Categories
Football Business

Sporting Director ไม่ใช่แฟชั่น แต่คือหัวใจของการบริหารฟุตบอล

ในโลกฟุตบอลยุคก่อน หากพูดถึง “อำนาจสูงสุด” ในสโมสร ภาพของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือ อาร์แซน เวนเกอร์ ที่กุมบังเหียนทุกอย่างตั้งแต่การซ้อมไปจนถึงการซื้อขายนักเตะคงลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรก แต่ตัดภาพกลับมาที่พรีเมียร์ลีกปี 2026 ภาพเหล่านั้นกลายเป็น “โบราณวัตถุ” ไปเสียแล้ว

วันนี้ชัยชนะไม่ได้ถูกสร้างแค่ในสนามซ้อม แต่ถูกออกแบบมาจากห้องกระจกติดแอร์ โดยบุรุษในชุดสูทที่ถูกเรียกว่า Sporting Director” (ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา) นี่คือตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลที่สุดในฟุตบอลสมัยใหม่ เป็น “สถาปนิก” ผู้กำหนดทิศทางของสโมสร และเป็น “กันชน” ระหว่างเจ้าของสโมสรผู้กระหายความสำเร็จกับผู้จัดการทีมที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรายสัปดาห์

หากอธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด Sporting Director (หรือบางแห่งเรียก Technical Director และ Director of Football) คือ CFO ของโลกฟุตบอล” (Chief Financial Officer คือ ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการเงินขององค์กร) แต่ไม่ใช่เรื่องการเงินเพียวๆ ทว่าเป็นเรื่องของ “ทรัพยากรฟุตบอล” ทั้งหมด

หน้าที่ความรับผิดชอบหลักของผู้อำนวยการฝ่ายได้แก่ ออกแบบว่าทีมควรจะซื้อนักเตะสไตล์ไหน เพื่อให้เข้ากับ DNA ของสโมสร ไม่ใช่ซื้อตามใจผู้จัดการทีมที่อาจจะโดนไล่ออกในอีก 6 เดือนข้างหน้า , วางโครงสร้างเพดานเงินเดือน และเจรจาสัญญา , เชื่อมต่อระหว่างทีมเยาวชนกับทีมชุดใหญ่ เพื่อให้การผลักดันเด็กปั้นเป็นไปอย่างเป็นระบบ , กำหนดปรัชญาการเล่นของสโมสร เพื่อที่ว่าเวลาหาโค้ชคนใหม่ จะได้เลือกคนที่ “ใช่” กับระบบที่มีอยู่

อำนาจในปัจจุบันของพวกเขาสูงมากจนเกือบจะเบ็ดเสร็จ ในหลายสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือคนที่มีสิทธิ์ขาดในการเลือกตัวผู้เล่น ส่วนผู้จัดการทีม (ที่ยุคนี้มักถูกเรียกว่า เฮดโค้ช) มีหน้าที่ “ปรุงอาหาร” จากวัตถุดิบที่ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาจัดหามาให้ อำนาจนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม ถ้าคนถือดาบเก่ง ทีมจะมั่นคงมหาศาล แต่ถ้าคนถือดาบตาไม่ถึง สโมสรอาจพังทลายจากรากฐานได้เลย

อย่างไรก็ตาม อำนาจของผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของแต่ละสโมสรอาจแตกต่างกันไปตามโครงสร้างบริหาร บางสโมสรให้อำนาจเต็มด้านฟุตบอล ผู้จัดการทีมทำหน้าที่คุมซ้อมและแข่งเป็นหลัก , บางสโมสรใช้เป็นที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ ผู้จัดการทีมยังมีอำนาจสูงในตลาดนักเตะ , บางสโมสร ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาคือ “เกราะกันกระแทก” ระหว่างเจ้าของกับทีมงาน เพื่อป้องกันการแทรกแซงแบบฉับพลัน

ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาหัวแถวของพรีเมียร์ลีก

ในพรีเมียร์ลีก การมีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาที่เก่งสำคัญพอๆ กับการมีกองหน้าตัวเป้าที่ยิงปีละ 30 ประตู และใครบ้างที่กำลังนั่งเก้าอี้ใหญ่ของสโมสรใหญ่ของวงการลูกหนังอังกฤษ

อาร์เซนอล :

การแต่งตั้ง อันเดรีย เบอร์ตา เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในเดือนมีนาคม ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลอาร์เซนอล เนื่องจากประวัติการทำงานที่น่าประทับใจของเขาตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่แอตเลติโก มาดริด ชาวอิตาลีผู้นี้เริ่มต้นอาชีพด้านการเงิน และสร้างความประทับใจได้ทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/arsenal-transfer-news-andrea-berta-36491966

เบอร์ตาเป็นที่รู้จักในฐานะนักเจรจาที่เฉียบแหลม ชายวัย 54 ปีผู้สุภาพและพูดจานุ่มนวลคนนี้เป็นผู้ควบคุมการใช้จ่ายของอาร์เซนอลกว่า 250 ล้านปอนด์ในช่วงฤดูร้อน ซึ่งรวมถึงการมาถึงของ วิคตอร์ โยเคเรส, เอเบเรชี เอเซ และโนนี มาดูเอเก เขาเป็นผู้นำในการสรรหาผู้เล่น โดยปรึกษาหารือกับ ริชาร์ด การ์ลิค ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนกันยายน , มิเกล อาร์เตตา ผู้จัดการทีม และจอร์ช โครเอนเก ประธานร่วม

เจมส์ เอลลิส อดีตแมวมองที่ใช้เวลาสองปีในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสรรหา ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิคในช่วงฤดูร้อน และมีหน้าที่ดำเนินการตามกลยุทธ์การพัฒนานักเตะระยะยาวของสโมสร โดยมุ่งเน้นที่การสร้างเส้นทางจากอะคาเดมีสู่ทีมชุดใหญ่

เชลซี : 

เชลซีไม่ได้มีผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาแค่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่คน แต่มีถึง 5 คนเลยทีเดียว ระบบนี้ถูกนำมาใช้หลังจากการเข้าซื้อกิจการของ ทอดด์ โบห์ลี และ เคลียร์เลค แคปิตอล ในปี 2022 และจะไม่เปลี่ยนแปลงไปไหนแม้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก เชลซีเชื่อว่าโครงสร้างนี้ทำให้หน้าที่ต่างๆ ชัดเจน และป้องกันไม่ให้พลังอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่คนๆ เดียว

พอล วินสแตนลีย์ อดีตโค้ชไบรท์ตัน และลอเรนซ์ สจ๊วต อดีตโค้ชโมนาโก เป็นผู้นำทีมสรรหานักเตะและได้รับการสนับสนุนอย่างดี , โจ ชีลด์ส เป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาด้านการค้นหาและพัฒนาพรสวรรค์ , เดฟ ฟอลโลว์ส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาฟุตบอล เคยได้รับเครดิตจากการเซ็นสัญญากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ของลิเวอร์พูล , แซม จีเวลล์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับไบรท์ตัน ดูแลการสรรหานักเตะทั่วโลกและมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากกับสตราสบูร์ก สโมสรพันธมิตรของเชลซี 

นั่นทำให้ เลียม โรเซนิออร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของเชลซี ต้องจดจำใบหน้าทั้งห้าของคณะกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา

ลิเวอร์พูล :

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นผู้อำนวยการกีฬาคนแรกของลิเวอร์พูลในปี 2016 และ ริชาร์ด ฮิวจ์ส ผู้ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน คือการแต่งตั้งครั้งแรกของเอ็ดเวิร์ดส์เมื่อกลับมาที่สโมสรในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายฟุตบอลของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ในปี 2024 เอ็ดเวิร์ดส์ถูกดึงตัวกลับมาเมื่อ FSG เจ้าของลิเวอร์พูล ตัดสินใจปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านฟุตบอล และมอบอำนาจให้เขามากขึ้นหลังจากที่เยอร์เกน คลอปป์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม 

ขอบคุณภาพจาก  https://analyticsfc.co.uk/blog/2024/09/17/transfer-gurus-liverpools-richard-hughes/

ฮิวจ์สและเอ็ดเวิร์ดส์เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่พบกันที่พอร์ทสมัธเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว โดยพวกเขาเป็นผู้เล่นและนักวิเคราะห์ผลงานตามลำดับ และงานของฮิวจ์สในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิคของบอร์นมัธทำให้เขาได้งานที่ลิเวอร์พูล ฮิวจ์ส วัย 46 ปี ไม่ค่อยเปิดเผยตัวมากนัก แต่ขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเอ็ดเวิร์ดส์ เขาก็มีอิทธิพลอย่างมาก ฮิวจ์สมีหน้าที่ในการค้นหาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์ คือ อาร์เนอ สลอต 

แมนเชสเตอร์ ซิตี :

งานของ ฮูโก วิอานา ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลนั้นง่ายที่สุดหรือไม่? เขาเข้ามาแทนที่ ชิกิ เบกิริสไตน์ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยรับช่วงต่อจากชาวสเปน ผู้เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของแมนฯ ซิตี ที่มีโครงสร้างบริหารระดับแนวหน้า นำโดย คาลดูน อัล-มูบารัค มีเฟอร์รัน โซเรียโน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีมระดับตำนาน 

วิอานาแตกต่างจากสโมสรคู่แข่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งมีความกดดันอย่างมากในการพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของทีม แต่วิอานาถูกจ้างมาในฐานะฟันเฟืองในเครื่องจักรที่ทำงานได้อย่างราบรื่นแล้ว

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด :

จนถึงตอนนี้ คำว่า “ไม่ค่อยดีนัก” อาจเป็นคำสุภาพที่ใช้บรรยายผลงานของ เจสัน วิลคอกซ์ นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากตำแหน่งผู้อำนวยการด้านเทคนิคที่เขารับเมื่อเข้าร่วมทีมในเดือนเมษายน 2024 

วิลคอกซ์เป็นผู้ลงนามอนุมัติการซื้อขาย ดังนั้นตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ที่ได้ตัวนักเตะหมายเลข 10 มาถึงสองคน คือ ไบรอัน เอมเบอูโม และ มาเตอุส คุนญา ทั้งๆ ที่คนเดียวก็น่าจะเพียงพอและช่วยประหยัดเงินสำหรับการซื้อกองกลางตัวรับที่จำเป็นอย่างมาก แล้วก็ยังมีเหตุการณ์ความขัดแย้งกับ รูเบน อโมริม เกี่ยวกับนโยบายของทีมทำให้หัวหน้าโค้ชชาวโปรตุกีสไม่พอใจก่อนเกมที่ลีดส์ 

หลังจากเสมอกัน 1-1 อโมริมแสดงความผิดหวังโดยกล่าวว่า “ทุกแผนก ไม่ว่าจะเป็นแผนกสอดแนม แผนกผู้อำนวยการกีฬา ต้องทำหน้าที่ของตนเอง” และในเช้าวันจันทร์เขาก็ถูกไล่ออก จากนั้นวิลคอกซ์ได้แต่งตั้ง ดาร์เรน เฟลตเชอร์ เป็นผู้รักษาการแทน ก่อน ไมเคิล คาร์ริก จะมาเป็นผู้รักษาการแทนคนใหม่จนสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26

ตำแหน่งนี้จำเป็นไหมกับทีมเล็กและลีกรอง

พรีเมียร์ลีกเริ่มเห็นการปรากฏตัวของผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างจริงจังในช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยได้รับอิทธิพลจากแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีและสเปน ช่วงแรกแฟนบอลอังกฤษต่อต้าน เพราะมองว่าลดบทบาทผู้จัดการทีมแบบดั้งเดิม แต่ความจริงพิสูจน์ว่าโครงสร้างนี้ช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนกุนซือบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ผู้ทรงอิทธิพลในการกุมบังเหียนสโมสรฟุตบอลก็สามารถเป็นได้ทั้ง “อัจฉริยะ” และ “ผู้ทำลาย”

ฝั่งที่เป็นบวก ต้องยกให้ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล เขาคือคนที่ใช้ Data วิเคราะห์จนได้ตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ในวันที่คลอปป์อยากได้คนอื่นมากกว่า) หรือการขาย ฟิลิปเป คูตินโญ ในราคาที่สูงลิ่วให้กับบาร์เซโลนาเพื่อไปซื้อ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และ อลิสซอน นี่คือการบริหารจัดการที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรจากทีมลุ้นท็อปโฟร์สู่แชมป์ยุโรปและแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝั่งที่เป็นลบ หลายคนนึกถึง มอนชี สมัยที่ไปคุมโรมาในอิตาลี แม้เขาจะเป็นเทพเจ้าที่เซบียาในสเปน แต่การเปลี่ยนถ่ายนักเตะมากเกินไปในโรมาทำลายสมดุลทีมจนพังพินาศ หรือตัวอย่างในพรีเมียร์ลีก ช่วงหนึ่งของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การดูแลของหลายผู้อำนวยการกีฬาที่ใช้เงินมหาศาลแต่กลับได้นักเตะตำแหน่งทับซ้อนกัน จนทีมตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินและเกือบตกชั้น สิ่งนี้สอนให้รู้ว่า “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีวิสัยทัศน์ด้วย”

ขอบคุณภาพจาก  https://indianexpress.com/article/sports/football/monchi-sevilla-transfer-strategist-7207189/

คำถามต่อมาคือ… แล้วสโมสรเล็กๆ หรือทีมในแชมเปียนชิพจำเป็นต้องมีตำแหน่งนี้ไหม?

คำตอบคือ… จำเป็นยิ่งกว่าสโมสรใหญ่เสียอีก สโมสรที่งบประมาณน้อยไม่มีพื้นที่ให้ “พลาด” การซื้อนักเตะ 5 ล้านปอนด์แล้วใช้ไม่ได้ สำหรับทีมเล็กคือหายนะ แต่สำหรับทีมใหญ่มันคือเศษเงิน ปัจจุบันเราเห็นทีมอย่างไบรท์ตันหรือเบรนท์ฟอร์ดที่ใช้ระบบ Sporting Director นำหน้าการตลาดและแมวมอง จนสามารถสู้กับทีมยักษ์ใหญ่ได้สบายๆ

สำหรับความเป็นไปได้ในการใช้ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาในลีกรองลงไปคือ บริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ , พัฒนานักเตะเพื่อขายทำกำไร และวางแผนระยะยาวโดยไม่ผูกกับผลงานระยะสั้น โดยเฉพาะลีกแชมเปียนชิพและลีกวันเริ่มเห็นการแต่งตั้งตำแหน่งนี้มากขึ้น เพราะความต่างของรายได้บีบให้ต้องฉลาดกว่า และระบบสเกาต์และข้อมูลคือความได้เปรียบเดียวที่ซื้อไม่ได้ด้วยเงิน

ทางด้านแนวโน้มการทำงานตำแหน่งนี้ในอนาคตได้แก่ ผู้อำนวยการกีฬารุ่นใหม่จะเป็นนักวิเคราะห์สถิติมากขึ้น , ผู้อำนวยการกีฬาหนึ่งคนอาจต้องคุมทิศทางของสโมสรในเครือ 3-4 แห่งทั่วโลก เหมือนเครือ ซิตี กรุ๊ป และ เรด บูลล์ , ความรับผิดชอบในส่วนการสร้าง “สินทรัพย์” ซึ่งก็คือนักเตะเยาวชนดาวรุ่งมีอนาคต ไว้ขายให้ทีมใหญ่ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน

สุดท้ายแล้ว แฟนบอลอาจตะโกนเรียกชื่อผู้จัดการทีม หรือชูป้ายไฟให้นักเตะซูเปอร์สตาร์ แต่ต้องไม่ลืมว่า “วัตถุดิบ” ทั้งหมดที่ปรากฏตรงหน้า ถูกคัดสรรและจัดวางโดยผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา ซึ่งปัจจุบัน ไม่ใช่แค่ตำแหน่งที่มีไว้ตามแฟชั่น แต่คือ “หัวใจ” ของการบริหารฟุตบอลอาชีพที่ต้องการความยั่งยืน 

หากสโมสรใดไม่มีคนดูแลส่วนนี้ หรือให้คนที่ไม่เข้าใจฟุตบอลอย่างถ่องแท้มาทำ ทีมนั้นก็ไม่ต่างจากเรือที่ไร้หางเสือ โดยเฉพาะหากต้องแล่นท่ามกลางมหาสมุทรพรีเมียร์ลีกที่คลื่นลมแรงที่สุดในโลก

ในยุคนี้ ถ้าอยากเห็นทีมรักประสบความสำเร็จ การดูว่าใครเป็นโค้ชอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องดูว่า “ใคร” คือคนที่นั่งอยู่ข้างประธานสโมสรในวันเปิดตัวนักเตะ เพราะคนๆ นี้ คือผู้กำหนดชะตากรรมของทีมอย่างแท้จริง

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)