การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมาในประเทศสเปนของ ดิโอโก โชตา กองหน้าวัย 28 ปีของลิเวอร์พูลและทีมชาติโปรตุเกส และน้องชายของเขา อังเดร ซิลวา เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจต่อผู้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มแฟนบอลเท่านั้น
เรื่องราวของดาวเตะโปรตุกีสตั้งแต่อดีตจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้รับการเผยแพร่ผ่านแง่มุมต่างๆ จนบางคนกล่าวว่า โชตาได้สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายแห่งความหวังให้กับผู้คนมากมายภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังเหตุโศกนาฏกรรม
“ไม่ใช่ว่าเรามาจากไหน แต่เป็นเรื่องว่าเราจะไปที่ไหน” เป็นประโยคที่ปรากฏบริเวณทางเข้าอะคาเดมีของสโมสรกอนโดมาร์ เอสซี ในเขตปอร์โต ประเทศโปรตุเกส ใกล้กันเป็นภาพของโชตาในเสื้อฟุตบอลของทีมที่เคยเล่นช่วงอายุ 9 ถึง 17 ปี และติดกันเป็นอีกภาพของโซตาในยูนิฟอร์มทีมชาติโปรตุเกส
ภาพทั้งสองสื่อถึงเส้นทางของโชตาจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง และตั้งแต่ปี 2022 อะคาเดมีได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ดิโอโก โชตา อะคาเดมี”
ดิโอโก โชตา หรือชื่อจริง ดิโอโก โจเซ เตเซย์รา ดา ซิลวา กล่าวประโยคนั้นหลังจากทำ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ในแมตช์เนชัน ลีกส์ ซึ่งโปรตุเกสชนะสวีเดน 3-0 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2020
โชตาใช้เวลาสมัยเด็กและวัยรุ่นในบ้านเกิดกับสโมสรระดับเทียร์ 3 ต้องเสียเงินเดือนละ 20 ยูโรเพื่อให้ได้เล่นฟุตบอล เขาเคยแก้ไขข้อมูลดังกล่าวเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า “ผมไม่ได้เสียเงิน แต่เป็นพ่อแม่ของผมต่างหาก ที่โปรตุเกสแตกต่างจากอังกฤษ ผมเล่นให้สโมสรเล็กๆ ที่เราต้องจ่ายเงินเป็นรายเดือนเพื่อที่จะได้เล่นกับทีม จนกระทั่งย้ายไปที่ปาโคส เด เฟอร์เรรา ในปี 2013 นั่นแหละ ผมจึงเริ่มมีรายได้”
ไม่เพียงจ่ายเงินเพื่อแลกกับการได้เล่นฟุตบอล โชตายังถูกสโมสรชั้นนำมองข้ามเนื่องจากขนาดร่างกายที่เล็ก แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรคให้เขาล้มเลิก โชตามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพโดยตลอด ออกจากกอนโดมาร์ ก็ไปยังปาโคส เด เฟอร์เรรา, แอตเลติโก มาดริด (ซึ่งไม่ได้ใช้งานเขาแต่ปล่อยยืมแทน), ปอร์โต, วูลฟ์แฮมป์ตัน และลิเวอร์พูล
นั่นทำให้โชตาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงบันดาลใจเมื่อกลับไปยังบ้านเกิด เขาแสดงให้เห็นว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวไปยังจุดสูงสุดแม้ถนนสายนั้นไม่ใช่ทางตรง ตราบเท่าที่ความสามารถยังอยู่ในตัวตนเสมอ
จิตใจทำให้โชตาอยู่เหนือทุกสถานการณ์
หลังจากเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กจนเป็นวัยรุ่นกับกอนโดมาร์ ในที่สุดโชตาก็เริ่มเป็นที่สนใจ เริ่มจากปาโคส สโมสรที่ใหญ่ขึ้นในเขตปอร์โต ยอร์เก ซิเมา อดีตโค้ชที่ปาโคส เคยบอกกับโชตาระหว่างซีซัน 2015-16 ว่า เขาสามารถสืบทอดตำแหน่งของคริสเตียโน โรนัลโด สักวันหนึ่ง
แน่นอน โชตาย่อมประหลาดใจและไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินครั้งแรก “ถ้าโค้ชเชื่อแบบนั้น ทำไมผมถึงทำให้มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ล่ะ” โชตาเปลี่ยนมุมมองแทบจะทันที
ขอบคุณภาพจาก https://maisfutebol.iol.pt/luto/morte/o-nome-de-diogo-jota-faz-parte-da-nossa-historia-e-sempre-fara
โชตาถือเป็นนักเตะน้อยรายมากของโปรตุเกสที่มีฝีเท้าดีชื่อเสียงโด่งดังแต่ไม่ผ่านการเพาะบ่มจากสถาบันฝึกนักเตะเยาวชนของบิ๊ก 3 ได้แก่ เบนฟิกา, สปอร์ติง ลิสบอน และปอร์โต
กิลแบร์โต อันดราเด ผู้ประสานงานฟุตบอลเยาวชนของปาโคส เคยกล่าวกับ BBC Sport ว่า “สิ่งที่ทำให้โชตาต่างจากนักเตะคนอื่นๆคือด้านจิตใจ ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เขาอยู่เหนือสถานการณ์ต่างๆ และเขาทำมันได้ไวด้วย”
“ผมคิดว่ามีบางครั้งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นโค้ช ผู้ประสานงาน หรือผู้อำนวยการ ก็มีคำพูดหรือสิ่งต่างๆ ที่พูดออกมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เล่น แต่บางทีพวกเขาอาจไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดภายหลังมันสะท้อนออกมาในพฤติกรรมของพวกเขา ในวิธีที่พวกเขาฝึกซ้อม ในวิธีที่พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวัน”
“ผมคิดว่าโชตาเข้าใจในระดับหนึ่งว่า การเป็นนักเตะมืออาชีพ นักกีฬาที่ดี บุคคลที่ดีหมายความว่าอย่างไร เขาเป็นตัวอย่างในเรื่องนั้น เพราะบ่อยครั้งที่ความสำเร็จและเงินทองทำให้ผู้เล่นหลายคนมีเส้นทางชีวิตที่คดเคี้ยว แต่นั่นไม่ใช่โชตา เขาเป็นคนมีวินัยมาก ฉลาดมาก และถ่อมตัวมาก เขาลงทุนเพื่อพัฒนาตนเองอย่างชาญฉลาด รู้ว่ากำลังทำอะไร ช่วยเหลือผู้คนเท่าที่ทำได้ ดังนั้นผมคิดว่า นี่เป็นภาพลักษณ์ที่คงอยู่กับตัวเขาตลอดไป”
กับประโยค “ไม่ใช่ว่าเรามาจากไหน แต่เป็นเรื่องว่าเราจะไปที่ไหน” มันไม่ใช่คำพูดหล่อๆ แต่โชตาตระหนักจริงๆถึงจุดหมายปลายทางที่จะไปให้ถึง อันเดรเดยกตัวอย่างเหตุการณ์วันหนึ่งที่โชตาเข้ามาขอคำปรึกษา
“โชตาบอกว่าต้องการเรียนภาษาต่างประเทศ เพราะวันหนึ่งเขาจะต้องออกไปเล่นต่างประเทศ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม”
ตอนนั้น โชตาเป็นเพียงนักเตะวัยรุ่นในปาโคสที่ไม่ได้รับความสนใจของสโมสรชั้นนำในโปรตุเกส แต่กลับคิดถึงการค้าแข้งที่ห่างไกลจากถิ่นเกิด

ขอบคุณภาพจาก https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/diogo-jota-dead-car-crash-35492300
อันเดรเด ซึ่งเคยทำงานในอิตาลี เบลเยียม และซาอุดิ อาระเบีย เล่าต่อว่า “โชตารู้ดีว่าเขาต้องการอะไร พอดีผมมีเทปเรียนภาษาเลยให้เขาไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน โชตารู้สึกว่าแค่นั้นไม่เพียงพอ เขาต้องการครูจริงๆ สำหรับเขาแล้วครูมีความจำเป็นเมื่อเติบโตในสายอาชีพ นั่นทำให้โชตาแตกต่างจากคนทั่วไป”
แต่แล้วก็มีอุปสรรคมาทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจเมื่อพบว่า โชตามีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจขณะตรวจร่างกายในช่วงพรีซีซันก่อนเปิดฤดูกาล 2014-15 ไม่สามารถลงซ้อมเกือบ 1 เดือน ก่อนได้รับอนุญาตจากแพทย์
โชตามักตอบทุกคนที่เข้ามาสอบถามด้วยความห่วงใยว่า “อย่าเอาเกวียนไปไว้หน้าม้า” ซึ่งเป็นสำนวนหมายถึง อย่ากระทำสิ่งใดๆที่ผิดลำดับ หรือควรทำสิ่งใดๆตามลำดับธรรมชาติหรือตามตรรกะ และนั่นบ่งถึงวิธีการใช้ชีวิตของโชตา … ดำเนินชีวิตวันต่อวัน
โซตาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เมื่อปี 2021 ว่า “ผมรู้ดีว่ามันอาจหมายถึงต้องเลิกเล่นฟุตบอล แต่ผมไม่มีความเชื่อแม้เสี้ยววินาทีเดียวว่ามันจะเกิดขึ้น”
ชีวิตเหมือนเดินหน้า 2 ก้าว ถอยหลัง 1 ก้าว
โชตาถูกโปรโมทขึ้นทีมชุดใหญ่ของปาโคสในฤดูกาลนั้นหลังจากเข้าร่วมทีมเยาวชนของสโมสรเมื่อปี 2013 มีโอกาสประเดิมสนามนัดแรกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2014 เป็นตัวจริงในรายการ Taça de Portugal หรือบอลถ้วยสมาคมฟุตบอลโปรตุเกส ซึ่งปาโคสชนะแอตเลติโก เด เรเกงโกส 4-0 และจบปรีไมรา ลีกา หรือลีกสูงสุดของโปรตุเกส ซีซันแรกด้วยสถิติ 10 นัด 2 ประตู ก่อนพัฒนาเป็น 31 นัด 12 ประตูในฤดูกาล 2015-16
จากฟอร์มที่โดดเด่น โชตาเริ่มเป็นจุดสนใจในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่จากหลายสโมสร แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเขา โชตายังเลือกที่จะอาศัยอยู่ในหอพักของสโมสรร่วมกับผู้เล่นอะคาเดมีและนักเตะที่เข้ามาทดสอบฝีเท้า เขาอยู่ที่นี่จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตนักเตะทีมปาโคส เขาเป็นนักเตะชุดใหญ่คนเดียวที่อาศัยอยู่ที่นั่น
อันเดรเดเล่าว่า “เขาแทบไม่ได้ออกจากห้องพักเลย มุ่งสมาธิไปกับการเรียนภาษาต่างประเทศ ดูเหมือนไม่มีอะไรหันเหความสนใจของเขาได้”

ขอบคุณภาพจาก https://www.thescottishsun.co.uk/sport/15028264/diogo-jota-liverpool-death-barry-douglas-wolves-tribute/
โชตาเปิดใจกับ Sky Sports เมื่อปี 2022 ถึงชีวิตนักเตะเยาวชนว่า “ผมมีความกระหายมาตลอดตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยเล่นให้ทีมใหญ่ๆเลยสมัยเด็ก ผมเห็นเพื่อนร่วมทีม 2-3 คนย้ายไปอยู่กับปอร์โตหรือเบนฟิกา ส่วนผมก็ไปทดสอบฝีเท้าแต่ไม่เคยได้รับเลือกเลย ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเก่งแต่ไม่เคยถึงระดับเก่งที่สุด”
แต่แล้ว 14 มีนาคม 2016 โซตาตอบรับข้อเสนอสัญญา 5 ปีของแอตเลติโก มาดริด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม แต่วันที่ 26 สิงหาคม ทีมตราหมีส่งเขากลับโปรตุเกส ให้ปอร์โตยืมตัวตลอดซีซัน 2016-17 โชตามีสถิติรวมทุกรายการ 37 นัด 9 ประตู รวมถึง 27 นัด 8 ประตูในปรีไมรา ลีก และยังได้เล่นแชมเปียนส์ ลีก 8 นัด ทำได้ 1 ประตูในแมตช์ชนะเลสเตอร์ 5-0
ซีซันต่อมา โชตาเดินทางไปเล่นให้วูลฟ์แฮมป์ตัวด้วยสัญญายืมตัวอีกเช่นกัน มีสถิติรวมทุกรายการในซีซัน 2017-18 เล่น 46นัด 18 ประตู รวมถึง 44 นัด 17 ประตูในแชมเปียนชิพ ซึ่งทีมหมาป่าคว้าแชมป์ ได้สิทธิขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีก
30 มกราคม 2018 วูลฟ์สตัดสินใจซื้อขาดโชตาจากแอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม โดย 2 ซีซันบนสังเวียนพรีเมียร์ลีก โชตาลงสนาม 67 นัด ทำ 16 ประตู
โชตายอมรับว่ารู้สึกสับสนกับเส้นทางชีวิตบ้างเหมือนกัน “บ้างครั้งก็หมือนก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว แล้วต้องถอยหลัง 1 ก้าว บางทีผมไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะไปถึงสโมสรลิเวอร์พูล ผมเพียงทำหน้าที่วันต่อวัน”
แต่ความสำเร็จดังกล่าวดึงดูดความสนใจของลิเวอร์พูล และเจฟฟ์ ชี ประธานสโมสรวูล์ฟสแฮมป์ตัน ยอมรับว่าเป็นการขายที่เขาเสียใจที่สุด
โชตาจะเป็นหมายเลข 20 ของลิเวอร์พูลตลอดไป
ฤดูร้อนปี 2020 ลิเวอร์พูลซื้อกองหน้าโปรตุกีสวัย 23 จากวูลฟ์สด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์ที่รวมแอดออนส์ ขณะที่โชตาต้องเผชิญหน้ากับภารกิจที่ท้าทายอย่างมากในการก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของ 3 ประสานกองหน้าที่ดีที่สุดชุดหนึ่งในโลกฟุตบอล
โจอันนา ดูร์คาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ This is Anfield ให้ความเห็นว่า คุณสมบัติที่สร้างความแตกต่างให้โชตาคือ การจบสกอร์ที่ไร้ความปราณี เขารู้โดยสัญชาตญาณถึงการทำประตู สามารถส่งลูกหนังเข้าก้นตาข่ายด้วยเท้าซ้ายหรือขวา รวมถึงลูกโหม่ง
มีเหตุผลสนับสนุนสำหรับการยกย่องโชตาเป็นหนึ่งในนักล่าประตู และเป็นผู้จบสกอร์โดยธรรมชาติมากที่สุดของลิเวอร์พูล แม้มีปัญหาบาดเจ็บหลายครั้ง แต่กลับเป็นการตอกย้ำว่าสไตรเกอร์หมายเลข 20 คนนี้มีความสำคัญต่อ “เดอะ เรดส์” มากเพียงใด

ขอบคุณภาพจาก https://www.thisisanfield.com/2025/07/what-diogo-jota-achieved-in-life-will-echo-in-eternity/
เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เคยพูดถึงโชตาตอนที่ย้ายมาจากโมลินิวซ์ว่า “เขาเพิ่งอายุ 23 ปี ยังห่างจากการเป็นนักเตะสมบูรณ์แบบ แต่มีศักยภาพมาก เพียบพร้อมด้วยความเร็ว สามารถเล่นประสานกับคนอื่นๆ เล่นเกมรับและเข้าเพรสได้ จึงทำให้เขาเป็นนักเตะที่ช่วยสร้างทางเลือกให้เรามากมายกับรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย”
ดูร์คานเสริมความรู้สึกที่มีต่อโชตาว่า ความกระตือรือร้นของเขาช่วยให้เพื่อนร่วมทีมฮึกเหิม อีกทั้งยังเป็นที่รักในห้องแต่งตัว และเป็นที่รักของแฟนบอลอย่างมาก โชตาพร้อมเสมอที่จะยืนหยัดในช่วงเวลาสำคัญ ไม่ว่าการปฏิบัติต่ออาร์เซนอลอย่างไร้ความปราณี ทำประตูชัยช่วงท้ายเกมกับสเปอร์ส สังหารจุดโทษพาทีมชนะเลสเตอร์ หรือประตูสำคัญที่ทำให้เอฟเวอร์ตันพ่ายแพ้ในเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บีแมตช์ ครั้งหลังสุด
โชตามีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาแห่งความทรงจำของลิเวอร์พูล รวมถึงซีซัน 2021-22 ที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีมครองดับเบิลแชมป์บอลถ้วย อีเอฟแอล คัพ และเอฟเอ คัพ ทำ 21 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 55 นัดรวมทุกรายการ ซึ่ง “เดอะ เรดส์” เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก รวมถึงตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีก
รองบรรณาธิการหญิงของ This is Anfield ยังชื่นชมการแสดงออกผ่านจิตวิญญาณของโชตา ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สามารถกลับมาได้อย่างน่าชื่นชมเสมอ ซึ่งโชตาเคยให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports ถึงเรื่องนี้ว่า “สิ่งที่ยากไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่เป็นการอยู่ตรงนั้นต่อไป ซึ่งเป็นประโยคที่สมเหตุสมผลสำหรับผมอย่างแน่นอน”
คำพูดดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของโชตา บุรุษผู้สวมเสื้อหมายเลข 20 ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดและพยายามอยู่จุดนั้นต่อไป โชตามีบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นนักเตะลิเวอร์พูลอย่างสมบูรณ์แบบทั้งในและนอกสนาม จากสายตามุมมองของดูร์คาน ซึ่งเขียนบทความทิ้งท้ายว่า
“โชตาจะเป็นหมายเลข 20 ของลิเวอร์พูลตลอดไป ขอบคุณที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคน ขอบคุณสำหรับความทรงจำและช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืมเลือน ซึ่งจะอยู่กับพวกเราตลอดไป”
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor