Khaimukdam Group

SPECIAL CONTENT

เรื่องเล่าตำนานเวิลด์ คัพ : ย้อนวีรกรรม “มาราโดน่า” ที่ตราตรึงในฟุตบอลโลก

25 พฤศจิกายน คือวันครบรอบการเสียชีวิตของดิเอโก้ มาราโดน่า อดีตราชาลูกหนังทีมชาติอาร์เจนติน่า ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดตำนานของวงการฟุตบอลที่สร้างเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย

สุดยอดนักฟุตบอลอัจฉริยะอย่างมาราโดน่า ที่มีชีวิตเต็มไปด้วยสีสันทั้งในและนอกสนาม ไม่เคยใช้ชีวิตแบบครึ่งๆ กลางๆ สุดขั้วทั้งด้านขาวและดำ เป็นทั้งที่รัก และถูกเกลียดชังในเวลาเดียวกัน

SoccerSuck x ไข่มุกดำ จะพาย้อนกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญที่อยู่ในความทรงจำ ตลอดการลงเล่นเวิลด์ คัพ ทั้ง 4 สมัย ของสุดยอดตำนาน “ฟ้า-ขาว” หมายเลข 10 ที่ดีที่สุดตลอดกาล

1982 ครั้งแรกที่เจ็บปวด

ดิเอโก้ มาราโดน่า ลงเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรกในปี 1982 ที่ประเทศสเปน ในวัย 21 ปี เป็นนักเตะร่างเล็กที่แม้จะมีส่วนสูงเพียง 165 เซนติเมตร แต่มีเทคนิค และความคล่องตัวสูง

รอบแบ่งกลุ่ม รอบแรก เปิดหัวแพ้เบลเยียม 0 – 1 แต่อีก 2 นัดถัดมา เก็บ 6 คะแนนเต็ม จากการเอาชนะฮังการี 4 – 1 มาราโดน่า เหมาคนเดียว 2 ลูก และชนะเอล ซัลวาดอร์ 2 – 0 เข้ารอบเป็นที่ 2 ของกลุ่ม

เข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม รอบสอง แบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม แชมป์ของกลุ่มเท่านั้น ที่จะได้เข้ารอบรองชนะเลิศ ซึ่งอาร์เจนติน่า อยู่ในกลุ่มสุดโหด เพราะต้องอยู่ร่วมสายกับ 2 ตัวเต็งทั้งบราซิล และอิตาลี

นัดแรก อาร์เจนติน่า พบกับอิตาลี มาราโดน่า ต้องเผชิญหน้ากับปราการหลังสายมืดของอัซซูรี่ ที่ชื่อว่า เคลาดิโอ เจนติเล่ ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการหยุดนักเตะคู่แข่งด้วยสไตล์ฮาร์ดคอร์ ไม่เกรงใจใครทั้งนั้น

และมาราโดน่า ก็ได้ลิ้มรสชาติความโหดร้ายของเจนติเล่ เพราะถูกทำฟาวล์ใส่แทบจะตลอดทั้งเกม แถม “เสือเตี้ย” ยังโดนใบเหลืองในนาทีที่ 35 ข้อหาโวยใส่ผู้ตัดสิน ช่วยทีมไม่สำเร็จ แพ้ไป 1 – 2

นัดที่ 2 พบกับบราซิล ก็เป็นอีกเกมที่มาราโดน่าทำอะไรไม่ได้ อีกทั้งเจ้าตัวโดนไล่ออกในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม หลังไปเล่นนอกเกมใส่บาติสต้า มิดฟิลด์แซมบ้า สุดท้ายทีมแพ้ 1 – 3 ตกรอบชนิดที่ไม่มีแต้ม

1986 ซาตานและฮีโร่ใน 4 นาที

ฟุตบอลโลก 1986 ที่เม็กซิโก ถือเป็นทัวร์นาเมนท์สร้างชื่อให้กับดิเอโก้ มาราโดน่าอย่างแท้จริง ด้วยวีรกรรม “หัตถ์พระเจ้า” ที่โด่งดังไปทั่วโลก และท้ายที่สุดก็ชูโทรฟี่เวิลด์ คัพในฐานะกัปตันทีม

ผลงานของมาราโดน่าใน 4 นัดแรก เหมาแอสซิสต์คนเดียว ในนัดที่ชนะเกาหลีใต้ 3 – 1, นัดต่อมายิงตีเสมออิตาลี 1 – 1, จัด 1 แอสซิสต์ นัดที่ชนะบัลแกเรีย 2 – 0 และพาทีมชนะอุรุกวัย 1 – 0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

พอมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย อาร์เจนติน่า ต้องโคจรมาพบกับอังกฤษ มาราโดน่ารับบททั้งซาตานกับฮีโร่ในเกมเดียวกัน ภายในช่วงเวลาห่างกันแค่ 4 นาที และกลายเป็นเหตุการณ์ที่โลกลูกหนังจะไม่มีวันลืม

นาทีที่ 51 จังหวะที่บอลลอยโด่งกำลังจะเข้าหาประตู มาราโดน่า และปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารสิงโตคำราม ต่างเทคตัวขึ้นหาบอลพร้อมกัน มาราโดน่าถึงบอลก่อน และใช้มือปัดเข้าประตูหน้าตาเฉย

มาราโดน่า ให้สัมภาษณ์ภายหลังจบเกมว่า “ส่วนหนึ่งเกิดจากหัวของผม และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากหัตถ์ของพระเจ้า” แน่นอนว่าชาวอังกฤษคงจะแค้นฝังหุ่น ชนิดที่ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบไปอีกนาน

ต่อมาในนาทีที่ 55 คราวนี้มาราโดน่าได้โชว์ทักษะสุดยอด ด้วยการโซโล่ลากหลบผู้เล่นอังกฤษ 5 คน ก่อนปิดท้ายด้วยการล็อกหลบชิลตัน และยิงเข้าไปชนิดที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกถึงกับตกตะลึงตาค้าง

ก่อนที่ในรอบรองชนะเลิศ มาราโดน่าจะยิง 2 ประตูใส่เบลเยียม และมีส่วนสำคัญในการเอาชนะเยอรมันตะวันตก 3 – 2 ภาพที่มาราโดน่า ชูถ้วยแชมป์เวิลด์ คัพ กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่จดจำไปตลอดกาล

1990 น้ำตาจากพระเจ้า

ฟุตบอลโลก 1990 ที่ประเทศอิตาลี ดิเอโก้ มาราโดน่า กับภารกิจนำอาร์เจนติน่าป้องกันแชมป์เวิลด์ คัพให้ได้อีกครั้ง โดยคาร์ลอส บิลาร์โด้ เฮดโค้ชจากชุดคว้าแชมป์โลกเมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น ยังคุมทีมเช่นเดิม

นัดแรก แพ้แคเมอรูนแบบพล็กล็อก 0 – 1 ก่อนที่นัดต่อมาจะชนะสหภาพโซเวียต 2 – 0 และปิดท้ายรอบแรก เสมอกับโรมาเนีย 1 – 1 ที่ซาน เปาโล รังเหย้าของนาโปลี สโมสรที่มาราโดน่าค้าแข้งอยู่ในเวลานั้น

อาร์เจนติน่า จบรอบแบ่งกลุ่มด้วย 3 คะแนน (สมัยนั้นใช้ระบบชนะได้ 2 แต้ม) ได้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ในฐานะ 1 ใน 4 ทีมอันดับ 3 ที่ผลงานดีที่สุด แต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ต้องไปชนกับบราซิล คู่ปรับตลอดกาลแห่งอเมริกาใต้

ขณะที่ยังเสมอกัน 0 – 0 จนถึงช่วง 10 นาทีสุดท้าย เหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้น เมื่อมาราโดน่า แอสซิสต์ให้เคลาดิโอ คานิกเกีย ยิงเข้าไป เป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้ “ฟ้า-ขาว” ดับ “แซมบ้า” ผ่านเข้ารอบต่อไป

รอบ 8 ทีมสุดท้าย เสมอยูโกสลาเวีย 0 – 0 ใน 120 นาที ต้องดวลจุดโทษตัดสิน มาราโดน่ายิงไม่เข้า แต่อาร์เจนติน่ายังได้เข้ารอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าภาพ ต่อหน้าแฟนๆ ที่ซาน เปาโล เสมอกัน 1 – 1 หลังต่อเวลาพิเศษ

ช่วงการดวลจุดโทษ “เสือเตี้ย” ยิงจุดโทษเป็นคนที่ 4 ให้อาร์เจนติน่า แต่คราวนี้เจ้าตัวสังหารไม่พลาดเหมือนรอบที่แล้ว และคนสุดท้ายของอัซซูรี่ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ ยิงพลาด ส่ง “ฟ้า-ขาว” เข้าชิงกับเยอรมันตะวันตก คู่ปรับเก่า

แต่การที่อาร์เจนติน่า ต้องขาดผู้เล่น 4 คน ที่ติดโทษแบนจากรอบตัดเชือก แถมโดนไล่ออกอีก 2 คนในนัดชิงชนะเลิศ ที่สุดก็ต้านเยอรมันตะวันตกไม่ไหว แพ้ไป 0 – 1 ทำเอามาราโดน่าถึงกับร่ำไห้หลังจบเกมแบบไม่อายใคร

1994 พระเจ้าตกสวรรค์

ฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ ดิเอโก้ มาราโดน่า ลงเล่นรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 4 ในเกมแรก อาร์เจนติน่า ถล่มกรีซ 4 – 0 เจ้าตัวยิง 1 ประตู และนัดต่อมาจัด 1 แอสซิสต์ เอาชนะไนจีเรีย 2 – 1

แต่หลังจากจบเกมกับ “อินทรีมรกต” เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสารเสพติดนักเตะทั้ง 2 ทีม ปรากฏว่ามาราโดน่าถูกพบว่าตรวจโด๊ปไม่ผ่าน จึงถูกขับออกจากทัวร์นาเมนท์ และถูกส่งตัวกลับประเทศทันที

ในเวลาต่อมา “เสือเตี้ย” ประกาศยุติการรับใช้ทีมชาติในวัย 33 ปี และ “ฟ้า-ขาว” ที่ไม่มีพระเจ้าอยู่ในทีม ก็ต้องจบเส้นทางเวิลด์ คัพ เพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย โดยแพ้ให้กับโรมาเนีย 2 – 3

ภายหลังจบทัวร์นาเมนท์บอลโลก ที่อเมริกา มาราโดน่าออกมาเปิดเผยว่า สารที่พบในร่างกายของเขา เป็นสารที่มาจากเครื่องดื่มชูกำลังที่ผสมสารต้องห้าม ทว่าก็ไม่ได้มีการขยายผลเรื่องนี้แต่อย่างใด

แม้ตัวของดิเอโก้ มาราโดน่า จะไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่วีรกรรมทั้งในและนอกสนาม ยังเป็นเรื่องราวที่จะถูกเล่าต่อกันไปแบบไม่รู้จบ สมกับเป็นสุดยอดนักฟุตบอลที่เกิดมาเพื่อเป็นตำนานอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : จักรพันธ์ ภู่ทอง

Facebook
Twitter
Pinterest
Email

Comments are closed.