Khaimukdam Group

COLUMN

ฟุตบอลของแฟนบอล

รายงานจาก BBC 2 -3 วันก่อนระบุครับว่า รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมเดินหน้าในการตรวจสอบสโมสรเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างการเป็นเจ้าของทีมใหม่ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษต้องการประเมินเถึงสถานของเจ้าของทีม, ฐานะทางการเงิน และการมีส่วนร่วมของแฟนบอลในเกมฟุตบอล รวมไปถึงหน่วยงานอิสระที่กำกับดูแลดูแลสโมสรต่าง ๆ ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในวงการฟุตบอลได้หรือไม่
ฟุตบอลของแฟนบอล

ไนเจล ฮัดเดิลสตัน รัฐมนตรีกีฬาของประเทศอังกฤษ เชื่อว่าว่า การตรวจสอบสโมสรที่นำโดยแฟนบอล จะต้องเป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอลในชาติ

“ฟุตบอลเริ่มต้น และจบลงด้วยแฟนบอล และเราได้เห็นการแสดงออกที่น่าทึ่งในสัปดาห์นี้ มันจะเป็นช่วงเวลาสำคัญในเกมระดับชาติของเรา” รัฐมนตรีกีฬากล่าว “เราต้องใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาที่เป็นใจในคราวนี้ สโมสรเป็นหัวใจสำคัญของชุมชนท้องถิ่นของพวกเขาแ ละการตรวจสอบที่สำคัญในครั้งนี้จะช่วยให้ฟุตบอลก้าวไปสู่อนาคตที่จะได้ยินเสียงของบรรดาแฟนบอลได้ชัดเจน”

ขณะที่ เทรซีย์ เคราซ์ สมาขิกรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา จะนั่งแท่นเป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และรายงานข้อเสนอแนะกลับไปยังรัฐบาล และสมาคมฟุตบอล

“ฟุตบอลมีความหมายอย่างมากสำหรับผู้คนจำนวนมากในประเทศนี้ และการตรวจสอบของฉันจะมุ่งเน้นไปที่แฟน ๆ” เธอกล่าว “เราจะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อรักษาความเหมาะสมของเกม รวมไปถึงความสามารถในการแข่งขัน และที่สำคัญที่สุดคือความผูกพันที่สโมสรมีต่อบรรดาแฟนบอล และผู้สนับสนุนในชุมชนท้องถิ่น" เธอกล่าวหลังกล่าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้

ไม่น่าแปลกใจว่า การดำเนินการของคณะกรรมการตรวจสอบฯ เกิดาขึ้นจากการได้รับผลกระทบเพราะความพยายามก่อตั้งยูโรเปียน ซูเปอร์ลีก ของบรรดาทีม “บิ๊ก 6” จนนำมาสู่ความไม่พอใจในอำนาจการตัดสินใจของบรรดาเจ้าของทีมและนำโลกของฟุตบอลในอังกฤษ (และยุโรป) เข้าสู่ความโกลาหลเกือบ 72 ชั่วโมง และจากการที่ ฟลอเรนติโน เปเรซ ยืนยันว่า ESL ยังไม่ตาย นั่นหมายความว่าทั้งบรรดาแฟนบอล, พรีเมียร์ลีก และรวมไปถึงรัฐบาล ยิ่งต้องเตรียมมาตรการหาทางป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อีกโดยง่าย

การตรวจสอบ และปรับปรุงโครงสร้างในครั้งนี้ ยังมีการอ้างถึงการใช้กฎ 50+1 แบบที่เป็นอยู่ในเยอรมนี เพื่อให้แฟนบอลคานอำนาจกับเจ้าของทีม โดยในลีกเมืองเบียร์จะมีกฎที่ทำให้สโมสรต่าง ๆ ไม่สามารถเล่นในบุนเดสลีกาได้หากนักลงทุนเชิงพาณิชย์รายหนึ่งมีสัดส่วนการถือหุ้นมากกว่า 49% แต่นั่นก็ยังคงเป็นการโยนหินถามทางในเชิงนโยบายที่ยังไม่มีการลงเสียงใด ๆ ในตอนนี้

ในระยะสั้นการเข้ามาสอดส่องดูแลของรัฐบาลอังกฤษน่าจะมีขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการอธิบายความพยายามว่า “เข้าใจ” และ”เข้าถึง” แฟนบอลจริง ๆ เพราะนอกจากจากอุตสาหกรรมฟุตบอลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาลแล้ว ฟุตบอลยังมีความหมายทั้งในเชิงวัฒนธรรม และวิถีชีวิตต่อคนอังกฤษอย่างมาก การเดินหน้านโยบายนี้สำหรับในทางการเมืองแล้วควรจะมีแต่ได้มากกว่าเสีย แต่ในมุมของฟุตบอลที่ไม่มีการเมืองมาเกี่ยวข้อง นี่ก็เป็นเหมือนการ “ตีตรวน” เพื่อลงโทษบรรดาสโมสรร่วมก่อการที่ริอาจสร้างความวุ่นวายขึ้นในสังคมฟุตบอลของอังกฤษเช่นกัน

ถ้าการทำงานของรัฐบาลในครั้งนี้เกิดนโยบายที่ดีให้สามารถเดินหน้าไปได้ นั่นหมายความว่า แฟนบอลจะมีบทบาทมากขึ้นในสโมสร และเสียงของพวกเขาจะ ‘ดังขึ้น’ เมื่อเทียบกับที่ผ่านมา แต่นั่นคงแลกมาด้วยสภาพคล่องในทีมที่อาจจะมีโอกาสถูกแทรกแซง และไม่แน่ว่าบรรดาสโมสรต่าง ๆ จะยอมให้ความร่วมมือกับนโยบายที่จะเกิดขึ้นนี้ง่าย ๆ เพราะในปัจจุบัน อำนาจในการบริหารสโมสรขึ้นอยู่กับเจ้าของทีมแบบเต็ม 100% โดยราฟาเอล เบนิเตซ อธิบายไว้ในบล็อกส่วนตัวของเขา (http://www.rafabenitez.com) ว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องโครงสร้างทางธุรกิจ หรือการบริหารทีม เจ้าของทีมมีสิทธิ์จะเข้ามาแทรกแซงตรงไหนก็ได้ที่พวกเขาเห็นว่าดี

ดังนั้นเราจึงเห็นคำขอโทษต่าง ๆ ที่ออกมาจากเจ้าของทีมหลังจากวิกฤติ ESL ที่ผ่านมา เป็นคำขอโทษต่อทั้งแฟนบอล นักเตะ ผู้จัดการทีม และผู้บริหารบางส่วนด้วย เพราะการตัดสินใจเข้าร่วม ESL เป็นการตัดสินใจจากเจ้าของทีมซึ่งสิทธิ์ขาดอยู่ที่พวกเขาเท่านั้นนั่นเอง

ในทางกลับกัน การกระทำแบบนี้มีเรื่องให้ต้องกังวลอยู่ เพราะเมื่อบรรดาเจ้าของทีมถูกลดทอนอำนาจลง การลงทุน และเม็ดเงินจะยังไหลเข้ามาในวงการฟุตบอลอังกฤษได้คล่องตัวเท่าเดิมหรือไม่ เพราะในเมื่อมีการซื้อสโมสรเกิดขึ้นแต่คนที่ซื้อไม่ได้อำนาจในการตัดสินใจเหนือทีมแบบเบ็ดเสร็จ เพราะหลังจากนนี้อาจจะต้องให้แฟนบอลเข้ามามีส่วนร่วม ก็อาจจะทำให้มีความลังเลในการลงทุนกับสโมสรในอังกฤษเกิดขึ้นหรือเปล่า ลองคิดภาพว่าคุณซื้อของด้วยเงินของคุณแต่จะต้องแบ่งของชิ้นนั้นให้คนอื่นร่วมคิดวิธีที่จะใช้มันด้วย

ทว่าสำหรับมุมของแฟนบอลแล้ว และกุศโลบายที่แท้จริงของอุตสาหกรรมฟุตยอลแล้ว สโมสรฟุตบอลที่รักแม้จะไม่ได้มีชื่อแฟน ๆ เป็นเจ้าของ แต่พวกเขาก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนั้น และน่าจะดีกว่าถ้าพวกเขาได้ร่วมมีส่วนในการตัดสินใจกับสโมสรได้ด้วย ขณะที่เจ้าของตัวจริง แม้มีชื่อในนามทางกฎหมาย แต่ก็ต้องเข้าใจถ่องแท้แล้วเช่นกันว่า นี่คือเกมที่กำเนิดขึ้นมาในภาคประชาชนจากแฟนบอล ทำเพื่อแฟนบอล และชุมชนลูกหนังของทุก ๆ คน โดยทุก ๆ คนมีส่วนร่วมด้วยกับทีมฟุตบอลของตนเอง

#ไข่มุกดำ #ไข่มุกดำทีม

#KMDFeature

#esl #EuropeanSuperLeague

Facebook
Twitter
Pinterest
Email

Leave a Reply

Your email address will not be published.

RELATED CONTENT