หลุยส์ เอ็นริเก ใช้เวลาเพียง 2 ซีซันพาปารีส แซงต์–แยร์กแมง ครองบัลลังก์ทวีปยุโรปเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 54 ปีของสโมสรหลังจากชนะอินเตอร์ มิลาน 5-0 ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ที่นครมิวนิก ประเทศเยอรมนี
ถ้ามองเฉพาะยุคทองภายใต้การบริหารของกาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนท์ (QSI) ซึ่งเข้าเทคโอเวอร์เมื่อปี 2011 เปแอสเชไม่เคยหลุดท็อป 2 ของลีกเอิง โดยเป็นแชมป์ 11 สมัย และรองแชมป์ 3 สมัย แต่กลับไม่เคยสัมผัสถ้วยบิ๊กเอียร์แม้อยู่ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงอย่างคาร์โล อันเซลอตติ, โลรองต์ บลองค์, อูไน เอเมรี, โธมัส ทูเคิล, เมาริซิโอ โปเชตติโน และในทีมเคยมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เดวิด เบคแฮม, เอดินสัน คาวานี, เนย์มาร์, ลิโอเนล เมสซี, คิลิยัน เอ็มบัปเป
ก่อนหน้าฤดูกาล 2024-25 เปแอสเชทำได้ดีที่สุดคือ รองแชมป์แชมเปียนส์ ลีก ปี 2020 เมื่อแพ้บาเยิร์น มิวนิก 0-1 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเพียง 2 ครั้งในซีซัน 2020-21 และ 2023-24 อีกทั้ง 8 ปีก่อนหน้าหรือตั้งแต่ซีซัน 2016-17 ปารีสสิ้นสุดเส้นทางที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายถึง 5 ครั้ง
เปแอสเชครองความยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่ทีมที่น่าเกรงขามเลยเมื่อต้องดวลสตั๊ดกับทีมชั้นนำของยุโรป จนกระทั่งการมาของอดีตผู้จัดการทีมชาติสเปนวัย 55 ปี ซึ่งรับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2023 โดยซีซันแรก เอ็นริเกพาเปแอสเชกวาดทริปเปิลแชมป์ภายในประเทศ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก แต่แพ้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสกอร์รวม 0-2
ซีซันที่ 2 ทีมของเอ็นริเกยังเหมาโทรฟี 3 รายการของฝรั่งเศสอีกครั้ง ที่เพิ่มเติมคือถ้วยบิ๊กเอียร์ โดยเป็นสโมสรจากฝรั่งเศสทีมที่ 2 ต่อจากมาร์กเซยเมื่อปี 1993 ทั้งที่หากย้อนกลับไปปลายเดือนพฤศจิกายน 2024 ดูเหมือนเปแอสเชอาจไม่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ด้วยซ้ำเมื่อเริ่มโปรแกรมลีกเฟสอย่างยากลำบาก ชนะ 1 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 3 นัด ก่อนฟอร์มเข้าฟักชนะรวด 3 นัดสุดท้าย จบที่อันดับ 15 มี 13 คะแนน อยู่เหนืออันดับ 25 ดีนาโม ซาเกรบ ทีมบนสุดของโซนตกรอบแค่ 2 คะแนน และต้องเตะรอบเพลย์ออฟกับเบรสท์
หลังผ่านคู่แข่งร่วมชาติ เปแอสเชเอาชนะลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลลา และอาร์เซนอล ก่อนพบ “เนรัสซูรี” ในรอบชิงชนะเลิศ
เริ่มยุคใหม่หลังการอำลาของเอ็มบัปเป
ประวัติศาสตร์บทใหม่ของเปแอสเชเริ่มขึ้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2024 เมื่อเอ็มบัปเปประกาศไม่ต่อสัญญาและจะอำลาสโมสรเมื่อสิ้นสุดซีซัน 2023-24 ก่อนย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ในฐานะฟรีเอเยนต์ของตลาดซัมเมอร์ เท่ากับสิ้นสุดยุคของ 3 ซูเปอร์สตาร์กองหน้าหลังจากเนย์มาร์กับเมสซีอำลาเมืองหลวงของฝรั่งเศสไปก่อนช่วงกลางปี 2023

ขอบคุณภาพจาก https://talksport.com/football/3254694/nasser-al-khelaifi-lionel-messi-kylian-mbappe-neymar-psg-champions-league/
แม้ไม่มีเอ็มบัปเป ซึ่งทำ 256 ประตูจาก 308 นัดรวมทุกรายการนับตั้งแต่ยืมตัวจากโมนาโกในซีซัน 2017-18 แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของเปแอสเชภายใต้การคุมทีมปีที่ 2 ของเอ็นริเก
เอ็นริเก ซึ่งผู้คนในเปแอสเชขนานนามว่าเป็น “สถาปนิกแห่งวงการลูกหนัง” ใช้โอกาสที่ไม่มีดาราใหญ่อย่างเอ็มบัปเป โน้นน้าวนาสเซอร์ อัล-เคไลฟี ประธานสโมสร และหลุยส์ คัมโปส ที่ปรึกษาด้านฟุตบอล ให้เชื่อว่าเขาสามารถสร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยนักเตะอายุน้อยกว่า เก่งกว่า และมีความสามัคคีมากขึ้น
ความจริงแล้ว การเซ็นสัญญากับเอ็นริเกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 เปแอสเชมีสัญญาณชัดเจนว่าต้องการลบล้างวัฒนธรรมซูเปอร์สตาร์ของสโมสร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่น่าทึ่งเป็นตัวดึงดูดใจของยอดกุนซือชาวสเปน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชที่ยึดมั่นใน “จริยธรรมของทีม” (team ethic หรือ หลักการที่ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในทีมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ การเคารพ และประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน.
จูเลียน ลอเรนส์ ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลฝรั่งเศส ให้ความเห็นกับ บีบีซี สปอร์ต ว่า เปแอสเชต้องการใครสักคนที่สร้างทีมเพื่ออนาคตด้วยความอดทน และเอ็นริเกเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเต็งรายอื่นอย่างอันโตนิโอ คอนเต และโชเซ มูรินโญ ซึ่งต่างเป็นผู้ชนะและเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นทันที แต่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาอย่างแท้จริง ดังนั้นเอ็นริเกจึงเข้าได้กับสิ่งที่ปารีสต้องการ
ไร อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลวัย 60 ปี ซึ่งเคยเล่นให้เปแอสเชชุดแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1996 กล่าวว่า ฟุตบอลทุกวันนี้ ทีมที่สมบุรณ์แบบและมีโอกาสคว้าแชมป์รายการใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้เล่นที่มีพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังต้องการการทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์จากนักเตะทุกคน ทุกช่วงเวลาของแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุกหรือตั้งรับ ไม่ว่ามีบอลหรือไม่มีบอล
ในมุมมองของไร สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับการบริหารทีมของเอ็นริเก คือความจริงที่ว่าเอ็นริเกประสบความสำเร็จโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ด้วยกลุ่มผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทุกคนเข้าใจการวางแผนเชิงแทคติกอย่างดี และเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเอ็นริเก รวมถึงระบบการเล่นของเอ็นริเกก็มีประสิทธิภาพมาก
ขณะที่นอกสนามแข่งขัน เอ็นริเกยังเรียกร้องระดับการควบคุมทีมและนักเตะที่เคยหลุดลอยไปจากมือของผู้จัดการทีมคนก่อนหน้าอาทิ เอเมรี, ทูเคิล, โปเชตติโน และคริสตอฟ กัลติเยร์
ลอเรนส์พูดถึงประเด็นนี้ว่า เอ็นริเกเป็นผู้นำตัวจริงเสียงจริงของสโมสร ซึ่งที่ผ่านมาเคยตกอยู่ในมือของบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ ที่มีความคิดว่า หากไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำ จากนั้นก็เดินตรงเข้าหาประธานสโมสร นั่นเท่ากับบ่อนทำลายโค้ช ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว อำนาจของเอ็นริเกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเปแอสเช
ปิแอร์-เอเตียน มินอนซิโอ ผู้สื่อข่าวของเลกิ๊ป หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่า ผู้คนในเปแอสเชต่างรู้ดีว่าสโมสรมีปัญหาด้านอำนาจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัลติเยร์เป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสที่เก่ง แต่ขาดประสบการณ์ที่จะบังคับใช้มุมมองของตนเอง และไม่แกร่งพอที่จะเผชิญหน้าหรือพูดตรงๆกับเอ็มบัปเป เช่นเดียวกับโปเชตติโน ซึ่งหมกหมุ่นกับการรักษาความสงบในห้องแต่งตัว ทำให้ไม่เคยตัดสินใจอะไรที่ตรงข้ามกับเมสซีและเอ็มบัปเปเลย ต่างกับเอ็นริเก ซึ่งบอกกับสโมสรชัดเจนว่า ถ้าเขาเป็นนายใหญ่ เขาก็จะต้องทำตัวเป็นนายใหญ่
เอ็นริเกแค่ออกทริปปั่นจักรยานถ้าตกงาน
เป็นที่ทราบกันดีในเปแอสเช เอ็นริเกเป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงแม้กระทั่งกับตัวเองในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นตั้งนาฬิกาให้เตือนหากเขาไม่ได้ยืดเส้นยืดสายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายใดๆเป็นเวลา 30 นาที
เมื่อปี 2017 เอ็นริเกสามารถจบการแข่งขันแฟรงค์เฟิร์ต ไอออนแมน ชาลเลนจ์ ด้วยการว่ายน้ำ 2.4 ไมล์, ขี่จักรยาน 118ไมล์ และวิ่งฟูลมาราธอน ต่อมาในปี 2018 เอ็นริเกยังสามารถจบการวิ่งมาราธอน เดอ ซาเบลส์ สุดหฤโหดระยะทาง 115ไมล์เป็นเวลากว่า 6 วันในทะเลทรายซาฮารา
เอ็นริเกยังมีกิจวัตรประจำวันทุกเช้า คือเดินด้วยเท้าเปล่าบนสนามหญ้าของแคมปัส เปแอสเช สนามฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอุทิศตนต่อ earthing ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อร่างกายกับพื้นดินหรือพื้นผิวที่มีการเชื่อมต่อกับดินโดยตรง โดยเอ็นริเกมีความเชื่อว่า การทำเช่นนี้ช่วยให้เขาใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นและช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่แท้จริงของเอ็นริเกเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของซานา ลูกสาววัย 9 ขวบจากโรคมะเร็งกระดูกชนิดหายากในปี 2019

ขอบคุณภาพจาก https://www.thesun.co.uk/sport/35205287/luis-enrique-daughter-xana-tribute-psg-champions-league/
เอ็นริเกเคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “แม้ร่างกายของเธอจากไปแล้ว แต่เธอไม่ได้ตายและยังคงอยู่กับพวกเรา เธออาจไม่ได้อยู่ ณ ที่ตรงนี้ในทางกายภาพ แต่เชิงจิตวิญญาณ เธอยังคงอยู่ที่นี่ เพราะทุกวัน เราได้คุยเกี่ยวกับเธอ เราหัวเราะซึ่งกันและกัน เรายังมีความทรงจำ เพราะผมเชื่อว่า ซานายังคงมองเห็นเรา”
นั่นทำให้เอ็นริเกสามารถไตร่ตรองถึงสัจธรรมของวงการฟุตบอลได้จากคำพูดที่เคยเอ่ยกับนักข่าวว่า “ผมไม่เคยกลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในวงการฟุตบอล ถ้าสโมสรต้องการไล่ผมออก ก็ไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นในวันต่อมา ผมก็จะออกทริปปั่นจักรยาน”
ทีมพลังหนุ่มไร้สตาร์ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน
ฟิล แมคนัลตี หัวหน้าทีมข่าว BBC Sport ที่รายงานนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก นำเสนอมุมมองว่า การจากไปของเอ็มบัปเปคือช่วงเวลาสดใสของเปแอสเช ทำให้สถานการณ์ของปาร์ก เดส์ แพรงซ์ เปลี่ยนไปแม้ดาวดังทีมชาติฝรั่งเศสมีการเล่นเวิลด์คลาส และเอ็นริเกเชื่อว่านี่เป็นโอกาสที่จะควบคุมวิธีการเล่นของทีมอย่างสมบูรณ์
ซีซัน 2024-25 จึงเป็นการเริ่มต้นในการควบคุม “ทีมใหม่” ตามความหมายอย่างแท้จริง โดยเอ็นริเกมุ่งเน้นไปที่พรสวรรค์ของนักเตะอายุน้อย ซึ่งเขาสามารถหล่อหลอมได้แทนการทำงานกับนักเตะดังที่มักขับเคลื่อนด้วยอัตตา
อดีตกุนซือบาร์เซโลนาและโรมายอมรับว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ฤดูกาลเพื่อยกระดับทีมให้ขึ้นสู่ความท้าทายรางวัลใหญ่สุดของทวีป ซึ่งการออกสตาร์ทลีกเฟสอย่างเชื่องช้าเป็นประจักษ์พยานที่ดี ถึงขั้นมีความคิดว่า ชัยชนะในแชมเปียนส์ ลีก อยู่นอกเหนือเป้าหมายของซีซัน
อย่างไรก็ตาม แมคนัลตีชี้ว่า ยุคใหม่ของเปแอสเชเริ่มต้นจริงๆเมื่อชนะแมนฯซิตี 4-2 ในนัดที่ 7 ของลีกเฟสเดือนมกราคม 2025 ท่ามกลางฝนกระหน่ำปารีส ซึ่งส่งผลให้ทีมของเอ็นริเกกลับมามีลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์

ขอบคุณภาพจาก https://www.sportscasting.com/uk/news/manchester-city-player-ratings-vs-psg-champions-league/
ขุมกำลังใหม่อย่างเดซิเร ดูเอ และ แบรดเลย์ บาร์โคลา ทำผลงานได้โดเด่น อุสมาน เดมเบเล ซึ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาภายใน ลงเล่นเป็นตัวสำรองได้อย่างน่าทึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสามเปรียบเสมือนลูกตุ้มยักษ์ทำลายล้างคู่แข่งจากพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล, วิลลา และอาร์เซนอล จนผ่านไปเตะนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนท์ในอัลลิอันซ์ อารีนา
เปแอสเชยังเสริมแกร่งเมื่อได้ควิชา ควารัตสเคเลีย ที่ย้ายมาจากนาโปลีในเดือนมกราคม 2025 ด้วยค่าตัว 70 ล้านยูโรรวมแอดออนส์ ทำให้เอ็นริเกได้จิ๊กซอว์ครบทุกชิ้น
แพท เนวิน อดีตปีกทีมชาติสกอตแลนด์และนักวิเคราะห์ของ BBC Sport ชื่นชมแนวรุกทีมชาติจอร์เจียวัย 24 ปีว่ามีคุณสมบัติของปีกครบทุกข้อแถมยังมีเพิ่มให้ด้วย ควารัตสเคเลียชอบท้าทายคู่แข่งด้วยการโจมตีด้วยทริกและลูกเล่นมากมาย ทำในสิ่งเหลือเชื่อเพื่อทำลายแนวรับ ไม่เกรงกลัวใคร และสร้างความบันเทิงให้แฟนบอลเสมอ ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้ผู้เล่น 2 คนเพื่อตามประกบ ดึงผู้เล่นคนอื่นเข้ามาหา เป็นการสร้างพื้นที่ว่างให้กับเพื่อนร่วมทีม
ผู้สื่อข่าว BBC Sport เสริมด้วยว่า ดูเออาจเริ่มต้นช้า แต่เมื่อเล่นร่วมกับบาร์โคลาและเดมเบเล ซึ่งทั้งสามได้ประโยชน์จากการเอาใจใส่แบบตัวต่อตัวของเอ็นริเก เปแอสเชจึงได้ดาวดวงใหม่ที่เปี่ยมพรสวรรค์มาประดับทีมใหม่
ไรให้ความเห็นถึงสิ่งที่ประทับใจต่อกองหน้ายุคใหม่ของเปแอสเชว่า พวกเขาผสมผสานคุณภาพทางเทคนิค เข้ากับการน้อมนำแทคติกของโค้ช ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกาย และบุคลิภาพส่วนตัว แฟนบอลจึงได้เห็นการเลี้ยงบอลที่น่าเร้าใจและการสรรสร้างรูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจ
ถึงกระนั้นไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษ นักเตะทุกคนเท่าเทียมกันในสายตาของเอ็นริเก
กุนซือวัย 55 ปี เคยสั่งดร็อปเดมเบเลก่อนเกมแชมเปียนส์ ลีก ในบ้านของอาร์เซนอลเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เนื่องจากไม่พอใจระดับความทุ่มเทของเดมเบเลในการแข่งขันลีกเอิงกับแรนส์ แต่เดมเบเลสามารถกลับมาด้วยฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงและแรงพลักดันที่สดใหม่ มีส่วนสำคัญพาเปแอสเชชนะลีกเอิงและกุปเดอฟรองซ์ ก่อนทิ้งท้ายด้วยแชมเปียนส์ ลีก

ขอบคุณภาพจาก https://www.okayafrica.com/ousmane-dembele-champions-league/
เปแอสเชมีผู้เล่นอายุเฉลี่ย 24 ปี 262 วัน เป็นทีมละอ่อนที่สุดในบรรดาสโมสรที่ผ่านรอบเพลย์ออฟของแชมเปียนส์ ลีก ซีซัน 2024-25 และด้วยสไตล์การเล่นไฮ-เพรสซิ่งที่เข้มข้นทำให้พวกเขารั้งอันดับ 1 ของทัวร์นาเมนท์ในสถิติหมวด shot-ending high turnovers หรือจังหวะการเล่นเกมรุกแดนบนแล้วจบด้วยการยิง ซึ่งหมายความว่า เปแอสเชสามารถใช้ไฮ-เพรสซิ่งกดดันคู่แข่งให้กลายเป็นการสร้างโอกาสเกมบุกได้บ่อยครั้งมาก
เอ็นริเกสามารถสร้างทีมเปแอสเชยุคใหม่ด้วยการผสมผสานพลังงานของนักเตะหนุ่มเข้ากับผู้เล่นเขี้ยวประสบการณ์อย่างกัปตันทีม มาร์กินญอส และผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมมา โดยใช้เวลาเพียงปีเดียวที่ไม่มีเอ็มบัปเป ให้ก้าวขึ้นยืนบัลลังก์ยุโรปเป็นสมัยแรกได้ราวกับปาฏิหาริย์ และนำถ้วยแชมเปียนส์ ลีก ไปยังกรุงปารีส
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor