ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้สร้างตัวเองขึ้นเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่ทรงพลังที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงเพราะคุณภาพของการแข่งขันในสนามเท่านั้น แต่เพราะระบบเศรษฐกิจของลีกที่ถูกออกแบบมาอย่างเฉียบแหลม โดยเฉพาะการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดที่ทำให้พรีเมียร์ลีกกลายเป็น “สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม” ของอังกฤษที่ประสบความสำเร็จที่สุดชนิดหนึ่งในศตวรรษที่ 21
รายได้จากการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกทศวรรษ ส่งผลให้สโมสรมีเงินลงทุนสูงขึ้น นักเตะฝีเท้าดีและมีชื่อเสียงระดับโลกหลั่งไหลเข้ามา และลีกก็ยิ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นวงจรที่หมุนต่อเนื่องไม่รู้จบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกแห่งการสื่อสารกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสตรีมมิงเต็มตัว พรีเมียร์ลีกเองก็เริ่มตั้งคำถามกับโมเดลธุรกิจเดิมของตัวเองเช่นกัน จนเกิดแนวคิดในการสร้างแพลตฟอร์มรับชมฟุตบอลโดยตรงจากลีก ซึ่งแฟนบอลจำนวนมากเรียกกันแบบไม่เป็นทางการว่า “Premflix” หรือ “เน็ตฟลิกซ์ของพรีเมียร์ลีก”
มีรายงานว่า พรีเมียร์ลีกเตรียมเปิดตัวบริการสตรีมมิงของตัวเองภายใต้ชื่อ “Premier League Plus” ก่อนเปิดฤดูกาลหน้า และเริ่มทดลองใช้งานในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแฟนบอลสามารถรับชมการแข่งขันสดครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาลได้โดยตรงผ่านแอป นับเป็นครั้งแรกที่ลีกขายลิขสิทธิ์แบบส่งตรงถึงผู้บริโภค (Direct-to-Consumer) หรือไม่ต้องผ่านผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแบบเดิม
ริชาร์ด มาสเตอร์ส ซีอีโอพรีเมียร์ลีก ระบุว่า นี่คือก้าวแห่งการเรียนรู้เพื่อทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ แม้จะยังเป็นเพียงตลาดเดียว แต่ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่ลีกสูงสุดของอังกฤษเริ่มควบคุมรายได้และฐานลูกค้าด้วยตัวเอง โดยเป็นการร่วมมือกับ StarHub ผู้ถือสิทธิ์เดิมในสิงคโปร์ และให้บริการแบบ 24 ชั่วโมง แต่พรีเมียร์ลีกยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดค่าบริการและแพ็กเกจสมาชิกอย่างเป็นทางการ
แม้การทดลองนี้จะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่สำหรับอุตสาหกรรมฟุตบอลทั่วโลก นี่อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่อาจกำหนดอนาคตของการดูฟุตบอลในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
Premflix คืออะไร
Premflix ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่แฟนบอลใช้เรียกบริการ “พรีเมียร์ ลีก พลัส” คือแพลตฟอร์มสตรีมมิงแบบ Direct-to-Consumer หรือการส่งคอนเทนต์จากลีกไปยังผู้ชมโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลางอย่างสถานีโทรทัศน์
โมเดลนี้คล้ายกับบริการสตรีมมิงชมภาพยนตร์ยอดนิยมอย่าง Netflix หรือ Disney+ แต่เนื้อหาหลักคือฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทั้งหมด แฟนบอลสามารถสมัครสมาชิกผ่านแอปเพื่อรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดตลอดฤดูกาล พร้อมคอนเทนต์เสริม เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์เกม รายการสารคดีเกี่ยวกับสโมสร และช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง
แพลตฟอร์มได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ตั้งแต่สมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต ไปจนถึงโทรศัพท์มือถือ ทำให้แฟนบอลสามารถดูฟุตบอลได้ทุกที่ทุกเวลา
สิ่งสำคัญที่สุดของบริการนี้คือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้ควบคุมระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การจัดโปรโมชัน การผลิตคอนเทนต์ ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของลีกจาก “ผู้ขายลิขสิทธิ์” ไปสู่ “ผู้ให้บริการสื่อโดยตรง” เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก
การถ่ายทอดสดรูปแบบเดิม
เพื่อเข้าใจว่าทำไม Premflix จึงถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จำเป็นต้องย้อนกลับไปดูโมเดลธุรกิจของพรีเมียร์ลีกในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา

ตั้งแต่ก่อตั้งลีกในปี 1992 พรีเมียร์ลีกใช้ระบบประมูลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โดยให้สถานีโทรทัศน์หรือแพลตฟอร์มสื่อแข่งขันกันเสนอราคาสูงสุดเพื่อให้ได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน โมเดลนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในสหราชอาณาจักรที่ สกาย สปอร์ตส์ กลายเป็นพันธมิตรหลักของลีกมาอย่างยาวนาน ก่อนมีผู้เล่นรายอื่นเข้ามาแบ่งตลาดในภายหลัง เช่น ทีเอ็นที สปอร์ตส์ และ แอมะซอน ไพรม์
ดีลลิขสิทธิ์ล่าสุดในสหราชอาณาจักรช่วงปี 2025–2029 มีมูลค่าประมาณ 6.7 พันล้านปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์การถ่ายทอดสดฟุตบอลอังกฤษ แต่ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมข้อจำกัดหลายประการ แฟนบอลจำนวนมากต้องสมัครสมาชิกหลายแพลตฟอร์มเพื่อดูทุกแมตช์ บางเกมอยู่ในสกาย บางเกมอยู่ในทีเอ็นที บางเกมอยู่ในแอมะซอน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายรวมต่อฤดูกาลสูงมาก
ขณะเดียวกัน พรีเมียร์ลีกเองก็ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับแฟนบอล เพราะลูกค้าหลักของลีกคือผู้แพร่ภาพ ไม่ใช่ผู้ชมจริงๆ ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้ชมจึงอยู่ในมือของสถานีโทรทัศน์มากกว่าลีก ดังนั้น Premflix จึงเป็นการทดลองที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างนี้อย่างสิ้นเชิง
ตารางเปรียบเทียบระหว่างการถ่ายทอดสดแบบ ยุคเก่า vs ยุค Premflix เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจน
การเข้าถึง (Access)
แบบเดิม: จำกัดตามพื้นที่และผู้ให้บริการท้องถิ่น
Preflix: เข้าถึงได้ทั่วโลกผ่านอินเทอร์เน็ต
ราคา (Pricing)
แบบเดิม: มักพ่วงช่องอื่นที่ไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูง
Preflix: จ่ายเฉพาะฟุตบอล ราคาอาจผันแปรตามภูมิภาค
ประสบการณ์การดู
แบบเดิม: Passive (นั่งดูตามที่สถานีจัดให้)
Prefilx: Active (เลือกมุมกล้อง, สถิติ, แชทสด)
เจ้าของข้อมูล
แบบเดิม: สถานีโทรทัศน์เป็นเจ้าของ
Premflix: พรีเมียร์ลีกเป็นเจ้าของ 100%
ขนาดเศรษฐกิจของพรีเมียร์ลีก
เพื่อเข้าใจเดิมพันของการทดลองครั้งนี้ ต้องมองภาพรวมของเศรษฐกิจพรีเมียร์ลีกก่อน ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลที่สร้างรายได้จากการถ่ายทอดสดสูงที่สุดในโลก รายได้รวมจากลิขสิทธิ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศในรอบวัฏจักรปัจจุบันมีมูลค่ามากกว่า 10,000 ล้านปอนด์ โดยรายได้จากตลาดต่างประเทศเพียงอย่างเดียวมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเครือข่าย เอ็นบีซี จ่ายเงินราว 2.7 พันล้านดอลลาร์เพื่อซื้อลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกเป็นเวลา 6 ปี ขณะที่ตลาดเอเชียก็มีมูลค่าสูงเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นดีลในจีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรีเมียร์ลีกไม่ได้เป็นเพียงลีกฟุตบอลของอังกฤษอีกต่อไป แต่เป็นแบรนด์กีฬาระดับโลกที่มีผู้ชมหลายพันล้านคนในเกือบทุกภูมิภาคของโลก ดังนั้น การสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงของตัวเองจึงไม่ใช่แค่การทดลองทางเทคโนโลยี แต่เป็นการทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่ที่อาจมีผลต่อรายได้หลายพันล้านปอนด์ในอนาคต
ขอบคุณภาพจาก https://sports.yahoo.com/articles/liverpool-named-america-most-supported-120000972.html
Premflix ถือกำเนิดเพราะเหตุใด
การเกิดขึ้นของ Premflix เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงหลายด้านในอุตสาหกรรมกีฬาและสื่อ ปัจจัยแรกคือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้ชมรุ่นใหม่เติบโตมากับบริการสตรีมมิง และคุ้นเคยกับการรับชมคอนเทนต์ผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่าการดูโทรทัศน์แบบดั้งเดิม ในโลกที่ผู้คนสามารถดูซีรีส์หรือภาพยนตร์ได้ทุกที่ทุกเวลา ฟุตบอลที่ยังผูกติดกับระบบถ่ายทอดสดแบบเดิม จึงเริ่มดูไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ชมยุคใหม่
ปัจจัยที่สองคือ ปัญหาสตรีมเถื่อนซึ่งกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรมกีฬา รายงานหลายชิ้นระบุว่า มีผู้ชมหลายล้านคนในยุโรปดูการแข่งขันฟุตบอลผ่านเว็บไซต์เถื่อน เนื่องจากค่าบริการถ่ายทอดสดที่สูงและการกระจายตัวของแพลตฟอร์ม การมีบริการรวมศูนย์เพียงแห่งเดียวอาจช่วยลดแรงจูงใจในการใช้สตรีมผิดกฎหมายได้
ปัจจัยที่สามคือ การเติบโตของตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันพรีเมียร์ลีกมีผู้ชมทั่วโลกเกือบสองพันล้านคนในเกือบสองร้อยประเทศ นั่นหมายความว่า ฐานแฟนบอลของลีกจำนวนมากอยู่ไกลจากอังกฤษ Premflix จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พรีเมียร์ลีกสามารถเชื่อมต่อกับแฟนบอลเหล่านี้ได้โดยตรง
รายละเอียดของบริการ Premflix
ในเชิงโครงสร้าง Premflix ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มฟุตบอลแบบครบวงจร แฟนบอลที่สมัครสมาชิกสามารถรับชมการแข่งขันพรีเมียร์ลีกครบทั้ง 380 นัดต่อฤดูกาลผ่านแอปเดียว
นอกจากถ่ายทอดสดการแข่งขันแล้ว แพลตฟอร์มยังมีคอนเทนต์เสริมจำนวนมาก เช่น ไฮไลต์ย้อนหลัง รายการวิเคราะห์ก่อนและหลังเกม สารคดีเกี่ยวกับสโมสร และเบื้องหลังการแข่งขัน พรีเมียร์ลีกยังลงทุนสร้างสตูดิโอผลิตรายการของตัวเองเพื่อสร้างคอนเทนต์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลีกสามารถควบคุมการเล่าเรื่องเกี่ยวกับพรีเมียร์ลีกได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ยังมีช่องรายการพรีเมียร์ลีกที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งรวมทั้งการแข่งขันคลาสสิก รายการวิเคราะห์ และเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของลีก ทั้งหมดนี้สามารถรับชมได้ผ่านสมาร์ตทีวี คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรีเมียร์ลีกจะเป็นผู้บริหารระบบสมาชิกทั้งหมดด้วยตัวเอง ตั้งแต่การกำหนดราคา การตลาด ไปจนถึงการเก็บข้อมูลผู้ชม ซึ่งช่วยให้ลีกสามารถเข้าใจพฤติกรรมของแฟนบอลได้อย่างละเอียดมากกว่าที่เคย
ผลกระทบ Premflix ต่อ SKY, NBC และ DAZN
แม้พรีเมียร์ลีกยืนยันว่า Premflix เป็นเพียงการทดลองในบางตลาดเท่านั้น แต่สำหรับผู้แพร่ภาพรายใหญ่ทั่วโลก การทดลองนี้ย่อมถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะหากโมเดล Direct-to-Consumer ประสบความสำเร็จจริง สมดุลของอุตสาหกรรมถ่ายทอดสดกีฬาอาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณภาพจาก https://www.thesun.co.uk/sport/38348415/premier-league-netflix-streaming-tv-sky-sports/
ในสหราชอาณาจักร สกาย สปอร์ตส์ คือพันธมิตรที่เติบโตมาพร้อมกับพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายลึกซึ้งจนบางคนมองว่า ความสำเร็จของพรีเมียร์ลีกกับการเติบโตของสกายเป็นเรื่องเดียวกัน หากพรีเมียร์ลีกตัดสินใจเปิดบริการสตรีมมิงของตัวเองในอังกฤษในอนาคต ย่อมกระทบต่อโมเดลธุรกิจของสกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ในสหรัฐอเมริกา เครือข่าย เอ็นบีซี ก็ได้ลงทุนมหาศาลเพื่อสร้างฐานผู้ชมพรีเมียร์ลีกผ่านแพลตฟอร์ม Peacock การเกิดขึ้นของ Premflix อาจทำให้เครือข่ายเหล่านี้ต้องทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองใหม่ เช่น การร่วมมือกับลีกในรูปแบบพันธมิตรเทคโนโลยี หรือการสร้างแพลตฟอร์มสตรีมมิงกีฬาของตัวเอง
ในยุโรป บริษัทสตรีมมิงกีฬาอย่าง DAZN ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะโมเดลธุรกิจของ DAZN คือการเป็นแพลตฟอร์มรวมกีฬาจากหลายลีก หากลีกใหญ่เริ่มถ่ายทอดสดด้วยตัวเองมากขึ้น บทบาทของแพลตฟอร์มตัวกลางก็อาจลดลง
เสียงสะท้อนจากสโมสรและสื่อมวลชน
ภายในวงการฟุตบอล เสียงตอบรับต่อ Premflix มีทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง สโมสรบางแห่งมองว่า การมีแพลตฟอร์มของตัวเองจะช่วยให้พรีเมียร์ลีกควบคุมภาพลักษณ์ของลีกได้มากขึ้น และอาจสร้างรายได้ใหม่ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ Premflix ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อทุกสโมสรเท่ากัน หากกางตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก เราจะเห็นการแบ่งกลุ่มผลประโยชน์ที่ชัดเจน
กลุ่มบิ๊กซิกซ์: ทีมอย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ คือกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด พวกเขามีฐานแฟนบอลทั่วโลกมหาศาล ข้อมูลจาก Premflix จะทำให้สโมสรเหล่านี้รู้ว่าแฟนบอลในไทย หรืออินโดนีเซีย สนใจนักเตะคนไหนเป็นพิเศษ ซึ่งจะนำไปสู่การขายของที่ระลึกและการจัดทัวร์ปรีซีซันที่ทำเงินได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
กลุ่มระดับกลาง: ทีมอย่าง แอสตัน วิลลา, นิวคาสเซิล หรือ ไบรท์ตัน กำลังเร่งสร้างแบรนด์เพื่อแทรกตัวขึ้นมา การมี Premflix ช่วยให้พวกเขา “ขายแพ็กเกจเฉพาะทีม” ได้ง่ายขึ้น แฟนบอลที่อยากดูแค่ “ไบรท์ตัน” เพราะชื่นชอบระบบการเล่นที่สวยงาม ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาเต็มเพื่อดูทีมอื่น นี่คือโอกาสในการสร้าง “ลัทธิแฟนบอล” ขนาดเล็กแต่เข้มข้น
กลุ่มหนีตาย: สำหรับทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นหรือทีมขนาดเล็ก Premflix เปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ในขณะที่ทีมใหญ่รวยขึ้นจากยอดสตรีมมิง ทีมเล็กอาจเสียรายได้จากการการันตีส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ทีวีแบบเดิม พวกเขาต้องทำงานหนักขึ้นในการสร้างคอนเทนต์ในแอป เพื่อดึงดูดใจผู้ชมให้กดเข้ามาดูเกมของพวกเขา ไม่เช่นนั้นส่วนแบ่งเค้กชิ้นนี้อาจจะเล็กลงจนน่าใจหาย
ในส่วนของค่ายโทรทัศน์และสถานีสื่อ ยักษ์ใหญ่อย่างสกายกำลังปรับตัวจากการเป็น “ผู้ถือสิทธิ์” มาเป็น “ผู้วิเคราะห์” พวกเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่า วันหนึ่งพรีเมียร์ลีกจะกลายเป็นคู่แข่งรายใหญ่ที่สุด สื่อมวลชนบางส่วนกังวลว่า หากพรีเมียร์ลีกคุมการผลิตเองทั้งหมด “ความอิสระ” ในการนำเสนอข่าวเชิงลบ เช่น เรื่องอื้อฉาวของนักเตะหรือการตัดสินที่ผิดพลาด อาจจะถูกเซ็นเซอร์โดยเจ้าของแพลตฟอร์มเอง
/origin-imgresizer.tntsports.io/2021/09/20/3223781-65992888-2560-1440.jpg)
“จริยธรรมและการผูกขาด” ยังเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเมื่อพรีเมียร์ลีกกลายเป็นทั้งผู้จัดการแข่งขัน, ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่าย เพียงผู้เดียว ความเสี่ยงเรื่องการผูกขาด (The Monopoly Power) จึงเกิดขึ้น
หากไม่มีคู่แข่งในการถ่ายทอดสด พรีเมียร์ลีกจะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้ แฟนบอลจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจ่าย หรือไม่ก็ต้องเลิกดูไปเลย สิ่งนี้อาจขัดต่อกฎหมายการค้าเสรีในบางประเทศ และอาจทำให้หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาแทรกแซง
อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ การควบคุมความจริง หากพรีมฟลิกซ์เป็นผู้เลือกมุมภาพและผู้พากย์เอง พวกเขาอาจเลือกที่จะ “ซ่อน” สิ่งที่ไม่น่าดู เช่น ความผิดพลาดของผู้ตัดสิน หรือเหตุการณ์ประท้วงในสนาม เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของลีก ซึ่งจะทำลายเสน่ห์และความโปร่งใสของฟุตบอลไปในที่สุด
นักวิเคราะห์ด้านธุรกิจกีฬาหลายคนเปรียบเทียบการทดลองนี้เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการบันเทิง เมื่อสตูดิโอภาพยนตร์เริ่มสร้างบริการสตรีมมิงของตัวเองแทนการพึ่งพาช่องเคเบิล ซึ่งเชิงอุดมคติเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางบวก
อย่างไรก็ตาม บางฝ่ายก็เตือนว่า การบริหารแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกไม่ใช่เรื่องง่าย การถ่ายทอดสดกีฬาต้องใช้โครงสร้างเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมาก และผู้แพร่ภาพรายใหญ่ก็มีประสบการณ์ในด้านนี้มายาวนาน สำหรับแฟนบอล เสียงตอบรับส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นบวก เพราะแนวคิดในการดูทุกแมตช์ผ่านแอปเดียวดูสะดวกกว่าระบบเดิมมาก แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ราคา หากค่าสมาชิกสูงเกินไป แฟนบอลบางส่วนอาจยังคงหันไปใช้สตรีมเถื่อนเหมือนเดิม
บทสรุป: Premflix อาจดูเหมือนเป็นเพียงแอปดูฟุตบอลใหม่ แต่ในความเป็นจริง มันคือการทดลองทางธุรกิจที่อาจกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมฟุตบอล หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ พรีเมียร์ลีกอาจเปลี่ยนจากองค์กรที่ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสื่อระดับโลกที่เชื่อมต่อกับแฟนบอลโดยตรง
ในโลกที่ Netflix เปลี่ยนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และ Spotify เปลี่ยนอุตสาหกรรมดนตรี Premflix อาจเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอลเช่นกัน และแม้การทดลองครั้งนี้จะเริ่มต้นในตลาดเล็กอย่างสิงคโปร์ แต่สำหรับลีกที่มีผู้ชมทั่วโลกหลายพันล้านคน การทดลองเล็กๆ นี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ในการรับชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในอนาคต
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor