Categories
Football Business

สตาร์สบูร์ก “ทีมฟาร์ม” ของเชลซี พิมพ์เขียวใหม่ของกลุ่มทุน Multi-club ownership

เลียม โรซีเนียร์ หัวหน้าโค้ชคนใหม่ของสโมสรเชลซี เป็นกุนซือถาวรคนที่ 5 ภายใต้การบริหารของ ท็อดด์ โบห์ลี และ เบห์แดด เอ็กบาลี ต่อจาก โธมัส ทูเคิล, แกรม พอตเตอร์, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน และ เอ็นโซ มาเรสกา ที่ทุกคนล้วนถูกปลดจากตำแหน่ง

บทความนี้ไม่ได้พาไปรู้จักโรซีเนียร์ อดีตกองหลังชาวอังกฤษวัยเพียง 41 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีม สตราสบูร์ก เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2024 แทนปาทริก วิเอรา หรือเป็นบทวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ “เดอะ บลูส์” สนใจโค้ชที่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เพียงดาร์บีในปี 2022 (รักษาการ) และฮัลล์ระหว่างปี 2022 – 2024 ซึ่งต่างจากผู้จัดการทีมชื่อดังโปรไฟล์เยี่ยมที่ผ่านมาในยุค โรมัน อับราโมวิช ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรในปี 2003 และ BlueCo ในปี 2022

KhaiMukDam กำลังจะพาไปสำรวจแนวทางบริหารของ สตราสบูร์ก ที่เคยครองแชมป์ลีกเอิงเพียง 1 สมัยในฤดูกาล 1978-98 ตลอดประวัติศาสตร์สโมสร 120 ปี และเพิ่งไต่เต้าจากลีกเทียร์ 5 ขึ้นมาอยู่ลีกเอิงช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2010 หลังจากชนะเลิศลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2016-17 และชนะเลิศเฟรนช์ ลีก คัพ ฤดูกาล 2018-19 ซึ่งเป็นสมัยที่ 3

จุดเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้นกับสตาร์สบูร์กในเดือนมิถุนายน 2023 เมื่อ BlueCo ก้าวเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสร และฤดูกาล 2024–25 สตราสบูร์กจบอันดับ 7 ของลีกเอิง ได้สิทธิแข่งขันรอบคัดเลือก คอนเฟอเรนซ์ ลีก ฤดูกาลนี้ และยังผ่านไปเล่นลีกเฟสหลังจากชนะบรอนด์บี

สตาร์สบูร์กควรโดดเด่นถ้าไม่เป็นของ BlueCo

มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฟุตบอลยุโรปตลอด 30 ปีที่ผ่านมา นั่นคือการไหลบ่าเข้ามาของเงินจากรัฐและกองทุนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงลีกเอิง ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่เงินจำนวนมหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด สามารถบิดเบือนภูมิทัศน์การแข่งขันได้อย่างรุนแรง ในระบบที่แทบไม่มีรั้วกั้นหรือกลไกควบคุมการใช้เงินเลย

ในลีกแห่งนี้ มีหนึ่งมหาอำนาจลูกหนัง ซึ่งเป็นสโมสรที่มีรัฐบาลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นเจ้าของ คว้าแชมป์ไปถึง 11 จาก 13 ฤดูกาลหลังสุด แต่ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ใช่ “ความสำเร็จทางกีฬา” อย่างแท้จริง ไม่มีการค้นพบเพชรเม็ดงามราคาถูก ไม่มีการแสวงหารูปแบบการเล่นใหม่ที่คนอื่นไม่กล้าลอง พวกเขาเพียงจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะปีละราว 202 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของทีมที่ใช้จ่ายสูงเป็นอันดับสอง และไม่มีทีมที่เหลือในลีกเอิงใช้จ่ายเกิน 72 ล้านดอลลาร์เลย

ขอบคุณภาพจาก  https://www.si.com/soccer/four-strasbourg-players-liam-rosenior-could-bring-chelsea

อย่างไรก็ตาม สตราสบูร์ก สโมสรเล็กๆ ที่ดูไม่โดดเด่น กำลังทำทุกวิถีทางในสนามเพื่อไล่ตามช่องว่างนั้น ค่าเหนื่อยนักเตะอยู่ที่ 38 ล้านดอลลาร์เท่านั้น “เล ราซิง” สามารถทำผลงานอยู่ครึ่งบนของลีกเอิงทั้งที่งบประมาณทำทีมอยู่เพียงครึ่งล่างของตาราง

สิ่งที่สตราสบูร์กทำ คือการสร้างความแตกต่าง เล่นฟุตบอลจังหวะช้า เต็มไปด้วยการต่อบอลสั้นและบอลด้านข้าง แต่ยังเป็นทีมที่จ่ายบอลทะลุช่อง ซึ่งเป็นบอลที่มีแนวโน้มจะนำไปสู่การทำประตูมากเป็นอันดับต้นๆ ของลีก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากขุมกำลังที่ไม่เหมือนสโมสรใดในยุโรป ผู้เล่นที่ถูกใช้งานในฤดูกาลนี้มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 22 ปี ขณะที่ไม่มีทีมใดในลีกใหญ่ของยุโรปที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 24 ปี

สโมสรเล็กแห่งนี้อาศัยนโยบายทำทีมด้วยการทุ่มเทและเชื่อมั่นนักเตะดาวรุ่งในแบบที่แทบไม่เคยเห็นมาก่อน สตาร์สบูร์กทำผลงานเกินศักยภาพของตัวเองอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในทุกฤดูกาลที่ผ่านไป

สตาร์สบูร์กควรจะเป็นหนึ่งในเรื่องราวเด่นของฤดูกาลนี้ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ “เล ราซิง” ตอนนี้มีเจ้าของเดียวกับเชลซี สโมสรที่เพิ่งสร้างสถิติใช้เงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ไปกับขุมกำลังนักเตะเมื่อไม่นานมานี้

แทนที่จะเป็นยาถอนพิษของความเหลื่อมล้ำที่กัดกินวงการฟุตบอล สตราสบูร์กกลับกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของปัญหานั้นเสียเอง และในทางปฏิบัติแล้ว สตราสบูร์กได้กลายเป็น “ทีมฟาร์ม” ของเชลซีไปเรียบร้อยแล้ว

แนวคิด “ทีมฟาร์ม” เริ่มที่เบสบอลอเมริกัน

ไรอัน โอแฮนลอน นักเขียนประจำ ESPN อธิบายถึงแนวคิด “ระบบทีมฟาร์ม” ว่า ถูกสร้างขึ้นโดย แบรนช์ ริกกีย์ ผู้จัดการทั่วไประดับตำนานของวงการเบสบอล และที่ย้อนแย้งคือ ริกกีย์ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม (เฮดโค้ช) ของ เซนต์หลุยส์ คาร์ดินัลส์ (1919–1925) ก่อนถูกลดตำแหน่ง ทำหน้าที่ที่ปัจจุบันเรียกกันว่า ผู้จัดการทั่วไป (1919–1942) หรือเทียบเท่าผู้อำนวยการกีฬา

ในยุคนั้น ทีมเบสบอลระดับสูงสุดของอเมริกาหาผู้เล่นใหม่ในแบบเดียวกับที่สโมสรพรีเมียร์ลีกทำกันในปัจจุบัน คือดึงตัวมาจากลีกที่เล็กกว่า ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเรียกว่า “ไมเนอร์ลีก”

ริกกีย์เคยกล่าวว่า “ตอนที่คาร์ดินัลส์กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในเนชันแนลลีก ผมพบว่าเราเสียเปรียบอย่างมากในการดึงนักเตะคุณภาพจากไมเนอร์ลีก ทีมอี่นเสนอค่าตัวได้สูงกว่า พวกเขามีเงิน มีระบบแมวมองที่ดีกว่า สรุปคือ เราต้องรับเศษที่เหลือ หรือไม่ก็ไม่ได้อะไรเลย”

ขอบคุณภาพจาก  https://socprofb.wordpress.com/2024/02/11/the-st-louis-story-of-branch-rickey/

ทางออกของริกกีย์ คือการให้คาร์ดินัลส์ซื้อทีมเล็กเหล่านี้ และใช้มันเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า “สนามทดสอบ” สำหรับผู้เล่นดาวรุ่ง วิธีนี้ทำให้คาร์ดินัลส์สามารถควบคุมผู้เล่นได้จำนวนมากกว่าคู่แข่ง และคำว่า “ควบคุม” นั้นมีหลายความหมาย ทั้งการควบคุมสถานะการจ้างงาน และการควบคุมรูปแบบการฝึกซ้อมและการพัฒนาฝีเท้า

แอนดี แม็คคิว จากสมาคมวิจัยเบสบอล อธิบายไว้ว่า “ในที่สุด คาร์ดินัลส์ก็สร้างเครือข่ายทีมไมเนอร์ลีกขึ้นมา เพื่อเซ็นนักเตะในราคาถูก คัดแยกคนดีออกจากคนเก่ง คว้าแชมป์ และทำเงิน ริกกีย์จะขายนักเตะที่ ‘ดี’ ให้ทีมอื่น และเก็บผู้เล่นที่ ‘เก่งหรือยอดเยี่ยม’ ไว้ให้คาร์ดินัลส์”

แนวทางนี้ให้ประโยชน์อย่างชัดเจน จนในที่สุดทุกทีมในเมเจอร์ลีกก็นำไปใช้ ปัจจุบันแต่ละทีมมีทีมฟาร์ม 3 ระดับ คือ ซิงเกิล เอ, ดับเบิล เอ และทริปเปิล เอ หลังอำลาคาร์ดินัลส์ ริกกีย์นำความรู้ไปสู่ทีม บรูกลิน ดอดเจอร์ส ที่ซึ่งเขาคิดค้นระบบสปริงเทรนนิง ผลักดันการใช้สถิติในกีฬา และวางรากฐานให้ทีม แอลเอ ดอดเจอร์ส ที่ ท็อดด์ โบห์ลี กลายเป็นหนึ่งในเจ้าของร่วมในปี 2012

แน่นอนว่า โบห์ลี คือหนึ่งในกลุ่ม BlueCo เจ้าของใหม่ของเชลซีตั้งแต่ปี 2022 และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เป็นเจ้าของสโมสรที่ “มีบทบาทอย่างมาก” กับเชลซี

ในซัมเมอร์แรกของการเป็นเจ้าของทีม โบห์ลีย์บินไปทั่วยุโรป พยายามเซ็นสัญญากับ คริสเตียโน โรนัลโด ทำหน้าที่เสมือนผู้อำนวยการกีฬาโดยปริยาย ขณะที่เชลซีเซ็นนักเตะใหม่ถึง 9 คน ซึ่งมีเพียง 2 คนที่ได้ลงสนามอย่างสม่ำเสมอ โบห์ลีย์ยังเสนอว่า พรีเมียร์ลีกควรมีออลสตาร์เกมเหมือนบาสเกตบอล NBA และเบสบอล MLB ในอเมริกา และโดยรวมแล้ว เขาเข้าข่ายทุกภาพจำที่แฟนบอลอังกฤษมีต่อผู้บริหารการเงินจากสหรัฐฯ ที่เพิ่งซื้อทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่ “ไอเดียโลกใหม่ของผม จะปฏิวัติกีฬาของพวกคุณ ที่ยังติดอยู่กับอดีต”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.football365.com/news/chelsea-todd-boehly-slammed-incompetence-fan-group-senseless-transfer-window

เชลซีเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษในวันที่โบห์ลีและ BlueCo เข้ามาเทกโอเวอร์ และในปัจจุบัน เชลซีก็ยังคงเป็นทีมอันดับ 3 หรือ 4 ของอังกฤษเช่นเดิม

โอแฮนลอน ผู้เขียนหนังสือ Net Gains: Inside the Beautiful Game’s Analytics Revolution ให้ความเห็นว่า นวัตกรรมแทบทั้งหมดของ BlueCo เป็นเพียงกลเม็ดทางบัญชี ไม่ว่าเป็นการขายโรงแรมและสนามให้บริษัทในเครือตัวเอง หรือการกระจายค่าตัวนักเตะผ่านสัญญาระยะยาว เพื่อให้ใช้เงินได้มากกว่าสโมสรอื่นโดยไม่ผิดกฎการเงินใหม่ของพรีเมียร์ลีก สโมสรสะสมดาวรุ่งไว้มากมาย แต่ยังไม่เคยแสดงให้เห็นถึงความสามารถ

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมองว่า สิ่งที่โบห์ลีและ BlueCo กำลังทำกับสโมสรที่ 2 นั้น ดูเหมือนเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง และจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับเชลซี แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สตราสบูร์กต้องแบกรับ

“ระบบอะคาเดมี” แย่กว่า “ระบบทีมฟาร์ม” ?

สโมสรใหญ่ในยุโรปล้วนมีอะคาเดมี โดยเป้าหมายหลักคือ การพัฒนานักเตะเยาวชนให้เติบโตเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ที่ดีพอจะลงเล่นในระดับใดระดับหนึ่งของยุโรป และในกรณีที่ดีที่สุด พวกเขาจะเก่งพอสำหรับทีมชุดใหญ่ของสโมสร แต่ในโมเดลนี้ยังมี “ช่องว่างที่ขาดหายไป” อยู่เสมอ นั่นคือช่องว่างขนาดมหาศาลระหว่างระดับการแข่งขันของอะคาเดมี กับการแข่งขันในทีมชุดใหญ่ของลีกชั้นนำยุโรป

โอแฮนลอนวิเคราะห์มุมมองผ่านกีฬาในอเมริกาว่า ในโลกของ NFL อเมริกันฟุตบอลระดับมหาวิทยาลัยถือเป็นสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เข้มข้น และทีม NFL ก็เติมผู้เล่นใหม่ผ่านการดราฟต์ทุกปี แต่ช่องว่างระหว่างทีมอะคาเดมีของเชลซีกับทีมชุดใหญ่ของเชลซีนั้น ใกล้เคียงกับช่องว่างระหว่างอเมริกันฟุตบอลระดับมัธยมปลายกับ NFL มากกว่า

ดังนั้น จึงมีทางออกอยู่สองทาง ซึ่งต่างก็ไม่สมบูรณ์แบบ ในความเห็นของนักเขียนประจำ ESPN

ทางแรก คือสิ่งที่เห็นกับอาร์เซนอลในฤดูกาลนี้ ดาวรุ่งตัวความหวังสองคนอย่าง ไมล์ส ลูอิส-สเกลลี และ อีธาน เอ็นวาเนรี ถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ ทั้งคู่ซ้อมร่วมกับ บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ เดแคลน ไรซ์ ทุกวัน แต่พวกเขาแทบไม่ได้ลงสนามจริง

หลังจากฤดูกาลที่แล้วซึ่งลูอิส-สเกลลีและเอ็นวาเนรีได้โอกาสลงเล่นในฐานะวัยรุ่นเนื่องจากวิกฤตอาการบาดเจ็บของทั้งทีม ปีนี้ทั้งสองคนก็หล่นกลับไปอยู่ลำดับท้ายของตัวเลือก และตลอดครึ่งแรกของฤดูกาล พวกเขายังไม่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเลย

ทางออกอีกทางหนึ่ง คือการปล่อยยืมตัว ด้วยความคิดว่า ส่งนักเตะไปอยู่กับอีกสโมสร และหวังว่าจะเข้ากับผู้จัดการทีมคนใหม่ได้ สโมสรนั้นจะให้ความสำคัญกับสุขภาพของนักเตะ ซึ่งจะได้ประสบการณ์ในทีมที่ระดับการแข่งขันต่ำกว่า แต่ก็ยังสูงกว่าอะคาเดมี

แต่เมื่อถอยออกมามองภาพรวม โมเดลการยืมตัวกลับดูเป็นเรื่องไร้เหตุผลอย่างรวดเร็ว

โอแฮนลอนให้เหตุผลว่า สโมสรกำลังส่งดาวรุ่งไปให้ทีมที่แทบไม่มีแรงจูงใจจะใช้งานจริง ผู้จัดการทีมย่อมเลือกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะต้องการชนะและรักษาเก้าอี้ของตัวเอง ขณะที่ผู้บริหารสโมสรก็ไม่มีเหตุผลจะกดดันให้โค้ชใช้นักเตะยืมตัว เพราะสโมสรไม่ได้มีแผนลงทุนอะไรกับนักเตะคนนั้นเกินกว่าฤดูกาลเดียว

โอแฮนลอนใช้ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ของลิเวอร์พูล เป็นตัวอย่าง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/liverpool-35m-transfer-looks-after-33157991

ดาวเตะวัย 22 ปีถูกปล่อยยืมไปให้แอสตัน วิลลา หลังได้ออกสตาร์ตเพียง 3 นัดภายใต้การคุมทีมของ อาร์เนอ สล็อต ในฤดูกาล 2024-25 แต่ที่วิลลา เอลเลียตต์ลงเล่นรวมเพียง 91 นาที และไม่ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2025

ในขณะที่เชลซีมีสตราสบูร์กเป็นทางออกแก้ปัญหานี้สำหรับดาวรุ่งของสโมสร นักเตะเหล่านั้นจะได้รับการการันตีเวลาในการลงสนาม และยังได้เล่นในสภาพแวดล้อมทางแท็คติกที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเจอในพรีเมียร์ลีกในอนาคต

ไม่เพียงผู้เล่น แต่สตราสบูร์กยังสามารถทำหน้าที่เป็น “ทีมฟาร์มสำหรับผู้จัดการทีม” ได้เช่นกัน โดยโรซีเนียร์มีอายุเพียง 41 ปีเท่านั้น

BlueCo จะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพด้านการคุมทีมของโรซีเนียร์มากกว่าผู้จัดการทีมคนใดก็ตาม ที่พวกเขาอาจพิจารณาดึงมาคุมเชลซีในอนาคต

“เราเป็นทีมฟาร์ม” อเล็กซองด์ ตัวแทนจากกลุ่มแฟนบอลหลักทั้งสี่กลุ่มของสตราสบูร์ก กล่าวกับ ESPN

“เราไม่อยากเป็นทีมฟาร์ม เพราะเรามีประวัติศาสตร์ที่แข็งแกร่ง มีรากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เข้มแข็ง และเราควรตัดสินใจทุกอย่างโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของสตราสบูร์ก แต่มันไม่ใช่แบบนั้น”

แน่นอนว่า คนในเชลซีน่าจะโต้แย้งว่า แนวคิดที่ว่าสตราสบูร์กเป็นเพียงทีมฟาร์มของเชลซีนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และท้ายที่สุดแล้ว มีนักเตะของสตราสบูร์กเพียง 3 เท่านั้นที่ยืมตัวมาจากเชลซีในปัจจุบัน

แต่นั่นเป็นเพียงเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น และโอแฮนลอนมองว่า สตาร์สบูร์กกำลังถูกใช้อย่างชัดเจนในฐานะศูนย์พัฒนา และจุดพักระหว่างทาง สำหรับทีมจากพรีเมียร์ลีก

มีการประกาศไปแล้วตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ว่า นักเตะที่ดีที่สุดของสตราสบูร์กอย่าง เอ็มมานูเอล เอเมกา จะย้ายไปเชลซีในฤดูกาลหน้า

จากนักเตะสตราสบูร์ก 13 คนที่ลงสนามอย่างน้อย 500 นาทีในฤดูกาลนี้ มีเพียงคนเดียวที่อายุมากกว่า 23 ปี นั่นคือ เบน ชิลเวลล์ วัย 28 ปี ซึ่งเชลซีปล่อยให้คริสตัล พาเลซ ยืมใช้งานครึ่งหลังของฤดูกาล 2024-25 ก่อนย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสแบบ “ฟรีเอเยนต์” ในช่วงซัมเมอร์

Multi-club ownership คืออนาคตของวงการฟุตบอล

โอแฮนลอนพาออกจากเรื่องราวทีมฟาร์ม สู่การถือครองหลายสโมสรภายใต้เจ้าของเดียวกัน ที่เป็นแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุด คือกลุ่มเรดบูล ซึ่งเป็นเจ้าของ RB ไลป์ซิก, RB ซัลซ์บวร์ก, นิวยอร์ก เรดบูลส์ รวมถึงสโมสรในบราซิลและญี่ปุ่น โดยเครือข่ายทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดูแลของ เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล นอกจากนี้ยังมี City Football Group ซึ่งเป็นกลุ่มเจ้าของหลายสโมสรที่ใหญ่ที่สุด โดยมีทีมใน 13 ประเทศ

ยูฟ่ามีกฎเพื่อป้องกันไม่ให้สโมสรที่มีเจ้าของเดียวกัน ลงแข่งขันในรายการยุโรปเดียวกัน แต่ไม่มีกฎใดห้ามการมีอยู่ของเครือข่ายสโมสรเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

บริษัทที่ปรึกษา Twenty First Group ทำงานร่วมกับกลุ่มทุนที่ต้องการซื้อสโมสรฟุตบอลอยู่เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่ต้องการขยายพอร์ตการถือครอง หรือเป็นผู้ซื้อรายใหม่ที่หวังสร้างอาณาจักรหลายสโมสรในอนาคต

“คนส่วนใหญ่มองว่านี่คือเครื่องมือในการเข้าถึง พัฒนา และขายนักเตะ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่สมเหตุสมผล แต่จนถึงตอนนี้มีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่พิสูจน์ได้จริง” โอมาร์ ชอดูรี ประธานฝ่ายข้อมูลของ Twenty First Group กล่าวกับ ESPN

อย่างไรก็ตาม โอแฮนลอนมีความเห็นว่า ไม่มีเครือข่ายใดใช้กระบวนการนี้อย่างจริงจังเท่ากับเชลซี และแทบไม่มีใครพูดถึงอย่างเปิดเผยเช่นนี้ด้วย

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างเส้นทางให้นักเตะดาวรุ่งของเราได้ก้าวสู่สนามของเชลซี พร้อมกับได้ลงเล่นจริงอย่างต่อเนื่อง” โบห์ลีกล่าวหลังเข้าซื้อสโมสร “และสำหรับผม วิธีการคือการมีอีกสโมสรหนึ่ง ในลีกที่มีการแข่งขันสูงในยุโรป”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.20minutes.fr/sport/3179795-20211124-rc-strasbourg-pourquoi-plus-incidents-graves-supporters-stade-meinau

สิ่งที่ขาดหายไปจากการวิเคราะห์ของโบห์ลี คือความเข้าใจว่า สโมสรฟุตบอลมีความหมายอย่างไรต่อแฟนบอลส่วนใหญ่

แม้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสตราสบูร์กพัฒนาขึ้นหลังการเข้ามาของ BlueCo แต่แฟนบอลกลับไม่ได้สนใจประเด็นนั้นมากนัก

อเล็กซองด์แสดงทรรศนะต่อเรื่องนี้ว่า “ในภาพรวม มันเป็นเรื่องที่แย่มากต่อความสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อสโมสรฟุตบอล ในยุโรปสโมสรฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชุมชน และสตราสบูร์กก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ แต่มันไม่สอดคล้องเลยกับการที่สโมสรถูกถือครองโดยกองทุนเอกชนจากสหรัฐอเมริกา ร่วมกับทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งดูแปลกและน่าสงสัยมาก”

ขณะที่ความเป็นจริงคือ ความผูกพันทางอารมณ์ที่แฟนบอลมีกับสโมสร และเป็นเชื้อเพลิงของอุตสาหกรรมระดับโลกนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากประสิทธิภาพการเล่นหรือผลการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมาจากประสบการณ์ร่วมกันของชุมชน ที่ได้ดูฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์ และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละสโมสร

แต่กระแสที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมและธุรกิจฟุตบอล สิ่งที่มีความหมายเช่นนี้ ถูกลดทอนให้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงิน เพื่อช่วยให้สโมสรที่ใหญ่และร่ำรวยกว่าประสบความสำเร็จ พร้อมเพิ่มมูลค่าพอร์ตการลงทุนของมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง

ตราบใดที่สโมสรยังต้องพึ่งพานักลงทุน และยังไม่มีกฎหมายห้ามนักลงทุนกลุ่มเดียวกันซื้อหลายสโมสร สถานการณ์แบบเชลซีและสตราสบูร์ก ก็ดูเหมือนจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดจบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)