Categories
Feature

โค้ชเซตพีชขึ้นคุมทีมเบรนท์ฟอร์ด ความเสี่ยงหรือความเชื่อมั่น

set-piece coach หรือโค้ชผู้เชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในวงการฟุตบอลช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก ลูกฟรีคิกและลูกเตะมุม รวมถึงลูกทุ่มจากข้างสนาม เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความได้เปรียบและความแตกต่างให้ผลแข่งขัน แม้โค้ชตำแหน่งนี้มีระดับความสำคัญที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องเกินคาดที่โค้ชเซตพีชถูกโปรโมทขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชของสโมสรระดับเทียร์ 1 ของอังกฤษ

เบรนท์ฟอร์ดแต่งตั้ง คีธ แอนดรูว์ส เป็นหัวหน้าโค้ชด้วยสัญญา 3 ปีหลังจากโธมัส แฟรงค์ ลาออกไปคุมทีมสเปอร์ส โดยแอนดรูว์ส วัย 44 เพิ่งเข้ามาทำงานกลางปี 2024 ดูแลลูกตั้งเตะให้แฟรงค์หลังจากเคยอยู่ในสตาฟฟ์โค้ชของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, เอ็มเค ดอนส์ และทีมชาติไอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้ “เดอะ บีส์” มีข่าวเชื่อมโยงกับผู้จัดการทีมหลายคนอาทิ คีแรน แมคเคนนา ของอิปสวิช และฟรานเชสโก ฟาริโอนี ซึ่งเพิ่งอำลาอาแจกซ์ แม้การตัดสินใจของเจ้าของสโมสร แมทธิว เบนแฮม ที่มอบหมายงานสำคัญให้โค้ชที่ไม่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่ เป็นความเสี่ยง แต่ไม่ได้ห่างไกลจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเบรนท์ฟอร์ด

นโยบายของเบรนท์ฟอร์ดคือพลักดันคนใน

ธันวาคม 2016 เบรนท์ฟอร์ด ทีมในแชมเปียนชิพขณะนั้น ดึงแฟรงค์มาเป็นผู้ช่วยของดีน สมิธ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้นักเตะเปลี่ยนผ่านจากทีมบีขึ้นชุดใหญ่อย่างราบรื่น จนกระทั่งตุลาคม 2018 สโมสรได้เลื่อนเขาขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชแทนสมิธที่ออกไปคุมทีมแอสตัน วิลลา หลังจากระหว่างปี 2008 – 2016 แฟรงค์เคยมีประสบการณ์ชุดใหญ่กับทีมชาติเดนมาร์ก ยู 16-17-19 และบรอนด์บี 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.brentfordfc.com/en/news/article/first-team-thomas-frank-brentford-head-coach-six-year-anniversary

แฟรงค์พาเบรนท์ฟอร์ดขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกในซีซัน 2021-22 เป็นการเล่นบนสังเวียนลีกสูงสุดครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ซีซัน 1946-47 โดยระหว่าง 4 ปี “เดอะ บีส์” จบฤดูกาลด้วยอันดับ 13, 9, 16 และ 10 ตามลำดับ

สำหรับแอนดรูว์ นับจากมิถุนายน 2015 เขาเป็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกคนที่ 98 ที่ทำหน้าที่ถาวร (ไม่นับรักษาการหรือชั่วคราว) แต่เป็นคนที่ 6 ที่คุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในชีวิตถัดจาก ไมค์ ฟีแลนด์ (ฮัลล์, 2016), เครก เชคสเปียร์ (เลสเตอร์, 2017), สกอตต์ พาร์คเกอร์ (ฟูแลม, 2019), มิเกล อาร์เตตา (อาร์เซนอล, 2019) และแกรี โอนีลล์ (บอร์นมัธ, 2019) แต่มีเพียงพาร์เกอร์กับอาร์เตตาที่ทำงานนานกว่า 7 เดือน

ลีออล โธมัส บรรณาธิการข่าวของ Sky Sports ให้ความเห็นว่า แม้แฟนบอลมองว่าเป็นการเสี่ยงที่ให้แอนดรูว์คุมทีมชุดใหญ่ แต่ในมุมของสโมสรเชื่อว่า การแต่งตั้งบุคคลภายนอกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า

แอนดรูว์ ซึ่งเข้ามาอยู่ในสตาฟฟ์โค้ชเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เป็นที่ยอมรับนับถือภายในสโมสร และเวลา 1 ปี เขารู้จักผู้เล่นและมีความเข้าใจระบบการเล่นต่างๆของเบรนท์ฟอร์ดเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับตอนที่แฟรงค์ขึ้นมาคุมทีมแทนสมิธ โดยช่วง 16 ปีในฐานะนักเตะ แอนดรูว์ติดทีมชาติไอร์แลนด์ 35 นัด และเคยเล่นให้วูลฟ์แฮมป์ตัน, เอ็มเค ดอนส์, แบล็คเบิร์น และโบลตัน

ย้อนดูประวัติศาสตร์สโมสร เบรนท์ฟอร์ดมักสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่งจากบุคลากรภายในมาโดยตลอด ไม่ว่าผู้นั้นจะมีประสบการณ์ชุดใหญ่มาก่อนหรือไม่ แฟรงค์เป็นตัวอย่างล่าสุดจากกุนซือ 5 คนที่ถูกโปรโมทภายในสโมสรและพาทีมเลื่อนชั้นได้

4 คนก่อนหน้าแฟรงค์ได้แก่ มาร์ก วาเบอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา, แอนดี สกอตต์ แมวมองทีมชุดใหญ่, รอน โนอาเดส เจ้าของสโมสร และฟิล โฮลเดอร์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม

แซม บลิทซ์ นักวิเคราะห์เกมของ Sky Sports ระบุว่า ความปรารถนาที่จะสานงานได้อย่างต่อเนื่องและสร้างเส้นทางในพรีเมียร์ลีกที่แฟรงค์เริ่มต้นไว้ คือเหตุผลหลักที่เบรนท์ฟอร์ดเลือก “คนใน” 

แต่คำถามคือ ทำไมต้องเป็นแอนดรูว์?

ลูกตั้งเตะมีส่วนสำคัญต่อรูปแบบการเล่น

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน 2025 แฟรงค์ได้นำเสนอการทบทวนผลงานซีซัน 2024-25 ในการประชุมของสตาฟฟ์โค้ชร่วมกับ เบน ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายประสิทธิภาพระดับสูง โดยให้มุมมองต่อจุดที่จะต้องปรับปรุงในฤดูกาลหน้า

งานวางรากฐานและการเตรียมการได้เริ่มดำเนินการแล้ว และแอนดรูว์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย มีหน้าที่นำแผนงานดังกล่าวไปปฏิบัติ เหตุผลที่ต้องเป็นแอนดรูว์เพราะเซตพีชเป็นกุญแจดอกสำคัญในระบบการเล่นของเบรนท์ฟอร์ด

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/news/4141600

นับตั้งแต่แอนดรูว์รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 จาก 66 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2024-25 มาจากลูกตั้งเตะ 14 ลูก เป็นรองเพียงอาร์เซนอล (17), พาเลซ (17), ฟอเรสต์ (17),  วิลลา (16), ไบรท์ตัน (15) และเอฟเวอร์ตัน (15)

.

เบรนท์ฟอร์มมีค่า xG หรือความเป็นไปได้ของการเกิดประตูจากลูกเซตพีช 16.71 สูงเป็นอันดับ 3 และเสียประตูจากลูกตั้งเตะน้อยที่สุด เพียง 3 ลูก อันดับ 2 คือ แมนฯซิตี (6) อีกทั้งทีมของแฟรงค์ยังเป็นที่กล่าวขวัญจากการจู่โจมอย่างรวดเร็วตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกดังขึ้น แน่นอนวิธีการของแอนดรูว์มีส่วนอย่างมากต่อกลยุทธ์ดังกล่าว

พรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันระหว่างวันที่ 14-28 กันยายน 2024 เบรนท์ฟอร์ดได้ประตูจากแมนฯซิตี (เยือน), สเปอร์ส (เยือน) และเวสต์แฮม (เหย้า) หลังการแข่งขันเริ่มไปเพียง 22, 23 และ 38 วินาทีตามลำดับ จากนั้นนัดถัดมา วันที่ 5ตุลาคม ซึ่งเบรนท์ฟอร์ดชนะวูลฟ์ส 5-3 นาธาน คอลลินส์ ใช้เวลาแค่ 76 วินาทีของแมตช์ ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่าย

แมทธิว อัพสัน อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษวัย 46 ปี ซึ่งเคยเล่นกับแอนดรูว์ในทีมไบรท์ตันเมื่อซีซัน 2013-14 และเคยเล่นให้แอนดรูว์ขณะคุมทีมเอ็มเค ดอนส์ เมื่อปี 2015 ให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport ว่า

“การแต่งตั้งลักษณะนี้เป็นเรื่องหายากและมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเช่นกัน ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในอาชีพของคีธ ผมรู้จักเขาดีและรู้ว่าทำไมเขาถึงได้รับโอกาสนี้”

“สิ่งที่ผมอยากบอกจากช่วงที่ทำงานร่วมกับคีธคือ เขาทำให้ทุกอย่างดูเรียบง่ายในแบบที่เขามองเกมในฐานะผู้เล่น ด้วยวิธีมองเกมบวกวิธีคิดในฐานะโค้ช ทำให้สไตล์ของเขาเหมาะกับเบรนท์ฟอร์ดแน่นอน สามารถสานต่อแนวทางของแฟรงค์ได้อย่างแนบเนียน เพราะมันเป็นวิธีที่พวกเขาเล่นกันอยู่แล้ว”

โอเพนเลย์หลังคิกออฟและลูกทุ่มไกล

ผลงานของโค้ชเซตพีชจากลูกคอนเนอร์และลูกฟรีคิกเป็นภาพที่พบเห็นเป็นปกติ แต่การทำประตูจากลูกคิกออฟหรือการเขี่ยลูกเปิดเกมยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเซตพีช และยังสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการเล่นของเบรนท์ฟอร์มที่แอนดรูว์มีอิทธิพลอย่างมาก

ตัวแปรสำคัญของการทำสกอร์จากคิกออฟในเชิงแทคติกคือ ความสามารถในการเพรสซิ่ง ในพรีเมียร์ลีกซีซัน 2024-25 ผู้เล่น “เดอะ บีส์” มีสถิติเพรสซิ่งสูงเป็นลำดับต้นๆ มิคเคล ดามส์การ์ด มีจำนวน presser 1,003 ครั้ง และ counter presser 248 ครั้ง ขณะที่ ไบรอัน เอ็มเบอโม ทำผลงาน 877 ครั้ง และ 267 ครั้งตามลำดับ ดามส์การ์ดและเอ็มเบอโมยังมีค่า xG จากเพรสซิ่ง 11.6 และ 9.9 ประตูตามลำดับอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก  https://the18.com/soccer-entertainment/football-margins-divisive-history-long-throw-and-its-auspicious-future

มาร์ก เอสเตอบาน อดีตนักวิเคราะห์เซตพีช ซึ่งทำงานกับเบรนท์ฟอร์ดเป็นเวลา 2 ปีก่อนย้ายไปทำงานให้นิว อิงแลนด์ เรโวลูชัน เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กล่าวกับ Sky Sports ว่า “มันไม่ใช่ลูกตั้งเตะแต่เป็นโอเพนเพลย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกมรุกที่ดุดัน ทำให้แน่ใจว่าอยู่ใกล้กับบอลสอง บนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นแต่ต้องรู้ว่าบอลจะไปไหน จากนั้นส่งผู้เล่นไปยังกรอบเขตโทษ พยายามครอสบอล ความสำคัญอยู่ที่การสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด”

แอนดรูว์ยังมีส่วนกับลูกทุ่มที่มีประสิทธิภาพของเบรนท์ฟอร์ดจากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับโธมัส โกรนเนมาร์ก โค้ขบอลทุ่มชื่อดัง ซึ่งลิเวอร์พูลเคยว่าจ้างช่วงที่เยอร์เกน คลอปป์ เป็นผู้จัดการทีม

ซีซัน 2024-25 “เดอะ บีส์” ทำได้ 6 ประตูจากการทุ่มไกล เทียบกับอีก 19 ทีมในพรีเมียร์ลีกที่ทำรวมกันได้แค่ 2 ประตู ขณะที่ โยฮัน วิสซา ศูนย์หน้าวัย 28 ของเบรนท์ฟอร์ดคนเดียวทำได้ถึง 4 ประตู

เทียบสถิติลูกทุ่มไกลระหว่างเบรนท์ฟอร์ดกับทีมอันดับ 2 ของหมวดนั้นๆ จำนวนทุ่มไกล 110 / 50 , ประตู 6 / 1 , xG จากการทุ่มไกล 4 / 1 และการยิงจากการทุ่มไกล 31 / 13

บลิทซ์ให้ความเห็นเสริมว่า แอนดรูว์ไม่ได้เป็นเพียงโค้ชลูกตั้งเตะของเบรนท์ฟอร์ดเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อปรัชญาและวัฒนธรรมที่แฟรงค์สร้างขึ้นให้กับสโมสรอีกด้วย

บุคลิกภาพและความเชื่อมั่นในงานเฮดโค้ช

อัพสัน ยอมรับว่า การแต่งตั้งอดีตเพื่อนร่วมทีมและอดีตบอสของเขาเป็นความเสี่ยง แต่ยังสร้างความสดใหม่ให้เบรนท์ฟอร์ด้วย “นั่นแสดงให้เห็นว่าสโมสรมีศรัทธาในโครงสร้างบริหารจัดการทีมของตนเอง เหมือนตอนที่แต่งตั้งแฟรงค์ต่อจากสมิธ”

อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษยังย้อนความรู้สึกเมื่อครั้งร่วมงานกับแอนดรูว์ที่ไบรท์ตันและเอ็มเค ดอนส์ ว่า “คีธเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ทำงานร่วมกับนักเตะได้ดี และยังมีการสื่อสารที่เยี่ยมด้วย เขาพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในสนาม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับการฝึกซ้อมของเขา”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportingpedia.com/2025/06/27/keith-andrews-to-take-over-as-brentford-manager-following-thomas-franks-departure/

“ผมมีโอกาสคุยกับคีธเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนตอนที่ทำงานให้ 5 Live ในการแข่งขันของเบรนท์ฟอร์ด เขาเอ่ยปากชมสโมสรและการทำงานร่วมกับแฟรงค์ คีธยังพูดถึงการพัฒนาตัวเองในอาชีพโค้ช”

“จริงอยู่ที่คีธไม่มีประสบการณ์ผู้จัดการทีม แต่เขามีบุคลิกภาพและความเชื่อมั่นที่จะทำหน้าที่นั้นได้ ซึ่งการแสดงออกไม่ใข่เพียงผ่านบทสัมภาษณ์ แต่ยังเห็นได้จากการทำงานให้กับเบรนท์ฟอร์มในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แอนดรูว์เพิ่งยื่นใบสมัครทำหน้าที่ผู้จัดการทีมของเอ็มเค ดอนส์ ซึ่งตอนนี้เล่นอยู่ในลีก ทู แต่ผู้ได้รับเลือกคือ พอล วาร์น อดีตกุนซือของดาร์บี แต่แล้วเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นเมื่อแอนดรูว์พบว่าตนเองได้รับการเลื่อนชั้นจากโค้ชเซตพีชเป็นหัวหน้าโค้ช

แอนดรูว์ กุนซือป้ายแดงที่จะอายุครบ 45 ปีในเดือนกันยายนศกนี้ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2025 ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกนัดเปิดซีซันใหม่ที่ซิตี กราวน์ สนามของทีมฟอเรสต์

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

หลุยส์ เอ็นริเก กับเวลา 2 ปี สร้างเปแอสเช สู่บัลลังก์แชมเปียนส์ลีก

หลุยส์ เอ็นริเก ใช้เวลาเพียง 2 ซีซันพาปารีส แซงต์แยร์กแมง ครองบัลลังก์ทวีปยุโรปเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 54 ปีของสโมสรหลังจากชนะอินเตอร์ มิลาน 5-0 ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ที่นครมิวนิก ประเทศเยอรมนี

ถ้ามองเฉพาะยุคทองภายใต้การบริหารของกาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนท์ (QSI) ซึ่งเข้าเทคโอเวอร์เมื่อปี 2011 เปแอสเชไม่เคยหลุดท็อป 2 ของลีกเอิง โดยเป็นแชมป์ 11 สมัย และรองแชมป์ 3 สมัย แต่กลับไม่เคยสัมผัสถ้วยบิ๊กเอียร์แม้อยู่ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงอย่างคาร์โล อันเซลอตติ, โลรองต์ บลองค์, อูไน เอเมรี, โธมัส ทูเคิล, เมาริซิโอ โปเชตติโน และในทีมเคยมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เดวิด เบคแฮม, เอดินสัน คาวานี, เนย์มาร์, ลิโอเนล เมสซี, คิลิยัน เอ็มบัปเป

ก่อนหน้าฤดูกาล 2024-25 เปแอสเชทำได้ดีที่สุดคือ รองแชมป์แชมเปียนส์ ลีก ปี 2020 เมื่อแพ้บาเยิร์น มิวนิก 0-1 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเพียง 2 ครั้งในซีซัน 2020-21 และ 2023-24 อีกทั้ง 8 ปีก่อนหน้าหรือตั้งแต่ซีซัน 2016-17 ปารีสสิ้นสุดเส้นทางที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายถึง 5 ครั้ง

เปแอสเชครองความยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่ทีมที่น่าเกรงขามเลยเมื่อต้องดวลสตั๊ดกับทีมชั้นนำของยุโรป จนกระทั่งการมาของอดีตผู้จัดการทีมชาติสเปนวัย 55 ปี ซึ่งรับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2023 โดยซีซันแรก เอ็นริเกพาเปแอสเชกวาดทริปเปิลแชมป์ภายในประเทศ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก แต่แพ้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสกอร์รวม 0-2

ซีซันที่ 2 ทีมของเอ็นริเกยังเหมาโทรฟี 3 รายการของฝรั่งเศสอีกครั้ง ที่เพิ่มเติมคือถ้วยบิ๊กเอียร์ โดยเป็นสโมสรจากฝรั่งเศสทีมที่ 2 ต่อจากมาร์กเซยเมื่อปี 1993 ทั้งที่หากย้อนกลับไปปลายเดือนพฤศจิกายน 2024  ดูเหมือนเปแอสเชอาจไม่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ด้วยซ้ำเมื่อเริ่มโปรแกรมลีกเฟสอย่างยากลำบาก ชนะ 1 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 3 นัด ก่อนฟอร์มเข้าฟักชนะรวด 3 นัดสุดท้าย จบที่อันดับ 15 มี 13 คะแนน อยู่เหนืออันดับ 25 ดีนาโม ซาเกรบ ทีมบนสุดของโซนตกรอบแค่ 2 คะแนน และต้องเตะรอบเพลย์ออฟกับเบรสท์

หลังผ่านคู่แข่งร่วมชาติ เปแอสเชเอาชนะลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลลา และอาร์เซนอล ก่อนพบ “เนรัสซูรี” ในรอบชิงชนะเลิศ

เริ่มยุคใหม่หลังการอำลาของเอ็มบัปเป

ประวัติศาสตร์บทใหม่ของเปแอสเชเริ่มขึ้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2024 เมื่อเอ็มบัปเปประกาศไม่ต่อสัญญาและจะอำลาสโมสรเมื่อสิ้นสุดซีซัน 2023-24 ก่อนย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ในฐานะฟรีเอเยนต์ของตลาดซัมเมอร์ เท่ากับสิ้นสุดยุคของ 3 ซูเปอร์สตาร์กองหน้าหลังจากเนย์มาร์กับเมสซีอำลาเมืองหลวงของฝรั่งเศสไปก่อนช่วงกลางปี 2023

ขอบคุณภาพจาก  https://talksport.com/football/3254694/nasser-al-khelaifi-lionel-messi-kylian-mbappe-neymar-psg-champions-league/

แม้ไม่มีเอ็มบัปเป ซึ่งทำ 256 ประตูจาก 308 นัดรวมทุกรายการนับตั้งแต่ยืมตัวจากโมนาโกในซีซัน 2017-18  แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของเปแอสเชภายใต้การคุมทีมปีที่ 2 ของเอ็นริเก

เอ็นริเก ซึ่งผู้คนในเปแอสเชขนานนามว่าเป็น “สถาปนิกแห่งวงการลูกหนัง” ใช้โอกาสที่ไม่มีดาราใหญ่อย่างเอ็มบัปเป โน้นน้าวนาสเซอร์ อัล-เคไลฟี ประธานสโมสร และหลุยส์ คัมโปส ที่ปรึกษาด้านฟุตบอล ให้เชื่อว่าเขาสามารถสร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยนักเตะอายุน้อยกว่า เก่งกว่า และมีความสามัคคีมากขึ้น

ความจริงแล้ว การเซ็นสัญญากับเอ็นริเกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 เปแอสเชมีสัญญาณชัดเจนว่าต้องการลบล้างวัฒนธรรมซูเปอร์สตาร์ของสโมสร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่น่าทึ่งเป็นตัวดึงดูดใจของยอดกุนซือชาวสเปน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชที่ยึดมั่นใน “จริยธรรมของทีม” (team ethic หรือ หลักการที่ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในทีมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ การเคารพ และประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน.

จูเลียน ลอเรนส์ ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลฝรั่งเศส ให้ความเห็นกับ บีบีซี สปอร์ต ว่า เปแอสเชต้องการใครสักคนที่สร้างทีมเพื่ออนาคตด้วยความอดทน และเอ็นริเกเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเต็งรายอื่นอย่างอันโตนิโอ คอนเต และโชเซ มูรินโญ ซึ่งต่างเป็นผู้ชนะและเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นทันที แต่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาอย่างแท้จริง ดังนั้นเอ็นริเกจึงเข้าได้กับสิ่งที่ปารีสต้องการ

ไร อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลวัย 60 ปี ซึ่งเคยเล่นให้เปแอสเชชุดแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1996 กล่าวว่า ฟุตบอลทุกวันนี้ ทีมที่สมบุรณ์แบบและมีโอกาสคว้าแชมป์รายการใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้เล่นที่มีพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังต้องการการทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์จากนักเตะทุกคน ทุกช่วงเวลาของแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุกหรือตั้งรับ ไม่ว่ามีบอลหรือไม่มีบอล

ในมุมมองของไร สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับการบริหารทีมของเอ็นริเก คือความจริงที่ว่าเอ็นริเกประสบความสำเร็จโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ด้วยกลุ่มผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทุกคนเข้าใจการวางแผนเชิงแทคติกอย่างดี และเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเอ็นริเก รวมถึงระบบการเล่นของเอ็นริเกก็มีประสิทธิภาพมาก

ขณะที่นอกสนามแข่งขัน เอ็นริเกยังเรียกร้องระดับการควบคุมทีมและนักเตะที่เคยหลุดลอยไปจากมือของผู้จัดการทีมคนก่อนหน้าอาทิ เอเมรี, ทูเคิล, โปเชตติโน และคริสตอฟ กัลติเยร์

ลอเรนส์พูดถึงประเด็นนี้ว่า เอ็นริเกเป็นผู้นำตัวจริงเสียงจริงของสโมสร ซึ่งที่ผ่านมาเคยตกอยู่ในมือของบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ ที่มีความคิดว่า หากไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำ จากนั้นก็เดินตรงเข้าหาประธานสโมสร นั่นเท่ากับบ่อนทำลายโค้ช ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว อำนาจของเอ็นริเกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเปแอสเช

ปิแอร์-เอเตียน มินอนซิโอ ผู้สื่อข่าวของเลกิ๊ป หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่า ผู้คนในเปแอสเชต่างรู้ดีว่าสโมสรมีปัญหาด้านอำนาจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัลติเยร์เป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสที่เก่ง แต่ขาดประสบการณ์ที่จะบังคับใช้มุมมองของตนเอง และไม่แกร่งพอที่จะเผชิญหน้าหรือพูดตรงๆกับเอ็มบัปเป เช่นเดียวกับโปเชตติโน ซึ่งหมกหมุ่นกับการรักษาความสงบในห้องแต่งตัว ทำให้ไม่เคยตัดสินใจอะไรที่ตรงข้ามกับเมสซีและเอ็มบัปเปเลย ต่างกับเอ็นริเก ซึ่งบอกกับสโมสรชัดเจนว่า ถ้าเขาเป็นนายใหญ่ เขาก็จะต้องทำตัวเป็นนายใหญ่

เอ็นริเกแค่ออกทริปปั่นจักรยานถ้าตกงาน

เป็นที่ทราบกันดีในเปแอสเช เอ็นริเกเป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงแม้กระทั่งกับตัวเองในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นตั้งนาฬิกาให้เตือนหากเขาไม่ได้ยืดเส้นยืดสายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายใดๆเป็นเวลา 30 นาที

เมื่อปี 2017 เอ็นริเกสามารถจบการแข่งขันแฟรงค์เฟิร์ต ไอออนแมน ชาลเลนจ์ ด้วยการว่ายน้ำ 2.4 ไมล์, ขี่จักรยาน 118ไมล์ และวิ่งฟูลมาราธอน ต่อมาในปี 2018 เอ็นริเกยังสามารถจบการวิ่งมาราธอน เดอ ซาเบลส์ สุดหฤโหดระยะทาง 115ไมล์เป็นเวลากว่า 6 วันในทะเลทรายซาฮารา

เอ็นริเกยังมีกิจวัตรประจำวันทุกเช้า คือเดินด้วยเท้าเปล่าบนสนามหญ้าของแคมปัส เปแอสเช สนามฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอุทิศตนต่อ earthing ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อร่างกายกับพื้นดินหรือพื้นผิวที่มีการเชื่อมต่อกับดินโดยตรง โดยเอ็นริเกมีความเชื่อว่า การทำเช่นนี้ช่วยให้เขาใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นและช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่แท้จริงของเอ็นริเกเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของซานา ลูกสาววัย 9 ขวบจากโรคมะเร็งกระดูกชนิดหายากในปี 2019

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/35205287/luis-enrique-daughter-xana-tribute-psg-champions-league/

เอ็นริเกเคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “แม้ร่างกายของเธอจากไปแล้ว แต่เธอไม่ได้ตายและยังคงอยู่กับพวกเรา เธออาจไม่ได้อยู่ ณ ที่ตรงนี้ในทางกายภาพ แต่เชิงจิตวิญญาณ เธอยังคงอยู่ที่นี่ เพราะทุกวัน เราได้คุยเกี่ยวกับเธอ เราหัวเราะซึ่งกันและกัน เรายังมีความทรงจำ เพราะผมเชื่อว่า ซานายังคงมองเห็นเรา”

นั่นทำให้เอ็นริเกสามารถไตร่ตรองถึงสัจธรรมของวงการฟุตบอลได้จากคำพูดที่เคยเอ่ยกับนักข่าวว่า “ผมไม่เคยกลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในวงการฟุตบอล ถ้าสโมสรต้องการไล่ผมออก ก็ไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นในวันต่อมา ผมก็จะออกทริปปั่นจักรยาน”

ทีมพลังหนุ่มไร้สตาร์ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน

ฟิล แมคนัลตี หัวหน้าทีมข่าว BBC Sport ที่รายงานนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก นำเสนอมุมมองว่า การจากไปของเอ็มบัปเปคือช่วงเวลาสดใสของเปแอสเช ทำให้สถานการณ์ของปาร์ก เดส์ แพรงซ์ เปลี่ยนไปแม้ดาวดังทีมชาติฝรั่งเศสมีการเล่นเวิลด์คลาส และเอ็นริเกเชื่อว่านี่เป็นโอกาสที่จะควบคุมวิธีการเล่นของทีมอย่างสมบูรณ์

ซีซัน 2024-25 จึงเป็นการเริ่มต้นในการควบคุม “ทีมใหม่” ตามความหมายอย่างแท้จริง โดยเอ็นริเกมุ่งเน้นไปที่พรสวรรค์ของนักเตะอายุน้อย ซึ่งเขาสามารถหล่อหลอมได้แทนการทำงานกับนักเตะดังที่มักขับเคลื่อนด้วยอัตตา

อดีตกุนซือบาร์เซโลนาและโรมายอมรับว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ฤดูกาลเพื่อยกระดับทีมให้ขึ้นสู่ความท้าทายรางวัลใหญ่สุดของทวีป ซึ่งการออกสตาร์ทลีกเฟสอย่างเชื่องช้าเป็นประจักษ์พยานที่ดี ถึงขั้นมีความคิดว่า ชัยชนะในแชมเปียนส์ ลีก อยู่นอกเหนือเป้าหมายของซีซัน

อย่างไรก็ตาม แมคนัลตีชี้ว่า ยุคใหม่ของเปแอสเชเริ่มต้นจริงๆเมื่อชนะแมนฯซิตี 4-2 ในนัดที่ 7 ของลีกเฟสเดือนมกราคม 2025 ท่ามกลางฝนกระหน่ำปารีส ซึ่งส่งผลให้ทีมของเอ็นริเกกลับมามีลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportscasting.com/uk/news/manchester-city-player-ratings-vs-psg-champions-league/

ขุมกำลังใหม่อย่างเดซิเร ดูเอ  และ แบรดเลย์ บาร์โคลา ทำผลงานได้โดเด่น อุสมาน เดมเบเล ซึ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาภายใน ลงเล่นเป็นตัวสำรองได้อย่างน่าทึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสามเปรียบเสมือนลูกตุ้มยักษ์ทำลายล้างคู่แข่งจากพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล, วิลลา และอาร์เซนอล จนผ่านไปเตะนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนท์ในอัลลิอันซ์ อารีนา

เปแอสเชยังเสริมแกร่งเมื่อได้ควิชา ควารัตสเคเลีย ที่ย้ายมาจากนาโปลีในเดือนมกราคม 2025 ด้วยค่าตัว 70 ล้านยูโรรวมแอดออนส์ ทำให้เอ็นริเกได้จิ๊กซอว์ครบทุกชิ้น

แพท เนวิน อดีตปีกทีมชาติสกอตแลนด์และนักวิเคราะห์ของ BBC Sport ชื่นชมแนวรุกทีมชาติจอร์เจียวัย 24 ปีว่ามีคุณสมบัติของปีกครบทุกข้อแถมยังมีเพิ่มให้ด้วย ควารัตสเคเลียชอบท้าทายคู่แข่งด้วยการโจมตีด้วยทริกและลูกเล่นมากมาย ทำในสิ่งเหลือเชื่อเพื่อทำลายแนวรับ ไม่เกรงกลัวใคร และสร้างความบันเทิงให้แฟนบอลเสมอ ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้ผู้เล่น 2 คนเพื่อตามประกบ ดึงผู้เล่นคนอื่นเข้ามาหา เป็นการสร้างพื้นที่ว่างให้กับเพื่อนร่วมทีม

ผู้สื่อข่าว BBC Sport เสริมด้วยว่า ดูเออาจเริ่มต้นช้า แต่เมื่อเล่นร่วมกับบาร์โคลาและเดมเบเล ซึ่งทั้งสามได้ประโยชน์จากการเอาใจใส่แบบตัวต่อตัวของเอ็นริเก เปแอสเชจึงได้ดาวดวงใหม่ที่เปี่ยมพรสวรรค์มาประดับทีมใหม่

ไรให้ความเห็นถึงสิ่งที่ประทับใจต่อกองหน้ายุคใหม่ของเปแอสเชว่า พวกเขาผสมผสานคุณภาพทางเทคนิค เข้ากับการน้อมนำแทคติกของโค้ช ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกาย และบุคลิภาพส่วนตัว แฟนบอลจึงได้เห็นการเลี้ยงบอลที่น่าเร้าใจและการสรรสร้างรูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจ

ถึงกระนั้นไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษ นักเตะทุกคนเท่าเทียมกันในสายตาของเอ็นริเก

กุนซือวัย 55 ปี เคยสั่งดร็อปเดมเบเลก่อนเกมแชมเปียนส์ ลีก ในบ้านของอาร์เซนอลเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เนื่องจากไม่พอใจระดับความทุ่มเทของเดมเบเลในการแข่งขันลีกเอิงกับแรนส์ แต่เดมเบเลสามารถกลับมาด้วยฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงและแรงพลักดันที่สดใหม่ มีส่วนสำคัญพาเปแอสเชชนะลีกเอิงและกุปเดอฟรองซ์ ก่อนทิ้งท้ายด้วยแชมเปียนส์ ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.okayafrica.com/ousmane-dembele-champions-league/

เปแอสเชมีผู้เล่นอายุเฉลี่ย 24 ปี 262 วัน เป็นทีมละอ่อนที่สุดในบรรดาสโมสรที่ผ่านรอบเพลย์ออฟของแชมเปียนส์ ลีก ซีซัน 2024-25 และด้วยสไตล์การเล่นไฮ-เพรสซิ่งที่เข้มข้นทำให้พวกเขารั้งอันดับ 1 ของทัวร์นาเมนท์ในสถิติหมวด shot-ending high turnovers หรือจังหวะการเล่นเกมรุกแดนบนแล้วจบด้วยการยิง ซึ่งหมายความว่า เปแอสเชสามารถใช้ไฮ-เพรสซิ่งกดดันคู่แข่งให้กลายเป็นการสร้างโอกาสเกมบุกได้บ่อยครั้งมาก

เอ็นริเกสามารถสร้างทีมเปแอสเชยุคใหม่ด้วยการผสมผสานพลังงานของนักเตะหนุ่มเข้ากับผู้เล่นเขี้ยวประสบการณ์อย่างกัปตันทีม มาร์กินญอส และผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมมา โดยใช้เวลาเพียงปีเดียวที่ไม่มีเอ็มบัปเป ให้ก้าวขึ้นยืนบัลลังก์ยุโรปเป็นสมัยแรกได้ราวกับปาฏิหาริย์ และนำถ้วยแชมเปียนส์ ลีก ไปยังกรุงปารีส

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

คันฉ่องส่อง “ชาบี อลอนโซ” ก่อนเริ่มงานโค้ชที่อาจกดดันที่สุดในโลก

ในวัย 49 ปี ชาบี อลอนโซ มิดฟิลด์ระดับตำนานทีมชาติสเปน เป็น 1 ในผู้จัดการทีมคลื่นลูกใหม่มาแรงที่สุดในทศวรรษนี้ เพียงปีแรกที่คุมทีมชุดใหญ่เต็มซีซัน สามารถพาไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ซึ่งได้รับฉายาเย้ยหยันว่า Neverkusen ครองแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเกือบ 120 ปี ล้มบัลลังก์ของบาเยิร์น มิวนิก ที่ครอบครองติดต่อกัน 11 ปี

ทีมของอลอนโซเกือบทำทริปเปิลแชมป์ในฤดูกาลนั้น 2023-24 เมื่อชนะไกเซอร์สเลาเทิร์นในรอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล แต่ได้เพียงรองแชมป์ยูโรปา ลีก เมื่อแพ้อตาลันตา

อลอนโซอำลาเลเวอร์คูเซนหลังจบซีซัน 2024-25 เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเรอัล มาดริด แทนคาร์โล อันเชลอตติ ที่เปลี่ยนงานไปคุมทีมชาติบราซิล โดยเซ็นสัญญา 3 ปี และจะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2025 พาลูกทีมโลส บลังโกส ร่วมแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก “คลับ เวิลด์ คัพ” กลางเดือนที่สหรัฐอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ ปรัชญาแนวคิดการทำงานของอลอนโซ อดีตขุนพลแชมป์โลก 2010 และแชมป์ทวีปยุโรป 2 สมัย จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

ทำตัวเหมือนผู้จัดการทีมตั้งแต่เป็นนักเตะ

มีนักฟุตบอลน้อยรายที่มีเอกสารแนะนำตัว CV (Curriculum Vitae) เทียบเท่าอลอนโซ ซึ่งไม่เพียงคว้าความสำเร็จมากมายกับยักษ์แห่งยุโรปอย่างลิเวอร์พูล, เรอัล มาดริด และบาเยิร์น มิวนิก แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของมิดฟิลด์ในยุคทองทีมชาติสเปนช่วงทศวรรษ 2010

อลอนโซยังอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกุนซือชั้นนำทั้งเป๊ป กวาร์ดิโอลา, อันเชลอตติ, โชเซ มูรินโญ และราฟา เบนิเตซ 

เพื่อนนักเตะมีความสุขที่ได้เล่นกับอลอนโซ สตีเวน เจอร์ราร์ด อดีตกัปตันทีมลิเวอร์พูล เคยยกย่องอลอนโซเป็นเซ็นทรัลมิดฟิลด์เก่งที่สุดที่ตัวเขาเคยร่วมเล่นด้วย

ข้ามเวลามายังปัจจุบัน ไม่ถึง 3 ปีแรกในชีวิตผู้จัดการทีมชุดใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นกับสโมสรแถวหน้าของลีกยุโรปท็อป 5 อลอนโซได้อำลาเลเวอร์คูเซนเพื่อกลับไปต้นสังกัดเก่า และรับงานที่อาจมีความกดดันมากที่สุดในโลก 

เรอัล มาดริด อ้าแขนรับอลอนโซจากการพาเลเวอร์คูเซนชนะเลิศบุนเดสลีกา ซีซัน 2023-24 ด้วยสถิติไร้พ่าย (ชนะ 28 นัด เสมอ 6 นัด) ด้วยสไตล์การเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจ มีระดับความเข้มข้นสูง และเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ

บอร์ฆา อิเกลเซียส ศูนย์หน้าทีมเรอัล เบตีส ซึ่งถูกเลเวอร์คูเซนยืมตัวในตลาดเดือนมกราคม 2024 กล่าวกับ ESPN ว่า ชาบีเป็นโค้ชยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยร่วมงาน และจากที่นักข่าว ESPN สอบถามความเห็นอดีตนักเตะหลายคนที่เคยร่วมงานกับอลอนโซต่างพูดชื่นชมในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม บางคนไม่แปลกใจที่กุนซือใหม่ป้ายแดงประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

ขอบคุณภาพจาก  https://www.irishmirror.ie/sport/soccer/soccer-news/xabi-alonso-claims-rafael-benitez-10242865

เมื่อเบนิเตซรับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลในฤดูร้อนปี 2004 อลอนโซเป็นผู้เล่นคนแรกที่เขาซื้อเข้ามา จากเรอัล โซเซียดาด ด้วยค่าตัว 10.5 ล้านปอนด์ และเพียง 9 เดือนต่อมา อลอนโซเป็นผู้ทำประตูตีเสมอ 3-3 ในนาทีที่ 60 ก่อนลิเวอร์พูลชนะเอซี มิลาน 3-2 ในการดวลจุดโทษของนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05

ราฟา เบนิเตซ ให้สัมภาษณ์ ESPN ว่า “ปกติแล้วมักจะมีลูกทีมบางคนในทีมที่คุณมองว่าสามารถเป็นโค้ชได้ในอนาคต ด้วยการมองจากทัศนคติและสภาพจิตใจของพวกเขา ชาบีเป็นนักเตะที่ฉลาดคนหนึ่ง เป็นคนประเภทที่คุณรู้สึกว่า เฮ้! นายคนนั้นจะเป็นโค้ชได้แน่ แต่ดีแค่ไหน คงยากที่จะรู้”

ลุยส์ การ์เซีย นักวิเคราะห์เกมของ ESPN ซึ่งย้ายมาค้าแข้งในแอนฟิลด์วันเดียวกับอลอนโซ เล่าว่า “อลอนโซทำตัวเหมือนเป็นผู้จัดการทีมตั้งแต่สมัยเล่นกับลิเวอร์พูล เขาจะบอกให้เพื่อนยืนตำแหน่งที่ถูกต้องและต้องทำอะไร”

“อลอนโซเป็นส่วนขยายของผู้จัดการทีมทั้งหลุยส์ อราโกเนส (ทีมชาติสเปน) และเบนิเตซ เขามักยืนตรงตำแหน่งที่ถูกต้องเสมอ เข้าใจดีว่าโค้ชต้องการอะไร อลอนโซเป็นคนแบบถ้าเป็นโค้ช ต้องทำงานได้ดีแน่ๆ นิสัยของเขาเก่งเรื่องจัดการกับสถานการณ์ สมัยเป็นผู้เล่นเขาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มาก เรียนรู้จากยอดกัปตันทีมและยอดโค้ช”

เริ่มชีวิตโค้ช 4 ปีแรกในระดับยู14 และทีมสำรอง

หลังแขวนสตั๊ดเมื่อจบซีซัน 2016-17 กับบาเยิร์น อลอนโซไม่ใช้เวลานานเพื่อเบนเข็มทิศสู่อาชีพโค้ช เริ่มจากเข้าคอร์สโค้ชไลเซนส์ เอ และ บี ของยูฟาในเดือนเมษายน 2018 ใช้เวลา 6 เดือนเรียนหลักสูตรเข้มข้นที่สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลสเปน (RFEF) ร่วมห้องเรียนเดียวกับ ชาบี เอร์นานเดซ ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดการทีมบาร์เซโลนาระหว่างปี 2021–2024 และราอูล กอนซาเล ซึ่งเพิ่งพ้นตำแหน่งผู้จัดการทีมสำรองของเรอัล มาดริด เมื่อพฤษภาคม 2025

ปลายปี 2018 อลอนโซก็รับงานแรก เป็นโค้ชให้ทีมยู14ของเรอัล มาดริด ซึ่งลูกทีม 2 คนจากชุดในซีซัน 2018-19 คือ ฆาโกโบ รามอน และ เชมา อันเดรส ได้รับการโปรโมทขึ้นทีมชุดใหญ่ของมาดริดในฤดูกาล 2024-25 ที่เพิ่งจบลง ขณะที่อเล็กซ์ ฆีเมเนซ ถูกเอซี มิลาน ยืมตัวไปเล่นให้ทีมยู19 ในตลาดซัมเมอร์ปี 2023 มีโอกาสลงสนามเซเรีย อา 3 นัด ทำให้ “รอสโซเนรี” ประทับใจจนใช้ออปชันซื้อขาดคว้าตัวไปเล่นในซีซัน 2024-25 ด้วยค่าตัว 5 ล้านยูโร 

การ์เซียพูดถึงอดีตเพื่อนร่วมทีมว่า “สำหรับผมแล้ว นั่นเป็นการก้าวเดินด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นบุคลิกของอลอนโซอยู่แล้ว เขาไม่เคยเร่งรัดหรือข้ามขั้นตอนในอาชีพ ผมมั่นใจว่ามีหลายทีมพร้อมรับเขาไปคุมทีม แต่เขาตัดสินใจเลือกทำงานกับอะคาเดมีของมาดริดเป็นอันดับแรก ตามด้วยทีมสำรองของโซเซียดาด (ปี 2019) ซึ่งต่างเป็นทีมที่เขารู้จักดี ทั้งยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ ตัดสินใจว่าควรทำอะไร และสามารถทำผิดพลาดได้”

อลอนโซเริ่มต้นเล่นระดับซีเนียร์กับทีมสำรองของโซเซียดาด (1999–2000) ในลีกเซกุนดา ก่อนเลื่อนขึ้นทีมชุดใหญ่ (2000–2004) ช่วยโซเซียดาดเป็นรองแชมป์ลา ลีกา และย้ายไปเล่นให้ลิเวอร์พูล (2004–2009) ตามด้วยเรอัล มาดริด (2009–2014) และบาเยิร์น (2014–2017) 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.dailymail.co.uk/sport/football/article-9393707/Xabi-Alonso-left-mark-Real-Sociedad-leave-soon-build-legacy.html

หลังทำงานในอะคาเดมีของมาดริด อลอนโซจับงานใหญ่ขึ้น คุมทีมสำรองของโซเซียดาดในเดือนมิถุนายน 2019 ซึ่งตอนนั้น อเล็กซ์ เพตซาร์โรมัน แบ็คขวาทีมเดปอร์ติโว ลา คอรุนญา สโมสรในเซกุนดาปัจจุบัน อยู่ในทีมแล้ว 

“อลอนโซเป็นไอดอลเสมอที่ลา เรอัล” เพตซาร์โรมันรำลึกอดีต “ความรู้สึกแรกของผมคือ ว้าว! เรามีโค้ชเป็นอดีตแชมป์โลกและได้แชมป์หลายรายการ ก็มีบางคนกังวลเหมือนกันว่าเขาเป็นคนแบบไหน แต่พอทำงานด้วยกันจริงๆ ทุกอย่างก็ง่ายมาก”

ที่สเปน ทีมสำรองลงแข่งในโครงสร้างลีกเดียวกับทีมชุดใหญ่ เพียงแต่ไม่สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นลีกเดียวกัน โดยซีซันแรกของอลอนโซ “ซานเซ” (Sanse) จบที่อันดับ 5 ของเซกุนดา ดิวิชัน บี แต่ซีซันต่อมา 2020-21 ซานเซคว้าแชมป์และถูกโปรโมทคืนสู่เซกุนดาหรือลีกเทียร์ 2 ของสเปนเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และยังเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรด้วย

เพตซาร์โรมัน ซึ่งเป็นกัปตันทีมซานเซขณะนั้น กล่าวด้วยว่า “อลอนโซใกล้ชิดกับนักเตะ เป็นคนที่เข้าถึงง่าย ทุกคนต่างพูดถึงเขาในทางที่ดี ผมยังจำวันเก่าๆตอนเลื่อนดิวิชันได้ มีอารมณ์ร่วมมากมาย”

“ก่อนหน้าปีนั้นผมเอ็นไขว้หัวเข่าฉีก แต่อลอนโซเป็นโค้ชที่ดึงศักยภาพสูงสุดและฟอร์มดีที่สุดของผมออกมา บทสนทนาระหว่างเราในสนามหลังจากได้สิทธิเลื่อนชั้น ยังคงอยู่กับผมจนถึงทุกวันนี้”

แบ็คขวาทีมลา คอรุนญา ระบุว่า อลอนโซแสดงปรัชญาการเป็นโค้ชออกมาตั้งแต่ตอนนั้น “ทีมของอลอนโซต้องการบอลและเล่นไดเรคด้วย ทีมต้องเข้าเพรสทันทีที่เสียบอลด้วยความเข้มข้น นั่นคือสิ่งที่เขาบอกพวกเราบ่อยมากที่สุด เขามีไอเดียมากมายในหัว ต้องการให้ทีมเล่นอย่างไร โดยมีรูปแบบหลากหลาย แต่หลักการสำคัญที่สุดคือเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น”

ไม่แปลกใจเลยที่เพตซาร์โรมันพูดเช่นนั้น เพราะเป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากนักเตะที่เรียนรู้วิชาโค้ชจากกวาร์ดิโอลา, มูรินโญ และอันเชลอตติ ซึ่งปรากฏให้เห็นคนละนิดคือ แทคติกที่ยืดหยุ่น ความละเอียดถี่ถ้วน และการบังคับบัญชา แต่ยังเป็นผู้จัดการทีมที่มีความคิดเฉียบแหลมและไม่โอ้อวด”

“เราคุยกันในวันหนึ่ง อลอนโซบอกว่าวิธีที่ผมฝึกซ้อมยังไม่ดีพอ ผมจำเป็นต้องซ้อมทุกวันให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เพื่อไปถึงจุดสูงสุด เขาบอกว่าผมมีศักยภาพมาก แต่วิธีฝึกซ้อมไม่ได้ดึงมันออกมาทั้งหมด ซึ่งเป็นคำพูดที่ผุดขึ้นมาในหัวผมบ่อยครั้ง ผมจึงเปลี่ยนวิธีซ้อม ไม่ทำอะไรสบายๆหรือผ่อนคลาย ผมเริ่มทุ่มเทให้กับมันมากขึ้น” เพตซาร์โรมันเปิดใจถึงคำพูดของอลอนโซนที่เค้นศักยภาพสูงสุดออกมาจากตัวเขา

ทีมสำรองของโซเซียดาดตกไปอยู่ดิวิชัน บี ในซีซันต่อมา 2021-11 แต่ไม่มีใครตำหนิหรือโยนความผิดให้อลอนโซ ซึ่งทุกคนรับรู้ถึงสไตล์คุมทีมที่เหมือนเงาสะท้อนสถานภาพนักเตะของเขาคือ เทคนิคที่ดึงดูดสายตา และเน้นแทคติก 

หลังจาก 3 ปีที่กลับมาใช้ชีวิตในซาน เซบาสเตียน เป็นเวลาที่อลอนโซต้องก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

เปลี่ยน Neverkusen เป็นแชมป์บุนเดสลีกาไร้พ่าย

เลเวอร์คูเซนเป็นหนึ่งในสโมสรต้นแบบ ผลิตนักเตะดีๆออกมาต่อเนื่องและมักมีฤดูกาลที่ดีเสมอ แต่ไม่เคยสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ ในประวัติศาสตร์กว่า 1 ศตวรรษก่อนมาของอลอนโซ ถ้วยรางวัลที่ Neverkusen ได้สัมผัสมีเพียง เดเอฟเบ โพคาล 1993 และยูฟา คัพ 1988 โดยช่วงพีคสุดคือระหว่างปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้น 2010 เคยเป็นรองแชมป์บุนเดสลีกา 5 สมัย และอันดับ 2 แชมเปียนส์ ลีก 2002 

นั่นหมายถึง อลอนโซใช้เวลาแค่ 1 ปีครึ่งในการล้างสมญานาม Neverkusen

ขอบคุณภาพจาก  https://www.getfootballnewsgermany.com/2024/xabi-alonso-comments-on-what-it-means-to-win-the-bundesliga/

บิล คอนเนลลีย์ นักข่าวอีกคนหนึ่งของ ESPN เล่าว่า อลอนโซใช้เวลาไม่นานพาเลเวอร์คูเซนพ้นโซนตกชั้นหลังรับตำแหน่งเมื่อตุลาคม 2022 ก่อนสร้างลายเซ็นให้กับสไตล์ฟุตบอล แต่ยังเก็บแนวคิดแทคติกที่ซับซ้อนเอาไว้ใช้ในพรีซีซันในปี 2023 วางแผนซ้อมพิเศษเพื่อสร้างระบบการเล่นที่เน้นการครองบอล (possession-based system) ซึ่งนำไปสู่ดับเบิลแชมป์เมื่อจบซีซัน 2023-24 คือบุนเดสลีกาไร้พ่ายและเดเอฟเบ โพคาล ทั้งยังเป็นรองแชมป์ยูโรปา ลีก

ปีต่อมา อลอนโซไม่สามารถรักษาผลงานระดับนั้นได้ก็ตาม เสียถาดแชมป์กลับไปให้บาเยิร์น, แพ้อาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ รอบตัดเชือกถ้วยเยอรมัน และตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย แชมเปียนส์ ลีก ด้วยน้ำมือบาเยิร์น

คอนเนลลีย์อธิบายรูปแบบการเล่นของเลเวอร์คูเซนว่า อลอนโซวางหลักการบางอย่างที่ไม่สามารถต่อรองได้ ทุกคนไม่เคยเห็น Die Werkself จ่ายบอลยาวอย่างรีบเร่ง แต่ยังมีความยืดหยุ่นของแทคติก ทีมจบเกมด้วยการครองบอลต่ำกว่า 50% ประมาณ 20% ของโปรแกรมแข่ง และครองบอลมากกว่า 65% ราว 32% ของทั้งหมด

เลเวอร์คูเซนยุคอลอนโซทำแต้มเฉลี่ย 2.19 คะแนนต่อนัดเมื่อครองบอลน้อยกว่า 50% และนัดละ 2.15 คะแนนเมื่อครองบอลเหนือ 50% นั่นหมายถึง possession-based system ของทีมมีประสิทธิภาพสูง ทั้งที่ทีมสามารถเคาน์เตอร์แอทแทคได้แต่กลับไม่ทำ พร้อมอาจสร้างแรงกดดันฝ่ายตรงข้ามด้วย counter-pressing และ high defensive line แต่กลับทำเช่นนั้นเฉพาะเมื่อมีโอกาสเท่านั้น

แต่คอนเนลลีย์ชี้ว่า บางทีความยืดหยุ่นทางแทคติกอาจส่งผลเสียได้เช่นกัน อลอนโซคิดมากกับการจัดตัวผู้เล่น่ในบางครั้ง เช่นเปลี่ยนแผนจากหลัง 3 เป็นหลัง 4 ในเกมกับบาเยิร์นและบอลยุโรปหลายนัด ซึ่งให้ผลลัพธ์ต่างกันไป และหากแผน เอ ไม่ทำงาน เลเวอร์คูเซนจะหันไปพึ่งพาการเล่นที่ดุเดือดเข้มข้นเสมอ โดยทีมของอลอนโซมีผลต่างประตู +32 ตั้งแต่นาทีที่ 80ขึ้นไป รวมถึงประตูได้ 34 และเสีย 5 รวมทุกรายการในซีซัน 2023-24 และยังรักษาสถิติไร้พ่ายได้สำเร็จแม้โดนคู่แข่งรุกกระหน่ำช่วงทดเวลาเจ็บ นั่นแสดงถึงโปรแกรมฝึกซ้อมสร้างความฟิตของทีมงานมีผลอย่างมากในการต่อสู้ท้ายเกม ส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อมั่นของลูกทีมที่มีต่อโค้ชที่ผลักดันให้ทีมผ่านพ้นวิกฤติของเกมไปได้

การเสริมนักเตะเป็นอีกปัจจัยสำคัญ อลอนโซเซ็นสัญญากับกรานิต ชากาในปี 2023 เพื่อมาเป็นเจ้าทัพในแดนกลาง ด้วยประสบการณ์ของอดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล พร้อมการสนับสนุนจากคู่ปราการหลังที่แข็งแกร่ง อย่างโจนาธาน ทาห์ และเอ็ดมอนด์ แท็ปโซบา บวกกับตัวรุก วิคเตอร์ โบนิเฟซ, เฌเรมี ฟริมปง และฟลอเรียน เวิร์ตซ์ จนดูเหมือนอลอนโซมีทรัพยากรบุคคลที่เข้าได้สมบูรณ์แบบกับวิสัยทัศน์ของตนเอง เนื่องจากก่อนการมาของกุนซือวัย 49 จากสเปน ฟริมปงและ อเลฆานโดร กริมัลโด วิงแบ็ค 2 ฝั่ง ไม่เคยสร้างผลงานได้ระดับนั้นให้กับเลเวอร์คูเซนเลย ขณะที่เวิร์ตซ์ก็มีพัฒนาการรุดหน้าเมื่อได้ทำงานร่วมกับอลอนโซ

เลเวอร์คูเซนฝากอนาคตในมือผู้จัดการทีมรุกกี

อลอนโซเป็นนักเตะเวิลด์คลาสอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ไม่ได้หมายความจะเป็นผู้จัดการทีมที่ดี ทำไมเลเวอร์คูเซนกล้าเสี่ยงกับอลอนโซ ซึ่งมีประสบการณ์โค้ชเพียง 4 ปี แถมเป็นเพียงทีมยู14 และทีมสำรอง

ขณะเซ็นสัญญาอลอนโซ เลเวอร์คูเซนอยู่อันดับ 17 ของตารางลีกเมืองเบียร์ ซีซัน 2022-23 แต่ไซมอน โรล์ฟส์ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการของสโมสร ดูเหมือนตระหนักว่าได้พบคนที่มีจิตวิญญาณเหมือนกัน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sandiegouniontribune.com/2024/02/10/leverkusen-de-xavi-alonso-golea-3-0-bayern-munich-y-abre-brecha-de-5-puntos-en-cima-de-bundesliga/

โรล์ฟส์ให้สัมภาษณ์ ESPN เมื่อปีที่แล้วว่า “สโมสรมีข้อมูลที่ดีอยู่แล้ว มีการวิเคราะห์ว่าเขาเล่นอย่างไร ทำฟุตบอลสไตล์ไหน สามารถคาดหวังอะไรได้บ้าง เหมาะกับนักเตะของเราหรือเปล่า บุคลิกภาพส่วนบุคคล เขาเป็นคนอย่างไร และการสนทนาส่วนตัวระหว่างเราก็ยืนยันเรื่องนี้”

“อลอนโซสามารถได้ประสบการณ์ที่นี่ เราในฐานะสโมสรสามารถสนับสนุนเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เราเป็นสโมสรที่ดีและมั่นคง เรามีทีมงานโค้ชที่ดี ซึ่งสามารถช่วยเหลือเขาได้ ส่วนผม ด้วยสถานภาพตามตำแหน่ง ผมต้องให้การสนับสนุนเขาอยู่แล้ว”

ขณะที่คนอื่นๆในสโมสรต่างเชื่อมั่นเช่นกันว่า ออราที่ออกมาจากอลอนโซและประสบการณ์ในฐานะนักเตะ รวมถึงการเป็นกองกลางที่เฉลียวฉลาดมาก และรู้จักการเล่นในตำแหน่งต่างๆ ทำให้อลอนโซเป็นตัวเลือกสมบูรณ์แบบสำหรับเลเวอร์คูเซน แม้เพิ่งเป็นการก้าวขึ้นอีกระดับหนึ่งของอาชีพโค้ช

เฟอร์นันโด คาร์โร ซีอีโอของเลเวอร์คูเซน กล่าวกับ ESPN เมื่อปีที่แล้วเช่นกันว่า “ไซมอนและชาบีมีมุมมองฟุตบอลคล้ายกัน คือต้องการเป็นฝ่ายคอนโทรลเกม ทั้งคู่เป็นมิดฟิลด์ที่เล่นตำแหน่งเดียวกัน สิ่งที่ทำให้ผมเชื่อมั่นคือ ทักษะการวิเคราะห์ของชาบี วิธีที่เขาวิเคราะห์สถานการณ์ สิ่งที่เขาคิดว่ามีความจำเป็น สิ่งที่เขาเรียนรู้จากโค้ชคนอื่นๆที่แตกต่างกัน ผมพอใจที่ชาบีเป็นคนฝักใฝ่เรียนรู้เสมอ และความสามารถของเขาในการนำประสบการณ์นักฟุตบอลมาใช้กับบทบาทโค้ช เขาทั้งฉลาด ใจเย็น และทะเยอทะยาน”

เพราะความทะเยอะทะยานนำพาอลอนโซก้าวขึ้นในระดับที่สูงขึ้นกับเรอัล มาดริด ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นสโมสรยักษ์ใหญ่ ขณะที่เลเวอร์คูเซนเป็นทีมชั้นนำที่กระหายความสำเร็จ แต่ “โลส บลังโกส”  คาดหวังความสำเร็จตลอดเวลา “ถ้าทีมไม่ชนะ คุณต้องไป ไม่ว่าเป็นใคร” อลอนโซเป็นอดีตนักเตะมาดริดคนที่ 7 ที่รับตำแหน่งใหญ่ในเบร์นาเบว และซีเนอดีน ซีดาน เป็นคนเดียวที่คุมทีมนานกว่า 1 ปีครึ่ง

อลอนโซเปิดใจขณะคุมทีมเลเวอร์คูเซนว่า “สิ่งที่เป็นกุญแจดอกสำคัญสำหรับผมที่เยอรมนีคือนักฟุตบอล ผมได้รับความเชื่อมั่นจากพวกเขา พวกเขามอบสิทธิพิเศษให้ผม ‘ใช่ เราต้องการเดินตามคุณ’ พวกเขาต่างมั่นใจว่า ‘ใช่ มันจะได้ผล’ พวกเขาเดินตามด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำ”

แต่กับมาดริด ทีมที่อุดมไปด้วยดาวเตะฝีเท้าดีที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง เช่นเดียวกับประธานสโมสรผู้แข็งกร้าว อลอนโซจะได้รับอิสระและมีลูกทีมที่ศรัทธาและยอมทำตามอย่างที่เลเวอร์คูเซนหรือไม่

แต่มองโลกแง่ดี อลอนโซมีประสบการณ์ที่มาดริดทั้งฐานะผู้เล่นและโค้ช ย่อมรู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไร และต้องทำอะไร เมื่อบวกกับบุคลิกที่มั่นใจในตัวเองกับตัวอย่างที่ผ่านมา บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า อลอนโซเป็นโค้ชที่มีศักยภาพสูงแม้ระยะเวลาทำทีมยังไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม คอนเนลลีย์มองว่า ความยืดหยุ่นทางแทคติกยังเป็นเรื่องยากสำหรับอลอนโซในมาดริดเมื่อเทียบกับเลเวอร์คูเซน เพราะมีแนวรุกระดับบัลลงดอร์ถึง 3 คนคือ คีลิยัน เอ็มบัปเป, วินีซิอุส จูเนียร์ และจูด เบลลิ่งแฮม

นั่นหมายถึงอลอนโซยังมีเรื่องต้องแก้ไข ปรับปรุง และพัฒนาพอสมควร แม้กระทั่งอันเชลอตติยังยอมรับหลังประกาศอำลาตำแหน่งหลังจบซีซัน 2024-25 ว่า ตัวเขาไม่สามารถจัดทีมนี้ให้มีประสิทธิภาพได้ ปัญหาอยู่ที่การจัดสมดุล ซึ่งอเล็กซ์ เคิร์กแลนด์ ผู้สื่อข่าว ESPN มองว่าเป็นการหาวิธีใส่เอ็มบัปเปให้ลงตัวในทีมที่มีวินีซิอุส, เบลลิ่งแฮม และโรดรีโกอยู่แล้ว โดยไม่ส่งผลเสียหายต่อความสมบูรณ์ของระบบเกมรับ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportscasting.com/uk/news/real-madrid-vincius-kylian-mbappe-relationship/

เคิร์กแลนด์ยังชี้ถึงงานท้าทายใหญ่ที่สุดสำหรับอลอนโซอาจเป็นการหาจุดลงตัวระหว่างเอ็มบัปเปและวินีซิอุส ซึ่งต่างชอบเล่นฝั่งซ้ายของแนวรุก ทั้งสองต้องร่วมกันทำหน้าที่ฟรอนท์ทูอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสัญญาณดีจากแฮททริกของเอ็มบัปเปในแมตช์แพ้บาร์ซา 3-4 (11 พ.ค.2025) รวมถึง 2 แอสซิสต์จากวินีซิอุส แต่ยังมีปัญหาสำคัญอยู่ที่การทำงานนอกบอลของทั้งสอง ซึ่งโดนวิจารณ์ว่าเป็นนักเตะเอาท์ฟิลด์ 2 คนที่ใช้เวลามากที่สุดไปกับการเดินไปเดินมาบนสนามลาลีกาฤดูกาลนี้

แต่แฟนบอลไม่ต้องรอให้ถึงเกมอุ่นเครื่องพรีซีซันหรือฤดูกาลหน้าเปิดฉาก เพื่อจะได้เห็นว่าอลอนโซจะนำมาดริดไปสู่สไตล์การเล่นรูปแบบไหน เพราะ “โลส บลังโกส” มีคิวลงแข่งขันชิงแชมป์สโมสรโลกที่สหรัฐอเมริกา โดยอยู่กลุ่ม เอช ของกรุ๊ปสเตจ พบกับอัล ฮิลาล, ปาชูกา (เม็กซิโก) และเรดบูล ซัลซ์บวร์ก ซึ่งหากมาดริดยืนอันดับ 1 ของกลุ่ม จะผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ 16 ทีมสุดท้าย พบกับอันดับ 2 ของกลุ่ม จี ซึ่งมีแมนฯซิตี, ยูเวนตุส, วีแดด เอซี (โมร็อกโก) และ อัล ไอน์ (ยูเออี)

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

LIVE AND LEARN โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ ผู้นำพาเลซชิงถ้วยเอฟเอกับแมนฯซิตี

คริสตัล พาเลซ สโมสรฟุตบอลอายุเกือบ 120 ปีแห่งเซลเฮิร์สท์ ลอนดอนใต้ มีเกียรติประวัติสูงสุด แชมป์ลีกเทียร์ 2 ซีซัน 1978-79 และ 1993–94 รวมถึงรองแชมป์เอฟเอ คัพ 2 สมัย ซึ่งแพ้ต่อแมนฯยูไนเต็ดทั้ง 2 ครั้ง

ฤดูกาล 1989-90 พาเลซขึ้นนำ 2 ครั้ง ก่อนเสมอ 3-3 เมื่อจบเกม 120 นาที ต้องเตะรีเพลย์อีก 5 วันถัดมา ซึ่งแมนฯยูไนเต็ดชนะ 1-0 จากประตูนาทีที่ 59 ของลี มาร์ติน เป็นแชมป์รายการแรกของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งช่วยให้ตำนานผู้จัดการรอดพ้นจากการโดนปลด

ฤดูกาล 2015-16 พาเลซยังคงเป็นฝ่ายนำ และแมตช์ต้องต่อเวลาอีกครั้งหลังเสมอ 1-1 ก่อนที่แมนฯยูไนเต็ดปิดจ็อบสำเร็จ เจสซี ลินการ์ด ทำประตูชัยนาทีที่ 110 

ฤดูกาล 2024-25 วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2025 พาเลซจะเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ เป็นครั้งที่ 3 และเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามคือ แมนเชสเตอร์ แต่หนนี้เป็นแมนฯซิตี

ถ้าล้มทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ได้สำเร็จ “ดิ อีเกิลส์” ไม่เพียงสัมผัสถ้วยเก่าแก่สมัยแรก ยังได้สิทธิร่วมแข่งขันยูโรปา ลีก ฤดูกาลหน้า

ผู้จัดการทีมที่อาจสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้พาเลซมีชื่อว่า โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือวัย 50 ปีจากออสเตรีย

เริ่มต้นสวย พาเลซล้มลิเวอร์พูลแมนฯยูไนเต็ด

ว่างงานเกือบ 1 ปีหลังไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ยกเลิกสัญญาเมื่อจบซีซัน 2022-23 กลาสเนอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทีมพาเลซ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2024 แทนรอย ฮอดจ์สัน แต่ไม่ได้คุมทีมข้างสนามในวันนั้น ซึ่งพาเลซเสมอ 1-1 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน เพียงเฝ้าดูบนอัฒจันทร์เคียงข้างสตีฟ แพรีช ประธานสโมสร มอบหน้าที่ให้แพดดี แมคคาร์ธี

ขอบคุณภาพจาก  https://www.reddit.com/r/soccerbanners/comments/1awbbbt/austrian_oliver_glasner_has_taken_over_as_crystal/

กับการคุมทีมลงสนามพรีเมียร์ลีกนัดแรก วันที่ 24 กุมภาพันธ์ กลาสเนอร์พาทีมชนะเบิร์นลีย์ 3-0 ในเซลเฮิร์สท์ พาร์ค และยังสามารถหยุดสถิติไร้พ่ายในแอนฟิลด์ของลิเวอร์พูลไว้ที่ 29 นัดด้วยชัยชนะ 1-0 เมื่อ 14 เมษายน

แค่นั้นยังไม่พอ พาเลซยังอัดแมนฯยูไนเต็ดพังพาบ 4-0 ในเซลเฮิร์สท์ พาร์ค เมื่อ 6 พฤษภาคม และปิดฉากซีซันด้วยฟอร์มข่มวิลลา 5-0 เก็บชัยชนะ 6 นัดจาก 7 นัดสุดท้าย จบด้วยอันดับ 10 ซึ่งสูงสุดในยุคพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งที่ 2 หลังจากขึ้นๆลงๆอันดับ 14-15 ระหว่างต้นธันวาคมถึงปลายเมษายน อีกทั้งกลาสเนอร์ยังช่วยให้พาเลซเก็บแต้มสะสมได้ 49 คะแนน

ลูกทีม 4 คนของกลาสเนอร์ยังโชว์ฟอร์มเข้าตาแกเรธ เซาธ์เกต ซึ่งใส่ชื่อในทีมชาติอังกฤษชุดยูโร 2024 ได้แก่ เอเบเรชี เอเซ, มาร์ก เกฮี, อดัม วอร์ตัน และดีน เฮนเดอร์สัน เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีก

แต่การคุมทีมเต็มซีซันครั้งแรกของกลาสเนอร์ พาเลซออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-25 ย่ำแย่ ชนะนัดเดียวจาก 13 เกมแรก เสมอและแพ้อย่างละ 6 นัด ก่อนยกระดับผลงานขึ้นมา เคยขึ้นไปถึงอันดับ 11 ส่วนบอลถ้วย พาเลซตกรอบ 8ทีมสุดท้าย คาราบาว คัพ เมื่อแพ้อาร์เซนอล 2-3 แต่ได้ชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับแมนฯซิตี

กลาสเนอร์อาจไม่ใช่ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกที่ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักในอังกฤษ และถูกนำเสนอข่าวสารมากนัก แต่เรื่องราวและปรัชญาการทำงานของเขาก็น่าสนใจใม่ใช่น้อย

ความผิดพลาดทำให้นักเตะก้าวหน้า

ว่ากันว่าเมื่อครั้งกลาสเนอร์รับงานที่เซลเฮิร์สท์ ข้อความแรกที่ส่งไปยังนักเตะพาเลซคือ “อย่ากลัวที่จะทำผิดพลาด”เนื่องจากกุนซือออสเตรียตระหนักว่า ฟุตบอลเป็นเกมที่สร้างขึ้นมาจากความผิดพลาด และผู้เล่นจะเติบโตก้าวหน้าอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อปราศจากความกลัว

เคนเนดี บัวเต็ง เซ็นเตอร์แบ็ควัย 28 ของดีนาโม บูคาเรสต์ ซึ่งเคยเล่นให้กลาสเนอร์ที่แอลเอเอสเค ช่วยยืนยันแนวคิดข้างต้นว่า “สำหรับนักฟุตบอลหนุ่มๆ แนวคิดนี้ถือว่าดีมาก กลาสเนอร์เป็นโค้ชที่ใกล้ชิดลูกทีมและอนุญาตให้ทำผิดพลาดได้ ขณะที่ความอิสระเป็นเรื่องดีเพราะเปิดโอกาสให้เรียนรู้โดยปราศจากความกลัว ซึ่งมักเกิดขึ้นเวลาทำผิด”

ปรัชญาดังกล่าวมาจากประสบการณ์ “เฉียดตาย” ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของกลาสเนอร์ ซึ่งแขวนสตั๊คขณะอายุ 37 ปีเพราะเลือดออกในสมอง ดังนั้นเมื่อหันเข็มทิศชีวิตมาเป็นโค้ช กลาสเนอร์จึงสัญญากับตัวเองว่า นี่ไม่ใช่เพียงงาน แต่ยังต้องสนุกด้วย

กลาสเนอร์เริ่มเส้นทางนักฟุตบอลกับ SV Riedau ก่อนเข้าร่วม SV Ried ทีมในดิวิชัน 2 ของออสเตรียในปี 1993 ขณะอายุ 19 ปี 

เอสเฟา รีด เลื่อนขึ้นไปยังออสเตรียน บุนเดลีกา ในปี 1995 และชนะเลิศออสเตรียน คัพ ซีซัน 1997-98 แต่เมื่อทีมตกลงไปดิวิชัน 2 ในปี 2003 กลาสเนอร์ย้ายไปเล่นให้แอลเอเอสเคในลีกสูงสุดด้วยสัญญายืมตัว ก่อนกลับมา เอสเฟา รีด ซึ่งโปรโมทขึ้นลีกสูงสุดในปี 2005 และได้แชมป์ออสเตรียน คัพ อีกสมัยในซีซัน  2010-11

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/34725201/oliver-glasner-premier-league-crystal-palace-fa-cup/

31 กรกฎาคม 2011 กลาสเนอร์มีแผลแตกเหนือตาและมีอาการกระทบกระเทือนทางสมองเล็กน้อยขณะแย่งโหม่งระหว่างแข่งขันบอลลีกกับราปิด เวียนนา แต่ยังร่วมเดินทางกับทีม ซึ่งมีคิวเตะยูโรปา ลีก นัดที่ 2 ของรอบคัดเลือก รอบ 3 กับบรอนด์บี 

อาการเลือดออกในสมองกำเริบขึ้นเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2011 หลังการฝึกซ้อม กลาสเนอร์ถูกส่งเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉิน แม้พ้นขีดอันตรายแต่กลาสเนอร์ประกาศอำลาวงการตามคำแนะนำของแพทย์เมื่อ 23 สิงหาคม 2011 ด้วยสถิติลงสนามบอลลีกกว่า 500 นัดตลอดระยะเวลา 16 ปีในฐานะผู้เล่นกองหลัง

ไม่เพียงปรัชญาการใช้ชีวิต แต่แนวคิดการทำงานของกลาสเนอร์ก็ให้ประโยชน์แก่เช่นกัน

สนับสนุนให้นักเตะปลดปล่อยตัวตนออกมา

หลังยุติอาชีพนักฟุตบอล กลาสเนอร์ได้รับข้อเสนอให้ทำหน้าผู้ช่วยโค้ชที่เอสเฟา รีด ในปี 2012 แต่ ปีเตอร์ โวเกิล ซึ่งตอนนั้นเป็นประธานสโมสรกิตติมศักดิ์ของเอสเฟา รีด และซีอีโอของเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ได้ดึงเขามาเป็นผู้ช่วยฝ่ายบริหารและรับผิดชอบด้านกีฬา

กลาสเนอร์เคยขอโอกาสจาก ราล์ฟ รังนิก เพื่อทำหน้าที่โค้ช และเดือนกรกฎาคม 2012 ก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของ โรเจอร์ ชมิดท์ ในทีมชุดใหญ่ของซัลซ์บวร์ก แต่หลังจากร่วมคว้าแชมป์ลีกและบอลถ้วย ซีซัน 2013-14 กลาสเนอร์ก็ไม่ได้ตามไปทำงานกับชมิดท์ที่ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน แต่ตอบรับตำแหน่งผู้จัดการทีม เอสเฟา รีด ซีซัน 2014-15 

ฤดูกาลถัดมา กลาสเนอร์ย้ายไปทำงานให้สโมสรเก่าอีกแห่งคือ แอลเอเอสเค ควบตำแหน่งผู้จัดการทีมและผู้อำนวยการด้านกีฬา สามารถพาทีมขึ้นไปเล่นลีกสูงสุดในการคุมทีมปีที่ 2 และจบอันดับ 4 ออสเตรียน บุนเดสลีกา ซีซัน 2017-18 ได้สิทธิเล่นยูโรปา ลีก รอบคัดเลือก รอบที่ 3 ซึ่งเป็นการคืนสังเวียนยุโรปของทีมนับจากปี 2000 

กลาสเนอร์พาแอลเอเอสเคเป็นรองแชมป์ลีก ซีซัน 2018-19 ได้สิทธิเล่นแชมเปียนส์ ลีก รอบคัดเลือก รอบที่ 3 ซึ่งทำให้ เยิร์ก ชมัดท์เคอ เห็นแวว จึงดึงตัวไปคุมทีมโวล์ฟส์บวร์กในบุนเดสลีกาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019

ขอบคุณภาพจาก  https://www.common-goal.org/Stories/Glasner-Joins-Common-Goal2020-07-27

เคนเนดี บัวเต็ง อดีตลูกทีมของกลาสเนอร์ที่แอลเอเอสเค กล่าวถึงอดีตนายใหญ่ที่เปลี่ยนจากทีมเล็กๆให้กลายเป็นทีมแนวหน้าว่า กลาสเนอร์ใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ เปรียบเสมือนพ่อคนที่ 2 เวลาอยู่ในโรงอาหาร ซึ่งเป็นคนละคนกับตอนอยู่ในสนามฟุตบอล สนใจอยากรู้แบ็คกราวน์ของผู้เล่นเพื่อทำความเข้าใจในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง

“สำหรับคนที่มาจากแอฟริกาอย่างผม ย่อมอยากได้ใครสักคนที่เป็นเหมือนพ่อ โดยเฉพาะพวกเราที่เพิ่งมาอยู่ยุโรปเป็นครั้งแรก เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เขาไม่ได้ปฏิบัติต่อพวกเราทุกคนเหมือนกันหมด แต่จะปรับแต่งให้เข้ากับแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องทำอะไรเหมือนๆกัน แต่ทุกคนจะรู้สึกมีส่วนร่วม”

กลาสเนอร์ยังเป็นคนเดิมที่สนามซ้อมเบคเคนแฮมของพาเลซ สนับสนุนให้แต่ละคนแสดงความออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง และยืนยันให้ทุกคนทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในงานที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอล สตาฟฟ์โค้ช หรือแม้แต่พนักงานในครัว

บทเรียนจากการขัดแย้งแรงที่โวล์ฟส์บวร์ก

บุนเดสลีกาถือเป็นก้าวกระโดดสำหรับอาชีพโค้ชของกลาสเนอร์ พาโวล์ฟส์บวร์กจบอันดับ 7 ในปีแรก ได้โควตายูโรปา ลีก ซึ่งเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย และจบอันดับ 4 ในปีที่ 2 ได้โควตาแชมเปียนส์ ลีก แต่กลับแยกทางกับสโมสรเมื่อจบซีซัน 2020-21 เนื่องจากมีความขัดแย้งกับชมัดท์เคอ ผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร และลูกทีมขาใหญ่บางคน

กลาสเนอร์ประสบปัญหาระเบียบวินัยในห้องแต่งตัว จนทุกอย่างถึงจุดระเบิด เป็นกุนซือที่เลือกเป็นฝ่ายก้าวเท้าออกจากโวล์ฟส์บวร์ก โดย โจชัว กุยลาโวกุย กัปตันทีมขณะนั้น ซึ่งตอนนี้เล่นกับทีมลีดส์ ถึงกับลั่นวาจาว่า ตัวเขาดีใจที่กลาสเนอร์ออกไป

ทอม เดสโบโรห์ นักข่าวเยอรมัน ให้ความเห็นว่า มันจบได้แปลกมากขณะที่ทีมมีช่วงเวลาที่ดีมาก กลาสเนอร์ทำผลงานในสนามได้เยี่ยม แต่มีปัญหาส่วนตัวกับชมัดท์เคอ รวมถึงกุยลาโวกุย ซึ่งเหตุผลคงเป็นเพราะดร็อปกัปตันทีมเป็นผู้เล่นสำรอง

“แต่ผมเชื่อว่า กลาสเนอร์ได้บทเรียนจากเรื่องเหล่านี้ และนำมันติดตัวไปที่แฟรงค์เฟิร์ต”

ยอมรับไม่ได้หากใช้อีโกกับทีมและส่วนรวม

เดือนพฤษภาคม 2021 แฟรงค์เฟิร์ตประกาศชื่อกลาสเนอร์เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ด้วยสัญญา 3 ปีจนถึง 30 มิถุนายน 2024 ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้น กุนซือออสเตรียนให้คำมั่นสัญญาว่า จะมอบความเคารพและอิสระแก่นักเตะ แต่ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้

กลาสเนอร์เคยให้สัมภาษณ์กับ The High Performance Podcast ว่า “ในชีวิตหนึ่ง ถ้าคุณลงทุนกับอะไรบางอย่างและมุ่งสมาธิอยู่กับมัน ก็จะได้รับรางวัลในที่สุด”

“ทุกคนต่างมีอัตตา (ego) ผมบอกกับนักเตะว่าให้ใช้มันเพื่อทีม ถ้าขัดแย้งกับผมด้วยอัตตา ไม่มีปัญหา แต่ถ้าใช้กับทีม เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้”

กลาสเนอร์เริ่มต้นไม่ดีนักในเยอรมนี แพ้วาลด์ฮอฟ มานน์ไฮม์ คู่แข่งระดับเทียร์ 3 ตกรอบแรก เดเอฟเบ โพคาล และลงไปอยู่ใกล้โซนตกดิวิชันในเดือนพฤศจิกายน 2021 หลังจากชนะนัดเดียวจาก 10 นัดแรก แต่เป็นชัยชนะเหนือบาเยิร์น มิวนิก 2-1 ในอัลลิอันซ์ อารีนา 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bundesliga.com/en/bundesliga/news/eintracht-frankfurt-oliver-glasner-method-uefa-europa-league-final-glory-glasgow-rangers-19883

แต่ระหว่างพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2021 แฟรงค์เฟิร์ตชนะ 6 นัดจาก 7 นัด ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับ 6 เมื่อจบครึ่งแรกของซีซัน 2021-22 แต่ครึ่งหลัง ฟอร์มขึ้นๆลงๆ จบซีซันด้วยอันดับ 11 แต่กลาสเนอร์ทำผลงานได้เยี่ยมบนสังเวียนยุโรป ชนะเรอัล เบติส, บาร์เซโลนา และเวสต์แฮมในรอบน็อคเอาท์ เข้าถึงรอบชิงขนะเลิศ ยูโรปา ลีก และชนะเรนเจอร์สในการดวลจุดโทษ 5-4 พร้อมได้สิทธิเล่นแชมเปียนส์ ลีก เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1960

ก่อนนัดชิงชนะเลิศที่เซบีญา ประเทศสเปน แหล่งข่าวใกล้ชิดเปิดเผยว่า กลาสเนอร์ใช้เวลาส่วนตัวกับสมาชิกทุกคนในทีม รวมถึงเจ้าหน้าที่ดูแลชุดแข่ง เพื่อบอกว่า ทีมได้รับชัยชนะแล้วจากการมาถึงจุดนี้ เพราะสำหรับกลาสเนอร์แล้ว การเดินทางมีความสำคัญกว่าจุดหมายปลายทาง

กลาสเนอร์แยกทางกับแฟรงค์เฟิร์ตหลังจบซีซัน 2022-23 ก่อนหมดสัญญา 1 ปี โดย “ดิ อีเกิลส์” แพ้ไลป์ซิก 0-2 ในรอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล, จบอันดับ 7 ของบุนเดสลีกาหลังจากรั้งอันดับ 4 เมื่อจบครึ่งแรกของซีซัน และตกรอบ 16 ทีม แชมเปียนส์ ลีก

การหย่อนยานด้านระเบียบวิยันทำให้ห้องแต่งตัวพัง

ที่ประเทศอังกฤษ กลาสเนอร์พัฒนาพาเลซให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังคุมทีมแทนฮอดจ์สันกลางกุมภาพันธ์ 2024 และได้ตอกย้ำความเชื่อเรื่อง “ระเบียบวินัยเป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้”

ต้นซีซัน 2024-25 กลาสเนอร์เคยสัญญาจะให้โอกาสลงสนามกับ ร็อบ โฮลดิง ในแมตช์กับเวสต์แฮม แต่เปลี่ยนแผนเมื่อพาเลซตามหลังอยู่ 0-2 สร้างความไม่พอใจให้อดีตเซ็นเตอร์แบ็คทีมชาติอังกฤษ ยู 21 ซึ่งย้ายมาจากอาร์เซนอลในตลาดซัมเมอร์ปี 2023 แต่ได้เล่นแค่นัดเดียวนับจากนั้น

หลังการแข่งขัน โฮลดิงไม่ยอมวอร์มดาวน์กับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งกลาสเนอร์ไม่สามารถปล่อยผ่านได้ จึงลงโทษให้โฮลดิงแยกฝึกซ้อมคนเดียว และเพิ่มโทษให้ไปฝึกซ้อมกับทีมอะคาเดมีหลังจากไม่ได้รับคำขอโทษของโฮลดิง ก่อนส่งไปให้เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สโมสรแชมเปียนชิพ ยืมตัวในครึ่งหลังของซีซัน 2024-25

เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงานแถลงข่าว กลาสเนอร์กล่าวว่า “ตอนนี้ร็อบกำลังฝึกซ้อมเป็นรายบุคคลอยู่ เราจะคุยกัน เขารู้สาเหตุ แต่เรื่องนี้ยังเป็นเพียงเรื่องระหว่างเราเท่านั้น”

มีรายงานจากแหล่งข่าววงในด้วยว่า บอร์ดบริหารพยายามเข้ามาแทรกแซงความขัดแย้งดังกล่าว แต่กลาสเนอร์ยังคงยืนหยัดการตัดสินใจเพราะตระหนักดีว่า การต่อรองเรื่องนี้จะนำไปสู่การล่มสลายของบรรยากาศภายในห้องพักนักกีฬา

กลาสเนอร์ชุบชีวิตและทำให้พาเลซต่างไปจากเดิม

แม้ออกสตาร์ทฤดูกาลนี้ด้วยความลำบาก แต่กลาสเนอร์ยังพาพาเลซเข้าชิงชนะเลิศถ้วยเอฟเอเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2016 และสามารถรักษาสถานภาพในพรีเมียร์ลีกของทีมเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน พร้อมทั้งชนะใจสตีฟ แพรีช ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนเอาใจยากได้สำเร็จ โดยประธานสโมสรกล่าวถึงกลาสเนอร์ว่า “ทำให้พวกเราทุกคนมีความคิดที่ต่างไปจากเดิม”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/34725201/oliver-glasner-premier-league-crystal-palace-fa-cup/

บุรุษที่เคยเผชิญเหตุการณ์เฉียดตาย กลับเป็นผู้มอบชีวิตให้กับ “ดิ อีเกิลส์” ตอนนี้ และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ กลาสเนอร์ไม่ได้มาที่พาเลซเพื่อพาทีมเอาตัวรอดเท่านั้น แต่กำลังสร้างบางอย่างที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

จาก Miss Slot นักฟุตบอลเสื้อไม่เปื้อน สู่แชมป์ของโค้ชป้ายแดงพรีเมียร์ลีก

อาร์เนอ สลอต สามารถพาลิเวอร์พูลครองแชมป์พรีเมียร์ลีกเพียงปีแรกที่รับงานแทนเยอร์เกน คลอปป์ ตำนานผู้จัดการทีม ซึ่งเคยทำสำเร็จ 1 ครั้งระหว่างชีวิต 9 ปีในแอนฟิลด์ ทำให้สลอตเป็นกุนซือดัตช์คนแรกที่ชนะเลิศลีกเทียร์ 1 ประเทศอังกฤษ

สลอตเกิดในหมู่บ้าน Bergentheim ในเขตเทศบาลเมือง Hardenberg ทางตะวันออกของประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อ 17กันยายน 1978 ไม่ถึง 3 เดือนหลังจากทีมอัศวินสีส้มแพ้เจ้าภาพ อาร์เจนตินา 1-3 ในนัดชิงชนะเลิศเวิลด์ คัพ ครั้งที่ 11

สลอตเริ่มเส้นทางชีวิตนักฟุตบอลกับทีมสมัครเล่น วีวี แบร์เกนไธม์ (VV Bergentheim) ก่อนย้ายมาอยู่ พีอีซี ซโวลเล (PEC Zwolle) และได้เล่นทีมชุดใหญ่ขณะอายุ 17 ปีเมื่อปี 1995 ซึ่งสลอตได้ฉายาว่า Miss Slot เพราะสภาพร่างกายไร้ความฟิต เกียจคร้าน เชื่องช้า เป็นนักฟุตบอลประเภทเสื้อไม่เปื้อน

ยอง เอเวอร์เซ (Jan Everse) โค้ชตอนนั้นของซโวลเล ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในชีวิตนักเตะของสลอต ยอมรับว่า ความสัมพันธ์ช่วงแรกกับมิดฟิลด์หนุ่มไม่ดีนัก

เอเวอร์เซ ซึ่งปัจจุบันอายุ 71 ปี ให้สัมภาษณ์กับ SunSport ว่า “ไม่มีใครเล่นบอลจังหวะเดียวได้แบบอาร์เนอ แต่ถ้าเป็นเรื่องร่างกาย เขาไม่เร็ว เวลาวิ่งจึงดูเหมือนขี้เกียจ ถ้าวันไหนอากาศแย่ สนามเต็มไปด้วยโคลน เนื้อตัวอาร์เนอสะอาดเสมอ ชนิดเอาเสื้อกลับไปแขวนตู้ได้เลย แต่หากส่งบอลให้เขา เกือบทุกครั้งเลยนะจะต้องมีอะไรเกิดขึ้น เขามีเทคนิคดีมากๆ”

“แต่ผมต้องพูดตรงๆกับเขาว่า ‘อาร์เนอ นายเป็นนักฟุตบอลเก่งที่สุดของฉัน แต่ปัญหาคือ คู่แข่งของนายกลับเป็นนักฟุตบอลที่เหนือกว่า ถ้าจะเล่นให้ซโวลเล นายต้องเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกว่าคู่แข่ง แต่ฉันมองแบบนั้นไม่เห็นเลย นายมีงานต้องทำมากเพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้ร่างกาย นายง่ายๆ สบายๆ และเกียจคร้านมากเกินไป”

ขอบคุณภาพจาก https://www.thesun.co.uk/sport/34632087/arne-slot-liverpool-journey-home-town/

ด้วยเหตุนี้ เอเวอร์เซจึงตั้งฉายาให้มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 17 ว่า Juffrouw Slot หรือ Miss Slot (นางสาวสลอต) ในภาษาอังกฤษ ยืนยันด้วยสไตล์การเล่นของสลอต ซึ่งไม่เคยเข้าแทคเกิลหนักๆเลย

อดีตโค้ช ซึ่งเคยติดทีมชาติ 2 นัดช่วงทศวรรษ 1970s หรือยุค Total Football ของทีมชาติฮอลแลนด์ กล่าวต่อ “จากนั้น อาร์เนอก็เริ่มฝึกซ้อมอย่างหนัก”

“เราเริ่มความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่ดีนัก อาร์เนอไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนาม ซึ่งแน่นอนทำให้เขาโกรธผม แต่อาร์เนอกล้าพอที่จะตระหนักถึงเหตุผล ซึ่งเขาเป็นแบบนั้นอยู่ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าตนเองเป็นคนเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset) ของอาร์เนอในการเป็นนักฟุตบอลที่ดี อย่างชีวิตช่วงแรกที่บาดเจ็บ เขามั่นใจจะต้องได้เล่นทันทีเมื่อกลับมาฟิตอีกครั้ง แต่ความจริงคือต้องรอถึง 1 ปีครึ่ง”

“ผมพูดกับผู้ช่วยหลังเห็นการซ้อมของเขาว่า ‘อีก 2-3 เดือน อาร์เนอจะกลายเป็นนักฟุตบอลอย่างที่พวกเราต้องการ’ เนื่องจากเขามีความอดทนมากขึ้น”

เมื่อสภาพร่างกายสมบูรณ์ อาร์เนอก็มีทักษะทางกีฬาเพิ่มขึ้น มีไดนามิกมากขึ้น กลายเป็นตัวจริงและไม่เคยถูกเอเวอร์เซดร็อปเป็นตัวสำรอง จนกระทั่งปี 2002 ซโวลเลคว้าแชมป์เอร์สเตอดีวีซี และกลับขึ้นมาเล่นเอเรอดีวีซีหลังจากหายไป 13 ปี และปีเดียวกัน สลอตได้ย้ายไปอยู่กับ เอ็นเอซี เบรดา (NEC Breda) 

ได้ปรัชญาจากนิทาน “ชาวสะมาเรียผู้ใจบุญ”

แบร์เกนไธม์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆมีประชากรเพียง 3,500 คน อยู่ใกล้กับเส้นทางรถไฟสาย เอ็มเมน-ซโวลเล (Emmen-Zwolle) ที่มีผู้คนพลุกพล่าน และมีคลองกั้นอยู่ เมืองมีเพียงโบสถ์ 2 หลัง, ซูเปอร์มาร์เก็ต 1 แห่ง, โรงเรียนประถมศึกษา 2แห่ง และเป็นบ้านของทีมฟุตบอลท้องถิ่น วีวี แบร์เกนไฮม์ ซึ่งสลอตใช้ชีวิตที่นี่ช่วงทศวรรษ 1980s 

สลอตมักเดินประมาณ 1 ไมล์และข้ามสะพานในหมู่บ้านเพื่อไปสนามกีฬา Sportpark Moscou เล่นฟุตบอลจนกระทั่งเข้าตาแมวมองของซโวลเลเมื่ออายุ 12 ขวบ และได้ทำงานกับเอเวอร์เซ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/34632087/arne-slot-liverpool-journey-home-town/

แต่ก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหลายปีที่คนดังของตระกูลสลอตในแบร์เกนไธม์คือ อาร์เอน์ด (Arend Slot) พ่อของเขา ซึ่งเป็นอดีตครูใหญ่ และเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกว่าลูกชาย เคยติดทีมฟุตบอลสมัครเล่นดัตช์ ซึ่งเกือบผ่านไปเล่นฟุตบอลในมอนทรีออล โอลิมปิก ปี 1976 ปัจจุบันสลอตซีเนียร์ชมการแข่งขันของลิเวอร์พูลทางโทรทัศน์ และเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของ วีวี แบร์เกนไธม์ ซึ่งติดภาพของเขาบนผนังห้องบอร์ดบริหารสโมสร

เบิร์ท ไนเยนฮาวส์ (Bert Nijenhuis) วัย 66 ปี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานสโมสร 7 ปี และเคยเล่นฟุตบอลกับอาร์เอน์ด กล่าวว่า “เราล้วนภูมิใจในตัวลูกชายของอาร์เอน์ด อาร์เนอทั้งฉลาด รอบรู้ แข็งแกร่งเชิงแทคเกิล และมีหัวใจรักกีฬาฟุตบอลมากๆ เขายังเป็นพวกทุ่มเทให้การทำงาน มีระเบียบวินัยสูง และสามารถพัฒนาผู้เล่นให้ดีขึ้นได้ อาร์เนอจะปล่อยให้ลูกทีมทำในสิ่งที่พวกเขาเก่งในเรื่องนั้นๆ”

“คุณพ่อยังเป็นโค้ชของเขาด้วย อาร์เนอมักนั่งอยู่ในการประชุมของทีมตั้งแต่เด็กๆและคอยฟังว่าคุณพ่อพูดอะไร พวกเราเป็นแค่คนธรรมดาๆในหมู่บ้านแสนเรียบง่าย แต่สิ่งที่อาร์เนอทำอยู่ตอนนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความเคารพ นับถือ และยกย่องมาก”

มีชาวแบร์เกนไธม์บางส่วนเสนอให้สร้างรูปปั้นเป็นเกียรติแก่สลอตจูเนียร์ในหมู่บ้านเนื่องจากพาลิเวอร์พูลครองแขมป์พรีเมียร์ลีก

ไนเยนฮาวส์ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า “รูปปั้นเหรอ แต่เมื่อปี 1945 มีคนเสียชีวิตมากมายในสงครามที่ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเรา ผู้คนแบบนั้นต่างหากที่สมควรได้รับเกียรตินั้น แล้วผมก็ไม่คิดว่าอาร์เนอต้องการรูปปั้นตัวเองนะ เขาเป็นคนถ่อมตัว เขามักไปโบสถ์ของหมู่บ้านพร้อมกับพ่อแม่พี่น้อง และจากไบเบิล คุณเรียนรู้ว่าควรรับมือกับโลกนี้อย่างไร”

อดีตประธานสโมสรแบร์เกนไธม์ย้อนอดีตว่า สลอตในวัย 12 สนใจนิทานอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจบุญ

หมายเหตุ : the Good Samaritan เป็นอุปมาของพระเยซูที่ปรากฏในพระวรสารนักบุญลูกา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนักเดินทาง (โดยนัยแล้วเข้าใจได้ว่าเป็นชาวยิว) ผู้ถูกโจรแย่งชิงเสื้อผ้า ถูกทุบตี และถูกทิ้งไว้ข้างทางในสภาพเกือบตาย แต่ได้รับการเพิกเฉยจากนักเดินทางที่ผ่านมา จนกระทั่งมีชาวสะมาเรียมาพบเข้า แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วชาวสะมาเรียและชาวยิวไม่ถูกกัน แต่ชาวสะมาเรียคนนี้กลับเข้าไปช่วยเหลือนักเดินทาง 

พระเยซูทรงเล่าอุปมานี้เพื่อตอบคำถามที่ท้าทายจากผู้เชี่ยวชาญบัญญัติในบริบทของบัญญัติเอกว่า “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?” และสรุปได้ว่า บุคคลที่เป็นเพื่อนบ้านในอุปมาเรื่องนี้ คือผู้ที่แสดงความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ไนเยนฮาวส์เสริมว่า นิทานอุปมาเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสลอตจูเนียร์ ซึ่งตระหนักว่า มนุษย์ควรให้ความเคารพซึ่งและกัน ไม่ก่อสงคราม แต่สร้างความสงบสุข

“เมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนา อาร์เนอก็ประทับใจและซาบซึ้งเรื่องราวนี้มาก ทำให้อาร์เนอกลายเป็นคนที่เท้าอยู่บนพื้นทั้ง 2ข้าง (เป็นคนไม่ลืมตัว มีทัศนคติที่สมเหตุสมผล)”

นับ 1 ถึง 10 เสมอก่อนพูดอะไรออกไป

เอเวอร์เซ อดีตแบ็คซ้ายของเฟเยนูร์ดและอาแจ็กซ์ เชื่อเสมอว่าสลอตจะทำผลงานในอังกฤษได้ดีกว่าเอริก เทน ฮาก กุนซือร่วมชาติ ซึ่งถูกแมนฯยูไนเต็ดปลดเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว

“ความฉลาดของอาร์เนอทำให้เขานับ 1 ถึง 10 ก่อนจะพูดอะไรออกมา เขารู้แก่ใจเสมอว่ากำลังสื่อสารอะไรออกไป”

แต่คนอย่างเฮดโค้ชวัย 46 ปียังเคยน็อตหลุด ถูกไล่ออกและโดนแบน 2 นัด พร้อมเสียค่าปรับ 7 หมื่นปอนด์โทษฐานพูดคำไม่เหมาะสมกับกรรมการ ไมเคิล โอลิเวอร์ หลังจบเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี เสมอเอฟเวอร์ตัน 2-2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/43813982/everton-vs-liverpool-three-red-cards-shown-full-brawl

ไนเยนฮาวส์ยอมรับว่านั่นเป็นครั้งเดียวที่สลอตปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ ตามปกติแล้วสลอตเป็นคนสงบนิ่ง

เอเวอร์เซเสริมถึงอดีตลูกทีมว่า “อาร์เนอมีปรัชญาที่ดี ผมรู้เพราะเป็นปรัชญาของผม นั่นคือคุณต้องเตรียมตัวนักเตะให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน เพื่อที่ว่าจะไม่แปลกใจต่ออะไรที่เกิดขึ้นในสนาม และคุณต้องฝึกจิตใจของตัวเอง เพราะคุณเล่นฟุตบอลด้วยสมอง”

สไตล์การโค้ชของสลอตได้รับการพัฒนาขณะทำหน้าที่ผู้ช่วยโค้ชของคัมบูร์ (Cambuur) และอาแซด อัลค์มาร์ (AZ Alkmaar) ซึ่งเคยจบอันดับ 2 ต่อจากอาแจ็กซ์ระหว่างปี 2016 – 2020 ก่อนรับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชทีมเฟเยนูร์ดเมื่อเดือนธันวาคม 2020 

ซีซันแรก สลอตพาเฟเยนูร์ดผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายของแชมเปียนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี และต่อมาในซีซัน 2021-22 ยังได้ชิงชนะเลิศ คอนเฟอเรนซ์ ลีก แต่แพ้ต่อทีมโรมาของโชเซ มูรินโญ ตามด้วยแชมป์เอเรอดีวีซี ซีซัน 2022-23 สิ้นสุดการครองบัลลังก์ 3 สมัยติดต่อกันของอาแจ็กซ์ (มีการยกเลิกซีซัน 2019-20 เพราะการระบาดของโควิด) และแชมป์ดัตช์ คัพ ซีซัน 2023-24

สลอตคุมทีมเฟเยนูร์ดนัดสุดท้ายเมื่อ 19 พฤษภาคม 2024 ชนะเอสบีวี เอ็กเซลซิเออร์ 4-0 ปิดฉากด้วยตำแหน่งอันดับ 2 ลีกเนเธอร์แลนด์ 

ก่อนหน้านั้นในเดือนเมษายน 2024 มีรายงานว่า ลิเวอร์พูลบรรลุข้อตกลงกับสลอตเพื่อคุมทีมแทนคลอปป์ในซีซัน 2024-25 ก่อนมีข่าวยืนยันอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม โดยสลอตจะเริ่มทำงานวันที่ 1 มิถุนายนจากเหตุล่าช้าเรื่องใบอนุญาตทำงานในอังกฤษ

เอเวอร์เซเคยทำนายว่าสลอตจะประสบความสำเร็จทันทีที่เมอร์ซีย์ไซด์ “ก่อนเปิดซีซัน ผมพูดไว้ว่า อาร์เนอเป็นโค้ชที่ดีกว่าคลอปป์ และอย่างที่เรามักกล่าวกันในฮอลแลนด์ คุณต้องมีโชคด้วย และโค้ชเก่งๆทุกคนมักดวงดี”

นอกจากแชมป์พรีเมียร์ลีก ทีมของสลอตยังเป็นรองแชมป์คาราบาว คัพ ซึ่งแพ้นิวคาสเซิลในรอบชิงชนะเลิศ และมีสถิติอันดับ 1 รอบลีกเฟสของแชมเปียนส์ ลีก ก่อนแพ้ต่อปารีส แซงต์-แยร์กแมงในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ขอบคุณภาพจาก  https://sports.yahoo.com/making-arne-slot-more-intelligent-161743723.html

ระหว่างทำงานในอังกฤษ สลอตมักหาโอกาสพาลูกๆ ยูป (Joep) กับ อิซา (Isa) และภรรยา มีร์ยัม (Mirjam) กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ญาติพี่น้อง และใช้โอกาสสอนเด็กๆในฟุตบอลคลินิกของ วีวี แบร์เกนไธม์ แต่การเดินทางกลับบ้านเกิดครั้งหน้า เขาจะมีเหรียญรางวัลพรีเมียร์ลีกไปให้ชาวเมืองสัมผัสด้วย

ไนเยนฮาวส์ อดีตประธานสโมสรแบร์เกนไธม์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความปรารถนายิ่งใหญ่ของพวกเราคือ อยากเห็นลิเวอร์พูลแข่งกับแบร์เกนไธม์ที่นี่สักครั้ง มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง จะเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ของเมืองนี้แน่นอน”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ฟอเรสต์ ของจริงหรือภาพลวงตา ย่ำรอยเท้าทีมเลสเตอร์ 2015-16

สัปดาห์เดียวกับที่แมนฯซิตีแพ้บอร์นมัธ 1-2 และอาร์เซนอลแพ้นิวคาสเซิล 0-1 ส่งผลให้ทั้งสองตามหลังจ่าฝูง ลิเวอร์พูล 2 และ 7 คะแนนตามลำดับ หลังจากพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-24 แข่งขัดนัดที่ 10

ทีมที่แทรกอยู่เป็นอันดับ 3 ตามแมนฯซิตี 4 คะแนน และนำอาร์เซนอล 1 คะแนน ไม่ใช่ “บิ๊ก 6” อย่างแมนฯยูไนเต็ด, เชลซี หรือสเปอร์ส แม้กระทั่งทีมที่มาแรงอย่างวิลลาหรือไบรท์ตัน แต่เป็น “นอตติงแฮม ฟอเรสต์” ซึ่งหนีการตกชั้นได้ฉิวเฉียดเมื่อซีซันที่ผ่านมา

เริ่มมีคำถามว่า ฟอเรสต์ ซึ่งกลับขึ้นมาเล่นลีกสูงสุดเป็นปีที่ 3 จะสร้างประวัติศาสตร์ได้เหมือน “เลสเตอร์ ซิตี” เมื่อปี 2016หรือไม่

ตอนนี้ ฟอเรสต์ยืนแป้นอันดับ 3 ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 หลังจากชนะพรีเมียร์ลีกติดต่อกัน 3 นัดเป็นครั้งแรกนับจากปี 1999 โดยชนะพาเลซ 1-0, ชนะเลสเตอร์ 3-1 และชนะเวสต์แฮม 3-0

การลงสนาม 10 นัดแรกของฟอเรสต์เป็นเสมือนภาพเลสเตอร์บนกระจกเงาเมื่อครั้ง “เดอะ ฟอกซ์” คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก2015-16 ทั้งที่เคยถูกวางแต้มต่อ 5,000-1 โดยฟอเรสต์และเลสเตอร์ต่างออกสตาร์ทด้วยชัยชนะ 5 นัด, เสมอ 4 นัด และแพ้เพียง 1 นัด ต่างกันตรงที่ฟอเรสต์เก็บคลีนชีทได้มากกว่าทีมของเคลาดิโอ รานิเอรี ทำไว้เมื่อ 9 ปีที่แล้ว 3 นัด และมีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า 7 ลูก

ขณะที่ คริส วูด กองหน้าวัย 32 ปี สวมร่างทรงของเจมี วาร์ดี ทำ 8 ประตูจาก 10 นัด รั้งอันดับ 2 ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกร่วมกับ ไบรอัน เอ็มเบอโม ของทีมเบรนท์ฟอร์ด เป็นรอง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ทีมแมนฯซิตี 3 ประตู อีกทั้งฟอเรสต์ยังเสียแค่ 7ประตู น้อยเป็นอันดับ 2 รองจากลิเวอร์พูล 1 ประตู 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/articles/c8rxrg8n1j4o

วูดและมิเลนโควิชสร้างอิมแพค 2 ฝั่งสนาม

พรีเมียร์ลีก 2023-24 วูดทำ 14 ประตู เป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร นำอันดับ 2 คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย 6 ประตู ถึงกระนั้นฟอเรสต์ยังพยายามเสริมเขี้ยวเล็บในแดนหน้าในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่พลาด 2 เป้าหมายสำคัญได้แก่ เอดดี เอนเคเทียห์ ซึ่งย้ายจากอาร์เซนอลไปอยู่พาเลซ และ ซานติอาโก ฆิเมเนซ ซึ่งตัดสินใจอยู่เฟเยนูร์ดต่อไป

นูโน เอสปิริโต ซานโต ผู้จัดการทีม เคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า “ในตลาดซื้อขาย เรามองหาหลายตัวเลือกที่สามารถช่วยทีมได้ หัวใจหลักคือมองหานักเตะที่สามารถพัฒนาทีม และคนนั้นต้องการเล่นให้ทีมเราด้วย เป็น 2ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมาก”

แต่ฟอร์มต้นซีซันของวูดช่วยปัดเป่าความหวั่นวิตกของฟอเรสต์ให้หายไปได้ระดับหนึ่ง เพราะ 14 ประตูจากพรีเมียร์ลีก 10นัดแรก เป็นผลงานของสไตรเกอร์ทีมชาตินิวซีแลนด์ถึง 8 ประตู 

นับตั้งแต่ย้ายจากนิวคาสเซิลมาร่วมทีมฟอเรสต์อย่างถาวรในเดือนมิถุนายน 2023 วูดทำ 22 ประตูจาก 30 นัดที่ลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีก ซึ่ง 19 ประตูจากจำนวนดังกล่าวเกิดขึ้นนับจากกุนซือโปรตุกีสเข้ามาคุมทีมเจ้าป่าในเดือนธันวาคม 2023 และมีเพียงฮาลันด์คนเดียวที่ทำสกอร์ที่ไม่ใช่ลูกโทษมากกว่า 18 ประตูที่วูดทำได้นับตั้งแต่วันที่ 23 ธันวาคม 2023

วูดยังมีสถิติ best conversion rate 32.8% สูงเป็นอันดับ 4 ในพรีเมียร์ลีกนับจากนูโนเข้าทำงานในซิตี กราวน์ และทำผลงานได้เหนือกว่าค่า xG หรือความเป็นไปได้ของประตูที่ควรเกิดขึ้น (14.04) เกือบ 5 ประตู

นอกจากให้นั่งเก้าอี้สำรองตลอดแมตช์ คาราบาว คัพ รอบ 2 ซึ่งแพ้จุดโทษต่อนิวคาสเซิล 4-5 นูโนส่งวูดลงเป็นตัวจริงทั้ง 10นัดแรกของพรีเมียร์ลีก แม้ยืนครบ 90 นาทีแค่ 2 นัด แต่มีเวลารวม 807 นาที หรืออยู่ในสนามเฉลี่ยนัดละ 80 นาที ถึงกระนั้นนูโนยังยืนกรานไม่ผ่อนปรนให้สตาร์วัย 32 ปีหลังกลับมาจากการเล่นให้ทีมชาติ เพราะมั่นใจวูดมีเลือดนักสู้และพร้อมเสมอที่จะลงสู้เพื่อสโมสร

ขณะที่วูดเป็นกำลังสำคัญของเกมบุก แต่ฝ่ายบริหารของฟอเรสต์มักเน้นย้ำเสมอในความเชื่อที่ว่า รากฐานของทีมต้องเริ่มต้นจากการป้องกัน

มัทซ์ เซลส์ นายทวารเบลเยียมวัย 32 ปี ซึ่งย้ายมาจากสตารส์บูร์กในตลาดฤดูหนาวที่ผ่านมา ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ทำคลีนชีทไปแล้ว 4 นัดในพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ สูงเป็นอันดับ 1 ร่วมกับ อองเดร โอนานา ทีมแมนฯยูไนเต็ด และ อลีสซง เบคเกอร์ ทีมลิเวอร์พูล

แต่การเซ็นสัญญากับ นิโกลา มิเลนโควิช จากฟิออเรนตินาเมื่อกลางกรกฎาคม 2024 ด้วยราคาไม่ถึง 12 ล้านปอนด์ ถือเป็นการลงทุนที่เกินจุดคุ้มทุนไปแล้ว ด้วยการฟอร์มปราการหลังที่แข็งแกร่งคู่กับ มูริลโล เซ็นเตอร์แบ็คชาวบราซิล

เทียบกับซีซันที่แล้ว ซึ่งเสีย 23 ประตูจากลูกเซตพีซ มากกว่า 2 ทีมตกชั้น ลูตันและเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมละ 4 ประตู แต่ซีซันนี้ ฟอเรสต์เพิ่งเสียไปเพียงประตูเดียว

ซีซันที่แล้ว ฟอเรสต์มีค่า xG จากลูกเซตพีซของคู่แข่ง 12.25 นั่นหมายถึงเสียจริงมากกว่าความน่าจะเป็นเกือบ 2 เท่า จุดอ่อนหนีไม่พ้นการป้องกันลูกเตะมุมและฟรีคิก ซึ่งต่างกับซีซันนี้ที่ตัวเลข xG against จากการตั้งเตะของคู่แข่งเท่ากับ 1.23 เท่านั้น

นิค มาชิเตอร์ ผู้สื่อข่าว บีบีซี สปอร์ตส์ มองว่าเป็นเพราะ “บิ๊กแมน” ทั้งในแดนหน้าและแดนหลัง ช่วยให้ฟอเรสต์เริ่มต้นฤดูกาล 2024-25 ได้อย่างยอดเยี่ยม

การปฏิวัติทีมฟอเรสต์เริ่มขึ้นในฤดูร้อนของปี 2022

แม้ดูเหมือนฟอเรสต์สามารถวิวัฒนาการขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากทีมที่จบด้วยอันดับ 17 เมื่อซีซันที่แล้ว ซึ่งถูกลงโทษตัดแต้ม 4คะแนน (อุทธรณ์ไม่สำเร็จ) แต่มีผู้เล่น 7 คนที่เล่นนัดล่าสุด ชนะเวสต์แฮม 3-0 เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2024 ลงเป็นตัวจริงในการแข่งขันนัดปิดฤดูกาล 2023-24 ที่บ้านของเบิร์นลีย์

อีกทั้งตลาดซัมเมอร์ปี 2024 ที่ผ่านมา ฟอเรสต์เสริมผู้เล่นแค่ 6 คนเท่านั้น รวมถึงมิเลนโควิชและ เอลเลียต แอนเดอร์สันมิดฟิลด์จากนิวคาสเซิล ซึ่งสามารถเพิ่มคุณภาพให้ทีมชุดใหญ่ได้ทันที ขณะที่ตลาดซัมเมอร์ปี 2022 มีการซื้อนักเตะใหม่ถึง 22 คนหลังจากเพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีกในฐานะทีมชนะเลิศแชมเปียนชิพ เพลย์ออฟ

นิค มาชิเตอร์ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้กับฟอเรสต์เป็นวิวัฒนาการไม่ใช่การปฏิบัติ แม้ทีมทำผลงานดีขึ้นผิดหูผิดตาในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่นูโนเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแทน สตีฟ คูเปอร์ เนื่องจากการปฏิวัติได้เกิดขึ้นเมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว

มีข้อตกลงภายในซิตี กราวน์ ก่อนเริ่มซีซัน 2024-25 ไว้ว่า บอร์ดบริหารหวังให้ฟอเรสต์เป็นทีมที่ไม่มีตัวตน และขอเพียงจบฤดูกาลด้วยอันดับกลางตารางพรีเมียร์ลีก เพื่อไม่ให้ทีมตกเป็นเป้าสนใจของสื่อมวลชนหลังจาก 2 ซีซันที่ผ่านมาเต็มไปด้วยบรรยากาศการดิ้นรนหนีตกชั้น ข้อโต้แย้ง ความวุ่นวาย และข่าวฉาวโฉ

ซีซันที่แล้ว ฟอเรสต์โดนหัก 4 คะแนนในเดือนมีนาคม 2024 เนื่องจากละเมิด “กฎเพื่อการทำกำไรและความยั่งยืน” หรือ Profitability and Sustainability Rules (PSR) แต่แต้มสะสมยังเหลือมากกว่าทีมอันดับ 18 ลูตัน ทาวน์ 6 คะแนน และ 1เดือนต่อมา สโมสรได้โพสต์บนสื่อโซเชียล กล่าวหาผู้ตัดสินวีเออาร์ว่าลำเอียงในการแข่งขันกับเอฟเวอร์ตัน ส่งผลให้ถูกปรับ 750,000 ปอนด์

อย่างไรก็ตาม ฟอเรสต์ยังไม่มีช่วงเวลาเงียบสงบสมความตั้งใจเมื่อ เอวานเจลอส มารินาคิส เจ้าของสโมสรชาวกรีซวัย 57ปี ทำความผิดในข้อหาประพฤติตัวไม่เหมาะสมจากการถ่มน้ำลายลงบนพื้นบริเวณใกล้ผู้ตัดสินใจหลังจบแมตช์แพ้ฟูแลม 0-1 เมื่อปลายกันยายนที่ผ่านมา และยื่นอุทธรณ์ไม่สำเร็จ ถูกแบน 5 นัด

นอกจากนี้ ฟอเรสต์ยังตกเป็นเป้าสนใจของสื่อมวลชนเมื่อทะยานขึ้นมาอยู่อันดับ 3 หลังพรีเมียร์ลีกเตะ 10 นัด

การกลับมาฟื้นคืนชีพในพรีเมียร์ลีกของนูโน

นูโนกลับมาทำงานพรีเมียร์ลีกหลังไปคุมทีมในซาอุดิ อาระเบีย ท่ามกลางแฟนบอลบางส่วนของฟอเรสต์ที่ไม่มั่นใจกับการทำหน้าที่แทนคูเปอร์เมื่อเดือนธันวาคม 2023 แม้พา อัล อิติตฮัต ครองแชมป์ซาอุดิ โปรลีก และซูเปอร์คัพ เนื่องจากก่อนหน้าน นูโนล้มเหลวกับการคุมทีมทอตแนม ฮอตสเปอร์ เพียง 17 นัดเมื่อปี 2021

อดีตกุนซือบาเลนเซียและปอร์โตสร้างชื่อเสียงขึ้นมาระหว่างเข้ามาคุมทีมวูลฟ์แฮมป์ตันเป็นเวลา 4 ปี แต่ต้องอำลาโมลินิวซ์เมื่อไม่สามารถรักษาระดับความคาดหวังหลังจากเคยพาทีมขึ้นมาจากแชมเปียนชิพ และเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ยูโรปา ลีก ถึงกระนั้นนูโนสามารถพัฒนาทีมที่ดีขึ้นมาได้ รวมถึงปลุกปั้น รูเบน เนเวส ซึ่งเคยร่วมงานกันที่ปอร์โต

นิค มาชิเตอร์ มั่นใจว่านูโนกำลังทำงานลักษณะเดียวกันอย่างช้าๆที่ซิตี กราวน์ หลังจากได้นักเตะซีเนียร์เข้ามา 6 คน รวมถึงมิเลนโควิช ซึ่งช่วยให้แผงหลังฟอเรสต์แข็งแกร่งขึ้น เสียไปแค่ 7 ประตู มากกว่าลิเวอร์พูลทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกขณะนี้

นูโนได้รับการยกย่องด้านความสามารถในการวางแผนการเล่นอย่างพิถีพิถัน ซึ่งช่วยให้ผลงานของฟอเรสต์ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนหนึ่งกุนซือวัย 50 ปี ได้รับประโยชน์จากรากฐานที่คูเปอร์สร้างและทิ้งไว้ให้

คูเปอร์มีส่วนสำคัญในการเซ็นสัญญากับ มอร์แกน กิบบ์ส-ไวท์ ซึ่งอยู่ในทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก ยู17 ขณะที่คูเปอร์เป็นผู้จัดการทีม และยังเป็นคนพาวูดเข้าสู่สโมสร และช่วยรักษาดาวยิงทีมชาตินิวซีแลนด์ให้ยังค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกต่อไป

ฟอเรสต์ตามรอยความสำเร็จของเลสเตอร์

แต่คำถามคือ ฟอเรสต์จะยังรักษาฟอร์มเก่งเพื่อกลายเป็น “ซินเดอเรลลา” เหมือนอย่างเลสเตอร์เมื่อปี 2016 หรือไม่ เพราะจาก 10 นัดแรก ทีมของนูโนแข่งขันกับกลุ่ม 7 อันดับท้ายตารางถึง 5 ทีม ขณะที่ 3 ทีมคู่แข่งล่าสุดคือ พาเลซ, เลสเตอร์ และเวสต์แฮม ต่างออกสตาร์ทซีซันไม่ดีนัก อย่างไรก็ตาม ฟอเรสต์เป็นทีมเดียวที่เอาชนะลิเวอร์พูลได้ รวมถึงเสมอในบ้านของเชลซีและไบรท์ตัน

หลังจบเบรกทีมชาติเดือนพฤศจิกายน ฟอเรสต์ต้องไปเยือนอาร์เซนอล, แมนฯซิตี และแมนฯยูไนเต็ด และต้องเปิดสนามซิตี กราวน์ ต้อนรับวิลลาและสเปอร์สช่วงท้ายปี

ข้อมูลจาก Opta ระบุว่า ฟอเรสต์เป็นทีมที่มีโปรแกรม 10 นัดแรกของพรีเมียร์ลีกซีซันนี้ง่ายที่สุดเป็นอันดับ 4 แต่ 10 นัดต่อไป โปรแกรมจะยกระดับเป็นความยากที่สุดอันดับ 4 เริ่มจากการไปเยือนบ้านของนิวคาสเซิล ซึ่งเคยชนะฟอเรสต์ที่ซิตี กราวน์ ในคาราบาว คัพ เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 

แน่นอนเมื่อพ้นเทศกาลคริสต์มาส ภาพของฟอเรสต์จะชัดเจนขึ้นว่า ยังเป็นทีมที่ดีพอต่อการเป็นม้ามืดลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกหรือไม่

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

3 ปัญหาที่อาร์เตตาต้องเร่งแก้ไข พาอาร์เซนอลกลับเส้นทางลุ้นแชมป์

ก่อนการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-25 เริ่มขึ้น หลายคนเชื่อว่าการแย่งถ้วยรางวัลจะเป็นการต่อสู้ระหว่าง แมนชสเตอร์ ซิตี กับ อาร์เซนอล แต่เมื่อแชมป์เก่าเสียโรดรีเพราะบาดเจ็บยาว ส่งผลให้ “เดอะ กันเนอร์ส” เลื่อนขึ้นมาเป็นเต็ง 1

แต่เมื่อผ่านไป 10 นัด อาร์เซนอลกลับหล่นมาอันดับ 5 อยู่ต่ำกว่า นอตติงแฮม ฟอเรสต์ และ เชลซี ตามหลังจ่าฝูง ลิเวอร์พูล 7 คะแนน และ แมนฯซิตี 5 คะแนน

สถานการณ์ตอนนี้สั่นคลอนความหวังของเหล่า “เดอะ กูนเนอร์ส” ที่จะได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกหลังห่างเหินกว่า 2ทศวรรษ บวกกับการลาออกของคีย์แมน เอดู ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของสโมสร ทำให้อะไรดูแย่ลงไปอีก รวมถึงการเริ่มไม่มั่นใจต่อแผนการสร้างทีมระยะยาวและแทคติกของ มิเกล อาร์เตตา

ลี สกอตต์ และ โทนี โรเบิร์ตสัน ร่วมกันวิเคราะห์และมองปัญหาทางแทคติกของอาร์เตตาผ่านสื่อใหญ่อังกฤษ “เดอะ ซัน” ไว้ 3 ข้อ ซึ่งอาจช่วยพลักดันอาร์เซนอลกลับเข้าสู่เส้นทางลุ้นแชมป์ลีกเมืองผู้ดีอีกครั้ง

ขาดผู้เชี่ยวชาญในการพาบอลไปข้างหน้า

หากเปรียบเทียบกับแมนฯซิตีที่อ่อนลงเพราะไม่มีโรดรี อาร์เซนอลก็ประสบปัญหาเดียวกับเนื่องจากขาด มาร์ติน โอเดการ์ดที่ต้องหยุดพักรักษาข้อเท้า ไม่ต้องสงสัยเลยอาร์เตตาต้องคิดถึงการผ่านบอลและพาบอลไปข้างหน้าจากพื้นที่กลางสนามของโอเดการ์ดอย่างแน่นอน

ระหว่างนี้ มิดฟิลด์กลางสนามอยู่ในความรับผิดชอบของ เดแคลน ไรซ์ และ มิเกล เมริโน ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก เรอัล โซเซียดาด ในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทั้งสองเป็นกองกลางที่มีร่างกายแข็งแกร่ง แต่คุ้นเคยกับการอยู่หลังบอลในพื้นที่ที่สามารถรับและครองบอลต่อไป

ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2023-24 ที่เซนต์เจมส์ ปาร์ค ซึ่งอาร์เซนอลแพ้นิวคาสเซิล 0-1 เลอันโดร ทรอสซาร์ด ทำหน้าที่ผสมผสานระหว่างเบอร์ 10 กับกองหน้าตัวต่ำ (second striker) ในจังหวะบุกด้วยระบบ 4-2-4 โดยโอเดการ์ดเล่นตำแหน่งเบอร์8 ตัวขวา ซึ่งสามารถลงมารับบอล จ่ายบอลทะลุแนว และหาพื้นที่ว่างในแดนฝ่ายตรงข้าม ซึ่งช่วยให้ทีมพาบอลเข้าไปยังโซน final third ได้

โอเดการ์ดยังรับมือความกดดันได้ดี สามารถเอาชนะกองกลางคู่แข่งในสถานการณ์ตัวต่อตัว แต่ตอนนี้ อาร์เซนอลไม่มีนักเตะลักษณะดังกล่าว อาจยกเว้น อีธาน เอ็นวาเนรี ดาวรุ่งวัย 17 ซึ่งมีคุณภาพคล้ายคลึงกันที่สุด

ช่วงที่อาร์เซนอลไม่มีโอเดการ์ดอยู่ในสนาม จะพบว่าคู่ต่อสู้หลายทีมมักถอยลงไปลึกขึ้นและตั้งรับกระชับแน่นหนาขึ้นในแบบ mid-block ซึ่งบีบให้ “เดอะ กันเนอร์ส” ต้องพยายามเจาะแนวรับที่แข็งแกร่ง ซึ่งกลายเป็นงานหนักเมื่อขาดผู้เล่นที่โดดเด่นด้าน ball progression จากกลางสนาม นั่นเป็นสิ่งที่คู่แข่งต้องการเพราะง่ายต่อการเพรสซิ่งเมื่ออาร์เซนอลจำเป็นต้องเล่นบอลไดเร็คมากขึ้น หรือไม่ก็ออกบอลไปทางด้านข้างของสนาม

ด้วยเหตุนี้ อาร์เตตาต้องเร่งหาวิธีลำเลียงบอลไปข้างหน้ามากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำลายแนวรับฝ่ายตรงข้ามให้ได้

ไม่สามารถแนวรับแบบมิด-บล็อกของคู่แข่งขัน

กลางปี 2023 อาร์เซนอลทุ่มเงินกว่า 100 ล้านปอนด์ให้กับเวสต์แฮมเพื่อซื้อ เดแคลน ไรซ์ เข้ามายืนหน้าคู่เซ็นเตอร์แบ็ค วิลเลียม ซาลิบา และ กาเบรียล มากัลเญส เท่ากับอาร์เตตามีนักเตะ 3 คน ที่เพียบพร้อมด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งและความคล่องตัวในการเล่นทรานซิชัน ซึ่งทำให้คู่แข่งพบความยากลำบากที่จะทะลวงโจมตีอาร์เซนอล ซึ่งไม่ใช่เพียงจังหวะบิลด์อัพปกติ แต่รวมถึงเมื่อมีโอกาสเคาน์เตอร์แอทแทคด้วย

ดีลดังกล่าวทำให้อาร์เซนอลถูกมองว่า เป็นทีมที่พยายามเสริมเขี้ยวเล็บให้เกมรุก และหวังพลักดันผู้เล่นขึ้นไปยังแดนหน้ามากขึ้น แต่ตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมา อาร์เซนอลกลับเซ็นสัญญากับกองกลางที่มีความเก่งฉกาจในการดวลปะทะ (duels) เข้ามาเพิ่มอย่าง มิเกล เมริโน ไม่ใช่ผู้เล่นที่สามารถขึ้นไปยังพื้นที่ข้างบนเพื่อทำลายเกมรับฝ่ายตรงข้าม

แน่นอนอาร์เซนอลอุดมด้วยนักเตะที่ได้เปรียบด้านสภาพร่างกาย เหนือกว่าในด้านดวลปะทะทั้งเมื่อมีและไม่มีบอล แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการลดทอนไอเดียสร้างสรรค์เกมรุก ซึ่งหมายความว่า เมื่อคู่ต่อสู้ถอยลงไปปักหลักป้องกันแบบ medium blockยินยอมให้อาร์เซนอละครองบอลได้มากกว่า แต่อาร์เซนอลก็ไม่มีผู้เล่นที่ดีและมากพอที่จะเจาะทะลวงเข้าไปสร้างอันตรายในพื้นที่ final third หรือกรอบเขตโทษ

สิ่งที่ตามมาคือ อาร์เซนอลต้องพึ่งการเล่นที่รวดเร็วบริเวณริมสนาม เห็นได้ชัดจากบทบาทที่มากขึ้นของ บูกาโย ซากา ปีกขวาทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเท่ากับช่วยให้คู่ต่อสู้รู้แผนของอาร์เซนอลล่วงหน้า และสามารถเตรียมตัวเพื่อรับมือ

การมีไรซ์และเมริโนช่วยให้อาร์เซนอลมีฐานที่มั่นคง มีความแข็งแกร่งของร่างกาย และเหนือกว่าคู่แข่งในการเข้าดวลปะทะ แต่อีกมุมหนึ่งกลายเป็นว่าอาร์เตตาได้สร้างทีมที่ลดน้อยถอยลงทั้งความคล่องตัวและความหลากหลาย ไม่สามารถขับเคลื่อนทีมไปยังโซน advanced attacking ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ “เดอะ กันเนอร์ส” ไม่สามารถเก็บชัยชนะอย่างต่อเนื่องเหมือนมีโอเดการ์ดอยู่ในสนาม

คู่ต่อสู้ต่างเตรียมแผนรับมือการโจมตีทางขวา

บูกาโย ซากา มีทักษะความสามารถระดับโลก แต่บางครั้งก็เล่นได้แย่มาก แม้ซีซันนี้ ปีกขวาวัย 23 ปี มีผลงาน 4 ประตู 7แอสซิสต์จากการเล่น 12 นัดในพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ ลีก

ซากาเป็นกำลังสำคัญให้กับการโจมตีของอาร์เซนอล และสามารถทำให้หลายทีมพ่ายแพ้ด้วยตัวของเขาเอง ขณะเดียวกันคู่แข่งต่างตระหนักดีกว่า การคุมคามที่อันตรายของอาร์เซนอลมักมาจากฝั่งขวาของสนาม อาร์เซนอลจะพบปัญหาขึ้นทันทีเมื่อเจอทีมที่มีการโค้ชและวางระเบียบจัดการที่ดี พวกเขาสามารถปล่อยพื้นที่ด้านนั้นให้โดดเดี่ยว แล้วหันไปมุ่งกับการตัดช่องทางส่งบอลไปยังซากา คือไม่ปล่อยให้บอลไปถึงซากานั่นเอง

ดังนั้นเมื่ออาร์เซนอลได้บอลทางฝั่งขวา คู่แข่งมักอาศัยผู้เล่น 2 คน แม้กระทั่ง 3 คน เข้าเพรสซิ่ง และปิดกั้นช่องทางของซากา ขณะที่ฝั่งซ้าย กาเบรียล มาร์ติเนลลี เล่นแบบบอลไดเร็คมากกว่า แต่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าขณะครองบอลเมื่อนำไปเทียบกับซากา

ส่วนพื้นที่ตรงกลาง อาร์เซนอลก็ไม่มีผู้เล่นที่สามารถวิ่งขึ้นมาจากแนวลึกเพื่อสนับสนุนช่วยให้การรุกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้ง่ายที่ฝ่ายตรงข้ามเข้าเพรสทางฝั่งขวาของอาร์เซนอล เป็นการจำกัดบทบาทของซากา

อาร์เตตาจึงจำเป็นต้องหาทางสร้างสรรค์การโจมตีจากตรงกลางและด้านซ้ายให้มากขึ้น เพื่อเป็นการปลดล็อกให้กับซากาโจมตีในพื้นที่อันตรายของตัวเขา

บทสรุป

ลี สกอตต์ และ โทนี โรเบิร์ตสัน ให้ความคิดเห็นร่วมกันตอนท้ายว่า อาร์เซนอลยังไม่หลุดพ้นการแข่งขันเพื่อลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่เห็นได้ชัดว่ามีปัญหาบางอย่างที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะปัญหาเหล่านั้นทำให้ “เดอะ กันเนอร์ส” ตกอยู่ในความเสี่ยงมากจนเกินไป จากการยอมให้ผู้เล่นต้องเฝ้าระวังและป้องกันการคุกคามจากการสวนกลับเร็วของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะมอบอิสระให้ขึ้นไปมีส่วนร่วมกับการโจมตี

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

พรีเมียร์ลีก ซีซัน 2023-24 กับบทสรุปหลากหลายประเด็น

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2023-24 ได้ปิดฉากอย่างสมบูรณ์หลังจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฉือนชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี 2-1 ครองแชมป์เอฟเอ คัพ เป็นสมัยที่ 13 ในประวัติศาสตร์สโมสร ขณะที่แมนฯซิตี ชนะเลิศพรีเมียร์ลีกเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน และลิเวอร์พูละครองแชมป์อีเอฟแอล คัพ

ในส่วนของโควตาฟุตบอลสโมสรยุโรป ทีมท็อป 4 แมนฯซิตี, อาร์เซนอล, ลิเวอร์พูล และแอสตัน วิลลา ได้ไปแข่งขันแชมเปียนส์ ลีก, ทีมอันดับ 5 ทอตแนม ฮอตสเปอร์ และแชมป์เอฟเอ คัพ แมนฯยูไนเต็ด ได้ไปเล่นยูโรปา ลีก ส่วนทีมอันดับ 6เชลซี จากที่ควรได้สิทธิยูโรปา ลีก แต่เพราะ “เรด เดวิลส์” ได้ชูถ้วยใบเก่าแก่อายุกว่า 150 ปีของเมืองผู้ดี “เดอะ บลูส์” จึงต้องลงสนามรอบเพลย์ออฟของคอนเฟอเรนซ์ ลีก แทน

ภายหลังศึกลูกหนังเทียร์ 1 ของอังกฤษ รูดม่านลง Sky Sports สื่อกีฬาคุณภาพเมืองผู้ดี ได้ประมวลเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2023-24 ในหลายหลายประเด็น ซึ่งทีมงานไข่มุกดำได้คัดเลือกบางหัวข้อ นำมาแปลและเรียบเรียงนำเสนอต่อคอลูกหนังบ้านเราดังต่อไปนี้

ประตูมากขึ้น ผู้เล่นอังกฤษทำสกอร์สูงขึ้น

นับตั้งแต่ซีซัน 2020-21 การทำประตูในพรีเมียร์ลีกเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 ปีติดต่อกัน นับจากค่าเฉลี่ย 2.69 ประตูต่อนัด เพิ่มเป็น 2.82 ประตูในซีซัน 2021-22, 2.85 ประตูในซีซัน 2022-23 และ 3.28 ประตูในซีซัน 2023-24 แต่ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษคือ ฤดูกาลที่เพิ่งจบไปเพิ่มขึ้นจากซีซันก่อนหน้าถึง 15%

ตัวแปรที่น่าให้ความสำคัญคือ ค่าเฉลี่ยการเกิดสกอร์ต่อนัดยังสูงกว่าช่วงก่อนฤดูกาล 1995-96 ซึ่งมีจำนวนสโมสร 22 ทีม รวมการแข่งขันทั้งโปรแกรม 420 นัดต่อซีซัน ก่อนลดจำนวนเหลือ 20 ทีมหรือ 380 นัดต่อซีซัน โดยซีซัน 2023-24 แฟนบอลได้เห็นบอลวิ่งซุกก้นตาข่ายรวมแล้ว 1,246 ครั้ง ช่างเป็นลีกที่น่าตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ

Sky Sports ยังโฟกัสผู้เล่นอังกฤษเป็นพิเศษ แม้รางวัลรองเท้าทองคำยังตกเป็นของ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ดาวซัลโวทีมชาตินอร์เวย์ของแมนฯซิตี เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันด้วยตัวเลข 31 นัด 27 ประตู แต่อันดับท็อป 10 ซีซันนี้มีนักเตะเมืองผู้ดีติดเข้ามาถึง 6 คน นำโดย โคล พาลเมอร์ (เชลซี, 34 นัด 22 ประตู) รั้งอันดับ 2 ตามด้วยอันดับ 4 (ร่วม) 19 ประตู มี 3 คนเท่ากันคือ โดมินิค โซลันกี (บอร์นมัธ, 38 นัด), โอลลี วัตกินส์ (วิลลา, 37 นัด), ฟิล โฟลเดน นักฟุตบอลแห่งปีของ FWA (แมนฯซิตี, 35 นัด) และอันดับ 9 (ร่วม) 16 ประตู มี 2 คนเท่ากันคือ บูกาโย ซากา (อาร์เซนอล, 35 นัด) กับ จาร์รอด โบเวน (เวสต์แฮม, 36 นัด)

ถือเป็นปีทองของวัตกินส์กับพาลเมอร์ก็ว่าได้จนได้รับเลือกจากแกเรธ เซาธ์เกต ใส่ไว้ในรายชื่อทีมชาติอังกฤษ 33 คนแรกของชุดยูโร 2024 โดยกองหน้าวิลลาทำแอสซิสต์ได้ 13 ครั้ง สูงเป็นอันดับ 1 ในพรีเมียร์ลีก พาลเมอร์ตามเป็นอันดับ 2แบบติดๆ 11 ครั้ง

Sky Sports ยังรายงานว่า นักเตะอังกฤษในพรีเมียร์ลีกทำสกอร์รวมกันซีซันนี้ 369 ประตู เป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา ซึ่งหากดูข้อมูลตั้งแต่ซีซัน 1995-96 ซึ่งมีตัวเลขสูงถึง 597 ประตู จากนั้นก็ค่อยๆลดจำนวนลงเรื่อยๆจนต่ำระดับหลัก 400 ตั้งแต่ซีซัน 2001-02 คือ 392 ประตู

ตัวเลขยังอยู่โซน 300 จนกระทั่งซีซัน 2012-13 หลุดลงไปที่ 296 ประตู และขยับขึ้นมาเป็น 325 ประตูในซีซัน 2013-14ก่อนกลับลงไปสู่หลัก 200 ติดต่อกัน 5 ฤดูกาล และฟื้นขึ้นหลัก 300 ติดต่อกัน 5 ฤดูกาล ก่อนมาพีคสุดที่ซีซัน 2023-24 คือ 369 ประตู

Sky Sports ให้ข้อสังเกตว่า นักเตะท้องถิ่นผลิตสกอร์ได้เป็นกอบเป็นกำขนาดนี้ทั้งที่มีเวลาอยู่ในสนามหรือ game-time รวมกัน 224,730 นาที ซึ่งเกือบเป็นตัวเลขน้อยที่สุดนับตั้งแต่ซีซัน 1998-99 สำหรับลีกที่ประกอบด้วยนักเตะต่างชาติเก่งๆมากมายที่เข้ามาสร้างสีสันบนเกาะอังกฤษ จนดูเหมือนบดบังราศีของนักเตะท้องถิ่น สิ่งที่เกิดขึ้นนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับวงการลูกหนังอังกฤษ

โควตาตัวสำรอง 5 คน ส่งผลอย่างไร

เริ่มที่ 2022-23 พรีเมียร์ลีกอนุญาตให้แต่ละทีมเปลี่ยนผู้เล่นได้นัดละ 5 คน หลังจากโดนตั้งคำถามเรื่องสวัสดิภาพการทำงานและความอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจของผู้เล่นอยู่หลายปี ผลลัพธ์ของกฎใหม่นี้ทำให้เกมสนุกสนานขึ้นเพราะเอื้ออำนวยให้ผู้จัดการทีมได้ส่งนักเตะลงมาเพื่อแก้เกมปรับเปลี่ยนแทคติก อีกทั้งยังได้ความสดใหม่จากผู้เล่นม้านั่งสำรอง

กฎดังกล่าวทำให้จำนวนตัวสำรองที่ลงสนามสูงขึ้นอย่างมีนัยยะใน 2 ปีล่าสุดคือ 2,985 คนในซีซัน 2022-23 และ 3,024 คนในซีซัน 2023-24 มากที่สุดนับตั้งแต่ซีซัน 2010-11 ซึ่งมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นเพียง 1,995 คนเท่านั้นพรีเมียร์ลีกซีซัน 2023-24 ที่ผ่านมา ไบรท์ตันเป็นทีมที่ใช้โควตาดังกล่าวมากที่สุดคือ 176 คน ส่วนอันดับ 2 (ร่วม) มี 4 ทีมที่ใช้ผู้เล่นสำรอง 170 คนเท่ากันคือ เบรนท์ฟอร์ด, บอร์นมัธ, สเปอร์ส และฟูแลม ตามด้วยอันดับ 5 ลิเวอร์พูล 166 คน โดยเวสต์แฮมกับแมนฯซิตีเปลี่ยนผู้เล่นน้อยที่สุดคือ 109 คน และ 115 คน ตามลำดับ

การส่งตัวสำรองลงมายังช่วยให้เปลี่ยนโมเมนตัมโดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีอิทธิพลต่อการแข่งขันมากที่สุดคือท้ายเกม ซึ่งสถิติระบุว่า พรีเมียร์ลีกซีซันล่าสุดเกิดการทำประตูหลังนาทีที่ 75 รวมแล้ว 307 ประตู โดย 25 นาทีสุดท้ายของเวลาแข่งขันปกติบวกทดเวลา ยังเป็นช่วงที่ผู้จัดการทีมเปลี่ยนตัวผู้เล่นมากที่สุดด้วย

Sky Sports เสริมข้อมูลที่น่าสนใจคือ ลิเวอร์พูล ทีมอันดับ 3 ของพรีเมียร์ลีก ทำสกอร์ได้ถึง 27 ประตูระหว่างนาทีที่ 76 ถึง 90+ นำโด่งอันดับ 2 “แชมป์” แมนฯซิตี ซึ่งทำได้ 21 ประตู ขณะที่ “รองแชมป์” อาร์เซนอล ก็ทำผลงานไม่น้อยหน้าคือ 20ประตูเท่ากับลูตันและนิวคาสเซิล

Comeback Wins ฟื้นคืนชีพขึ้นมาจากหลุม

นอกเหนือการเกิดสกอร์ท้ายเกมแล้ว การพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะหลังเสียประตูก่อน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างสีสันความเร้าใจให้กับแฟนบอล ซึ่งซีซัน 2023-24 เกิดเหตุการณ์ comeback wins ทั้งสิ้น 63 นัด เป็นสถิติสูงสุดใหม่ของพรีเมียร์ลีก อย่างเช่น 2 กันยายน 2023 สเปอร์สชนะเบิร์นลีย์ 5-2 และ 27 เมษายน 2024 นิวคาสเซิลชนะเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 5-1

Comeback Kings เป็นคุณสมบัติหรือตำแหน่งที่ควรคู่กับแคแรกเตอร์ของแมนฯซิตี แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัยติดต่อกัน ทีมเรือใบสีฟ้าสามารถเปลี่ยนจากแพ้เป็นชนะได้ 7 นัดเท่ากับลิเวอร์พูลและสเปอร์ส ขณะที่รองแชมป์ 2 สมัยซ้อนอย่างอาร์เซนอล กลับทำได้แค่ 3 นัด รวมถึงนัดปิดซีซันที่เฉือนชนะเอฟเวอร์ตัน 2-1 นั่นมองได้ว่า ทีมปืนใหญ่แทบไม่ตกอยู่ในสถานการณ์สกอร์เป็นรองระหว่างฤดูการแข่งขัน

พรีเมียร์ลีก ลีกที่รวดเร็วที่สุดในโลกลูกหนัง

ไม่เพียงการทำประตูเยอะๆ การเกิดสกอร์ท้ายเกม และการพลิกกลับไปมาของตัวเลขบนสกอร์บอร์ด ความเร็วของเกมยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความนิยมแก่พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีแฟนบอลทั่วโลกติดตามมากที่สุด

รายงานเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาของ Football Observatory ช่วยยืนยันว่า พรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่มีความเร็วที่สุดในโลก โดยอ้างอิงจากดัชนีการให้คะแนน ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีได้รับคะแนนเต็ม 100 ทั้งการวิ่งเต็มฝีเท้าหรือด้วยความเร็วสูงสุด (sprints), ความเร็ว (speed) และความเร่งหรืออัตราการเปลี่ยนแปลงความเร็ว (accelerations)

ขอบคุณภาพจาก  https://x.com/goal/status/1175975415174848514/photo/1

ลีกที่มีความเร็วสูงเป็นอันดับ 2 คือ แชมเปียนชิพ หรือเทียร์ 2 ของอังกฤษ มีค่าดัชนีเฉลี่ย 85.5 แบ่งเป็น sprints 84, speed 79 และ accelerations 100 ตามด้วย กัลโช เซเรีย อา อิตาลี มีค่าดัชนีเฉลี่ย 75.1 แบ่งเป็น sprints 81, speed 80 และ accelerations 73 ส่วนลีกท็อป 5 ของยุโรปที่เหลืออีก 3 ลีกได้แก่ ลีกเอิง ฝรั่งเศส อยู่อันดับ 8 (เทียบกับลีกเดอซ์หรือระดับเทียร์ 2 อยู่อันดับ 6), ลา ลีกา สเปน อยู่อันดับ 10 และบุนเดสลีกา เยอรมนี อยู่อันดับ 15

รายงานฉบับดังกล่าวยังระบุว่า พรีเมียร์ลีกซีซันที่จบไปมีค่าเฉลี่ยของการวิ่งเต็มฝีเท้า 139.63 ครั้งต่อนัด สูงที่สุดนับตั้งแต่สถิตินี้ถูกบันทึกในซีซัน 2020-21 แต่ความจริงแล้ว averaging sprints ก็เพิ่มขึ้นทุกปีตลอดระยะเวลา 4 ปีคือ 127.44 ครั้ง, 129.4 ครั้ง, 133.68 ครั้ง และ 139.63 ครั้ง ตามลำดับ

Sky Sports ให้ความเห็นเสริมว่า การทำประตูที่เพิ่มขึ้น บวกกับความเร็วของการเล่น แสดงให้เห็นว่าสโมสรในพรีเมียร์ลีกยกระดับ risk and reward หรืออัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนให้สูงขึ้น ด้วยการดันนักเตะขึ้นไปโจมตีบนพื้นที่สูงขึ้น ขณะที่กองหลังก็เตรียมพร้อมที่จะใช้ความรวดเร็วรุกโต้กลับหรือเคาน์เตอร์แอทแทคเมื่อแย่งบอลมาจากฝ่ายตรงข้าม ตัวอย่างในการแข่งขันกับเบรนท์ฟอร์ดในเดือนมกราคมที่ผ่านมา มิกกี ฟาน เดอ เวน เซ็นเตอร์แบ็คของสเปอร์ส เคยใช้ความเร็วเฉลี่ย 37.38 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือเป็น top speed ของพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2023-24

พรีเมียร์ลีกลดอายุเฉลี่ยนักเตะตัวจริง

อีกเรื่องหนึ่งที่ซีซัน 2023-24 สร้างความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพรีเมียร์ลีกนั่นคือ อายุเฉลี่ยของนักเตะตัวจริงลดลงเหลือ 26.74 ปี หรือ 26 ปี 269 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซัน 2010-11 ที่ตัวเลขเฉลี่ยต่ำกว่า 27 ปี โดยระหว่าง 13 ปีก่อนหน้านี้ ตัวเลขอายุเฉลี่ยน้อยที่สุดของผู้เล่น 11 คนแรกคือ 27.05 ปี ซึ่งเคยเกิดขึ้นในซีซัน 2019-20 และ 2020-21 ขณะที่ซีซัน 2022-23 ก็มีอายุเฉลี่ยต่ำเช่นกันคือ 27.08 ปี

ทีมที่มีอายุเฉลี่ยผู้เล่นตัวจริงน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกซีซันล่าสุดคือ เชลซี 24.64 ปี หรือ 24 ปี 233 วัน ซึ่งเป็นสถิติน้อยที่สุดอันดับ 4 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก นอกจาก “เดอะ บลูส์” มีอีก 3 ทีมที่อายุเฉลี่ยตัวจริงน้อยกว่า 26 ปีได้แก่ ทีมอันดับรองบ๊วยของลีก เบิร์นลีย์ 24.68 ปี ซึ่งมากกว่าเชลซีเพียง 10 วันเท่านั้น ตามด้วยอาร์เซนอล 25.43 ปี และสเปอร์ส 25.53 ปี ขณะที่ทีมที่อายุเฉลี่ยมากที่สุด 2 อันดับแรกคือ ฟูแลม 28.87 ปี และเวสต์แฮม 28.82 ปี ซึ่งเป็น 2 สโมสรที่มีอายุเฉลี่ยสูงกว่า 28 ปี

นักฟุตบอลบาดเจ็บระนาวจนเป็นสถิติใหม่

ผู้เล่นบาดเจ็บเป็นสถิติอีกหมวดที่เกิด new all-time high ของพรีเมียร์ลีก ทั้ง 20 สโมสรมีจำนวนวันที่นักเตะของตัวเองลงแข่งไม่ได้เนื่องจากบาดเจ็บรวมทั้งสิ้น 25,886 วัน เป็นตัวเลขสูงที่สุดนับตั้งแต่เว็บไซต์ Premier Injuries ได้บันทึกสถิตินี้ในฤดูกาล 2020-21 ซึ่งเท่ากับ 18,405 วัน ตามด้วย 19,475 วันในซีซัน 2021-22 และ 21,163 วันในซีซัน 2022-23

ในมุมมองของสโมสร นิวคาสเซิลเป็นทีมที่ไม่สามารถใช้งานผู้เล่นเพราะบาดเจ็บรวมเป็นจำนวนวันมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก รองลงมาได้แก่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และเชลซี

สโมสรช็อปปิงถล่มทลาย 2 ตลาดซัมเมอร์ติด

มาถึงเรื่องการลงทุนเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แต่ละทีมในพรีเมียร์ลีก ถ้ามองเพียงตลาดซัมเมอร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทีมมากกว่าตลาดฤดูหนาว กลางปี 2023 หรือตลาดซัมเมอร์ครั้งหลังสุด สโมสรเทียร์ 1 อังกฤษใช้เงินซื้อผู้เล่นรวมกันสูงถึง 2.44 พันล้านปอนด์ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตัวเลข 2.14 พันล้านปอนด์ในปี 2022 โดย 7 ปีก่อนหน้านี้ 20 สโมสรจับจ่ายใช้สอยประมาณ 1.20 – 1.30 พันล้านปอนด์ ยกเว้นปี 2017 ที่ตัวเลขพุ่งถึง 1.49 พันล้านปอนด์ และลดลงเหลือ 1.12 พันล้านปอนด์ในปี 2021

แน่นอนอย่างที่ทราบถ้วนกันผ่านสื่อมวลชน ตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้ว เชลซีทุ่มเงินลงไปถึง 434.5 ล้านปอนด์ และเมื่อรวมกับตลาดกลางปี 2022 ตัวเลขพุ่งสูงทะลุ 1 พันล้านปอนด์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทอดด์ โบห์ลีย์ มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแห่งกรุงลอนดอน

Sky Sports ยังชี้ให้เห็นว่า มิดฟิลด์เป็นตำแหน่งผู้เล่นที่สโมสรพรีเมียร์ลีกให้ความสนใจเสริมแกร่งมากที่สุดในตลาดซัมเมอร์ปี 2023 เชลซีสร้างสถิติใหม่ของสหราชอาณาจักรด้วยค่าทุ่มเงิน 115 ล้านปอนด์ ซื้อมอยเซส ไกเซโด มาจากไบรท์ตัน ทั้งที่ตลาดเดือนมกราคมปีเดียวกันเพิ่งได้ เอ็นโซ เฟร์นานเดซ มาจากเบนฟิกาด้วยค่าตัว 106.8 ล้านปอนด์

สำหรับตลาดฤดูร้อนรอบล่าสุด นอกจากไกเซโด ผู้เล่นที่ค่าตัวสูงสุดติดท็อป 5 อีก 4 คนได้แก่ เดแคลน ไรซ์ 105 ล้านปอนด์ จากเวสต์แฮมไปอาร์เซนอล, ยอสโก กวาร์ดิโอล 77.6 ล้านปอนด์ จากไลป์ซิกไปแมนฯซิตี, ราสมุส ฮอยลุนด์ 72 ล้านปอนด์ จากอตาลันตาไปแมนฯยูไนเต็ด และ ไค ฮาแวร์ตซ์ 65 ล้านปอนด์ จากเชลซีไปอาร์เซนอล

เก้าอี้เหนียว ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ทำหน้าที่ครบเทอม

ทิ้งท้ายด้วยเรื่องของผู้จัดการทีม เป็นสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่ดิวิชัน 1 เปลี่ยนชื่อเป็นพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมถาวรก่อนหน้าและระหว่างฤดูกาลแข่งขันเพียงแค่ 4 คน เทียบเท่าที่เคยเกิดขึ้นในซีซัน 2005-06

วันที่ 9 สิงหาคม 2023 หรือ 2 วันก่อนซีซัน 2023-24 คิกออฟ วูลฟ์แฮมป์ตันได้แต่งตั้งแกรี โอ’นีล เป็นผู้จัดการทีมแทนจูเลน โลเปเตกี ซึ่งพ้นตำแหน่งเพราะมีปัญหาขัดแย้งกับบอร์ดบริหาร และระหว่างซีซัน พรีเมียร์ลีกมีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมถาวร 3คนคือ พอล เฮคกิงบอตทอม ทีมเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, สตีฟ คูเปอร์ ทีมนอตติงแฮม ฟอเรสต์ และรอย ฮอดจ์สัน ทีมคริสตัล พาเลซ ซึ่งยื่นใบลาออกเองเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ

นอกจากนี้ เยอร์เกน คลอปป์ ทีมลิเวอร์พูล, โรแบร์โต เด แซร์บี ทีมเชลซี และเดวิด มอยส์ ทีมเวสต์แฮม ได้ยุติบทบาทผู้จัดการทีมหลังปฏิบัติหน้าที่จนถึงนัดปิดซีซัน

สำหรับพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-25 จะเริ่มทำการแข่งขันวันที่ 17 สิงหาคม 2024 จนถึง 25 พฤษภาคม 2025 เป็นการแข่งขันครั้งที่ 33 ในชื่อนี้ และเป็นครั้งที่ 126 ในฐานะลีกฟุตบอลเทียร์ 1 ของอังกฤษ โดยโปรแกรมแข่งขันแบ่งเป็นแมตช์สุดสัปดาห์ 33 นัด, แมตช์กลางสัปดาห์ 4 นัด และแมตช์วันหยุดธนาคาร 1 นัด

ในส่วนของการซื้อขายผู้เล่น ตลาดฤดูร้อนของพรีเมียร์ลีกจะเปิดทำการตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 2024 จนถึง 5 ทุ่มของวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2024 ตามเวลาท้องถิ่น ส่วนตลาดฤดูหนาวจะมีขึ้นตั้งแต่วันพุธที่ 1 มกราคม 2025 จนถึง 5 ทุ่มของวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2025 

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

22 ปีของเลเวอร์คูเซน กับการลบล้างภาพ NEVERKUSEN

วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2024 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ชนะเลิศบุนเดสลีกาสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่ยาวนานเกือบ 120 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร วันที่ 1 กรกฎาคม 1904 โดยมีสารตั้งต้นจาก Wilhelm Hauschild เขียนจดหมายที่มีลายเซ็นของเพื่อนร่วมงาน 170 คน ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 1903 เพื่อขอการสนับสนุนในการก่อตั้งทีมกีฬาจากบริษัท Friedrich Bayer and Co. (ชื่อขณะนั้น หรือ Bayer AG ในปัจจุบัน) ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเคมีและยา ในเมืองเลเวอร์คูเซน ประเทศเยอรมนี

ในวันแห่งประวัติศาสตร์สโมสร เลเวอร์คูเซนถล่มทีมเยือน แวร์เดอร์ เบรเมน 5-0 คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์แม้ฤดูกาล 2023-24 ยังเหลือการแข่งขันอีก 5 นัด แต่เพราะมีแต้มสะสม 79 คะแนน มากกว่ารองจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิก 16 คะแนน

นี่ถือเป็นผลงานที่เหลือเชื่อภายในเวลา 1 ปีครึ่งของ ชาบี อลอนโซ ซึ่งเพิ่งเข้ามาคุมทีมเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2022 ขณะที่เลเวอร์คูเซนรั้งอันดับ 2 จากท้ายตารางบุนเดสลีกา ก่อนพาทีมจบซีซัน 2022-23 ด้วยอันดับ 6 และได้สิทธิเล่นยูโรปา ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

เป็นเรื่องดีสำหรับฟุตบอลเยอรมนีที่การครองแชมป์ติดต่อกันยาวนานของบาเยิร์นมาถึงจุดสิ้นสุดเสียที” แฟนบอลเบรเมนคนหนึ่งที่สวมเสื้อที่มีชื่อของเคลาดิโอ ปีซาร์โร พิมพ์อยู่ด้านหลังเปิดใจกับนักข่าว

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/68812971

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะเลิศบุนเดสลีกาซีซัน 2011-12 ซึ่งนับจากนั้น บาเยิร์นครอบครองบัลลังก์ติดต่อกันถึง 11 ปี ซึ่งระหว่างนี้ หลายสโมสรผลัดเปลี่ยนขึ้นมาท้าทายไม่ว่าจะทีมแข็งแกร่งอย่างดอร์ทมุนด์, แอร์เบ ไลป์ซิก, เลเวอร์คูเซน หรือทีมที่มีประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่และมีแฟนบอลสนับสนุนระดับบิ๊กอย่าง ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต, โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค หรือทีมที่มีเรื่องเล่าไม่มากนักอย่างอูนิโอน เบอร์ลิน, ไฟรบวร์ก, ฮอฟเฟนไฮม์ แต่ก็ไม่มีใครล้มยักษ์ใหญ่แห่งแคว้นบาวาเรียได้จนกระทั่งอลอนโซและลูกทีม Die Werkself (หรือ factory 11) ร่วมกันทำลายเป้าหมาย “12 ปีซ้อน” ของ Die Bayern ได้สำเร็จ

เลเวอร์คูเซนยังแชมป์ใหม่ป้ายแดงของบิ๊ก 5 ลีกของยุโรป นับตั้งแต่เลสเตอร์ ซิตี ซึ่งได้รับราคาต่อรอง 500-1 ชนะเลิศพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2015-16 และไม่เพียงเป็นแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกของสโมสร ทีมห้างขายยายังลบล้างฉายา “Neverkusen” ลงได้อีกด้วย

11 วันขยี้ฝันทริปเปิลแชมป์กับฉายา Neverkusen

แม้ก่อนหน้านี้ เลเวอร์คูเซนไม่เคยนั่งบัลลังก์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์ แต่สังเวียนระดับทวีป พวกเขาเคยครองแชมป์ยูฟา คัพ (หรือยูโรปา ลีก) ซีซัน 1987-88 และรองแชมป์แชมเปียนส์ ลีก ซีซัน 2001-02 ส่วนภายในประเทศ Die Werkself เคยเป็นแชมป์เดเอฟเบ โพคาล ซีซัน 1992-93 และรองแชมป์อีก 3 สมัย รวมถึงครั้งหลังสุด ซีซัน 2019–20 พวกเขายังชนะเลิศบุนเดสลีกา 2 นอร์ธ ซีซัน 1978–79 และเลื่อนชั้นขึ้นมาแข่งขันสนามบุนเดสลีกาต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ส่วนบุนเดสลีกา เลเวอร์คูเซนทำได้ดีที่สุดเพียง “รองแชมป์” ในซีซัน 1996–97, 1998–99, 1999–2000, 2001–02 และ 2010–11 รวม 5 ครั้งระหว่าง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้โดนล้อเลียน แปลงชื่อสโมสรจาก Leverkusenกลายเป็น Neverkusen (หรือ Visekusen ในภาษาเยอรมัน) เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อโลกเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม วันที่ 20 พฤษภาคม 2000 เลเวอร์คูเซนต้องการเพียงเสมอในบ้านของทีมกลางตาราง อุนเตอร์ฮัคคิงก์ ในเกมสุดท้ายของซีซันเพื่อครอบครองถาดแชมป์ Die Meisterschale แต่ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ 0-2 หนึ่งประตูที่เสียเกิดจากการทำลูกเข้าประตูตัวเองของมิชาเอล บัลลัค ซึ่งต่อมากลายเป็นตำนานมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมนี ส่งให้บาเยิร์นเข้าป้ายวินเนอร์ มี 73 คะแนนเท่ากับเลเวอร์คูเซนแต่ประตูได้เสียเหนือกว่า 7 ลูก

ฉายา Neverkusen เกิดขึ้นอีก 2 ปีต่อมาในซีซัน 2001-02 เลเวอร์คูเซนประกอบด้วยสตาร์นักเตะอย่าง บัลลัค, ลูซิโอ, เซ โรแบร์โต, แบรนด์ ชไนเดอร์, อูล์ฟ เคียร์สเทน และดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ พวกเขากำลังลุ้น “ทริปเปิล แชมป์” แต่ความฝันพังมลายเพียงเวลา 11 วัน

ขอบคุณภาพจาก  https://twitter.com/BTLvid/status/1623058080446423041/photo/1

Die Schwarzroten (หรือ The Black and Reds) นำ 5 คะแนนก่อนเข้าสู่ 3 นัดสุดท้าย แต่กลับแพ้เบรเมน 1-2 (เหย้า) และแพ้เนิร์นแบร์ก 0-1 (เยือน) ก่อนปิดท้ายด้วยชนะแฮร์ธา เบอร์ลิน 2-1 (เหย้า) ทำให้ถาดแชมป์ตกเป็นของดอร์ทมุนด์ที่เหนือกว่าแค่ 1 คะแนน ขณะที่เลเวอร์คูเซนมีประตูได้เสียดีกว่าถึง 10 ลูก

แค่นั้นยังไม่พอ เลเวอร์คูเซนยังแพ้ชาลเก 04 ด้วยสกอร์ 2-4 ในนัดชิงเดเอฟเบ โพคาล และแพ้เรอัล มาดริด 1-2 ในนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก จากประตูชัยที่สวยระดับตำนานของซีเนอดีน ซีดาน ทั้งที่รอบก่อนๆ สามารถผ่านทีมแข็งๆอย่างบาร์เซโลนา, ยูเวนตุส, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาได้

เหตุผลที่ความอาภัพอับโชคของ Neverkusen มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับผู้ถูกถามเป็นใคร แต่บัลลัคเชื่อว่ามาจากสภาพจิตใจที่ไม่สามารถรับมือกับแรงกดดันได้ ขณะที่โธมัส เบอร์ดาริช กองหน้าชาวเยอรมัน พูดถึง 11 วันนั้นว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมิดที่สุดในชีวิตนักฟุตบอลอาชีพ

แต่ 22 ปีต่อมา อลอนโซและลูกทีมในฤดูกาล 2023-24 สามารถเปลี่ยนฉายา Neverkusen ให้กลายเป็น Winnerkusen และยังเดินบนเส้นทาง “ทริปเปิล แชมป์” โดยจะชิงแชมป์เดเอฟเบ โพคาล กับไกเซอร์สเลาเทิร์น คู่แข่งเทียร์ 2 วันที่ 25 พฤษภาคม 2024 ขณะที่ยูโรปา ลีก พวกเขาผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศและพบกับโรมา

อลอนโซเป็นคนที่ใช่แม้อ่อนประสบการณ์โค้ช

ในวันแห่งประวัติศาสตร์สโมสร 6 ชั่วโมงก่อนคิกออฟกับเบรเมน บาร์ใกล้ไบอารีนาคลาคล่ำไปด้วยแฟนบอลเจ้าถิ่น พลุสีแดงถูกจุดส่งควันอบอวลไปทั่วบริเวณ ป้ายชื่อถนนที่เลี้ยวเข้าสู่สนามเหย้าของเลเวอร์คูเซนถูกแฟนบอลใช้ป้ายสติกเกอร์ที่พิมพ์ว่า Xabi-Alonso-Allee.” มาปิดทับเพื่อเป็นเกียรติแก่กุนซือสเปนวัย 42 ปี ซึ่งผ่านประสบการณ์เพียงโค้ชเรอัล โซเซียดาด ทีม บี ระหว่างปี 2019 – 2022 ก่อนรับงานทีมห้างขายยา

ย้อนกลับไปซีซัน 2021-22 เคราร์โด เซโอเน พาเลเวอร์คูเซนจบด้วยอันดับ 3 หลังจาก 5 ซีซันก่อนหน้าขึ้นถึงอันดับ 4ครั้งเดียว นั่นทำให้เกิดความหวังสูงกับซีซัน 2022-23 แต่เหตุการณ์ต่างราวหน้ามือหลังมือ กุนซือชาวสวิสพาทีมชนะ 2 นัด เสมอ 2 นัด แพ้ 8 นัดจาก 12 เกมแรกรวมทุกรายการ แถมพ่ายต่อเอลเวอร์สเบิร์ก ทีมดิวิชัน 3 ในเดเอฟเบ โพคาล รอบแรก และแพ้ 3 จาก 4 นัดแรกของแชมเปียนส์ ลีก สโมสรปลดเซโอเนพ้นตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2022 ขณะทีมอยู่อันดับรองโหล่ของบุนเดสลีกา

ไซมอน โรลเฟส อดีตมิดฟิลด์เลเวอร์คูเซน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการกีฬาของสโมสร ให้สัมภาษณ์ว่า “มันน่าแปลกใจมากทั้งที่เราเก็บนักเตะดีๆไว้ได้หมด จบอันดับ 3 ซีซันที่แล้ว เล่นได้ดีมากๆด้วยซ้ำ ผมคิดว่าเราทำได้ถึง 80 ประตู มากที่สุดในประวัติศาสตร์เลย แต่จู่ๆเราก็ออกสตาร์ทได้ย่ำแย่”

“จากการวิเคราะห์ได้ข้อสรุปว่า เราจะหลุดพ้นสถานการณ์แย่นี้ได้อย่างไร เรารู้สึกว่าโค้ชคงไม่เวิร์กเหมือนเดิมแล้ว นั่นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

และวันเดียวกับที่เซโอเนจากไป สโมสรประกาศแต่งตั้งอลอนโซเป็นเทรนเนอร์คนใหม่ ซึ่งหลายคนมองว่า การให้โค้ชที่ไม่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่เลยเป็นความเสี่ยง แต่โรลเฟสเฝ้ามองอลอนโซอย่างใกล้ชิดระยะเวลาหนึ่งแล้ว และหลังผ่านขั้นตอนสัมภาษณ์ เขาก็มั่นใจว่า อลอนโซเป็นคนที่ใช่

“เรามีข้อมูลดีๆเกี่ยวกับเขาอยู่ในมือแล้ว การพูดคุยกันช่วยยืนยันในสิ่งที่ผมคิด เราวิเคราะห์สไตล์การเล่นและการทำทีมของเขา อะไรบ้างที่สามารถคาดหวังได้ มันจะเข้ากับนักเตะที่มีอยู่อย่างไร รวมถึงบุคลิกภาพ”

“เขาสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่นี่ เราเป็นสโมสรที่สามารถสนับสนุนเขา เราเป็นสโมสรที่ดีมีเสถียรภาพ มีสตาฟโค้ชที่ดีคอยช่วยเหลือเขาได้ เป็นกลุ่มคนที่ดีมากๆ ต่อมาก็เป็นตำแหน่งของผม ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเขา ผมพร้อมสนับสนุนเขาเต็มที่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งสำคัญ”

แต่แมตช์แรกที่อลอนโซคุมทีม เลเวอร์คูเซนแพ้ชาลเกยับ 0-4 ตามด้วยปราชัยต่อปอร์โตและแฟรงค์เฟิร์ตด้วยสกอร์รวม 1-8 โดย 7 นัดแรกรวมทุกรายการ (บุนเดสลีกากับแชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม) ทีมของอลอนโซเก็บมาได้เพียง 6คะแนนเท่านั้น 

ผู้อำนวยการกีฬาย้อนความรู้สึกตอนนั้นว่า “1 เดือนแรก มันเป็นช่วงเวลาที่หนาหนัก แต่ข้อดีคือช่วยให้เราเรียนรู้และรู้จักกันดีขึ้น ช่วยให้เราตระหนักว่าควรทำงานด้วยกันอย่างไร”

ทุกอย่างดีขึ้นเมื่อถลุงทีมอันดับ 4 ซีซันนั้น อูนิโอน เบอร์ลิน 5-0 เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2022 โดยถ้วยสโมสรยุโรปที่ตกลงไปเล่นยูโรปา ลีก เลเวอร์คูเซนเอาชนะโมนาโก, เฟเรนซ์วารอส และยูเนียน แซงต์ กิลลัวส์ ผ่านเข้าถึงรอบรองขนะเลิศและแพ้โรมา ส่วนบุนเดสลีกา อลอนโซดันทีมจากอันดับ 17 ขึ้นมาปิดซีซันด้วยอันดับ 6 และจบซีซันต่อมาด้วยถาดแชมป์ทั้งที่ยังเหลือโปรแกรม 5 นัด

เหตุปัจจัย 4 ข้อ สู่ความสำเร็จของทีมห้างขายยา

ESPN สื่อใหญ่ในอเมริกา ได้วิเคราะห์รากฐานสำคัญ 4 ข้อที่ส่งให้เลเวอร์คูเซนไปสู่ความสำเร็จเหนือความคาดหมาย

ข้อ 1 เป็นการขาย ไค ฮาแวร์ตซ์ ให้เชลซีเมื่อปี 2020 ด้วยค่าตัวถึง 70 ล้านยูโร ซึ่งถูกนำมาลงทุนต่อได้อย่างสุดคุ้ม ขณะที่นักเตะจากยุคเดียวกันอย่าง โยนาธาน ทาห์ และเอเซเกล ปาลาซิออส ยังมีบทบาทสำคัญกับทีมจนถึงตอนนี้

ข้อ 2 ต้องมอบเครดิตมากมายให้กับ ไซมอน โรลเฟส สำหรับผลงานในตลาดซัมเมอร์ที่ผ่านมาเช่น อเล็กซ์ กรีมัลโด,กรานิต ชากา, โยนาส ฮอฟมันน์, เนธาน เทลลา และวิคเตอร์ โบนิเฟซ ทุกคนต่างให้ผลลัพธ์เชิงบวกแก่เลเวอร์คูเซนในฤดูกาลนี้

ข้อ 3 ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ เป็นอัญมณีเม็ดสำคัญของเลเวอร์คูเซนนับตั้งแต่เลื่อนชั้นจากทีม ยู-17 ขึ้นมาเล่นให้ชุดใหญ่ครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 2020 ในเกมเยือนที่เบรเมน ทำลายสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดของสโมสรที่เล่นบุนเดสลีกาของฮาแวร์ตซ์ ที่ 17 ปี 15 วัน และต่อมาวันที่ 6 มิถุนายน ก็ทำประตูแรกให้ทีมห้างขายยาและเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกาที่ 17 ปี 34 วัน จากเกมเหย้าที่แพ้บาเยิร์น 2-4 ประตูเกิดขึ้นนาทีที่ 89

ข้อ 4 แน่นอนย่อมเป็น ชาบี อลอนโซ ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันว่าสโมสรโขคดีมากที่ได้ตัวตำนานมิดฟิลด์ ซึ่งเล่นให้ทีมชาติสเปนถึง 114 นัด และเคยร่วมบิ๊กทีมอย่างลิเวอร์พูล, เรอัล มาดริด และบาเยิร์น

ลูกัส ฮราเด็ตสกี นายทวารทีมชาติฟินแลนด์ ซึ่งร่วมทีมมาตั้งแต่ปี 2018 เปิดใจกับ ESPN ว่า “ผมเคยคิดว่ารถไฟแล่นออกไปแล้วเสียอีก แต่พอเราได้โค้ชและการเสริมผู้เล่นจากตลาด นั่นทำให้ผมเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาอีกครั้ง”

เลเวอร์คูเซนยังจะประสบความสำเร็จอีกได้ไหม

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา การเฉลิมฉลองของเลเวอร์คูเซนย่อมมีวันสุดสิ้น คำถามคือ Die Werkself จะไปได้ไกลกว่าซีซัน 2023-24 ไหม หรือเป็นเพียงซินเดอเรลลาผู้เลอโฉมก่อนเวลาเที่ยงคืน

บิล คอนเนลลี นักข่าว ESPN มองว่าขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยบางข้อ เริ่มจากเวิร์ตซ์ ซึ่งถูกตีราคาไว้สูงถึง 100 ล้านยูโร แม้แนวรุกดาวรุ่งวัย 20 ปี ยังมีสัญญากับสโมสรถึงกลางปี 2027 และน่าจะเป็นเป้าหมายเนื้อหอมในตลาดซัมเมอร์ปีหน้า ถ้าเลเวอร์คูเซนจะรักษาความสำเร็จได้นานๆ ควรรักษาเวิร์ตซ์ให้ได้

สถิติรวมทุกรายการซีซันนี้ สิ้นสุดที่แมตช์กับเบรเมน เวิร์ตซ์ลงสนาม 42 นัด ทำ 17 ประตู สูงเป็นอันดับ 2 ของทีม และ 18แอสซิสต์ มากที่สุดในทีม แต่เหนือกว่านั้น เวิร์ตซ์พาบอลเข้าไปยังโซน final third ถึง 426 ครั้งทั้งการจ่ายบอลและเลี้ยงบอลแบบ progressive เป็นตัวเลขที่เหนือกว่าเพื่อนทุกคน ทิ้งห่างอันดับ 2-3 เจเรมี ฟริมปง 304 ครั้ง และกรีมัลโด 250ครั้ง

แม้มีปัญหาเอ็นไขว้หน้าเข่า ถูกจำกัดด้วยจำนวนการลงสนาม แต่ค่าเฉลี่ยต่อ 90 นาทีกลับดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อ 12.2 ครั้งในซีซันนี้เทียบกับ 6.8 ครั้ง ซีซันที่แล้ว และ 7.5 ครั้ง ซีซัน 2021-22 

แม้เวิร์ตซ์ยังจะอยู่ในทีมป้องกันแชมป์บุนเดสลีกา แต่เลเวอร์คูเซนจะสามารถรักษาขุนพลสำคัญไว้ครบไหมในซีซัน 2024-25 อย่างเช่น ชากา, กรีมัลโด, ฮอฟมันน์, โรเบิร์ต อันดริช รวมถึงนักเตะที่อยู่กับทีมยาวนานอย่างทาห์และฮราเด็ตสกี ขณะที่มีข่าวออกมาว่า สโมสรพรีเมียร์ลีกให้ความสนใจอย่างจริงจังกับเอ็ดมงด์ ทัปโซบ และฟริมบง แต่คอนเนลลีเชื่อว่า ปกติแล้วสโมสรมักไม่หวั่นหากเสียสตาร์ไปสัก 1-2 คน แล้วก็จ่ายเงินน้อยกว่าไปซื้อผู้เล่นที่มีความแตกต่างไม่มากนัก

แต่ตัวแปรที่สำคัญสูงสุดคือ อลอนโซ ซึ่งตัดสินใจสานต่อโปรเจ็คท์ที่เลเวอร์คูเซน ไม่ย้ายไปคุมทีมลิเวอร์พูลหรือบาเยิร์น อย่างน้อยก็ซีซัน 2024-25 คงต้องติดตามต่อไปว่า อลอนโซจะทำได้เหมือนเยอร์เกน คลอปป์ ไหม ซึ่งนำแชมป์บุนเดสลีกามาให้ดอร์ทมุนด์ 2 ปีติดต่อกันในซีซัน 2010-11 และ 2011-12 

อย่างไรก็ตาม เลเวอร์คูเซนจะทำให้เป็นจริงหรือไม่ขึ้นอยู่กับบาเยิร์นไม่ใช่น้อย แม้ทีมเสือใต้จะเพลี่ยงพล้ำเสียถาดแชมป์ที่รักษาไว้นาน 11 ปี แต่บาเยิร์นยังเป็นบาเยิร์น ซึ่งล่าสุดล้มอาร์เซนอล ผ่านเข้าไปตัดเชือก แชมเปียนส์ ลีก กับเรอัล มาดริด รวมถึงดอร์ทมุน์กับไลป์ซิก ซึ่งเพียรพยายามล้มบัลลังก์ของบาเยิร์น แม้กระทั่งอาจมีทีมที่สร้างปาฏิหาริย์เหลือเชื่อปรากฎขึ้นอย่างซตุ๊ตการ์ท ซึ่งอยู่อันดับ 3 ตอนนี้ทั้งที่ซีซันที่แล้ว จบอันดับ 16 แต่สามารถต่ออายุบุนเดสลีกาได้ด้วยการชนะฮัมบวร์ก จากลีก 2 ในแมตช์เพลย์ออฟ

ทั้งหมดนี้ทำให้การแย่งถาดแชมป์ Die Meisterschale มีความสนุกสนานขึ้นในรอบหลายๆปีสำหรับแฟนบอลบุนเดสลีกาที่ไม่ใช่กองเชียร์บาเยิร์น

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ติอาโก มอตตา กับปรัชญาลูกหนังล้ำสมัยที่ซ่อนอยู่ใน 2-7-2

ติอาโก มอตตา เทรนเนอร์ชาวบราซิลวัยเพียง 41 ปี เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมฟุตบอลคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองแม้ยังไม่เคยพาทีมประสบความสำเร็จใดๆ ผลงานดีที่สุดเพียงพาโบโลญญาจบซีซันด้วยเลขตัวเดียวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นกัลโช เซเรียอา ฤดูกาล 2015–16 และตอนนี้กำลังพารอสโซบลู (ทีมแดงน้ำเงิน) ลุ้นโควตาทัวร์นาเมนท์ยุโรป

ยิ่งกว่านั้น มอตตาเคยตกเป็นข่าวดังในสื่อฟุตบอลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2018 มอตตา ซึ่งเพิ่งแขวนสตั๊ดราวครึ่งปีก่อนหน้า ให้สัมภาษณ์กับสื่อยักษ์อิตาลี ลา กัซเซตตา เดลโล สปอร์ต ขณะรับตำแหน่งโค้ชใหม่ของทีมปารีส แซงต์-แยร์กแมง รุ่นยู-19 ว่า เขาต้องการปฏิวัติฟุตบอลผ่านรูปแบบการเล่น 4-3-3 ด้วยการตีความใหม่เป็น 2-7-2 (ซึ่งบทความนี้จะขยายความและวิเคราะห์ทางแทคติกภายหลัง)

ต้นเมษายนที่ผ่านมามีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สนใจที่จะดึงมอตตามาคุมทีมแทนเอริก เทน ฮาก เพราะพอใจผลงานและรูปแบบการเล่นนับตั้งแต่เป็นเทรนเนอร์ให้โบโลญญาในเดือนกันยายน 2022 มอตตาพารอสโซบลูจบซีซันแรกด้วยอันดับ 9 และมีลุ้นจบซีซันนี้ด้วยท็อป-4 

นอกจากแมนฯยูไนเต็ด ยูเวนตุสเป็นอีกทีมที่ต้องการอดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล/อิตาลี ซึ่งกำลังจะหมดสัญญากับโบโลญญาหลังซีซันนี้จบลง ดาริโอ คาโนวี เอเยนต์ของมอตตาเคยกล่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า มอตตาปรารถนาจะคุมทีมลงแข่งแชมเปียนส์ ลีก สักวันหนึ่ง ซึ่งนั่นทำให้โอกาสของแมนฯยูไนเต็ดเป็นไปได้น้อยกว่ายูเวนตุส อย่างไรก็ตาม “เรด เดวิลส์” ยังมีข่าวเชื่อมโยงกับแกรห์ม พอตเตอร์ และแกเรธ เซาธ์เกต ในฐานะผู้จัดการทีมใหม่ด้วย แม้กระทั่งเทน ฮาก จะทำหน้าที่ต่อไปเป็นปีที่ 3 ยังไม่สามารถขีดทิ้งได้

มิดฟิลด์สารพัดประโยชน์ ชาญฉลาดเชิงเทคนิค

มอตตาเกิดวันที่ 28 สิงหาคม 1982 ที่เซา เบอร์นาโด ดู คัมโป ในรัฐเซา เปาโล ประเทศบราซิล ย้ายจากคลับ แอตเลติโก ยูเวนตุส ทีมลูกหนังในเซา เปาโล มาอยู่บาร์เซโลนาเมื่อปี 1999 ขณะอายุ 17 ปี แต่เริ่มกับทีมชุด บี มีสถิติ 12 ประตูจาก 84 นัดเฉพาะบอลลีก ก่อนถูกโปรโมทขึ้นชุดใหญ่ในปี 2001

มอตตาค้าแข้งที่บาร์เซโลนาระหว่างปี 2001 – 2007  ทำ 9 ประตูจาก 139 นัดรวมทุกรายการ โชคร้ายที่บาดเจ็บเป็นระยะๆ รวมถึงเอ็นเข่าซ้ายจากเกมกับเซบีญา วันที่ 11 กันยายน 2004 ต้องพักรักษาตัวถึง 7 เดือน นอกจากนี้ยังเคยตกเป็นข่าวใหญ่บนหน้าสื่อจากยูฟา คัพ รอบ 4 นัดแรก วันที่ 11 มีนาคม 2004 ซึ่งบาร์เซโลนาแพ้ 0-1 ในบ้านเซลติก เมื่อเขาและโรเบิร์ต ดักลาส นายทวารเจ้าบ้าน ได้รับใบแดงจากเหตุทะเลาะวิวาทในอุโมงค์ขณะพักครึ่ง

หลังถอดยูนิฟอร์มบาร์ซา มอตตาย้ายไปเล่นให้อัตเลติโก มาดริด ซีซัน 2007-08 และเจนัว ซีซัน 2008-09 ตามด้วยอีก 2 ซีซันครึ่งกับอินเตอร์ มิลาน ก่อนย้ายไปอยู่ปารีส แซงต์-แยร์กแมง ด้วยค่าตัวประมาณ 10 ล้านยูโรในตลาดฤดูหนาวปี 2012 มอตตาเล่นให้เปแอสเช 6 ซีซันครึ่ง ทำ 12 ประตูจาก 232 นัดรวมทุกรายการ และคว้าแชมป์กับยักษ์ใหญ่แห่งปารีสถึง 19รายการ รวมถึงแชมป์ลีกเอิง 5 สมัย ก่อนแขวนสตั๊ดหลังจบซีซัน 2017-18 และผันตัวเองไปเป็นโค้ช ยู-19 ของสโมสร

ตลอดอาชีพค้าแข้ง มอตตาชนะเลิศถึง 27 รายการ รวมถึงแชมป์ลา ลีกา 2 สมัยซ้อน และชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2006 กับบาร์เซโลนา และอยู่ในทีมอินเตอร์ มิลาน ชุดทริปเปิล แชมป์ ซีซัน 2009-10 (เซเรีย อา, โคปปา อิตาเลีย และแชมเปียนส์ ลีก)

สำหรับทีมชาติ มอตตาเคยเล่นให้ทีมบราซิล ยู-17 และ ยู-23 ก่อนติดชุดใหญ่ไปแข่งขันคอนคาเคฟ โกลด์ คัพ ปี 2003 ซึ่งได้ลงสำรอง 2 นัดกับเม็กซิโกและฮอนดูรัสในรอบแบ่งกลุ่มรวมเพียง 71 นาที 

หลายปีต่อมา มีข่าวระบุว่ามอตตาอาจถูกทีมชาติอิตาลีเรียกตัวและอาจได้ไปเล่นเวิลด์คัพ 2010 เนื่องจากเขาถือ 2 สัญชาติ (dual nationality)  โดยปู่ของเขาเป็นชาวอิตาเลียนเนื่องจากปู่ทวดย้ายถิ่นฐานจาก Polesella ในอิตาลีมาอยู่ทวีปอเมริกาใต้ช่วงต้นทศวรรษ 1900

มอตตาเล่นให้อิตาลีนัดแรก วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2011 ถูกเปลี่ยนลงมานาทีที่ 63 ของเกมกระชับมิตรที่เสมอเยอรมนี 1-1 รวมแล้วเขาแข่งขันให้ทีมอัซซูรี 30 นัด ทำ 1 ประตูระหว่างปี 2011 – 2016 และได้รับเหรียญรองแชมป์ยูโร 2012 รวมถึงติดทีมชาติไปแข่งเวิลด์ คัพ 2014

สไตล์การเล่นของมอตตาเป็นประเด็นน่าสนใจเพราะอาจส่งผลต่อแนวคิดในฐานะเทรนเนอร์ มอตตาได้รับนิยามว่าเป็น combative player หรือนักเตะแนวนักสู้พันธุ์ดุ เล่นได้ทั้ง defensive midfielder และ central midfielder แต่ความจริงเล่นได้หลากหลายหน้าที่ในกองกลางด้วยความเฉลียวฉลาดเชิงเทคนิคและสารพัดประโยชน์

กับทีมชาติอิตาลี โค้ชเซซาเร ปรานเดลลี ให้เล่นเป็น deep-lying playmaker หรือ attacking midfielder เพราะมองว่ามอตต้าสามารถจ่ายบอลเพื่อเซตจังหวะการเล่นในแดนกลางได้ดี หรือในยูโร 2012 มอตตาทำหน้าที่ใหม่เป็น false attacking midfielder ในฟอร์เมชัน 4–3–1–2 ของปรานเดลลี บทบาทของเขาเปรียบเสมือน metodista ในภาษาอิตาเลียนหรือเซ็นเตอร์ฮาล์ฟนั่นเอง เนื่องจากเป็นตัวควบคุมการเล่นในกองกลางและช่วยเหลือแนวรับของทีม

แม้ได้รับเสียงชื่นชมเรื่องแทคเกิล, การอ่านเกม และคุณสมบัติเกมรับอย่างเช่น ball winner แต่จุดเด่นที่สุดของมอตตาเป็นการคอนโทรลบอล, เทคนิค, วิสัยทัศน์ และระยะการจ่ายบอล อีกทั้งมอตตายังมีสรีระแข็งแกร่ง, ลูกโหม่งดี และสามารถวิ่งตัดหลังเข้าไปในเขตโทษ จึงเป็นตัวโจมตีทางอากาศที่อันตราย รวมถึงการซัดบอลจากระยะไกล แต่มักโดนวิจารณ์เรื่องความก้าวร้าวในสนามและขาดความเร็ว

ประกาศปฏิวัติฟุตบอลแม้ยังไม่มีโปร ไลเซนซ์

ปารีส แซงต์-แยร์กแมงให้มอตตาคุมทีมยู-19 หลังแขวนสตั๊ดไม่กี่เดือน มอตตาสมัครเข้าเรียนคอร์สยูฟา โปร ไลเซนซ์ ที่ Centro Tecnico Federale di Coverciano ในเดือนสิงหาคม 2019 และได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2020 แต่ระหว่างนั้นในเดือนตุลาคม 2019 เจนัว ซึ่งรั้งอันดับรองบ๊วยของเซเรีย อา ได้แต่งตั้งมอตตาเป็นผู้จัดการทีมแทนออเรลิโอ อันเดรียสโซลี แต่ไล่ออกอย่างรวดเร็วปลายธันวาคมหลังคุมทีมเพียง 10 นัด เจนัวชนะ 2 นัด เสมอ 3 นัด แพ้ 5 นัด

กรกฎาคม 2021 มอตตาได้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมของสเปเซียแทนวินเซนโซ อิตาเลียโน ซึ่งลาออกไปคุมทีมฟิออเรนตินา เขาทำงานเต็มซีซัน มีผลงานชนะ 11 นัด เสมอ 6 นัด แพ้ 23 นัด, เคยได้รับรางวัลเทรนเนอร์ยอดเยี่ยมของเซเรีย อา ประจำเดือนมกราคม 2022 เมื่อสเปเซียชนะ 3 นัดรวด และท้ายสุดช่วยให้ทีมรอดตกชั้นหวุดหวิด 

มอตตาตกลงยกเลิกสัญญากับสเปเซีย วันที่ 28 มิถุนายน 2022 ก่อนรับตำแหน่งผู้จัดการทีมโบโลญญา วันที่ 12 กันยายน 2022 แทนซินิซา มิไฮจ์โลวิช สามารถพาทีมรอซโซบลูจบซีซันด้วยอันดับ 9 เป็นเลขตัวเดียวครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นมาเล่นเซเรียอา ฤดูกาล 2015–16 และยังได้รางวัลเทรนเนอร์ยอดเยี่ยมประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2023

มอตตาเป็นหนึ่งในเทรนเนอร์คลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองจากไอเดียการทำทีม เคยเรียกเสียงฮือฮาเมื่อให้สัมภาษณ์กับลา กัซเซตตา เดลโล สปอร์ต ในเดือนพฤศจิกายน 2018 ทั้งที่เพิ่งรับงานโค้ชครั้งแรกในชีวิตกับทีมยู-19 ของเปแอสเช และยังไม่ได้ยูฟา โปร ไลเซนซ์ ด้วยซ้ำ เมื่อเขาประกาศว่ามีเป้าหมายปฏิวัติฟุตบอลผ่านรูปแบบการเล่น 4-3-3 ด้วยการตีความใหม่เป็น 2-7-2

“ความคิดของผมคือ เล่นเกมบุก คอนโทรลเกมได้ ไฮ-เพรสซิ่ง และเต็มไปด้วยการเคลื่อนที่ทั้งขณะมีและไม่มีบอล ผมต้องการให้ลูกทีมที่กำลังครองบอลมีวิธีแก้เกมอยู่ในหัว 3-4 รูปแบบเสมอ พร้อมทั้งมีเพื่อนร่วมทีม 2 คนอยู่ใกล้ๆเพื่อช่วยเหลือ”

“ผมไม่ชอบตัวเลขในสนาม (ฟอร์เมชันต่างๆ) เพราะมันหลอกคุณได้ บางทีทีมสามารถเปิดเกมรุกได้สุดๆด้วยระบบการเล่น 5–3–2 และสามารถตั้งรับได้เหนียวแน่นจาก 4–3–3 ทั้งนี้มันขึ้นอยู่กับคุณภาพของนักฟุตบอล”

“ผมมีแมตช์หนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ฟูลแบ็ค 2 คนลงเอยด้วยการเล่นตำแหน่งเบอร์ 9 และ 10 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบนักเตะอย่างซามูเอลและคิเอลลินีที่เป็นกองหลังธรรมชาติ ถ้าอย่างนั้นมันควรเป็นฟอร์เมชัน 2–7–2 หรือเปล่า ผู้รักษาประตูถูกนับเป็นหนึ่งในกองกลาง 7 คน สำหรับผมแล้ว กองหน้าคือกองหลังคนแรก และผู้รักษาประตูเป็นกองหน้าคนแรก ผู้รักษาประตูเป็นคนเริ่มการเล่นด้วยเท้า กองหน้าเป็นคนแรกที่เข้ากดดันเพื่อแย่งบอลกลับคืนมา”

ตีความปรัชญาฟุตบอลของมอตตาผ่านฟอร์เมชัน 2-7-2

โทนี โรเบิร์ตสัน นักข่าวดิจิตอลของ The Sun อธิบายปรัชญาฟุตบอลของกุนซือวัย 41 ปีว่า ตัวเลข 2-7-2 ดูแปลกเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะมอตตามองผู้รักษาประตูเป็นเหมือนผู้เล่นมิดฟิลด์คนหนึ่งของเขา

แต่ความจริงแล้ว มอตตาอ่านแผนผัง 2-7-2 จากข้างสนามด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ไม่ใช่จากกรอบประตูของทีมตัวเองไปยังฝั่งตรงข้ามเหมือนมุมมองปกติ ดังนั้นตัวเลข 2 จึงเป็นแบ็คขวาและปีกขวา กับแบ็คซ้ายกับปีกซ้าย โดยกองกลาง 7 คนประกอบด้วยผู้รักษาประตู, เซ็นเตอร์แบ็ค 2 คน, ดีเฟนซีพ มิดฟิลด์, เซ็นทรัล มิดฟิลด์ 2 คน และศูนย์หน้า

โรเบิร์ตสันสรุปว่า อีกนัยหนึ่ง 2-7-2 สำหรับมอตตาก็เป็นฟอร์เมชันปกติของ 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 นั่นเอง หากวิเคราะห์จากรูปแบบการเล่นซีซันนี้ของโบโลญญา เห็นได้ชัดตรงกับปรัชญาข้อหนึ่งที่มอตตาพูดไว้เมื่อปี 2018 คือ โดดเด่นเรื่องการครองบอล รอสโซบลูจ่ายบอลแม่นยำสูงถึง 85.2% มากเป็นอันดับ 2 ของเซเรีย อา ณ ต้นเดือนเมษายน 2024 

การบิลด์อัพเพลย์ของโบโลญญาเริ่มที่ 1-3-2-5 แต่สามารถปรับเปลี่ยนเป็น 2-3-5 ตามด้วยอะไรที่คล้ายกับ 4-3-3 ซึ่งมิดฟิลด์เบอร์ 8 สองคนจะออกด้านข้างเพื่อสนับสนุนปีกและฟูลแบ็ค แต่โบโลญญามีจำนวนครอสบอลเข้ากรอบเขตโทษอยู่อันดับท้ายๆของลีกเมืองมะกะโรนี มอตตาชอบให้ลูกทีมเล่นกับพื้นที่ว่างและสร้างสรรค์จากตำแหน่งการยืนที่แคบๆ ซึ่งจะเห็นจากกองหน้าอย่างโจชัว ซีร์กเซ ถอยลงไปในพื้นที่ว่างเพื่อช่วยลำเลียงบอลจาก box midfield ของทีม

สำหรับเกมรับ โบโลญญาจะใช้แทคติกไฮ-เพรส ก่อนปรับรูปแบบเป็น 4-1-4-1 mid-block นั่นทำให้ทีมของโบโลญญามีสไตล์การเล่นที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและทำให้คู่แข่งงุนงงสับสนได้

วิเคราะห์รูปแบบการเล่นที่สลับซับซ้อนของทีมโบโลญญา

เว็บไซต์ The Football Analyst ได้จัดทำบทความวิเคราะห์แทคติกของมอตตาไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากการสร้างเกมที่แบ่งออกเป็น low build-up และ high build-up

มอตตาจะวางฟอร์เมชัน 4-2-5 สำหรับ low build-up โดยให้เซ็นเตอร์แบ็ค 2 คนยืนด้านข้าง ผู้รักษาประตูจะยืนบริเวณเสาข้างหนึ่ง อีกข้างมีผู้เล่นคนหนึ่ง โดยมีผู้เล่นอีก 2 คนอยู่ด้านหน้า ทำให้ฟอร์มตัวเป็น box-midfield ตรงกลางบริเวณกรอบเขตโทษ บ่อยครั้งมิดฟิลด์ตัวรุกจะถอยลงมาร่วมด้วยเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เล่นที่สามารถร่วมช่วยกันแก้เพรสของฝ่ายตรงข้าม

ส่วน high build-up รูปแบบจะเปลี่ยนเป็น 1-3-2-5 คล้ายกับ low build-up ต่างกันเพียงผู้รักษาประตูยืนหน้าโกล์คนเดียวเหมือนปกติ เซ็นเตอร์แบ็ค 2 คนกับผู้เล่นอีก 1 คนดันตัวขึ้นไปข้างหน้า 

อย่างไรก็ตาม โบโลญญาของมอตตามักโรเตชันรูปแบบบิลด์อัพเพื่อสร้างความสับสนให้คู่แข่งขัน หรือปรับตัวเองไปตามฟอร์เมชันของฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้จำนวนผู้เล่นมีความได้เปรียบตามพื้นที่หรือโซนต่างๆ หวังผลในการทำลายเกมรับและเข้าไปทำประตูได้มากขึ้น แต่การปรับเปลี่ยนที่ใช้บ่อยที่สุดเป็นการดันเซ็นเตอร์แบ็คคนหนึ่งขึ้นไปยังกองกลางเป็นรูปแบบ 1-2-3-5 

สำหรับการเข้าโจมตี โบโลญญาเป็นทีมหนึ่งที่ยอดเยี่ยมในพื้นที่ final third มักสร้างโอกาสได้เสมอ หลักๆคือโจมตีพื้นที่ว่างของคู่แข่งระหว่างเซ็นเตอร์แบ็คกับฟูลแบ็คหรือ half-space นั่นเอง ลูกทีมของมอตตามักโจมตีบริเวณด้านข้างของสนามด้วยการโอเวอร์แลปของผู้เล่นมิดฟิลด์

นอกเหนือโจมตี half-space แล้ว มอตตายังมีแทคติกเกมบุกอีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์คือผู้เล่นในแดนกลางให้มีจำนวนเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งปกติมักวางผู้เล่น 4 คนเพื่อต่อกรกับ box-midfield ของรอสโซบลู โดยมอตตาจะแก้เกมด้วยการให้กองหน้าถอยลงมา สร้างความได้เปรียบในจำนวนผู้เล่นกองกลาง และมักจะประสบความสำเร็จในการทำลายแนวรับของคู่แข่ง ซึ่งเป็นไปได้ที่เซ็นเตอร์แบ็คจะตามไปประกบกองหน้า นั่นเป็นโอกาสให้โบโลญญาเข้าไปทะลวงพื้นที่ว่างที่อยู่ข้างหลัง

The Football Analyst มองว่าการเล่นของโบโลญญาเป็นไปในลักษณะที่มอตตาเคยให้สัมภาษณ์ปลายปี 2018 คือ เล่นเกมบุก คอนโทรลเกมได้ ไฮ-เพรสซิ่ง และเต็มไปด้วยการเคลื่อนที่ทั้งขณะมีหรือไม่มีบอล ส่วนใหญ่จะทำเช่นนั้นไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้รูปแบบไหนมาต่อกร หลักการสำคัญข้อหนึ่งที่มอตตาทำได้สำเร็จคือ สร้างความไหลเวียนภายในระบบของทีมผ่านinterchanges และ rotations หลายรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น มอตตาต้องการให้เซ็นเตอร์แบ็คของโฮลดิ้งมิดฟิลด์โรเตทและเปลี่ยนตำแหน่งกันเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน บ่อยครั้งที่มิดฟิลด์ตัวรับถอยลงเพื่อลากกองกลางคู่แข่งขันตามมา ซึ่งจะเปิดพื้นที่ว่างตรงกลาง เซ็นเตอร์แบ็คจะวิ่งเข้าไปใน open space นั้นเพื่อรับบอลและลำเลียงขึ้นไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การเล่นลักษณะนี้ได้ต้องอาศัยทักษะเชิงแทคติกและเทคนิคจากนักเตะเป็นอันมาก การไหลเวียนภายในระบบจะสร้างไดนามิกใหม่และหลากหลายให้กับเกมบุกของโบโลญญา อีกทั้งยังช่วยเพิ่มทางออกใหม่ๆในการเอาชนะเพรสซิ่งของทีมคู่แข่งด้วย

ในส่วนของเกมรับก็ไม่แตกต่างจากบิลด์อัพและเกมบุก โบโลญญาจะมีทั้ง high press และ low press ทีมของมอตตาจะดูดุดันแม้ทั้งจังหวะไม่มีบอลเช่น high press มอตตาต้องการให้นักเตะตามประกบคู่แข่งแบบ man-to-man และเข้าเพรสซิ่งอย่างเข้มข้น ทีมรอสโซบลูมักจะแย่งบอลได้บริเวณพื้นที่ด้านบนของสนามเสมอ แน่นอนบ่อยครั้งที่พวกเขาได้ประตูจากไฮเพรส

สำหรับ low press โบโลญญาจะปรับฟอร์เมชันเป็น 1-4-5-1 สร้าง mid-block เพื่อปิดพื้นที่บริเวณกลางสนาม บีบให้คู่แข่งออกบอลไปด้านข้าง มอตตาต้องการให้ลูกทีมประกบมิดฟิลด์ฝ่ายตรงข้ามแบบ man-mark อย่างไรก็ตามโบโลญญามีเกมรับที่ไดนามิกสูง แปรเปลี่ยนไปตามการเล่นของคู่แข่ง นอกจาก 1-4-5-1 ยังอาจเป็น 1-4-1-4-1 หรือ 1-4-2-3-1 ได้อีกด้วย

2-7-2 อาจเป็นการจิกกัดด้วยอารมณ์ขันของโค้ชหัวก้าวหน้า

อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ transfermarkt ในการแข่งขันฤดูกาล 2023-24 ฟอร์เมชันที่โบโลญญาใช้เป็นหลักคือ 4-2-3-1รองลงมาคือ 4-1-4-1 บางครั้งเป็น 4-3-3 Attacking ซึ่งก็ตรงอย่างที่มอตตาพยายามสื่อปรัชญาฟุตบอลของเขากับลา กัซเซตตา เดลโล สปอร์ต เมื่อกว่า 5 ปีที่แล้วว่า เขาเพียงต้องการตีความฟอร์เมชันให้แตกต่างจากลักษณะเดิมๆที่ไม่ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะการเล่นที่แท้จริงเลย เขาจึงอ่านฟอร์เมชันด้วยวิธีใหม่คือจากด้านข้างของสนาม ซึ่งเมื่อเวลาผ่านเลยจนถึงตอนนี้ 2-7-2 อาจเป็นเพียงอารมณ์ขันเชิงจิกกัดตามประสาโค้ชใหม่ไฟแรงที่มีความเป็นศิลปินซุกซ่อนอยู่

เราสามารถมองอีกมุมหนึ่งได้ว่า แนวคิดที่ให้สัมภาษณ์ปลายปี 2018 ถือเป็นไอเดียหัวก้าวหน้าเพราะทุกวันนี้ ไฮเพรสซิ่ง, การให้ความสำคัญกับเปอร์เซ็นต์การครองบอล, โรเตชันและทรานซิชันตำแหน่งระหว่างผู้เล่น ถือเป็นแทคติกปกติและได้รับความนิยมในหมู่สโมสรชั้นนำไปแล้ว

ดังที่ The Football Analyst ได้สรุปบทวิเคราะห์แทคติกของโบโลญญาว่า เห็นได้ชัดมอตตามีกลยุทธ์ที่ซับซ้อน ซึ่งสามารถยกให้เป็นวิวัฒนาการของปรัชญาฟุตบอลก็ไม่ผิดความจริงนัก สร้างสรรค์ให้เกิดรูปแบบการเล่นใหม่ๆที่ทันสมัยและมีชีวิตชีวา นำไปสู่เกมฟุตบอลที่สวยงามมอบแก่ผู้ชม

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)