เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว มิเกล อาร์เตตา ยืนถือไมโครโฟนอยู่กลางสนามเอมิเรตส์ ท่ามกลางความผิดหวังหลังพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก วันนั้นเขาสัญญาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวว่า “เราต้องเริ่มสร้างประวัติศาสตร์ของเราเองที่นี่ มันยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมายที่จะตามมา มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้เล่นกลุ่มนี้มีความหิวกระหาย และเราจะทำให้มันเกิดขึ้น”
สำหรับแฟนบอล “เดอะ กูนเนอร์ส” คำพูดเหล่านั้นฟังดูคุ้นหูจนเกือบชินชา เพราะนี่เป็นตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่3 ติดต่อกันของอาร์เซนอล แต่ในที่สุดเวลาที่พวกเขาาเฝ้ารอก็มาถึง… อาร์เซนอลคือแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2025-26 ยุติการรอคอยอันยาวนานถึง 22 ปีลงได้
นิค ไรท์ นักข่าวจาก สกาย สปอร์ตส์ ได้สะท้อนภาพการเดินทางและกลยุทธ์ที่ทำให้อาร์เซนอลก้าวไปถึงจุดสูงสุดพรีเมียร์ลีก เริ่มจากพาย้อนกลับไปปลายปี 2019 ที่อาร์เตตาเพิ่งรับงานคุมทีม “เดอะ กันเนอร์ส” จมดิ่งอยู่ในสภาวะไร้ทิศทาง ขุมกำลังนักเตะคือส่วนผสมที่ไร้ระเบียบราคาแพง และมาตรฐานของทีมร่วงหล่นอย่างน่าใจหาย ทว่าอาร์เตตาใช้เวลา 6 ปีครึ่งในการล้างบางและปลูกฝังดีเอ็นเอใหม่ จากทีมที่เคยถูกตราหน้าว่า “ใจเสาะ” กลายเป็นทีมที่มีจิตวิญญาณแข็งแกร่งและกระหายชัยชนะ
เกมรับ ลูกตั้งเตะ และตัวสำรอง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายใหญ่ที่สุดของอาร์เตตาในฤดูกาลนี้คือ ปัญหาบาดเจ็บของแนวรุก ตัวรุกระดับพระกาฬอย่าง บูกาโย ซากา, มาร์ติน โอเดการ์ด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ แทบไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน น่าทึ่งมากที่เกมชนะเบิร์นลีย์ 1-0 (18 พ.ค. 2026) เป็นครั้งแรกในรอบเกือบปีครึ่งที่ทั้งสามคนได้สตาร์ทเป็นตัวจริงร่วมกันนับตั้งแต่ถล่มคริสตัล พาเลซ 5-1 เมื่อเดือนธันวาคม 2024 ด้วยเหตุนี้ อาร์เตตาจึงจำเป็นต้องปรับหมาก และหันมาพึ่งพา “ความยอดเยี่ยมของเกมรับ” เพื่อขับเคลื่อนทีมสู่แชมป์

ขอบคุณภาพจาก https://www.arsenal.com/fixture/arsenal/2026-May-18/arsenal-1-0-burnley-match-report
อาร์เซนอลชุดนี้อาจไม่ได้เปิดเกมรุกดุดันเหมือนเก่า แต่ฐานรากกลับแข็งแกร่งราวกำแพงหิน การคว้าแชมป์หลังชนะแบบไม่เสียประตู 4 นัดติดต่อกัน และทำคลีนชีตถึง 19 นัดในลีก (32 นัดในทุกรายการ) คือข้อพิสูจน์ชั้นดี แม้พวกเขาทำให้แฟนบอลลุ้นตัวโก่งด้วยการชนะคู่แข่งด้วยผลต่างประตูเดียวถึง 14 นัดจาก 26 นัดที่ชนะ แต่อาวุธลับที่แท้จริงคือการปิดโอกาสไม่ให้คู่ต่อสู้สร้างตัวเลข Expected Goals (xG)
อาร์เซนอลสามารถจำกัดค่า xG ของคู่แข่งให้อยู่ต่ำกว่า 0.50 ได้ถึง 18 จาก 38 นัดในพรีเมียร์ลีก ขณะที่แมนฯ ซิตี ทำได้เพียง 2 นัดเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข xG เสียประตูของอาร์เซนอลยังต่ำกว่าทีมอื่น ๆ ในลีกถึงเกือบ 40%
ไรท์เปิดเผยว่า อาร์เตตาเคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 2024 เกี่ยวกับการปลูกฝังแนวคิด “ความรักในการเล่นเกมรับ” ให้กับลูกทีมว่า กุญแจสำคัญคือ ทุกคนต้องวิ่งเข้าหาบอลด้วยความเร็ว 100 ไมล์ต่อชั่วโมง กองหน้า ปีก หรือมิดฟิลด์ตัวรุก ทุกคนต้องมีความรักในการเล่นเกมรับ
ปรัชญานี้สะท้อนชัดเจนผ่านแนวรับระดับโลกอย่าง วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส รวมถึงผู้รักษาประตู ดาบิด รายา พร้อมด้วยนักเตะใหม่อย่าง ริคคาร์โด คาลาฟิออรี, คริสเตียน มอสเครา และ ปิเอโร อิงกาปิเอ แต่สิ่งที่เหนือกว่ารายชื่อนักเตะ คือวัฒนธรรมองค์กรที่ทุกคนพร้อมใจกันวิ่งไล่ฟัดจนแฟนบอลสัมผัสได้และส่งเสียงเชียร์กระหึ่มเปลี่ยน เอมิเรตส์ สเตเดียม ให้กลายเป็นนรกของทีมเยือน
อีกหนึ่งมิติที่อาร์เตตาพัฒนาขึ้นมาจนแซงหน้าคู่แข่งคือ ความเชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ อาร์เตตาเคยกล่าวไว้ในปี 2022 ว่า “คุณต้องก้าวล้ำหน้าเกมไปก้าวหนึ่งเสมอ ต้องเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป และเป็นคนแรกที่ตัดสินใจเพื่อชิงความได้เปรียบ”
สโมสรได้แต่งตั้ง นิโกลาส์ โฌแวร์ โค้ชลูกตั้งเตะที่อาร์เตตาดึงตัวมาจากแมนฯ ซิตี เข้ามายกระดับทีม ฤดูกาลนี้อาร์เซนอลทำประตูจากเซตพีซ 24 ประตู (ไม่รวมจุดโทษ) และ 18 ประตูเฉพาะลูกเตะมุม ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก
นอกจากนี้ อาร์เตตาในวันนี้ไม่ใช่โค้ชหน้าใหม่อีกต่อไป เขาเรียนรู้ที่จะโรเตชันนักเตะอย่างชาญฉลาดและกล้าตัดสินใจในเกมสำคัญ สถิติผู้เล่นสำรองมีส่วนร่วมกับประตูถึง 22 ครั้ง (ยิงหรือแอสซิสต์) ซึ่งสูงที่สุดในลีก บ่งบอกว่าเขาสามารถเปลี่ยนจุดอ่อนในอดีตให้กลายเป็นจุดแข็งที่พาทีมโกงตายและปิดจ๊อบได้อย่างยอดเยี่ยม
แผนลับ 5 เฟสสู่บัลลังก์แชมป์
บนผนังห้องแต่งตัวในสนามซ้อมของอาร์เซนอล มีภาพเงาขนาดใหญ่ของถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกประดับอยู่ พร้อมกับข้อความที่สลักไว้ว่า “Together We Make History” (เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์) ภาพเงาและข้อความนี้ถูกติดตั้งไว้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่อาร์เตตาก้าวเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีม โดยถูกออกแบบมาให้ระบบไฟส่องสว่างทำงานโดยอัตโนมัติก็ต่อเมื่อพลพรรคปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกได้เท่านั้น
และในที่สุด แสงสว่างที่แฟนบอลเฝ้ารอก็ถูกเปิดขึ้นเสียที หลังจากแมนฯ ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธ 1-1 ส่งผลให้อาร์เซนอลผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 14 อย่างเป็นทางการ

เจมส์ ออลลีย์ ผู้สื่อข่าวชื่อดังจาก อีเอสพีเอ็น รายงานบรรยากาศสุดเหวี่ยงว่า นักเตะและสตาฟฟ์โค้ชต่างรวมตัวลุ้นผลแข่งขันอยู่ไม่ไกลจากผนังรูปถ้วยรางวัลนั้น และทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดยาว งานปาร์ตีฉลองแชมป์ก็เริ่มขึ้นยาวจนถึงรุ่งเช้า โดยมีภาพของ ดีแคลน ไรซ์ และ บูกาโย ซากา ยืนฉลองอยู่หน้าสนามเอมิเรตส์ตอนตี 5 แม้กระทั่ง “วิน” (Win) สุนัขประจำสโมสรพันธุ์ช็อกโกแลตลาบราดอร์ ก็ยังได้รับของเล่นชิ้นใหม่เป็นตุ๊กตารูปขวดแชมเปญ
นี่ไม่ใช่โชคช่วยหรือความบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของ “แผนการ 5 เฟส” ที่ถูกเขียนขึ้นอย่างลับๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยฝีมือของอาร์เตตา และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคอย่าง เอดู กัสปาร์ โดย อีเอสพีเอ็น ได้นำข้อมูลเชิงลึกมาเปิดเผยให้เห็นพิมพ์เขียวแห่งความสำเร็จนี้
เอดู อดีตกองกลางชุดแชมป์ไร้พ่าย เปิดใจผ่านบทสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟถึงวันที่เขาเข้ามารับงานบริหารสโมสรในปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ อูไน เอเมรี กำลังคุมทีมอยู่ ทว่าบรรยากาศในห้องแต่งตัวตอนนั้นแตกร้าว ผลงานดิ่งลงเหว จนสุดท้ายเอเมรีถูกปลด
เอดูเล่าว่า ก่อนที่อาร์เตตาจะมา เขาได้เสนอแผนงาน 5 ปีให้แก่ สแตน โครเอนเก และ จอช โครเอนเก สองพ่อลูกเจ้าของสโมสรฟัง และเมื่อถึงเวลาต้องหาผู้จัดการทีมคนใหม่ เขาได้โทรศัพท์หาอาร์เตตา ซึ่งขณะนั้นเป็นมือขวาของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่แมนฯ ซิตี
“ในการโทรศัพท์คุยกันครั้งแรก ผมไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่เราคลิกกันทันทีเหมือนเพื่อนสนิท ทั้งที่ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ เราคุยกันเป็นชั่วโมงโดยไม่ได้พูดเรื่องฟุตบอลเลย” เอดู เผยกับ อีเอสพีเอ็น “หลังจากนั้นเราก็นัดประชุมกัน ผมกางแผนงานสร้างทีม 5 ปีให้เขาดู ส่วนมิเกลก็กางแผนของเขาออกมา ปรากฏว่าแผนของเราสอดรับกันอย่างเหลือเชื่อ เราเลยปรับจูนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแผนเดียว”
แล้วแผนการ 5 เฟสที่ว่านั้น มีรายละเอียดที่พลิกโฉมสโมสรอย่างไรบ้าง? อีเอสพีเอ็น ได้ถอดรหัสออกมาดังนี้
เฟสที่ 1: ล้างบางเนื้อร้าย ปลูกฝังวัฒนธรรมใหม่
เอดูเล่าว่า ขั้นตอนแรกยากที่สุดคือการ “โละนักเตะเก่าที่ไม่ใช่” ออกจากทีม เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้นักเตะที่มีทัศนคติที่ถูกต้องตรงตามแผนงาน บรรดาสื่อต่างๆ อธิบายช่วงเวลานี้ว่า เป็นช่วงเวลาที่โหดเหี้ยม เพราะสโมสรยอมหักดิบยกเลิกสัญญาและจ่ายเงินชดเชยก้อนโตให้นักเตะชื่อดังย้ายออกไปทันที ไม่ว่าจะเป็น ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง, เมซุต โอซิล, เฮนริก มคิตาร์ยาน, โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส, ชโคดราน มุสตาฟี, เซอัด โคลาซินัค, วิลเลียน, เอกตอร์ เบเยริน และ นิโกลาส์ เปเป้ เจ้าของสถิติค่าตัวแพงสุดของสโมสรในเวลานั้น
“คุณจินตนาการออกไหมที่เราเดินไปบอกเจ้าของทีมว่า ต้องยอมจ่ายเงินให้นักเตะพวกนี้ย้ายออกไป เพราะพวกเขาไม่มีตลาดรองรับแล้ว” เอดูกล่าวเสริม “พวกเขามีค่าเหนื่อยสูง อายุเกิน 28 ปี และเป็นตัวถ่วงของโปรเจกต์ แต่ครอบครัวโครเอนเกกลับเข้าใจและบอกเราสองคนว่า ลุยเลย พวกคุณได้รับการสนับสนุนจากผมเต็มร้อย”
เฟสที่ 2: ปรับสูตรแมวมอง มองการณ์ไกลไม่สนคำล้อเลียน
หลังล้างบางเสร็จ อาร์เซนอลเบนเข็มไปสู่การเซ็นสัญญานักเตะอายุน้อยกว่า 24 ปีด้วยค่าตัวที่จับต้องได้ โดยปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ข้อมูลจำลองทางสถิติ หรือ สแตตส์ ดีเอ็นเอ (Stat DNA) ใหม่ทั้งหมด ในช่วงเวลานี้เองที่ทีมได้ตัว เบน ไวท์, มาร์ติน โอเดการ์ด และ อารอน แรมส์เดล มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับการผลักดันเด็กปั้นจากอะคาเดมีอย่าง เอมิล สมิธ โรว์ และ บูกาโย ซากา
เอดูยอมรับกับอีเอสพีเอ็นว่า ช่วงที่แฟนบอลทีมอื่นพากันล้อเลียนคำว่า “Trust the Process” (จงเชื่อมั่นในกระบวนการ) นั้น พวกเขาตระหนักดีว่าทีมต้องใช้เวลา “สองปีแรก เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องติดท็อปโฟร์เพื่อไปแชมเปียนส์ลีกด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าการเปลี่ยนไดนามิกและวัฒนธรรมของสโมสรยากขนาดไหน เราบอกกับตระกูลโครเอนเกว่า ขอเวลาเราหน่อย และหลังจากฤดูกาลที่สามร่วมกัน เราจะกลับมาแข็งแกร่งและได้ลุ้นแชมป์ลีกอย่างแน่นอน” แม้จบอันดับที่ 8 สองปีซ้อน ทว่าบอร์ดบริหารก็ยังนิ่งพอที่จะหนุนหลังอาร์เตตาต่อไป
เฟสที่ 3: เติมดีเอ็นเอของผู้ชนะ
เมื่อรากฐานเริ่มมั่นคง อาร์เซนอลก็ขยับสู่เฟสที่ 3 ด้วยการดึงตัวผู้เล่นที่มีประสบการณ์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และคุ้นเคยกับเกมนัดชิงชนะเลิศเข้ามา เพื่อยกระดับจิตวิญญาณในห้องแต่งตัว นั่นคือการทุ่มเงินรวม 75 ล้านปอนด์คว้าตัว กาเบรียล เชซุส และ โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก มาจากแมนฯ ซิตี รวมถึงดึง จอร์จินโญ มาร่วมทัพจากเชลซี ซึ่งการเข้ามาของพวกเขาทำให้อาร์เซนอลก้าวกระโดดขึ้นมาลุ้นแชมป์กับแมนฯ ซิตี ได้อย่างสูสีในฤดูกาล 2022-23 แม้สุดท้ายแผ่วปลายเนื่องจากขนาดทีมและพละกำลังที่เป็นรองก็ตาม
เฟสที่ 4: “ดีแคลน ไรซ์” จิ๊กซอว์พันล้าน และการบริหารทุกรายละเอียด
เอดูสรุปเฟสที่ 4 สั้นๆ กับอีเอสพีเอ็นเพียงสามคำว่า “Bring Declan Rice” (ดึงตัว ดีแคลน ไรซ์ มาร่วมทีม) สโมสรยอมทุบคลังเป็นสถิติสูงถึง 105 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ปี 2023 เพื่อดึงตัวมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษรายนี้มาร่วมทีม ควบคู่ไปกับ ไค ฮาแวร์ตซ์, ยูร์เรียน ทิมเบอร์ และ ดาบิด รายา

“เราต้องการนักเตะอังกฤษระดับท็อปที่มีชื่อเสียงดีเยี่ยมในทุกด้านเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นแกนหลักให้ทีมไปอีก 10 ปี ตอนนั้นใครจะวิจารณ์เรื่องค่าตัวเราไม่สน เพราะเรามั่นใจว่าไม่มีกำแพงเรื่องราคาจะมาหยุดเราจากการซื้อผู้เล่นคนนี้ได้”
นอกจากเม็ดเงินมหาศาลแล้ว อาร์เตตายังแสดงความคลั่งไคล้ในรายละเอียดเพื่อสร้างความสามัคคี เขาพาสุนัขบำบัดอย่าง “วิน” เข้ามาอยู่ในแคมป์ และยังปลูกต้นมะกอกเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการดูแลเอาใจใส่ทุกวัน นักข่าวหลายสำนักเคยรายงานถึงมุกการปลุกใจแปลกๆ ของเขา เช่น ยกเครื่องซักผ้ามาตั้งหน้าสัปดาห์ที่ต้องไปเยือนแอนฟิลด์ หรือล่าสุดในฤดูกาลนี้คือ จุดกองไฟในสนามซ้อมแล้วให้นักเตะโยน “ความรู้สึกเชิงลบ” ทิ้งลงไปในกองไฟเพื่อลดความกดดันช่วงโค้งสุดท้าย
หลังจบด้วยรองแชมป์ซ้ำๆ ในฤดูกาลปัจจุบันอาร์เตตาก็ได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร ภายใต้การนำทีมของ อันเดรีย แบร์ตา ผู้อำนวยการสโมสรคนใหม่ ที่เข้ามาแทนเอดูปลายปี 2024 อาร์เซนอลทุ่มเงินอีกกว่า 250 ล้านปอนด์ คว้านักเตะอย่าง วิกเตอร์ โยเคเรส, มาร์ติน ซูบิเมนดิ, เอเบเรชี เอเซ, โนนี มาดูเอเก และ ปิเอโร อิงกาปิเอ มาร่วมทีมเพื่อเพิ่มขนาดทีมให้ใหญ่พอที่จะสู้ในทุกถ้วย
ความคลั่งไคล้ในรายละเอียดของอาร์เตตาส่งผลให้สถิติต่างๆ ในฤดูกาลนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ อาร์เซนอลกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่ไม่โดนใบแดงเลย และไม่เสียจุดโทษแม้แต่ครั้งเดียว แถมยังมีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ โดยได้ประตูจากลูกเตะมุมถึง 18 จาก 71 ประตูในลีก และที่สำคัญคือ พวกเขากลายเป็นทีมที่เขี้ยวลากดิน ชนะด้วยสกอร์ 1-0 ถึง 11 นัดรวมทุกรายการ รวมถึง 3 นัดหลังสุดที่ส่งพวกเขาเถลิงบัลลังก์แชมป์
เฟสที่ 5: สร้างนิสัยของผู้ชนะ และก้าวสู่อนาคต
“เฟส 4 และ 5 มันคาบเกี่ยวกันอยู่” เอดูกล่าวทิ้งท้ายกับออลลีย์ “มันคือช่วงเวลาที่เราต้องเริ่มชนะและคว้าแชมป์ให้ได้ และเฟส 5 คือการรักษามาตรฐานให้อยู่ในจุดนั้นอย่างมั่นคง ไปเล่นแชมเปียนส์ลีกสม่ำเสมอ คว้าถ้วยรางวัลเข้าสู่สโมสรอย่างต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ เอดูยังได้กล่าวยกย่องอดีตเพื่อนร่วมงานว่า “สำหรับผม มิเกลกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก ถ้าตอนนี้เขายังไม่ใช่ แน่นอนว่าเรามีทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา หรือ หลุยส์ เอ็นริเก แต่เขาคือท็อป 3 ของโลกตอนนี้แน่นอน และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอีกไม่ช้า ด้วยวิธีคิดและการปฏิบัติตัวของเขา ยิ่งถ้าเขาได้ประสบการณ์มากกว่านี้ เขาจะไปถึงจุดนั้นอย่างไร้ข้อกังขา”
5 นัดปาฏิหาริย์ หักด่านแมนฯ ซิตี
อาร์เซนอลสิ้นสุดการรอคอย 22 ปีอย่างเป็นทางการทันทีที่แมนฯ ซิตี ทำได้เพียงเสมอบอร์นมัธในเกมตกค้าง แบบไม่ต้องลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้ายของฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ฟิลิป ดันแคน ผู้สื่อข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนท์ ได้คัดเลือก “5 เกมกุญแจสำคัญ” ที่พาทีมของ มิเกล อาร์เตตา ไปถึงดวงดาว
1. สเปอร์ส 1-4 อาร์เซนอล (22 กุมภาพันธ์) : ถล่มอริร่วมเมือง ดับเสียงวิจารณ์
ก่อนเกมนอร์ธลอนดอนดาร์บี บรรดากูรูต่างตั้งคำถามถึงสภาพจิตใจของอาร์เซนอล หลังจากทีมทำแต้มหลุดมือเมื่อเสมอกับเบรนท์ฟอร์ดและวูล์ฟแฮมป์ตัน ความกดดันถาโถมเข้าใส่ผู้เล่นของอาร์เตตาอย่างหนักก่อนไปเยือนรังของคู่อริตลอดกาล
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเหนือชั้น เกมรุกของปืนใหญ่ระเบิดฟอร์มเก่ง โยเคเรสและเอเซแท็กทีมกันเหมาคนละสองประตู พลพรรคเดอะกันเนอร์สบุกถล่มสเปอร์สคาบ้าน 4-1 ชัยชนะไม่เพียงแต่ทำลายเสียงวิจารณ์ แต่ยังส่งให้อาร์เซนอลโกยแต้มหนีห่างแมนฯ ซิตี ถึง 5 คะแนนเต็ม
2. อาร์เซนอล 2-0 เอฟเวอร์ตัน (14 มีนาคม) : กำเนิดเทพนิยายเด็กอายุ 16 ปี
เกมนี้เป็นเกมที่อึดอัดและตึงเครียดที่สุดเกมหนึ่ง อาร์เซนอลเจาะบล็อกเกมรับที่จัดระเบียบมาอย่างดีของเอฟเวอร์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ เดวิด มอยส์ ไม่เข้า จนกระทั่งนาทีที่ 74 อาร์เตตาตัดสินใจทำสิ่งท้าทายด้วยการส่ง แม็กซ์ ดาวแมน นักเรียนชั้นเกรด 11 ลงสนาม และเด็กคนนี้คือผู้เปลี่ยนประวัติศาสตร์สโมสรอย่างแท้จริง
นาทีที่ 89 ดาวแมนแผลงฤทธิ์แอสซิสต์ให้โยเคเรสพังประตูปลดล็อกได้ เท่านั้นยังไม่พอ ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ไอ้หนูมหัศจรรย์วัย 16 ปี กับอีก 73 วัน ยังควบตะบึงไปพังประตูปิดกล่องจากการสวนกลับ กลายเป็นผู้ทำประตูอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก พาทีมเก็บ 3 แต้มล้ำค่า

ขอบคุณภาพจาก https://paininthearsenal.com/max-dowman-just-made-even-more-premier-league-history-01ks34ka720h
3. แมนฯ ซิตี 2-1 อาร์เซนอล (19 เมษายน) : ความพ่ายแพ้ที่เป็นแรงผลักดัน
นี่คือจุดเปลี่ยนทางจิตวิทยาที่สำคัญที่สุด อาร์เซนอลเยือนเอติฮัด สเตเดียม ด้วยฟอร์มที่ไม่ดีนักหลังชนะแค่เกมเดียวจาก 5 นัดหลังสุด และก็แพ้กลับออกมาจริงๆ ส่งผลให้สถานการณ์ลุ้นแชมป์หลุดมือไปอยู่ในมือของแมนฯ ซิตี เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025
แต่เกมนั้นไม่ใช่งานต้อนหมูเหมือนปีก่อนๆ อาร์เซนอลสู้กับเจ้าบ้านชนิดตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังสิ้นเสียงนกหวีด ไรซ์ตะโกนบอกเพื่อนร่วมทีมกลางสนามว่า “มันยังไม่จบ!” และคำพูดนั้นก็กลายเป็นจริง อาร์เซนอลเปลี่ยนความผิดหวังให้เป็น “เชื้อไฟ” ชนะรวดใน 4 เกมถัดมาโดยไม่เสียเลยแม้แต่ประตูเดียว
4. อาร์เซนอล 3-0 ฟูแลม (2 พฤษภาคม) : ปลดล็อกความกดดันในบ้าน
ตลอดทั้งฤดูกาล แฟนบอลในสนามเอมิเรตส์ต้องลุ้นกันจนตัวเกร็งเสมอ แต่ในเกมกับฟูแลม ความกดดันถูกกระชากทิ้งไป อาร์เซนอลรัวยับ 3-0 จากดับเบิลของโยเคเรส และอีกหนึ่งประตูจากซากา
ชัยชนะนัดนี้ทำให้แฟนบอลกลับมาส่งเสียงเชียร์กระหึ่มและเชื่อมั่นอีกครั้ง พร้อมส่งให้อาร์เซนอลทิ้งห่างแมนฯ ซิตี ไปเป็น 6 คะแนน แม้ทีมของเป๊ปจะเหลือเกมในมืออีกสองนัด แต่สุดท้ายพวกเขาก็สะดุดเสมอเอฟเวอร์ตัน 3-3 ทำให้อาร์เซนอลดึงความได้เปรียบกลับมาอยู่ในมือตัวเองอีกครั้ง
5. อาร์เซนอล 1-0 เบิร์นลีย์ (18 พฤษภาคม) : ทีเด็ดลูกเตะมุมพาสู่ประตูชัย
มันอาจไม่ใช่เกมที่เล่นได้สวยงาม แต่คือเกมที่ถูกจดจำไปตลอดกาล เพราะนี่คือเกมที่ส่งให้อาร์เซนอลไปจ่อเส้นชัย ประตูโทนในนาทีที่ 36 มาจากอาวุธเด็ด นั่นคือลูกตั้งเตะ โดยฮาแวร์ตซ์เทกตัวโหม่งลูกเตะมุมตุงตาข่าย
Opta ระบุ อาร์เซนอลได้ประตูจากลูกเตะมุมในฤดูกาลนี้สูงถึง 18 ประตู (เป็นสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก) จากประตูรวมทั้งหมด 71 ประตู สะท้อนให้เห็นถึงความเฉียบคมของลูกตั้งเตะที่เป็นอาวุธทำลายล้างหลักในการคว้าแชมป์
ชัยชนะ 1-0 เหนือเบิร์นลีย์บีบให้แมนฯ ซิตี ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องชนะบอร์นมัธในเกมนัดถัดมา และเมื่อยอดทีมแห่งแมนเชสเตอร์ทำแต้มหลุดมือ เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีของชาวเดอะกูนเนอร์สจึงดังสนั่นพรีเมียร์ลีกหลังว่างเว้นมานาน22 ปี
เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)

Senior Football Editor