สำหรับแฟนบอลอังกฤษ ช่วงส่งท้ายปีคือช่วงเวลาคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวัน Boxing Day (26 ธ.ค.) ซึ่งกลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมวัน Christmas (25 ธ.ค.) กลับเงียบเหงาไม่มีการแข่งขันเลย ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นวันที่มีการแข่งขันดุเดือดไม่แพ้กัน
ย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรีย (1837 ถึง 1901) จนถึงช่วงปี 1950 ฟุตบอลอังกฤษเคยเตะกันทั้งในวันคริสต์มาสและวันบ็อกซิงเดย์ โดยมักจัดให้เป็นเกม “ดาร์บีแมตช์” เพื่อให้แฟนบอลและนักเตะไม่ต้องเดินทางไกลในวันหยุด
ฟุตบอลยุคนั้น คือความบันเทิงหลักอย่างเดียวที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะหาได้ในวันหยุดพักผ่อน(ที่หาได้ยากยิ่ง) บางปีถึงขั้นมีการจัดโปรแกรมแบบ “เหย้า-เยือน” ติดกันสองวัน นัดแรกเจอกันในวันคริสต์มาสที่สนามของทีมหนึ่ง แล้วย้ายไปเตะกันที่สนามของอีกทีมในวันบ็อกซิงเดย์บ้าง แม้เป็นเรื่องที่คลาสสิกแต่ก็เหนื่อยล้าสำหรับนักเตะอย่างมาก
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลวันคริสต์มาสหายไป เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟและรถเมล์เริ่มหยุดให้บริการในวันคริสต์มาสเพื่อให้พนักงานได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ทำให้แฟนบอลเดินทางไปสนามลำบากขึ้น ประกอบกับการมาถึงของแสงไฟสนาม (Floodlights) ที่ทำให้สามารถจัดแข่งตอนเย็นวันธรรมดาได้มากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้ช่วงเช้าวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อจัดการแข่งขันจึงลดลง
มาสู่ยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในมุมมองของคนดูแลครอบครัวและแฟนบอลรุ่นหลัง วันบ็อกซิงเดย์จึงเป็นการนำความสุขจากการอยู่บ้านกับครอบครัวในวันคริสต์มาส มาต่อยอดด้วยการออกไปดูฟุตบอลหรือนั่งเชียร์ด้วยกันที่หน้าจอในวันรุ่งขึ้น
ถึงแม้อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสถิติบอกว่า นักเตะในลีกอังกฤษเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อไม่มีช่วงพักเบรกฤดูหนาวเหมือนหลายลีกในยุโรป แต่สำหรับวัฒนธรรมอังกฤษแล้ว แมตช์บ็อกซิงเดย์คือเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องและความผูกพันระหว่างชุมชนกับกีฬาฟุตบอลมานานกว่าร้อยปี
ย้อนอดีตการแข่งขันในวันคริสต์มาส
สำหรับฟุตบอลลีกประเทศอังกฤษ เกมสุดท้ายที่เตะกันในวันคริสต์มาสคือปี 1959 แบล็คเบิร์นชนะแบล็คพูล 1-0 ในดิวิชัน 1 เดิม และโคเวนทรีชนะเร็กซ์แฮม 5-3 ในดิวิชัน 3 ความจริงแล้ว เบรนท์ฟอร์ดเคยมีแผนจะเตะกับวิมเบิลดันในวันคริสต์มาสปี 1983 แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนมาเตะในวันคริสต์มาสอีฟแทน

ขอบคุณภาพจาก https://www.telegraph.co.uk/football/2016/12/25/last-christmas-day-match-51-years-ago-long-standing-footballing/
แต่หากรวมทุกชาติในสหราชอาณาจักร อ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์สถิติฟุตบอลสกอตแลนด์ระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่สกอตติชลีกกำหนดให้โปรแกรมรวมทุกคู่ในวันคริสต์มาสคือ ปี 1976 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ แต่ด้วยความไม่อยากลงเตะในวันหยุด รวมกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้จำนวนนัดลดลง เกมส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปเตะในวันศุกร์ที่ 24, วันอาทิตย์ที่ 26 และวันจันทร์ที่ 27 แทน
ยกเว้น 2 เกมที่ยังคงเตะวันคริสต์มาสคือ ไคลด์แบงค์เสมอเซนต์ มิร์เรน 2-2 ในศึกชิงจ่าฝูงดิวิชัน 1 และ อัลโลอาชนะคาวเดนบีธ 2-1 ในดิวิชัน 2 อย่างไรก็ตามประวัติอย่างเป็นทางการของสโมสรดันดีระบุว่า พวกเขาชนะมอนโทรส 1-0 ในวันคริสต์มาส แต่แหล่งข้อมูลอื่นกลับบอกว่านัดนี้เตะกันในวันจันทร์ที่ 27
ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่มีการเตะฟุตบอลกันครบทุกคู่ในวันคริสต์มาสที่สกอตแลนด์คือปี 1971 คือ เซลติกชนะฮาร์ทส์ 3-2, ดันดี ยูไนเต็ด ชนะดันเฟิร์มลิน 3-2, ฮิบส์แพ้เรนเจอร์ส 0-1, คิลมาร์นอคชนะมอร์ตัน 4-2, แอร์เดรียเสมอไคลด์ 1-1, อีสต์ ไฟฟ์เสมอมาเธอร์เวลล์ 1-1, ฟอล์เคิร์กแพ้อเบอร์ดีน 0-3, พาร์ทิกแพ้แอร์ 0-1 และ เซนต์ จอห์นสโตนเสมอดันดี 0-0
จ่าฝูงลีกวันคริสต์มาสกับแชมป์ยุโรป
แม้ไม่มีการแข่งขันในวันคริสต์มาสแล้ว แต่วันดังกล่าวยังถูกโยงเกี่ยวข้องฟุตบอลลีกอังกฤษอยู่ดี โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก กับสถิติที่ว่า “จ่าฝูงวันคริสต์มาสที่สามารถจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก” ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 มีทีมที่ทำได้สำเร็จราวครึ่งเดียวหรือ 17 ทีมจาก 33 ครั้ง ล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2024-25 หลังจากเคยทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ในฤดูกาล2019-20
ที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมาคือ ลิเวอร์พูลลงสนามก่อนวันคริสต์มาสคือ วันที่ 22 ธันวาคม 2024 และชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์ 6-3 ในกรุงลอนดอน และเกมที่ชี้ขาดว่า ลิเวอร์พูลชนะเลิศคือ 27 เมษายน 2025 ในแอนฟิลด์ ซึ่งทีมเยือนที่แพ้ 1-5 ก็คือสเปอร์สอีกเช่นกัน และนั่นเป็นครั้งที่ 7 ที่ลิเวอร์พูลยืนแป้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แต่ประสบความสำเร็จเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
ขณะที่เชลซี (5 ครั้ง) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี (3 ครั้ง) ที่ทำผลงานสมบูรณ์แบบ 100% ได้ชูถ้วยชนะเลิศในบั่นปลายทุกครั้งที่เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นผู้นำวันคริสต์มาสรวม 7 ครั้ง เข้าวินในที่สุด 5 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในฤดูกาล 2012-13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันคริสต์มาสปี 2025 หลังผ่าน 17 นัดแรกยังเป็นอาร์เซนอล ซึ่งนำแมนฯ ซิตี 2 คะแนน ทั้งสองเคยเป็นคู่ช่วงชิงในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 ซึ่งอาร์เซนอลเคยยืนบนยอดของต้นคริสต์มาส แต่สุดท้ายก็ถูกแมนฯ ซิตี แซงคว้าแชมป์ไปทั้งสองครั้ง
แต่ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือแชมป์พรีเมียร์ลีกคือ จ่าฝูงวันคริสต์มาสของลีกจะคว้าแชมป์สโมสรทวีปยุโรปได้หรือไม่?
นับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันยูโรเปียนคัพ หรือแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 1955-56 มีทีมแชมป์ทั้งหมด 70 ทีม โดยมี 30 ทีมที่แชมป์เหล่านั้นครองจ่าฝูงในลีกตัวเองช่วงคริสต์มาส เรอัล มาดริด ทำได้มากที่สุดคือ 7 ครั้ง
สำหรับสโมสรจากอังกฤษได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1967-68) และลิเวอร์พูล (1980-81, 1983-84 และ 2018-19) ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมเก่งที่สุดของยุโรปแต่ไม่ใช่ในอังกฤษ เพราะฤดูกาล 1980-81 เป็นแอสตัน วิลลา ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1 ขณะนั้น) และในฤดูกาล 2018-19 เป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี โดยมีเพียงฤดูกาล 1983-84 ที่ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงลีกในวันคริสต์มาส และสามารถรวบแชมป์ดิวิชัน 1 และยูโรเปียน คัพ

ในมุมมองย้อนดูทีมที่มีจุดเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่สำหรับลีกในประเทศ แต่สุดท้ายกลับก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยุโรปได้นั้น ก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างทีมบาเยิร์น มิวนิก ยุคดาราคับคั่งที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1974 ถึง 1976 นั้น พวกเขามีผลงานระเนระนาดในบุนเดสลีกา โดยช่วงคริสต์มาสของฤดูกาล 1974-75 ทีมเสือใต้อยู่อันดับที่ 14 ในวันคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 10 ส่วนวันคริสต์มาสของฤดูกาลถัดมา ก็ยังอยู่อันดับที่ 10 แต่สุดท้าย บาเยิร์นก็เร่งเครื่องจนจบอันดับ 3
เรอัล มาดริด ก็เคยเป็นทีมกลางตารางที่ผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 1999-2000 มีช่วงหนึ่งระหว่างเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ทีมราชันชุดขาวชนะเพียงแค่ 1 จาก 13 นัดในลาลีกา และถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดจากการพ่ายแพ้คาบ้านต่อซาราโกซาถึง 1-5 ก่อนเริ่มกลับมาฮึดได้ในช่วงก่อนและหลังคริสต์มาส จนกระทั่งก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุโรปภายใต้การคุมทีมของบิเซนเต เดล บอสเก และจบลีกด้วยอันดับที่ 5
นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อยู่อันดับที่ 13 ในวันคริสต์มาสปี 1979 เพียงห้าเดือนก่อนสามารถป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และในปี 1981-82 แอสตัน วิลลา แชมป์ลีกอังกฤษในขณะนั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 17 โดยมีสวอนซี ซิตี เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส แต่พวกเขาก็ยังประคับประคองตัวผ่านรอบแรกๆ ของยูโรเปียนคัพมาได้ ก่อนเอาชนะทั้งดินาโม เคียฟ, อันเดอร์เลชท์ และคู่แข่งรอบชิงชนะเลิศ บาเยิร์น มิวนิก โดยไม่เสียประตูเลย ส่วนลีกจบด้วยอันดับที่ 11 ของดิวิชัน 1 เดิม
ตำนานเพลง Last Christmas กับฟุตบอล
ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลและวันคริสต์มาสผ่านเพลงสุดฮิตระดับตำนานของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เพลง Last Christmas ของศิลปินแนวซินธ์ป็อปชาวอังกฤษ Wham! (George Michael และ Andrew Ridgeley)
Last Christmas แต่งและร้องโดยจอร์จ ไมเคิล ในปี 1984 เล่าเรื่องราวความรักที่อกหักในเทศกาลคริสต์มาส แต่ก็มีความหวังว่าจะเจอรักแท้ในปีหน้า เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมสูง ติดชาร์ตเพลงทุกปีแม้ผ่านมาหลายสิบปี โดยครองอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาสของสหราชอาณาจักรติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2023 และ 2024) หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 39 ปีนับจากวันปล่อยเพลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1984
ความสำเร็จล่าสุดในเดือนธันวาคม 2025 เพลงนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในสหรัฐฯ โดยขึ้นถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และครองอันดับ 1 ในชาร์ต Global 200 ของ Billboard
เกร็ดน่าสนใจอยู่ที่ไมเคิลแต่งเพลง Last Christmas ขึ้นที่บ้านพ่อแม่ของเขาระหว่างดูฟุตบอล

ขอบคุณภาพจาก https://djmag.com/news/dj-apologises-playing-whams-last-christmas-football-game-ruining-whamageddon
หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเพลงอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาส ระบุถึงเพลง Last Christmas ของ Wham! ไว้ว่า แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์ กำลังนั่งดูฟุตบอลอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของไมเคิลในวันอาทิตย์วันหนึ่งในปี 1984 ตอนนั้นเองที่ไมเคิลนึกทำนองเพลงออก แล้วรีบปลีกตัวขึ้นไปบันทึกเสียงที่ชั้นบน
ริดจ์ลีย์เล่าว่า “พวกเรา รวมถึงพ่อแม่ของจอร์จ กำลังนั่งเล่นฆ่าเวลาในวันอาทิตย์ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว ต้นปี 1984 รายการ The Big Match กำลังฉายอยู่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลเพียงรายการเดียวทางโทรทัศน์สมัยนั้น เราทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจดูมันจริงจังหรอก ผมสนใจฟุตบอลมากกว่าเขา ส่วนเขา ใจลอยไปที่อื่นชัดเจนมาก”
“จอร์จมีเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กอยู่ในห้องนอน แล้วจู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดวิ่งขึ้นข้างบนไป หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลงมาแล้วบอกว่า ‘นายต้องลองฟังนี่’ มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก และมันเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ถ่ายทอดและดึงบรรยากาศของคริสต์มาสออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก”
ในเวลาต่อมา ไมเคิลบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 ซึ่งกองบรรณาธิการกีฬาของ The Guardian วิเคราะห์ออกมาอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า หากสมมติเป็นฟุตบอลถ่ายทอดสดตามที่ริดจ์ลีย์บอก แมตช์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดสดทางช่อง ITV ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 1984 เวลาคิกออฟคือ 14.35 น. เป็นเกมดิวิชัน 1 เดิม ระหว่าง ลูตัน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ 5-0 เนื่องจากเป็นเกมวันอาทิตย์นัดเดียวที่มีการถ่ายทอดสดในเดือนนั้น
The Guardian วิเคราะห์ต่อว่า บางทีไมเคิลอาจรู้สึกเบื่อช่วง 36 นาทีแรกที่ยังไม่มีการทำประตู แต่พอก่อนหมดครึ่งแรก ไบรอัน ร็อบสัน และนอร์แมน ไวท์ไซด์ ก็ทำประตูให้ทีมนำไปก่อน จากนั้นช่วง 12 นาทีสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็รัวเพิ่มอีก 3 ลูก จากร็อบสัน, แฟรงค์ สเตเปิลตัน และไวท์ไซด์
อย่างไรก็ตามไม่มีข้อเท็จจริงว่า ฟุตบอลนัดนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมอะไร ทั้งจากปากของริดจ์ลีย์ที่ปัจจุบันอายุ 62 ปี รวมถึงไมเคิลที่หยุดอายุไว้เพียง 53 ปีหลังเสียชีวิตในวันคริสต์มาสของปี 2016
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor