หลังการเซ็นสัญญานักเตะที่ซื้อแล้วใช้งานได้ทันที บวกกับผลงานในสนามที่เริ่มเข้าที่เข้าทางก่อนแสดงพลังภายในกำจัด รูเบน อโมริม ออกจากห้องแต่งตัว และม้านั่งข้างสนาม
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังส่งสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ทว่าเบื้องหลังพัฒนาการมาจากมันสมองของผู้อยู่เบื้องหลังการจัดโครงสร้างทีมทั้งหมด
เขาคือ เจสัน วิลคอกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล ซึ่งได้นำ “พิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จ” ที่เป็นระบบมาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด
ว่ากันว่า ยุคแห่งการซื้อขายนักเตะแบบลึกลับและไร้ทิศทางของแมนฯ ยูไนเต็ดได้จบลงแล้วหลังจากวิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่เข้มงวดและมีวินัยของสโมสรในการสรรหาผู้เล่น โดยเน้นย้ำถึงการมองหาผู้เล่นที่พร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีก และต้องมีบุคลิกที่เหมาะสม เพื่อรับมือกับความกดดันสูงสุด
วิสัยทัศน์ของวิลคอกซ์ และด้วยแผนงานที่ชัดเจนจะพาทีมปีศาจแดงกลับคืนสู่จุดสูงสุดได้อย่างไร และทำไมตัวเขาถึงเชื่อว่าสโมสรกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้านท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากภายนอก
ผู้อำนวยการฟุตบอล อดีตปีกแชมป์พรีเมียร์ลีก
เจสัน มัลคอล์ม วิลคอกซ์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้บริหารคนใหม่ภายใต้การนำของกลุ่ม INEOS เท่านั้น แต่เขาคืออดีตปีกซ้ายผู้ประสบความสำเร็จในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกกับแบล็กเบิร์น โรเวอร์สในปี 1995
วิลคอกซ์เกิดวันที่ 15 มีนาคม 1971 ที่ฟาร์นเวิร์ธ ประเทศอังกฤษ เข้าร่วมทีมแบล็กเบิร์นเมื่ออายุ 16 ปีหลังจากที่พ่อของเขาเขียนจดหมายถึงสโมสรเพื่อขอให้ลูกชายเข้าร่วมทดสอบฝีเท้า

หลังจากสร้างความประทับใจในการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ วิลคอกซ์ก็เซ็นสัญญาในวันจันทร์ ก่อนได้ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา จิม เฟอร์เนล ผู้จัดการทีมเยาวชนขณะนั้นของแบล็กเบิร์น บรรยายถึงวิลคอกซ์ว่าเป็นหนึ่งในกองกลางดาวรุ่งที่ดีที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ
วิลคอกซ์เล่นให้ทีมชุดใหญ่ระหว่างปี 1989 – 1999 ทำ 31 ประตูจากการลงเล่นบอลลีก 271 นัดให้กับแบล็กเบิร์น ซึ่งเขายังเคยเป็นกัปตันทีม และเป็นผู้เล่นคนสำคัญในทีมแบล็กเบิร์นชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 1995 โดยเล่นตำแหน่งปีกซ้ายร่วมกับ เกรแฮม เลอ โซ ฟูลแบ็กจอมบุก และมี สจ๊วร์ต ริปลีย์ อยู่ฝั่งตรงข้าม พวกเขาร่วมกันสร้างแนวรุกที่แข็งแกร่งกับ อลัน เชียเรอร์ และ คริส ซัตตัน
ปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังจำกัดประสิทธิภาพของวิลคอกซ์ในฤดูกาลต่อๆ มา และหลังจากตกชั้นกับแบล็กเบิร์น ก็ย้ายไปร่วมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ในเดือนธันวาคม 1999 ตามด้วยเลสเตอร์ ซิตี และแบล็คพูล
วิลคอกซ์เคยเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ 3 นัด หมวกใบแรกเป็นเกมทีมสิงโตคำรามชนะฮังการี 3-0 ในปี 1996 แต่หลุดจากรายชื่อผู้เล่น 22 คนของทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 1996 ซึ่งผู้จัดการทีม เทอร์รี เวเนเบิลส์ ยอมรับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ส่วนอีก 2 นัดเป็นแมตช์กับฝรั่งเศสในปี 1999 และอาร์เจนตินาในปี 2000
หลังจากแขวนสตั๊ดในปี 2006 วิลคอกซ์เป็นผู้บรรยายร่วมให้กับ BBC Radio Lancashire ก่อนย้ายไปเป็นโค้ชให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2012
สำหรับชีวิตโค้ชและผู้บริหาร วิลคอกซ์เริ่มต้นจากสตาฟฟ์โค้ชในคาเดมีของแมนฯ ซิตี ในปี 2012 และเลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชทีมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ในปี 2013 เคยพาทีมคว้าแชมป์ระดับประเทศ รวมถึงเข้าชิงชนะเลิศ เอฟเอ ยูธ คัพ 2ครั้ง
ในปี 2017 วิลคอกซ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการอคาเดมี มีส่วนดูแลการพัฒนาผู้เล่นดาวรุ่งชื่อดังหลายคน เช่น ฟิล โฟเดน, โคล พาลเมอร์ และ ริโก ลูอิส ก่อนย้ายไปรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอลที่เซาแธมป์ตันในปี 2023 แต่ทำงานที่นั่นได้เพียง 9 เดือน

ขอบคุณภาพจาก https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/jason-wilcox-inside-man-utds-32493366
หลังผ่านช่วงเวลาสั้นๆ ที่เซาแธมป์ตัน วิลคอกซ์ได้เข้ามาสู่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในเดือนเมษายน 2024 ในตำแหน่งผู้อำนวยการเทคนิค ก่อนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฟุตบอลอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2025 แทนที่ เดฟ เบรลส์ฟอร์ด
การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของสโมสรในการจัดโครงสร้างการบริหารฟุตบอลที่เป็นระบบและเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง และท่ามกลางสัญญาณบวกในสนามของทีมชุดใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของอโมริม วิลคอกซ์ได้เผยถึงกลยุทธ์เชิงลึกในการจัดการตลาดซื้อขายนักเตะ และวิสัยทัศน์ระยะยาวในการนำพาทีมปีศาจแดงกลับสู่จุดสูงสุด
สัญญาณความก้าวหน้าและกำหนดเอกลักษณ์
หลังจากฤดูกาล 2024-25 จบลงด้วยอันดับที่ 15 ซึ่งเป็นอันดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในพรีเมียร์ลีก ความกังวลได้เข้าปกคลุมโอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นในช่วงฤดูร้อนปี 2025 และผลงานในสนามที่เริ่มดีขึ้น ทำให้วิลคอกซ์เชื่อว่า ทีมกำลังมีความคืบหน้าในทุกด้าน
ฟอร์มล่าสุดของแมนฯ ยูไนเต็ดก่อนเบรกทีมชาติกลางเดือนพฤศจิกายน เป็นเครื่องยืนยันเบื้องต้น ทีมปีศาจแดงสามารถทำผลงานไม่แพ้ใครติดต่อกัน 5 นัด รวมถึงชัยชนะในพรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของอโมริม เป็นสัญญาณบวกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างช้าๆ
วิลคอกซ์กล่าวอย่างชัดเจนว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ภายในสโมสร เรารู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง เรารู้ว่าอยู่ตรงไหนในฐานะกลุ่ม ผู้เล่นเข้าใจสิ่งนั้น และเรากำลังมีความก้าวหน้าทั้งในและนอกสนาม”
วิลคอกซ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการ “รักษาความสงบ” ภายในสโมสรท่ามกลางความวุ่นวายภายนอก ที่มักเกิดขึ้นเมื่อสโมสรขนาดใหญ่อย่างแมนฯ ยูไนเต็ด ประสบความพ่ายแพ้ “เราต้องเจออุปสรรคระหว่างทาง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการอุปสรรคเหล่านั้นให้ราบรื่น และไม่ตื่นเต้นหรือผิดหวังจนเกินไป”
ผู้อำนวยการฟุตบอลวัย 54 ปี มองว่า การทำงานอย่างมีสมาธิและเชื่อมั่นในทิศทางที่วางไว้ ทั้งด้านกระบวนการ สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้าง และทีมงาน จะพาสโมสรไปในทิศทางที่ถูกต้องอย่างแท้จริง
อดีตซูเปอร์สตาร์ของสโมสร คริสเตียโน โรนัลโด เคยวิจารณ์อย่างรุนแรงถึงการขาดโครงสร้างและขาดเอกลักษณ์ของแมนฯ ยูไนเต็ด ขณะที่อโมริมเองก็เคยถูกวิจารณ์ว่าใช้ระบบ 3-4-3 ที่ดูแข็งกระด้างเกินไป อย่างไรก็ตาม วิลคอกซ์ไม่เห็นด้วยกับคำวิจารณ์เหล่านี้ และยืนยันว่า งานที่กำลังดำเนินการอยู่คือ “การสร้างและกำหนดเอกลักษณ์” ของทีมขึ้นมาใหม่
“เราต้องสานต่อแนวคิดของรูเบน เขามีแนวคิดที่ชัดเจนมาก และมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่ผู้คนมองเห็น” วิลค็อกซ์กล่าวและเน้นว่า การเริ่มต้นทำงานทุกอย่างต้องมีปลายทางอยู่ในใจ และต้องเข้าใจถึงรูปแบบการเล่น (Game Model) ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
วิลคอกซ์ช้คำเปรียบเทียบว่า สโมสรกำลัง “ต่อจิ๊กซอว์ให้เข้ากัน” เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน และถึงแม้การสร้างภาพนี้จะยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอกับผลการแข่งขันที่ไม่ดี แต่ผู้บริหารระดับสูงไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเอง, อโมริม, โอมาร์ เบร์ราดา (ซีอีโอ) และเจ้าของสโมสร ต่างก็มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับทิศทางที่ทีมจะไป
กลยุทธ์ซื้อขายนักเตะที่ชัดเจนและเป็นระบบ
ปัญหาการซื้อขายนักเตะที่ลึกลับและไม่ชัดเจน ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนของแมนฯ ยูไนเต็ด มานานหลายปี กำลังถูกแทนที่ด้วยแนวทางการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริงภายใต้การนำของวิลคอกซ์
ขอบคุณภาพจาก https://sports.yahoo.com/article/jason-wilcox-held-initial-doubts-103500370.html
วิลคอกซ์เปิดเผยรายละเอียดเบื้องหลังการตัดสินใจซื้อขายนักเตะ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ซึ่งเริ่มต้นจาก “คำสั่งซื้อจะมาจากผมและรูเบน” ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจเริ่มต้นจากการประเมินร่วมกันระหว่างผู้อำนวยการฟุตบอลและหัวหน้าโค้ช
ต่อจากนั้น คำสั่งจะถูกส่งต่อไปยัง คริส วิเวลล์ ผู้อำนวยการฝ่ายสรรหา เพื่อถกเถียงและหารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับลักษณะผู้เล่น (Profiles) ที่ทีมต้องการ ตามด้วยการค้นหาโดยมีทีมแมวมองเข้าสู่ตลาด และทำงานควบคู่ไปกับทีมข้อมูล (Data team) ซึ่งมีส่วนร่วมอย่างมากในกระบวนการนี้
มาถึงปลายทางที่การประชุมและตัดสินใจ วิลคอกซ์กล่าวว่าเขามีการประชุมรายสัปดาห์กับทีมสรรหา เพื่อหารือเรื่องช่วงอายุ ค่าใช้จ่าย และความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลง โดยมีอโมริมเข้าร่วมด้วย
กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบที่ระมัดระวัง รอบคอบ และเป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งวิลคอกซ์ยอมรับว่า ตลาดซื้อขายในช่วงฤดูร้อนปี 2024 วุ่นวายกว่ามากเมื่อเทียบกับความสงบที่เกิดขึ้นในปี 2025
อดีตปีกซ้ายแบล็กเบิร์ตได้อธิบายถึงประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ กลยุทธ์การสรรหาผู้เล่น ที่เน้นความพร้อมและบุคลิกภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการซื้อผู้เล่นที่ใช้เวลาปรับตัวนานสำหรับทีมชุดใหญ่
ผู้เล่นที่พร้อมลงเล่น : สโมสรมองหาผู้เล่นที่สามารถ “เสียบปลั๊กแล้วเล่นได้ทันที” (Plug in and play) โดยมีช่วงเวลาในการปรับตัวน้อยที่สุดอย่าง มาเธอุส คุนญา และ ไบรอัน เอ็มเบอโม โดยวิลคอกซ์ยอมรับว่า สโมสรไม่สามารถเสี่ยงมากเกินไปในส่วนนี้
นิสัยที่เหมาะสม : การซื้อผู้เล่นไม่ได้เกี่ยวข้องแค่พรสวรรค์ระดับสูงเท่านั้น แต่ผู้เล่นเหล่านั้นต้องมีนิสัยที่เหมาะสม สามารถรับมือกับความกดดันได้
มืออาชีพที่เคร่งครัด: มีการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบประวัติเบื้องหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เล่นที่เข้ามาเป็นมืออาชีพที่มีการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง
การลงทุนผู้เล่นที่เหมาะสม และวิสัยทัศน์ระยะยาว
วิลคอกซ์ได้ให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่องในทีมชุดใหญ่ เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาวของสโมสรได้แก่ การติด 4 อันดับแรกและท้าทายเพื่อตำแหน่งในแชมเปียนส์ลีกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่แชมป์พรีเมียร์ลีกและชนะเลิศแชมเปียนส์ลีก
วิลคอกซ์ตอกย้ำว่า การลงทุนนี้ต้องเน้นการซื้อผู้เล่นที่เหมาะสมที่มีพรสวรรค์ สามารถรับมือกับความกดดัน และนำพาทีมก้าวไปข้างหน้าได้ โดยผลงานล่าสุดคือ การเซ็นสัญญาในฤดูร้อนปี 2025 กับคุนญา, เอ็มเบอโม และผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูง เซนเน ลัมเมนส์ ทั้งสามได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ โดยแฟนบอลประทับใจทั้งผลงานและทัศนคติที่ชัดเจนของพวกเขา

ขอบคุณภาพจาก https://www.webwire.com/ViewPressRel.asp?aId=343242
ผู้อำนวยการกีฬาให้รายละเอียดเรื่องการคว้าตัวลัมเมนส์ว่า “เรามองหาผู้รักษาประตูที่มีศักยภาพสูงอยู่เสมอ และเซนเนก็ว่างอยู่ เราจึงตัดสินใจดำเนินการ แต่ไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลันทันใดเพราะ โทนี คอตตอน (แมวมองผู้รักษาประตูของแมนฯ ยูไนเต็ด] เสนอชื่อเซนเนให้ผมพิจารณาเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว และเขาก็ทำอย่างไม่ย่อท้อ”
“เซนเนเป็นการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรา และเขาก็เริ่มต้นได้ดี แต่ยังต้องรักษาฟอร์มต่อไป เขาทบทวนตัวเองได้ดีและเป็นมืออาชีพมากในแนวทางของเขา”
สำหรับแผนงานต่อไปในการเสริมขุมกำลัง Sky Sports News รายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ดได้ตั้งเป้าหมายหลักในการเซ็นสัญญากองกลางคนใหม่ในช่วงฤดูร้อนปีหน้า ตัวเลือกที่สโมสรยังคงติดตามอยู่ได้แก่ คาร์ลอส บาเลบา ของไบรท์ตัน และ เอลเลียต แอนเดอร์สัน ของนอตติงแฮม ฟอเรสต์ ส่วนกลางซีซัน 2025-26 ไม่คาดว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะมีการเคลื่อนไหวมากนักในตลาดซื้อขายเดือนมกราคม 2026 เนื่องจากได้ลงทุนจำนวนมากไปแล้ว แต่ทีมงานยังคงทำงานในตลาดซื้อขายต่อไปโดยมองไปยังฤดูร้อน
ในฐานะผู้อำนวยการฟุตบอล วิลคอกซ์เป็นคนที่มีมุมมองเชิงบวกอย่างมาก “ผมรู้สึกจริงๆ ว่าตอนนี้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง”
แม้ยอมรับว่าความผิดหวังยังคงมีอยู่เมื่อทีมแพ้ แต่วิลคอกซ์มองเห็นความมุ่งมั่นภายในสโมสร “ผมเห็นความมุ่งมั่น ผมไปดูการซ้อมทุกวัน ผมเห็นวิธีการที่พวกเขาซ้อม วิธีการที่พวกเขาปฏิบัติงาน วิธีการที่พวกเขาพูดคุยและเข้ากันได้ดี”
การทำงานอย่างมีระบบและเป็นหนึ่งเดียวกันของทีมผู้บริหาร โค้ช และผู้เล่นที่เข้ามาใหม่ด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง คือรากฐานที่วิลคอกซ์กำลังสร้างขึ้น เพื่อทำให้ความสำเร็จล่าสุดเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการกลับมายืนในตำแหน่งสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และได้แข่งขันบนเวทียุโรปอย่างสม่ำเสมอตามวิสัยทัศน์ระยะยาวของแมนฯ ยูไนเต็ด
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor