 ปี ในทีมชุดใหญ่ของเพนารอล ดาร์วินต้องเจอกับอุปสรรคทั้งร่างกายและจิตใจ แต่จูเนียร์ พี่ชายของเขา คือผู้เสียสละที่แท้จริง ด้วยการเปิดทางให้น้องชายได้ไปต่อในเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ

สู่เส้นทางค้าแข้งที่ยุโรป ก่อนเข้าตาเจอร์เก้น คล็อปป์ 

ดาร์วิน นูนเญซ เติบโตในครอบครัวที่ยากลำบาก แต่ด้วยความเป็นนักสู้ ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆ อีกทั้งแสดงความสามารถออกมาให้ทุกคนเห็น จนได้รับโอกาสในการไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ต่างแดน

ปี 2019 อัลเมเรีย สโมสรระดับลีกดิวิชั่น 2 ของสเปนในเวลานั้น จ่ายเงิน 6 ล้านยูโร ให้กับเพนารอล เพื่อเป็นค่าตัวในการย้ายไปค้าแข้งในลีกยุโรปเป็นครั้งแรก โดยได้รับค่าจ้างที่ไม่ได้สูงมากนัก

1 ฤดูกาลกับอัลเมเรีย นูนเญซปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จากตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นกองหน้า ทำได้ 16 ประตู จาก 30 นัด กลายเป็นดาวยิงสูงสุดของสโมสรในซีซั่น 2019/20

ต่อมาในซีซั่น 2020/21 นูนเญซได้รับโอกาสครั้งสำคัญ ในการย้ายไปค้าแข้งกับทีมที่ใหญ่ขึ้นอย่างเบนฟิกา สโมสรดังในลีกโปรตุเกส ด้วยค่าตัว 24 ล้านยูโร และมีโอกาสลงเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ฤดูกาลแรกที่อยู่กับ “เหยี่ยวลิสบอน” นูนเญซมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าอยู่บ้าง แต่ด้วยหัวจิตหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้ดี ยิงได้ 16 ประตู จากการลงสนาม 44 นัด รวมทุกรายการ

จนกระทั่งในฤดูกาล 2021/22 ลิเวอร์พูล มีโปรแกรมพบกับเบนฟิก้า ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ถึงแม้ว่าทีมของนูนเญซจะแพ้ด้วยสกอร์รวม 4 – 6 แต่เจ้าตัวทำประตูได้ทั้ง 2 นัดที่พบกัน

ฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นของนูนเญซ เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจให้กับเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันของ “หงส์แดง” ที่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง และมักจะชื่นชอบนักเตะสไตล์ “นักสู้” อยู่แล้วด้วย

ซีซั่นที่ 2 ของนูนเญซ ก้าวกระโดดกว่าซีซั่นแรกอย่างชัดเจน ยิงไป 32 ประตู จาก 41 นัดรวมทุกรายการ ฟอร์มการเล่นที่จัดจ้านด้วยอายุที่ยังน้อย ทำให้บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ ต่างจ้องที่จะล่าตัวมาให้ได้

เหตุใดลิเวอร์พูลถึงต้องจ่ายเงินเป็นสถิติสโมสร ?

สำหรับที่มาที่ไปของค่าตัว 85 ล้านปอนด์ ที่ลิเวอร์พูลจ่ายไปนั้น ข้อแรกคือ “กลไกตลาด” เนื่องจากดาร์วิน นูนเญซ ได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่เป็นอย่างมาก ทั้งลิเวอร์พูล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และอื่นๆ

เมื่อพูดถึงลีกโปรตุเกส สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงคือ เป็นลีกที่บ่มเพาะนักเตะฝีเท้าดี แล้วส่งออกไปยังลีกยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายราย โดยเฉพาะ 3 สโมสรชื่อดัง ได้แก่ เบนฟิก้า, ปอร์โต้ และสปอร์ติ้ง สิสบอน

สโมสรเหล่านี้ ได้รับทั้งชื่อเสียง และเครดิต ในการทำกำไรจากการขายนักเตะอย่างมหาศาล แม้จะต้องเสียนักเตะออกไปคนแล้วคนเล่า แต่กลับยิ่งตั้งใจค้นหา และสร้างดาวดวงใหม่ประดับวงการอยู่เสมอ

นอกเหนือจากเหตุผลเรื่องความต้องการแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือ “ของดีที่อยู่ในตัว” ถึงแม้ว่านูนเญซ จะมีรูปร่างสูงใหญ่ แต่มีความเร็วจัดจ้าน สร้างความลำบากใจให้แนวรับฝ่ายตรงข้ามได้แน่นอน

ที่สำคัญ นูนเญซยังเป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้ทุกพื้นที่ในเกมรุก โดยเฉพาะฝั่งซ้าย และสามารถเข้าได้กับหลายแท็กติก ไม่ว่าจะเป็น 3-4-3, 4-4-2 หรือ 4-2-3-1 โดยไม่ส่งผลกระทบต่อผลงานของเขา

เท่านั้นยังไม่พอ นูนเญซไม่ได้จำกัดตัวเองในการเล่นแค่ตำแหน่งกองหน้าเท่านั้น ยังเล่นในตำแหน่งกลางตัวรุก หรือปีกซ้าย แถมเล่นเกมโต้กลับได้ดี โดยเฉพาะในเกมถ้วยยุโรปที่ต้องเจอกับทีมยักษ์ใหญ่

จากผลงานในอดีต สถิติที่การันตีถึงความยอดเยี่ยม ครบเครื่องทั้งในและนอกเขตโทษ และด้วยวัยเพียงแค่ 23 ปี ถ้าลิเวอร์พูลต้องการจะจ่ายเงินชนิดที่ไม่เกรงใจการคลังของสโมสร ก็ถือเป็นความเสี่ยงที่น่าลอง

อย่างไรก็ตาม แฟนฟุตบอลหลายๆ คน ได้ออกมาตั้งคำถามที่ว่า การที่ลิเวอร์พูลกล้าที่จะทุ่มเงินมหาศาลระดับ 85 ล้านปอนด์ กับนักเตะดาวรุ่งที่เพิ่งแจ้งเกิดกับลีกโปรตุเกสได้ไม่นาน มันเสี่ยงเกินไปหรือไม่

เรื่องราวของ ดาร์วิน นูนเญซ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนสู้ชีวิต เพื่ออนาคตที่สุขสบาย และเขากำลังจะเริ่มต้นพิสูจน์ตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าค่าตัว 85 ล้านปอนด์ ไม่แพงเกินไปเลยสำหรับลิเวอร์พูล

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3362218/2022/06/14/darwin-nunez-liverpool-klopp-scouting/

https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-10915553/Liverpool-Darwin-Nunez-QUIT-football-17-Montevideo-hes-85m-star.html

https://www.telegraph.co.uk/football/2022/06/08/liverpool-want-make-darwin-nunez-record-signing/

https://www.marca.com/en/football/liverpool/2022/06/13/62a71591e2704ee6258b4567.html

https://lifebogger.com/darwin-nunez-childhood-biography-untold-story-facts/

Categories
Football Tactics

“ทุ่มบอล” อาวุธลับที่มองไม่เห็นของ “ลิเวอร์พูล” ยุคนายหัวคล็อปป์

ช่วงต้นสัปดาห์ที่ลิเวอร์พูลกลับมาฝึกซ้อมที่แอ็กซ่า เทรนนิ่ง เซ็นเตอร์ หลังจบคิวอุ่นเครื่องสองนัดที่อาเซียน ก่อนจะเดินทางต่อไปเก็บตัวปรีซีซั่นที่เยอรมนีและออสเตรีย มีข่าวเล็กๆบนหน้าสื่อไม่กี่สำนักที่ลงข่าวลิเวอร์พูลต่อสัญญาอีกหนึ่งปีกับ โธมัส กรอนเนมาร์ค โค้ชชาวเดนมาร์กวัย 46 ปี เจ้าของสถิติโลกทุ่มบอลไกลระยะ 51.33 เมตร

ซีซั่น 2022-23 เป็นปีที่ 5 ที่กรอนเนมาร์คทำงานให้กับลิเวอร์พูลในตำแหน่ง “โธรว์-อิน โค้ช” ที่รับผิดชอบการทุ่มบอลเขาทำงานแบบพาร์ทไทม์จึงไม่มีชื่ออยู่ในสตาฟฟ์โค้ช แต่ภารกิจของอดีตนักกรีฑาและบ๊อบสเลด (เลื่อนน้ำแข็ง) ทีมชาติเดนมาร์กเปรียบเสมือนปิดทองหลังพระในความสำเร็จของทีมหงส์แดงยุคเยอร์เกน คล็อปป์

ถ้าอยากรู้ว่าผลงานของกรอนเนมาร์คเป็นอย่างไรบนสนามแข่งขัน ให้สังเกตการทุ่มบอลของศิษย์เอกสามคนได้แก่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ โจ โกเมซ

เมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขณะที่นักเตะลิเวอร์พูล 15 คนกำลังฝึกซ้อม นักข่าวเห็นกรอนเนมาร์คยืนอยู่กับคล็อปป์และดร.อันเดรียส ชลัมแบร์เกอร์ หัวหน้าฝ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมากรอนเนมาร์คได้ทวีตยืนยันว่าเขาได้เซ็นสัญญาหนึ่งปีกับลิเวอร์พูล

“ผมภูมิใจที่จะบอกว่าได้ต่อสัญญากับลิเวอร์พูลอีกหนึ่งปีเป็นซีซั่นที่ห้าในฐานะโค้ชทุ่มบอล รวมถึงสโมสรฟุตบอลอาชีพอีกสามทีม ผมเริ่มทึ่งกับการทุ่มบอลหลังได้เห็นญาติๆที่เป็นพี่ใหญ่ของผมทุ่มบอลไกลช่วงกลางทศวรรษ 1980”

กรอนเนมาร์คไม่ได้ระบุชื่ออีกสามทีมที่เขาต่อสัญญาแต่ที่ผ่านมา เขาทำงานฟรีแลนซ์ให้กับ อาแจ็กซ์, ไลป์ซิก, เกนท์, แอตแลนตา ยูไนเต็ด และมิดทีลแลนด์

 “คล็อปป์” ยังงงเมื่อรู้ว่าโลกลูกหนังมีอาชีพโค้ชทุ่มบอล

โธมัส กรอนเนมาร์ค เริ่มเข้ามาทำงานในแอนฟิลด์เมื่อเดือนกันยายน 2018 เยอร์เกน คล็อปป์ ซึ่งขณะนั้นคุมทีมหงส์แดงมาแล้วสามซีซั่นเต็ม เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ด้วยความสัตย์จริง ผมไม่เคยได้ยินอะไรเกี่ยวกับโค้ชทุ่มบอลมาก่อน แต่พอรู้เรื่องราวของโธมัส ผมคิดทันทีว่าต้องเจอตัวเขาให้ได้ ซึ่งหลังได้คุยกันแล้ว มันร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่ผมต้องจ้างเขาให้มาทำงานกัน”

ทางด้านกรอนเนมาร์คเล่าถึงเหตุการณ์สี่ปีที่แล้วว่า “เมื่อเดือนกรกฎาคม 2018 ผมได้รับข้อความเสียง พอเปิดฟังในรถจึงรู้ว่าเป็นเยอร์เกน คล็อปป์ ผมถึงกับทรุดจมที่นั่งเมื่อได้ยินเสียงเขา”

“คล็อปป์บอกว่า สโมสรมีช่วงเวลาที่ดีในซีซั่น 2017-18 อันดับสี่พรีเมียร์ลีกและเข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีก (แพ้เรอัล มาดริด 1-3) แต่พวกเขาเสียบอลจากการทุ่มบ่อยมาก ตอนนั้นผมรับงานทีมอาชีพแปดแห่งทั่วโลก ส่วนใหญ่อยากได้การทุ่มไกล แต่ลิเวอร์พูลกับอาแจ็กซ์ชัดเจนว่าทุ่มไกลไม่ใช่แนวทางของพวกเขา ผมจึงโฟกัสเรื่องทุ่มบอลเร็วและฉลาดซึ่งเป็นเทคนิคที่ผมเริ่มทำงานประมาณปี 2007 ประเด็นหลักอยู่ที่การครองบอล เราจะรักษาบอลอย่างไรเมื่อต้องทุ่มบอลขณะถูกกดดัน เราจะสร้างโอกาสและทำประตูอย่างไรจากสถานการณ์ทุ่มบอล”

ถึงแม้กรอนเนมาร์คเป็นเจ้าของสถิติโลกทุ่มบอลไกลแต่ คล็อปป์บอกว่าระยะทางไม่ใช่เหตุผลหลักที่เขาสนใจโค้ชเมืองโคนมรายนี้

“หลังจากโธมัสเข้ามา การทุ่มบอลของเราได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ใช่อย่างที่คนส่วนใหญ่คิดกันว่าเป็นเรื่องทุ่มบอลให้ไปไกลๆ ตอนนี้เรามีการทุ่มบอลที่แตกต่างกัน 18 วิธี แน่นอนเราต้องการครองบอลต่อหลังการทุ่มซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ มันไม่สมเหตุสมผลเลยถ้าทุ่มบอลไปแล้ว สถานการณ์จะเป็นแบบ 50-50 (โอกาสครองบอลต่อ) ซึ่งตรงนี้แหละที่พัฒนาการส่งผลอย่างมาก”

เมื่อราวกว่าสิบปีที่แล้ว รอรี่ เดแล็ป มิดฟิลด์ชาวไอริส ซึ่งเล่นให้ทีมสโต๊คระหว่างปี 2007 – 2013 รวมถึงปี 2006 ที่ถูกยืมตัวมาจากซันเดอร์แลนด์ เป็นผู้เล่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการทุ่มบอลได้ไกล ซึ่งความสามารถพิเศษนี้มีส่วนช่วยให้ทีมช่างปั้นหม้อขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ลีก แต่กรอนเนมาร์คยืนยันว่า เขาไม่ได้เข้ามาทำงานที่แอนฟิลด์เพื่อเปลี่ยนให้ลิเวอร์พูลเป็นแบบสโต๊ค

กรอนเนมาร์คเชื่อมั่นว่าเขาสามารถช่วยลิเวอร์พูลให้มีแต้มต่อพิเศษเพิ่มขึ้นจากการทุ่มบอลซึ่งเฉลี่ยแล้วตกนัดละประมาณ40-50 ครั้ง โค้ชวัย 46 ปี ไม่ได้สอนเพียงเทคนิค “การทุ่มบอลไกล” เท่านั้น แต่รวมถึง “การทุ่มบอลเร็ว” เพื่อนำไปสู่เคาน์เตอร์-แอทแท็ค และ “การทุ่มบอลฉลาด” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อรักษาการครองบอลขณะตกอยู่ในสภาพกดดัน

เทคนิคหลักของกรอนเนมาร์คเปรียบเสมือนสามขาหยั่งของ Marginal Gains ซึ่งเป็นทฤษฏีว่าด้วยการปรับปรุงหรือสร้างความสำเร็จเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้

“ทักษะนี้สามารถช่วยนำไปสู่การทำสกอร์ แม้กระทั่งช่วยรักษาชีวิตของทีม ผมให้ความสนใจทุกแง่มุม ไม่ใช่เพียงเทคนิคการขว้าง แต่ยังรับบอลอย่างไร วิ่งไปตามทิศทางที่ถูกต้องและสร้างความได้เปรียบ การยืนตำแหน่ง และการสร้างพื้นที่ว่าง”

กรอนเนมาร์คเล่าถึงช่วงที่เริ่มต้นทำงานกับลิเวอร์พูลเมื่อปี 2018 ว่า โจ โกเมซ เป็นผลผลิตที่ออกดอกออกผลคนแรกของเขาที่แอนฟิลด์ เซ็นเตอร์แบ็คชาวอังกฤษเพิ่งย้ายมาจากชาร์ลตันเมื่อสามปีก่อนหน้านี้

“ถ้าเป็นกองหลังคู่แข่งขัน ผมคงไม่อยากอยู่บริเวณพื้นที่ที่โกเมซจะทุ่มเข้าไปหรอก หรือว่ากันตามจริงหากต้องแข่งกับลิเวอร์พูล ผมก็ไม่อยากให้บอลออกนอกสนาม (เพื่อให้ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายทุ่ม) ผมไม่ได้หมายถึงลิเวอร์พูลต้องทุ่มบอลไกลทุกครั้งที่มีโอกาสหรอกนะ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อไรพวกเขาจะทำมัน”

เอียน ไรท์ อดีตศูนย์หน้าอาร์เซนอล เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเห็นโจ โกเมซ ทุ่มบอลสวยๆให้ลิเวอร์พูล ซึ่งผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน ดูเหมือนกรอนเนมาร์คคงสอนอะไรบางอย่างให้กับเขา ต้องยอมรับเลยว่าลิเวอร์พูลได้รับประโยชน์จากเรื่องนั้น”

“เทคนิคทุ่มบอล” สร้างประโยชน์ให้ทีมฟุตบอลมากกว่าใครคาดคิด

ก่อนหน้ารับงานที่แอนฟิลด์เมื่อปี 2018 โธมัส กรอนเนมาร์ค เคยเป็นโค้ชทุ่มบอลให้กับ เอฟซี มิดทีลแลนด์ และ เอซี ฮอร์เซนส์ สองสโมสรหัวแถวของลีกเดนมาร์ก โดยซีซั่น 2017-18 มิดทีลแลนด์เพิ่งครองแชมป์เดนิส ซูเปอร์ลีกา สมัยที่สอง ส่วนฮอร์เซนส์ทำ 10 ประตูจากการทุ่มไกลในซีซั่นเดียวกัน ขณะที่ อันเดรียส พูลเซ่น แบ็คซ้ายชาวเดนส์ ซึ่งย้ายจากมิดทีลแลนด์ไปเล่นให้โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ในปี 2018 เพิ่มระยะการทุ่มจาก 25 เมตรเป็น 37.9 เมตรหลังได้รับการเทรนจากกรอนเนมาร์ค

“มีคนมากมายที่คิดว่างานผมเป็นเรื่องแค่ทุ่มไกล มิดทีลแลนด์ทำได้มากถึง 35 ประตูในสี่ซีซั่นจากเทคนิคนั้น คุณทำได้ถ้ามีทีมที่ใช่หรือเหมาะกับการทุ่มไกล แต่หลายทีมต้องการความรู้ของผมเพียงเรื่องทุ่มไกล ผมสัมผัสความรู้สึกนั้นได้”

บางทีสกอร์เกิดจากการทุ่มบอลเร็วและฉลาดจริงหรือไม่ เป็นสถานการณ์ที่ระบุชัดเจนได้ยาก แต่กรอนเนมาร์คยังมั่นใจว่า ทักษะทุ่มบอลมีอิทธิพลกับเกมลูกหนังอย่างแน่นอนเพราะมันช่วยให้เกมลื่นไหลและรวดเร็วขึ้น รวมถึงสร้างความสนุกสนานให้กับแฟนบอล

“นอกจากนี้ถ้าครองบอลได้มากขึ้น คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน เช่นเดียวกับลูกเซต-พีชอย่างการเตะมุมและฟรีคิก มันสามารถสร้างความกดดันให้กับทีมคู่แข่งได้เช่นกัน”

อีกด้านหนึ่ง การทุ่มบอลผิดพลาดก็มีผลมากกว่าที่คาดคิด กรอนเนมาร์คกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า “หลายทีมที่เล่นสไตล์โททัล ฟุตบอล อาจเสียบอลเมื่อโดนกดดันขณะทุ่มบอลเข้าสนาม เกมหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากคือนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2011 ระหว่างบาร์เซโลนากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“บาร์เซโลนาเล่นฟุตบอลสไตล์ติกี-ตากา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทบไม่ได้ครองบอลเลยช่วงต้นการแข่งขัน บาร์เซโลนาเป็นฝ่ายนำ 1-0 (เปโดร นาทีที่ 27) แต่แล้ว เอริก อาบีดาล (แบ็คซ้าย) ต้องทุ่มบอลใกล้กรอบเขตโทษตัวเอง เขาทุ่มสั้นด้วยเทคนิคที่แย่ ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้บอลและอีกห้าวินาทีต่อมา สกอร์ก็เป็น 1-1 (รูนีย์ นาทีที่ 34)” (หมายเหตุ : บาร์เซโลนาเป็นฝ่ายชนะ 3-1)

“ตามปกติจะมีการทุ่มบอลระหว่าง 30-50 ครั้งต่อนัด หากโค้ชคนไหนพูดว่าทีมเขาไม่เห็นต้องทำอะไรกับมันเป็นพิเศษเลย ผมมองว่าเขาเป็นโค้ชที่ขาดความทะเยอทะยานนะ”

“ทุ่มบอล” เป็นเทคนิคพิเศษที่มีความสำคัญต่อฟูลแบ็คและปีก

โธมัส กรอนเนมาร์ค เปิดเผยว่า การทุ่มบอลไกลมีเทคนิคอยู่ 25-30 ลักษณะ เขาจะใช้วิดีโอเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาผู้เล่น ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะทุ่มได้ไกลขึ้น 4-8 เมตร นั่นเท่ากับขยายพื้นที่ครอบคลุมถึงสองเท่า

“ลักษณะการทุ่มบอลไกลที่ดี อย่างแรกแน่นอนต้องเป็นระยะทาง แต่ความเร็วและทิศทางพุ่งเป็นแนวราบก็มีความสำคัญเช่นกัน มีหลายทีมที่มีผู้เล่นที่สามารถทุ่มบอลได้ไกลๆ แต่ถ้าสูงเกินไปก็ทำให้ฝ่ายตรงข้ามป้องกันหรือแย่งได้ง่ายขึ้นด้วย ถ้ามองลูกทุ่มที่ดี คุณจะเห็นมันวิ่งไปได้ไกล มีทิศทางเป็นแนวราบ และพุ่งออกไปอย่างแรง”

กรอนเนมาร์คระบุว่า การทุ่มบอลนับเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เล่นตำแหน่งฟูลแบ็ค

“เป็นเรื่องสำคัญที่แบ็คซ้ายขวาต้องมีความสามารถทุ่มบอลไกล มีความจริงข้อหนึ่งที่ชี้ว่าหากต้องทุ่มบอลภายใต้สถานการณ์กดดัน พวกเขามีโอกาสเสียบอลถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นฟูลแบ็คจำเป็นต้องสามารถทุ่มบอลให้ไกลจากแดนตัวเอง ผลของมันไม่ได้มีแค่รักษาการครอบครองบอลแต่ยังสามารถเคาน์เตอร์แอทแท็คอีกด้วย”

อดีตนักเลื่อนน้ำแข็งทีมชาติเดนมาร์กให้ความเห็นว่า ถ้าเป็นไปได้ผู้เล่นทุกคนควรมีทักษะทุ่มบอลที่ถูกต้อง เพียงแต่ฟูลแบ็คเป็นตำแหน่งที่มีความจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือผู้เล่นปีก

“การซ้อมมื้อแรก ผมจะเทรนแบ็คซ้ายขวา 6-10 คน เริ่มจากเซสชั่นพื้นฐาน การเคลื่อนตัว และบันทึกวิดีโอ จากนั้นเป็นการสอนเทคนิคบางอย่าง ผมจะพิจารณานักเตะด้วยสายตาและวิเคราะห์จากวิดีโอ ผมต้องการเห็นตำแหน่งการวางเท้า ระยะระหว่างเท้า การเคลื่อนไหวของเอว หัวไหล่ และการวิ่ง”

แม้กูรูยังมองข้ามความเสียหายจากการทุ่มบอลผิดพลาด

โธมัส กรอนเนมาร์ค เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นอาชีพพิเศษนี้ว่า “ผมเริ่มต้นเมื่อปี 2004 ใครๆก็หัวเราะไอเดียการเป็นโค้ชทุ่มบอลของผม มันคงดูประหลาดเกินไปนั่นแหละที่มีคนลุ่มหลงการทุ่มบอล”

“ฟุตบอลกำเนิดขึ้นมาสัก 140 ปี ตอนนี้ผมอายุสี่สิบกว่าแล้วและแทบไม่เคยได้ยินใครพูดคุยเรื่องทุ่มบอลอย่างเป็นกิจลักษณะ คุณดูบอลทางทีวีและคงเคยเห็นทีมที่เสียบอลจากการทุ่ม มันเกิดขึ้นบ่อยแต่คอมเมนเตเตอร์กลับไม่พูดอะไร แต่ถ้าหลังจากนั้นไม่กี่วินาที นักเตะเกิดจ่ายบอลพลาด พวกเขาจะพูดว่า ‘โอ้! นั่นจ่ายบอลแย่นะ’ และถ้าคนนั้นทำพลาดอีก ก็จะถูกมองว่าวันนี้เขาเล่นไม่ดี แต่ถ้าผิดซ้ำครั้งที่สาม จะโดนวิจารณ์ว่าควรถูกเปลี่ยนตัวออก นี่แหละวัฒนธรรมฟุตบอล ซึ่งมุมมองของผมว่ามันแปลกอย่างสิ้นเชิง”

เชื่อว่าหลังอ่านบทความนี้จบลง คุณจะสังเกตการทุ่มบอลในสนามละเอียดลึกซึ้งขึ้น และเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อการทุ่มบอลอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับแฟนบอลลิเวอร์พูลที่จะรอดูการทุ่มบอลของอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โรเบิร์ตสัน และโกเมซเป็นพิเศษ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Football Business

“ลิเวอร์พูล” กับการไปต่ออีก 4 ปี ของ “สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด”

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970s ฟุตบอลอังกฤษได้เปิดรับให้มีสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อแข่งขันของสโมสร ซึ่งลิเวอร์พูล ถือเป็นสโมสรแรก ๆ ที่นำร่อง และเป็นภาพจำในแต่ละยุคสมัย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนในเรื่องสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อรายเดิมที่กำลังจะหมดสัญญา และมีการเจรจากับหลายราย แต่ในที่สุด “สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด” ยังอยู่กับลิเวอร์พูลไปอีก 4 ปี

เรื่องราวของ “หงส์แดง” กับสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กับการไปต่อของ “สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด” วันนี้ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาขยายให้ฟังกันครับ

โลกฟุตบอลยุคเก่าถูกทำลายล้าง

24 มกราคม 1976 “เคทเทอริ่ง ทาวน์” สโมสรแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี ที่มีสปอนเซอร์บนเสื้อแข่ง โดยสวมเสื้อที่มีคำว่า “Kettering Tyres” ซึ่งเป็นบริษัททำธุรกิจศูนย์บริการยางรถยนต์ อยู่บนหน้าอกลงแข่งขัน

แต่ทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ สั่งให้เคทเทอริ่ง ทาวน์ เอาสปอนเซอร์ “Kettering Tyres” ที่อยู่บนหน้าอกเสื้อออกไป เนื่องจากในเวลานั้น ยังไม่มีกฎที่อนุญาตให้ทีมฟุตบอลมีสปอนเซอร์เข้ามาสนับสนุน

ทางเคทเทอริ่ง ทาวน์ ก็พยายามที่จะเลี่ยงบาลี เปลี่ยนเป็น “Kettering T” ที่มาจากคำว่า Town แต่ทางเอฟเอบอกว่า จะปรับเงิน 1,000 ปอนด์ ถ้ายังฝ่าฝืนกฏ สุดท้ายแล้วเคทเทอริ่ง ทาวน์ ก็ยอมเอาออกแต่โดยดี

หลังจากเคสของเคทเทอริ่ง ทาวน์ ผ่านไปไม่นาน ดาร์บี้ เคาน์ตี้ สโมสรในดิวิชั่น 1 กับโบลตัน วันเดอเรอร์ส ทีมระดับดิวิชั่น 2 ตัดสินใจทำหนังสือไปยังเอฟเอ เพื่อขอให้มีสปอนเซอร์ทางธุรกิจ ไปอยู่บนเสื้อแข่งขัน

ที่สุดแล้ว ในเดือนมิถุนายน 1977 เอฟเอจึงอนุมัติให้สโมสรฟุตบอลมีสปอนเซอร์อยู่บนเสื้อได้ แต่ได้เพิ่มเงื่อนไขว่า ถ้ามีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ห้ามสวมชุดแข่งที่มีสปอนเซอร์บนหน้าอกลงแข่งขันโดยเด็ดขาด

ซึ่งสโมสรแรกในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ที่ประเดิมสวมชุดแข่งขันที่มีสปอนเซอร์อยู่บนหน้าอก คือ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในฤดูกาล 1977/78 โดยมี “SAAB” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสวีเดน เป็นผู้สนับสนุน

ย้อนรอยสปอนเซอร์บนเสื้อ “หงส์แดง”

ลิเวอร์พูล ได้เริ่มสวมเสื้อที่มีสปอนเซอร์อยู่บนหน้าอก ลงแข่งขันในแมตช์อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เมื่อปี 1979 ซึ่งรายชื่อแบรนด์สินค้าทั้งหมดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้

👉 Hitachi (1979-1982) : บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อดังของญี่ปุ่น สปอนเซอร์รายแรกที่อยู่บนหน้าอกเสื้อชุดแข่งของลิเวอร์พูล ในยุคที่เพิ่งเริ่มต้นสร้างความรุ่งเรือง ช่วงปลายยุค 1970s ถึงต้นยุค 1980s

👉 Crown Paints (1982-1988) : บริษัทผลิตสีทาบ้านจากอังกฤษ เข้ามาเป็นสปอนเซอร์หน้าอกเสื้อ ช่วงที่ลิเวอร์พูลยังครองความยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่อง ในปีแรกแยกเป็น 2 บรรทัด แต่หลังจากนั้นยุบเหลือบรรทัดเดียว

👉 Candy (1988-1992) : ไม่ได้เกี่ยวกับลูกอม แต่เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจากอิตาลี อยู่บนหน้าอกเสื้อในช่วงที่ลิเวอร์พูล เข้าสู่ช่วงท้ายๆ ของความยิ่งใหญ่ในยุค “บูทรูม สต๊าฟฟ์” ก่อนที่จะเผชิญกับขาลง

👉  Carlsberg (1992-2010) : แบรนด์เครื่องดื่มจากประเทศเดนมาร์ก ถึงแม้ในช่วงเวลานั้น ลิเวอร์พูลได้ห่างหายแชมป์ลีกสูงสุดเป็นเวลานาน แต่สปอนเซอร์รายนี้ก็ยังจงรักภักดีกับสโมสรยาวนานถึง 18 ปี

👉 Standard Chartered (2010-ปัจจุบัน) : ธนาคารชื่อดังระดับโลก ที่เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ในยุคที่ลิเวอร์พูล ค่อย ๆ กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง โดยเฉพาะยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ ที่คว้าแชมป์รายการใหญ่ 6 โทรฟี่

สปอนเซอร์หน้าอกเสื้อแข่งขัน ถือเป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวในแต่ละช่วงเวลาของสโมสรฟุตบอลนั้น ๆ ว่า ได้ผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง ซึ่งทั้งสปอนเซอร์และสโมสร ต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ตัดสินใจต่อสัญญากับเจ้าเดิมอีก 4 ปี

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีรายงานว่า ลิเวอร์พูลพยายามเจรจากับบริษัทคริปโตเคอเรนซี่ เพื่อมาเป็นสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อของสโมสรรายใหม่ แทนที่รายเดิมที่จะหมดสัญญาในปีหน้า

แต่ในที่สุด ยักษ์ใหญ่แห่งเมอร์ซีย์ไซด์ทีมนี้ ตัดสินใจต่อสัญญากับธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ออกไปอีก 4 ปี มีผลถึงปี 2027 คาดว่าได้รับเงินปีละ 50 ล้านปอนด์ รวมทั้งสิ้น 200 ล้านปอนด์

บิลล์ วินเทอร์ส ซีอีโอของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด กล่าวว่า “ตอนที่เราเริ่มสนับสนุนลิเวอร์พูลมาตั้งแต่ปี 2010 นึกไม่ถึงเลยว่าลิเวอร์พูลจะประสบความสำเร็จมากขนาดนี้ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมมือกันต่ออีก 4 ปี”

ขณะที่ บิลลี่ โฮแกน ซีอีโอของลิเวอร์พูล กล่าวว่า “การเข้ามาสนับสนุนของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จทั้งในและนอกสนามช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และเราหวังว่าจะได้ร่วมกันสนับสนุนแฟน ๆ ต่อไป”

ส่วนประเด็นที่มีการเจรจากับบริษัทคริปโตเคอเรนซี่ ในการเป็นสปอนเซอร์ใหม่นั้น โฮแกนมองว่า วงการคริปโตเคอเรนซี่ ยังไม่มีการควบคุมที่ชัดเจน และมีความเสี่ยงสูง จึงยังไม่ถึงเวลาที่จะเจรจาเรื่องนี้

“สำหรับคริปโตเคอเรนซี่แล้ว มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างกว้าง มีองค์ประกอบต่างๆ มากมาย ที่อยู่ในนั้น มันยังเป็นเรื่องใหม่ เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่นาน ซึ่งตอนนี้กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก”

“ผมไม่ได้พูดว่า จะไม่สนใจอุตสาหกรรมคริปโตเคอเรนซี่ แต่ผมคิดว่ามันยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าในอนาคตได้พบกับพันธมิตรที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมนั้น ผมจะดูเรื่องนี้อย่างแน่นอน” โฮแกน กล่าวปิดท้าย

การมีสปอนเซอร์บนหน้าอกเสื้อ นอกจากจะเป็นการหารายได้เข้าสู่สโมสรแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ที่ช่วยให้แฟนฟุตบอลจดจำ และกลายเป็นภาพที่ติดตาจนไม่สามารถลบเลือนออกจากความทรงจำของแฟนฟุตบอลได้

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://sportslens.com/news/on-this-day-jan-24/

https://www.liverpoolfc.com/news/history-liverpools-shirt-sponsors

https://theathletic.com/3422768/2022/07/14/liverpool-standard-chartered-crypto/

Categories
Special Content

กาปฏิทินลุ้นระทึก “ลิเวอร์พูล X เบลลิงแฮม” ซูเปอร์บิ๊กดีลปีหน้า

#SSxKMD | ขณะที่หลายสโมสรกำลังชุลมุนฝุ่นตลบกับการเจรจาซื้อขายนักเตะในตลาดซัมเมอร์ 2022 ซึ่งเปิดทำการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน เรื่อยไปจนถึง 1 กันยายน แต่ลิเวอร์พูลกลับเสร็จสิ้นภารกิจไปอย่างรวดเร็วหลังจากได้นักเตะครบสามคนตามเป้าหมาย ได้แก่ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ มิดฟิลด์ตัวรุกทีมฟูแลม, ดาร์วิน นูนเยซ กองหน้าทีมเบนฟิกา และคัลวิน แรมซีย์ แบ็คขวาทีมอเบอร์ดีน

แม้ลิเวอร์พูลยังปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องแต่เป็นข่าวการขายและปล่อยยืม หรือไม่ก็เซ็นสัญญาระดับเยาวชน แต่หากเป็นประเด็นเสริมขุมกำลังก็เป็นการจับแพะชนแกะ ตีไข่ใส่สี หรือวิเคราะห์คาดการณ์ของนักข่าวเสียมากกว่าเป็นการเคลื่อนไหวจริง ๆ ของสโมสร

อย่างเช่นรายของ อุสมาน เดมเบเล่ ปีกขวาวัย 25 ปี ซึ่งหมดสัญญากับบาร์เซโลนาและเป็นฟรีเอเยนต์ สื่อสเปนตีข่าวครึกโครมว่าจะเล็งเซ็นซาลาห์ เซ็นแล้ว 3 ปี วีคละ 350K สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร

หรือกรณีของ โอตาวิโอ ตัวรุกวัย 27 ปี ของปอร์โต แชมป์ปรีไมรา ลีกา ซึ่งเล่นกองกลางริมเส้นซ้ายขวาและมิดฟิลด์ตัวรุก ถูกหยิบมาเสนอข่าวเพราะลิเวอร์พูลกำลังสานต่อโมเดล “โปรตุกีส คอนเน็คชั่น” หลังจากซื้อหลุยส์ ดิอาซ และดาร์วิน นูนเยซ ห่างกันไม่ถึงครึ่งปี แต่กลับเป็นกูรูจากค่ายโกล สื่อลูกหนังระดับโลก ที่ออกมาสยบข่าวลือ อ้างว่าเป็นไปไม่ได้ที่ “เดอะ เรดส์” จะซื้อนักเตะอายุ 27 ปี แถมยังไม่ต้องการนักเตะตำแหน่งนี้เพิ่มด้วย ก่อนสรุปนิ่ม ๆ ว่า โอตาวิโอไม่ได้เป็นและไม่เคยเป็นเป้าหมายของลิเวอร์พูล

แม้ลิเวอร์พูล(น่าจะ)ไม่ทำธุรกิจฝั่งผู้ซื้อในตลาดรอบนี้แล้ว แต่กระแสข่าวจากสำนักใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือต่างชี้ไปทางเดียวกันว่า “มิดฟิลด์กลางสนาม” เป็นเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งที่หงส์แดงพร้อมเปย์หนักระดับซูเปอร์บิ๊กดีลในตลาดซัมเมอร์ปีหน้า หลังจากรอบนี้ได้ทุ่มเงิน 85 ล้านปอนด์ สร้างสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรกับตำแหน่งกองหน้า

ถึงเวลาสร้างคลื่นลูกใหม่ของขุนพล “เดอะ เรดส์”

ลิเวอร์พูลแสดงการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่า เยอร์เกน คล็อปป์ กำลังสร้างทีมใหม่รุ่นที่สองทดแทนบรรดาขุนพลที่ร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ในช่วง 6 ปีแรกของการคุมทีม นักเตะใหม่ที่ซื้อมาระยะหลังจึงมีอายุน้อย

จากการศึกษาของสมาคมสื่อสารมวลชนะระบุว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่พึ่งพานักเตะสูงอายุมากกว่าทีมใดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2021-22

หากคิดตามจำนวนนาทีรวมที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปลงสนามซีซั่นที่แล้ว จะคิดเป็น 46.2 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ตามด้วยอันดับสอง นิวคาสเซิล 39.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่งนักเตะรุ่นโอเวอร์ 30 ลงไปไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกแค่ 22.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่กับฤดูกาลใหม่ ตัวเลขของลิเวอร์พูลย่อมลดลงแน่นอนจากการเข้ามาของ นูนเยซ (23), คาร์วัลโญ (19) และแรมซีย์ (18) พร้อมการจากไปของ ซาดิโอ มาเน (30), ดิวอค โอริกี (27) และ ทาคูมิ มินามิโนะ (27) หรืออาจรวมถึง เนโก วิลเลียมส์ (21) ที่เล่นตำแหน่งเดียวกับแรมซีย์

อิบราฮิมา โกนาเต (23) เริ่มเบียดแย่งเวลาบนฟลอร์หญ้ามาจาก โจเอล มาติป (30) ได้มากขึ้น ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ (21) และ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (19) เริ่มมีอนาคตสดใสเพิ่มเรื่อยๆ แล้วยังมีเหล่าดาวรุ่งตัวความหวังอย่าง เคด กอร์ดอน (17), ไทเลอร์ มอร์ตัน (19) และ โอเวน เบค (19)

อย่างไรก็ตามตัวหลักวัยเก๋าที่ยังสามารถยึดครองตำแหน่งตัวจริงต่อไปในซีซั่นหน้าได้แก่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค (30), โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (30), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (32) และ ติอาโก อัลกันตารา (31) ซึ่งจะเห็นว่า หัวใจห้องเครื่องของหงส์แดงกำลังโรยราด้วยวัยทั้งเฮนเดอร์สันและติอาโก รวมถึง เจมส์ มิลเนอร์ (36) ซึ่งเพิ่งต่อสัญญาใหม่แต่คงปิดฉากชีวิตในแอนฟิลด์หลังซีซั่น 2022-23 จบลง ขณะที่ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (28) และ ฟาบินโญ (28) มีอนาคตไม่แน่นอนในแอนฟิลด์

นั่นจึงทำให้คล็อปป์เริ่มให้น้ำหนักกับการหาตัวตายตัวแทนหรือ “เน็กซ์-เจน” ของมิดฟิลด์กลางสนาม ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญมากต่อความสำเร็จของลิเวอร์พูลในอนาคต จึงเห็นว่ากุนซือเยอรมันมีข่าวอยากได้ ออเรเลียง ชูเอาเมนี กองกลางตัวเก่งวัย 22 ปีของโมนาโกอย่างจริงจัง ก่อนถอยทัพเมื่อเรอัล มาดริด เข้ามาพร้อมจะเปย์หนักแบบไม่อั้น

ถึงแม้เสร็จสิ้นภารกิจตลาดรอบนี้ในฐานะผู้ซื้อไปแล้ว แต่ลิเวอร์พูลยังถูกสื่อมวลชนเสนอข่าวโยงกับมิดฟิลด์หลายคนอย่างเช่น นิโกลา บาเรลลา ของอินเตอร์ มิลาน, อาเดรียง ราบิโอต์ ของยูเวนตุส และ คาร์นีย์ ชุควูเอกา ของแอสตัน วิลลา อย่างไรก็ตาม ชื่อที่เป็นกระแสแรงและมีน้ำหนักมากที่สุดได้แก่ จูด เบลลิงแฮม

คล็อปป์หมายตา “เบลลิงแฮม” คือหัวใจในอนาคตของทีม

จูด เบลลิงแฮม ฉายแสงขณะอายุแค่ 16 ปี เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามนัดแรกในประวัติศาสตร์ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ เมื่อปี 2019 เขาเล่นให้ทีมลูกโลก 44 นัดก่อนย้ายไปค้าแข้งกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2020 ด้วยค่าตัวกว่า 30 ล้านปอนด์ ขณะที่เบอร์มิงแฮมถึงขั้นอำลาเบอร์เสื้อหมายเลข 22 ให้กับมิดฟิลด์ดาวรุ่งโรจน์คนนี้

เบลลิงแฮมเพิ่งฉลองวันเกิด 19 ปี ไปไม่นานแต่ติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว 15 นัด เป็นหนึ่งในขุนพลตัวหลักของทีมเสือเหลืองกับผลงาน 10 ประตู 18 แอสซิสต์จากทั้งหมด 90 นัด

เบลลิงแฮมเป็นมิดฟิลด์ครบเครื่องกระเทียมดอง มองหยาบ ๆ ในดอร์ทมุนด์เขาคือมิดฟิลด์กลางสนาม แต่สามารถขยับไปทางขวาและซ้ายสวมตำแหน่งเบอร์ 6 และ 10 ได้ด้วย แสดงให้เห็นถึงทักษะที่หลากหลายสารพัดประโยชน์ แต่กูรูลูกหนังยกให้เขาเป็นผู้เล่นเบอร์ 8 ที่เชื่อมเกมในฐานะซัพพอร์ตติ้งมิดฟิลด์ โอเวอร์แลปขึ้นไปบุกจากสองฝั่งสนาม ส่วนกับทีมชาติอังกฤษ เบลลิงแฮมมักลงไปลึกมากขึ้นแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและวุฒิภาวะเกินวัย สามารถครองบอลได้ดีภายใต้แรงกดดันและมองหาพื้นที่ว่างได้เฉียบคมเหลือเชื่อ

แน่นอนด้วยความสามารถเอกอุขนาดนี้บวกกับวัยไม่ถึงยี่สิบ ลิเวอร์พูลจึงต้องการเบลลิงแฮมมาเป็นผู้บัญชาเกมกลางสนามรุ่นต่อไปแทนเฮนเดอร์สัน, ติอาโก และมิลเลอร์ คล็อปป์สามารถใช้งานเขาได้ทั้งหมากเกม 4-3-3 และ 4-2-3-1 ซึ่งอาจเป็นฟอร์แมตแห่งอนาคตของหงส์แดง ร่ายล้อมด้วยมิดฟิลด์รุ่นใหม่อย่างคาร์วัลโญ, โจนส์ และเอลเลียตต์ หรืออีกนัยหนึ่ง คล็อปป์ต้องการเบลลิงแฮมมาสืบทอดตำนานต่อจากเฮนเดอร์สัน

เรอัล มาดริด เป็นทีมหนึ่งที่หมายตาเบลลิงแฮมเพื่อให้มาเป็นลูกา โมดริช คนใหม่ของพวกเขา เช่นเดียวกับ เชลซี ก็วางแผนร่วมล่าลายเซ็นของมิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษด้วย ทำให้สื่อหลายสำนักประเมินค่าตัวเบลลิงแฮมไปทางเดียวกันคือแตะหลัก 100 ล้านปอนด์ หรืออย่างต่ำไม่น่าหลุด 80 ล้านปอนด์ นั่นทำให้ลิเวอร์พูลคงต้องทำลายสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นปีที่สองติดต่อกัน

นีล โจนส์ กูรูของสื่อโกล มองว่าเบลลิงแฮมมีใจให้ลิเวอร์พูลไม่ใช่น้อยเพราะมีสตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล และมีความสัมพันธ์แนบชิดกับเฮนเดอร์สันในทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้หลังเพิ่งตกเป็นข่าวแรง เบลลิงแฮมโพสต์ถึงเฮนเดอร์สัน กัปตันทีมหงส์แดง ในฐานะตำนาน

กระแสข่าวบนหน้าสื่อฟุตบอลทั่วโลกชี้ตรงกันว่า “ซูเปอร์บิ๊กดีล” ระหว่างลิเวอร์พูลและดอร์ทมุนด์จะเกิดขึ้นในตลาดซัมเมอร์ปีหน้าอย่างแน่นอน ขณะที่สัญญาของเบลลิงแฮมยังเหลือถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2025

คุณค่าของ “เบลลิงแฮม” คุ้มค่าแก่การรอคอยหรือไม่

ปีหน้าเป็นช่วงเวลาเหมาะสำหรับดีล จูล เบลลิงแฮม ระหว่างสองสโมสร ลิเวอร์พูลเพิ่งทุ่มเงินไปร่วม 85 ล้านปอนด์ไปกับนูนเยซคนเดียว และขุมกำลังแดนกลางที่มีตอนนี้ก็มากพอสำหรับใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพหนึ่งซีซั่น ส่วนดอร์ทมุนด์คงไม่ต้องการเสียซูเปอร์สตาร์พร้อมกันสองคนในปีนี้หลังจาก เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และยังมี เจดอน ซานโช ที่ไปอยู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนึ่งปีก่อนหน้านี้

ลิเวอร์พูลตระหนักดีถึงคุณค่าของการรอคอย ไม่พลีพลามเปลี่ยนเป้าหมายที่คิดรอบคอบแล้วย้ายไปยังทางเลือกอื่น ๆ หงส์แดงเคยพยายามแต่ล้มเหลวกับการเซ็นสัญญา เวอรกิล ฟาน ไดค์จ ในตลาดซัมเมอร์ปี 2017 แล้วรอเพื่อพยายามใหม่กับตลาดหน้าหนาวปี 2018 ซึ่งประสบความสำเร็จ เป็นดีลที่ดีมากที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสรที่ได้เซ็นเตอร์แบ็คเวิลด์คลาสเข้ามาอยู่แอนฟิลด์

ลูกา ซูชิซ มิดฟิลด์ดาวดวงใหม่วัย 19 ปีของทีมชาติโครเอเชีย ถูกนำมาเปรียบเทียบกับเบลลิงแฮม เขาแจ้งเกิดอย่างรวดเร็วหลังย้ายมาอยู่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก เมื่อปี 2020 ช่วงสองฤดูเขาลงสนาม 71 นัด ทำไป 13 ประตู 6 แอสซิสต์ และมีสัญญากับทีมกระทิงแดงถึงปี 2025

ชูชิซ ที่เป็นแฟนบอลบาร์เซโลน่าและมีลูกา โมดริช เป็นไอดอลวัยเด็ก ได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนิวคาสเซิล รวมถึงลิเวอร์พูล

กูรูลูกหนังหลายคนกล่าวว่า หากมีมิดฟิลด์ที่ควรค่าแก่การรอคอย (และจ่ายหนัก) จูล เบลลิงแอม เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น นั่นทำให้บรรดาเดอะ ค็อป เฝ้าลุ้นระทึกอีกหนึ่งปีข้างหน้า พวกเขาจะได้เบลลิงแฮมหรือไม่ และเบลลิงแฮมจะเฉิดฉายภายใต้ยูนิฟอร์ม “เดอะ เรดส์” อย่างที่คาดหวังหรือเปล่า

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Special Content

เจย์ สเปียริ่ง : นักเตะลิเวอร์พูล ที่ตามรอยโมเดลคืนสู่ทีมเก่าปั้นเยาวชน

1 กรกฎาคม 2022 ถือเป็นวันแรกของ 3 นักเตะใหม่ลิเวอร์พูล ทั้งฟาบิโอ คาร์วัลโญ่, ดาร์วิน นูนเญซ และคาลวิน แรมซี่ย์ ที่ได้ย้ายเข้าสู่ถิ่นแอนฟิลด์อย่างเป็นทางการ

แต่สำหรับนักเตะอย่างเจย์ สเปียริ่ง ที่ “เดอะ ค็อป” บางคน อาจจะลืมเชื่อเขาไปแล้ว เขาเคยลงเล่นให้กับลิเวอร์พูลชุดใหญ่ 55 นัด และตอนนี้ได้คัมแบ็กคืนสู่ทีมเก่าอีกครั้งในรอบ 9 ปี

มิดฟิลด์วัย 33 ปี กับบทบาทใหม่ในการประคองนักเตะรุ่นน้อง ที่ใช้แนวทางเดียวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่ปรับของพวกเขา วันนี้ SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะมาขยายให้ฟังกันครับ

⚽️ เลือดเมอร์ซีย์ไซด์ขนานแท้

เจย์ สเปียริ่ง เกิดที่วอลลาซีย์ ในย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ เข้าสู่เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่อายุ 9 ขวบ กับอคาเดมี่ของลิเวอร์พูล ต่อมาได้เป็นกัปตันทีมลิเวอร์พูล ชุด U-18 ที่คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ เมื่อปี 2007

ในฤดูกาล 2008/09 สเปียริ่งได้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ของ “หงส์แดง” ในยุคที่ราฟาเอล เบนิเตซ เป็นผู้จัดการทีม ได้ลงเล่นไป 2 นัด ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และเรอัล มาดริด

จนกระทั่งในฤดูกาล 2011/12 ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก คัพ แต่สเปียริ่งมีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรอง ขณะที่นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เขาลงเล่นเป็นตัวจริง อยู่ในสนาม 54 นาที ก่อนที่ทีมจะแพ้เชลซี 1 – 2

5 ฤดูกาลในถิ่นแอนฟิลด์ สเปียริ่งลงเล่นทั้งหมด 55 นัด นอกจากนี้ เลสเตอร์ ซิตี้ และโบลตัน วันเดอเรอร์ส ได้ยืมตัวไปใช้งานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่โบลตันจะดึงตัวไปร่วมทีมอย่างถาวร ในปี 2013

ช่วงที่สเปียริ่งอยู่กับโบลตัน เคยถูกแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ยืมตัวไปใช้งานช่วงสั้น ๆ เป็นเวลา 6 เดือน ก่อนที่ในปี 2017 เขาย้ายไปร่วมทีมแบล็คพูล ค้าแข้งอยู่ 3 ฤดูกาล จึงแยกทางจากถิ่นบลูมฟิลด์ โร้ด

สโมสรสุดท้ายของสเปียริ่ง ในฐานะนักเตะระดับซีเนียร์คือ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส ในลีกทู (ดิวิชั่น 4) เป็นทีมจากย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ เช่นเดียวกับลิเวอร์พูล และเอฟเวอร์ตัน ก่อนที่จะอำลาทีมหลังจบซีซั่น 2021/22

⚽️ ก็อปปี้ต้นแบบจาก “ปีศาจแดง”

ลิเวอร์พูลดึงตัวสเปียริ่งกลับมาร่วมงานอีกครั้ง เพื่อใช้ประสบการณ์ในการดูแลนักเตะรุ่นน้อง สู่เป้าหมายหลักในการเป็นโค้ชอคาเดมี่แบบเต็มตัว ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับพอล แม็คเชน ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แม็คเชน เป็นอดีตนักเตะอคาเดมี่ของแมนฯ ยูไนเต็ด เคยพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ เมื่อปี 2003 จากนั้นในปีต่อมา ได้มีชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ ก่อนอำลาทีมในปี 2006 โดยที่ไม่เคยลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เลย

หลังออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อดีตเซ็นเตอร์แบ็ก “ปิศาจแดง” ก็พเนจรไปค้าแข้งกับอีกหลายสโมสรในอังกฤษ ก่อนจะกลายเป็นนักเตะฟรีเอเย่นต์ เมื่อหมดสัญญากับรอชเดล ในลีก วัน หลังจบซีซั่น 2020/21

กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2021 แม็คเชน ในวัย 35 ปี ได้กลับสู่แมนฯ ยูไนเต็ด ทีมเก่าอีกครั้ง แต่การคัมแบ็กในครั้งนี้ เขาได้ลงสนามในชุด U-23 ของสโมสร ในฐานะ 1 ใน 3 นักเตะอายุเกินที่อนุญาตให้ลงสนามได้

แม็คเชน ลงเล่นกับแมนฯ ยูไนเต็ด U-23 ทั้งหมด 6 นัด ควบคู่กับการเป็นโค้ชในทีมชุดเดียวกัน ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการหลังจบซีซั่นที่ผ่านมา และตอนนี้เขาได้ทำหน้าที่โค้ช U-23 แบบเต็มเวลาแล้ว

นิค ค็อกซ์ หัวหน้าอคาเดมี่ของยูไนเต็ด ให้เหตุผลถึงการดึงตัวแม็คเชนว่า “บทบาทใหม่นี้ เราได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และเพิ่มการสนับสนุนอีกระดับหนึ่งให้กับผู้เล่นของเรา ในการช่วยเหลือเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่”

“เราเชื่อว่า พอลมีคุณสมบัติที่ดีพอสำหรับงานนี้ เพื่อผลักดันเด็ก ๆ สู่ระดับสูงสุด ในฐานะที่เขาเคยเป็นนักเตะในอคาเดมี่ เขารู้จักสโมสรในทุกมิติ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้กับเด็ก ๆ ได้ตลอดเวลา”

นอกเหนือจากแมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังมีสโมสรอื่น ๆ ที่เคยใช้โมเดลแบบเดียวกันนี้ เช่น ไบรท์ตัน ที่เซ็นสัญญาแอนดรูว์ ครอฟส์ เมื่ออายุ 35 ปี และเซาธ์แธมป์ตัน ที่ดึงตัวโอลลี่ แลงคาเชียร์ เมื่ออายุ 32 ปี

⚽️ บทบาทใหม่ในอคาเดมี่ “หงส์แดง”

การกลับสู่ลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี เจย์ สเปียริ่ง จะรับหน้าที่โค้ชในเคิร์กบี้ อคาเดมี่ ให้กับทีมชุด U-18 ควบคู่กับการเป็น 1 ในโควตานักเตะอายุเกินสำหรับทีมชุด U-21 ที่มีแบร์รี่ ลิวทัส เป็นผู้จัดการทีม

สำหรับฟุตบอลลีกเยาวชน รุ่น U-21 มีกฎข้อหนึ่งที่ระบุไว้ว่า สโมสรจะได้รับอนุญาตให้ส่งนักเตะอายุเกินลงสนามได้ นัดละ 5 คน (จากเดิม 3 คน) และมีผู้รักษาประตูอายุเกินได้อีก 1 คน ในกรณีจำเป็น

อเล็กซ์ อิงเกิลโธร์ป ผู้จัดการของเคิร์กบี้ อคาเดมี่ กล่าวว่า “เจย์จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่กับนักเตะเยาวชนของเรา และประสบการณ์ของเขาที่เคยลงเล่นทั้ง 4 ดิวิชั่นในระดับอาชีพ จะช่วยได้ไม่น้อยเลย”

“ถ้าเขาสามารถดึงศักยภาพทุกอย่างออกมา แล้วถ่ายทอดให้บรรดานักเตะดาวรุ่งได้ ผมคงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเป็นโค้ชที่ดีได้จริง ๆ ผมคิดว่าเจย์คือคนที่ใช่กับสโมสรที่ใช่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้ว”

ขณะที่สเปียริ่ง ให้สัมภาษณ์กับ The Athletic ว่า “มันน่าเหลือเชื่อมากที่ได้กลับมาลิเวอร์พูลอีกครั้ง และตอนนี้ผมกำลังเริ่มต้นบทบาทใหม่ ในการช่วยให้เด็ก ๆ เติบโตสู่ทีมชุดใหญ่ในอีกไม่นานนี้”

“ผมใช้เวลาคิดอยู่นาน และมั่นใจว่าคืองานในฝันของผม รู้สึกดีใจที่อิงเกิลโธร์ปและสโมสรเชื่อมั่นในตัวผม และจะตอบแทนความไว้ใจที่มีให้กัน ผมคิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของผมเลยทีเดียว”

นักเตะเยาวชนชุด U-18 ที่สเปียริ่งจะมีโอกาสดูแลอย่างใกล้ชิด เช่น สเตฟาน บาจเซติก นักเตะนอกสหราชอาณาจักรคนสุดท้ายที่ได้เซ็นสัญญามาร่วมทีม, เบน ดัค, เทรนต์ โคน-โดเฮอร์ตี้, บ็อบบี้ คลาร์ก ฯลฯ

ส่วนนักเตะชุด U-18 ที่ลงเล่นในลีกเยาวชนเมื่อฤดูกาล 2021/22 และมีโอกาสขยับขึ้นสู่ชุด U-21 ในฤดูกาลใหม่ เช่น โอคลีย์ คันโนนิเออร์, จาเรลล์ ควานซาห์, ลุค แชมเบอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ได้มีแข้งดาวรุ่งบางส่วน ที่ได้รับโอกาสลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของเจอร์เก้น คล็อปป์แล้ว อาทิ ไคเค กอร์ดอน, ไทเลอร์ มอร์ตัน, โอเว่น เบ็ค, แม็กซ์ โวล์ทแมน, ฮาร์วีย์ แบลร์, เมลคามู ฟราเอนดอร์ฟ เป็นต้น

ในเวลานี้ ลิเวอร์พูลมีดาวรุ่งที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อยู่มากมาย และเจย์ สเปียริ่ง กำลังจะเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้น ในการเชื่อมต่อกับนักเตะรุ่นใหม่ สู่รุ่นใหญ่ในอนาคตต่อไป

เรียบเรียง: จักรพันธ์ ภู่ทอง

อ้างอิง :

https://theathletic.com/3389548/2022/06/30/jay-spearing-liverpool-coach/

– https://www.liverpoolfc.com/news/jay-spearing-makes-return-liverpool-u18s-coach

https://www.liverpoolworld.uk/sport/football/liverpool/liverpool-copying-innovative-manchester-united-transfer-trick-to-help-next-generation-of-stars-3737500

https://www.manutd.com/en/news/detail/man-utd-announce-paul-mcshane-signing-in-innovative-player-coach-role

https://www.goal.com/en/news/why-35-year-old-journeyman-paul-mcshane-man-utd-u23s/6xmkhib8886s18867zyrnpdoa