Khaimukdam Group

COLUMN

ความเสี่ยงสูง รีเทิร์นต่ำลง

ถ้าไม่ใช่เรื่อง ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ผมก็มีเรื่องการปลด โจเซ่ มูรินโญ นี่แหละครับที่อยากพูดถึง แต่จังหวะไม่ได้เสียที เพราะ ESL เรื่องเดียวกินพลังไปมากมายตลอด 2-3 วันที่ผ่านมา

ซึ่งนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักด้วยในการทำให้กุนซือวัย 58 ปีไม่ได้อยู่ใน “เป้าข่าว” มากอย่างที่ควรจะเป็น!?

หรืออาจจะเพราะมนต์ขลังส่วนตัวด้วยที่เสื่อมสลายพอควรตามวันเวลา รวมถึง “สไตล์ฟุตบอล” และการทำทีมที่อาจไม่ต้องพิสูจน์ทราบแล้วก็ได้ว่า มัน out ไปแล้ว?

มูลเหตุการปลด ยืนยันอีกครั้งนะครับว่า ไม่ใช่ “ทำหล่อ” เรื่องสเปอร์สจะเข้าร่วม ESL ในตอนนั้น แต่เป็นเพราะเรื่องผลงานล้วน ๆ และการที่นักเตะในทีมเริ่ม “แตก” เป็นเสี่ยง ๆ ไม่นับเสียงกระแสแฟนบอล

ในที่นี้จึงไม่ขอพูดอีก เพราะ “ภาพซ้ำ” มาก ๆ เช่น ประจานนักเตะตัวเองในที่สาธารณะ, มีปัญหาเรื่องอยากได้ใครแล้วไม่ได้ก็งอแงนิด ๆ หรือมีประเด็นกับนักเตะหลัก ๆ ของทีม ฯลฯ

ดังนั้น จึงขออนุญขยับไปที่เรื่องอนาคตของกุนซือโปรตุกีสที่หลายคนยังอาจสงสัยว่า ยังจะมีอยู่อีกหรือ? และเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร? และนายจ้างสโมสรใหม่จะต้อง “เรียนรู้” จากอดีตที่ผ่านมาของมูรินโญ ให้ดีจริง!

เมื่อวันก่อน (20 เมษายน) มีรายงานจาก สกาย สปอร์ตส์ ที่เข้าไปสัมภาษณ์มูรินโญ ถึงบริเวณบ้านพักเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้พอรู้ว่า น้ามูจะมองหางานต่อไปทันทีโดยไม่ต้องการเวลาพัก แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดอื่นใดมากกว่านั้น เพราะเจ้าตัวชิงเดินหนีไปเสียก่อนตามสไตล์

“ไม่จำเป็นครับ ผมไม่ต้องการพักเพื่อเติมแบตเตอรี ผมอยู่กับฟุตบอลมาเสมอ” อดีตบอสของ ‘ไก่เดือยทอง’ ตอบคำถามที่ว่าเขาต้องการเวลาพักก่อนรับงานใหม่หรือไม่

ปัจจุบันเริ่มมีข่าวเกี่ยวกับงานต่อไปของ มูรินโญ มาบ้างแล้ว แต่ทั้งหมดยังเป็นเพียง ‘ข่าวลือ’ โดยสโมสรที่ตกเป็นข่าวก็ไล่ชื่อไปตั้งแต่ เบนฟิกา, เรอัล มาดริด, บาเลนเซีย และที่หนาหูที่สุดคือ กลาสโกว์ เซลติก ซึ่งเพิ่งร่วงจากบัลลังก์แชมป์ครั้งแรกในรอบ 9 ฤดูกาลด้วยน้ำมือ สตีวี เจอร์ราร์ด และเรนเจอร์ส เอฟซี (cr: ขอบคุณ คุณ Ko River ครับ)

อย่างไรก็ตาม ที่แน่ใจได้อย่างหนึ่งเลยคือสโมสรใหม่ต้อง “เงินถึง” เพราะเมื่อมองค่าจ้างย้อนหลัง ครั้งสุดท้ายที่เขาคุมทีมโดยได้เงินไม่ถึงปีละ 10 ล้านปอนด์ ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยที่รับงานกับ อินเตอร์ มิลาน โดยสมัยนั้นค่าเหนื่อยตกปีละ 8.5 ล้านปอนด์ แต่เมื่อย้ายไปทำงานกับ เรอัล มาดริด ค่าเหนื่อยถูกเพิ่มเป็นปีละ 11.9 ล้านปอนด์ ก่อนขึ้นเป็น 13.5 ล้านปอนด์ กับเชลซีในการคุมทีมรอบที่ 2 เมื่อย้ายไปคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ปีละ 12 ล้านปอนด์ ก่อนที่ล่าสุดจะรับปีละ 15 ล้านปอนด์กับ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

นอกจากตัวเลขค่าเหนื่อยที่น่าจะการันตีหลัก 10 ล้านปอนด์ขึ้นไปต่อปีแล้ว สโมสรปลายทางแห่งใหม่ยังน่าจะต้องเตรียมค่าฉีกสัญญาไม่น้อยกว่า 15 ล้านปอนด์ (ตัวเลขเฉลี่ยที่เขาได้รับจากการถูกปลดใน 5 ครั้งหลังสุด) ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า มูรินโญ สามารถหารายได้มหาศาลจากการถูกปลดอย่างเดียวรวมแล้วถึง 77.5 ล้านปอนด์ (2007 เชลซี – 18 ล้านปอนด์, 2013 เรอัล มาดริด - 17 ล้านปอนด์, 2015 เชลซี – 12.5 ล้านปอนด์, 2018 แมนฯ ยูไนเต็ด – 15 ล้านปอนด์ และ 2021 สเปอร์ส – 15 ล้านปอนด์)

แต่ถึงกระนั้น เงินจำนวนมหาศาลนี้ สามารถแลกมากับการการันตีความสำเร็จให้สโมสรที่ตัดสินใจจ้างเขาไปร่วมงานอยู่เหมือนกัน เพราะนับตั้งแต่เขาย้ายออกมาจาก เอฟซี ปอร์โต ไม่มีสโมสรไหนเลยที่คว้าแชมป์ให้ไม่ได้ ยกเว้นเพียงแค่สโมสรล่าสุด ท็อตแนมเท่านั้น และไม่แน่ว่าถ้าปล่อยให้เขาทำงานต่อไปอีกสักหน่อย ก็อาจจะเห็นเขาคว้าแชมป์ให้ทีมในถ้วย คาราบาว คัพ ก็ได้เช่นกัน เพราะอย่าลืมว่า มูรินโญ คือหนึ่งในโค้ชที่มีสถิติการคุมทีมในรอบชิงชนะเลิศดีที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์ถึง 12 จาก 15 ครั้งที่เขาชิงชนะเลิศไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรายการใดก็ตาม

นอกจากการันตีแชมป์แล้ว อีกสถิติที่น่าสนใจสำหรับ มูรินโญ คือการการันตีชัยชนะอย่างน้อย 50% ให้ทีมที่เขาไปคุมทีม เพราะนับตั้งแต่เขาทำงานให้ เอฟซี ปอร์โต ในปี 2002 ผ่านมาเกือบ 2 ทศวรรษ นายใหญ่ชาวโปรตุกีสไม่เคยคุมสโมสรใดแล้วคว้าชัยชนะได้ไม่ถึง 50% เลย โดยสูงสุดเขาเคยพาทีมคว้าชัยได้ถึง 71.91% ในสมัยที่คุม เรอัล มาดริด และต่ำที่สุดของเขาคือการคุม สเปอร์ส โดยยังพาทีมเก็บชัยได้ 51.61% ในเวลาปีเศษ ๆ ที่ลอนดอนเหนือ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนมากเชื่อว่า มูรินโญ จะไม่คุมทีมในอังกฤษอีกแล้วโดยสองสาเหตุหลัก ๆ คือ ไม่มีทีมใดมีศักยภาพมากพอจะดึงเขาไปร่วมงาน เพราะบรรดาทีมที่มีศักยภาพมากพออย่างทีม ‘บิ๊ก 6’ ถ้าไม่ลงตัวด้านโค้ชอยู่แล้ว ก็เคยร่วมงานกับเขาไปแล้ว และไม่น่าจะกลับมาร่วมงานอีก กับอีกสาเหตุคือ มูรินโญเองก็อาจจะหมดแพสชั่นในการทำงานที่อังกฤษแล้วเช่นกัน เพราะเมื่อรวมระยะเวลาที่เขาคุมเชลซี 2 รอบ, ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม อีกอย่างละรอบก็กินเวลากว่า เกือบ 10 ปีเลยทีเดียว

ไม่นับ “สไตล์ฟุตบอล” เนกาทีฟ เน้นรับ รอโต้กลับ ที่อาจจะ out ไปแล้วอย่างที่ได้พูดไว้ข้างต้น หรือการทำทีม บริหารคนแบบเผด็จการ กับโลกยุคโซเชียลที่ดูเหมือนจะไปกันไม่ได้เช่นกัน

เรียกได้ว่า “แพ็คเกจ” การได้ โจเซ่ มูรินโญ นั้น ราคาแพง และจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่ผลลัพธ์กลับไม่รีเทิร์นเหมือนยุครุ่งเรือง

#ไข่มุกดำ #ไข่มุกดำทีม

#KMDFeature

Facebook
Twitter
Pinterest
Email

Leave a Reply

Your email address will not be published.

RELATED CONTENT