Categories
Feature

เจมส์ มิลเนอร์ พรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล 655 เกม

ท่ามกลางกระแสลมหนาวที่พัดผ่าน จีเทค คอมมิวนิตี สเตเดียม ในบ่ายวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2026 กล้องถ่ายทอดสดทุกตัวไม่ได้จับจ้องไปที่ดาวยิงค่าตัวแพงหรือดาวรุ่งพุ่งแรงคนใหม่ของวงการ แต่กลับโฟกัสไปที่ชายร่างสันทัดเจ้าของใบหน้าที่เคร่งขรึมและทรงผมที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตลอดสองทศวรรษ “เจมส์ มิลเนอร์” ในวัย 40 ปี ขณะก้าวลงสนามในฐานะ 11 ตัวจริงของไบรท์ตัน เพื่อเผชิญหน้ากับเบรนท์ฟอร์ดในการแข่งขันพรีเมียร์ลีก เกมที่ 27 ประจำฤดูกาล 2025-26

เสียงนกหวีดเริ่มเกมวันนั้น ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นฟุตบอลอีกนัดหนึ่ง แต่มันคือเสียงระฆังแห่งประวัติศาสตร์ มิลเนอร์ลงสนามนัดที่ 655 ในพรีเมียร์ลีก หนีเจ้าของสถิติสูงสุดร่วม แกเรธ แบร์รี ที่ตัวเลข 653 นัด ยืนยงมาตั้งแต่ปี 2017 

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตเจ้านายคู่ใจที่ลิเวอร์พูล เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “การลงเล่นถึงจำนวนนี้เปรียบได้กับการลงจอดบนดวงจันทร์ มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันคือสิ่งพิเศษชั่วนิรันดร์”

แต่การจะเข้าใจว่า มิลเนอร์เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องถอยหลังกลับไปไกลถึง 24 ปีก่อน ในยุคที่ฟุตบอลยังเป็นโลกของชายชาตรีที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

จากเด็กขัดรองเท้า สู่ปาฏิหาริย์ที่เอลแลนด์ โรด

ย้อนกลับยังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2002 ในสนามอัพตัน พาร์ค ของเวสต์แฮม มิลเนอร์ ซึ่งเข้าร่วมอะคาเดมีของลีดส์ขณะอายุ 10 ขวบ ถูกส่งลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรก แทน เจสัน วิลคอกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่ลีดส์ชนะอย่างตื่นเต้น 4-3 วันนั้นเขาลงเล่นในยูนิฟอร์มที่เขาภาคภูมิใจ โดยมีคุณพ่อปีเตอร์นั่งลุ้นอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน และทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 (16 ปี 309 วัน) ที่ลงแข่งขันในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47850214/how-james-milner-broke-premier-league-appearances-record

ตอนนั้น มิลเนอร์คือเด็กหนุ่มจากย่านฮอร์สฟอร์ธที่เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของลีดส์ เขาโตมากับการสวมเสื้อที่มีชื่อของ โทนี เยบัวห์ และ โทนี ดอริโก อยู่บนแผ่นหลัง ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 70 ปอนด์ในฐานะเด็กฝึกหัด (YTS) ซึ่งในสมัยนั้น การเป็นนักเตะอาชีพไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา แม้มิลเนอร์เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด (16 ปี 356 วัน) ที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2002 แต่ภารกิจหลังจบเกมของเขายังคงเดิม คือการเก็บเสื้อผ้าสกปรกในห้องแต่งตัว และขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ทีม U18 แม้ว่าตัวเองขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่แล้วก็ตาม

ลูซี วอร์ด ครูและที่ปรึกษาของเขาในตอนนั้นเล่าว่า มิลเนอร์มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ในขณะที่คนอื่นเริ่มมีสัญญาจ้างราคาแพงและไขว้เขวไปกับชื่อเสียง แต่มิลเนอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เขาถูกขัดเกลามาในระบบที่เข้มงวด แม้แต่การไปซ้อมเขาก็ยังเป็นคนวิ่งไปเก็บลูกบอลที่เตะออกนอกสนามจนขาเป็นแผลถลอกปอกเปิก

ไซมอน ริกซ์ มือเบสวง Kaiser Chiefs และแฟนตัวยงของลีดส์ ยังจำภาพเด็กหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ “เขานี่แหละคือทรัพย์สินอันล้ำค่าของเรา แต่เขากลับต้องเป็นคนที่วิ่งเข้าไปในพงหญ้าหลังโกลเพื่อหาลูกบอลที่เตะหายไป นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าเขามีคุณลักษณะที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้นานกว่าใคร”

บทเรียนจากความยากลำบาก และวาทะของซูเนสส์

ต้นฤดูกาล 2003-04 หรือปีที่ 2 กับทีมชุดใหญ่ มิลเนอร์ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์ 1 เดือนกับ สวินดอน ในดิวิชัน 2 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด ทำได้ 2 ประตูในการพบกับปีเตอร์โบโรห์และลูตัน

แม้ได้เล่นพรีเมียร์ลีกซีซันนั้นถึง 30 นัด แต่ความฝันที่ลีดส์จบลงด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสโมสรประสบปัญหาทางการเงินและต้องตกชั้นในปี 2004 มิลเนอร์ ซึ่งเล่นให้ลีดส์ 2 ฤดูกาล ทำ 5 ประตูจาก 54 นัดรวมทุกรายการ (5 ประตู 48 นัดเฉพาะพรีเมียร์ลีก) ต้องอำลาสโมสรที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก ย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยความไม่เต็มใจ หลังจากตัวเขาปฏิเสธข้อเสนอของสเปอร์สเพราะสโมสรตั้งห่างไกลจากบ้านครอบครัว

แต่สิ่งที่แสดงถึงความใจเด็ดของมิลเนอร์คือ การยอมสละเงินโบนัสความซื่อสัตย์ (Loyalty Bonus) จำนวน 150,000ปอนด์ เพื่อช่วยพยุงฐานะการเงินของสโมสรบ้านเกิด ลูซี วอร์ด ยืนยันว่ามิลเนอร์ทำไปเพราะจิตใจที่อยากช่วยเหลือสโมสรอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายกยอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/latest-news/graeme-souness-admits-he-regrets-james-milner-comment/

หลังร่วมทีมนิวคาสเซิลไม่นานนัก มิลเนอร์ ซึ่งเซ็นสัญญา 5 ปี และย้ายทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ต้องเผชิญหน้ากับ แกรม ซูเนสส์ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ไบรอัน ร็อบสัน ปลายเดือนสิงหาคม 2004 ทำให้สถานภาพในทีมของมิลเนอร์เปลี่ยนไป โดยต่อมา ซูเนสส์ได้พูดประโยคซึ่งกลายเป็นตราบาปในอาชีพของมิลเนอร์ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้หรอก ถ้าในทีมมีแต่คนอย่าง เจมส์ มิลเนอร์”

ซูเนสส์ได้กล่าวเช่นนั้นหลังจากส่งมิลเนอร์ให้แอสตัน วิลลา ยืมตัวในฤดูกาล 2005-06 เมื่อซื้อ โนลแบร์โต โซลาโน จากทีมสิงห์ผงาด โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง

ในตอนนั้น ซูเนสส์ไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามมิลเนอร์เป็นนักเตะที่แย่ แต่เขาต้องการสื่อว่า ในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีนักเตะประเภทที่เป็นตัวตัดสินเกมหรือพวกพรสวรรค์สูงรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักเตะประเภทขยันและมีวินัยเพียงอย่างเดียว

แม้คำพูดนี้ทำให้มิลเนอร์เจ็บปวด แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เขาพิสูจน์ให้ซูเนสส์เห็นว่าคิดผิด ด้วยการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลเมื่อ เกลนน์ โรเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเยาวชน ถูกเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนซูเนสส์ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 และมี อลัน เชียร์เชอร์ เป็นผู้ช่วยขณะยังเป็นนักเตะด้วย

ต่อมา มิลเนอร์ย้ายไปเฉิดฉายที่วิลลาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนเข้าตาสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2010 โดยมีมูลค่าย้ายทีมประมาณ 26 ล้านปอนด์ รวมการแลกตัวกับ สตีเฟน ไอร์แลนด์

สารพัดประโยชน์และฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ที่ถิ่นเอติฮัด มิลเนอร์แสดงให้เห็นว่าเขาคือ นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ และได้รับความไว้วางใจจากกุนซือทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2012 โดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ เพื่อนสนิทเล่าว่าในช่วงเวลาที่ทีมตกที่นั่งลำบาก มิลเนอร์คือคนที่คอยกระตุ้นทุกคนให้เดินหน้าต่อ

ตัวอย่างสำคัญคือแมตช์กับควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 ที่สนามเอติฮัด และถูกจดจำในฐานะนัดที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มิลเนอร์มีบทบาททั้งในสนามและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

นัดนั้น มิลเนอร์เป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดยมันชินีเลือกใช้เขาเพราะต้องการความขยันและการช่วยเกมรับที่รัดกุม มิลเนอร์ลงเล่นจนถึงนาทีที่ 76 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้ เซร์คิโอ อเกวโร มีพื้นที่ในการบุกมากขึ้น แม้ภาพจำเป็นลูกยิง “AGUEROOOO!!!” ในนาทีที่ 93:20 แต่ในช่วง 70 กว่านาทีแรก มิลเนอร์คือคนที่คอยวิ่งไล่กวดและรักษาสมดุลของทีมท่ามกลางความกดดันมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62930826

ริชาร์ดส์กล่าวถึงมิลเนอร์ว่า “ในฤดูกาล 2011-12 มีช่วงหนึ่งที่เราตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 8 แต้ม (ท้ายสุด สองทีมมี 89 คะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี มีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า) และดูเหมือนความหวังจะริบหรี่ แต่มิลลี (มิลเนอร์) คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาเป็นคนประเภทที่เดินไปทั่วห้องแต่งตัวแล้วบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย แข่งยังไม่จบ เรายังมีโอกาส’ วินัยของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกอายถ้าจะขี้เกียจ”

หลังรับเหรียญชนะเลิศ พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย ร่วมกับ แมนฯ ซิตี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล มิลเนอร์ย้ายแบบฟรีค่าตัวไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 4 มิถุนายน 2015 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีมช่วงต้นสิงหาคมปีเดียวกัน

การได้ตัวมิลเนอร์มาแบบฟรีเอเยนต์ คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในประวัติศาสตร์สโมสร ตลอด 8 ปีที่แอนฟิลด์ เขาคือกระดูกสันหลังที่คลอปป์ใช้สร้างอาณาจักรยุคใหม่ และยังเป็น “มาตรฐาน” ที่ขับเคลื่อนวินัยในห้องแต่งตัวจนทีมก้าวไปสู่จุดสูงสุด

ความมหัศจรรย์ของมิลเนอร์คือ ความสารพัดประโยชน์ ตลอดอาชีพค้าแข้ง 654 นัด เขาลงเล่นตัวจริงถึง 441 นัด และเล่นมาแล้วเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่ว่าปีกขวาที่เขาเริ่มต้นอาชีพ ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง กองกลางตัวรุกหมายเลข 10 หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอก (False Nine) และที่สร้างชื่อที่สุดคือการรับบทแบ็คซ้ายตลอดทั้งฤดูกาล2016-17 ให้กับลิเวอร์พูล

คลอปป์ยอมรับว่า ตอนที่ขอมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้าย มิลเนอร์ไม่ได้แฮปปีนัก เขาบอกคลอปป์ว่า ไม่อยากเล่นทั้งแบ็คซ้ายหรือแบ็คขวา แต่สุดท้าย มิลเนอร์ก็ตอบตกลงเพื่อทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคลอปป์ยกย่องว่าเขามีทักษะพื้นฐานฟุตบอลติดตัวมาดีมาก ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา การเล่นในที่แคบ และวิสัยทัศน์ในการอ่านเกม

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของมิลเนอร์ คือเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของแชมเปียนส์ ลีก (9 ครั้ง) และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลดล็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี รวมถึงถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แม้ในวัยที่เข้าใกล้เลขสี่ เขายังคงชนะการทดสอบสมรรถภาพพรีซีซันเหนือรุ่นน้องในทีมทุกคน และรับหน้าที่เพชฌฆาตจุดโทษผู้เลือดเย็นในวินาทีชี้เป็นชี้ตายเสมอ

คลอปป์ยังระบุด้วยว่า มิลเนอร์คือผู้กุมอำนาจในห้องแต่งตัวที่คอยจัดการเรื่องระเบียบวินัยและค่าปรับทั้งหมด เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้กฎระเบียบและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่คลอปป์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมิลเนอร์ย้ายออกไป ทีมถึงขั้นต้องรื้อระบบจัดการใหม่เพราะไม่มีใครแทนที่ความใส่ใจระดับนี้ได้ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2022/04/he-sets-the-standards-jurgen-klopps-brilliant-praise-for-role-model-james-milner/

การจากไปของมิลเนอร์หลังจบฤดูกาล 2022-23 ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักเตะเบอร์ 7 แต่คือการสูญเสีย “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุ่มเทและหัวใจที่ปิดทองหลังพระ สามารถเปลี่ยนจากนักเตะที่ถูกปรามาสว่า “น่าเบื่อ” ให้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือให้เกียรติอย่างสง่างาม

วิทยาศาสตร์การกีฬาในร่างมนุษย์ และวินัยเหล็ก

อะไรที่ทำให้คนวัย 40 ปียังชนะการทดสอบสมรรถภาพร่างกายพรีซีซันเหนือเด็กอายุ 18? คำตอบคือ “ความมีวินัยขั้นสูงสุด”

เนดุม โอนูโอฮา อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงสมัยทีมชาติชุด U21 ว่า มิลเนอร์จริงจังเรื่องการดื่มน้ำ (Hydration) มากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ผลตรวจปัสสาวะของเขาออกมาดีที่สุดเสมอเพราะเขาตื่นมาดื่มน้ำตลอดคืน จนเพื่อนๆ แกล้งประชดด้วยการดื่มน้ำตามแบบเขาเพื่อหวังจะเอาชนะผลตรวจนั้นบ้าง

แซม อัลลาร์ไดซ์ อดีตผู้จัดการทีมวัย 71 ปี เคยเปรียบเทียบวินัยของมิลเนอร์ว่าเทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด เขาไม่แตะต้องแอลกอฮอล์ ดูแลเรื่องอาหาร หมอนที่ใช้นอน แม้กระทั่งท่ายืนหรือการเดินเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย ขณะที่คลอปป์เคยเล่าว่า เขาต้องสั่งให้มิลเนอร์หยุดวิ่งในการซ้อม เพราะฟิตเกินไปจนน่ากลัว “มิลลี คุณฟิตที่สุดที่นี่แล้ว หยุดวิ่งได้แล้ว!” แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกวัน

หลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล ไบรท์ตันอ้าแขนต้อนรับมิลเนอร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2023 ด้วยสัญญาเพียง 1 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 1 ปี และวันที่ 22 มกราคม 2024 ในเกมเหย้าที่เสมอวูลฟ์ส 0-0 มิลเนอร์ลงสนามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 633 หนี ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ตามหลังแบร์รี (653 นัด) เพียงคนเดียว

15 พฤษภาคม 2024 มิลเนอร์ต่อสัญญาอีก 1 ปี และในการลงสนามพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อ 17 สิงหาคม ซึ่งออกไปชนะ 3-0 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน ทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่แข่งขันมากถึง 23 ฤดูกาล แต่โชคร้ายปลายเดือนนั้น มิลเนอร์บาดเจ็บแฮมสตริง ต้องพักรักษาตัวเกือบทั้งซีซัน

13 มิถุนายน 2025 ไบรท์ตันต่อสัญญา 1 ปีอีกครั้งกับมิลเนอร์ ซึ่งเปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 20 เพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ ดิเอโก โชตา อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล และวันที่ 16 สิงหาคม มิลเนอร์ลุกจากม้านั่งข้างสนามลงมาเล่นนัดเปิดซีซันกับฟูแลม ขยายสถิติสูงสุดเป็น 24 ฤดูกาล

31 สิงหาคม 2025 มิลเนอร์ทำประตูแรกในสีเสื้อไบรท์ตัน เป็นจุดโทษในแมตช์ชนะแมนฯ ซิตี 2-1 ทำให้เป็นผู้เล่นอายุมากเป็นอันดับ 2 (39 ปี 239 วัน) ที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่สูงอายุที่สุดหากนับเฉพาะจุดโทษ

11 กุมภาพันธ์ 2026 มิลเนอร์ทำสถิติสูงสุดเทียบกับแบร์รี (653 นัด) ในแมตช์กับวิลลา ตามด้วยขึ้นครองอันดับ 1 (654นัด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเป็นตัวจริงในแมตช์เยือนเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการลงสนามตัวจริงนัดที่ 441

แน่นอน ตัวเลขของมิลเนอร์จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน โดยสามารถสรุปการลงสนามพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาได้ดังนี้ ลิเวอร์พูล 230 นัด, แมนฯ ซิตี 147 นัด, วิลลา 100 นัด, นิวคาสเซิล 94 นัด, ลีดส์ 48 นัด และไบรท์ตัน 35 นัด

ขอบคุณภาพจาก  James Milner: Brighton midfielder breaks Premier League appearance record – BBC Sport

สำหรับชีวิตนอกสนาม มีเรื่องเล่าขำๆ กับฉายา “Boring James Milner” ที่มิลเนอร์เคยได้รับเนื่องจากมีระเบียบวินัยสูง และใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เช่นล็อกดาวน์ปี 2020 เคยโพสต์วิดีโอ “รีดผ้าโชว์” พร้อมวัดระยะความเป๊ะของกลีบผ้า และคลิป “จัดระเบียบถุงชา” ทีละซอง ซึ่งกลายเป็นมุกตลกที่แฟนบอลทั่วโลกรัก

แต่ความจริงแล้ว มิลเนอร์ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพียงเป็นคนจัดการชีวิตได้สมบูรณ์แบบ และมีสีสัน เขาศึกษาภาษาสเปนด้วยตัวเองจนคล่องเพื่อใช้ชีวิตตอนพักร้อนได้ดีขึ้น และเรียนเปียโนช่วงเวลาว่างที่ไบรท์ตันเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

มูลนิธิ James Milner Foundation คือเครื่องยืนยันว่าเขาคือ “Role Model” ที่แท้จริง เควิล สินฟิลด์ ตำนานรักบี้และเพื่อนร่วมงานในมูลนิธิเล่าว่า มิลเนอร์คือคนดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง เขาเป็นคนที่ทำงานเงียบๆ ไม่ต้องออกสื่อ แต่ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

ในวันที่แตะสถิติ 655 นัด มิลเนอร์ไม่ได้แค่ทำลายตัวเลข แต่นิยามใหม่ให้กับนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนโทรฟีเพียงอย่างเดียว (แม้เขากวาดมาหมดแล้วทั้งพรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปียนส์ลีก) แต่วัดกันที่ “ความกระหายและความมุ่งมั่น” ในการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

จากเด็กชายที่ขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในห้องแต่งตัวที่ลีดส์ สู่ตำนานที่ยืนยงผ่านกาลเวลามานานถึง 24 ฤดูกาล มิลเนอร์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า วาทะของซูเนสส์นั้นผิดพลาด เพราะความจริงคือ… “คุณจะคว้าทุกแชมป์ในโลกได้แน่นอน หากทีมเต็มไปด้วยคนที่มีหัวใจแบบ เจมส์ มิลเนอร์”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)