Categories
Feature

เจมส์ มิลเนอร์ พรีเมียร์ลีก 24 ฤดูกาล 657 เกม และยังเดินหน้าต่อไป

ณ Amex Stadium วันเสาร์ที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เกมนัดที่ 31 ของซีซั่น ไบร์ทตัน เปิดรังเอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 2-1 โดยบ้านมีมิดฟิลด์วัย 40 กะรัต เจมส์ มิลเนอร์ บัญชาทัพเหนือทีมเก่าของเขา หงส์แดง ลิเวอร์พูล ได้อย่างน่าทึ่ง

ตารางนกหวีดเริ่มเกมนั้นคือหน้าประวัติศาสตร์ที่ยังคงเป็นเส้นทางต่อไปเรื่อย ๆ มิลเนอร์เพราะว่าแมตช์พรีเมียร์ลีกนัดที่ 657 ค่อย ๆ ขยับเจ้าของสถิติสูงสุดเดิม แกเรธแบร์รีที่ตัวเลข 653 เผชิญซึ่งยืนยงมาต่อเนื่อง 2017 

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตเจ้านายคู่ใจที่ลิเวอร์พูล เปรียบเปรยไว้อย่างน่าฟังว่า “การลงเล่นถึงจำนวนนี้เปรียบได้กับการลงจอดบนดวงจันทร์ มันเป็นเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในชีวิต และมันคือสิ่งพิเศษชั่วนิรันดร์”

แต่การจะเข้าใจว่า มิลเนอร์เดินทางมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องถอยหลังกลับไปไกลถึง 24 ปีก่อน ในยุคที่ฟุตบอลยังเป็นโลกของชายชาตรีที่ปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง

จากเด็กขัดรองเท้า สู่ปาฏิหาริย์ที่เอลแลนด์ โรด

ย้อนกลับยังวันที่ 10 พฤศจิกายน 2002 ในสนามอัพตัน พาร์ค ของเวสต์แฮม มิลเนอร์ ซึ่งเข้าร่วมอะคาเดมีของลีดส์ขณะอายุ 10 ขวบ ถูกส่งลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรก แทน เจสัน วิลคอกซ์ (ผู้อำนวยการกีฬาของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน) ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมที่ลีดส์ชนะอย่างตื่นเต้น 4-3 วันนั้นเขาลงเล่นในยูนิฟอร์มที่เขาภาคภูมิใจ โดยมีคุณพ่อปีเตอร์นั่งลุ้นอยู่บนอัฒจันทร์ฝั่งทีมเยือน และทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะอายุน้อยเป็นอันดับ 2 (16 ปี 309 วัน) ที่ลงแข่งขันในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.espn.com/soccer/story/_/id/47850214/how-james-milner-broke-premier-league-appearances-record

ตอนนั้น มิลเนอร์คือเด็กหนุ่มจากย่านฮอร์สฟอร์ธที่เป็นแฟนบอลพันธุ์แท้ของลีดส์ เขาโตมากับการสวมเสื้อที่มีชื่อของ โทนี เยบัวห์ และ โทนี ดอริโก อยู่บนแผ่นหลัง ชีวิตของเขาเริ่มต้นด้วยค่าจ้างสัปดาห์ละ 70 ปอนด์ในฐานะเด็กฝึกหัด (YTS) ซึ่งในสมัยนั้น การเป็นนักเตะอาชีพไม่ได้หมายถึงชีวิตที่หรูหรา แม้มิลเนอร์เริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุด (16 ปี 356 วัน) ที่ทำประตูได้ในพรีเมียร์ลีก เป็นเกมชนะซันเดอร์แลนด์ 2-1 เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2002 แต่ภารกิจหลังจบเกมของเขายังคงเดิม คือการเก็บเสื้อผ้าสกปรกในห้องแต่งตัว และขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ทีม U18 แม้ว่าตัวเองขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่แล้วก็ตาม

ลูซี วอร์ด ครูและที่ปรึกษาของเขาในตอนนั้นเล่าว่า มิลเนอร์มีความเป็นผู้ใหญ่สูงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน ในขณะที่คนอื่นเริ่มมีสัญญาจ้างราคาแพงและไขว้เขวไปกับชื่อเสียง แต่มิลเนอร์ยังคงมุ่งมั่นกับการเรียนและพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด เขาถูกขัดเกลามาในระบบที่เข้มงวด แม้แต่การไปซ้อมเขาก็ยังเป็นคนวิ่งไปเก็บลูกบอลที่เตะออกนอกสนามจนขาเป็นแผลถลอกปอกเปิก

ไซมอน ริกซ์ มือเบสวง Kaiser Chiefs และแฟนตัวยงของลีดส์ ยังจำภาพเด็กหนุ่มคนนี้ได้แม่นยำ “เขานี่แหละคือทรัพย์สินอันล้ำค่าของเรา แต่เขากลับต้องเป็นคนที่วิ่งเข้าไปในพงหญ้าหลังโกลเพื่อหาลูกบอลที่เตะหายไป นั่นแหละคือสัญญาณที่บอกว่าเขามีคุณลักษณะที่จะอยู่รอดในวงการนี้ได้นานกว่าใคร”

บทเรียนจากความยากลำบาก และวาทะของซูเนสส์

ต้นฤดูกาล 2003-04 หรือปีที่ 2 กับทีมชุดใหญ่ มิลเนอร์ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์ 1 เดือนกับ สวินดอน ในดิวิชัน 2 มีโอกาสลงสนาม 6 นัด ทำได้ 2 ประตูในการพบกับปีเตอร์โบโรห์และลูตัน

แม้ได้เล่นพรีเมียร์ลีกซีซันนั้นถึง 30 นัด แต่ความฝันที่ลีดส์จบลงด้วยหยาดน้ำตาเมื่อสโมสรประสบปัญหาทางการเงินและต้องตกชั้นในปี 2004 มิลเนอร์ ซึ่งเล่นให้ลีดส์ 2 ฤดูกาล ทำ 5 ประตูจาก 54 นัดรวมทุกรายการ (5 ประตู 48 นัดเฉพาะพรีเมียร์ลีก) ต้องอำลาสโมสรที่เชียร์มาตั้งแต่เด็ก ย้ายไปนิวคาสเซิลด้วยความไม่เต็มใจ หลังจากตัวเขาปฏิเสธข้อเสนอของสเปอร์สเพราะสโมสรตั้งห่างไกลจากบ้านครอบครัว

แต่สิ่งที่แสดงถึงความใจเด็ดของมิลเนอร์คือ การยอมสละเงินโบนัสความซื่อสัตย์ (Loyalty Bonus) จำนวน 150,000ปอนด์ เพื่อช่วยพยุงฐานะการเงินของสโมสรบ้านเกิด ลูซี วอร์ด ยืนยันว่ามิลเนอร์ทำไปเพราะจิตใจที่อยากช่วยเหลือสโมสรอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำเพื่อให้ใครมายกยอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/latest-news/graeme-souness-admits-he-regrets-james-milner-comment/

หลังร่วมทีมนิวคาสเซิลไม่นานนัก มิลเนอร์ ซึ่งเซ็นสัญญา 5 ปี และย้ายทีมด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ ต้องเผชิญหน้ากับ แกรม ซูเนสส์ ซึ่งเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแทน ไบรอัน ร็อบสัน ปลายเดือนสิงหาคม 2004 ทำให้สถานภาพในทีมของมิลเนอร์เปลี่ยนไป โดยต่อมา ซูเนสส์ได้พูดประโยคซึ่งกลายเป็นตราบาปในอาชีพของมิลเนอร์ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ลีกได้หรอก ถ้าในทีมมีแต่คนอย่าง เจมส์ มิลเนอร์”

ซูเนสส์ได้กล่าวเช่นนั้นหลังจากส่งมิลเนอร์ให้แอสตัน วิลลา ยืมตัวในฤดูกาล 2005-06 เมื่อซื้อ โนลแบร์โต โซลาโน จากทีมสิงห์ผงาด โดยมีจุดประสงค์เพื่อปกป้องการตัดสินใจของตัวเอง

ในตอนนั้น ซูเนสส์ไม่ได้มีเจตนาเหยียดหยามมิลเนอร์เป็นนักเตะที่แย่ แต่เขาต้องการสื่อว่า ในทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องมีนักเตะประเภทที่เป็นตัวตัดสินเกมหรือพวกพรสวรรค์สูงรวมอยู่ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักเตะประเภทขยันและมีวินัยเพียงอย่างเดียว

แม้คำพูดนี้ทำให้มิลเนอร์เจ็บปวด แต่กลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เขาพิสูจน์ให้ซูเนสส์เห็นว่าคิดผิด ด้วยการพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของนิวคาสเซิลเมื่อ เกลนน์ โรเดอร์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเยาวชน ถูกเลื่อนขึ้นมาทำหน้าที่แทนซูเนสส์ที่โดนปลดจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2006 และมี อลัน เชียร์เชอร์ เป็นผู้ช่วยขณะยังเป็นนักเตะด้วย

ต่อมา มิลเนอร์ย้ายไปเฉิดฉายที่วิลลาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2008 ก่อนเข้าตาสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ในปี 2010 โดยมีมูลค่าย้ายทีมประมาณ 26 ล้านปอนด์ รวมการแลกตัวกับ สตีเฟน ไอร์แลนด์

สารพัดประโยชน์และฟันเฟืองที่ขาดไม่ได้

ที่ถิ่นเอติฮัด มิลเนอร์แสดงให้เห็นว่าเขาคือ นักฟุตบอลที่สมบูรณ์แบบ และได้รับความไว้วางใจจากกุนซือทั้ง โรแบร์โต มันชินี และ มานูเอล เปเยกรีนี เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดแชมป์พรีเมียร์ลีกปี 2012 โดย ไมกาห์ ริชาร์ดส์ เพื่อนสนิทเล่าว่าในช่วงเวลาที่ทีมตกที่นั่งลำบาก มิลเนอร์คือคนที่คอยกระตุ้นทุกคนให้เดินหน้าต่อ

ตัวอย่างสำคัญคือแมตช์กับควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ซึ่งเป็นนัดชี้ชะตาแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2011-12 ที่สนามเอติฮัด และถูกจดจำในฐานะนัดที่ “บ้าคลั่ง” ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มิลเนอร์มีบทบาททั้งในสนามและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ

นัดนั้น มิลเนอร์เป็นตัวจริงในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งขวา โดยมันชินีเลือกใช้เขาเพราะต้องการความขยันและการช่วยเกมรับที่รัดกุม มิลเนอร์ลงเล่นจนถึงนาทีที่ 76 ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกเพื่อให้ เซร์คิโอ อเกวโร มีพื้นที่ในการบุกมากขึ้น แม้ภาพจำเป็นลูกยิง “AGUEROOOO!!!” ในนาทีที่ 93:20 แต่ในช่วง 70 กว่านาทีแรก มิลเนอร์คือคนที่คอยวิ่งไล่กวดและรักษาสมดุลของทีมท่ามกลางความกดดันมหาศาล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/62930826

ริชาร์ดส์กล่าวถึงมิลเนอร์ว่า “ในฤดูกาล 2011-12 มีช่วงหนึ่งที่เราตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึง 8 แต้ม (ท้ายสุด สองทีมมี 89 คะแนนเท่ากัน แต่แมนฯ ซิตี มีผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า) และดูเหมือนความหวังจะริบหรี่ แต่มิลลี (มิลเนอร์) คือคนที่ไม่เคยยอมแพ้ เขาเป็นคนประเภทที่เดินไปทั่วห้องแต่งตัวแล้วบอกทุกคนว่า ‘เฮ้ย แข่งยังไม่จบ เรายังมีโอกาส’ วินัยของเขาทำให้คนอื่นรู้สึกอายถ้าจะขี้เกียจ”

หลังรับเหรียญชนะเลิศ พรีเมียร์ ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย และลีก คัพ 1 สมัย ร่วมกับ แมนฯ ซิตี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล มิลเนอร์ย้ายแบบฟรีค่าตัวไปร่วมทีมลิเวอร์พูลในวันที่ 4 มิถุนายน 2015 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองกัปตันทีมช่วงต้นสิงหาคมปีเดียวกัน

การได้ตัวมิลเนอร์มาแบบฟรีเอเยนต์ คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ “คุ้มค่าที่สุด” ในประวัติศาสตร์สโมสร ตลอด 8 ปีที่แอนฟิลด์ เขาคือกระดูกสันหลังที่คลอปป์ใช้สร้างอาณาจักรยุคใหม่ และยังเป็น “มาตรฐาน” ที่ขับเคลื่อนวินัยในห้องแต่งตัวจนทีมก้าวไปสู่จุดสูงสุด

ความมหัศจรรย์ของมิลเนอร์คือ ความสารพัดประโยชน์ ตลอดอาชีพค้าแข้ง 654 นัด เขาลงเล่นตัวจริงถึง 441 นัด และเล่นมาแล้วเกือบทุกตำแหน่ง ยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่ว่าปีกขวาที่เขาเริ่มต้นอาชีพ ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวกลาง กองกลางตัวรุกหมายเลข 10 หรือแม้แต่กองหน้าตัวหลอก (False Nine) และที่สร้างชื่อที่สุดคือการรับบทแบ็คซ้ายตลอดทั้งฤดูกาล2016-17 ให้กับลิเวอร์พูล

คลอปป์ยอมรับว่า ตอนที่ขอมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้าย มิลเนอร์ไม่ได้แฮปปีนัก เขาบอกคลอปป์ว่า ไม่อยากเล่นทั้งแบ็คซ้ายหรือแบ็คขวา แต่สุดท้าย มิลเนอร์ก็ตอบตกลงเพื่อทีม และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนคลอปป์ยกย่องว่าเขามีทักษะพื้นฐานฟุตบอลติดตัวมาดีมาก ทั้งเท้าซ้ายเท้าขวา การเล่นในที่แคบ และวิสัยทัศน์ในการอ่านเกม

ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของมิลเนอร์ คือเจ้าของสถิติแอสซิสต์สูงสุดในหนึ่งฤดูกาลของแชมเปียนส์ ลีก (9 ครั้ง) และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยปลดล็อกแชมป์พรีเมียร์ลีกที่รอคอยมา 30 ปี รวมถึงถ้วยยุโรปสมัยที่ 6 ความเป็นมืออาชีพของมิลเนอร์อยู่ในระดับที่น่าทึ่ง แม้ในวัยที่เข้าใกล้เลขสี่ เขายังคงชนะการทดสอบสมรรถภาพพรีซีซันเหนือรุ่นน้องในทีมทุกคน และรับหน้าที่เพชฌฆาตจุดโทษผู้เลือดเย็นในวินาทีชี้เป็นชี้ตายเสมอ

คลอปป์ยังระบุด้วยว่า มิลเนอร์คือผู้กุมอำนาจในห้องแต่งตัวที่คอยจัดการเรื่องระเบียบวินัยและค่าปรับทั้งหมด เพราะเขาคือคนเดียวที่รู้กฎระเบียบและรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดที่คลอปป์เองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อมิลเนอร์ย้ายออกไป ทีมถึงขั้นต้องรื้อระบบจัดการใหม่เพราะไม่มีใครแทนที่ความใส่ใจระดับนี้ได้ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2022/04/he-sets-the-standards-jurgen-klopps-brilliant-praise-for-role-model-james-milner/

การจากไปของมิลเนอร์หลังจบฤดูกาล 2022-23 ไม่ใช่เพียงการสูญเสียนักเตะเบอร์ 7 แต่คือการสูญเสีย “ผู้นำจิตวิญญาณ” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความทุ่มเทและหัวใจที่ปิดทองหลังพระ สามารถเปลี่ยนจากนักเตะที่ถูกปรามาสว่า “น่าเบื่อ” ให้กลายเป็นตำนานที่แฟนบอล “เดอะ ค็อป” ทั่วโลกต้องลุกขึ้นปรบมือให้เกียรติอย่างสง่างาม

วิทยาศาสตร์การกีฬาในร่างมนุษย์ และวินัยเหล็ก

อะไรที่ทำให้คนวัย 40 ปียังชนะการทดสอบสมรรถภาพร่างกายพรีซีซันเหนือเด็กอายุ 18? คำตอบคือ “ความมีวินัยขั้นสูงสุด”

เนดุม โอนูโอฮา อดีตเพื่อนร่วมทีมเล่าถึงสมัยทีมชาติชุด U21 ว่า มิลเนอร์จริงจังเรื่องการดื่มน้ำ (Hydration) มากจนเพื่อนๆ หมั่นไส้ ผลตรวจปัสสาวะของเขาออกมาดีที่สุดเสมอเพราะเขาตื่นมาดื่มน้ำตลอดคืน จนเพื่อนๆ แกล้งประชดด้วยการดื่มน้ำตามแบบเขาเพื่อหวังจะเอาชนะผลตรวจนั้นบ้าง

แซม อัลลาร์ไดซ์ อดีตผู้จัดการทีมวัย 71 ปี เคยเปรียบเทียบวินัยของมิลเนอร์ว่าเทียบเท่ากับ คริสเตียโน โรนัลโด เขาไม่แตะต้องแอลกอฮอล์ ดูแลเรื่องอาหาร หมอนที่ใช้นอน แม้กระทั่งท่ายืนหรือการเดินเพื่อรักษาสมดุลร่างกาย ขณะที่คลอปป์เคยเล่าว่า เขาต้องสั่งให้มิลเนอร์หยุดวิ่งในการซ้อม เพราะฟิตเกินไปจนน่ากลัว “มิลลี คุณฟิตที่สุดที่นี่แล้ว หยุดวิ่งได้แล้ว!” แต่เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในทุกวัน

หลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล ไบรท์ตันอ้าแขนต้อนรับมิลเนอร์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2023 ด้วยสัญญาเพียง 1 ปี บวกออปชันขยายสัญญาอีก 1 ปี และวันที่ 22 มกราคม 2024 ในเกมเหย้าที่เสมอวูลฟ์ส 0-0 มิลเนอร์ลงสนามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 633 หนี ไรอัน กิ๊กส์ ขึ้นไปอยู่อันดับ 2 ตามหลังแบร์รี (653 นัด) เพียงคนเดียว

15 พฤษภาคม 2024 มิลเนอร์ต่อสัญญาอีก 1 ปี และในการลงสนามพรีเมียร์ลีก เปิดฤดูกาล 2024-25 เมื่อ 17 สิงหาคม ซึ่งออกไปชนะ 3-0 ในบ้านของเอฟเวอร์ตัน ทำให้มิลเนอร์เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่แข่งขันมากถึง 23 ฤดูกาล แต่โชคร้ายปลายเดือนนั้น มิลเนอร์บาดเจ็บแฮมสตริง ต้องพักรักษาตัวเกือบทั้งซีซัน

13 มิถุนายน 2025 ไบรท์ตันต่อสัญญา 1 ปีอีกครั้งกับมิลเนอร์ ซึ่งเปลี่ยนหมายเลขเสื้อเป็นเบอร์ 20 เพื่ออุทิศและเป็นเกียรติแก่ ดิเอโก โชตา อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูล และวันที่ 16 สิงหาคม มิลเนอร์ลุกจากม้านั่งข้างสนามลงมาเล่นนัดเปิดซีซันกับฟูแลม ขยายสถิติสูงสุดเป็น 24 ฤดูกาล

31 สิงหาคม 2025 มิลเนอร์ทำประตูแรกในสีเสื้อไบรท์ตัน เป็นจุดโทษในแมตช์ชนะแมนฯ ซิตี 2-1 ทำให้เป็นผู้เล่นอายุมากเป็นอันดับ 2 (39 ปี 239 วัน) ที่ทำสกอร์ได้ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่สูงอายุที่สุดหากนับเฉพาะจุดโทษ

11 กุมภาพันธ์ 2026 มิลเนอร์ทำสถิติสูงสุดเทียบกับแบร์รี (653 นัด) ในแมตช์กับวิลลา ตามด้วยขึ้นครองอันดับ 1 (654นัด) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากเป็นตัวจริงในแมตช์เยือนเบรนท์ฟอร์ด ซึ่งเป็นการลงสนามตัวจริงนัดที่ 441

แน่นอน ตัวเลขของมิลเนอร์จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้แน่นอน โดยสามารถสรุปการลงสนามพรีเมียร์ลีกที่ผ่านมาได้ดังนี้ ลิเวอร์พูล 230 นัด, แมนฯ ซิตี 147 นัด, วิลลา 100 นัด, นิวคาสเซิล 94 นัด, ลีดส์ 48 นัด และไบรท์ตัน 35 นัด

ขอบคุณภาพจาก  James Milner: Brighton midfielder breaks Premier League appearance record – BBC Sport

สำหรับชีวิตนอกสนาม มีเรื่องเล่าขำๆ กับฉายา “Boring James Milner” ที่มิลเนอร์เคยได้รับเนื่องจากมีระเบียบวินัยสูง และใช้ชีวิตที่เรียบง่าย เช่นล็อกดาวน์ปี 2020 เคยโพสต์วิดีโอ “รีดผ้าโชว์” พร้อมวัดระยะความเป๊ะของกลีบผ้า และคลิป “จัดระเบียบถุงชา” ทีละซอง ซึ่งกลายเป็นมุกตลกที่แฟนบอลทั่วโลกรัก

แต่ความจริงแล้ว มิลเนอร์ไม่ใช่คนน่าเบื่อ เพียงเป็นคนจัดการชีวิตได้สมบูรณ์แบบ และมีสีสัน เขาศึกษาภาษาสเปนด้วยตัวเองจนคล่องเพื่อใช้ชีวิตตอนพักร้อนได้ดีขึ้น และเรียนเปียโนช่วงเวลาว่างที่ไบรท์ตันเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ

มูลนิธิ James Milner Foundation คือเครื่องยืนยันว่าเขาคือ “Role Model” ที่แท้จริง เควิล สินฟิลด์ ตำนานรักบี้และเพื่อนร่วมงานในมูลนิธิเล่าว่า มิลเนอร์คือคนดีที่อยากช่วยเหลือสังคมอย่างแท้จริง เขาเป็นคนที่ทำงานเงียบๆ ไม่ต้องออกสื่อ แต่ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่เสมอ

ในวันที่แตะสถิติ 655 นัด มิลเนอร์ไม่ได้แค่ทำลายตัวเลข แต่นิยามใหม่ให้กับนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่จำนวนโทรฟีเพียงอย่างเดียว (แม้เขากวาดมาหมดแล้วทั้งพรีเมียร์ลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และแชมเปียนส์ลีก) แต่วัดกันที่ “ความกระหายและความมุ่งมั่น” ในการเป็นคนที่ดีที่สุดในทุกๆ วัน

จากเด็กชายที่ขัดรองเท้าให้รุ่นพี่ในห้องแต่งตัวที่ลีดส์ สู่ตำนานที่ยืนยงผ่านกาลเวลามานานถึง 24 ฤดูกาล มิลเนอร์พิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า วาทะของซูเนสส์นั้นผิดพลาด เพราะความจริงคือ… “คุณจะคว้าทุกแชมป์ในโลกได้แน่นอน หากทีมเต็มไปด้วยคนที่มีหัวใจแบบ เจมส์ มิลเนอร์”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

แทคติกหรืออัลกอริทึม? เมื่อ AI เป็น “โค้ชเงา” ของทีมโซชิในรัสเซีย

ในโลกฟุตบอลยุคใหม่ที่ “Data” คือพระเจ้า เราได้เห็นกุนซือระดับโลกพึ่งพาเทคโนโลยีกันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับ โรเบิร์ต โมเรโน อดีตเฮดโค้ชทีมชาติสเปนวัย 48 ปี เรื่องราวที่เกิดขึ้นที่สโมสร พีเอฟซี โซชิ ในรัสเซีย กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่พิสูจน์ว่า บางครั้ง “ปัญญาประดิษฐ์” อาจกลายเป็น “ปัญหาประดิษฐ์” ได้

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 โซชิประกาศแยกทางกับโมเรโน หลังจากทำผลงานย่ำแย่อย่างหนักในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลใหม่ โดยเก็บได้เพียง 1 คะแนนจากการลงสนาม 7 นัดแรก รั้งอันดับบ๊วยของตาราง

ในตอนแรก สาเหตุการปลดดูเหมือนเป็นเรื่องฟุตบอลเพียวๆ คือ ผลงานไม่เข้าเป้า แต่หลังจากนั้นไม่นาน อันเดร ออร์ลอฟอดีตผู้อำนวยการทั่วไปของโซชิ ได้ออกมาทิ้งระเบิดลูกใหญ่ผ่านสื่อว่า เบื้องหลังความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของแทคติกในสนาม แต่มันคือ การที่โมเรโน “พึ่งพา ChatGPT มากจนเกินไป” ในการตัดสินใจสำคัญทุกอย่างของสโมสร จนทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างเขากับผู้บริหารและนักเตะพังทลายลง

เรื่องนี้ดูเหมือนเงียบไป จนกระทั่งถูกปลุกขึ้นมากลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหลังจากโมเรโนได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ผ่านสื่อใหญ่สเปนอย่าง Marca เมื่อปลายเดือนมกราคม 2026 โดยเขายอมรับว่าใช้เทคโนโลยีช่วยประมวลผลข้อมูลจริง แต่ยืนยันว่าการตัดสินใจสุดท้ายเป็นของมนุษย์ และมองว่าการปล่อยข่าวนี้เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวกับผู้บริหาร

อดีตโค้ชทีมชาติสเปนผู้หลงใหลเวทมนตร์ AI

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้ถูกขยายอย่างหนักบนหน้าสื่อและสังคมโซเชียล เพราะแม้เกิดประเด็นอื้อฉาวกับสโมสรเล็กๆ ในลีกรัสเซีย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งทีมเมื่อปี 2018 หลังจาก ดีนาโม เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ย้ายทีมมาปักหลักถิ่นฐานใหม่ในเมืองโซชิ แต่โมเรโนมีโปรไฟล์ไม่ธรรมดา เคยเป็นผู้ช่วยของ หลุยส์ เอ็นริเก ทั้งระดับสโมสรและทีมชาติสเปน ทั้งยังเคยคุมทีมกระทิงดุ 9 นัดในปี 2019 ช่วงที่เอ็นริเกลาออกเนื่องจากมีปัญหาครอบครัว สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบฟุตบอล ยูโร 2020 ก่อนที่เอ็นริเกกลับไปรับตำแหน่งเดิม 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.marca.com/en/football/spanish-football/2019/11/22/5dd832baca4741bb568b4627.html

โมเรโนเกิดวันที่ 19 กันยายน 1977 ที่เมืองเล็กๆ ของเขตบาร์เซโลนา ไม่มีบันทึกประวัติการเล่นฟุตบอลมากนัก เคยเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางให้ทีมบ้านเกิด ลา ฟลอริดา ซีเอฟ และเริ่มสนใจการเป็นโค้ชตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี เมื่อครูพลศึกษาขอให้เขาช่วยในชั้นเรียน เขาเริ่มคุมทีมเยาวชนของ ลา ฟลอริดา ร่วมกับ อันโตนิโอ คามาโช ขณะอายุ 16 ปีเท่านั้น

โมเรโนเริ่มต้นอาชีพโค้ชอย่างเป็นทางการในปี 2003 ที่สโมสร Penya Blaugrana Collblanc เป็นผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในสเปน และย้ายไปคุมทีมระดับอะคาเดมีอีก 4 สโมสร ก่อนได้คุมทีมชุดใหญ่ที่ Castelldefels ในปี 2006 และถูกปลดในเดือนมีนาคมปีถัดมา

หลังจากทำงานเป็นแมวมองให้กับบาร์เซโลนาระหว่างฤดูกาล 2010–11 โมเรโนไปทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมของเอ็นริเกที่โรมา (2011–2012), เซลตา (2013–2014) และ บาร์เซโลนา (2014–2017) จากนั้นทำหน้าที่ผู้ช่วยของ ฆวน การ์ลอส อุนซูเอ ที่เซลตา ก่อนกลับไปร่วมทีมชาติสเปนกับเอ็นริเกในเดือนกรกฎาคม 2018

หลังจากเอ็นริเกต้องลาออกเนื่องจากลูกสาวป่วย โมเรโนก้าวขึ้นมาคุมทีมชาติในเกมชนะมอลตา 2-0 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2019 ตามด้วยแมตช์กับหมู่เกาะฟาโรและสวีเดน ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ชอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนของปีนั้น

โมเรโนเซ็นสัญญาจนถึงสิ้นสุดการแข่งขันยูโร 2020 แต่เพียงห้าเดือนต่อมา โมเรโนก็ลาออกและถูกแทนที่โดยเอ็นริเก แม้มีสถิติไร้พ่ายและพาทีมผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ ยูโร 2020 ก็ตาม มีผลงานกับสเปน ชนะ 7 นัด เสมอ 2 นัด ได้ 29 ประตู เสีย 4 ประตู

หลังจากคุมทีมโมนาโก (2019-2020) และกรานาดา (2021-2022) โมเรโนได้รับการว่าจ้างจากสโมสรโซชิเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2023 และแยกทางกันเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2025 มีผลงานคุมทีม ชนะ 21 นัด เสมอ 21 นัด แพ้ 20 นัด ได้ 98 ประตู เสีย 83 ประตู

หลายเดือนหลังจากการจากไป สโมสรโซชิเปิดเผยว่า โมเรโนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ ChatGPT อย่างมากในฐานะส่วนสำคัญของการวางแผนด้านกีฬาและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ก่อให้เกิดความกังวลภายในเกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขา

กระบวนการทำงานที่ Prompt นำสมองมนุษย์

จากรายงานและคำบอกเล่าของแหล่งข่าวภายใน โมเรโนไม่ได้ใช้ AI เพียงแค่ช่วยสรุปข้อมูล แต่ใช้มันเปรียบเสมือน “ผู้ช่วยมือขวา” ที่มีอำนาจตัดสินใจเหนือทีมงานสตาฟฟ์โค้ชที่เป็นมนุษย์จริงๆ โดยตัวอย่างของกระบวนการทำงานที่น่าเหลือเชื่อมีดังนี้

การวางแผนตารางฝึกซ้อมและเดินทาง: ออร์ลอฟเปิดเผยว่า โมเรโนป้อนพารามิเตอร์ต่างๆ ของทีมลงใน ChatGPT เพื่อให้คำนวณตารางเวลา แม้กระทั่งการเดินทางไกลไปเยือนเมือง Khabarovsk ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนการเดินทางที่ทำให้นักเตะต้องอดนอนต่อเนื่องถึง 28 ชั่วโมง จนสโมสรต้องรีบสั่งแก้แผนก่อนเกิดความเสียหาย

ขอบคุณภาพจาก  https://sic.pt/sic-radical/noticias/2026-01-27-inedito-robert-moreno-despedido-do-sochi-por-alegada-dependencia-do-chatgpt-4ad52f02

การเลือกตัวผู้เล่นและการเปลี่ยนตัว: มีรายงานว่าโมเรโนใช้ AI ในการช่วยตัดสินใจเลือก 11 ผู้เล่นตัวจริง รวมถึงการคำนวณว่าควรเปลี่ยนตัวผู้เล่นคนไหนออกในนาทีที่เท่าไหร่ โดยอิงจากข้อมูลสถิติที่ป้อนเข้าไปในแชทบอท

การซื้อขายนักเตะ: กรณีที่อื้อฉาวที่สุดคือ การเซ็นสัญญากับ อาร์เทอร์ ชูเชนาเชฟ กองหน้าชาวคาซัคสถาน โดยมีการระบุว่า โมเรโนได้นำข้อมูลสถิติจาก Wyscout ของตัวเลือกกองหน้า 3 คน ป้อนให้ ChatGPT วิเคราะห์ และ AI ตัวนี้ก็ได้ฟันธงว่า ชูเชนาเชฟคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ผลลัพธ์คือเขาทำประตูไม่ได้เลยจากการลงสนาม 10 นัด

การใช้ AI ในฟุตบอลไม่ใช่เรื่องผิด แต่มุมมองของโมเรโนนั้นถูกวิเคราะห์ว่า “ล้นเกิน” จนเสียสมดุลมุมมอง สิ่งที่โมเรโนคาดหวัง กลับกลายเป็นผลเสียที่เกิดขึ้นจริง เช่น AI ไม่รู้ว่านักเตะล้าแค่ไหน หรือสภาพจิตใจเป็นอย่างไร, เป็นการลดทอนบทบาทของทีมงานโค้ช ซึ่งอาจรู้สึกไร้ค่าเพราะโค้ชฟัง AI มากกว่าคนทำงานจริง และสามารถเกิดความผิดพลาดทางตรรกะเช่น แผนการเดินทางที่ทำให้คนไม่ได้นอน ซึ่ง AI มองเป็นตัวเลข แต่มนุษย์ทำไม่ได้จริง

AI ทำให้ทีมดูดีบนกระดาษ ไม่ใช่สนามหญ้า

หากกางแผ่นพับสถิติของโมเรโนในช่วงที่คุมโซชิ จะเห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจในเชิงตัวเลขโดย “เชิงรุก” ทีมดูเหมือน “ดูดีในกระดาษ” แต่ความเป็นจริงในสนามกลับเป็นหายนะที่ AI ก็อาจคำนวณพลาด

ครองบอลเหนือชั้น แต่ไร้ซึ่งจังหวะจบ : สถิติที่น่าตกใจที่สุดคือ การครองบอล โซชิภายใต้การคุมทีมของโมเรโนมีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงถึง 62-65% ต่อเกม ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของลีกรัสเซีย (RPL) ในช่วงนั้น แม้ครองบอลมาก แต่ค่า xG หรือโอกาสทำประตูที่คาดหวังกลับต่ำเตี้ย ทีมมักส่งบอลไปมาในแนวขวางและแดนตัวเอง (U-shape passing) โดยไม่มีการเจาะเข้าพื้นที่อันตราย

ในสายตาของนักวิเคราะห์เกมมองว่า นี่คือลักษณะเด่นของการวางแผนแบบ “ยึดติด Logic” มากเกินไปโดย AI อาจจะบอกว่า การครองบอลคือการป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในโลกความจริง ถ้าไม่มีตัวรุกที่สร้างสรรค์เกมหรือการกล้าได้กล้าเสีย ผลลัพธ์คือการจ่ายบอลที่ไร้ความหมาย

ขอบคุณภาพจาก  https://en.pfcsochi.ru/mediabank/2340/2403/

Defensive High Line เป็นจุดบอด : โมเรโนมักสั่งให้แผงหลังดันขึ้นสูงเกือบครึ่งสนามตามสไตล์ฟุตบอลสเปนยุคใหม่เพื่อบีบพื้นที่คู่แข่ง ผลที่ตามมาคือ โซชิเสียประตูจากการโดนสวนกลับสูงถึง 70% ของประตูที่เสียทั้งหมด นักเตะกองหลังของโซชิไม่ได้มีความเร็วพอที่จะวิ่งแข่งกับกองหน้าคู่แข่งในพื้นที่ว่างด้านหลัง

นักวิเคราะห์เกมให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เป็นการดื้อรั้นใช้แผนเดิมซ้ำๆ ของโมเรโน แม้สถิติการเสียประตูฟ้องชัดเจน แสดงให้เห็นว่ากุนซือชาวสเปนอาจเชื่อ โมเดลการเล่นที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติ ซึ่ง AI มักประเมินผลลัพธ์จากสถานการณ์ที่ทุกอย่างควบคุมได้ มากกว่าที่จะปรับตัวตามศักยภาพจริงของนักเตะที่มีอยู่

การเปลี่ยนตัวตาม Script ไม่ใช่ Game Flow : ข้อมูลจากนักวิเคราะห์เกมในรัสเซียระบุว่า การเปลี่ยนตัวของโมเรโนมีความเป็นแบบแผน จนเดาทางได้ง่ายเกินไป เขามักเปลี่ยนตัวผู้เล่นในนาทีที่ 60, 70 และ 80 เกือบทุกนัด โดยไม่สนว่าโมเมนตัมของเกมขณะนั้นเป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่นในเกมที่โซชิต้องการประตูอย่างหนัก แทนที่จะส่งกองหน้าเพิ่มเพื่อกดดัน โมเรโนกลับเลือกเปลี่ยนตำแหน่งต่อตำแหน่ง ตามคำแนะนำของข้อมูลสถิติที่ระบุว่า นักเตะคนนั้นๆ เริ่มมีค่าพลังความอึด (Stamina) ลดลงเหลือต่ำกว่า 60%

ความล้มเหลวในการเสริมผู้เล่น : การเซ็นสัญญากับชูเชนาเชฟ คือหลักฐานชิ้นเอก โดย Data บอกว่า ชูเชนาเชฟมีสถิติการชนะดวลโหม่งและการหาตำแหน่งที่ดีเยี่ยมในลีกอิสราเอล แต่ความจริงคือ เขาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเร็วและความเคี่ยวของกองหลังในลีกรัสเซียได้ สถิติส่วนตัวหลังย้ายมาคือ ยิงประตู 0 จ่ายแอสซิสต์ 0 จากโอกาสลงสนามต่อเนื่อง ซึ่งปกติแล้วโค้ชที่เป็นมนุษย์จะสังเกตเห็นความมั่นใจที่หดหาย ได้เร็วกว่าตัวเลขสถิติ และควรดรอปไว้ข้างสนามให้เร็วกว่านี้

สโมสรล้างภาพทีมที่คุมโดยโค้ชปัญญาประดิษฐ์

หลังแยกทางโมเรโนในเดือนกันยายน 2025 โซชิได้ทำการยกเครื่องการบริหารทีมใหม่เพื่อสลัดภาพลักษณ์ทีมที่คุมโดย AI ออกไป โดยแต่งตั้ง อิกอร์ โอซินคิน กุนซือมากประสบการณ์วัย 60 ปี เข้ามาทำหน้าที่เฮดโค้ชจนกระทั่งสิ้นสุดฤดูกาล 2025-26 โดยมีช่วงเบรกฤดูหนาวนาน 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2025 ถึง 27 กุมภาพันธ์ 2026

ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เลือกใช้วิธี Back to Basics” หรือการกลับสู่รากเหง้าของฟุตบอลที่เป็นมนุษย์ เพื่อแก้ปัญหาแท็กติกที่เคยพังทลาย เริ่มจากการบริหารด้วยความสัมพันธ์ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดในยุคโมเรโนคือ สตาฟฟ์โค้ชและนักเตะรู้สึกเหมือนเป็นเพียงหุ่นยนต์ ที่ทำตามคำสั่ง ChatGPT โอซินคินได้แก้ปัญหานี้โดยให้อำนาจสตาฟฟ์โค้ชชุดใหม่ มีอิสระในการนำเสนอแผนการเล่นและการฝึกซ้อม ไม่ใช่แค่คนถือแท็บเล็ตคอยกดปุ่มเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังเน้นเรื่องจิตวิทยาและการสร้างความมั่นใจให้นักเตะที่เคยเสียขวัญจากการถูกประเมินผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว

ขอบคุณภาพจาก  https://en.iz.ru/en/1946547/2025-09-01/igor-osinkin-became-head-coach-fc-sochi

เรื่องที่ 2 เป็นการใช้แทคติกแบบเน้นผลลัพธ์จริง โอซินคินกลับเปลี่ยนมาใช้แผนที่สอดคล้องกับสภาพจริงของลีกรัสเซีย ต่างจากโมเรโนที่ยึดติดกับการครองบอลที่ AI บอกว่าดี

กุนซือวัย 60 ปี ลดเกมรุกที่เสี่ยงตาย ยกเลิกการดันแนวรับขึ้นสูงเกินไป เพื่อป้องกันการโดนสวนกลับ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่ทำให้เสียประตูถึง 70% ในยุคโมเรโน นอกจากนี้แทนที่การให้ AI คำนวณความล้า สตาฟฟ์ชุดใหม่ใช้การสังเกตการณ์ในสนามร่วมกับข้อมูล GPS เพื่อปรับระดับความหนักของการซ้อมแบบวันต่อวัน

ประเด็นที่คนนอกให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ คือ การวางแผนเดินทางจากกรณีฉาว 28 ชั่วโมงไปยัง Khabarovsk จนนักเตะไม่ได้นอน ทีมสตาฟฟ์ชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนกระบวนการจัดตารางเดินทางใหม่ ถึงแม้ข้อมูลสถิติและการคำนวณระยะทางยังถูกนำมาใช้ แต่ต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาของสโมสรก่อนเสมอ เพื่อรับรองว่านักเตะจะได้พักผ่อนอย่างเพียงพอตามธรรมชาติของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม แม้โอซินคินพยายามกอบกู้สถานการณ์ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงต้นฤดูกาลนั้นหนักหนามาก ปัจจุบันโซชิยังคงอยู่อันดับที่ 16 รั้งท้ายรัสเซียพรีเมียร์ลีก โดยมีเพียง 9 คะแนนจากการลงสนาม 18 นัด แต่สถิติการเสียประตูของทีมเริ่มลดลง และสปิริตในห้องแต่งตัวได้รับการรายงานว่าดีขึ้นกว่ายุคที่มีโค้ชเงาเป็น AI อย่างเห็นได้ชัด

แม้ในภายหลัง โมเรโนออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาบางส่วนผ่านสื่อสเปน โดยระบุว่าใช้เทคโนโลยีเพียงเพื่อช่วยจัดการข้อมูลเท่านั้น แต่ภาพจำที่เขาทิ้งไว้ในรัสเซียได้กลายเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจในวงการฟุตบอลโลก

บทสรุปที่ได้จากเรื่องนี้ชัดเจนมากว่า AI คือผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเจ้านายที่ยอดแย่” ฟุตบอลยังคงเป็นเรื่องของ “คน” ที่ต้องบริหารจัดการ “คน” ดังนั้นการที่กุนซือละทิ้งสัญชาตญาณ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว เพื่อไปเชื่อฟังแชทบอทเพียงอย่างเดียว ย่อมนำไปสู่จุดจบที่ความล้มเหลว

สำหรับโมเรโน ในวัย 48 ปี นี่คือรอยด่างพร้อยครั้งใหญ่ที่เจ้าตัวต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่ว่า ยังเป็น “กุนซือสมองเพชร” คนเดิม ไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้งาน AI” ที่หลงทางในโลกฟุตบอล

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ความเชื่อมโยงระหว่าง วันคริสต์มาส ฟุตบอล และเพลง

สำหรับแฟนบอลอังกฤษ ช่วงส่งท้ายปีคือช่วงเวลาคึกคักที่สุด โดยเฉพาะวัน Boxing Day (26 ธ.ค.) ซึ่งกลายเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมวัน Christmas (25 ธ.ค.) กลับเงียบเหงาไม่มีการแข่งขันเลย ทั้งที่ในอดีตเคยเป็นวันที่มีการแข่งขันดุเดือดไม่แพ้กัน

ย้อนกลับไปยังยุควิกตอเรีย (1837 ถึง 1901) จนถึงช่วงปี 1950 ฟุตบอลอังกฤษเคยเตะกันทั้งในวันคริสต์มาสและวันบ็อกซิงเดย์ โดยมักจัดให้เป็นเกม “ดาร์บีแมตช์” เพื่อให้แฟนบอลและนักเตะไม่ต้องเดินทางไกลในวันหยุด

ฟุตบอลยุคนั้น คือความบันเทิงหลักอย่างเดียวที่กลุ่มผู้ใช้แรงงานจะหาได้ในวันหยุดพักผ่อน(ที่หาได้ยากยิ่ง) บางปีถึงขั้นมีการจัดโปรแกรมแบบ “เหย้า-เยือน” ติดกันสองวัน นัดแรกเจอกันในวันคริสต์มาสที่สนามของทีมหนึ่ง แล้วย้ายไปเตะกันที่สนามของอีกทีมในวันบ็อกซิงเดย์บ้าง แม้เป็นเรื่องที่คลาสสิกแต่ก็เหนื่อยล้าสำหรับนักเตะอย่างมาก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลวันคริสต์มาสหายไป เริ่มต้นจากความเปลี่ยนแปลงทางสังคมช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟและรถเมล์เริ่มหยุดให้บริการในวันคริสต์มาสเพื่อให้พนักงานได้กลับไปอยู่กับครอบครัว ทำให้แฟนบอลเดินทางไปสนามลำบากขึ้น ประกอบกับการมาถึงของแสงไฟสนาม (Floodlights) ที่ทำให้สามารถจัดแข่งตอนเย็นวันธรรมดาได้มากขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องใช้ช่วงเช้าวันหยุดนักขัตฤกษ์เพื่อจัดการแข่งขันจึงลดลง 

มาสู่ยุคสมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน ในมุมมองของคนดูแลครอบครัวและแฟนบอลรุ่นหลัง วันบ็อกซิงเดย์จึงเป็นการนำความสุขจากการอยู่บ้านกับครอบครัวในวันคริสต์มาส มาต่อยอดด้วยการออกไปดูฟุตบอลหรือนั่งเชียร์ด้วยกันที่หน้าจอในวันรุ่งขึ้น

ถึงแม้อีกด้านหนึ่ง ตัวเลขสถิติบอกว่า นักเตะในลีกอังกฤษเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าเมื่อไม่มีช่วงพักเบรกฤดูหนาวเหมือนหลายลีกในยุโรป แต่สำหรับวัฒนธรรมอังกฤษแล้ว แมตช์บ็อกซิงเดย์คือเสน่ห์ที่ขาดไม่ได้ ซึ่งสะท้อนถึงความต่อเนื่องและความผูกพันระหว่างชุมชนกับกีฬาฟุตบอลมานานกว่าร้อยปี

ย้อนอดีตการแข่งขันในวันคริสต์มาส

สำหรับฟุตบอลลีกประเทศอังกฤษ เกมสุดท้ายที่เตะกันในวันคริสต์มาสคือปี 1959 แบล็คเบิร์นชนะแบล็คพูล 1-0 ในดิวิชัน 1 เดิม และโคเวนทรีชนะเร็กซ์แฮม 5-3 ในดิวิชัน 3 ความจริงแล้ว เบรนท์ฟอร์ดเคยมีแผนจะเตะกับวิมเบิลดันในวันคริสต์มาสปี 1983 แต่สุดท้ายก็ถูกเลื่อนมาเตะในวันคริสต์มาสอีฟแทน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.telegraph.co.uk/football/2016/12/25/last-christmas-day-match-51-years-ago-long-standing-footballing/

แต่หากรวมทุกชาติในสหราชอาณาจักร อ้างอิงจากข้อมูลเว็บไซต์สถิติฟุตบอลสกอตแลนด์ระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่สกอตติชลีกกำหนดให้โปรแกรมรวมทุกคู่ในวันคริสต์มาสคือ ปี 1976 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ แต่ด้วยความไม่อยากลงเตะในวันหยุด รวมกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่ทำให้จำนวนนัดลดลง เกมส่วนใหญ่ถูกเลื่อนไปเตะในวันศุกร์ที่ 24, วันอาทิตย์ที่ 26 และวันจันทร์ที่ 27 แทน

ยกเว้น 2 เกมที่ยังคงเตะวันคริสต์มาสคือ ไคลด์แบงค์เสมอเซนต์ มิร์เรน 2-2 ในศึกชิงจ่าฝูงดิวิชัน 1 และ อัลโลอาชนะคาวเดนบีธ 2-1 ในดิวิชัน 2 อย่างไรก็ตามประวัติอย่างเป็นทางการของสโมสรดันดีระบุว่า พวกเขาชนะมอนโทรส 1-0 ในวันคริสต์มาส แต่แหล่งข้อมูลอื่นกลับบอกว่านัดนี้เตะกันในวันจันทร์ที่ 27

ทั้งนี้ครั้งสุดท้ายที่มีการเตะฟุตบอลกันครบทุกคู่ในวันคริสต์มาสที่สกอตแลนด์คือปี 1971 คือ เซลติกชนะฮาร์ทส์ 3-2, ดันดี ยูไนเต็ด ชนะดันเฟิร์มลิน 3-2, ฮิบส์แพ้เรนเจอร์ส 0-1, คิลมาร์นอคชนะมอร์ตัน 4-2, แอร์เดรียเสมอไคลด์ 1-1, อีสต์ ไฟฟ์เสมอมาเธอร์เวลล์ 1-1, ฟอล์เคิร์กแพ้อเบอร์ดีน 0-3, พาร์ทิกแพ้แอร์ 0-1 และ เซนต์ จอห์นสโตนเสมอดันดี 0-0

จ่าฝูงลีกวันคริสต์มาสกับแชมป์ยุโรป

แม้ไม่มีการแข่งขันในวันคริสต์มาสแล้ว แต่วันดังกล่าวยังถูกโยงเกี่ยวข้องฟุตบอลลีกอังกฤษอยู่ดี โดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก กับสถิติที่ว่า “จ่าฝูงวันคริสต์มาสที่สามารถจบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก” ซึ่งตั้งแต่ปี 1992 มีทีมที่ทำได้สำเร็จราวครึ่งเดียวหรือ 17 ทีมจาก 33 ครั้ง ล่าสุดคือ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2024-25 หลังจากเคยทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ในฤดูกาล2019-20

ที่น่าสนใจสำหรับฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมาคือ ลิเวอร์พูลลงสนามก่อนวันคริสต์มาสคือ วันที่ 22 ธันวาคม 2024 และชนะทอตแนม ฮอตสเปอร์ 6-3 ในกรุงลอนดอน และเกมที่ชี้ขาดว่า ลิเวอร์พูลชนะเลิศคือ 27 เมษายน 2025 ในแอนฟิลด์ ซึ่งทีมเยือนที่แพ้ 1-5 ก็คือสเปอร์สอีกเช่นกัน และนั่นเป็นครั้งที่ 7 ที่ลิเวอร์พูลยืนแป้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก แต่ประสบความสำเร็จเพียง 2 ครั้งเท่านั้น 

ขณะที่เชลซี (5 ครั้ง) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี (3 ครั้ง) ที่ทำผลงานสมบูรณ์แบบ 100% ได้ชูถ้วยชนะเลิศในบั่นปลายทุกครั้งที่เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นผู้นำวันคริสต์มาสรวม 7 ครั้ง เข้าวินในที่สุด 5 ครั้ง แต่ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในฤดูกาล 2012-13 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการคุมทีมของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันคริสต์มาสปี 2025 หลังผ่าน 17 นัดแรกยังเป็นอาร์เซนอล ซึ่งนำแมนฯ ซิตี 2 คะแนน ทั้งสองเคยเป็นคู่ช่วงชิงในฤดูกาล 2022-23 และ 2023-24 ซึ่งอาร์เซนอลเคยยืนบนยอดของต้นคริสต์มาส แต่สุดท้ายก็ถูกแมนฯ ซิตี แซงคว้าแชมป์ไปทั้งสองครั้ง

แต่ยังมีอีกประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือแชมป์พรีเมียร์ลีกคือ จ่าฝูงวันคริสต์มาสของลีกจะคว้าแชมป์สโมสรทวีปยุโรปได้หรือไม่?

นับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันยูโรเปียนคัพ หรือแชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาล 1955-56 มีทีมแชมป์ทั้งหมด 70 ทีม โดยมี 30 ทีมที่แชมป์เหล่านั้นครองจ่าฝูงในลีกตัวเองช่วงคริสต์มาส เรอัล มาดริด ทำได้มากที่สุดคือ 7 ครั้ง

สำหรับสโมสรจากอังกฤษได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1967-68) และลิเวอร์พูล (1980-81, 1983-84 และ 2018-19) ซึ่งมีอยู่ 2 ครั้งที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมเก่งที่สุดของยุโรปแต่ไม่ใช่ในอังกฤษ เพราะฤดูกาล 1980-81 เป็นแอสตัน วิลลา ที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชัน 1 ขณะนั้น) และในฤดูกาล 2018-19 เป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี โดยมีเพียงฤดูกาล 1983-84 ที่ลิเวอร์พูลเป็นจ่าฝูงลีกในวันคริสต์มาส และสามารถรวบแชมป์ดิวิชัน 1 และยูโรเปียน คัพ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.uefa.com/uefachampionsleague/news/00ad-0e6a0b25af45-1d23225afb81-1000–1983-84-kennedy-spot-on-for-liverpool/

ในมุมมองย้อนดูทีมที่มีจุดเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่สำหรับลีกในประเทศ แต่สุดท้ายกลับก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ยุโรปได้นั้น ก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างทีมบาเยิร์น มิวนิก ยุคดาราคับคั่งที่คว้าแชมป์ยูโรเปียนคัพ 3 สมัยติดต่อกันระหว่างปี 1974 ถึง 1976 นั้น พวกเขามีผลงานระเนระนาดในบุนเดสลีกา โดยช่วงคริสต์มาสของฤดูกาล 1974-75 ทีมเสือใต้อยู่อันดับที่ 14 ในวันคริสต์มาส และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 10 ส่วนวันคริสต์มาสของฤดูกาลถัดมา ก็ยังอยู่อันดับที่ 10 แต่สุดท้าย บาเยิร์นก็เร่งเครื่องจนจบอันดับ 3

เรอัล มาดริด ก็เคยเป็นทีมกลางตารางที่ผลงานย่ำแย่ในฤดูกาล 1999-2000 มีช่วงหนึ่งระหว่างเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม ทีมราชันชุดขาวชนะเพียงแค่ 1 จาก 13 นัดในลาลีกา และถือเป็นจุดตกต่ำที่สุดจากการพ่ายแพ้คาบ้านต่อซาราโกซาถึง 1-5 ก่อนเริ่มกลับมาฮึดได้ในช่วงก่อนและหลังคริสต์มาส จนกระทั่งก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยุโรปภายใต้การคุมทีมของบิเซนเต เดล บอสเก และจบลีกด้วยอันดับที่ 5

นอตติงแฮม ฟอเรสต์ อยู่อันดับที่ 13 ในวันคริสต์มาสปี 1979 เพียงห้าเดือนก่อนสามารถป้องกันแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ และในปี 1981-82 แอสตัน วิลลา แชมป์ลีกอังกฤษในขณะนั้น ตกไปอยู่อันดับที่ 17 โดยมีสวอนซี ซิตี เป็นจ่าฝูงวันคริสต์มาส แต่พวกเขาก็ยังประคับประคองตัวผ่านรอบแรกๆ ของยูโรเปียนคัพมาได้ ก่อนเอาชนะทั้งดินาโม เคียฟ, อันเดอร์เลชท์ และคู่แข่งรอบชิงชนะเลิศ บาเยิร์น มิวนิก โดยไม่เสียประตูเลย ส่วนลีกจบด้วยอันดับที่ 11 ของดิวิชัน 1 เดิม

ตำนานเพลง Last Christmas กับฟุตบอล

ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลและวันคริสต์มาสผ่านเพลงสุดฮิตระดับตำนานของเทศกาลแห่งความสุขนี้ เพลง Last Christmas ของศิลปินแนวซินธ์ป็อปชาวอังกฤษ Wham! (George Michael และ Andrew Ridgeley)

Last Christmas แต่งและร้องโดยจอร์จ ไมเคิล ในปี 1984 เล่าเรื่องราวความรักที่อกหักในเทศกาลคริสต์มาส แต่ก็มีความหวังว่าจะเจอรักแท้ในปีหน้า เพลงนี้ยังคงได้รับความนิยมสูง ติดชาร์ตเพลงทุกปีแม้ผ่านมาหลายสิบปี โดยครองอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาสของสหราชอาณาจักรติดต่อกัน 2 ปีซ้อน (2023 และ 2024) หลังจากรอคอยมายาวนานถึง 39 ปีนับจากวันปล่อยเพลงเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 1984 

ความสำเร็จล่าสุดในเดือนธันวาคม 2025 เพลงนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ในสหรัฐฯ โดยขึ้นถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100 และครองอันดับ 1 ในชาร์ต Global 200 ของ Billboard

เกร็ดน่าสนใจอยู่ที่ไมเคิลแต่งเพลง Last Christmas ขึ้นที่บ้านพ่อแม่ของเขาระหว่างดูฟุตบอล

ขอบคุณภาพจาก  https://djmag.com/news/dj-apologises-playing-whams-last-christmas-football-game-ruining-whamageddon

หนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเพลงอันดับ 1 ในช่วงคริสต์มาส ระบุถึงเพลง Last Christmas ของ Wham! ไว้ว่า แอนดรูว์ ริดจ์ลีย์ กำลังนั่งดูฟุตบอลอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของไมเคิลในวันอาทิตย์วันหนึ่งในปี 1984 ตอนนั้นเองที่ไมเคิลนึกทำนองเพลงออก แล้วรีบปลีกตัวขึ้นไปบันทึกเสียงที่ชั้นบน 

ริดจ์ลีย์เล่าว่า “พวกเรา รวมถึงพ่อแม่ของจอร์จ กำลังนั่งเล่นฆ่าเวลาในวันอาทิตย์ ตอนนั้นเป็นฤดูหนาว ต้นปี 1984 รายการ The Big Match กำลังฉายอยู่ ซึ่งเป็นการถ่ายทอดสดฟุตบอลเพียงรายการเดียวทางโทรทัศน์สมัยนั้น เราทั้งคู่ไม่ได้ตั้งใจดูมันจริงจังหรอก ผมสนใจฟุตบอลมากกว่าเขา ส่วนเขา ใจลอยไปที่อื่นชัดเจนมาก”

“จอร์จมีเครื่องบันทึกเสียงแบบ 4 แทร็กอยู่ในห้องนอน แล้วจู่ ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดวิ่งขึ้นข้างบนไป หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลงมาแล้วบอกว่า ‘นายต้องลองฟังนี่’ มันเป็นช่วงเวลาที่น่าทึ่งมาก และมันเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ  ถ่ายทอดและดึงบรรยากาศของคริสต์มาสออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก”

ในเวลาต่อมา ไมเคิลบอกว่าเขาเขียนเพลงนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 1984 ซึ่งกองบรรณาธิการกีฬาของ The Guardian วิเคราะห์ออกมาอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า หากสมมติเป็นฟุตบอลถ่ายทอดสดตามที่ริดจ์ลีย์บอก แมตช์ดังกล่าวถูกถ่ายทอดสดทางช่อง ITV ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 1984 เวลาคิกออฟคือ 14.35 น. เป็นเกมดิวิชัน 1 เดิม ระหว่าง ลูตัน กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ 5-0 เนื่องจากเป็นเกมวันอาทิตย์นัดเดียวที่มีการถ่ายทอดสดในเดือนนั้น

The Guardian วิเคราะห์ต่อว่า บางทีไมเคิลอาจรู้สึกเบื่อช่วง 36 นาทีแรกที่ยังไม่มีการทำประตู แต่พอก่อนหมดครึ่งแรก ไบรอัน ร็อบสัน และนอร์แมน ไวท์ไซด์ ก็ทำประตูให้ทีมนำไปก่อน จากนั้นช่วง 12 นาทีสุดท้าย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็รัวเพิ่มอีก 3 ลูก จากร็อบสัน, แฟรงค์ สเตเปิลตัน และไวท์ไซด์

อย่างไรก็ตามไม่มีข้อเท็จจริงว่า ฟุตบอลนัดนั้นเป็นการแข่งขันระหว่างทีมอะไร ทั้งจากปากของริดจ์ลีย์ที่ปัจจุบันอายุ 62 ปี รวมถึงไมเคิลที่หยุดอายุไว้เพียง 53 ปีหลังเสียชีวิตในวันคริสต์มาสของปี 2016

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ซันเดอร์แลนด์ ม้ามืดแห่งฤดูกาล ผลการลงทุน 161 ล้านปอนด์ และเรจีส เลอ บรีส์

พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025-26 ดำเนินมาถึงนัดที่ 14 หรือกว่า 1 ใน 3 ของฤดูกาลแล้ว ซันเดอร์แลนด์ ทีมน้องใหม่ ยังเดินหน้าทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างต่อเนื่องด้วยฟอร์มหรู เช่น ชนะเชลซี หรือเสมออาร์เซนอล ขณะที่กำลังรั้งอันดับ 6 บนตารางก่อนเยือนลิเวอร์พูล วันพุธที่ 3 ธ.ค.2026 

อย่างไรก็ตาม การคาดหวัง “แบล็ก แคทส์” ให้สร้างประวัติศาสตร์เหมือนเลสเตอร์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งชนะเลิศพรีเมียร์ลีกสมัยแรกในฤดูกาล 2015-16 คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงจุดนี้ คงต้องหันมมองกันแล้วว่า การสร้างทีมยุคใหม่ของซันเดอร์แลนด์ อายุสโมสรยาวนานเกือบ 150 ปี เป็นเรื่องน่าสนใจ

ซันเดอร์แลนด์ อดีตแชมป์ลีกสูงสุด 6 สมัยขณะใช้ชื่อดิวิชัน 1 (ครั้งหลังสุดคือซีซัน 1935-36) ตกชั้น 2 ปีติดต่อกันคือ พรีเมียร์ลีก ซีซัน 2016-17 และแชมเปียนชิพ ซีซัน 2017-18 จากนั้น “แบล็ก แคทส์” ใช้เวลาในลีกวัน 4 ปี กลับขึ้นมาเล่นแชมเปียนชิพ ซีซัน 2022-23 ในฐานะทีมอันดับ 5 และชนะเลิศลีกวัน เพลย์ออฟ

ซันเดอร์แลนด์ประเดิมการกลับลีกเทียร์ 2 ด้วยอันดับ 6 และแพ้ลูตันในเพลย์ออฟรอบรองชนะเลิศ แต่ซีซัน 2023-24 หลุดลงไปอยู่อันดับ 16 เหนือโซนตกชั้น 6 คะแนน

ซันเดอร์แลนด์จบซีซัน 2024-25 ด้วยอันดับ 4 ผ่านเข้าไปเล่นแชมเปียนชิพ เพลย์ออฟ ถล่มบริสตอล ซิตี ทีมอันดับ 6 ด้วยสกอร์ 3-0 ทั้งนัดเยือนและเหย้า ก่อนเฉือนทีมอันดับ 3 เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยสกอร์ตีเสมอนาทีที่ 76 ของเอลีเซอร์ มาเยนดา และประตูชัยนาทีที่ 90+5 ของโธมัส วัตสัน

บุคคลที่พาซันเดอร์แลนด์กลับพรีเมียร์ลีกหลังหายไป 8 ปีคือ เรจิส เลอ บรีส์ กุนซือชาวฝรั่งเศสวัย 49 ปี ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชเป็นปีแรกหลังเซ็นสัญญา 3 ปีเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2024 และเริ่มต้นงานใหญ่อย่างสวยหรู เก็บชัยชนะ 100% ในเดือนแรก ได้ 10 ประตู เสียแค่ 1 ประตู และได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของอีเอฟแอล แชมเปียนชิพ ประจำเดือนสิงหาคม 2024

หัวหน้าโค้ชผู้มีเวนเกอร์เป็นต้นแบบ

ก่อนยิงประตูชัยในนาทีที่ 90+3 ให้ซันเดอร์แลนด์ชนะในสแตมฟอร์ด บริดจ์ กองเชียร์เชลซีอาจไม่เคยได้ยินชื่อ เชมส์ดีน ตัลบี แต่ปีกวัย 20 จากโมร็อกโก ไม่ใช่นักเตะคนเดียว ซึ่งแฟนบอลทั่วไปไม่เคยได้ยินชื่อในทีมซันเดอร์แลนด์ นำไปสู่คำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับทีมซันเดอร์แลนด์” แม้พรีเมียร์ลีกทุกซีซันมักมีทีมม้ามืดขึ้นมาหัวตารางอยู่เสมอช่วงต้นโปรแกรม แต่ไม่บ่อยนักที่เป็นทีมน้องใหม่

ขอบคุณภาพจาก  https://www.bbc.com/sport/football/articles/cy7envzn722o

ทีมของเลอ บรีส์ ถูกสร้างขึ้นมาอย่างพิถีพิถันจากเพชรเม็ดงามที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ถูกสร้างขึ้นมาจากความสามารถในการปักหลักต่อสู้บนสนามแข่งขัน ถูกสร้างด้วยการหลอมละลายเป็นเนื้อเดียวกัน และถูกสร้างขึ้นมาจากความเชื่อมั่น

กุนซือชาวฝรั่งเศสผู้แต่งตัวเนี้ยบมีบางอย่างคล้ายคลึงกับอาร์แซน เวนเกอร์ อดีตผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ของอาร์เซนอล ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษในการค้นหาพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในตัวนักเตะโนเนม

เลอ บรีส์ รู้ว่าตัวเขาอยากเป็นโค้ชหลังจากศึกษาชีวิตการทำงานของเวนเกอร์ในช่วง 7 ปีที่อยู่กับโมนาโกตั้งแต่ปี 1987 ซึ่งตอนนั้น เลอ บรีส์ เพิ่งอายุ 12 ปี

“ผมชอบโมนาโกภายใต้การคุมทีมของเวนเกอร์มากจริงๆ แม้ผมไม่ใช่แฟนบอลโมนาโก แต่ก็ชอบทีมนี้และสไตล์การทำทีมของเขา ถ้าพบนักเตะคนไหน ผู้จัดการทีมคนไหน และทีมไหนที่มีลักษณะเฉพาะตัว ผมมักชอบวิเคราะห์วิธีและรูปแบบการเล่น รวมถึงบุคลิกภาพ”

“โมนาโกเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับผม เต็มไปด้วยนักเตะอายุน้อย และมีสไตล์การเล่นที่เน้นเชิงรุก แต่ตอนนั้นผมยังเด็ก จึงยากที่จะประเมินองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเกมฟุตบอล แต่ผมมองมันเป็นเรื่ององค์ประกอบทางอารมณ์ ซึ่งแตกต่างจากทีมอื่นๆ”

“เวลาผมดูทีมฟุตบอลแล้วคิดว่า ‘พวกเขาเล่นได้ดี’ หรือ ‘ดูแล้วน่าสนใจดี’ แต่ผมไม่รู้จริงๆ หรอกว่าทำไม มันแค่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างออกไป”

เลอ บรีส์ ยังยอมรับอย่างซื่อสัตย์ว่าช่วงที่เล่นฟุตบอล เขาไม่ใช่นักเตะที่มีคุณสมบัติพิเศษ (X factor) ในเชิงเทคนิกและกายภาพ เขาเป็นเพียงนักเตะธรรมดาในทุกๆ ด้าน

“เพราะไม่มีคุณสมบัติพิเศษเหล่านั้น ผมจึงต้องพยายามเข้าใจเกมให้มากขึ้นเพื่อเป็นการทดแทน เพราะถ้ามีเอ็กซ์แฟคเตอร์ คุณก็แค่ใช้มันและเล่นได้ดีบนสนาม ดังนั้นผมจึงพยายามเข้าใจเกมให้ได้มากขึ้น ต้องคิดให้แตกว่า จะต้องทำอย่างไรจึงสามารถแข่งกับผู้เล่นที่แข็งแกร่งกว่าได้ และเชื่อมโยงกับนักเตะคนอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา”

ซันเดอร์แลนด์เห็นแวว ดึงมาสานโปรเจกต์ใหญ่

เลอ บรีส์ เกิดวันที่ 6 ธันวาคม 1975 เติบโตในเมืองปลอเนอูร์-ลองแวร์น ทางตะวันตกของแคว้นเบรอตาญ ประเทศฝรั่งเศส เขาเริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนครั้งแรกกับสโมสรท้องถิ่น ยูเอส ปลอเนอูร์ ก่อนย้ายเข้าร่วมทีม เอเอส แอร์เก-อาร์เมล เมื่ออายุ 12 ปี ตามด้วยทีมแกมแปร์

ปี 1991 เลอ บรีส์เข้าร่วมทีมเยาวชนของแรนส์ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คของทีมแรนส์ บี ระหว่างปี 1993 – 1999 ก่อนเลี่อนขึ้นไปอยู่ทีมแรนส์ ได้ลงสนามลีกเอิงเพียง 31 นัดระหว่างปี 1994 – 1999 จากนั้นย้ายไปเล่นในลีกรองกับลาวาล (ฝรั่งเศส) และลอนเซิน (เบลเยียม) เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดในปี 2003 เพื่อมุ่งมั่นกับงานโค้ชระดับเยาวชน

เดือนพฤษภาคม 2022 เลอ บรีส์ ได้รับใบอนุญาตการเป็นโค้ชอาชีพ และวันที่ 27 มิถุนายนปีเดียวกัน เขาถูกแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโค้ชทีมชุดใหญ่ของลอริยองต์ด้วยสัญญา 3 ปี 

เลอ บรีส์ พาลอริยองต์จบอันดับที่ 10 ของลีกเอิง ฤดูกาล 2022-23 แต่ทีมร่วงลงไปอยู่ลีกเดอซ์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2023-24 เลอ บรีส์ ได้ออกจากสโมสรอย่างเป็นทางการด้วยการยินยอมร่วมกันในวันที่ 22 มิถุนายน 2024 และวันเดียวกัน ซันเดอร์แลนด์ประกาศข่าวเลอ บรีส์ เป็นหัวหน้าโค้ชคนใหม่

แม้ลอริยองต์ตกไปอยู่ลีกเทียร์ 2 ของฝรั่งเศส แต่เลอ บรีส์ ได้สร้างชื่อเสียงในฐานะกุนซือที่ให้โอกาสกับนักเตะอายุน้อยและความโดดเด่นด้านแท็กติก จึงถูกทาบทามจากคีริล หลุยส์-เดรย์ฟัส นักธุรกิจหนุ่มชาวสวิส-เฟรนช์ ประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์ ให้ไปทำหน้าที่ผู้นำโปรเจกต์ใหญ่ของสโมสร ไม่ใช่เพียงหัวหน้าโค้ชเพื่อคุมทีมฟุตบอลเท่านั้น

เช่นเดียวกับช่วงแรกของเวนเกอร์ที่อาร์เซนอล เลอ บรีส์ เข้าไปมีส่วนปฏิวัติทีมซันเดอร์แลนด์ด้วยการสอดส่องหานักเตะใหม่อย่างชาญฉลาด และมอบความไว้วางใจให้กับนักเตะที่หลายคนมองข้าม ถึงกระนั้นการเสริมขุมกำลังของทีมไม่ได้เกิดขึ้นในราคาถูกเมื่อขึ้นมาอยู่พรีเมียร์ลีก

ทุ่ม 161 ล้านปอนด์ยกเครื่องสู้พรีเมียร์ลีก

ซันเดอร์แลนด์ใช้เงินไปถึง 161 ล้านปอนด์ไปกับผู้เล่นใหม่ 14 คนในตลาดฤดูร้อนปี 2025 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติสูงสุดของสโมสรน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้น ขณะเดียวกับสโมสรได้ปล่อยผู้เล่นออกไป 17 คน รวมถึงนักเตะสำคัญจากฤดูกาล 2024-25 อย่างโจ๊บ เบลลิ่งแฮม และโธมัส วัตสัน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.straitstimes.com/sport/football/Premier-League-survival-still-the-target-says-Sunderland-coach

แต่การทุ่มเงินมหาศาลไม่ได้รับประกันว่าจะหนีการตกชั้นพ้น ฤดูกาล 2024-25 เป็นตัวอย่างล่าสุด สามสโมสรน้องใหม่ เลสเตอร์, เซาแธมป์ตัน และอิปสวิช ใช้จ่ายเงินรวมกัน 276.5 ล้านปอนด์ แต่ต้องกลับไปเล่นแชมเปียนชิพในฤดูกาลต่อมาด้วยแต้มสะสมรวมกันต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

ทรอย ดีนีย์ อดีตกัปตันทีมวัตฟอร์ด กล่าวกับ Final Score ว่า “”ทีมส่วนใหญ่มักยึดมั่นกับผู้เล่นที่พาเลื่อนชั้นขึ้นมา แต่ซันเดอร์แลนด์นั้นเด็ดขาดมาก พวกเขาเปลี่ยนผู้รักษาประตูและนักเตะเกือบทุกคน พร้อมตั้งเป้าหมายพยายามอยู่รอดให้ได้”

เลอ บรีส์ สมควรได้รับเครดิตอย่างสูงกับการซื้อนักเตะที่หลายทีมมองข้าม ซึ่งสามารถเปลี่ยนซันเดอร์แลนด์ให้กลายเป็น “แมวดำ” ที่อันตราย

มี 9 คนที่ลงเตะกับเชลซีเป็นนักเตะที่เพิ่งเซ็นสัญญาในฤดูร้อนปีนี้ และประตูชัยช่วงทดเวลาเจ็บเกิดจากการประสานงานของผู้เล่นใหม่ 3 คนได้แก่ ลุตชาเรล เกียร์ทราวดา อายุ 25 ปี, ไบรอัน บร็อบบีย์ อายุ 23 ปี และตัลบี ขณะที่วิลสัน อิซิดอร์ อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นศูนย์หน้าตัวจริง และทำประตูตีเสมอเชลซีในนาทีที่ 22 ถูกซื้อขาดในตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา หลังเซ็นสัญญายืมตัวจากเซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ต้นซีซัน 2024-25

โรบิน รูฟส์ ผู้รักษาประตูวัย 22 ปี เริ่มต้นชีวิตในพรีเมียร์ลีกได้อย่างน่าทึ่งหลังย้ายมาจากเอ็นอีซี ไนจ์เมเกน ในเนเธอร์แลนด์ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์ในช่วงซัมเมอร์ เก็บคลีนชีทได้ 4 นัด และเสียประตูเพียง 7 ลูกจาก 9 นัดแรก

สำหรับกองหลัง ซันเดอร์แลนด์จ่ายเงิน 9.5 ล้านปอนด์ ไปกับนอร์กดี มูกีเล อดีตแบ็คขวาของปารีส แซงต์ แยร์กแมง วัย 27ปี ซึ่งเคยถูกยกย่องเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่แอร์เบ ไลป์ซิก ก่อนย้ายมาค้าแข้งในเมืองหลวงของฝรั่งเศส แต่ไม่สามารถทำผลงานได้ดีจนถูกส่งให้เลเวอร์คูเซนยืมใช้งานในซีซันที่ผ่านมา

เป้าหมายคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก

จากการยกเครื่องขุมกำลังครั้งใหญ่ทั้งผู้มาใหม่และผู้ยังหลงเหลืออยู่ บุรุษที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันคือ กรานิต ชากา อดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/37131734/chelsea-sunderland-regis-le-bris-arsene-wenger/

ท่ามกลางเสียงเยาะเย้ยจากบางคนเมื่อเห็นมิดฟิลด์ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์วัย 33 ย้ายออกจากเลเวอร์คูเซนที่ได้เล่นแชมเปียนส์ ลีก มายังสโมสรที่เพิ่งขึ้นมาจากแชมเปียนชิพ แต่ชากาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงให้กับซันเดอร์แลนด์ในฐานะผู้เล่นที่ดุดันที่สุดในแดนกลาง ทั้งยังโดดเด่นด้วยจำนวนแอสซิสต์และการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม

ตอนที่เดินทางมายังสเตเดียม ออฟ ไลท์ ยังมีเครื่องหมายคำถามว่า ชากาจะรักษามาตรฐานการเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ไหมหลังจากค้าแข้งในเยอรมนีเมื่อปี 2023

แต่ในวัย 33 ชากาทำให้บรรดานักวิจารณ์ต้องประหลาดใจด้วยสไตล์การเล่นที่น่าทึ่ง โดยครองสถิติอันดับ 1 หมวดแอสซิสต์ (3 ครั้ง), สร้างโอกาส (11 ครั้ง), ผ่านบอลสำเร็จ (397 ครั้ง), ผ่านบอลเข้าเขตโทษ (49 ครั้ง), สัมผัสบอล (629ครั้ง), ชนะดวล (56 ครั้ง) และแย่งบอลคืน (43 ครั้ง) จากพรีเมียร์ลีก 9 นัดแรก

ชากาจึงเปรียบเสมือนหัวใจและมันสมองของ “แบล็ก แคทส์” แต่เขาไม่ใช่ดาวเด่นเพียงคนเดียวที่มีประสบการณ์แชมเปียนส์ ลีก ซึ่งเลอ บรีส์ ดึงเข้ามายังเมืองท่าในเขตไทน์แอนด์แวร์ ยังมีเรยนิลโด มันดาวา แบ็คซ้ายวัย 31 ทีมชาติโมซัมบิก ซึ่งย้ายเข้ามาแบบไม่มีค่าตัวหลังจากใช้เวลา 3 ปีร่วมงานกับดิเอโก ซิเมโอเน ที่แอตเลติโก มาดริด

มันดาวาบอกถึงความสำคัญของชากาว่า “กรานิตเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่มาก อยู่ในระดับที่สูงกว่ามาก เปี่ยมด้วยคุณภาพทั้งในสนามและนอกสนาม เขาพยายามพลักดันกระตุ้นเวลาเราฝึกซ้อม และยังถ่ายทอดประสบการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่พิเศษมาก ผมภูมิใจมากที่ได้เล่นทีมเดียวกับเขา เหมือนเป็นความฝันก็ว่าได้”

“พวกเราต่างตระหนักดีว่าเป็นเกมที่หนักเมื่อต้องเจอทีมใหญ่ แต่เราต่างเล่นด้วยกัน สู้ด้วยกัน สิ่งดีๆ จะตามมาแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเราทำงานเป็นทีม ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล”

“ทุกคนต่างรู้ดีว่า เป้าหมายคือการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีก เราจะเดินหน้าต่อไป สู้ต่อไป และในท้ายที่สุดก็จะเห็นกันว่าเราอยู่ตรงไหน แต่อย่าพูดถึงแชมป์เลย เรามุ่งสมาธิไปทีละนัดๆ เรารู้เป้าหมายและพยายามเดินหน้าต่อไป”

ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก สโมสรน้องใหม่ที่ทำแต้มสูงสุดจาก 9 นัดแรกคือ นอตติงแฮม ฟอเรสต์ ได้ 21 คะแนนในฤดูกาล 1994-95 สามารถรักษาฟอร์มม้ามืดจนปิดซีซันด้วยอันดับ 3

ซันเดอร์แลนด์ ฤดูกาล 1999-2000 เคยทำได้ 17 คะแนน เป็นสถิติสูงสุดที่อันดับ 6 (ร่วม) และลงเอยด้วยอันดับ 7

ทีมที่ทำได้ 17 คะแนนจาก 9 นัดแรกเท่ากันก็คือ ทีม “แบล็ก แคทส์” ของเลอ บรีส์ ในซีซันนี้ … รอทราบผลเมื่อถึงปลายเดือนพฤษภาคมปีหน้า

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

หนึ่งปีของ “ริชาร์ด ฮิวจ์ส” กับภารกิจสร้างทีมลิเวอร์พูลยุคใหม่

หลังผ่าน 2 ตลาดแรกอย่างเงียบเชียบ ริชาร์ดส์ ฮิวจ์ส ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาของลิเวอร์พูล สร้างความฮือฮา ทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักร 2 ครั้งในตลาดเดียว ทุ่มเงิน 116 ล้านซื้อฟลอเรียน เวียร์ตซ์ จากเลเวอร์คูเซน และจ่ายอีก 125 ล้านปอนด์ให้นิวคาสเซิลเพื่อแลกกับอเล็กซานเดอร์ อิซัค ส่งผลให้ยอดรายจ่ายในตลาดฤดูร้อน 2025 ของสโมสรพุ่งเป็น 446.5 ล้านปอนด์ 

ผู้บริหารชาวสกอตวัย 46 เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะสานต่อความสำเร็จของลิเวอร์พูลยุคหลังเยอร์เกน คลอปป์ ภารกิจสำคัญงานแรกของฮิวจ์สเกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้วคือ หาผู้สืบทอดตำแหน่งของยอดผู้จัดการทีมชาวดอยช์

ย้อนไปยังเดือนมีนาคม 2024 เมื่อไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ กลับมาทำงานกับลิเวอร์พูลด้วยตำแหน่งซีอีโอ ฟุตบอล ของเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ปส์ สิ่งแรกๆ ที่เขาทำคือโทรศัพท์หาฮิวจ์ส ซึ่งกำลังพักผ่อนหลังลาออกจากบอร์นมัธในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค

ทั้งสองสนิทกันตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วขณะฮิวจ์สเป็นกัปตันทีมและกองกลางของพอร์ตสมัธ ที่มีแฮร์รี เรดค์แนปป์ เป็นผู้จัดการทีม และเอ็ดเวิร์ดส์ทำหน้าที่วิเคราะห์ประสิทธิภาพผู้เล่น ฮิวจ์สกับเอ็ดเวิร์ดส์ต่างชอบคิดและสร้างความสัมพันธ์ผ่านการวิเคราะห์เกม

20 มีนาคม 2024 ลิเวอร์พูลประกาศแต่งตั้งฮิวจ์สเป็นผู้อำนวยการกีฬาโดยเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งระหว่างนี้ไม่มีข่าวการเคลื่อนไหวออกมาอย่างเป็นทางการ แต่รู้ดีว่า งานใหญ่ที่ฮิวจ์สต้องทำไม่ใช่เพียงต่อสัญญากับเทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เวอร์จิล ฟาน ไดค์ และโม ซาลาห์ แต่ต้องหากุนซือแทนคลอปป์ ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนกว่า

หาผู้สืบทอดตำแหน่งของคลอปป์

ฮิวจ์สได้รับข่าวว่า ชาบี อลอนโซ ตัวเลือกอันดับแรก ตัดสินใจคุมทีมเลเวอร์คูเซนต่อ รูเบน อโมริม โค้ชหนุ่มที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรปหลังประสบความสำเร็จกับสปอร์ติง ลิสบอน ถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นตัวเต็งแทน แต่ฮิวจ์สมีความคิดต่างออกไป

หลังพิจารณาข้อมูลที่วิลล์ สเปียร์แมน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย เสนอให้อย่างละเอียด ฮิวจ์สก็ตระหนักทันทีว่ามีเพียงตัวเลือกเดียวที่เขาอยากคุยด้วย และในเดือนเมษายน เขาจึงเดินทางไปยังเนเธอร์แลนด์เพื่อพบกับอาร์เนอ สลอต หัวหน้าโค้ชของเฟเยนูร์ด ที่บ้านในซโวลเลอ

ขอบคุณภาพจาก  https://www.daveockop.com/editorial/arne-slot-revolution-liverpool-premier-league-year-one/

กุนซือดัตช์ทำผลงานยอดเยี่ยมในด้านพัฒนาผู้เล่นและรักษาความฟิตของร่างกายนักเตะ และที่สำคัญ จุดที่อาร์เนอต่างจากอโมริมคือ มีรูปแบบการเล่นและสไตล์ฟุตบอลแบบเดียวกับคลอปป์

อาร์เนอเล่าถึงการพบกันครั้งแรกว่า ฮิวจ์สมาพร้อมกับแฟ้มข้อมูลขนาดใหญ่ที่บรรจุรายละเอียดมากมายเกี่ยวกับตัวเขาและทีม ทั้งแทคติกที่ใช้แต่ละนัด และได้เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง อาร์เนอยังพูดติดตลกว่า ฮิวจ์สรู้เรื่องเขาดีมาก บางเรื่องตัวเขาเองยังไม่รู้

“ลิเวอร์พูลบอกชัดเจนมากว่าอยากได้ผม จูเลียน วอร์ด (ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของเฟนเวย์ฯ) แวะเยี่ยมสนามซ้อมของเฟเยนูร์ด ได้พูดคุยกับผู้คนมากมายเพื่อเก็บข้อมูลและทำความรู้จักให้มากที่สุดเกี่ยวกับสโมสรและวิธีการทำงานของผม ไม่มีอะไรถูกมองข้ามไปเลย”

สำหรับโลกภายนอก มองว่าการแต่งตั้งอาร์เนอเป็นความเสี่ยง เนื่องจากมีประสบการณ์แชมเปียนส์ ลีก ค่อนข้างน้อย และคว้าแชมป์เมเจอร์ในเนเธอร์แลนด์เพียง 2 รายการ แต่ฮิวจ์สยังมั่นใจการตัดสินใจของตนเองแม้มีความเห็นตรงข้ามมากมาย เหมือนตอนที่ “ไม่ไปต่อ” กับเพื่อนของเขา แกรี โอนีล ในฤดูร้อนปี 2023 แต่เลือกอันโดนี อิราโอลา กุนซือชาวบาสค์ที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้มาเป็นผู้จัดการทีมบอร์นมัธ

ตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกที่เงียบเหงา

การทำงานของฮิวจ์สยังถูกตั้งคำถามในตลาดซื้อขายช่วงซัมเมอร์ปี 2024 ซึ่งไม่ดีนักในมุมมองกูรูลูกหนังและแฟนบอล โดยได้ผู้เล่นใหม่เพียง 2 คนคือ จอร์จี มาร์มาดาชวิลี ซึ่งส่งกลับไปให้บาเลนเซียยืมตัว และเฟเดริโก คิเอซา ซึ่งมีปัญหาความฟิต ได้ลงสนามเพียง 14 นัด 466 นาที 

นอกจากนี้ ฮิวจ์สยังไม่สามารถคว้าเป้าหมายสำคัญ มาร์ติน ซูบิเมนดี มิดฟิลด์ตัวรับค่าตัว 51 ล้านปอนด์ ซึ่งยืนยันว่าต้องการย้ายมาอยู่แอนฟิลด์เมื่อฮิวจ์สเดินทางไปพูดคุยที่สเปน แต่ซูบิเมนดีกลับเปลี่ยนใจ เล่นให้โซเซียดัดต่อไป

ขอบคุณภาพจาก  https://www.liverpoolfc.com/th/news/arne-slot-explains-what-federico-chiesa-will-bring-liverpool

ท่ามกลางแฟนบอลที่ไม่พอใจสโมสรที่ไม่เสริมผู้เล่นอย่างเข้มแข็งให้กับการเริ่มต้นคุมทีมของอาร์เนอ ฮิวจ์สยังคงใจเย็นเพราะรับรู้จากการฝึกซ้อมเตรียมทีมระหว่างพรีซีซันของโค้ชดัตช์ รวมถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญ ปรับไรอัน กราเฟนแบร์ก ลงมาทำหน้าที่มิดฟิลด์เบอร์ 6 ซึ่งต่อมากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ลิเวอร์พูลนำพรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวจนคว้าแชมป์

ฮิวจ์สและอาร์เนอตกลงร่วมกันจะแข่งขันฤดูกาล 2024-25 ด้วยผู้เล่นของคลอปป์ ก่อนจะตัดสินใจแผนปรับปรุงขุมกำลังนักเตะเมื่อซีซันจบลง

อาร์เนอให้สัมภาษณ์ก่อนเปิดซีซันที่แล้วว่า “เยอร์เกนจากไปพร้อมทีมที่อยู่ในสถานะที่ดี เรากำลังพยายามสร้างทีมจากจุดนั้น เราไม่ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างหรอก จริงๆ แล้วเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะหลายสิ่งหลายอย่างดีอยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม ทุกสายตาจับจ้องไปยังฮิวจ์สในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของฤดูกาลเพื่อดูว่าลิเวอร์พูลจะทำผลงานอย่างไรเมื่อไม่มีคลอปป์อยู่ข้างสนาม 

ทีมของอาร์เนอชนะ 8 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 1 นัด ยืนแป้นอันดับ 1 พรีเมียร์ลีกตั้งแต่นัดที่ 10 และไม่เคยก้าวลงมาอีกเลยจนปิดซีซัน อย่างไรก็ตาม สปอตไลท์ยังไม่หนีไปจากฮิวจ์ส ซึ่งต้องรักษา 3 ซูเปอร์สตาร์ที่กำลังเล่นด้วยสัญญาปีสุดท้าย ทั้งเทรนท์, ฟาน ไดค์ และซาลาห์ สามารถเจรจาย้ายทีมล่วงหน้ากับสโมสรต่างประเทศทันทีปฏิทินเปลี่ยนเป็นปี 2025

ภารกิจสุดหินต่อสัญญา 3 ซูเปอร์สตาร์

ฮิวจ์สเคยยอมรับว่า เขาหวังเพียงเก็บนักเตะคนใดคนหนึ่งให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหวังค่อยๆ ริบหรี่ลง เทรนท์กับฟาน ไดค์ พากันเงียบกริบ ต่างกับซาลาห์ ซึ่งเปิดเผยกับ Sky Sports หลังชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 ในเดือนกันยายน 2024 ว่ายังไม่มีใครจากสโมสรเข้ามาคุยกับเขา บางทีอาจเป็นปีสุดท้ายของเขาก็ได้

ปีกซ้ายอียิปต์ ซึ่งกำลังผลิตผลงานดีที่สุดในแอนฟิลด์ ยังกดดันฮิวจ์สต่อไปด้วยการให้สัมภาษณ์หลังทำ 2 ประตูที่เซาแธมป์ตันในเดือนพฤศจิกายน ว่ายังไม่ได้ข้อเสนอสัญญาใหม่ และน่าจะ “ไป” มากกว่า “อยู่”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.skysports.com/football/news/12040/13345602/liverpool-mohamed-salah-virgil-van-dijk-and-trent-alexander-arnold-contract-latest-as-talks-continue

อดีตมิดฟิลด์จากกลาสโกว์มีชื่อเสียงในฐานะ “นักเจรจาผู้ดุดัน” ซึ่งสามารถเย็นชาแม้ในสถานการณ์กดดันที่สุด เอเยนต์คนหนึ่งเรียกฮิวจ์สว่า “หุ่นยนต์” ฮิวจ์สยังมีความรู้ฟุตบอลเชิงลึกที่ลึกซึ้ง ล้วนเป็นสินทรัพย์อันมีค่าที่จะทำให้การเจรจาสำเร็จ

ฮิวจ์สพูดได้ 4 ภาษาหลังจากเติบโตในมิลาน ซึ่งเควิน พ่อของเขา ทำงานให้กับสำนักพิมพ์เพนกวิน บุ๊คส์ และได้ไปรับลูกชายที่อะคาเดมีของอตาลันตา เดินทางไปยังซาน ซีโร เพื่อดูการแข่งขันของเอซี มิลาน ยอดทีมยุคปลาย 1980 ถึงต้น 1990ภายใต้การคุมทีมของอาร์ริโก ชาคคี

ด้วยทักษะและองค์ความรู้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ช่วยให้ฮิวจ์สยังมีความก้าวหน้าในการเจรจากับตัวแทนของดาวเตะทั้ง 3คน รวมถึงเรมี แอบบาส ทนายความจอมเขี้ยวที่เป็นเอเยนต์ของซาลาห์

ในที่สุด ฟาน ไดค์และซาลาห์ตกลงขยายสัญญาออกไป 2 ปีในเดือนเมษายน 2025 ขณะที่ลิเวอร์พูลใกล้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ถึงแม้ฮิวจ์สไม่สามารถโน้มน้าวเทรนท์ให้อยู่ต่อได้ แต่การรักษา 2 ใน 3 ซูเปอร์สตาร์ถือเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยมของผู้บริหารชาวสกอต

ทุ่มเสริมแกร่ง 446.5 ล้านปอนด์ในตลาดเดียว

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาพักผ่อนดื่มด่ำกับแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 20 ของสโมสร เพราะต้องเริ่มต้นสร้างทีมครั้งใหญ่ในช่วงฤดูร้อน หนึ่งในนักเตะใหม่คือ ฟลอเรียน เวียร์ตซ์ มิดฟิลด์ตัวรุกที่ย้ายมาจากเลเวอร์คูเซน

ก่อนหน้านั้น สื่อคาดหมายกันว่า นักเตะหนุ่มอนาคตไกลคงย้ายไปอยู่บาเยิร์น มิวนิก หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี แต่ฮิวจ์ส พร้อมกับอาร์เนอและเอ็ดเวิร์ดส์ ช่วยกันโน้มน้าวจนดาวเตะวัย 22 ตัดสินวางอนาคตของตนเองไว้ที่แอนฟิลด์ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/liverpool-florian-wirtz-bradley-germany-35863368

เวียร์ตซ์กล่าวถึงการมาอยู่ลิเวอร์พูลเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “เป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายเลย แต่ผมคิดว่าการพูดคุยกับโค้ช, ริชาร์ดส์ และทุกคนตั้งแต่เริ่มต้น ล้วนเป็นไปด้วยดีอย่างต่อเนื่อง”

“ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับใครสักคนจากสโมสร ผมจะรู้สึกว่า ‘นี่คือที่ที่ผมอยากอยู่’ และสุดท้ายผมก็มั่นใจเต็มร้อยว่าต้องการไปอยู่ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด”

การมาถึงอย่างไม่คาดฝันของเวียร์ตซ์แสดงให้เห็นถึงลักษณะเด่นในการเจรจาดีลผู้เล่นใหม่แบบเสี่ยงๆ ของเอ็ดเวิร์ดส์ ซึ่งเคยทำเป็นประจำตอนที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอย่างเช่น การทุ่มซื้อฟาน ไดค์ ด้วยค่าตัวแพงเป็นสถิติโลกสำหรับกองหลังก่อนตลาดเดือนมกราคม 2018 จะเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและการวิเคราะห์จากสเปียร์แมนและทีมงานยืนยันกับฮิวจ์สว่า เวียร์ตซ์เป็นนักเตะรุ่นใหม่ที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถปล่อยให้หลุดมือไปถ้ามีโอกาส แม้ต้องตกใจกับตัวเลขเงิน เช่นเดียวกับดีลของอิซัค ยอดดาวยิงทีมนิวคาสเซิล

ทีมของอาร์เนอทำสกอร์ได้สูงสุดในพรีเมียร์ลีกถึง 86 ประตูบนเส้นทางสู่แชมป์ และได้เซ็นสัญญากับอูโก เอกิติเก สไตรเกอร์ฝรั่งเศสจากไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต ด้วยราคา 79 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อแทนดาร์วิน นูนเญซ ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมสโมสรต้องการนักเตะหมายเลข 9 อีกคนในราคาแพงระยับ

แต่แบบจำลองทางสถิติ ศูนย์หน้าทีมชาติสวีเดนถูกจัดให้เป็นยอดดาวซัลโวทวีปยุโรประดับเดียวกับคิลียัน เอ็มบัปเป และเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ แถมการล่าลายเซ็นอิซัคยังร้อนแรงขึ้นอีกเมื่อเอ็ดดี ฮาว ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล เป็นเพื่อนสนิทของฮิวจ์สช่วงเป็นนักเตะที่แฟรตตัน พาร์ค และบอร์นมัธ

ธุรกิจก็คือธุรกิจ ฮิวจ์สยอมสละความสัมพันธ์ที่ยาวนาน 2 ทศวรรษเพื่อคว้านักเตะที่มีค่าตัวทำลายสถิติสูงสุดของสหราชอาณาจักรในวันสุดท้ายของตลาด ยังไม่รวมถึงดรามาภายในระหว่างนิวคาสเซิลกับอิซัค

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/08/liverpool-2-2-crystal-palace-2-3-pens-champions-lose-in-community-shield/

เงิน 125 ล้านปอนด์ที่ลงทุนกับอิซัคทำให้ลิเวอร์พูลใช้เงินในตลาดฤดูร้อนสูงถึง 446.5 ล้านปอนด์ กลายเป็นสถิติใหม่ของสโมสร ทุบสถิติเดิม 177 ล้านปอนด์ภายใต้การบริหารของเอ็ดเวิร์ดส์อย่างง่ายดาย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากทีมของคลอปป์เพิ่งชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก ปี 2019

แต่ฮิวจ์สสามารถทำเงินได้อย่างน่าประทับใจถึง  218.4 ล้านปอนด์จากการขายนักเตะ และเคยทำได้ 62.5 ล้านปอนด์จากตลาดซื้อขายนักเตะครั้งแรกกลางปี 2024 ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสุทธิในฤดูร้อนปีนี้เหลือ 218.4 ล้านปอนด์ น้อยกว่าอาร์เซนอล (257 ล้านปอนด์) ซึ่งซื้อ 267 ล้านปอนด์ แต่ขายเพียง 10 ล้านปอนด์

ฮิวจ์สแทบไม่มีเวลาเที่ยวพักผ่อนกับภรรยาและลูก 5 คนที่เกาะครีต แม้กระทั่งชั่วโมงสุดท้ายของตลาด ฮิวจ์สยังต้องเร่งปิดดีลมาร์ก เกฮี กัปตันทีมและเซ็นเตอร์แบ็คของคริสตัล พาเลซ ก่อนโดน “ดิ อีเกิลส์” ถอดปลั๊กข้อตกลง

หลังตลาดปิดไปแล้ว ฮิวจ์สยังต้องเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับเจมส์ แมคคอนเนลล์ ซึ่งถูกปล่อยให้อาแจกซ์ยืมตัว รวมถึงการขยายสัญญากับโคดี กั๊กโป 

ฮิวจ์สยังมีงานสำคัญรออยู่คือ การโน้มน้าวให้อิบราฮิมา โกนาเต ฝากอนาคตระยะยาวกับสโมสร และพยายามรื้อฟื้นข้อตกลงกับเกฮีและพาเลซเมื่อตลาดเปิดอีกครั้งในเดือนมกราคม 2026

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

เบนจามิน เซสโก มีดีตรงไหน และจะเดินตามรอยเท้า ฮาลันด์ ได้หรือไม่

เบนจามิน เชสโก ทำไมถึงถูกนำไปเปรียบเทียบกับ เออร์ลิง ฮาลันด์? เจ้าตัวมีทีเด็ดตรงไหน? กับราคาค่าตัว 73.7 ล้านปอนด์ที่ทำให้เขากลายเป็นนักเตะความหวังในการถล่มประตูของทีมปิศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สไตรเกอร์วัย 22 เซ็นสัญญา 5 ปีกับแมนฯ ยูไนเต็ด มัดรวมค่าตัวให้แอร์เบไลป์ซิก 66.26 พร้อมมีตัวเลขแอดออนส์ที่ 7.36 คว้าดาวเตะสโลเวเนียนปาดหน้าคู่แข่งในดีลนี้ช่วงโค้งสุดท้ายอย่าง นิวคาสเซิล ได้สำเร็จ

แม้ต้องการเซสโกแก้ปัญหาการทำประตูตั้งแต่ซีซันที่แล้ว แต่แมนฯยูไนเต็ดไม่คิดต่อสู้กับนิวคาสเซิลในสงครามการเงิน ตัดสินใจจ่ายเงินก้อนแรกต่ำกว่าข้อเสนอครั้งที่ 2 ของ “เดอะ แมคพายส์” แต่ตัวนักเตะแสดงความปรารถนาชัดเจนที่จะสวมยูนิฟอร์ด “เรด เดวิลส์” จนดีลจบได้ที่เมืองแมนเชสเตอร์ โดยเจ้าหน้าที่ไลป์ซิกเปิดเผยว่า เซสโกต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่รูเบน อโมริม กำลังสร้างแม้ไม่ได้ร่วมแข่งขันแชมเปียนส์ ลีก

นิค ไรท์ นักวิเคราะห์เกมและคอมเมนเตเตอร์ของ Sky Sports เริ่มเขียนบทความจากคำถามว่า อะไรที่ทำให้เซสโกเป็นกองหน้าที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจทั้งแมนฯยูไนเต็ด, นิวคาสเซิล และอาร์เซนอล 

เซสโกทำ 39 ประตูจาก 87 นัดรวมทุกรายการให้ไลป์ซิกนับตั้งแต่ย้ายมาจากเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่อะไรที่พรีเมียร์ลีกจะได้เห็นจากตัวเขา และคำถามสำคัญคือ เซสโกจะเป็นเออร์ลิ่ง ฮาลันด์ คนต่อไปได้หรือไม่

เป็นศูนย์หน้าพิมพ์เดียวกับฮาลันด์

ประตูเฉลี่ยราว 20 ลูกต่อซีซันไม่ได้เตะตาอะไรนัก แต่ไรท์มองว่า เซสโกเป็นสไตรเกอร์พันธุ์หายากที่สรีระคล้ายคลึงฮาลันด์ทั้งความสูง 6 ฟุต 4 นิ้วและความเร็ว

ขอบคุณภาพจาก  https://www.malaymail.com/news/sports/2025/08/08/manchester-united-seal-85m-deal-for-rb-leipzig-striker-benjamin-sesko/186847  

รูปร่างเอื้อให้เซสโกปกป้องลูกได้ดีขณะอยู่กับตัว เป็นเป้าหมายเด่นชัดให้เพื่อนจ่ายบอลยาว การครอส และลูกตั้งเตะ และเช่นเดียวกับฮาลันด์ เซสโกรวมคุณสมบัตินี้เข้ากับการระเบิดความเร็ว

บุนเดลีกาซีซันที่แล้ว เซสโกมีสปีดสูงสุดที่ 35.69 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วเป็นอันดับ 26 ในบรรดานักเตะ 492 คน และเคยขึ้นไปถึงอันดับ 15 ในซีซัน 2023-24 โดยความเร็วเป็นตัวดึงดูดความสนใจของนิวคาสเซิล ซึ่งต้องการนำไปแทนอเล็กซานเดอร์ อิซัค ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายของลิเวอร์พูล แม้แมนฯยูไนเต็ดได้คุณสมบัติข้อนี้แล้วจากเอ็มเบอโม

สร้างภัยคุกคามในจังหวะฟาสท์เบรก

สปีดของเซสโกดีพอที่จะถ่างแนวรับและสั่นคลอนเสถียรภาพการป้องกันของฝ่ายตรงข้าม อีกทั้งยังเป็นอาวุธอันตรายในจังหวะสวนกลับและการทรานซิชัน ดังเช่นที่ทำให้ไลป์ซิก ทีมที่มีเคาน์เตอร์แอทแทคทรงประสิทธิภาพมากที่สุดทีมหนึ่งในเยอรมนี ทำได้ถึง 17 ประตูนับตั้งแต่ต้นซีซัน 2023-24 มากเป็นอันดับ 2 รองจากแฟรงค์เฟิร์ต และเซสโกมีส่วนสำคัญด้านนี้

เซสโกทำ 5 ประตูจากฟาสท์เบรกช่วง 2 ซีซันหลังสุดในบุนเดสลีกา รั้งอันดับ 3 ตัดจากโลอีส โอเปนดา เพื่อนร่วมสโมสร และโอมาร์ มาร์มูช อดีตกองหน้าแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งทำคนละ 6 ประตู

Sky Sports ระบุสถิติบุนเดสลีกา 2 ซีซันล่าสุด เซสโกเล่น 64 นัด ทำ 27 ประตู (อันดับ 7 ของลีก), ใช้เท้าขวา 15 ประตู (อันดับ 13), ใช้เท้าซ้าย 4 ประตู (อันดับ 32), โหม่ง 8 ประตู (อันดับ 4) และฟาสท์เบรก 5 ประตู (อันดับ 3)

ตัวอย่างที่น่าทึ่งของเซสโกเกิดขึ้นระหว่างแมตช์เสมอบาเยิร์น มิวนิก 3-3 เมื่อพฤษภาคม 2025 หลังจากเร่งสปีดหนีการประกบของเอริก ดายเออร์ ขึ้นไปรับบอลจากซาบี ไซมอนส์ ก่อนซัดแบบไม่ต้องแต่งบอลผ่านนายทวารโยนาส อูร์บิก จากระยะไกล ใช้เวลาไม่กี่วินาทีนับตั้งแต่บอลเคลื่อนที่จากขอบเขตโทษของไลป์ซิก ทำให้เห็นประสิทธิภาพความเร็วและการยิงที่เด็ดขาดของสไตรเกอร์วัย 22 ปี

แต่เซสโกไม่ได้เก่งเพียงพาบอลขึ้นไปข้างหน้าของสนามเท่านั้น ต่างจากศูนย์หน้าส่วนใหญ่ที่มีกายภาพแบบเดียวกัน เซสโกยังมีเทคนิคเลี้ยงบอลเอาชนะกองหลังในพื้นที่แคบ ก่อนเร่งความเร็วไปยังประตู เขามีค่าเฉลี่ยเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 1.46 ครั้งต่อ 90 นาที เป็นสถิติสูงสุดในบรรดาศูนย์หน้าแท้ๆ ในบุนเดสลีซีซันที่ผ่านมา

พลังและความเฉียบคมในการซัลโว

อัตราทำประตูของเซสโกลดลงเล็กน้อยในซีซันที่ 2 ซึ่งไลป์ซิกทำผลงานได้น่าผิดหวัง แต่ตัวเลขจริงๆ ยังใกล้เคียงกัน 21ประตู 45 นัดเทียบกับ 18 ประตู 42 นัดในฤดูกาล 2023-24 ทั้งนี้เพราะการอัดบอลอย่างหนักหน่วงรุนแรง

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/36238985/man-utd-news-sesko-training-debut-arsenal/

บอลลีกซีซัน 2022-23 ปีสุดท้ายที่ซัลซ์บวร์ก เซสโกเล่น 2,201 นาที ทำ 16 ประตู 4 แอสซิสต์, ซีซัน 2023-24 กับไลป์ซิก 1,526 นาที 14 ประตู 2 แอสซิสต์ และซีซันที่แล้ว 2,399 นาที 13 ประตู 5 แอสซิสต์

ประตูขึ้นนำบาเยิร์น 1-0 เพียงนาทีที่ 11 เซสโกใช้สตั๊ดด้านนอกซัดจากระยะ 40 หลาโค้งหนีมืออูร์บิก เป็น 1 ใน 4 ประตูที่ทำจากนอกกรอบเขตโทษในบุนเดสลีกซีซันที่แล้ว มีนักเตะเพียงหยิบมือที่ทำสกอร์ลักษณะนี้ได้มากกว่า และมีน้อยรายที่ยิงจากระยะไกลด้วยความดุดันระดับนี้

แมตช์ชนะแวร์เดอร์ เบรเมน 4-2 เมื่อมกราคม 2025 เซสโกทำสกอร์ 3-1 ประหนึ่งปล่อยกระสุนออกจากรังเพลิงปืนไรเฟิลจาก 25 หลาเสียบมุมประตูด้านบนด้วยความเร็ว 126.43 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ทั้งสกอร์แมตช์เบรเมนและบาเยิร์นมาจากเท้าขวาข้างถนัด แต่เท้าซ้ายของเซสโกก็ทรงพลังเช่นกัน ดังเช่นเกมเนชันส์ ลีก ระหว่างสโลวาเกียกับสวีเดนเมื่อกันยายน 2022 เซสโกใช้เท้าซ้ายวอลเลย์อย่างสุดสวยชวนให้นึกถึงการทำประตูของมาร์โก ฟาน บาสเทน

เซสโกยังพร้อมที่จะจบสกอร์จากมุมและตำแหน่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ ซึ่งหากดู shot map จากบุนเดสลีกา 2 ซีซัน เขามีค่าความเป็นไปได้ของสกอร์หรือ expected goals (xG) ที่ 17.7 ในบุนเดสลีกาเทียบกับทำได้จริง 27 ประตู

นั่นแสดงถึงความเฉียบคมและความกล้าที่จะยิงแม้ความเป็นไปได้ต่ำ บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นในตัวเองที่เซสโกสามารถทำประตูได้จากแทบทุกตำแหน่ง  นี่ก็เป็นเสน่ห์อีกหนึ่งอย่างของศูนย์หน้าดาวรุ่ง ซึ่งเล่นให้สโลวาเกีย 41 นัด 16 ประตู

การดวลลูกโทษที่แข็งแกร่งของอดีตนักบาสฯ

หลายคนอาจไม่ทราบ เซสโกเคยเป็นนักบาสเกตบอลอนาคตไกล พื้นฐานกีฬาและความคล่องแคล่วที่ฝึกมาอย่างดีในกีฬายัดห่วงถูกแสดงออกมาบนสนามฟุตบอลผ่านการแย่งโหม่งและการคอนโทรลลูกที่อยู่ตำแหน่งสูง เมื่อบวกกับความสูง 195เซนติเมตรทำให้ได้เปรียบในกรอบเขตโทษ 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.forbes.com/sites/manuelveth/2025/08/07/manchester-united-sign-benjamin-sesko-for-99-million-from-rb-leipzig/

ดังเห็นจังหวะที่เซสโกลอยตัวเหนือแขนที่ยืดเหยียดของเควิน แครปป์ นายทวารแฟรงเฟิร์ต และโหม่งเข้าไประหว่างแมตช์ไลป์ซิกชนะ 2-1 เมื่อธันวาคม 2024 นั่นเป็น 1 ประตูจาก 8 ประตูที่เซสโกโหม่เข้าไปในบุนเดสลีกา 2 ซีซันล่าสุด มากเป็นอันดับ 4 รองจากแฮร์รี เคน, แซร์อู กีราสซี และทิม ไคลน์ดีนส์

จุดแข็งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแมนฯยูไนเต็ด ซึ่งวางเป้าเพิ่มอันตรายจากลูกตั้งเตะโดยพรีเมียร์ลีก 3 ฤดูกาลหลังสุด “เรด เดวิลส์” ทำได้แค่ 26 ประตู รั้งอันดับ 16 หรืออันดับสุดท้ายของทีมที่อยู่ในลีกสูงสุดทั้ง 3 ซีซัน เทียบกับอันดับ 14ร่วม บอร์นมัธกับฟูลแลม ยังทำได้ 31 ประตู

ยังดิบแต่มีแววเติบโตและพัฒนาได้อีกมาก

เกจิลูกหนัง Sky Sports ยังให้ความเห็นด้วยว่า เซสโกเพิ่งอายุครบ 22 ปีเมื่อปลายพฤษภาคม 2025 องค์ประกอบบางอย่างของการเล่นยังดิบหรืออยู่ในสเตจเริ่มต้น ประตูที่ทำมักมาเป็นช่วงๆ มากกว่าสม่ำเสมอ การค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกมาพร้อมกับความกดดันและความคาดหวังสุงลิ่ว แต่ด้วยอายุยังน้อย เซสโกยังสามารถเติบโตและพัฒนาได้อีกมาก

แน่นอนการเซ็นสัญญาของแมนฯยูไนเต็ดจึงมีความเสี่ยงอยู่บ้าง เซสโกไม่ได้มีสถิติประตูที่ดุเดือดเหมือนฮาลันด์ตอนที่ย้ายมาอยู่แมนเชสเตอร์ ซิตี เมื่อปี 2022 โดยสถิติ 2 ปีสุดท้ายที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ฮาลันด์ทำได้ 70 ประตูจาก 71 นัดรวมทุกรายการ หรือ 49 ประตูจาก 52 นัดเฉพาะบุนเดสลีกา

แต่ไรท์มองว่า เซสโกมีศักยภาพมหาศาล และสไตล์การเล่นก็เหมือนกับฮาลันด์ชัดเจน เส้นทางของทั้งสองก็คล้ายคลึงกัน เซสโกเคยเข้ามาแทนที่ฮาลันด์ได้ดีเยี่ยมที่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้อายุ 22 เซสโกสั่งสมประสบการณ์มากมาย เล่นให้สโมสรและทีมชาติมากกว่า 250 นัด เคยลงสังเวียนแชมเปียนส์ ลีก และยิงประตูได้ตัวเลข 2 หลักติดต่อกัน 5 ฤดูกาล

ไรท์เชื่อว่า เซสโกสามารถประสบความสำเร็จได้หากหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บร้ายแรง ความทรหดเป็นตัวแปรสำคัญต่อการค้าแข้งในอังกฤษ 

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Chief Football Editor) 

Categories
Feature

ซน ฮึง-มิน ชีวิต 1 ทศวรรษในเสื้อสเปอร์ส

ซน ฮึง-มิน ประกาศยุติชีวิตนักฟุตบอลของทอตแนม ฮอทสเปอร์ นับตั้งแต่ย้ายมาจากไบเวอร์ เลเวอร์คูเซน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2025 ผู้เล่นสเปอร์สและนิวคาสเซิลได้ตั้งแถวเกียรติยก (guard of honor) ปรบมือให้ “ซอนนี” หลังถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 65 ของแมตช์กระชับมิตรที่โซล เวิลด์คัพ สเตเดียม ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจบด้วยผลแข่งขัน 1-1

นั่นเป็นการลงสนามนัดสุดท้ายในยูนิฟอร์มสเปอร์สของซน ก่อนได้รับการประกาศเป็นนักเตะคนใหม่ของลอส แอนเจลีส เอฟซี ในสหรัฐอเมริกา

กองหน้าวัย 33 ปี เปิดใจภายหลังว่า “ผมไม่คิดว่าตัวเองจะร้องไห้หรอกนะ จนกระทั่งได้ยินคำพูดของเพื่อนร่วมทีม และแว้บคิดว่าต้องจากสโมสรที่ผมใช้เวลายาวนาน”

“ผมรู้สึกมีความสุขจริงๆ กับแมตช์นี้ ขอขอบคุณแฟนบอล เพื่อนร่วมทีม และทีมคู่แข่งด้วย นี่จะเป็นวันหนึ่งที่ผมไม่มีวันลืม แต่อาชีพนักเตะของผมยังไม่สิ้นสุด ผมต้องการเล่นต่อไปเพื่อนำความสนุกสนานมอบให้กับแฟนๆ ผมรู้ดีว่ายังอยากประสบความสำเร็จต่อไปในฐานะนักฟุตบอล”

ซนเริ่มเส้นทางกีฬาลูกหนังกับอะคาเดมีของเอฟซี โซล (2008) และฮัมบวร์ก (2008 – 2010) ซึ่งกับทีมสิงห์เหนือ ซนถูกโปรโมทขึ้นชุดซีเนียร์ (2010 – 2013) ก่อนย้ายไปอยู่เลเวอร์คูเซน (2013 – 2015) และสเปอร์ส (2015 – 2025) ตามลำดับ โดยได้สัมผัสโทรฟีระดับสโมสร 1 รายการคือ แชมป์ยูโรปา ลีก 2024-25 และได้รองแชมป์ 2 รายการได้แก่ แชมเปียนส์ ลีก 2018-19 และอีเอฟแอล คัพ 2020-21

สเปอร์สจะเชิดชูรำลึกถึงซนตลอดไป

“ผมไม่แน่ใจว่าจะได้เห็นคนอย่างซอนนีอีกที่ทอตแนม” เควิน วิมเมอร์ เพื่อนสนิทของซนและอดีตผู้เล่นสเปอร์ส ให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport “การได้อยู่กับสโมสรหนึ่งนานถึง 10 ปี โดยเฉพาะทีมใหญ่อย่างสเปอร์ส จนถึงวันนี้และด้วยอายุขนาดนี้ นับเป็นความสำเร็จที่วิเศษสุด”

ซนอำลากรุงลอนดอนด้วยสถิติ 454 นัด 173 ประตูนับตั้งแต่เมาริซิโอ โปเซตติโน ผู้จัดการทีมขณะนั้น ดึงตัวมาจากเลเวอร์คูเซน ทำให้แนวรุกเกาหลีใต้เป็นนักเตะเอเชียค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยซน ซึ่งอายุ 23 ปีในปี 2015 มีค่าตัว 22.5 ล้านปอนด์

เมื่อ 3 เดือนก่อนหน้านี้ ซนเพิ่งช่วยทีมชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก ยุติการเฝ้ารอถ้วยชนะเลิศรายการเมเจอร์ของสเปอร์สที่ยาวนานถึง 17 ปี

ขอบคุณภาพจาก  https://www.latimes.com/sports/soccer/lafc/story/2025-08-05/south-korean-superstar-son-heung-min-is-signing-with-lafc-for-mls-record-transfer-fee

มิคกี ฮาซาร์ด อดีตผู้เล่นสเปอร์สชุดแชมป์เอฟเอ คัพ 1982 และยูฟา คัพ 1984 กล่าวว่า “เราต่างรักนักเตะที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อสโมสร และซอนนีจะได้รับการเชิดชูและรำลึกถึงจากผู้คนที่นี่ตลอดไป”

สำหรับแฟนบอลสเปอร์ส ไม่มีใครลืมโมเมนต์ที่ซนพาบอลจากกรอบเขตโทษฝั่งตัวเอง เลี้ยงผ่านการป้องกันคู่ต่อสู้คนแล้วคนเล่า ก่อนซัดผ่านนิค โป๊ป นายทวารเบิร์นลีย์ เข้าไปในปี 2019 

ส่วนเหตุการณ์นอกสนาม เพื่อนๆ ยังไม่ลืมความรู้สึกประทับใจกับน้ำใจและการต้อนรับอย่างอบอุ่นตอนที่ซนเลี้ยง KBBQ หรือบาร์บีคิวเกาหลีทั้งทีมระหว่างพรีซีซันทัวร์เกาหลีใต้เมื่อปี 2022 และยังมอบของขวัญเป็นที่ระลึกให้กับทุกคนในวาระทีมสเปอร์สเดินทางมาเยือนบ้านเกิดของเขา

ฮาซาร์ดยังเปิดใจกับ BBC Sport ด้วยว่า “ผมไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับซอนนีตอนที่เขาเพิ่งย้ายเข้ามาทอตแนม แต่ผ่านไป 10 ไป เขาจากสโมสรไปในฐานะตำนาน”

1 ถ้วยเมเจอร์กับรางวัลส่วนตัวที่มากมาย

ก่อนโปเซตติโนได้ซนมาเล่นให้สเปอร์ส กุนซืออาร์เจนไตน์เคยโดนปฏิเสธเมื่อปี 2013 ขณะคุมทีมเซาแธมป์ตัน ซึ่งขณะนั้นอยู่ในพรีเมียร์ลีก 

โปเซตติโนได้นัดพบซน ดาวรุ่งวัย 20 ที่กำลังเริ่มสร้างชื่อเสียงกับทีมฮัมบวร์ก และซน วูง-จุง คุณพ่อและเอเยนต์ พยายามโน้มน้าวให้ซนมั่นใจว่า เซาแธมป์ตันเป็นสโมสรอุดมคติที่สามารถเสริมสร้างและพัฒนาการเล่นฟุตบอล แต่ซนกลับเลือกไปอยู่และใช้เวลา 2 ปีที่เลเวอร์คูเซน ก่อนสุดท้ายก็มีโอกาสร่วมงานกับโปเซตติโน ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมสเปอร์สก่อนหน้านี้ 15 เดือน

ที่ลอนดอน ซนพบความยากลำบากช่วงแรกๆ จนตัดสินใจขอย้ายทีมทั้งที่เพิ่งใช้เวลาไม่ถึง 1 ปีจากสัญญา 5 ปีที่เซ็นกับสเปอร์ส แต่ท้ายสุด ซนอยู่ต่อและต่อสู้เพื่อตำแหน่งตัวจริง

ตลอด 1 ทศวรรษกับสเปอร์ส แม้ได้เหรียญแชมป์ยูโรปา ลีก เพียงรายการเดียว แต่มีรางวัลส่วนตัวมาประดับเกียรติยศไม่น้อย รวมถึงรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีก 2021-22 ซึ่งมีสถิติ 23 ประตูเท่ากับโม ซาลาห์ สตาร์ทีมลิเวอร์พูล และฟีฟา ปุสกาส อะวอร์ด หรือรางวัลที่มอบให้ผู้ทำประตูสวยงามที่สุด ซึ่งก็คือประตูยอดเยี่ยมที่ซนทำทีมเบิร์นลีย์ในปีปฏิทิน 2019นั่นเอง

ขอบคุณภาพจาก  https://hypebeast.com/2022/6/heung-min-son-left-out-of-team-of-the-year

ซนยังได้รางวัลประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก 4 ครั้งสำหรับนักเตะยอดเยี่ยม และ 2 ครั้งสำหรับประตูยอดเยี่ยม รวมถึงผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของสเปอร์ส 3 สมัย

สำหรับตัวอย่างในมุมของความผิดหวัง หนีไม่พ้นแพ้ลิเวอร์พูลในนัดชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก 2019 และแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี ในนัดชิงชนะเลิศอีเอฟแอล คัพ 2021

ปี 2019 ซนเสียใจที่เข้าไปเสียบสกัดจนอังเดร โกเมส กองกลางทีมเอฟเวอร์ตัน บาดเจ็บอย่างรุนแรงที่ข้อเท้า และได้รับใบแดงออกจากสนาม

แม้ทุ่มเทเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้บนสนามหญ้า แต่ซนแสดงให้เห็นถึงด้านอ่อนโยนจนได้รับฉายาจากแฟนบอลว่า Mr. Nice Guy อาทิหลังจบแมตช์บอลถ้วยอีเอฟแอล รอบ 8 ทีมสุดท้าย ในเดือนธันวาคม 2021 ซึ่งสเปอร์สชนะเวสต์แฮม มีแฟนบอลรุ่นเยาว์คนหนึ่งวิ่งลงสนามมุ่งไปหาดาวเตะเกาหลีใต้ แต่ไม่ทันถึงตัวก็ถูกเจ้าหน้าที่สนามจับตัวไว้ได้ก่อน ขณะที่เด็กถูกพาตัวเพื่อออกไปจากสนาม ซนเดินตามมาจนทัน ได้ถอดเสื้อและมอบให้กับเด็กคนนั้น

ซนเทียบเท่า BTS และ Blackpink ในเกาหลีใต้

ย้อนเวลาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่กี่นาทีก่อนทีมสเปอร์สสัมผัสแผ่นดินเกาหลีใต้ในการทัวร์พรีซีซัน แฟนบอลหลายร้อยคนได้รวมตัวอยู่ภายในสนามบินนานาชาติอินชอน ประหลาดใจสุดๆ กับการปรากฏตัวไม่คาดฝันของซน ซึ่งกำลังพักร้อนอยู่ในเกาหลีใต้ โบกป้าย “’Welcome to Seoul” ให้เพื่อนร่วมทีมที่กำลังเดินออกมาจากช่องผู้โดยสายขาเข้า

ซองโม ลี นักข่าวชาวเกาหลีใต้ ย้อนอดีตกับ BBC Sport ว่า “ผมอยู่ที่สนามบินอินชอนวันนั้นด้วย ตอนที่ซนโผล่ออกมา ปฏิกิริยาของแฟนบอลราวกับกำลังต้อนรับวง Oasis กับ Coldplay ขณะกำลังออกมาบนเวทีคอนเสิร์ต”

สำหรับซนที่เกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่ข่าวใหญ่แต่เป็นข่าวมหึมา

ซองโม ลี เสริมต่อว่า “จากการค้นคว้าวิจัยว่า ใครเป็น brand value ที่มีคุณค่าสูงสุดในหมู่ประชากรเกาหลีใต้ ซนมักติดท็อป 3 เสมอทุกครั้งที่ผลสำรวจประกาศออกมา ร่วมกับดาวดัง เค-ป๊อป อย่าง BTS และ Blackpink หนึ่งในหลายเหตุผลคือ ในสายตาของคนเกาหลีใต้ ซนเป็นทรัพย์สมบัติของชาติ และเป็นความภาคภูมิใจของประเทศ”

ออราบนใบหน้าของซนเปล่งประกายออกมาจากป้ายบิลบอร์ดขนาดยักษ์ที่โฆษณาสินค้าต่างๆ ตั้งแต่เสื้อผ้ายันไอศกรีม ภาพของดาวเตะสเปอร์สยังปรากฏข้างรถบัสโปรโมทการท่องเที่ยวกรุงโซล ส่วนที่ชุนชอน บ้านเกิดของซน ซึ่งห่างจากโซล 50 ไมล์ สถาบันฝึกฟุตบอลเยาวชนแห่งหนึ่งติดตั้งภาพจิตรกรรมขนาดใหญ่ของซนและครอบครัวเป็นเกียรติ

ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็คขวาทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเคยเล่นให้สเปอร์สระหว่างปี 2009 – 2017 เคยเดินทางร่วมกับซนเพื่อประชาสัมพันธ์สโมสรที่โซลหลังจากสเปอร์สเพิ่งเป็นรองแชมป์พรีเมียร์ลีก 2016-17 ขณะที่วิมเมอร์และเบน เดวีส์ กองหลังชาวเวลส์ ร่วมทริปนี้ ทำหน้าที่พบปะสปอนเซอร์และแฟนบอลของสเปอร์ส ซึ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นหลังการเซ็นสัญญาของซน

ขอบคุณภาพจาก  https://www.france24.com/en/live-news/20250806-son-draws-fans-to-airport-even-though-mls-deal-not-official

วอล์คเกอร์ ซึ่งอยู่กับสเปอร์ส 8 ปีก่อนย้ายไปเล่นให้แมนฯซิตี ในปี 2017 กล่าวผ่านพอดแคสท์ “’You’ll Never Beat Kyle Walker” ว่า “เราปรากฏตัวและต้องขึ้นรถล่อเพื่อหลบหนีจากฝูงชนที่พยายามหยุดรถทุกคันเพราะต้องหาเห็นตัวเป็นๆ ของซน พอกลับถึงโรงแรม ก็ต้องอยู่ที่นั่นตลอดคืนเพราะแฟนๆ นั่งรอซนอยู่ข้างนอก เป็นประสบการณ์ที่เหลือเชื่อมากๆ ผมเคยเห็นอะไรแบบนี้กับเวย์น รูนีย์, แฟรงค์ แลมพาร์ด และเดวิด เบคแฮม แต่เทียบไม่ได้เลยกับซอนนีในประเทศของเขา”

วิมเมอร์ ซึ่งยังติดต่อใกล้ชิดกับซนหลังจากย้ายออกสเปอร์สปี 2017 เสริมว่า “ไปกับซนเหมือนไปกับร็อคสตาร์ ผมมักหยอกเขาบ่อยๆ เรื่องนี้ ผมพูดว่า ‘นายเป็นคนสำคัญมากที่สุดในเกาหลีใต้’ ซนจะปฏิเสธประมาณ ‘ไม่หรอก ไม่มีอะไรพิเศษขนาดนั้น’ แต่มันใช่เลย”

วิมเมอร์ อดีตกองหลังออสเตรีย ย้ายจากโคโลญจน์มาอยู่ไวท์ ฮาร์ท เลน ในฤดูร้อนปี 2015 ก่อนหน้าซน 3 เดือน ทั้งคู่รู้จักกันดีเพราะต่างค้าแข้งในบุนเดสลีกาด้วยกัน ก่อนสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดขึ้นในลอนดอน ระยะแรกๆ ยังพูดกันด้วยภาษาเยอรมันขณะพยายามพัฒนาภาษาอังกฤษ แต่เพียงปีเดียว วิมเมอร์ถูกขายให้สโต๊กในราคา 18 ล้านปอนด์ แต่ซอนยังอยู่และกลายเป็นหนึ่งในตำนานนักเตะสเปอร์ส

เพิ่งยอมรับตนเองเป็นตำนานของสเปอร์ส

ช่วง 2 ปีที่สเปอร์สไม่มีแฮร์รี เคน ซึ่งย้ายไปล่าประตูต่อกับบาเยิร์นเมื่อสิงหาคม 2023 พร้อมทิ้งสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดการของสโมสรไว้ที่ 280 ประตูจาก 435 นัด เป็นซนต้องก้าวขึ้นมาสานต่อ

ซนผลิต 17 ประตู 10 แอสซิสต์จาก 35 นัดในพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2023-24 และสเปอร์สจบที่อันดับ 5 ของตาราง แต่ผลงานดร็อปเหลือ 7 ประตู 9 แอสซิสต์จาก 30 นัดในซีซัน 2024-25 และยังบาดเจ็บท้ายซีซัน ทำให้ต้องนั่งเก้าอี้สำรองนัดชิงชนะเลิศยูโรปา ลีก ก่อนลงมาแทนริชาร์ลิสันในนาทีที่ 67

4 วันหลังเฉือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 ก่อนคิกออฟนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีกในบ้านกับไบรท์ตัน อดีตดาวดังสเปอร์สอาทิ ออสซี อาร์ดิเลส, แพท เจนนิ่งส์, คีธ เบอร์กินชอว์ และมาร์ติน คีเวอร์ส ได้ตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้ผู้เล่นไก่เดือยทอง นำโดยซนที่ถือถ้วยยูโรปา ลีก เดินลงสนาม เพื่อสดุดีความสำเร็จที่รอคอยมานานของสโมสร

ฮาซาร์ด อดีตมิดฟิลด์สเปอร์ส เล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า “ซอนนีจับมือกับพวกเราทุกคนและเอ่ยปากว่า ‘ตอนนี้ ผมนับเป็นตำนานได้แล้ว’ แม้ว่าเขาทำอะไรให้สโมสรมากมายตลอด 10 ปี แต่ยังไม่เคยมองว่าตนเองเป็นตำนานจนกระทั่งชนะเลิศรายการแรกกับสเปอร์ส ผมมองว่าเป็นสิ่งที่พิเศษและสวยงามมาก ซึ่งบอกได้ถึงแคแรกเตอร์ของซอนนี”

วิมเมอร์ ซึ่งตอนนี้เล่นกับทีมสโลแวน บราติสลาวา ในสโลวาเกีย ส่งข้อความถึงซนทันทีหลังจบนัดชิงชนะเลิศที่บิลเบาเพื่อแสดงความยินดีกับเพื่อนชาวเกาหลีใต้ที่ช่วยให้สเปอร์สครองแชมป์ทวีปยุโรประดับเมเจอร์รายการแรกนับตั้งแต่ปี 1984

“คงมีหลายร้อยข้อความที่ซอนนีได้รับคืนนั้น แต่เขายังหาเวลาตอบกลับผม ผมดีใจจริงๆ ที่ซอนนีได้สัมผัสโทรฟีกับมือตัวเองในท้ายที่สุด” วิมเมอร์กล่าว

รอยเท้าที่ทิ้งไว้ก่อนไปจากลอนดอน

สถิติส่วนตัวเป็นการยืนยันความยิ่งใหญ่ของซนในเสื้อสีขาว 173 ประตู สูงเป็นอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์สโมสร บวก 101 แอสซิสต์จาก 454 นัด และ 127 ประตูที่ทำได้บนสังเวียนพรีเมียร์ลีก สูงเป็นอันดับ 16 ร่วมในประวัติศาสตร์รายการนี้

ขอบคุณภาพจาก  https://edition.cnn.com/2023/02/20/football/son-heung-min-online-abuse-tottenham-hotspur-spt-intl

ซนยังทำสถิติแอสซิสต์สูงสุดในพรีเมียร์ลีกของสเปอร์ส 71 ครั้ง และซีซัน 2021-22 ซนเป็นผู้เล่นเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำ ซึ่งทำ 23 ประตูเท่ากับซาลาห์ แต่ซีซัน 2024-25 ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกที่ซนทำสกอร์พรีเมียร์ลีกไม่ถึงตัวเลข 2 หลักนับตั้งแต่ร่วมทีมสเปอร์ส ซึ่งจบการแข่งขันเหนือโซนตกชั้นเพียง 1 อันดับ

นอกจากประตู ซนยังมีอิทธิพลต่อทีมในด้านอื่นอีก แอสซิสต์เฉลี่ย 0.38 ครั้งต่อ 90 นาทีในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว สร้างโอกาสทองเฉลี่ย 0.68 ครั้ง สูงเป็นอันดับ 5 ในบรรดานักเตะที่เล่นเกิน 1,000 นาทีแม้สเปอร์สจบอันดับ 17 ตำแหน่งสุดท้ายก่อนโซนตกดิวิชัน

ฤดูกาล 2024-25 สเปอร์สชนะบอลลีก 42% ในเกมที่ซนลงตัวจริง เทียบกับแค่ 7% ที่ไม่มีเขา และสเปอร์สเอาชนะคู่แข่งไม่ได้ถึง 13 จาก 14 นัดที่ไม่มีกัปตันทีมชาวเกาหลีใต้

สเปอร์สที่มีชื่อซนอยู่ในผู้เล่น 11 คนแรก ทำผลงานเฉลี่ย 2.1 ประตูและ 1.4 คะแนนต่อนัด แต่ไม่มีเขา ตัวเลขลดเหลือ 1.0ประตูและ 0.4 คะแนน 

รอยเท้าของซนที่ทิ้งให้โธมัส แฟรงค์ ซึ่งเข้ามาคุมทีมสเปอร์สแทนอังเก ปอสเตโคกลู ช่างใหญ่เหลือเกินที่จะหานักเตะคนไหนเข้ามาทาบ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

ดิโอโก โชตา สัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงบันดาลใจ

การเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมาในประเทศสเปนของ ดิโอโก โชตา กองหน้าวัย 28 ปีของลิเวอร์พูลและทีมชาติโปรตุเกส และน้องชายของเขา อังเดร ซิลวา เป็นเหตุการณ์สะเทือนใจต่อผู้รับรู้ข่าวสารในวงกว้าง ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มแฟนบอลเท่านั้น

เรื่องราวของดาวเตะโปรตุกีสตั้งแต่อดีตจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตได้รับการเผยแพร่ผ่านแง่มุมต่างๆ จนบางคนกล่าวว่า โชตาได้สร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายแห่งความหวังให้กับผู้คนมากมายภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังเหตุโศกนาฏกรรม

ไม่ใช่ว่าเรามาจากไหน แต่เป็นเรื่องว่าเราจะไปที่ไหน” เป็นประโยคที่ปรากฏบริเวณทางเข้าอะคาเดมีของสโมสรกอนโดมาร์ เอสซี ในเขตปอร์โต ประเทศโปรตุเกส ใกล้กันเป็นภาพของโชตาในเสื้อฟุตบอลของทีมที่เคยเล่นช่วงอายุ 9 ถึง 17 ปี และติดกันเป็นอีกภาพของโซตาในยูนิฟอร์มทีมชาติโปรตุเกส

ภาพทั้งสองสื่อถึงเส้นทางของโชตาจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง และตั้งแต่ปี 2022 อะคาเดมีได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ดิโอโก โชตา อะคาเดมี”

ดิโอโก โชตา หรือชื่อจริง ดิโอโก โจเซ เตเซย์รา ดา ซิลวา กล่าวประโยคนั้นหลังจากทำ 2 ประตู 1 แอสซิสต์ในแมตช์เนชัน ลีกส์ ซึ่งโปรตุเกสชนะสวีเดน 3-0 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2020

โชตาใช้เวลาสมัยเด็กและวัยรุ่นในบ้านเกิดกับสโมสรระดับเทียร์ 3 ต้องเสียเงินเดือนละ 20 ยูโรเพื่อให้ได้เล่นฟุตบอล เขาเคยแก้ไขข้อมูลดังกล่าวเมื่อ 3 ปีที่แล้วว่า “ผมไม่ได้เสียเงิน แต่เป็นพ่อแม่ของผมต่างหาก ที่โปรตุเกสแตกต่างจากอังกฤษ ผมเล่นให้สโมสรเล็กๆ ที่เราต้องจ่ายเงินเป็นรายเดือนเพื่อที่จะได้เล่นกับทีม จนกระทั่งย้ายไปที่ปาโคส เด เฟอร์เรรา ในปี 2013 นั่นแหละ ผมจึงเริ่มมีรายได้”

ไม่เพียงจ่ายเงินเพื่อแลกกับการได้เล่นฟุตบอล โชตายังถูกสโมสรชั้นนำมองข้ามเนื่องจากขนาดร่างกายที่เล็ก แต่นั่นไม่เป็นอุปสรรคให้เขาล้มเลิก โชตามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพโดยตลอด ออกจากกอนโดมาร์ ก็ไปยังปาโคส เด เฟอร์เรรา, แอตเลติโก มาดริด (ซึ่งไม่ได้ใช้งานเขาแต่ปล่อยยืมแทน), ปอร์โต, วูลฟ์แฮมป์ตัน และลิเวอร์พูล

นั่นทำให้โชตาเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและแรงบันดาลใจเมื่อกลับไปยังบ้านเกิด เขาแสดงให้เห็นว่า ยังมีความเป็นไปได้ที่จะก้าวไปยังจุดสูงสุดแม้ถนนสายนั้นไม่ใช่ทางตรง ตราบเท่าที่ความสามารถยังอยู่ในตัวตนเสมอ

จิตใจทำให้โชตาอยู่เหนือทุกสถานการณ์

หลังจากเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กจนเป็นวัยรุ่นกับกอนโดมาร์ ในที่สุดโชตาก็เริ่มเป็นที่สนใจ เริ่มจากปาโคส สโมสรที่ใหญ่ขึ้นในเขตปอร์โต ยอร์เก ซิเมา อดีตโค้ชที่ปาโคส เคยบอกกับโชตาระหว่างซีซัน 2015-16 ว่า เขาสามารถสืบทอดตำแหน่งของคริสเตียโน โรนัลโด สักวันหนึ่ง

แน่นอน โชตาย่อมประหลาดใจและไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยินครั้งแรก “ถ้าโค้ชเชื่อแบบนั้น ทำไมผมถึงทำให้มันเกิดขึ้นจริงไม่ได้ล่ะ” โชตาเปลี่ยนมุมมองแทบจะทันที

ขอบคุณภาพจาก  https://maisfutebol.iol.pt/luto/morte/o-nome-de-diogo-jota-faz-parte-da-nossa-historia-e-sempre-fara

โชตาถือเป็นนักเตะน้อยรายมากของโปรตุเกสที่มีฝีเท้าดีชื่อเสียงโด่งดังแต่ไม่ผ่านการเพาะบ่มจากสถาบันฝึกนักเตะเยาวชนของบิ๊ก 3 ได้แก่ เบนฟิกา, สปอร์ติง ลิสบอน และปอร์โต

กิลแบร์โต อันดราเด ผู้ประสานงานฟุตบอลเยาวชนของปาโคส เคยกล่าวกับ BBC Sport ว่า “สิ่งที่ทำให้โชตาต่างจากนักเตะคนอื่นๆคือด้านจิตใจ ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้เขาอยู่เหนือสถานการณ์ต่างๆ และเขาทำมันได้ไวด้วย”

“ผมคิดว่ามีบางครั้งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นโค้ช ผู้ประสานงาน หรือผู้อำนวยการ ก็มีคำพูดหรือสิ่งต่างๆ ที่พูดออกมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้เล่น แต่บางทีพวกเขาอาจไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ ท้ายที่สุดภายหลังมันสะท้อนออกมาในพฤติกรรมของพวกเขา ในวิธีที่พวกเขาฝึกซ้อม ในวิธีที่พวกเขาใช้ชีวิตในแต่ละวัน”

“ผมคิดว่าโชตาเข้าใจในระดับหนึ่งว่า การเป็นนักเตะมืออาชีพ นักกีฬาที่ดี บุคคลที่ดีหมายความว่าอย่างไร เขาเป็นตัวอย่างในเรื่องนั้น เพราะบ่อยครั้งที่ความสำเร็จและเงินทองทำให้ผู้เล่นหลายคนมีเส้นทางชีวิตที่คดเคี้ยว แต่นั่นไม่ใช่โชตา เขาเป็นคนมีวินัยมาก ฉลาดมาก และถ่อมตัวมาก เขาลงทุนเพื่อพัฒนาตนเองอย่างชาญฉลาด รู้ว่ากำลังทำอะไร ช่วยเหลือผู้คนเท่าที่ทำได้ ดังนั้นผมคิดว่า นี่เป็นภาพลักษณ์ที่คงอยู่กับตัวเขาตลอดไป”

กับประโยค “ไม่ใช่ว่าเรามาจากไหน แต่เป็นเรื่องว่าเราจะไปที่ไหน” มันไม่ใช่คำพูดหล่อๆ แต่โชตาตระหนักจริงๆถึงจุดหมายปลายทางที่จะไปให้ถึง อันเดรเดยกตัวอย่างเหตุการณ์วันหนึ่งที่โชตาเข้ามาขอคำปรึกษา

“โชตาบอกว่าต้องการเรียนภาษาต่างประเทศ เพราะวันหนึ่งเขาจะต้องออกไปเล่นต่างประเทศ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม”

ตอนนั้น โชตาเป็นเพียงนักเตะวัยรุ่นในปาโคสที่ไม่ได้รับความสนใจของสโมสรชั้นนำในโปรตุเกส แต่กลับคิดถึงการค้าแข้งที่ห่างไกลจากถิ่นเกิด

ขอบคุณภาพจาก  https://www.mirror.co.uk/sport/football/news/diogo-jota-dead-car-crash-35492300

อันเดรเด ซึ่งเคยทำงานในอิตาลี เบลเยียม และซาอุดิ อาระเบีย เล่าต่อว่า “โชตารู้ดีว่าเขาต้องการอะไร พอดีผมมีเทปเรียนภาษาเลยให้เขาไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน โชตารู้สึกว่าแค่นั้นไม่เพียงพอ เขาต้องการครูจริงๆ สำหรับเขาแล้วครูมีความจำเป็นเมื่อเติบโตในสายอาชีพ นั่นทำให้โชตาแตกต่างจากคนทั่วไป”

แต่แล้วก็มีอุปสรรคมาทดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจเมื่อพบว่า โชตามีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจขณะตรวจร่างกายในช่วงพรีซีซันก่อนเปิดฤดูกาล 2014-15 ไม่สามารถลงซ้อมเกือบ 1 เดือน ก่อนได้รับอนุญาตจากแพทย์

โชตามักตอบทุกคนที่เข้ามาสอบถามด้วยความห่วงใยว่า “อย่าเอาเกวียนไปไว้หน้าม้า” ซึ่งเป็นสำนวนหมายถึง อย่ากระทำสิ่งใดๆที่ผิดลำดับ หรือควรทำสิ่งใดๆตามลำดับธรรมชาติหรือตามตรรกะ และนั่นบ่งถึงวิธีการใช้ชีวิตของโชตา … ดำเนินชีวิตวันต่อวัน

โซตาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้เมื่อปี 2021 ว่า “ผมรู้ดีว่ามันอาจหมายถึงต้องเลิกเล่นฟุตบอล แต่ผมไม่มีความเชื่อแม้เสี้ยววินาทีเดียวว่ามันจะเกิดขึ้น”

ชีวิตเหมือนเดินหน้า 2 ก้าว ถอยหลัง 1 ก้าว

โชตาถูกโปรโมทขึ้นทีมชุดใหญ่ของปาโคสในฤดูกาลนั้นหลังจากเข้าร่วมทีมเยาวชนของสโมสรเมื่อปี 2013 มีโอกาสประเดิมสนามนัดแรกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2014 เป็นตัวจริงในรายการ Taça de Portugal หรือบอลถ้วยสมาคมฟุตบอลโปรตุเกส ซึ่งปาโคสชนะแอตเลติโก เด เรเกงโกส 4-0 และจบปรีไมรา ลีกา หรือลีกสูงสุดของโปรตุเกส ซีซันแรกด้วยสถิติ 10 นัด 2 ประตู ก่อนพัฒนาเป็น 31 นัด 12 ประตูในฤดูกาล 2015-16

จากฟอร์มที่โดดเด่น โชตาเริ่มเป็นจุดสนใจในฐานะดาวรุ่งดวงใหม่จากหลายสโมสร แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวตนของเขา โชตายังเลือกที่จะอาศัยอยู่ในหอพักของสโมสรร่วมกับผู้เล่นอะคาเดมีและนักเตะที่เข้ามาทดสอบฝีเท้า เขาอยู่ที่นี่จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตนักเตะทีมปาโคส เขาเป็นนักเตะชุดใหญ่คนเดียวที่อาศัยอยู่ที่นั่น

อันเดรเดเล่าว่า “เขาแทบไม่ได้ออกจากห้องพักเลย มุ่งสมาธิไปกับการเรียนภาษาต่างประเทศ ดูเหมือนไม่มีอะไรหันเหความสนใจของเขาได้”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thescottishsun.co.uk/sport/15028264/diogo-jota-liverpool-death-barry-douglas-wolves-tribute/

โชตาเปิดใจกับ Sky Sports เมื่อปี 2022 ถึงชีวิตนักเตะเยาวชนว่า “ผมมีความกระหายมาตลอดตั้งแต่จำความได้ ผมไม่เคยเล่นให้ทีมใหญ่ๆเลยสมัยเด็ก ผมเห็นเพื่อนร่วมทีม 2-3 คนย้ายไปอยู่กับปอร์โตหรือเบนฟิกา ส่วนผมก็ไปทดสอบฝีเท้าแต่ไม่เคยได้รับเลือกเลย ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนเก่งแต่ไม่เคยถึงระดับเก่งที่สุด”

แต่แล้ว 14 มีนาคม 2016 โซตาตอบรับข้อเสนอสัญญา 5 ปีของแอตเลติโก มาดริด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคม แต่วันที่ 26 สิงหาคม ทีมตราหมีส่งเขากลับโปรตุเกส ให้ปอร์โตยืมตัวตลอดซีซัน 2016-17 โชตามีสถิติรวมทุกรายการ 37 นัด 9 ประตู รวมถึง 27 นัด 8 ประตูในปรีไมรา ลีก และยังได้เล่นแชมเปียนส์ ลีก 8 นัด ทำได้ 1 ประตูในแมตช์ชนะเลสเตอร์ 5-0 

ซีซันต่อมา โชตาเดินทางไปเล่นให้วูลฟ์แฮมป์ตัวด้วยสัญญายืมตัวอีกเช่นกัน มีสถิติรวมทุกรายการในซีซัน 2017-18 เล่น 46นัด 18 ประตู รวมถึง 44 นัด 17 ประตูในแชมเปียนชิพ ซึ่งทีมหมาป่าคว้าแชมป์ ได้สิทธิขึ้นไปเล่นพรีเมียร์ลีก

30 มกราคม 2018 วูลฟ์สตัดสินใจซื้อขาดโชตาจากแอตเลติโก มาดริด ด้วยค่าตัว 14 ล้านปอนด์ และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม โดย 2 ซีซันบนสังเวียนพรีเมียร์ลีก โชตาลงสนาม 67 นัด ทำ 16 ประตู

โชตายอมรับว่ารู้สึกสับสนกับเส้นทางชีวิตบ้างเหมือนกัน “บ้างครั้งก็หมือนก้าวไปข้างหน้า 2 ก้าว แล้วต้องถอยหลัง 1 ก้าว บางทีผมไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะไปถึงสโมสรลิเวอร์พูล ผมเพียงทำหน้าที่วันต่อวัน”

แต่ความสำเร็จดังกล่าวดึงดูดความสนใจของลิเวอร์พูล และเจฟฟ์ ชี ประธานสโมสรวูล์ฟสแฮมป์ตัน ยอมรับว่าเป็นการขายที่เขาเสียใจที่สุด 

โชตาจะเป็นหมายเลข 20 ของลิเวอร์พูลตลอดไป

ฤดูร้อนปี 2020 ลิเวอร์พูลซื้อกองหน้าโปรตุกีสวัย 23 จากวูลฟ์สด้วยค่าตัว 45 ล้านปอนด์ที่รวมแอดออนส์ ขณะที่โชตาต้องเผชิญหน้ากับภารกิจที่ท้าทายอย่างมากในการก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของ 3 ประสานกองหน้าที่ดีที่สุดชุดหนึ่งในโลกฟุตบอล

โจอันนา ดูร์คาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ This is Anfield ให้ความเห็นว่า คุณสมบัติที่สร้างความแตกต่างให้โชตาคือ การจบสกอร์ที่ไร้ความปราณี เขารู้โดยสัญชาตญาณถึงการทำประตู สามารถส่งลูกหนังเข้าก้นตาข่ายด้วยเท้าซ้ายหรือขวา รวมถึงลูกโหม่ง

มีเหตุผลสนับสนุนสำหรับการยกย่องโชตาเป็นหนึ่งในนักล่าประตู และเป็นผู้จบสกอร์โดยธรรมชาติมากที่สุดของลิเวอร์พูล แม้มีปัญหาบาดเจ็บหลายครั้ง แต่กลับเป็นการตอกย้ำว่าสไตรเกอร์หมายเลข 20 คนนี้มีความสำคัญต่อ “เดอะ เรดส์” มากเพียงใด

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thisisanfield.com/2025/07/what-diogo-jota-achieved-in-life-will-echo-in-eternity/

เยอร์เกน คลอปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เคยพูดถึงโชตาตอนที่ย้ายมาจากโมลินิวซ์ว่า “เขาเพิ่งอายุ 23 ปี ยังห่างจากการเป็นนักเตะสมบูรณ์แบบ แต่มีศักยภาพมาก เพียบพร้อมด้วยความเร็ว สามารถเล่นประสานกับคนอื่นๆ เล่นเกมรับและเข้าเพรสได้ จึงทำให้เขาเป็นนักเตะที่ช่วยสร้างทางเลือกให้เรามากมายกับรูปแบบการเล่นที่หลากหลาย”

ดูร์คานเสริมความรู้สึกที่มีต่อโชตาว่า ความกระตือรือร้นของเขาช่วยให้เพื่อนร่วมทีมฮึกเหิม อีกทั้งยังเป็นที่รักในห้องแต่งตัว และเป็นที่รักของแฟนบอลอย่างมาก โชตาพร้อมเสมอที่จะยืนหยัดในช่วงเวลาสำคัญ ไม่ว่าการปฏิบัติต่ออาร์เซนอลอย่างไร้ความปราณี ทำประตูชัยช่วงท้ายเกมกับสเปอร์ส สังหารจุดโทษพาทีมชนะเลสเตอร์ หรือประตูสำคัญที่ทำให้เอฟเวอร์ตันพ่ายแพ้ในเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บีแมตช์ ครั้งหลังสุด 

โชตามีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาแห่งความทรงจำของลิเวอร์พูล รวมถึงซีซัน 2021-22 ที่ยอดเยี่ยม ช่วยให้ทีมครองดับเบิลแชมป์บอลถ้วย อีเอฟแอล คัพ และเอฟเอ คัพ ทำ 21 ประตู 6 แอสซิสต์จาก 55 นัดรวมทุกรายการ ซึ่ง “เดอะ เรดส์” เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก รวมถึงตำแหน่งรองแชมป์พรีเมียร์ลีก

รองบรรณาธิการหญิงของ This is Anfield ยังชื่นชมการแสดงออกผ่านจิตวิญญาณของโชตา ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สามารถกลับมาได้อย่างน่าชื่นชมเสมอ ซึ่งโชตาเคยให้สัมภาษณ์กับ Sky Sports ถึงเรื่องนี้ว่า “สิ่งที่ยากไม่ใช่การขึ้นไปให้ถึงยอดเขา แต่เป็นการอยู่ตรงนั้นต่อไป ซึ่งเป็นประโยคที่สมเหตุสมผลสำหรับผมอย่างแน่นอน”

คำพูดดังกล่าวเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวตนของโชตา บุรุษผู้สวมเสื้อหมายเลข 20 ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดและพยายามอยู่จุดนั้นต่อไป โชตามีบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับการเป็นนักเตะลิเวอร์พูลอย่างสมบูรณ์แบบทั้งในและนอกสนาม จากสายตามุมมองของดูร์คาน ซึ่งเขียนบทความทิ้งท้ายว่า

“โชตาจะเป็นหมายเลข 20 ของลิเวอร์พูลตลอดไป ขอบคุณที่มีบทบาทสำคัญในชีวิตของพวกเราทุกคน ขอบคุณสำหรับความทรงจำและช่วงเวลาที่ไม่มีวันลืมเลือน ซึ่งจะอยู่กับพวกเราตลอดไป” 

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

โค้ชเซตพีชขึ้นคุมทีมเบรนท์ฟอร์ด ความเสี่ยงหรือความเชื่อมั่น

set-piece coach หรือโค้ชผู้เชี่ยวชาญลูกตั้งเตะ เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมในวงการฟุตบอลช่วง 10 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรีเมียร์ลีก ลูกฟรีคิกและลูกเตะมุม รวมถึงลูกทุ่มจากข้างสนาม เป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความได้เปรียบและความแตกต่างให้ผลแข่งขัน แม้โค้ชตำแหน่งนี้มีระดับความสำคัญที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นเรื่องเกินคาดที่โค้ชเซตพีชถูกโปรโมทขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชของสโมสรระดับเทียร์ 1 ของอังกฤษ

เบรนท์ฟอร์ดแต่งตั้ง คีธ แอนดรูว์ส เป็นหัวหน้าโค้ชด้วยสัญญา 3 ปีหลังจากโธมัส แฟรงค์ ลาออกไปคุมทีมสเปอร์ส โดยแอนดรูว์ส วัย 44 เพิ่งเข้ามาทำงานกลางปี 2024 ดูแลลูกตั้งเตะให้แฟรงค์หลังจากเคยอยู่ในสตาฟฟ์โค้ชของเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, เอ็มเค ดอนส์ และทีมชาติไอร์แลนด์

ก่อนหน้านี้ “เดอะ บีส์” มีข่าวเชื่อมโยงกับผู้จัดการทีมหลายคนอาทิ คีแรน แมคเคนนา ของอิปสวิช และฟรานเชสโก ฟาริโอนี ซึ่งเพิ่งอำลาอาแจกซ์ แม้การตัดสินใจของเจ้าของสโมสร แมทธิว เบนแฮม ที่มอบหมายงานสำคัญให้โค้ชที่ไม่มีประสบการณ์คุมทีมชุดใหญ่ เป็นความเสี่ยง แต่ไม่ได้ห่างไกลจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับเบรนท์ฟอร์ด

นโยบายของเบรนท์ฟอร์ดคือพลักดันคนใน

ธันวาคม 2016 เบรนท์ฟอร์ด ทีมในแชมเปียนชิพขณะนั้น ดึงแฟรงค์มาเป็นผู้ช่วยของดีน สมิธ เพื่อเป็นสะพานเชื่อมให้นักเตะเปลี่ยนผ่านจากทีมบีขึ้นชุดใหญ่อย่างราบรื่น จนกระทั่งตุลาคม 2018 สโมสรได้เลื่อนเขาขึ้นเป็นหัวหน้าโค้ชแทนสมิธที่ออกไปคุมทีมแอสตัน วิลลา หลังจากระหว่างปี 2008 – 2016 แฟรงค์เคยมีประสบการณ์ชุดใหญ่กับทีมชาติเดนมาร์ก ยู 16-17-19 และบรอนด์บี 

ขอบคุณภาพจาก  https://www.brentfordfc.com/en/news/article/first-team-thomas-frank-brentford-head-coach-six-year-anniversary

แฟรงค์พาเบรนท์ฟอร์ดขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกในซีซัน 2021-22 เป็นการเล่นบนสังเวียนลีกสูงสุดครั้งแรกของสโมสรนับตั้งแต่ซีซัน 1946-47 โดยระหว่าง 4 ปี “เดอะ บีส์” จบฤดูกาลด้วยอันดับ 13, 9, 16 และ 10 ตามลำดับ

สำหรับแอนดรูว์ นับจากมิถุนายน 2015 เขาเป็นผู้จัดการทีมพรีเมียร์ลีกคนที่ 98 ที่ทำหน้าที่ถาวร (ไม่นับรักษาการหรือชั่วคราว) แต่เป็นคนที่ 6 ที่คุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกในชีวิตถัดจาก ไมค์ ฟีแลนด์ (ฮัลล์, 2016), เครก เชคสเปียร์ (เลสเตอร์, 2017), สกอตต์ พาร์คเกอร์ (ฟูแลม, 2019), มิเกล อาร์เตตา (อาร์เซนอล, 2019) และแกรี โอนีลล์ (บอร์นมัธ, 2019) แต่มีเพียงพาร์เกอร์กับอาร์เตตาที่ทำงานนานกว่า 7 เดือน

ลีออล โธมัส บรรณาธิการข่าวของ Sky Sports ให้ความเห็นว่า แม้แฟนบอลมองว่าเป็นการเสี่ยงที่ให้แอนดรูว์คุมทีมชุดใหญ่ แต่ในมุมของสโมสรเชื่อว่า การแต่งตั้งบุคคลภายนอกอาจมีความเสี่ยงมากกว่า

แอนดรูว์ ซึ่งเข้ามาอยู่ในสตาฟฟ์โค้ชเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เป็นที่ยอมรับนับถือภายในสโมสร และเวลา 1 ปี เขารู้จักผู้เล่นและมีความเข้าใจระบบการเล่นต่างๆของเบรนท์ฟอร์ดเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับตอนที่แฟรงค์ขึ้นมาคุมทีมแทนสมิธ โดยช่วง 16 ปีในฐานะนักเตะ แอนดรูว์ติดทีมชาติไอร์แลนด์ 35 นัด และเคยเล่นให้วูลฟ์แฮมป์ตัน, เอ็มเค ดอนส์, แบล็คเบิร์น และโบลตัน

ย้อนดูประวัติศาสตร์สโมสร เบรนท์ฟอร์ดมักสนับสนุนการเลื่อนตำแหน่งจากบุคลากรภายในมาโดยตลอด ไม่ว่าผู้นั้นจะมีประสบการณ์ชุดใหญ่มาก่อนหรือไม่ แฟรงค์เป็นตัวอย่างล่าสุดจากกุนซือ 5 คนที่ถูกโปรโมทภายในสโมสรและพาทีมเลื่อนชั้นได้

4 คนก่อนหน้าแฟรงค์ได้แก่ มาร์ก วาเบอร์ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬา, แอนดี สกอตต์ แมวมองทีมชุดใหญ่, รอน โนอาเดส เจ้าของสโมสร และฟิล โฮลเดอร์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม

แซม บลิทซ์ นักวิเคราะห์เกมของ Sky Sports ระบุว่า ความปรารถนาที่จะสานงานได้อย่างต่อเนื่องและสร้างเส้นทางในพรีเมียร์ลีกที่แฟรงค์เริ่มต้นไว้ คือเหตุผลหลักที่เบรนท์ฟอร์ดเลือก “คนใน” 

แต่คำถามคือ ทำไมต้องเป็นแอนดรูว์?

ลูกตั้งเตะมีส่วนสำคัญต่อรูปแบบการเล่น

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน 2025 แฟรงค์ได้นำเสนอการทบทวนผลงานซีซัน 2024-25 ในการประชุมของสตาฟฟ์โค้ชร่วมกับ เบน ไรอัน ผู้อำนวยการฝ่ายประสิทธิภาพระดับสูง โดยให้มุมมองต่อจุดที่จะต้องปรับปรุงในฤดูกาลหน้า

งานวางรากฐานและการเตรียมการได้เริ่มดำเนินการแล้ว และแอนดรูว์ ซึ่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย มีหน้าที่นำแผนงานดังกล่าวไปปฏิบัติ เหตุผลที่ต้องเป็นแอนดรูว์เพราะเซตพีชเป็นกุญแจดอกสำคัญในระบบการเล่นของเบรนท์ฟอร์ด

ขอบคุณภาพจาก  https://www.premierleague.com/news/4141600

นับตั้งแต่แอนดรูว์รับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2024 จาก 66 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซีซัน 2024-25 มาจากลูกตั้งเตะ 14 ลูก เป็นรองเพียงอาร์เซนอล (17), พาเลซ (17), ฟอเรสต์ (17),  วิลลา (16), ไบรท์ตัน (15) และเอฟเวอร์ตัน (15)

.

เบรนท์ฟอร์มมีค่า xG หรือความเป็นไปได้ของการเกิดประตูจากลูกเซตพีช 16.71 สูงเป็นอันดับ 3 และเสียประตูจากลูกตั้งเตะน้อยที่สุด เพียง 3 ลูก อันดับ 2 คือ แมนฯซิตี (6) อีกทั้งทีมของแฟรงค์ยังเป็นที่กล่าวขวัญจากการจู่โจมอย่างรวดเร็วตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกดังขึ้น แน่นอนวิธีการของแอนดรูว์มีส่วนอย่างมากต่อกลยุทธ์ดังกล่าว

พรีเมียร์ลีก 3 นัดติดต่อกันระหว่างวันที่ 14-28 กันยายน 2024 เบรนท์ฟอร์ดได้ประตูจากแมนฯซิตี (เยือน), สเปอร์ส (เยือน) และเวสต์แฮม (เหย้า) หลังการแข่งขันเริ่มไปเพียง 22, 23 และ 38 วินาทีตามลำดับ จากนั้นนัดถัดมา วันที่ 5ตุลาคม ซึ่งเบรนท์ฟอร์ดชนะวูลฟ์ส 5-3 นาธาน คอลลินส์ ใช้เวลาแค่ 76 วินาทีของแมตช์ ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่าย

แมทธิว อัพสัน อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษวัย 46 ปี ซึ่งเคยเล่นกับแอนดรูว์ในทีมไบรท์ตันเมื่อซีซัน 2013-14 และเคยเล่นให้แอนดรูว์ขณะคุมทีมเอ็มเค ดอนส์ เมื่อปี 2015 ให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport ว่า

“การแต่งตั้งลักษณะนี้เป็นเรื่องหายากและมีความเสี่ยง แต่ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเช่นกัน ถือเป็นความก้าวหน้าอย่างแท้จริงในอาชีพของคีธ ผมรู้จักเขาดีและรู้ว่าทำไมเขาถึงได้รับโอกาสนี้”

“สิ่งที่ผมอยากบอกจากช่วงที่ทำงานร่วมกับคีธคือ เขาทำให้ทุกอย่างดูเรียบง่ายในแบบที่เขามองเกมในฐานะผู้เล่น ด้วยวิธีมองเกมบวกวิธีคิดในฐานะโค้ช ทำให้สไตล์ของเขาเหมาะกับเบรนท์ฟอร์ดแน่นอน สามารถสานต่อแนวทางของแฟรงค์ได้อย่างแนบเนียน เพราะมันเป็นวิธีที่พวกเขาเล่นกันอยู่แล้ว”

โอเพนเลย์หลังคิกออฟและลูกทุ่มไกล

ผลงานของโค้ชเซตพีชจากลูกคอนเนอร์และลูกฟรีคิกเป็นภาพที่พบเห็นเป็นปกติ แต่การทำประตูจากลูกคิกออฟหรือการเขี่ยลูกเปิดเกมยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเซตพีช และยังสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการเล่นของเบรนท์ฟอร์มที่แอนดรูว์มีอิทธิพลอย่างมาก

ตัวแปรสำคัญของการทำสกอร์จากคิกออฟในเชิงแทคติกคือ ความสามารถในการเพรสซิ่ง ในพรีเมียร์ลีกซีซัน 2024-25 ผู้เล่น “เดอะ บีส์” มีสถิติเพรสซิ่งสูงเป็นลำดับต้นๆ มิคเคล ดามส์การ์ด มีจำนวน presser 1,003 ครั้ง และ counter presser 248 ครั้ง ขณะที่ ไบรอัน เอ็มเบอโม ทำผลงาน 877 ครั้ง และ 267 ครั้งตามลำดับ ดามส์การ์ดและเอ็มเบอโมยังมีค่า xG จากเพรสซิ่ง 11.6 และ 9.9 ประตูตามลำดับอีกด้วย

ขอบคุณภาพจาก  https://the18.com/soccer-entertainment/football-margins-divisive-history-long-throw-and-its-auspicious-future

มาร์ก เอสเตอบาน อดีตนักวิเคราะห์เซตพีช ซึ่งทำงานกับเบรนท์ฟอร์ดเป็นเวลา 2 ปีก่อนย้ายไปทำงานให้นิว อิงแลนด์ เรโวลูชัน เมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กล่าวกับ Sky Sports ว่า “มันไม่ใช่ลูกตั้งเตะแต่เป็นโอเพนเพลย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเกมรุกที่ดุดัน ทำให้แน่ใจว่าอยู่ใกล้กับบอลสอง บนพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้เล่นแต่ต้องรู้ว่าบอลจะไปไหน จากนั้นส่งผู้เล่นไปยังกรอบเขตโทษ พยายามครอสบอล ความสำคัญอยู่ที่การสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด”

แอนดรูว์ยังมีส่วนกับลูกทุ่มที่มีประสิทธิภาพของเบรนท์ฟอร์ดจากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับโธมัส โกรนเนมาร์ก โค้ขบอลทุ่มชื่อดัง ซึ่งลิเวอร์พูลเคยว่าจ้างช่วงที่เยอร์เกน คลอปป์ เป็นผู้จัดการทีม

ซีซัน 2024-25 “เดอะ บีส์” ทำได้ 6 ประตูจากการทุ่มไกล เทียบกับอีก 19 ทีมในพรีเมียร์ลีกที่ทำรวมกันได้แค่ 2 ประตู ขณะที่ โยฮัน วิสซา ศูนย์หน้าวัย 28 ของเบรนท์ฟอร์ดคนเดียวทำได้ถึง 4 ประตู

เทียบสถิติลูกทุ่มไกลระหว่างเบรนท์ฟอร์ดกับทีมอันดับ 2 ของหมวดนั้นๆ จำนวนทุ่มไกล 110 / 50 , ประตู 6 / 1 , xG จากการทุ่มไกล 4 / 1 และการยิงจากการทุ่มไกล 31 / 13

บลิทซ์ให้ความเห็นเสริมว่า แอนดรูว์ไม่ได้เป็นเพียงโค้ชลูกตั้งเตะของเบรนท์ฟอร์ดเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อปรัชญาและวัฒนธรรมที่แฟรงค์สร้างขึ้นให้กับสโมสรอีกด้วย

บุคลิกภาพและความเชื่อมั่นในงานเฮดโค้ช

อัพสัน ยอมรับว่า การแต่งตั้งอดีตเพื่อนร่วมทีมและอดีตบอสของเขาเป็นความเสี่ยง แต่ยังสร้างความสดใหม่ให้เบรนท์ฟอร์ด้วย “นั่นแสดงให้เห็นว่าสโมสรมีศรัทธาในโครงสร้างบริหารจัดการทีมของตนเอง เหมือนตอนที่แต่งตั้งแฟรงค์ต่อจากสมิธ”

อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษยังย้อนความรู้สึกเมื่อครั้งร่วมงานกับแอนดรูว์ที่ไบรท์ตันและเอ็มเค ดอนส์ ว่า “คีธเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ทำงานร่วมกับนักเตะได้ดี และยังมีการสื่อสารที่เยี่ยมด้วย เขาพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในสนาม ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับการฝึกซ้อมของเขา”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportingpedia.com/2025/06/27/keith-andrews-to-take-over-as-brentford-manager-following-thomas-franks-departure/

“ผมมีโอกาสคุยกับคีธเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อนตอนที่ทำงานให้ 5 Live ในการแข่งขันของเบรนท์ฟอร์ด เขาเอ่ยปากชมสโมสรและการทำงานร่วมกับแฟรงค์ คีธยังพูดถึงการพัฒนาตัวเองในอาชีพโค้ช”

“จริงอยู่ที่คีธไม่มีประสบการณ์ผู้จัดการทีม แต่เขามีบุคลิกภาพและความเชื่อมั่นที่จะทำหน้าที่นั้นได้ ซึ่งการแสดงออกไม่ใข่เพียงผ่านบทสัมภาษณ์ แต่ยังเห็นได้จากการทำงานให้กับเบรนท์ฟอร์มในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แอนดรูว์เพิ่งยื่นใบสมัครทำหน้าที่ผู้จัดการทีมของเอ็มเค ดอนส์ ซึ่งตอนนี้เล่นอยู่ในลีก ทู แต่ผู้ได้รับเลือกคือ พอล วาร์น อดีตกุนซือของดาร์บี แต่แล้วเกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้นเมื่อแอนดรูว์พบว่าตนเองได้รับการเลื่อนชั้นจากโค้ชเซตพีชเป็นหัวหน้าโค้ช

แอนดรูว์ กุนซือป้ายแดงที่จะอายุครบ 45 ปีในเดือนกันยายนศกนี้ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกในวันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม 2025 ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกนัดเปิดซีซันใหม่ที่ซิตี กราวน์ สนามของทีมฟอเรสต์

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer) 

Categories
Feature

หลุยส์ เอ็นริเก กับเวลา 2 ปี สร้างเปแอสเช สู่บัลลังก์แชมเปียนส์ลีก

หลุยส์ เอ็นริเก ใช้เวลาเพียง 2 ซีซันพาปารีส แซงต์แยร์กแมง ครองบัลลังก์ทวีปยุโรปเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์ 54 ปีของสโมสรหลังจากชนะอินเตอร์ มิลาน 5-0 ในรอบชิงชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2025 ที่นครมิวนิก ประเทศเยอรมนี

ถ้ามองเฉพาะยุคทองภายใต้การบริหารของกาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนท์ (QSI) ซึ่งเข้าเทคโอเวอร์เมื่อปี 2011 เปแอสเชไม่เคยหลุดท็อป 2 ของลีกเอิง โดยเป็นแชมป์ 11 สมัย และรองแชมป์ 3 สมัย แต่กลับไม่เคยสัมผัสถ้วยบิ๊กเอียร์แม้อยู่ภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมที่มีชื่อเสียงอย่างคาร์โล อันเซลอตติ, โลรองต์ บลองค์, อูไน เอเมรี, โธมัส ทูเคิล, เมาริซิโอ โปเชตติโน และในทีมเคยมีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์อย่างซลาตัน อิบราฮิโมวิช, เดวิด เบคแฮม, เอดินสัน คาวานี, เนย์มาร์, ลิโอเนล เมสซี, คิลิยัน เอ็มบัปเป

ก่อนหน้าฤดูกาล 2024-25 เปแอสเชทำได้ดีที่สุดคือ รองแชมป์แชมเปียนส์ ลีก ปี 2020 เมื่อแพ้บาเยิร์น มิวนิก 0-1 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเพียง 2 ครั้งในซีซัน 2020-21 และ 2023-24 อีกทั้ง 8 ปีก่อนหน้าหรือตั้งแต่ซีซัน 2016-17 ปารีสสิ้นสุดเส้นทางที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายถึง 5 ครั้ง

เปแอสเชครองความยิ่งใหญ่ในฝรั่งเศส แต่ไม่ใช่ทีมที่น่าเกรงขามเลยเมื่อต้องดวลสตั๊ดกับทีมชั้นนำของยุโรป จนกระทั่งการมาของอดีตผู้จัดการทีมชาติสเปนวัย 55 ปี ซึ่งรับตำแหน่งผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2023 โดยซีซันแรก เอ็นริเกพาเปแอสเชกวาดทริปเปิลแชมป์ภายในประเทศ และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศแชมเปียนส์ ลีก แต่แพ้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสกอร์รวม 0-2

ซีซันที่ 2 ทีมของเอ็นริเกยังเหมาโทรฟี 3 รายการของฝรั่งเศสอีกครั้ง ที่เพิ่มเติมคือถ้วยบิ๊กเอียร์ โดยเป็นสโมสรจากฝรั่งเศสทีมที่ 2 ต่อจากมาร์กเซยเมื่อปี 1993 ทั้งที่หากย้อนกลับไปปลายเดือนพฤศจิกายน 2024  ดูเหมือนเปแอสเชอาจไม่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ด้วยซ้ำเมื่อเริ่มโปรแกรมลีกเฟสอย่างยากลำบาก ชนะ 1 นัด เสมอ 1 นัด แพ้ 3 นัด ก่อนฟอร์มเข้าฟักชนะรวด 3 นัดสุดท้าย จบที่อันดับ 15 มี 13 คะแนน อยู่เหนืออันดับ 25 ดีนาโม ซาเกรบ ทีมบนสุดของโซนตกรอบแค่ 2 คะแนน และต้องเตะรอบเพลย์ออฟกับเบรสท์

หลังผ่านคู่แข่งร่วมชาติ เปแอสเชเอาชนะลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลลา และอาร์เซนอล ก่อนพบ “เนรัสซูรี” ในรอบชิงชนะเลิศ

เริ่มยุคใหม่หลังการอำลาของเอ็มบัปเป

ประวัติศาสตร์บทใหม่ของเปแอสเชเริ่มขึ้นวันที่ 10 พฤษภาคม 2024 เมื่อเอ็มบัปเปประกาศไม่ต่อสัญญาและจะอำลาสโมสรเมื่อสิ้นสุดซีซัน 2023-24 ก่อนย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริด ในฐานะฟรีเอเยนต์ของตลาดซัมเมอร์ เท่ากับสิ้นสุดยุคของ 3 ซูเปอร์สตาร์กองหน้าหลังจากเนย์มาร์กับเมสซีอำลาเมืองหลวงของฝรั่งเศสไปก่อนช่วงกลางปี 2023

ขอบคุณภาพจาก  https://talksport.com/football/3254694/nasser-al-khelaifi-lionel-messi-kylian-mbappe-neymar-psg-champions-league/

แม้ไม่มีเอ็มบัปเป ซึ่งทำ 256 ประตูจาก 308 นัดรวมทุกรายการนับตั้งแต่ยืมตัวจากโมนาโกในซีซัน 2017-18  แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการเปิดทางให้เกิดการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของเปแอสเชภายใต้การคุมทีมปีที่ 2 ของเอ็นริเก

เอ็นริเก ซึ่งผู้คนในเปแอสเชขนานนามว่าเป็น “สถาปนิกแห่งวงการลูกหนัง” ใช้โอกาสที่ไม่มีดาราใหญ่อย่างเอ็มบัปเป โน้นน้าวนาสเซอร์ อัล-เคไลฟี ประธานสโมสร และหลุยส์ คัมโปส ที่ปรึกษาด้านฟุตบอล ให้เชื่อว่าเขาสามารถสร้างทีมขึ้นมาใหม่ด้วยนักเตะอายุน้อยกว่า เก่งกว่า และมีความสามัคคีมากขึ้น

ความจริงแล้ว การเซ็นสัญญากับเอ็นริเกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2023 เปแอสเชมีสัญญาณชัดเจนว่าต้องการลบล้างวัฒนธรรมซูเปอร์สตาร์ของสโมสร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางที่น่าทึ่งเป็นตัวดึงดูดใจของยอดกุนซือชาวสเปน ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชที่ยึดมั่นใน “จริยธรรมของทีม” (team ethic หรือ หลักการที่ควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในทีมเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ การเคารพ และประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกัน.

จูเลียน ลอเรนส์ ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลฝรั่งเศส ให้ความเห็นกับ บีบีซี สปอร์ต ว่า เปแอสเชต้องการใครสักคนที่สร้างทีมเพื่ออนาคตด้วยความอดทน และเอ็นริเกเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมและดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเต็งรายอื่นอย่างอันโตนิโอ คอนเต และโชเซ มูรินโญ ซึ่งต่างเป็นผู้ชนะและเป็นชัยชนะที่เกิดขึ้นทันที แต่ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาอย่างแท้จริง ดังนั้นเอ็นริเกจึงเข้าได้กับสิ่งที่ปารีสต้องการ

ไร อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิลวัย 60 ปี ซึ่งเคยเล่นให้เปแอสเชชุดแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ปี 1996 กล่าวว่า ฟุตบอลทุกวันนี้ ทีมที่สมบุรณ์แบบและมีโอกาสคว้าแชมป์รายการใหญ่ไม่ได้ต้องการผู้เล่นที่มีพรสวรรค์เท่านั้น แต่ยังต้องการการทุ่มเทร้อยเปอร์เซ็นต์จากนักเตะทุกคน ทุกช่วงเวลาของแมตช์ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบุกหรือตั้งรับ ไม่ว่ามีบอลหรือไม่มีบอล

ในมุมมองของไร สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับการบริหารทีมของเอ็นริเก คือความจริงที่ว่าเอ็นริเกประสบความสำเร็จโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ด้วยกลุ่มผู้เล่นอายุน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทุกคนเข้าใจการวางแผนเชิงแทคติกอย่างดี และเชื่อมั่นศรัทธาในตัวเอ็นริเก รวมถึงระบบการเล่นของเอ็นริเกก็มีประสิทธิภาพมาก

ขณะที่นอกสนามแข่งขัน เอ็นริเกยังเรียกร้องระดับการควบคุมทีมและนักเตะที่เคยหลุดลอยไปจากมือของผู้จัดการทีมคนก่อนหน้าอาทิ เอเมรี, ทูเคิล, โปเชตติโน และคริสตอฟ กัลติเยร์

ลอเรนส์พูดถึงประเด็นนี้ว่า เอ็นริเกเป็นผู้นำตัวจริงเสียงจริงของสโมสร ซึ่งที่ผ่านมาเคยตกอยู่ในมือของบรรดานักเตะซูเปอร์สตาร์ ที่มีความคิดว่า หากไม่อยากทำอะไรก็จะไม่ทำ จากนั้นก็เดินตรงเข้าหาประธานสโมสร นั่นเท่ากับบ่อนทำลายโค้ช ซึ่งตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว อำนาจของเอ็นริเกถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในเปแอสเช

ปิแอร์-เอเตียน มินอนซิโอ ผู้สื่อข่าวของเลกิ๊ป หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส ให้ความเห็นว่า ผู้คนในเปแอสเชต่างรู้ดีว่าสโมสรมีปัญหาด้านอำนาจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัลติเยร์เป็นผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศสที่เก่ง แต่ขาดประสบการณ์ที่จะบังคับใช้มุมมองของตนเอง และไม่แกร่งพอที่จะเผชิญหน้าหรือพูดตรงๆกับเอ็มบัปเป เช่นเดียวกับโปเชตติโน ซึ่งหมกหมุ่นกับการรักษาความสงบในห้องแต่งตัว ทำให้ไม่เคยตัดสินใจอะไรที่ตรงข้ามกับเมสซีและเอ็มบัปเปเลย ต่างกับเอ็นริเก ซึ่งบอกกับสโมสรชัดเจนว่า ถ้าเขาเป็นนายใหญ่ เขาก็จะต้องทำตัวเป็นนายใหญ่

เอ็นริเกแค่ออกทริปปั่นจักรยานถ้าตกงาน

เป็นที่ทราบกันดีในเปแอสเช เอ็นริเกเป็นคนที่มีระเบียบวินัยสูงแม้กระทั่งกับตัวเองในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่นตั้งนาฬิกาให้เตือนหากเขาไม่ได้ยืดเส้นยืดสายหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายใดๆเป็นเวลา 30 นาที

เมื่อปี 2017 เอ็นริเกสามารถจบการแข่งขันแฟรงค์เฟิร์ต ไอออนแมน ชาลเลนจ์ ด้วยการว่ายน้ำ 2.4 ไมล์, ขี่จักรยาน 118ไมล์ และวิ่งฟูลมาราธอน ต่อมาในปี 2018 เอ็นริเกยังสามารถจบการวิ่งมาราธอน เดอ ซาเบลส์ สุดหฤโหดระยะทาง 115ไมล์เป็นเวลากว่า 6 วันในทะเลทรายซาฮารา

เอ็นริเกยังมีกิจวัตรประจำวันทุกเช้า คือเดินด้วยเท้าเปล่าบนสนามหญ้าของแคมปัส เปแอสเช สนามฝึกซ้อมของสโมสร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมอุทิศตนต่อ earthing ซึ่งหมายถึงการเชื่อมต่อร่างกายกับพื้นดินหรือพื้นผิวที่มีการเชื่อมต่อกับดินโดยตรง โดยเอ็นริเกมีความเชื่อว่า การทำเช่นนี้ช่วยให้เขาใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้นและช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่แท้จริงของเอ็นริเกเกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของซานา ลูกสาววัย 9 ขวบจากโรคมะเร็งกระดูกชนิดหายากในปี 2019

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/35205287/luis-enrique-daughter-xana-tribute-psg-champions-league/

เอ็นริเกเคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “แม้ร่างกายของเธอจากไปแล้ว แต่เธอไม่ได้ตายและยังคงอยู่กับพวกเรา เธออาจไม่ได้อยู่ ณ ที่ตรงนี้ในทางกายภาพ แต่เชิงจิตวิญญาณ เธอยังคงอยู่ที่นี่ เพราะทุกวัน เราได้คุยเกี่ยวกับเธอ เราหัวเราะซึ่งกันและกัน เรายังมีความทรงจำ เพราะผมเชื่อว่า ซานายังคงมองเห็นเรา”

นั่นทำให้เอ็นริเกสามารถไตร่ตรองถึงสัจธรรมของวงการฟุตบอลได้จากคำพูดที่เคยเอ่ยกับนักข่าวว่า “ผมไม่เคยกลัวว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นในวงการฟุตบอล ถ้าสโมสรต้องการไล่ผมออก ก็ไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นในวันต่อมา ผมก็จะออกทริปปั่นจักรยาน”

ทีมพลังหนุ่มไร้สตาร์ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน

ฟิล แมคนัลตี หัวหน้าทีมข่าว BBC Sport ที่รายงานนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก นำเสนอมุมมองว่า การจากไปของเอ็มบัปเปคือช่วงเวลาสดใสของเปแอสเช ทำให้สถานการณ์ของปาร์ก เดส์ แพรงซ์ เปลี่ยนไปแม้ดาวดังทีมชาติฝรั่งเศสมีการเล่นเวิลด์คลาส และเอ็นริเกเชื่อว่านี่เป็นโอกาสที่จะควบคุมวิธีการเล่นของทีมอย่างสมบูรณ์

ซีซัน 2024-25 จึงเป็นการเริ่มต้นในการควบคุม “ทีมใหม่” ตามความหมายอย่างแท้จริง โดยเอ็นริเกมุ่งเน้นไปที่พรสวรรค์ของนักเตะอายุน้อย ซึ่งเขาสามารถหล่อหลอมได้แทนการทำงานกับนักเตะดังที่มักขับเคลื่อนด้วยอัตตา

อดีตกุนซือบาร์เซโลนาและโรมายอมรับว่าอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ฤดูกาลเพื่อยกระดับทีมให้ขึ้นสู่ความท้าทายรางวัลใหญ่สุดของทวีป ซึ่งการออกสตาร์ทลีกเฟสอย่างเชื่องช้าเป็นประจักษ์พยานที่ดี ถึงขั้นมีความคิดว่า ชัยชนะในแชมเปียนส์ ลีก อยู่นอกเหนือเป้าหมายของซีซัน

อย่างไรก็ตาม แมคนัลตีชี้ว่า ยุคใหม่ของเปแอสเชเริ่มต้นจริงๆเมื่อชนะแมนฯซิตี 4-2 ในนัดที่ 7 ของลีกเฟสเดือนมกราคม 2025 ท่ามกลางฝนกระหน่ำปารีส ซึ่งส่งผลให้ทีมของเอ็นริเกกลับมามีลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์

ขอบคุณภาพจาก  https://www.sportscasting.com/uk/news/manchester-city-player-ratings-vs-psg-champions-league/

ขุมกำลังใหม่อย่างเดซิเร ดูเอ  และ แบรดเลย์ บาร์โคลา ทำผลงานได้โดเด่น อุสมาน เดมเบเล ซึ่งเริ่มฟื้นตัวจากปัญหาภายใน ลงเล่นเป็นตัวสำรองได้อย่างน่าทึ่ง และเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสามเปรียบเสมือนลูกตุ้มยักษ์ทำลายล้างคู่แข่งจากพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล, วิลลา และอาร์เซนอล จนผ่านไปเตะนัดสุดท้ายของทัวร์นาเมนท์ในอัลลิอันซ์ อารีนา

เปแอสเชยังเสริมแกร่งเมื่อได้ควิชา ควารัตสเคเลีย ที่ย้ายมาจากนาโปลีในเดือนมกราคม 2025 ด้วยค่าตัว 70 ล้านยูโรรวมแอดออนส์ ทำให้เอ็นริเกได้จิ๊กซอว์ครบทุกชิ้น

แพท เนวิน อดีตปีกทีมชาติสกอตแลนด์และนักวิเคราะห์ของ BBC Sport ชื่นชมแนวรุกทีมชาติจอร์เจียวัย 24 ปีว่ามีคุณสมบัติของปีกครบทุกข้อแถมยังมีเพิ่มให้ด้วย ควารัตสเคเลียชอบท้าทายคู่แข่งด้วยการโจมตีด้วยทริกและลูกเล่นมากมาย ทำในสิ่งเหลือเชื่อเพื่อทำลายแนวรับ ไม่เกรงกลัวใคร และสร้างความบันเทิงให้แฟนบอลเสมอ ฝ่ายตรงข้ามจำเป็นต้องใช้ผู้เล่น 2 คนเพื่อตามประกบ ดึงผู้เล่นคนอื่นเข้ามาหา เป็นการสร้างพื้นที่ว่างให้กับเพื่อนร่วมทีม

ผู้สื่อข่าว BBC Sport เสริมด้วยว่า ดูเออาจเริ่มต้นช้า แต่เมื่อเล่นร่วมกับบาร์โคลาและเดมเบเล ซึ่งทั้งสามได้ประโยชน์จากการเอาใจใส่แบบตัวต่อตัวของเอ็นริเก เปแอสเชจึงได้ดาวดวงใหม่ที่เปี่ยมพรสวรรค์มาประดับทีมใหม่

ไรให้ความเห็นถึงสิ่งที่ประทับใจต่อกองหน้ายุคใหม่ของเปแอสเชว่า พวกเขาผสมผสานคุณภาพทางเทคนิค เข้ากับการน้อมนำแทคติกของโค้ช ความแข็งแกร่งของสภาพร่างกาย และบุคลิภาพส่วนตัว แฟนบอลจึงได้เห็นการเลี้ยงบอลที่น่าเร้าใจและการสรรสร้างรูปแบบการเล่นที่น่าประทับใจ

ถึงกระนั้นไม่มีใครได้รับสิทธิพิเศษ นักเตะทุกคนเท่าเทียมกันในสายตาของเอ็นริเก

กุนซือวัย 55 ปี เคยสั่งดร็อปเดมเบเลก่อนเกมแชมเปียนส์ ลีก ในบ้านของอาร์เซนอลเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เนื่องจากไม่พอใจระดับความทุ่มเทของเดมเบเลในการแข่งขันลีกเอิงกับแรนส์ แต่เดมเบเลสามารถกลับมาด้วยฟอร์มที่เปลี่ยนแปลงและแรงพลักดันที่สดใหม่ มีส่วนสำคัญพาเปแอสเชชนะลีกเอิงและกุปเดอฟรองซ์ ก่อนทิ้งท้ายด้วยแชมเปียนส์ ลีก

ขอบคุณภาพจาก  https://www.okayafrica.com/ousmane-dembele-champions-league/

เปแอสเชมีผู้เล่นอายุเฉลี่ย 24 ปี 262 วัน เป็นทีมละอ่อนที่สุดในบรรดาสโมสรที่ผ่านรอบเพลย์ออฟของแชมเปียนส์ ลีก ซีซัน 2024-25 และด้วยสไตล์การเล่นไฮ-เพรสซิ่งที่เข้มข้นทำให้พวกเขารั้งอันดับ 1 ของทัวร์นาเมนท์ในสถิติหมวด shot-ending high turnovers หรือจังหวะการเล่นเกมรุกแดนบนแล้วจบด้วยการยิง ซึ่งหมายความว่า เปแอสเชสามารถใช้ไฮ-เพรสซิ่งกดดันคู่แข่งให้กลายเป็นการสร้างโอกาสเกมบุกได้บ่อยครั้งมาก

เอ็นริเกสามารถสร้างทีมเปแอสเชยุคใหม่ด้วยการผสมผสานพลังงานของนักเตะหนุ่มเข้ากับผู้เล่นเขี้ยวประสบการณ์อย่างกัปตันทีม มาร์กินญอส และผู้รักษาประตู จานลุยจิ ดอนนารุมมา โดยใช้เวลาเพียงปีเดียวที่ไม่มีเอ็มบัปเป ให้ก้าวขึ้นยืนบัลลังก์ยุโรปเป็นสมัยแรกได้ราวกับปาฏิหาริย์ และนำถ้วยแชมเปียนส์ ลีก ไปยังกรุงปารีส

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Writer)