Categories
Feature

“ราฮีม สเตอร์ลิ่ง” เลือกเขียนชีวประวัติบทที่ 3 กับ “เชลซี”

ด้วยวัย 27 ปี ราฮีม สเตอร์ลิ่ง กำลังเริ่มต้นประวัติบทใหม่ในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้งกับ เชลซี หลังจากใช้เวลา 11 ปีร่วมกับ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นับเป็นนักเตะน้อยรายที่ได้เล่นเกมระดับซีเนียร์กับยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกถึงสามทีม โดยเฉพาะกับทีมเรือใบสีฟ้า ซึ่งเขากวาดเหรียญชนะเลิศระดับเมเจอร์มากมายยกเว้นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งพลาดให้ทีมสิงโตน้ำเงินคราม

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นนักเตะใหม่รายที่สองของเชลซีในตลาดรอบนี้ถัดจาก เอ็ดดี้ บีช นายทวารจากเซาแธมป์ตัน แต่ถือเป็นสตาร์ใหญ่คนแรกในยุค ท็อดด์ โบห์ลีย์ เจ้าของสโมสรคนใหม่ชาวอเมริกัน เขาเซ็นสัญญาห้าปีบวกอ็อปชั่นปีที่หก รับค่าเหนื่อยเท่ากับที่ซิตี้จ่ายให้คือ 3 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ย้ายเข้าสแตมพอร์ด บริดจ์ ด้วยค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ (ยังไม่รวมแอดออน 2.5 ล้านปอนด์) เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ 44 ล้านปอนด์ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อมาจากลิเวอร์พูลช่วงซัมเมอร์ปี 2015

หลังผ่านการตรวจสภาพร่างกาย สเตอร์ลิ่งเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปสมทบกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ที่เก็บตัวปรีซีซั่นอยู่ในลอส แอนเจลีส โดยลูกทีมของโธมัส ทูเคิล มีคิวอุ่นเครื่องกับคลับ อเมริกา ในวันเสาร์ที่ 16กรกฎาคม, ชาร์ลอตต์ เอฟซี ในวันพุธที่ 20 ที่เมืองชาร์ลอตต์ และ อาร์เซนอล ในวันเสาร์ที่ 23

ก่อนเซ็นสัญญากับเชลซีไม่กี่วันเคยมีข่าวโคมลอยว่า ลิเวอร์พูลสนใจอยากได้อดีตปีกดาวรุ่งกลับไปเล่นในแอนฟิลด์อีกครั้ง ซึ่งกระแสถูกจุดและดับลงอย่างรวดเร็วเพราะสวนทางกับข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิงเนื่องจากเชลซีเป็นทีมเดียวที่เปิดโต๊ะเจรจากับทีมเรือใบสีฟ้าอย่างจริงจัง ส่วนลิเวอร์พูลก็จบภารกิจตลาดรอบนี้ไปแล้ว

แต่บางส่วนของข่าวนั่งเทียนเขียนช่วยเตือนความจำว่า สเตอร์ลิ่งไม่มีโทรฟี่ติดมือระหว่างชีวิตสี่ปีในแอนฟิลด์ แต่นั่นไม่ได้เป็นแรงจูงใจให้เขาต้องกลับไปไขว่คว้าความสำเร็จกับลิเวอร์พูล เพราะเท่าที่ผ่านมาก็มีความทรงจำที่ดีส่วนตัวมากพอสมควร

ชีวิตสองบทแรก 11 ปี กับ “ลิเวอร์พูล” และ “แมนฯซิตี้”

เด็กชายราฮีม แชคีลล์ สเตอร์ลิ่ง เกิดในประเทศจาเมกา และหลังจากคุณพ่อเสียชีวิตเพราะถูกฆาตกรรมสามปี คุณแม่คือ นาดีน คลาร์ก อดีตนักกรีฑาทีมชาติ ซึ่งสเตอร์ลิ่งเชื่อว่าสไตล์วิ่งของเขาเป็นดีเอ็นเอที่ตกทอดมาจากคุณแม่ ได้อพยพมาอยู่นีสเดน กรุงลอนดอน ขณะที่เขาอายุห้าขวบ

บนเส้นทางกีฬาฟุตบอล สเตอร์ลิ่งเล่นให้ทีมเยาวชนท้องถิ่น อัลฟา แอนด์ โอเมกา เป็นเวลาสี่ปีก่อนเซ็นสัญญากับ ควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ตอนอายุสิบขวบ ลงสนามตำแหน่งปีก เขาได้รับความสนใจจากแมวมองของอะคาเดมี่ อาร์เซนอล, เชลซี, ฟูแลม, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เพราะคำแนะนำของคุณแม่ที่ไม่อยากให้เขาเลือกสโมสรละแวกเมืองหลวงเพื่อหลีกเลี่ยงเข้าไปพัวพันกับแก๊งค์อันธพาลท้องถิ่น นั่นจึงทำให้สเตอร์ลิ่ง ซึ่งขณะนั้นอายุ 16 ปี ย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ด้วยค่าตัว 450,000 ปอนด์

ในปีนั้นเอง สเตอร์ลิ่งเริ่มไต่ระดับจากทีมเยาวชน ลงแข่งขันนัดแรกให้ลิเวอร์พูล ยู-18 ในดาร์บี้แมตช์กับเอฟเวอร์ตัน ส่วนเกมแรกในพรีเมียร์ อะคาเดมี่ ลีก เป็นนัดเสมอแอสตัน วิลล่า 2-2 เขายังทำได้ถึงห้าตุงในนัดถล่มเซาธ์เอนด์ 9-0 เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2011

24 มีนาคม 2012 สเตอร์ลิ่งถูกโปรโมทขึ้นมาเล่นทีมซีเนียร์เป็นครั้งแรก ลงเป็นตัวสำรองในเกมพรีเมียร์ลีกกับวีแกน ตอนนั้นเขาอายุ 17 ปี 107 วัน เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสร จนกระทั่งวันที่ 23 สิงหาคมปีเดียวกัน เขาเป็นตัวจริงนัดแรกในรอบคัดเลือกยูโรปา ลีก ซึ่งลิเวอร์พูลชนะ 1-0 ในบ้านของฮาร์ทส์ และอีกสามวันต่อมา ลงตัวจริงเกมพรีเมียร์ลีก เสมอแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-2 ในแอนฟิลด์

ด้วยฟอร์มเจิดจรัสเกินวัย ลิเวอร์พูลรีบจับสเตอร์ลิ่งต่อสัญญาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2012 และเขายังฉายแสงต่อไปการันตีด้วยตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำปี 2014 และ 2015 ของลิเวอร์พูล และติดหนึ่งในหกที่ลุ้นรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของ พีเอฟเอ ถึงสองปีติดต่อกัน

แต่ก็เป็นเพราะสัญญาใหม่ที่ทำให้สเตอร์ลิ่งยุติบทบาทกับลิเวอร์พูลโดยมีข่าวว่า เขาต้องการค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จากรับอยู่เดิม 35,000 ปอนด์ และหลังจากปฏิเสธร่วมทัวร์ปรีซีซั่นปี 2015 ที่เอเชีย ตามด้วยขาดซ้อมสองวันเพราะป่วยซึ่งโดนตำหนิอย่างหนักผ่านสื่อจากอดีตนักเตะหงส์แดงอาทิ สตีเวน เจอร์ราร์ด, เจมี่ คาร์ราเกอร์ และแกรม ซูเนสส์ ปีกดาวรุ่งวัย 21 ปีหันไปเซ็นสัญญาห้าปีกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2015 ด้วยค่าตัว 44 ล้านปอนด์ยังไม่รวมแอดออนอีก 5 ล้านปอนด์ในอนาคต ทำให้เขาเป็นนักเตะอังกฤษที่ค่าตัวแพงที่สุดขณะนั้น สเตอร์ลิ่งอำลาแอนฟิลด์ด้วยผลงาน 129 นัด 23 ประตู

ไม่กี่เดือนต่อมา เยอร์เกน คล็อปป์ ก็เข้ามาคุมทีมหงส์แดงแทนแบรนเดน ร็อดเจอร์ส ขณะที่สเตอร์ลิ่งต้องรออีกหนึ่งปีเพื่อทำงานกับเป๊ป กวาร์ดิโอลา ทและกลายเป็นหนึ่งในนักเตะคู่บารมีของกุนซือชาวสเปน ร่วมกันนำความสำเร็จมาสู่ถิ่นเอติฮัด แชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย, แชมป์ลีก คัพ 4 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย และเฉียดเข้าใกล้แชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เพียงเหรียญรองแชมป์เมื่อปี 2021 จากการปราชัยต่อเชลซี 0-1 ที่ปอร์โต ประเทศโปรตุเกส สเตอร์ลิ่งอำลาเอติฮัดด้วยสถิติ 339นัด 131 ประตู

ส่วนเกินที่ “แมนฯซิตี้” แต่ส่วนเติมที่ “เชลซี”

ซีซั่นสุดท้ายที่แมนเชสเตอร์ แม้สเตอร์ลิ่งยังได้เล่นเกือบห้าสิบนัดแต่ส่วนใหญ่เป็นตัวสำรอง บวกกับกวาร์ดิโอลาเริ่มถ่ายเลือดเก่าเสริมเลือดใหม่เช่นเดียวกับคล็อปป์ทำที่แอนฟิลด์ รวมถึงแผงหน้าที่ซื้อ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ จูเลี่ยน อัลวาเรซ สวนทางเดินกับ กาเบรียล เชซุส ที่ย้ายไปอยู่อาร์เซนอล และสเตอร์ลิ่งที่เหลือสัญญาหนึ่งปี

แต่ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ สเตอร์ลิ่งคือแนวรุกความหวังใหม่ที่มีอายุเพียง 27 ปี โดยซีซั่นที่แล้ว เขาทำสกอร์เฉพาะเกมลีกได้ถึง 13 ประตูระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม เทียบกับ 15 ประตูที่ โรเมลู ลูกากู ทำให้เชลซีทั้งซีซั่นรวมทุกรายการ สเตอร์ลิ่งไม่ได้มีดีเพียงการส่งลูกหนังซุกก้นตาข่าย เขายังเพิ่มทางเลือกให้กับทูเคิลในการวางหมากเกมรุก เป็นกุญแจสำคัญอีกดอกที่จะช่วยแย่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สูสีขึ้นหลังตามหลังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และลิเวอร์พูล ทีมละเกือบยี่สิบคะแนนในฤดูที่แล้ว พร้อมเป้าหมายกลับไปครอบครองถ้วยบิ๊กเอียร์ ซึ่งเป็นโทรฟี่ที่สเตอร์ลิ่งไม่เคยสัมผัส

สเตอร์ลิ่งเล่นได้หลายหน้าที่ในแนวรุกทั้งปีก มิดฟิลด์ตัวรุก หรือหน้าต่ำ เขาถนัดตำแหน่งปีก เล่นได้ทั้งสองฝั่ง แม้ถนัดเท้าขวาแต่มักถูกมอบหมายให้อยู่ด้านซ้าย มีจุดเด่นตรงความเร็ว ความคล่องแคล่ว การเลี้ยงบอล จุดศูนย์ถ่วงต่ำ เป็นตัวทะลุทะลวงที่อันตราย

แม้มีส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว เทียบกับลูกากู 6 ฟุต 3 นิ้ว แต่สเตอร์ลิ่งมีตัวท่อนบนใหญ่ ช่วยเรื่องการรักษาสมดุลย์ขณะเคลื่อนที่ได้มาก ซาบี เอร์นานเดซ ตำนานมิดฟิลด์บาร์เซโลน่า เคยกล่าวว่า สเตอร์ลิ่งมีดีมากพอที่จะเล่นในลา ลีกา เพียบพร้อมทั้งร่างกายและเทคนิค

กูรูลูกหนังเชื่อว่า สเตอร์ลิ่งจะเพิ่มมิติให้กับเกมรุกของเชลซีแม้ซีซั่นที่แล้ว ทูเคิลจะใช้บริการของ คริสเตียน พูลิซิช กับตำแหน่งกองหน้าริมเส้นด้านซ้าย แต่ปีกทีมชาติอังกฤษเล่นได้ครบเครื่องกว่าโดยเฉพาะจังหวะจบสกอร์ ซึ่งสเตอร์ลิ่งมักใช้เท้าขวาเลี้ยงบอลเข้าในเพื่อหาจังหวะยิงประตู 

สเตอร์ลิ่งเป็นตัวอันตรายในพื้นที่สุดท้าย สามารถใช้ความเร็ว ความคล่อง การคอนโทรลบอล และการมองหาโอกาส สร้างความปั่นป่วนให้กองหลังทั้งตรงกลางและริมสนามสองด้าน ซึ่งเขามักย้ายไปฝั่งขวาเหมือนอย่างที่กวาร์ดิโอล่าส่งตัวลงมาในพรีเมียร์ลีกนัดปิดฤดูกาลที่แล้วขณะที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามแอสตัน วิลล่า 0-2 สเตอร์ลิ่งโยนบอลจากด้านขวา ข้ามหัวกองหลังทีมสิงห์ผงาดไปยังเสาสองให้ อิลคาย กุนโดกัน โขกตีไข่แตกเป็นประตูแรกจากสามประตูภายในเวลาห้านาที ให้ทีมเรือใบสีฟ้าแซงชนะ 3-2 ครองแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 4 ในรอบห้าปี 

จึงเชื่อได้ว่า ไค ฮาแวร์ตซ์ ศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของเดอะ บลูส์ จะได้บอลที่หลากหลายระยะขึ้นในฤดูกาลใหม่จากสเตอร์ลิ่ง ซึ่งบางจังหวะสามารถวิ่งไปแทนตำแหน่งของฮาแวร์ตซ์ที่ถอยลงมาเป็นหน้าต่ำ เพื่อหาโอกาสสับไกด้วยตัวเอง

พูลิซิชเป็นนักเตะที่เก่งแน่นอน เพียงแต่สเตอร์ลิ่งเก่งกว่าในมุมความหลากหลาย ผลดีมหาศาลจึงตกเป็นของเชลซีที่มีสองสตาร์มากความสามารถและต่างพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกัน ทูเคิลจึงมีอ็อปชั่นให้เลือกใช้ต่อกรกับคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นทั้งเกมระดับทวีปและภายในประเทศอังกฤษ

“ทูเคิล” อาจปรับ 3-4-2-1 เป็น 4-3-3 รองรับ “สเตอร์ลิ่ง”

ข่าวดีในฤดูกาล 2022-23 เชลซีจะได้ เบน คีลเวลล์ วิงแบ็คและมิดฟิลด์ริมสนามฝั่งซ้ายกลับมาในสภาพสมบูรณ์หลังจากซีซั่นที่ผ่านมาใช้เวลาส่วนใหญ่รักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าที่ฉีกขาด โดยก่อนหน้านั้น คีลเวลล์และ รีช เจมส์ ซึ่งทำหน้าที่เดียวกันทางด้านขวา ร่วมกันสร้างความปั่นป่วนให้เกมรับของคู่ต่อสู้

ทูเคิลกำลังจะได้คีเวลล์กลับมาประจำการ แถมยังมีสเตอร์ลิ่งเสริมอันตรายให้กับเกมบุกด้านซ้ายเพิ่มขึ้นอีก การที่ทั้งสองอยู่ร่วมสโมสรยังส่งผลดีต่อทีมชาติอังกฤษของแกเร็ธ เซาธ์เกต เป็นอย่างมากในฟุตบอลโลกปลายปีนี้ที่กาต้าร์

ย้อนกลับไปยังเดือนมีนาคม 2021 ในแมตช์เวิลด์ คัพ 2022 รอบคัดเลือก คีลเวลล์เล่นแบ็คซ้ายในหมากเกม 4-3-3 สเตอร์ลิ่งยืนปีกซ้าย แถมได้ เมสัน เมาท์ เพื่อนร่วมสโมสร เป็นส่วนหนึ่งของสามประสามแดนกลางฝั่งซ้าย ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังจะเกิดขึ้นกับทีมสิงโตน้ำเงินคราม

หมากเกมนี้ได้เห็นการผ่านบอลรูปสามเหลี่ยมแบบงามๆในจังหวะบุก คีลเวลล์เคลื่อนที่ใกล้ริมสนาม สเตอร์ลิ่งวิ่งล้ำไปข้างหน้าและสามารถหักตัดเข้าใน โดยมีเมาท์อยู่ต่ำลงมา สามารถเลือกจ่ายบอลให้ทั้งคีเวลล์หรือสเตอร์ลิ่ง ตัวคีลเวลล์เองก็มีโอกาสโอเวอร์แลปและอันเดอร์แลป ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในฟอร์แมท 3-4-2-1 ของทูเคิล 

เพลย์สามเหลี่ยมยังเกิดบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ ซึ่งมีเมาท์เป็นหัวสามเหลี่ยม คีลเวลล์วิ่งไปทางซ้ายเพื่อรับบอลจากเมาท์ก่อนโยนเข้าไปในกรอบเขตโทษที่สเตอร์ลิ่งรอจังหวะเข้าชาร์จ

หรือเป็นจังหวะเล่นชิ่งระหว่างสองคน คีลเวลล์เคลื่อนตัวเข้าใน ส่งบอลฉีกไปทางซ้ายให้สเตอร์ลิ่งที่วิ่งขึ้นไปรอใกล้เส้นสนาม คีลเวลล์หลอกวิ่งตัดหลังตัวประกบสเตอร์ลิ่ง พร้อมลากกองหลังตามไป เหมือนต้องการขึ้นไปรับบอลแต่ความจริงเพื่อหลอกดึงกองหลัง เปิดโอกาสให้สเตอร์ลิ่งเห็นช่องเปิดและวิ่งตัดเข้าในเพื่อยิงเองหรือผ่านลูกไปที่หน้าประตู

ฤดูกาล 2022-23 แฟนบอลเชลซีอาจเห็นระบบ 3-4-2-1 เปลี่ยนไปเป็นแผงหลังแบ็คโฟร์มากขึ้น คีลเวลล์และเจมส์จะทำหน้าที่ฟูลแบ็คมากขึ้น ขณะที่สเตอร์ลิ่งจะได้แสดงความเป็นอัจฉริยะสร้างสรรค์เกมบุกจากปีกซ้ายมากขึ้นเหมือนช่วงที่กวาร์โอลาใช้งานเป็นตัวหลัก

ด้วยวัย 27 ปี กับสัญญาห้าปี บวกกับศักยภาพของสเตอร์ลิ่งที่เข้ามาเติมเต็มและสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้กับเชลซี อนาคตของปีกซ้ายเชื้อสายจาเมกาในสโมสรยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกทีมที่ 3 จะเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามไม่แพ้ช่วงเวลา 11 ปีที่ผ่านมากับลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Feature

คืนเสรีภาพ “ยืนเชียร์” ให้แฟนบอลอังกฤษหลังแบนเกือบสามสิบปี

แฟนบอลพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพของอังกฤษกำลังจะได้รับไฟเขียวให้กลับมายืนเชียร์อีกครั้งหลังโดนแบนเกือบสามทศวรรษซึ่งมีผลมาจากรัฐบาลอังกฤษสั่งให้สนามฟุตบอลทุกแห่งระดับเทียร์ 1-2 ปรับเป็นอัฒจันทร์สำหรับนั่งอย่างเดียวเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยโศกนาฏกรรมที่ฮิลล์สโบโรห์เมื่อปี 1989 ที่พรากชีวิตแฟนบอลลิเวอร์พูลไปถึง 97 คน

กฎหมายที่ระบุให้สโมสรพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพปรับปรุงอัฒจันทร์ให้เป็นแบบนั่งชมทั้งสนาม (All-seater Stadium) เริ่มมีผลบังคับใช้ครั้งแรกในฤดูกาล 1994-95 หลังได้รับการพิจารณาสาเหตุของโศกนาฏกรรมฮิลล์สโบโรห์จาก “เทย์ลอร์ รีพอร์ต” ซึ่งเป็นรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการที่รับผิดชอบโดย ลอร์ดจัสติน เทย์เลอร์ ที่ออกมาเผยแพร่ในเดือนมกราคม 1990

เกือบสามทศรรษที่อัฒจันทร์โซน “ยืนดูบอล” โดนแบนแต่ไม่ได้หมายความว่าแฟนบอลจะนั่งเชียร์ก้นติดเก้าอี้ตลอดแมตช์การแข่งขันเพราะบางช่วงที่เกมบนฟลอร์หญ้าสู้กันดุเดือดคู่คี่สูสี กองเชียร์ก็อดใจไม่ไหวต้องลุกขึ้นมากำหมัดชูแขนตะโกนเชียร์ตะเบงเสียงร้องเพลงเป็นระยะๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำได้เพียงจับตามองอย่างเฝ้าระวัง ไม่กระทำการใดๆหากสถานการณ์ยังไม่ส่อแววเกิดอันตราย

แต่เชื่อว่าภายในอนาคต เกมลูกหนังพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพจะได้รับอนุญาตให้แฟนๆยืนดูอย่างถูกกฎหมายในโซนsafe standing ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอัฒจันทร์สนามที่ได้รับการปรับปรุงให้ดูบอลอย่างปลอดภัย

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นสืบเนื่องจากผลลัพธ์ที่น่าพอใจทั้งความปลอดภัยและความสนุกสนานขณะเชียร์บอลผ่านโครงการทดลอง เซฟ สแตนดิ้ง เมื่อต้นปีที่แล้ว ซึ่งนำร่องโดยสี่สโมสรยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ รวมถึง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ อีกหนึ่งทีมจากแชมเปี้ยนชิพ ไม่รวมลิเวอร์พูลที่ลงมือทดลองกับสนามแอนฟิลด์ไปแล้ว

ทั้งห้าทีมได้ปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็นโซน “ยืนอย่างปลอดภัย” ก่อนประเดิมการใช้งานนัดแรกเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2021 ซึ่งเป็นช่วงที่มาตรการโควิด-19ได้รับการผ่อนปรน เป็นการแข่งขันที่สนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ระหว่าง เชลซี กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งเสมอกันไป  2-2 ตามด้วยวันต่อมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้อนรับ วูลฟ์แฮมป์ตัน ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด

อะไรคือ “เซฟ สแตนดิ้ง” กับความสำเร็จของโครงการยืนเชียร์ปลอดภัย

โซนยืนเชียร์ปลอดภัยหรือ Safe Standing เป็นพื้นที่ที่อนุญาตให้แฟนบอลยืนดูการแข่งขันได้ตลอดทั้งแมตช์ อัฒจันทร์ส่วนนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นที่นั่งแบบ Rail Seat คือมีเก้าอี้พับได้ให้แฟนบอลเลือกกางนั่งหรือพับเก็บเวลายืนเชียร์ก็ได้ โดยล็อคติดกับราวโลหะที่สูงระดับเอวเพื่อให้แฟนบอลยืนพิงได้สะดวกสบาย โครงที่นั่งถูกติดตั้งแบบถาวรและมีระยะห่างเท่ากับที่นั่งมาตรฐาน เฟรมเชื่อมต่อกันเพื่อสร้างรางที่มีความแข็งแรงสูงตลอดความยาวของแต่ละแถว

สโมสรแรกในสหราชอาณาจักรที่ได้ทำ Rail Seat ขึ้นได้แก่ กลาสโกว์ เซลติก ยักษ์ใหญ่ของสกอตแลนด์ ซึ่งเริ่มใช้งานพื้นที่เซฟสแตนดิ้ง ความจุ 2,600 ที่นั่งภายในสนามเซลติก พาร์ค เมื่อเดือนกรกฎาคม 2016 ขณะที่พื้นที่อื่นๆยังเป็นแบบนั่งดูตามปกติ

Rail Seat อาจยังไม่แพร่หลายในประเทศอังกฤษ ต่างกับประเทศเยอรมนีซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของสโมสรในบุนเดสลีกาได้จัดสรรพื้นที่เซฟสแตนดิ้งแล้ว รวมถึงโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ทำจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งผู้คนเรียกชื่อมันว่า Yellow Wall หรือกำแพงสีเหลือง

เจค โคเฮน แฟนบอลทีมเชลซี ได้กล่าวถึงการมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 2 มกราคมปีที่แล้วว่า “ผมดีใจที่เชลซีได้เป็นทีมนำร่อง ผมตื่นเต้นที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัฒจันทร์เชดเอนด์ และแมทธิว ฮาร์ดดิ้ง ชั้นล่าง การยืนเชียร์บอลเป็นบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องสงสัยเลยโซนเซฟสแตนดิ้งช่วยเพิ่มความปลอดภัยและประสบการณ์ที่ดีในแมตช์เดย์”

ทางด้าน มาร์ติน เคลาเก้ ประธานร่วมของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซัพพอร์ตเตอร์ส ทรัสต์ เปิดเผยว่า แฟนบอลทีมสเปอร์สให้การสนับสนุนอย่างล้มหลามเป็นเวลาหลายปีนับตั้งแต่แนวคิดนี้เริ่มถูกพลักดัน โดยจากรายงานประจำปีระบุว่ามีผู้เห็นด้วยสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้จากความจุ 62,850 คนของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม ถูกจัดสรรให้เป็นเซฟสแตนดิ้ง 5,000 คนสำหรับเซาธ์สแตนด์ชั้นล่าง บวกชั้นบน 1,442 คน และเซ็คชั่นทีมเยือนอีก 3,000 คน

หน่วยงานด้านความปลอดภัยของสนามกีฬาได้ตีพิมพ์รายงานผลการทดลองเบื้องต้นไว้ว่า การนั่งชมในโซนยืนดูไม่ถูกบดบังวิสัยทัศน์ของการมองเห็นเกมในสนาม, การดีใจหลังเกิดการทำประตูมีความปลอดภัย แฟนบอลไม่เคลื่อนไหวไปข้างหน้าหรือถอยหลังที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดอันตราย, ราวกั้นช่วยให้แฟนบอลเดินบนอัฒจันทร์อย่างมีระเบียบ แม้กระทั่งคนที่เข้าสนามหลังเกมเริ่มไปแล้วยังสามารถเดินไปยังที่นั่งได้รวดเร็ว, ราวกั้นช่วยจัดแฟนบอลเป็นกลุ่มเป็นก้อนทำให้เจ้าหน้าที่สนามเฝ้าจับตาได้ง่าย

ในส่วนรายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมาธิการที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลให้รับผิดชอบโครงการหลังดำเนินการทดลองเซฟสแตนดิ้งเป็นระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง ค่อนข้างออกไปทางบวกสำหรับแฟนบอลทั้งด้านปลอดภัยและประสบการณ์การชมที่ดีขึ้น ซึ่งคาดว่ารัฐมนตรีกระทรวงกีฬา ไนเจล ฮัดเดิลสตัน จะแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่สนามเหย้าของท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ซึ่งเขาเคยเดินทางมาชมการแข่งขันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งสเปอร์สเฉือนชนะเบิร์นลีย์ 1-0

แหล่งข่าววงในของรัฐบาลเปิดเผยว่า “เราอยู่เคียงข้างแฟนบอลเสมอ และตั้งใจที่จะทำตามสัญญาในการนำการยืนดูบอลอย่างปลอดภัยไปยังสนามฟุตบอล และพัฒนาประสบการณ์ที่วิเศษสุดของการดูบอลให้กับพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพ”

“รัฐบาลไม่เคยประนีประนอมหากเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เราจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสโมสรฟุตบอล กลุ่มแฟนบอล และเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อส่งมอบ ‘เซฟ สแตนดิ้ง’ ซึ่งเราตระหนักดีว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการ”

ดูเหมือนว่าในอนาคตอันใกล้ แฟนบอลทุกสนามแข่งขันของสองลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษจะได้กลับมาสัมผัสบรรยากาศการเชียร์ที่ตื้นเต้นเร้าใจในอารมณ์ที่คอลูกหนังเมื่อกว่าสามสิบปีก่อนคุ้นเคยอีกครั้ง นั่นคือ “การยืนลุ้นบอลตลอดแมตช์”

“เยลโล่ วอลล์” ของดอร์ทมุนด์ สุดยอดบรรยากาศยืนเชียร์บอลยุคใหม่

“เซฟ สแตนดิ้ง” ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับหลายประเทศในยุโรป รวมถึงสหรัฐอมริกาและออสเตรเลีย แต่หากใครต้องการสัมผัสบรรยากาศการยืนเชียร์บอล(แบบปลอดภัย)ที่สุดยอดที่สุดในโลกต้องเป็นที่สนาม “เวสท์ฟาเลินชตาดิโยน” ความจุ 81,365 คนของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ใครที่มีโอกาสสัมผัส “กำแพงเหลือง” (Yellow Wall) หรืออัฒจันทร์ฝั่งเซาธ์แบงค์ของกองเชียร์ดอร์ทมุนด์ คงอดขนลุกขนชันไม่ได้กับภาพแฟนบอลกว่า 24,000 คนที่ยืนตะโกนร้องเพลงเชียร์บนพื้นที่ที่เปรียบเสมือนระเบียงที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรปพร้อมด้วยทะเลธงสีเหลืองดำ

รูเบน ดรัคเกอร์ หนึ่งในแฟนบอลดอร์ทมุนด์ผู้ถือตั๋วปีโซนกำแพงเหลืองที่สนนราคาไม่ถึง 200 ปอนด์ กล่าวว่า “เดอะ วอลล์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากเพราะแสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่างแฟนบอลเกือบ 25,000 คนที่ยืนเคียงข้างกันแบบไหล่ชนไหล่ อาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่บ้าคลั่งของคนกลุ่มหนึ่ง”

“แฟนบอลทุกเพศทุกวัยสามารถเข้ามาเชียร์บอลตรงนี้ได้ จะมาคนเดียวหรือมาทั้งครอบครัว ผู้ชายผู้หญิง คนรายได้ต่ำหรือสูง ตอนแรกพวกเขาอาจเข้าสนามเพราะการชักชวนของคุณพ่อ พี่ชาย หรือเพื่อนฝูง แต่เมื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของเดอะวอลล์ มันก็เสมือนสายใยที่เชื่อมโยงกับคนอื่นๆผ่านทางร่างกายที่ใกล้ชิด เป็นการมอบประสบการณ์ใหม่ที่เหลือเชื่อให้แก่พวกเขา”

ฟลอเรียน โธมัส แฟนบอลทีมเสือเหลืองวัย 31 ปี ซึ่งซื้อตั๋วปีมาตั้งแต่ซีซั่น 2008-09 สมัยที่ เยอร์เกน คล็อปป์ เพิ่งก้าวขึ้นคุมทีมดอร์ทมุนด์ เล่าให้ฟังว่า “ผมยังจำครั้งแรกที่ไปดูการแข่งขันกับพ่อตอนอายุสิบสอง เราได้ที่นั่งฝังเวสต์สแตนด์ ประตูอยู่ขวามือผม มีผู้คนเต็มไปหมดและอยู่ชิดกันมาก บรรยากาศแบบนั้นสถานที่แบบนั้น ไม่มีอะไรเหมือนแล้ว”

“ผมเคยพาเพื่อนจากอังกฤษไปดูเกมหนึ่งของเรา พวกเขาตื่นตาตื่นใจเพราะมันต่างจากประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีก ช่วงโควิดระบาดผมไม่ได้ไปดูแมตช์เหย้าเลยเพราะคนน้อย มันไม่เหมือนเดิมหากปราศจากเยลโล่วอลล์ที่อัดแน่นและไม่มีพวกแฟนบอลอัลตร้า ผมรู้ดีว่าเพื่อนๆก็คิดอย่างเดียวกัน”

“ถึงเป็นตั๋วยืนและคุณไปอยู่ตรงไหนก็ได้(ภายในเซ็คชั่นที่กำหนด) แต่แฟนบอลมักยืนตรงที่ประจำ มันแปลกมากที่ผู้คนหลากหลายแตกต่างมารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนสโมสร พวกเขาไม่มีความสัมพันธ์กันนอกสนามบอลแต่กลับร้องเพลงร่วมกันกระโดดกอดกัน”

“ผมเจอผู้คนใหม่ๆในสนามที่อยากบอกเลยว่าเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน แต่ต่างคนต่างรู้เรื่องชีวิตนอกสนามกันน้อยมาก นี่เป็นสถานที่เดียวที่พวกเรามีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน”

“การยืนดูบอลสร้างความแตกต่างให้ผมในเรื่องของสาเหตุที่เข้ามาดูเกมในสนาม ผมยืนเพื่อสนับสนุนสโมสร บางครั้งก็ไม่ได้ยืนอยู่ในจุดที่เห็นเกมสนามชัดเจนนัก บางครั้งก็มีธงบัง มีหัวมีแขนบังสายตา แต่ผมยอมรับมันได้ มันเป็นเรื่องของความใกล้ชิดซึ่งเอื้ออำนวยให้ร่วมตะโกนร้องเพลงตะโกนเชียร์เป็นธรรมชาติ”

“บอกตามตรง ผมไม่ชอบดูการแข่งขันของดอร์ทมุนด์ในสนามหากไม่ได้อยู่ในเซ็คชั่นยืน แต่มีอยู่ 2-3 ครั้งที่เป็นแบบนั้น ซึ่งผมรู้สึกทำผิดพลาดมาก”

ถึงเวลาต้อง “มูฟ ออน” จากโศกนาฏกรรมที่ฮิลล์สโบโรห์

แนวคิดที่อยากให้แฟนบอลในพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนชิพกลับไปยืนเชียร์บอลเริ่มก่อตัวอย่างช้าๆ จนกระทั่งเกิดเป็นรูปธรรมช่วงก่อนการเลือกตั้งในปี 2019 เมื่อทั้งพรรคอนุรักษ์นิยมและพรรมแรงงานต่างให้คำมั่นสัญญากับประชาชนว่าจะดำเนินการเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของนโยบาย “เซฟ สแตนดิ้ง” จนกระทั่งวันที่ 22 กันยายน 2020 ไนเจล ฮัดเดิลสตัน รัฐมนตรีกระทรวงกีฬา ได้ประกาศอนุญาตให้ห้าสโมสรจัดทำโซนยืนดูบอลอย่างถูกกฎหมายขึ้น

แม้การทดลองของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ จะประสบความสำเร็จในระดับน่าพอใจ แต่ยังมีขั้นตอนสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย รวมถึงแต่ละสโมสรต้องลงทุนปรับปรุงสภาพสนามเพื่อให้ตรงกับข้อระเบียบของเซฟ สแตนดิ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าที่แฟนบอลอังกฤษในสองดิวิชั่นแรกจะได้กลับไปสัมผัสยืนเชียร์กันทั่วทุกสนาม

มาร์กาเรต แอสพินอลล์ ซึ่งสูญเสียลูกชายเจมส์จากเหตุการณ์ในสนามฮิลล์สโบโรห์ ให้ความคิดเห็นว่า “มุมมองของฉันเปลี่ยนไปจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน”

“ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉันหวังว่าเราได้เรียนรู้จากบทเรียนครั้งนั้น แฟนบอลจะต้องไม่ถูกกระทำเหมือนยุค 1970และ 1980 ที่ถูกต้อนเหมือนวัวควายอยู่ในคอก ทุกสิ่งเปลี่ยนไปและถึงเวลาที่เราต้องก้าวไปข้างหน้าเสียที มีแฟนบอลรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่ชอบยืนดูการแข่งขัน แต่ยังจำเป็นที่จะต้องจัดสรรที่นั่งให้กับทุกคน”

“เราต้องดำเนินการเรื่องนี้ไปอย่างช้าๆ ต้องมั่นใจเรื่องความปลอดภัยและเห็นความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุดคือแฟนบอลและความปลอดภัยของพวกเขา ตราบใดที่มันยังถูกตระหนัก ฉันก็โอเคกับมัน”

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Feature

กาปฏิทินลุ้นระทึก “ลิเวอร์พูล X เบลลิงแฮม” ซูเปอร์บิ๊กดีลปีหน้า

#SSxKMD | ขณะที่หลายสโมสรกำลังชุลมุนฝุ่นตลบกับการเจรจาซื้อขายนักเตะในตลาดซัมเมอร์ 2022 ซึ่งเปิดทำการเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน เรื่อยไปจนถึง 1 กันยายน แต่ลิเวอร์พูลกลับเสร็จสิ้นภารกิจไปอย่างรวดเร็วหลังจากได้นักเตะครบสามคนตามเป้าหมาย ได้แก่ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ่ มิดฟิลด์ตัวรุกทีมฟูแลม, ดาร์วิน นูนเยซ กองหน้าทีมเบนฟิกา และคัลวิน แรมซีย์ แบ็คขวาทีมอเบอร์ดีน

แม้ลิเวอร์พูลยังปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องแต่เป็นข่าวการขายและปล่อยยืม หรือไม่ก็เซ็นสัญญาระดับเยาวชน แต่หากเป็นประเด็นเสริมขุมกำลังก็เป็นการจับแพะชนแกะ ตีไข่ใส่สี หรือวิเคราะห์คาดการณ์ของนักข่าวเสียมากกว่าเป็นการเคลื่อนไหวจริง ๆ ของสโมสร

อย่างเช่นรายของ อุสมาน เดมเบเล่ ปีกขวาวัย 25 ปี ซึ่งหมดสัญญากับบาร์เซโลนาและเป็นฟรีเอเยนต์ สื่อสเปนตีข่าวครึกโครมว่าจะเล็งเซ็นซาลาห์ เซ็นแล้ว 3 ปี วีคละ 350K สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์สโมสร

หรือกรณีของ โอตาวิโอ ตัวรุกวัย 27 ปี ของปอร์โต แชมป์ปรีไมรา ลีกา ซึ่งเล่นกองกลางริมเส้นซ้ายขวาและมิดฟิลด์ตัวรุก ถูกหยิบมาเสนอข่าวเพราะลิเวอร์พูลกำลังสานต่อโมเดล “โปรตุกีส คอนเน็คชั่น” หลังจากซื้อหลุยส์ ดิอาซ และดาร์วิน นูนเยซ ห่างกันไม่ถึงครึ่งปี แต่กลับเป็นกูรูจากค่ายโกล สื่อลูกหนังระดับโลก ที่ออกมาสยบข่าวลือ อ้างว่าเป็นไปไม่ได้ที่ “เดอะ เรดส์” จะซื้อนักเตะอายุ 27 ปี แถมยังไม่ต้องการนักเตะตำแหน่งนี้เพิ่มด้วย ก่อนสรุปนิ่ม ๆ ว่า โอตาวิโอไม่ได้เป็นและไม่เคยเป็นเป้าหมายของลิเวอร์พูล

แม้ลิเวอร์พูล(น่าจะ)ไม่ทำธุรกิจฝั่งผู้ซื้อในตลาดรอบนี้แล้ว แต่กระแสข่าวจากสำนักใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือต่างชี้ไปทางเดียวกันว่า “มิดฟิลด์กลางสนาม” เป็นเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งที่หงส์แดงพร้อมเปย์หนักระดับซูเปอร์บิ๊กดีลในตลาดซัมเมอร์ปีหน้า หลังจากรอบนี้ได้ทุ่มเงิน 85 ล้านปอนด์ สร้างสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสรกับตำแหน่งกองหน้า

ถึงเวลาสร้างคลื่นลูกใหม่ของขุนพล “เดอะ เรดส์”

ลิเวอร์พูลแสดงการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่า เยอร์เกน คล็อปป์ กำลังสร้างทีมใหม่รุ่นที่สองทดแทนบรรดาขุนพลที่ร่วมสร้างความยิ่งใหญ่ในช่วง 6 ปีแรกของการคุมทีม นักเตะใหม่ที่ซื้อมาระยะหลังจึงมีอายุน้อย

จากการศึกษาของสมาคมสื่อสารมวลชนะระบุว่า ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่พึ่งพานักเตะสูงอายุมากกว่าทีมใดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2021-22

หากคิดตามจำนวนนาทีรวมที่ผู้เล่นลิเวอร์พูลอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปลงสนามซีซั่นที่แล้ว จะคิดเป็น 46.2 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด ตามด้วยอันดับสอง นิวคาสเซิล 39.9 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่งนักเตะรุ่นโอเวอร์ 30 ลงไปไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีกแค่ 22.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่กับฤดูกาลใหม่ ตัวเลขของลิเวอร์พูลย่อมลดลงแน่นอนจากการเข้ามาของ นูนเยซ (23), คาร์วัลโญ (19) และแรมซีย์ (18) พร้อมการจากไปของ ซาดิโอ มาเน (30), ดิวอค โอริกี (27) และ ทาคูมิ มินามิโนะ (27) หรืออาจรวมถึง เนโก วิลเลียมส์ (21) ที่เล่นตำแหน่งเดียวกับแรมซีย์

อิบราฮิมา โกนาเต (23) เริ่มเบียดแย่งเวลาบนฟลอร์หญ้ามาจาก โจเอล มาติป (30) ได้มากขึ้น ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ (21) และ ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ (19) เริ่มมีอนาคตสดใสเพิ่มเรื่อยๆ แล้วยังมีเหล่าดาวรุ่งตัวความหวังอย่าง เคด กอร์ดอน (17), ไทเลอร์ มอร์ตัน (19) และ โอเวน เบค (19)

อย่างไรก็ตามตัวหลักวัยเก๋าที่ยังสามารถยึดครองตำแหน่งตัวจริงต่อไปในซีซั่นหน้าได้แก่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค (30), โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (30), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (32) และ ติอาโก อัลกันตารา (31) ซึ่งจะเห็นว่า หัวใจห้องเครื่องของหงส์แดงกำลังโรยราด้วยวัยทั้งเฮนเดอร์สันและติอาโก รวมถึง เจมส์ มิลเนอร์ (36) ซึ่งเพิ่งต่อสัญญาใหม่แต่คงปิดฉากชีวิตในแอนฟิลด์หลังซีซั่น 2022-23 จบลง ขณะที่ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (28) และ ฟาบินโญ (28) มีอนาคตไม่แน่นอนในแอนฟิลด์

นั่นจึงทำให้คล็อปป์เริ่มให้น้ำหนักกับการหาตัวตายตัวแทนหรือ “เน็กซ์-เจน” ของมิดฟิลด์กลางสนาม ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญมากต่อความสำเร็จของลิเวอร์พูลในอนาคต จึงเห็นว่ากุนซือเยอรมันมีข่าวอยากได้ ออเรเลียง ชูเอาเมนี กองกลางตัวเก่งวัย 22 ปีของโมนาโกอย่างจริงจัง ก่อนถอยทัพเมื่อเรอัล มาดริด เข้ามาพร้อมจะเปย์หนักแบบไม่อั้น

ถึงแม้เสร็จสิ้นภารกิจตลาดรอบนี้ในฐานะผู้ซื้อไปแล้ว แต่ลิเวอร์พูลยังถูกสื่อมวลชนเสนอข่าวโยงกับมิดฟิลด์หลายคนอย่างเช่น นิโกลา บาเรลลา ของอินเตอร์ มิลาน, อาเดรียง ราบิโอต์ ของยูเวนตุส และ คาร์นีย์ ชุควูเอกา ของแอสตัน วิลลา อย่างไรก็ตาม ชื่อที่เป็นกระแสแรงและมีน้ำหนักมากที่สุดได้แก่ จูด เบลลิงแฮม

คล็อปป์หมายตา “เบลลิงแฮม” คือหัวใจในอนาคตของทีม

จูด เบลลิงแฮม ฉายแสงขณะอายุแค่ 16 ปี เป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามนัดแรกในประวัติศาสตร์ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ เมื่อปี 2019 เขาเล่นให้ทีมลูกโลก 44 นัดก่อนย้ายไปค้าแข้งกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2020 ด้วยค่าตัวกว่า 30 ล้านปอนด์ ขณะที่เบอร์มิงแฮมถึงขั้นอำลาเบอร์เสื้อหมายเลข 22 ให้กับมิดฟิลด์ดาวรุ่งโรจน์คนนี้

เบลลิงแฮมเพิ่งฉลองวันเกิด 19 ปี ไปไม่นานแต่ติดทีมชาติอังกฤษไปแล้ว 15 นัด เป็นหนึ่งในขุนพลตัวหลักของทีมเสือเหลืองกับผลงาน 10 ประตู 18 แอสซิสต์จากทั้งหมด 90 นัด

เบลลิงแฮมเป็นมิดฟิลด์ครบเครื่องกระเทียมดอง มองหยาบ ๆ ในดอร์ทมุนด์เขาคือมิดฟิลด์กลางสนาม แต่สามารถขยับไปทางขวาและซ้ายสวมตำแหน่งเบอร์ 6 และ 10 ได้ด้วย แสดงให้เห็นถึงทักษะที่หลากหลายสารพัดประโยชน์ แต่กูรูลูกหนังยกให้เขาเป็นผู้เล่นเบอร์ 8 ที่เชื่อมเกมในฐานะซัพพอร์ตติ้งมิดฟิลด์ โอเวอร์แลปขึ้นไปบุกจากสองฝั่งสนาม ส่วนกับทีมชาติอังกฤษ เบลลิงแฮมมักลงไปลึกมากขึ้นแสดงให้เห็นถึงความนิ่งและวุฒิภาวะเกินวัย สามารถครองบอลได้ดีภายใต้แรงกดดันและมองหาพื้นที่ว่างได้เฉียบคมเหลือเชื่อ

แน่นอนด้วยความสามารถเอกอุขนาดนี้บวกกับวัยไม่ถึงยี่สิบ ลิเวอร์พูลจึงต้องการเบลลิงแฮมมาเป็นผู้บัญชาเกมกลางสนามรุ่นต่อไปแทนเฮนเดอร์สัน, ติอาโก และมิลเลอร์ คล็อปป์สามารถใช้งานเขาได้ทั้งหมากเกม 4-3-3 และ 4-2-3-1 ซึ่งอาจเป็นฟอร์แมตแห่งอนาคตของหงส์แดง ร่ายล้อมด้วยมิดฟิลด์รุ่นใหม่อย่างคาร์วัลโญ, โจนส์ และเอลเลียตต์ หรืออีกนัยหนึ่ง คล็อปป์ต้องการเบลลิงแฮมมาสืบทอดตำนานต่อจากเฮนเดอร์สัน

เรอัล มาดริด เป็นทีมหนึ่งที่หมายตาเบลลิงแฮมเพื่อให้มาเป็นลูกา โมดริช คนใหม่ของพวกเขา เช่นเดียวกับ เชลซี ก็วางแผนร่วมล่าลายเซ็นของมิดฟิลด์ดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษด้วย ทำให้สื่อหลายสำนักประเมินค่าตัวเบลลิงแฮมไปทางเดียวกันคือแตะหลัก 100 ล้านปอนด์ หรืออย่างต่ำไม่น่าหลุด 80 ล้านปอนด์ นั่นทำให้ลิเวอร์พูลคงต้องทำลายสถิตินักเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์เป็นปีที่สองติดต่อกัน

นีล โจนส์ กูรูของสื่อโกล มองว่าเบลลิงแฮมมีใจให้ลิเวอร์พูลไม่ใช่น้อยเพราะมีสตีเวน เจอร์ราร์ด เป็นไอดอล และมีความสัมพันธ์แนบชิดกับเฮนเดอร์สันในทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้หลังเพิ่งตกเป็นข่าวแรง เบลลิงแฮมโพสต์ถึงเฮนเดอร์สัน กัปตันทีมหงส์แดง ในฐานะตำนาน

กระแสข่าวบนหน้าสื่อฟุตบอลทั่วโลกชี้ตรงกันว่า “ซูเปอร์บิ๊กดีล” ระหว่างลิเวอร์พูลและดอร์ทมุนด์จะเกิดขึ้นในตลาดซัมเมอร์ปีหน้าอย่างแน่นอน ขณะที่สัญญาของเบลลิงแฮมยังเหลือถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2025

คุณค่าของ “เบลลิงแฮม” คุ้มค่าแก่การรอคอยหรือไม่

ปีหน้าเป็นช่วงเวลาเหมาะสำหรับดีล จูล เบลลิงแฮม ระหว่างสองสโมสร ลิเวอร์พูลเพิ่งทุ่มเงินไปร่วม 85 ล้านปอนด์ไปกับนูนเยซคนเดียว และขุมกำลังแดนกลางที่มีตอนนี้ก็มากพอสำหรับใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพหนึ่งซีซั่น ส่วนดอร์ทมุนด์คงไม่ต้องการเสียซูเปอร์สตาร์พร้อมกันสองคนในปีนี้หลังจาก เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ย้ายไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และยังมี เจดอน ซานโช ที่ไปอยู่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หนึ่งปีก่อนหน้านี้

ลิเวอร์พูลตระหนักดีถึงคุณค่าของการรอคอย ไม่พลีพลามเปลี่ยนเป้าหมายที่คิดรอบคอบแล้วย้ายไปยังทางเลือกอื่น ๆ หงส์แดงเคยพยายามแต่ล้มเหลวกับการเซ็นสัญญา เวอรกิล ฟาน ไดค์จ ในตลาดซัมเมอร์ปี 2017 แล้วรอเพื่อพยายามใหม่กับตลาดหน้าหนาวปี 2018 ซึ่งประสบความสำเร็จ เป็นดีลที่ดีมากที่สุดครั้งหนึ่งของสโมสรที่ได้เซ็นเตอร์แบ็คเวิลด์คลาสเข้ามาอยู่แอนฟิลด์

ลูกา ซูชิซ มิดฟิลด์ดาวดวงใหม่วัย 19 ปีของทีมชาติโครเอเชีย ถูกนำมาเปรียบเทียบกับเบลลิงแฮม เขาแจ้งเกิดอย่างรวดเร็วหลังย้ายมาอยู่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก เมื่อปี 2020 ช่วงสองฤดูเขาลงสนาม 71 นัด ทำไป 13 ประตู 6 แอสซิสต์ และมีสัญญากับทีมกระทิงแดงถึงปี 2025

ชูชิซ ที่เป็นแฟนบอลบาร์เซโลน่าและมีลูกา โมดริช เป็นไอดอลวัยเด็ก ได้รับความสนใจจากยักษ์ใหญ่อย่าง ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, อินเตอร์ มิลาน, ลาซิโอ, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนิวคาสเซิล รวมถึงลิเวอร์พูล

กูรูลูกหนังหลายคนกล่าวว่า หากมีมิดฟิลด์ที่ควรค่าแก่การรอคอย (และจ่ายหนัก) จูล เบลลิงแอม เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น นั่นทำให้บรรดาเดอะ ค็อป เฝ้าลุ้นระทึกอีกหนึ่งปีข้างหน้า พวกเขาจะได้เบลลิงแฮมหรือไม่ และเบลลิงแฮมจะเฉิดฉายภายใต้ยูนิฟอร์ม “เดอะ เรดส์” อย่างที่คาดหวังหรือเปล่า

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Football Business

เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของ “ลิเวอร์พูล” จากกรณีศึกษา “ไตโว อโวนิยี่”

เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเล็ก ๆ ที่อาจไม่น่าสนใจสำหรับแฟนบอลอังกฤษส่วนใหญ่ยกเว้นสาวกเจ้าป่า น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ซึ่งกำลังใจจดจ่อกับประเด็นปรับปรุบขุมกำลังต้อนรับการกลับขึ้นมายังลีกสูงสุดนับจากตกชั้นดิวิชั่น 1 (เดิม) เมื่อปี 1999 หรืออาจรวมถึงเดอะ ค็อป บางส่วนที่คลิกอ่านเพราะสะดุดตาคำว่า ex-Liverpool striker บนพาดหัวข่าวหรือท่อนโปรยนำ

กองเชียร์ที่กำลังรอฟอเรสต์ปิดดีลสัญญายืมตัว ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูจอมหนึบของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งน่าจะช่วยให้ทีมมีโอกาสเสียประตูน้อยลง ต่างตื่นเต้นกับข่าวสโมสรสร้างสถิติซื้อผู้เล่นแพงที่สุดขึ้นมาใหม่ด้วยการทุ่มเงิน 17.5 ล้านปอนด์ คว้าตัว ไตโว อโวนิยี่ ศูนย์หน้าไนจีเรียวัย 24 ปีมาจากยูเนี่ยน เบอร์ลิน ทีมอันดับ 5 ในบุนเดสลีกา เพื่อทะลุทะลวงเกมรับท็อปคลาสของคู่แข่งร่วมลีก

อโวนิยี่เป็น “อดีต” สไตรคเกอร์ของลิเวอร์พูลและมีชื่อเป็นสมาชิกคนหนึ่งของแอนฟิลด์ยาวนานหกปี แต่เขาไม่เคยลงเล่นให้หงส์แดงสักนัดแม้กระทั่งเกมอุ่นเครื่องปรีซีซั่นก็ยังไม่มีโอกาส เพราะเกือบทันทีหลังซื้อตัวมาจาก อินพีเรียล ซอคเกอร์ อะคาเดมี่ ปลายเดือนสิงหาคม 2015 ลิเวอร์พูลได้ส่งเขาไปให้เอฟเอสเฟา แฟรงค์เฟิร์ต ยืมตัวในซีซั่น 2015-16

และเหมือนสัญญายืมตัวกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่อโวนิยี่ต้องเซ็นชื่อทุกซีซั่น เขาจึงกลายเป็นนักเตะพเนจรย้ายถิ่นทุกปี ไปให้เล่นให้ เอ็นอีซี ไนจ์เมเกน, รัวยา แล็กแซล มูครง, เคเอเอ เกนท์, ไมน์ซ 05 และ ยูเนี่ยน เบอร์ลิน ตามลำดับ

จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตอโวยินี่ เมื่อยูเนี่ยน เบอร์ลิน พอใจผลงานของศูนย์หน้าไนจีเรียระหว่างยืมตัวในซีซั่น 2020-21 จึงตัดสินใจซื้อขาดจากลิเวอร์พูลเป็นเงิน 6.5 ล้านปอนด์ ซึ่งอโวนิยี่ไม่ทำให้ต้นสังกัดผิดหวัง ช่วงสองปีที่ค้าแข้งในเมืองเบียร์ เขาทำผลงาน 25 ประตู 9 แอสซิสต์จาก 65 นัด ไม่มีเพื่อนร่วมทีมคนไหนทำสกอร์ได้มากเท่าเขาในช่วงเวลานั้น

ศึกลูกหนังบุนเดสลีกา ฤดูกาล 2021-22 ที่ผ่านมา อโวนิยี่ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่าย 15 ประตูจาก 31 นัด แถมยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติไนจีเรีย 4 นัด ทำ 1 ประตูนับตั้งแต่ประเดิมยูนิฟอร์มอินทรีมรกตในเดือนตุลาคม 2021 ซึ่งด้วยฟอร์มร้อนแรง เขาจึงถูกดึงให้เป็นชิ้นส่วนหนึ่งในการสร้างทีมของ สตีฟ คูเปอร์ กุนซือเวลส์วัย 42 ปี ด้วยค่าตัวที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์น็อตติงแฮม ฟอเรสต์

ฤดูกาลหน้า อโวนิยี่จะได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเองบนสังเวียนพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรก และแน่นอนจะได้เผชิญหน้ากับทีมเก่า ลิเวอร์พูล ในวันเสาร์ที่ 22 ตุลาคมที่สนามซิตี้ กราวน์ เป็นนัดแรก

สไตล์การเล่นของอโวยินี่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ ราชิดี เยกินี่ ตำนานผู้ทำประตูรวมได้มากที่สุดตลอดกาลของไนจีเรีย ขณะที่ เยอร์เกน คล็อปป์ ก็เคยชื่นชมการยิงที่เฉียบคมและพละกำลังของศูนย์หน้าวัย 24 ปีจากกาฬทวีปรายนี้

“หงส์แดง” ทำเงินเฉียดแปดล้านปอนด์จากนักเตะที่ไม่เคยใช้งาน

หาก ไตโว อโวนิยี่ เป็นการลงทุนก็ถือว่าสร้างผลกำไรงามให้กับลิเวอร์พูลถึงแม้ไม่เคยถูกใช้งานในฐานะนักเตะเลยสักนัดเดียว เชื่อหรือไม่ว่า “เดอะ เรดส์” มีรายได้เข้ากองคลังเกือบ 8 ล้านปอนด์จากศูนย์หน้าไนจีเรียผู้นี้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 ขณะอายุ 13 ปี อโวนิยี่ได้รับตำแหน่งเอ็มวีพีหรือผู้เล่นทรงคุณค่าของการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนรายการหนึ่งที่กรุงลอนดอน ซึ่งมี โคคา-โคลา เป็นสปอนเซอร์ บวกกับฟอร์มฉายแววจึงถูกเชิญเข้าร่วมฝึกซ้อมและลงแข่งขันให้กับ อินพีเรียล ซอคเกอร์ อะคาเดมี่

อีกห้าปีต่อมา อโวนิยี่เซ็นสัญญาอาชีพกับลิเวอร์พูลเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2015 หลังจากหงส์แดงเคาะราคาซื้อจากอิมพีเรียล ซอคเกอร์ อะคาเดมี่ เป็นเงินประมาณ 400,000 ปอนด์ แต่ถูกปล่อยให้ เอฟเอสเฟา แฟรงค์เฟิร์ต ยืมตัวทันที และคล้อยหลังไม่กี่เดือน เยอร์เกน คล็อปป์ ได้เข้ามาเริ่มงานผู้จัดการทีมในแอนฟิลด์

ตลอดหกฤดูกาล อโวนิยี่ต้องไปเล่นที่อื่นด้วยสัญญายืมตัวทั้งหมด 6 สโมสรไม่ซ้ำกัน ก่อนยูเนี่ยน เบอร์ลิน ขอซื้อขาดในราคา 6.5 ล้านปอนด์ ทำกำไรให้กับลิเวอร์พูลถึง 6.1 ล้านปอนด์ แต่ “ดิ ไอรอน วันส์” ใช้งานศูนย์หน้าไนจีเรียแค่ปีเดียวก็ขายต่อให้น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ 17.5 ล้านปอนด์ ฟันกำไรเหนาะ ๆ 11 ล้านปอนด์ แต่สโมสรต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปให้ลิเวอร์พูล

ส่วนหนึ่งในสัญญาเมื่อปี 2021 ระหว่างลิเวอร์พูลกับยูเนี่ยน เบอร์ลิน เป็นเงื่อนไขส่วนแบ่งการขายหรือ Sell-on Clause ทำให้สโมสรเมืองเบียร์ต้องแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์ของค่าตัวที่ขายได้ให้กับทีมหงส์แดง ซึ่งเท่ากับ 1.75 ล้านปอนด์นั่นเอง

นั่นเท่ากับว่า ลิเวอร์พูลได้เงินจากอโวยินี่ทั้งทางตรงทางอ้อมรวมกัน 7.85 ล้านปอนด์ ซึ่งยังไม่รวมรายได้จากการปล่อยยืมให้กับ 6 สโมสรเข้าไปด้วย ลิเวอร์พูลสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปซื้อนักเตะดาวรุ่งแววดีที่ผ่านการพิสูจน์ผลงานแล้วได้หนึ่งคน หรือเก็บสะสมเพื่อเอาไปทุ่มซื้อ จู้ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ว่าที่ซูเปอร์สตาร์ของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในตลาดซัมเมอร์รอบหน้าก็ยังได้

เงื่อนไข “เซลล์-ออน” แหล่งรายได้ส้มหล่นของเหล่าสโมสรเล็ก

เซลล์-ออน มักเป็นแหล่งรายได้ของสโมสรเล็ก ๆ จากการขายนักเตะที่พวกเขามองว่าน่าจะไปได้ไกลในอนาคต ตัวอย่างที่เกิดขึ้นประมาณสองปีที่แล้วกับ แมทท์ โดเฮอร์ตี้ ฟูลแบ็คชาวไอริช ซึ่งย้ายจากวูลฟ์แฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ไปอยู่กับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2020 ด้วยค่าตัวระหว่าง 18-21 ล้านปอนด์หลังจากเล่นให้กับวูลฟ์สยาวนานหนึ่งทศวรรษ ลงสนาม 260 นัด

วูลฟ์แฮมป์ตันค้นพบโดเฮอร์ตี้ระหว่างเตะอุ่นเครื่องปรีซีซั่นกับ โบฮีเมี่ยนส์ เอฟซี ทีมในลีกไอร์แลนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2010 แม้โดเฮอร์ตี้ไม่เคยเล่นทีมชุดใหญ่ของโบฮีเมี่ยนส์เลยสักนัด แต่ถูกเรียกตัวเข้ามาทดสอบฝีเท้าและได้เซ็นสัญญาสองปีกับทีมหมาป่า ซึ่งจ่ายค่าตัวให้ต้นสังกัดไปครั้งนั้น 75,000 ปอนด์

โดเฮอร์ตี้ย้ายไปค้าแข้งในพรีเมียร์ลีกกับวูลฟ์สและแฟนบอลโบฮีเมี่ยนส์อาจลืมชื่อเขาไปแล้วจนกระทั่งตกเป็นข่าวย้ายไปทีมสเปอร์สด้วยค่าตัว 18-21 ล้านปอนด์ เนื่องจากสัญญาเมื่อสิบปีที่แล้วระหว่างโบฮีเมี่ยนส์กับวูลฟ์สมีเงื่อนไขเซลล์-ออน 10เปอร์เซ็นต์รวมอยู่ด้วย ทำให้โบฮีเมี่ยนส์รับส่วนแบ่งไป 1.8-2.1 ล้านปอนด์ ซึ่งจำนวนอาจดูเล็กน้อยแต่มันคือรายได้ก้อนใหญ่มากของสโมสรไอริชแห่งนี้ที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของ และเมื่อปี 2016 มีรายได้รวมทั้งปีแค่ 945,000 ปอนด์ (ยังไม่หักหนี้สิน)

ยังมีสโมสรเล็กๆอีกหลายทีมที่ได้รับประโยชน์จากเงินส่วนแบ่งการขายอย่างเช่นเมื่อครั้ง อายเมริค ลาปอร์เต้ เซ็นเตอร์แบ็คชาวฝรั่งเศส ย้ายจากแอธเลติค บิลเบา ไปแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัว 57 ล้านปอนด์

ขณะอายุ 12 ปี ลาปอร์เต้เข้าร่วมทีมเยาวชนอะคาเดมี่ของ อาแฌ็ง ซึ่งแข่งขันในดิวิชั่น 8 ของลีกฝรั่งเศส และใช้เวลาที่นั้นนานสี่ปีก่อนย้ายไปอยู่กับอะคาเดมี่ของแอธเลติก บิลเบา เมื่อปี 2010 ด้วยวัย 16 ปี โดยอาแฌ็งจะได้รับส่วนแบ่ง 1เปอร์เซ็นต์ของการขยายลาปอร์เต้ในอนาคต

เซ็นเตอร์แบ็คดาวรุ่งจากเมืองน้ำหอมสามารถแจ้งเกิดได้สำเร็จบนแผ่นดินกระทิงดุ ลาปอร์เต้เล่นให้ทีมชุดใหญ่ของบิลเบาระหว่างปี 2012-2018 ลงสนาม 116 นัด ก่อนถูกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อตัวไปในตลาดหน้าหนาวปี 2018 ด้วยราคา 57 ล้านปอนด์ ทำให้เงินเกือบหกแสนปอนด์ถูกโอนเข้าบัญชีของอาแฌ็ง ช่วยให้สโมสรรอดพ้นจากการล้มละลายได้

“หงส์แดง” ลุ้นรอรับเงินจาก “เซลล์-ออน” ในสัญญาอีกหลายราย

เซลล์-ออน ไม่ได้คำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของเงินขายนักเตะเท่านั้น แต่อาจคิดจากผลกำไรได้อีกด้วยอย่างเช่น ดาร์วิน นูนเยซ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติอุรุกวัยที่เพิ่งย้ายไปอยู่ลิเวอร์พูลด้วยค่าตัวเมื่อรวมเงื่อนไขแอด-ออนแล้วตก 85 ล้านปอนด์ เคยมีเงื่อนไขเซลล์-ออนที่กำหนดว่า เบนฟิก้าต้องจ่าย 20 เปอร์เซ็นต์ของกำไรการขายให้กับ อัลเมเรีย ต้นสังกัดเก่าของนูนเยซในสเปนก่อนย้ายเข้าเบนฟิก้าเมื่อปี 2020 

สัญญาซื้อขายนักฟุตบอลก็คือเอกสารทางกฎหมายอย่างหนึ่งแต่มีเงื่อนไขผูกมัดหลายประเด็น แต่ข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าสื่อมักเป็นเพียงค่าตัว ค่าเหนื่อย และระยะเวลา ช่วงหลังๆจะพบอ็อปชั่นซื้อขาด, อ็อปชั่นต่อสัญญา และโบนัสแอด-ออน ซึ่งเป็นเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มตามผลงานของนักเตะหรือสโมสรใหม่ แต่ความจริงแล้วยังมีเงื่อนไขปลีกย่อยอื่นๆอีกดังเช่น เซลล์-ออน ที่ถูกหยิบมาพูดถึงจากกรณีของ ไตโว อโวนิยี่

ในอนาคต ลิเวอร์พูลอาจได้เงินส้มหล่นลักษณะนี้อีกเพื่อนำไปใช้จ่ายซื้อนักเตะใหม่เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สองเป้าหมายใหญ่ของสโมสร เพราะเท่าที่ได้รับการเปิดเผยยังมีอดีตผู้เล่นของลิเวอร์พูลมีพันธะเซลล์-ออนกับสโมสรที่ซื้อไปรวม 15 คนคือ

  • หลุยส์ อัลแบร์โต้ (ลาซิโอ) – 30 เปอร์เซ็นต์
  • แดนนี่ วอร์ด (เลสเตอร์) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • ไรอัน เคนท์ (เรนเจอร์ส) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • ราฟา คามาโช (สปอร์ติ้ง ลิสบอน) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • โดมินิค โซแลงเก้ (บอร์นมัธ) – 20 เปอร์เซ็นต์ จากกำไร
  • อัลแลน โรดริเกวส (แอตเลติโก ไมเนียโร)  – 10 เปอร์เซ็นต์
  • ไรอัน บริวสเตอร์ (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด) – 15 เปอร์เซ็นต์
  • ไค-จานา ฮูเวอร์ (วูลฟ์แฮมป์ตัน) – 15 เปอร์เซ็นต์
  • โอวี่ อียาเรีย (เรดดิ้ง) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • เฮอร์บี เคน (บาร์สลีย์) – 15 เปอร์เซ็นต์
  • คามิล กราบารา (โคเปนเฮเกน) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • เลียม มิลลาร์ (บาเซิล) – 20 เปอร์เซ็นต์
  • แฮร์รี่ วิลสัน (ฟูแลม) – 15 เปอร์เซ็นต์
  • มาร์โก กรูซิช (ปอร์โต) – 10 เปอร์เซ็นต์

ในอดีต ลิเวอร์พูลเคยได้รับประโยชน์ทั้งจากส่วนแบ่งการขายและเงื่อนไขเซลล์-ออนหมดอายุมาแล้วกับกรณีของ ไอบ์, เซอร์ไก คานอส, แบรด สมิธ, ติอาโก อิลอรี, บ็อบบี้ ดันแคน และ มาริโอ บาโลเตลลี่

ลิเวอร์พูลยังมีช่องทางใช้ประโยชน์จากเงื่อนไขเซลล์-ออนที่เคยทำไว้กับหลายทีม รวมถึงตัวอย่างที่ไม่ได้พบบ่อยกับการซื้อตัวกลับมาเช่น รายของแฮร์รี่ วิลสัน ปีกชาวเวลส์ ซึ่งฟูแลมเพิ่งซื้อขาดหลังประทับใจผลงานช่วงยืมตัว สมมุติว่าวันหนึ่ง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เจรจาขอซื้อจากฟูแลมที่ค่าตัว 25 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูลสามารถขอซื้อด้วยราคาหลังหักส่วนลด 15เปอร์เซ็นต์ หรือ 21.25 ล้านปอนด์ เพื่อเซ็นสัญญากับอดีตผู้เล่นที่ไม่เคยได้เล่นกับทีมเลยระหว่างมีสัญญาในแอนฟิลด์ระหว่างปี 2015-2022 เพราะถูกปล่อยยืมตลอดเหมือนกับอโวนิยี่ หรือถ้าไม่ต้องการตัวกลับ ลิเวอร์พูลก็ยังได้ส่วนแบ่ง 15เปอร์เซ็นต์เมื่อฟูแล่มขายให้สเปอร์ส

บางทีการซื้อขายนักเตะสักคนหนึ่งใช้เวลาเนิ่นนานเยิ่นเย้อไม่ใช่เพราะตกลงค่าตัวค่าเหนื่อยกันไม่ได้ แต่อาจเป็นเงื่อนไขเล็กๆน้อยๆที่แทรกอยู่ในสัญญาก็เป็นได้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Feature

“คล็อปป์” กับปฏิบัติการสร้างลิเวอร์พูล “เน็กซ์-เจน” ไล่ล่าความสำเร็จช่วงสี่ปีถัดจากนี้

สองเดือนก่อน เยอร์เกน คล็อปป์ ได้ขยายสัญญากับลิเวอร์พูลเพิ่มสองปีไปสิ้นสุดยังปี 2026 นั่นเท่ากับว่ายอดกุนซือเยอรมันวัย 55 ปี จะคุม “เดอะ เรดส์” นานสิบเอ็ดปีนับตั้งแต่เข้ามาทำหน้าที่แทน เบรนแดน รอดเจอร์ส เมื่อเดือนตุลาคม 2015

สี่ซีซั่นถัดไปกับผลงานล่าสุดที่เกือบหอบสี่โทรฟี่สำคัญเข้าไปวางในตู้โชว์ถิ่นแอนฟิลด์ แม้ไม่ปริปากบอกออกมาแต่เชื่อว่า คลอปป์รู้ดีว่าเขาสามารถชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ ในปีเดียวกันได้ นั่นหมายถึงขุมกำลังผู้เล่นต้องสมบูรณ์ครบเครื่องทั้งจำนวนและคุณภาพ ตัวจริงตัวสำรองทดแทนกันได้ เราจึงเห็นปฎิบัติการในตลาดนักเตะช่วง 1-2 ปีอย่างมีนัยยะ ลิเวอร์พูลภายใต้การนำของ จูเลียน วอร์ด ผู้อำนวยการด้านกีฬา จึงซื้อน้อยแต่เน้นถูกจุดถูกคน ยอมเปย์หนักเมื่อถึงเวลาอย่างกรณี ดาร์วิน นูนเญซ ที่จ่ายระดับสร้างสถิติสูงสุดใหม่ของสโมสร

ว่ากันว่า หงส์แดงจบภารกิจในตลาดปีนี้ไปแล้วหลังจากได้ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 19 ปี ทีมชาติโปรตุเกส ยู-21 จากฟูแลม, นูนเญซ กองหน้าวัย 22 ปี ทีมชาติอุรุกวัยจากเบนฟิกา และ คัลวิน แรมเซย์ แบ็คขวาวัย 18 ปี ทีมชาติสกอตแลนด์ ยู-21 จากอเบอร์ดีน รวมถึง หลุยส์ ดิอาซ ปีกซ้ายวัย 25 ปี ทีมชาติโคลอมเบียจากปอร์โต เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ลิเวอร์พูลวางแผนระดับ “บิ๊ก ดีล” อีกสิบสองเดือนข้างหน้าไว้เรียบร้อยสำหรับการเสริมตำแหน่งมิดฟิลด์กลางสนาม ซึ่งลือให้แซ่ดว่า “เอาแน่” กับ จูด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์วัย 18 ปี ทีมชาติอังกฤษของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งสามารถเล่นมิดฟิลด์ริมสนามทั้งซ้ายขวาด้วย

จะเห็นว่าระยะหลัง ลิเวอร์พูลเน้นเสริมผู้เล่นใหม่อายุไม่เกิน 25 ปีเพื่อเป็นการเปลี่ยนถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นแม้ตัวหลักที่นำความสำเร็จมาให้ยังอยู่และมีอายุยี่สิบปลายๆถึง 30 ปี

ถึงเวลา “คลอปป์” เปลี่ยนกระดูกสันหลังหงส์แดงใหม่

ย้อนเวลาไปยังปี 2015 โรแบร์โต เฟียร์มิโน เป็นหนึ่งในนักเตะที่ เยอร์เกน คล็อปป์ ใช้เป็นศูนย์กลางในการสร้างทีมหงส์แดงของเขา ฟอร์มกองหน้าทีมชาติบราซิลอยู่ในช่วงพีคด้วยวัยประมาณ 24 ปี 

กูรูลูกหนังบางคนมองว่า เฟียร์มิโนเป็นชิ้นแรกของกระดูกสันหลังของหงส์แดงยุคกุนซือเยอรมัน ตามมาด้วย เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ในเดือนมกราคม 2018 เป็นชิ้นที่สองด้วยสถิติค่าตัวแพงที่สุด(ขณะนั้น)ของสโมสร และหกเดือนต่อมา คล็อปป์ก็ได้ ฟาบินโญ และ อลิสซอน เบคเกอร์ เพื่อประกอบเป็นกระดูกสันหลังที่สมบูรณ์

ผลลัพธ์คือถ้วยชนะเลิศ แชมเปียนส์ ลีก, พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ, ยูฟา ซูเปอร์ คัพ และฟีฟา คลับ เวิลด์ คัพ อย่างละหนึ่งสมัยภายในเวลาเพียงสี่ปี ยังไม่นับตำแหน่งรองแชมป์ แต่ถึงเวลาที่คล็อปป์ต้องหาชิ้นส่วนเพื่อประกอบกระดูกสันหลังของลิเวอร์พูลขึ้นมาใหม่เพื่อสานต่อความสำเร็จอีกสี่ปีข้างหน้าตามระยะเวลาของสัญญา

ตอนนี้ เฟอร์มิโนและฟาน ไดจ์ค อายุ 30 ปีแล้ว อลิสซอน 29 และ ฟาบินโญ 28 แม้นายประตูเมืองกาแฟจะเล่นระดับท็อปได้นานกว่าคนอื่น แต่สักวันคล็อปป์ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องหาคนมารับหน้าที่แทน

เดอะ เรดส์ เพิ่งได้นูนเญซในวัยเพียง 22 ปี ซึ่งน่าจะเป็นกองหน้าแกนหลักให้ทีมจนถึงปลายทศวรรษ และสิบสองเดือนก่อนหน้า อิบราฮิมา โกนาเต เซ็นเตอร์แบ็ควัย 23 ปี ที่มีส่วนสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว ได้ย้ายมาจาก แอร์เบ ไลป์ซิก เมื่อรวมกับอลิสซอน ก็เหลือกระดูกสันหลังชิ้นสุดท้ายที่คล็อปป์ต้องหามาให้ได้ ซึ่งสื่อมวลชนฟันธงเรียบร้อยแล้วว่า เขาจะรออีกหนึ่งปีเพื่อดึงเบลลิงแฮมมาจากดอร์ทมุนด์

ส่วนซาลาห์นั้น พิจารณาจากสภาพร่างกายน่าจะยังเล่นระดับสูงได้อีก 2-3 ปี เรื่องของสัญญาที่ยังเหลือถึงปลายเดือนมิถุนายน 2023 ก็ยังคลุมเคลือ มีความเป็นไปได้ที่ลิเวอร์พูลอาจปล่อยให้เขาหมดสัญญากลายเป็นฟรีเอเยนต์เนื่องจากสตาร์ทีมชาติอียิปสต์เรียกร้องค่าเหนื่อยใหม่สูงถึง 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ มากกว่าที่ได้รับตอนนี้ถึงสองเท่า ขณะที่ฟาน ไดจ์ค ซึ่งเป็นผู้เล่นหงส์แดงที่รับค่าจ้างสูงสุดตอนนี้ มีรายได้เพียง 220,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์เท่านั้น

มาเนได้เก็บข้าวของย้ายไปร่วมถ้ำเสือที่บาเยิร์น มิวนิก เป็นที่เรียบร้อย เหลือเพียงเฟอร์มิโน ซึ่งน่าจะเป็นกองหน้าสามประสานรุ่นแรกคนเดียวที่ยังได้ไปต่อกับคลอปป์ กองหน้าเลือดแซมบาอาจพอใจที่จะต่อสัญญา 1-2 ปีและเรียกร้องค่าเหนื่อยที่ลิเวอร์พูลพอรับไหว

“คลอปป์” อาจกลับไปใช้แผน 4-2-3-1 เหมือนที่ดอร์ทมุนด์

ผู้สันทัดกรณีวิเคราะห์ว่า มีเรื่องหนึ่งที่ “เดอะ เรดส์” รุ่นต่อไปของ เยอร์เกน คลอปป์ อาจเปลี่ยนไปนั่นคือ “ระบบการเล่น” จากเดิมหมากกระดาน 4-3-3 ซึ่งมีสามประสานกองหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน และโรแบร์โต เฟอร์มิโน เป็นดาราชูโรง แต่ฤดูกาล 2022-23 บรรดา “เดอะ ค็อป” อาจเห็นฟอร์แมท 4-2-3-1 มากขึ้น และอาจเข้ามาแทนที่ 4-3-3 เต็มตัวในอนาคต การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เพื่อสนับสนุนกองหน้า “เน็กซ์-เจน” ให้งัดศักยภาพออกมาได้มากที่สุด

ย้อนกลับไปที่ปี 2016 หลังจากคลอปป์ทำงานที่แอนฟิลด์ได้หนึ่งปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนถ่ายอย่างมีนัยยะจาก 4-2-3-1 ที่เขาใช้กับดอร์ทมุนด์และระยะแรกกับลิเวอร์พูล มาเป็น 4-3-3 ที่นำความสำเร็จมาให้กับสโมสรตลอดช่วงที่ผ่านมา

4-2-3-1 เอื้ออำนวยให้กุนซือเยอรมันวางมิดฟิลด์กลางสนามเพียงสองคนแทนสามคน ทั้งคู่จะมีหน้าที่รับผิดชอบลดน้อยลงเพื่อดูแลพื้นที่ตรงกลางจากหน้ากรอบเขตโทษระหว่างสองฝั่งสนามเท่านั้น

การเข้ามาของนูนเญซจากเบนฟิกาอาจทำให้คลอปป์กลับไปใช้ 4-2-3-1 หรืออย่างน้อยอาจได้เห็น 4-2-3-1 มากขึ้นในซีซั่นใหม่ บางทีอาจเริ่มจาก “ศึกแดงเดือด” กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในสนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพฯ ในวันที่ 12 กรกฎาคมนี้ก็ได้

กูรูลูกหนังเยอรมันและแฟนบอลส่วนหนึ่งของบาเยิร์น มิวนิก รู้สึกผิดหวังที่ทีมเสือใต้ไม่พยายามที่จะดึงนูนเญซมาแทนโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ที่ขอขึ้นบัญชีย้ายทีมไปเรียบร้อยแม้เหลือสัญญาอีกหนึ่งปี โดยก่อนหน้าย้ายมาอยู่กับมหาอำนาจลีกเมืองเบียร์ ศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์คือคนสำคัญของคลอปป์ในทีมดอร์ทมุนด์ ด้วยสไตล์ที่คล้ายคลึงของเลวานดอฟสกีและนูนเญซทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า นูนเญซคือเลวานดอฟสกีคนใหม่ของคลอปป์ในยูนิฟอร์มสีแดง นั่นทำให้ 4-2-3-1 ถูกหยิบมาใช้อีกครั้ง

หรือระหว่างรอ เบลลิงแฮม มิดฟิลด์ตัวความหวัง แผน 4-2-3-1 ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเลย คลอปป์มีแนวรุกเหลือเฝือที่จะให้อยู่ข้างหลังนูนเญซจากนั้นเลือกกองกลางสองคนจาก ฟาบินโญ, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เธียโก อัลกันตารา, นาบี คิเอตา และ เจมส์ มิลเลอร์ ส่วน เคอร์ติส โจนส์ อาจถ่างออกไปด้านข้างฝั่งซ้ายซึ่งเขาทำได้ดีไม่แพ้กลางสนาม

ใครจะอยู่ข้างหลังนูนเญซบนหมากกระดาน 4-2-3-1 คลอปป์มีตัวเลือกหลายคนขึ้นอยู่กับว่าต้องการเพลย์เมคเกอร์ เบอร์สิบ หรือหน้าต่ำ ตัวซัพพอร์ทศูนย์หน้า ซึ่งเฟอร์มิโนรับจ็อบทั้งสองอย่างสบาย หรืออัลกันตาราที่เพียบพร้อมด้วยเทคนิคและครีเอทีฟ พร้อมลงตำแหน่งเบอร์สิบ แม้กระทั่งนักเตะหนุ่ม ฮาร์วีย์ เอลเลียต และ ฟาบิโอ คาร์วัลโญ บางทีเบอร์สิบอาจเหมาะกับทั้งคู่ที่มีเล่นได้สารพัดประโยชน์กับแผน 4-3-3 หรือถ่างออกพื้นที่กว้างของ 4-2-3-1

ตัวเลือกอีกคนคือ ดีโอโก โซตา ซึ่งบางครั้งเคยทำหน้าที่ใกล้เคียงกันในทีมวูลฟ์แฮมป์ตัน อยู่ข้าง ๆ หรือด้านหลัง ราอูล ฆิเมเนซ ที่เป็นศูนย์หน้าตัวเป้า อย่างซีซั่นที่แล้วโซตาแสดงให้เห็นสัญชาติญาณจบสกอร์ในเขตโทษแถมมีการเล่นลูกกลางอากาศได้น่าประทับใจ ลองจิตนาการการรอโหม่งของโซตาที่อยู่หลังนูนเญซ ซึ่งรองรับหมากเกม 4-2-4 ของคลอปป์ในจังหวะที่ต้องไล่ล่าประตูเพิ่มได้ โดยฤดูที่แล้ว โซต้าและนูนเญซทำสกอร์จากศีรษะคนละ 6 ประตูให้กับต้นสังกัด หรือคลอปป์อาจปรับให้ เทรนท์ อเลกซานเดอร์-อาร์โนลด์ เข้าไปอยู่แดนกลางมากกว่ารอจังหวะโอเวอร์แลป ซึ่งจะกลายเป็น 2-3-5

หากคล็อปป์ยังยึดมั่นกับ 4-3-3 ต่อไป เขาสามารถมอบหมายให้นูนเญซเล่นปีกซ้ายเปิดบอลไปให้ศูนย์หน้า เฟอร์มิโนหรือ ดีโอโก โซตา หรืออาจเป็น 4-4-2 เพราะที่ลีกโปรตุเกส นูนเญซเคยยืนกองหน้าคู่เพื่อเปิดโอกาสให้ลิเวอร์พูลแพ็คแดนกลางให้แน่นขึ้น

ความจริงแล้วนูนเญซเป็นกองหน้าสารพัดประโยชน์ เล่นได้ทั้งศูนย์หน้าตัวเป้า, หน้าต่ำ และปีกซ้าย จึงน่าติดตามทีเดียวว่า คลอปป์จะใช้ลูกทีมใหม่ค่าตัว 85 ล้านปอนด์อย่างไร เมื่อรวมกับเหล่าลูกทีมเจนเนอเรชั่นต่อไปที่เข้ามาแอนฟิลด์ช่วงหลัง จะทำให้คลอปป์วางหมากเกมได้หลากหลายรูปแบบขึ้น ช่วยสร้างความตื่นตาตื่นใจกับการรับชมเกมบนฟลอร์หญ้าของสาวกหงส์แดงอย่างแน่นอน

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา 

Categories
Feature

“ฮาลันด์ – นูเญซ” เร่งองศาความเดือดชิง “โกลเด้น บู้ท อะวอร์ด”

การเดินทางเข้ามาค้าแข้งบนเกาะอังกฤษของสองกองหน้าดาวรุ่ง เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ ดาร์วิน นูเญซ สร้างความคึกคักให้กับพรีเมียร์ลีกอย่างใหญ่หลวง ทั้งแฟนบอล กูรูลูกหนัง และสื่อมวลชน ต่างตั้งวงถกกันเป็นที่ครึกครื้นว่า ใครเหนือกว่ากัน ใครจะสร้างอิมแพ็คให้ต้นสังกัดมากกว่ากัน และใครจะได้สัมผัส “รองเท้าทองคำ” เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2022-23

หยิบตัวเลขมาดู ฮาลันด์แจ้งเกิดกับ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ด้วยสถิติ 27 นัด 29 ประตู ผลิตสกอร์ให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 89 นัด 86 ประตู และทีมชาตินอร์เวย์ 21 นัด 20 ประตู เฉลี่ยหยาบๆ ศูนย์หน้าวัย 21 ปี ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่ายได้เกือบทุกนัด ขณะที่นูเญซเล่น 41 นัด 34 ประตูให้กับ เบนฟิก้า ฤดูกาลที่แล้ว แม้ค่าเฉลี่ยต่ำกว่าฮาลันด์แต่ยังถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ

เฉพาะเกมลีกซีซั่นที่ผ่านมา ฮาลันด์เล่นให้เสือเหลือง 24 นัด ทำ 22 ประตู 8 แอสซิสต์ นูเญซลงสนามให้พญาอินทรีแห่งลิสบอน 28 นัด ทำ 26 ประตู 4 แอสซิสต์ ไม่ยิ่งหย่อนกว่า 23 ประตูของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซน ฮึง-มิน ซึ่งครองอันดับ 1 ดาวซัลโวสูงสุดพรีเมียร์ลีกร่วมกัน

ย้อนไปดูสถิติระยะหลังของ “โกลเด้น บู้ท อะวอร์ด” นับตั้งแต่ซาลาห์ผลิต 32 ประตูในซีซั่น 2017-18 เป็นเวลา 8 ปีติดต่อกันที่ดาวซัลโวสูงสุดจบสกอร์ได้แค่ 22 ประตู (2 ซีซั่น) และ 23 ประตู (6 ซีซั่น) ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น  แสดงให้เห็นถึงความโหดหินของเกมรับในพรีเมียร์ลีกที่ฮาลันด์และนูเญซต้องพิสูจน์ตัวเองว่า เครื่องจักรผลิตสกอร์ยังใช้งานได้มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่บนสังเวียนหญ้าแห่งใหม่

20 ประตูที่บุนเดสลีกากับปรีไมราลีกา จะยากหรือง่ายเมื่อเทียบกับ 20 ประตูในพรีเมียร์ลีก ฮาลันด์และนูเญซจะรู้ภายในหนึ่งปีข้างหน้า

ฮาลันด์และนูเญซ กับการปรับตัวเข้ากับสโมสรใหม่

สังเวียนใหม่แล้ว สโมสรใหม่ เพื่อนร่วมทีมใหม่ และระบบการเล่นใหม่ ล้วนมีผลกับ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ ดาร์ซิน นูเญซ แตกต่างกันไป ยังมีเกิดคำถามขึ้นมาว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล ที่ต้องการกองหน้าใหม่มากกว่ากัน

เป็นที่ทราบกันดีผ่านหน้าสื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มองหาศูนย์หน้าตัวจบสกอร์มาตั้งแต่ตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้ว แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมชาติอังกฤษ คือเป้าหมายเดียวแต่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ แสดงเจตนารมณ์ว่าไม่ต้องการขายด้วยการโก่งค่าตัวไปถึง 150 ล้านปอนด์ ไม่ใยดีต่อการเรียกร้องขอย้ายทีมจากเคน

ยอดกุนซือเรือใบสีฟ้าแก้ปัญหาด้วยการใช้ผู้เล่น “ฟอลส์ ไนน์” สลับเปลี่ยนหมุนเวียนระหว่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แบร์นาโด ซิลวา และ ฟิล โฟเด้น รวมถึง กาเบรียล เซซุส ที่ถูกใช้งานไม่บ่อยนัก แต่ศูนย์หน้าเบอร์ 9 ธรรมชาติอย่างเคนและฮาลันด์ยังเป็นที่ต้องการแม้กวาร์ดิโอล่าจะพาทีมจนรักษาแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ก็ตาม พร้อมถล่มตาข่ายได้สูงถึง 99 ประตู

ที่เยอรมนี ฮาลันด์คือศูนย์หน้าตัวเป้าและไม่น่าต้องปรับเปลี่ยนบทบาทอะไรนักที่อังกฤษ กวาร์ดิโอล่าน่าจะวางศูนย์หน้าร่างยักษ์ที่หมายเลข 9 บนหมากกระดาน และปรับเปลี่ยนผู้เล่นคนอื่นให้สนับสนุนความเป็นเครื่องจักรผลิตสกอร์ของฮาลันด์ได้มากขึ้น กูรูลูกหนังส่วนใหญ่มั่นใจว่า คงเป็นเรื่องเหลือเชื่อหากอัตราการทำประตูของฮาลันด์ดร็อปลงหากพิจารณาจากพรีเมียร์ลีกซีซั่นล่าสุดที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถล่มตาข่ายได้เกือบแตะหลักร้อย ขาดไปเพียงประตูเดียว

หากไม่บาดเจ็บหรือต้องพักร่างกาย ฮาลันด์มีโอกาสติดรายชื่อผู้เล่น 11 คนแรกมากกว่านูเญซแน่นอน ขณะที่บทบาทของฮาลันด์ค่อนข้างชัดเจน แต่นูเญซกลับขึ้นอยู่กับ เยอร์เกน คล็อปป์ จะใช้งานเขาอย่างไรเพราะที่เมืองฝอยทอง นูเญซถูกจับให้เล่นทั้งศูนย์หน้าตัวเป้า หน้าต่ำ และปีกซ้าย ที่สำคัญคล็อปป์มีกองหน้าดีๆหลายคนให้เลือกใช้งานตามสถานการณ์แต่ละนัดโดยเฉพาะ ดีโอโก โซต้า และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ ที่อาจเป็นคนที่จะแย่งเวลาลงสนามกับสมาชิกใหม่วัย 22 ปี ขณะที่ซาลาห์ยังเป็นความหวังอันดับหนึ่งในเรื่องจำนวนสกอร์ ซึ่งบอลลีกที่จบไป ลิเวอร์พูลถล่มตาข่ายมากถึง 94 ประตู เป็นผลผลิตของสตาร์ทีมชาติอียิปต์ถึง 23 ประตูหรือราว 25 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งนับตั้งแต่ย้ายเข้าแอนฟิลด์เมื่อปี 2017 ซาลาห์ทำเฉลี่ย 23.6ประตูต่อหนึ่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

เนดัม โอนูฮา อดีตเซ็นเตอร์แบ็กวัย 35 ปี ซึ่งเคยเล่นกับทีมเรือใบสีฟ้า ให้ความเห็นว่า เขาเชื่อฮาลันด์จะทำสกอร์ได้มากกว่านูเญซในปีแรกของทั้งคู่เพราะฮาลันด์จะได้เล่นมากกว่า ส่วนนูเญซน่าจะลงเป็นตัวจริงได้ประมาณครึ่งหนึ่งของโปรแกรมตลอดซีซั่น

ฮาลันด์หรือนูเญซ ใครจะผลิตผลงานคุ้มค่าเงินกว่ากัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่ายเงินก้อนแรก 51 ล้านปอนด์เป็นค่าฉีกสัญญาของ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ แต่ถ้าบวกค่านายหน้าของเอเยนต์และโบนัสแอดออนตามผลงาน ตัวเลขจะเพิ่มไปที่ 85 ล้านปอนด์โดยประมาณ

ลิเวอร์พูล วางเงินก้อนแรก 64 ล้านปอนด์เพื่อซื้อตัว ดาร์วิน นูเญซ และหากรวมเงื่อนไขในสัญญา เงินที่ต้องจ่ายให้เบนฟิก้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 85 ล้านปอนด์ จึงสามารถตีค่าตัวเบ็ดเสร็จของฮาลันด์และนูเญซได้ว่าเท่ากันที่ 85 ล้านปอนด์

สำหรับค่าเหนื่อย ฮาลันด์รับจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สัปดาห์ละ 375,000 ปอนด์ มากกว่าเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับ 140,000 ปอนด์ที่ลิเวอร์พูลจ่ายให้นูเญซ มาถึงตรงนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เรือใบสีฟ้าเป็นทีมที่ลงทุนไปกับสตาร์กองหน้าคนใหม่มากกว่า แต่จะคุ้มค่ากว่าหรือไม่ต้องนำผลงานของทั้งคู่มาพิจารณาประกอบ โดยฮาลันด์ วัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี และนูเญซ วัย 22 ปี เซ็นสัญญา 6 ปี ทั้งสองเป็นการลงทุนระยะยาวของสโมสรต้นสังกัด

พอล โรบินสัน อดีตผู้รักษาประตูวัย 42 ปีของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ให้ทรรศนะว่า ลิเวอร์พูลอาจรู้สึกว่าพวกเขาคุ้มค่าเงินที่จ่ายไปหากนูเญซทำประตูได้มากกว่าฮาลันด์

“ค่าตัวดูเหมือนพอๆกัน แต่ลิเวอร์พูลอาจคุ้มต่อการลงทุนมากกว่าในมุมของค่าเหนื่อย ในโลกฟุตบอลมักจะมีดีลที่เหลือเชื่อแบบนี้แหละ ถ้าคุณเปรียบเทียบรายได้ระหว่างนูเญซกับฮาลันด์ มันมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด”

“คงจะมีการถกเถียงกันตลอด 12 เดือนข้างหน้าเมื่อเราเห็นว่าใครทำประตูได้มากกว่ากันในพรีเมียร์ลีก ทั้งคู่จะต้องปรับสไตล์ตัวเองให้เหมาะกับตำแหน่งเบอร์ 9 พวกเขาต่างมีจุดมุ่งหมายให้โฟกัสแล้ว”

การเข้ามาของนูเญซ แผนงานระยะยาวของคล็อปป์

เยอร์เกน คล็อปป์ กำลังทำภารกิจสร้างแนวรุก เน็กซ์-เจน หรือรุ่นต่อไปเพื่อทดแทนสามประสาน โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ บางที ดาร์วิน นูเญซ อาจเป็นตัวปิดจ็อบเพื่อที่คล็อปป์จะได้หันไปโฟกัสขุมกำลังอื่นโดยเฉพาะกองกลาง

คล็อปป์กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้ดีลนี้สำเร็จ “เป็นสุดยอดข่าว สุดยอดข่าวดีจริงๆ ผมขอขอบคุณทุกคนในสโมสรเป็นอย่างสูงที่ทำให้มันเกิดขึ้น พวกเราได้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่จะยกระดับทีม”

“ดาร์วินเป็นผู้เล่นที่เหลือเชื่อมากแต่ยังมีช่องให้พัฒนาขึ้นไปอีก เขามีพร้อมทั้งอายุ ความปรารถนา และความกระหายที่จะเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เขาเชื่อมั่นในแผนงานของสโมสร”

“เชาเชื่อว่าทีมเราเหมาะกับเขา และเราก็เชื่อว่าเขาเป็นชิ้นส่วนที่เข้ากับเรา เขามีคุณสมบัติทุกอย่างที่เรามองหา เขาสามารถเซตจังหวะเกม นำพลังงานมาสู่ทีม สามารถสร้างพื้นที่ว่างทั้งจากตรงกลางและด้านกว้าง มีการเคลื่อนที่ที่เหลือเชื่อ เขาเล่นโดยปราศจากความหวาดกลัว ผมรู้ดีว่าเขาต้องทำให้แฟนบอลเราตื่นเต้นแน่”

“แต่มีสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องตระหนักคือ เรากำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนทำงานกับดาร์วิน จึงไม่ควรสร้างแรงกดดันให้เขามากเกินไป เกมบุกของเรามีแนวทางที่หลากหลายและเขาได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งแล้วตอนนี้ เขาเซ็นสัญญากับเราระยะยาว ดังนั้นคอยดูการเจริญเติบโตที่จะเกิดขึ้น”

 “ดาร์วินมาเป็นสมาชิกใหม่คนล่าสุดที่เข้ามาอยู่ในครอบครัว ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ซึ่งวิเศษสุด ผมมั่นใจว่าแฟนบอลของเราจะทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในบ้านตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่เข้ามาพร้อมนกลิเวอร์อยู่บนหน้าอกของเขา”

เคนคาดศึกชิง “โกลเด้น บู้ท” ซีซั่นนี้ดุเดือดเผ็ดร้อนแน่

ไม่ใช่แค่แฟนบอลและสื่อมวลชนที่ตื่นเต้นกับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่ทวีปยุโรปมาสู่เกาะอังกฤษของ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ ดาร์วิน นูเญซ แต่ยังมีเพื่อนร่วมอาชีพด้วย หลายคนได้แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อมวลชนรวมถึง แฮร์รี่ เคน ดาวซัลโวของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เจ้าของรางวัลรองเท้าทองคำ 3 สมัย 

เคน ซึ่งเกือบได้ย้ายไปรับหน้าที่หัวหอกให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เมื่อหนึ่งปีที่แล้ว มองว่า การมาของฮาลันด์และนูเญซจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ตัวเขาและทีมไก่เดือยทอง

สกายเบต หนึ่งในบริษัทรับพนันถูกกฎหมายในอังกฤษ ยกให้ฮาลันด์เป็นเต็งหนึ่งที่จะครอบครอง “โกลเด้น บู๊ท อะวอร์ด” ฤดูกาล 2022-23 ตามมาด้วยซาลาห์และเคน อันดับถัดมาได้แก่ คริสเตียโน่ โรนัลโด, ซน ฮึง-มิน และนูเญซ

เคน ในวัย 28 ปี ซึ่งยังไม่เคยคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ร่วมกับสเปอร์สเลย เคยได้ตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีกในซีซั่น 2015-16 จำนวน 25 ประตู, ซีซั่น 2016-17 จำนวน 29 ประตู และซีซั่น 2020-21 จำนวน 23 ประตู ส่วนซีซั่นที่แล้ว เคนลงเล่น 37 นัด ทำได้ 17 ประตู น้อยกว่าเจ้าของรองเท้าทองคำร่วม ซาลาห์และซน 6 ประตู

เคนมองว่า  ฮาลันด์และนูเญซจะช่วยให้การแข่งขันในพรีเมียร์ลีกเข้มข้นดุเดือดขึ้น ดีลทั้งสองถือเป็นข่าวดีสำหรับกุนซือของเขา อันโตนิโอ คอนเต้ และ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

“การต่อสู้แย่งชิงโกลเด้นบู้ทเป็นงานหินเสมอ พรีเมียร์ลีกเป็นสังเวียนที่ผลิตท็อปสไตรคเกอร์มานานหลายปี ทุกๆซีซั่นที่ผ่านมา ผมต้องลงเล่นท่ามกลามสมรภูมิรบที่ดุเดือดแห่งนี้เสมอเพื่อครอบครองรองเท้าทองคำ ครั้งนี้ก็ไม่ต่างกัน”

“คุณคาดหวังได้เลยว่า กองหน้าชั้นยอดต่างปรารถนาที่จะย้ายเข้ามาเล่นพรีเมียร์ลีก และการเซ็นสัญญาของทั้งคู่เป็นอีกตัวอย่าง แต่ผมคิดว่า นี่จะช่วยผมในฐานะนักฟุตบอลที่จะมีโอกาสเผชิญหน้าการแข่งขันที่ดีมีคุณภาพ มันจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ผมพัฒนาและเก่งขึ้น ผมกำลังรอคอยงานที่ท้าทายนั้น”

ฤดูกาลหน้า เคนและซนมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ระดับทวีปในการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งจะช่วยยกระดับฝีเท้าของสองกองหน้าทีมสเปอร์สอย่างแน่นอน ขณะที่ใครก็ไม่สามารถตัดซาลาห์ออกจากโผลุ้นรองเท้าทองคำแม้อายุแตะหลัก 30 ปี รวมกับการเข้ามาของบรรดากองหน้ารุ่นต่อไปของลิเวอร์พูล

เหล่าดาวซัลโวหัวแถวของพรีเมียร์ลีกพร้อมแล้วที่จะรับการท้าทายของสองสมาชิกใหม่ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ และ ดารวิน นูเญซ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

Categories
Column

“เปริซิช และ สเปอร์ส” ความท้าทายสูตรเด็ด “สามสิบยังแจ๋ว”

แม้ได้มาฟรีกับค่าเหนื่อยไม่ถึงหนึ่งแสนปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่มีคำถามผุดขึ้นมาว่า อิวาน เปริซิช ในวัย 33 ปี ช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าไหมสำหรับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ทีมอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ประกาศข่าวเซ็นสัญญา 2 ปีกับ อิวาน เปริซิช นักเตะสารพัดประโยชน์วัย 33 ปี ทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งปิดฉากชีวิต 7 ปีกับ อินเตอร์ มิลาน หลังหมดสัญญาในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

ขอบคุณภาพจาก : https://www.facebook.com/TottenhamHotspur

เปริซิชเป็นหนึ่งในเป้าหมายเสริมทัพของ อันโตนิโอ คอนเต้ เพราะเปริซิชเล่นได้หลายตำแหน่งบนหมากกระดานของกุนซือชาวอิตาเลียน รวมทั้งวิงแบ็คและมิดฟิลด์ตัวรุก โดยเปริซิช ซึ่งได้รับการติดต่อจากเชลซีด้วย เซ็นสัญญากับสเปอร์สเป็นเวลา 2 ปี รับค่าเหนื่อยปีละ 5.1 ล้านปอนด์ หรือเฉลี่ย 98,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

เปริซิช ซึ่งเล่นให้ทีมชาติโครเอเชีย 113 นัด ได้โพสต์อำลาแฟนบอลเนรัซซูรี่บนอินสตาแกรมส่วนตัวอย่างซาบซึ้ง ทิ้งไว้ด้วยภาพจำการรับใช้สโมสร 254 นัด 55 ประตู 49 แอสซิสต์ 3 โทรฟี่ และ 18,934 นาที นับตั้งแต่ย้ายเข้าเป็นสมาชิกของอินเตอร์ มิลาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2015

ที่มหานครลอนดอน เปริซิชจะได้ร่วมงานอีกครั้งกับคอนเต้หลังจากทั้งคู่และทีมงูใหญ่ครองสคูเดตโต้ ฤดูกาล 2020-21 ดับความหวังของยูเวนตุสที่จะครองแชมป์ลีกเมืองมะกะโรนีติดต่อกัน 10 ปี ก่อนที่คอนเต้ทำให้ทุกคนช็อคด้วยการโบกมืออำลาอินเตอร์ มิลาน

นอกเหนือเป็นลูกทีมที่เข้าขากันดีแล้ว เปริซิชยังสามารถเล่นเข้ากับระบบของคอนเต้ ไม่ว่าจะเป็นวิงแบ็คตามฟอร์แมท 3-4-3 หรือรับหน้าที่มิดฟิลด์ริมสนามและกองหน้ากึ่งปีก ไม่เพียงเท่านั้นคอนเต้อาจใช้เปริซิชเป็นตัวแก้สถานการณ์ ปรับตำแหน่งให้ยืนศูนย์หน้าแทน แฮร์รี่ เคน ในบางครั้งได้อีกด้วย

แม้วัยเข้าช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง แต่เปริซิชยังไม่ส่งสัญญาณว่ามีปัญหาเรื่องความฟิต เขาลงเล่นให้สโมสรและทีมชาติถึง 58 นัดในซีซั่นที่ผ่านมา ส่งลูกหนังซุกก้นตาข่าย 12 ครั้ง

“เปริซิช” ตามรอย “สามสิบยังแจ๋ว” ของแมนฯ ยูไนเต็ด

เพียงแค่ชูเสื้อยังไม่ได้ลงซ้อมกับทีมใหม่ แต่กลับมีคำถามขึ้นมาแล้วว่า คอนเต้คิดถูกแล้วหรือที่ซื้อนักเตะวัย 33 ปี ที่เล่นตำแหน่งที่ต้องสูญเสียพลังงานมากแม้ฟรีค่าตัวและค่าเหนื่อยไม่แรง

ความจริงแล้วการเซ็นสัญญาระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับนักเตะที่อายุอยู่ช่วงปลาย (แต่ฝีเท้าต้องขั้นเทพ) เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ผู้จัดการทีมนิยมใช้กัน ตัวอย่างเช่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้ เอดินสัน คาวานี่ มาจากตลาดฟรีเอเยนต์กลางปี 2020 ขณะนั้น “มาธาดอร์” ในวัย 33 ปี เพิ่งหมดสัญญากับ ปารีส แซงต์ แยร์กแมง

แม้ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องสภาพร่างกายจะทนต่อความโหดของพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ แต่คาวานี่ได้พิสูจน์คุณค่าทั้งในและนอกสนาม กลายเป็นขวัญใจของเหล่าเรด อาร์มี่ อย่างรวดเร็ว จนปีศาจแดงใช้ออปชั่นขยายสัญญาเป็นปีที่สอง แต่น่าเสียดาย คาวานี่มีปัญหาบาดเจ็บเรื้อรัง บวกกับการมาของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ทำให้ลงสนามแค่ 20 นัด 910 นาที มีผลงาน 2ประตู 1 แอสซิสต์ รวมทุกรายการ

ซีซั่นที่เพิ่งจบไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใช้กลยุทธ์เดิม เซ็นสัญญา 2 ปีกับ คริสเตียโน โรนัลโด้ ซึ่งถูกตั้งคำถามอีกเช่นกัน แต่ท้ายที่สุด ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสกลายเป็น “เดอะ แบก” ในวัย 37 ปี ถ้านับเฉพาะพรีเมียร์ลีกกับแชมเปี้ยนส์ลีก “ซีอาร์เซเว่น” เล่น 37 นัด 3,071 นาที ผลิต 24 ประตู 3 แอสซิสต์ ขณะที่ เอริค เทน ฮาก ประกาศทันทีที่รับตำแหน่งผู้จัดการทีมคนใหม่ว่า โรนัลโด้เป็นคนสำคัญของทีม

ซีซั่นหน้า นอกจากเปริซิคแล้ว กลยุทธ์นี้กำลังจะถูกพิสูจน์จากกรณี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวซัลโวทีมชาติโปแลนด์วัย 33 ปี ซึ่งวอนเชิงขู่ บาเยิร์น มิวนิก ให้ปล่อยตัวเขาไปแม้ยังเหลือสัญญาอีกหนึ่งปีก็ตาม แน่นอนว่าฝีเท้าเวิลด์คลาสแบบเลวานดอฟสกี้จะต้องถูกทีมชั้นนำในยุโรปจับจ้องตาเป็นมันแน่นอน

ครบเครื่องทั้งฝีเท้า ประสบการณ์ และคาแรกเตอร์

เปริซิชลงเป็นตัวจริงนัดที่ 35 ในศึกลูกหนังกัลโช่ เซเรีย อา เกมปิดซีซั่นที่เจอกับซามพ์โดเรีย สตาร์โคแอตทำสกอร์ให้อินเตอร์ มิลาน ได้ในนาทีที่ 49 แต่ถูกเปลี่ยนตัวออกไปอีกสิบนาทีต่อมาเพราะบาดเจ็บน่อง เขาต้องใช้ไม้ค้ำยันหลังจบเกม แต่ผลสแกนเอ็มอาร์ไอไม่แสดงปัญหาร้ายแรง ขณะที่การตรวจร่างกายของแพทย์ทีมสเปอร์สก็ผ่านไปด้วยดี 

นอกเหนือทักษะขั้นสูงผ่านตัวเลข 10 ประตู 9 แอสซิสต์ ซึ่งทำให้เนรัซซูรี่ในซีซั่นสุดท้าย คอนเต้ยังหวังพึ่งพาประสบการณ์และบุคลิกผู้นำทั้งในสนามแข่งและสนามฝึกซ้อมของเปริซิช ที่สั่งสมมาจากการเล่นกว่า 650 นัดในระดับสโมสรและทีมชาติ พร้อมโปรไฟล์แชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัย, แชมป์เซเรีย อา, แชมป์โคปปา อิตาเลีย และแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงมีส่วนสำคัญพาโครเอเชียทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2018 ซึ่งพ่ายต่อฝรั่งเศส 2-4 และเขาทำได้หนึ่งประตู

การดำรงอยู่เป็นเวลาสองปีของเปริซิชจึงเป็นเรื่องน่าติดตามทีเดียวว่า นักเตะสารพัดประโยชน์วัย 33 ปี ที่มีฝีเท้าระดับเวิลด์คลาส จะสร้างอิมแพ็คให้กับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ มากน้อยเพียงไหน บวกกับการได้ร่วมงานกับโค้ชที่มีคู่มือการใช้งาน บางที “ลิลลี่ไวท์ส” อาจจะได้กลับเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสรก็ได้หลังจากได้เพียงรองแชมป์ปี 2019 เมื่อแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล 0-2 

และหากเปริซิชเป็นตัวแปรกสำคัญ นั่นอาจทำให้ “สามสิบยังแจ๋ว” กลายเป็นกระแสความเชื่อที่ได้รับความนิยมอย่างมีนัยยะก็เป็นได้

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา (Senior Football Editor)

Categories
Feature

ย้อนรอยโมเมนต์สุดประทับใจ ก่อนศึก “หงส์ VS ชุดขาว” ชิงบิ๊กเอียร์โทรฟี่ ภาคสาม

เยอร์เกน คลอปป์ กำลังจะพาลิเวอร์พูลลงสนามนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่รับตำแหน่งผู้จัดการทีมหงส์แดงในเดือนตุลาคม 2015 ต่อจากเบรนแดน ร็อดเจอร์ส โดยสองครั้งก่อนหน้าเป็นรองแชมป์ 1 สมัย แพ้เรอัล มาดริด 1-3 ในปี 2018 ที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน และเป็นแชมป์ 1 สมัย ชนะท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 2-0 ในปี 2019 ที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน

วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2022 ลิเวอร์พูลจะเผชิญหน้ากับทีมราชันชุดขาวอีกครั้งที่เมืองแซ็ง-เดอนี ประเทศฝรั่งเศส เป็นการช่วงชิงบิ๊กเอียร์โทรฟี่ครั้งที่ 3 ระหว่างสองสโมสร ซึ่งที่ผ่านมาต่างฝ่ายกำชัยชนะทีมละหนึ่งครั้งโดยการเจอกันครั้งแรกเมื่อปี1981 หงส์แดงเฉือนชนะ 1-0 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เมื่อพลิกปูมประวัติศาสตร์จะพบเหตุการณ์ที่คล้ายซ้ำรอย ย้อนกลับไปการแข่งขันพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2016-17ซึ่งเป็นปีที่สองในการคุมทีมของคลอปป์และต้องว่างเว้นจากทัวร์นาเมนท์สโมสรยุโรปเนื่องจากซีซั่นก่อนหน้า ลิเวอร์พูลตกไปอยู่อันดับ 8 แม้เข้าถึงนัดชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก แต่แพ้ต่อเซบีญ่า 1-3 ได้แค่รองแชมป์

DÉJÀ VU…คว้าตั๋ว UCL หลังชนะรองบ๊วย นัดปิดซีซั่นพรีเมียร์ลีก

วันที่ 21 พฤษภาคม 2017 ลิเวอร์พูลเปิดสนามแอนฟิลด์ถลุงทีมรองบ๊วย มิดเดิลสโบรห์ 3-0 จบซีซั่นด้วยอันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก เฉือนอันดับ 5 อาร์เซนอล แค่คะแนนเดียวแต่ก็มากพอที่จะคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีก แม้ต้องลงสนามรอบคัดเลือกแต่หงส์แดงยังตะลุยจนถึงนัดชิงและพ่ายต่อราชันชุดขาว

การเจอกับเรอัล มาดริด ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน ลิเวอร์พูลต้องลุ้นโควต้าแชมเปี้ยนส์ลีกในนัดสุดท้ายของซีซั่น 2020-21 เพื่อได้มาซึ่งอันดับ 3 บนตารางพรีเมียร์ลีก มี 69 คะแนนจาก 38 นัด เหนือเชลซีและเลสเตอร์ 2 และ 3 คะแนนตามลำดับ

วันที่16 พฤษภาคม 2021 ฮีโร่ของลิเวอร์พูลก็คือ อลิสซง เบ็คเกอร์ ถ้าไม่ใช่เพราะศีรษะของนายประตูจอมหนึบชาวบราซิล คลอปป์และลูกทีมหงส์แดงอาจเป็นเพียงผู้ชมแมตช์แชมเปี้ยนส์ลีก ไฟนัล 2022 ก็ได้ และถ้าลิเวอร์พูลล้มยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุและสร้างตำนานแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยที่ 7 ได้สำเร็จ เหตุการณ์นัดปิดซีซั่นที่แล้วต้องเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เหล่าเดอะค็อประลึกถึง

ลูกโหม่งของอลิสซง ขีดเส้นทางสู่กรุงปารีสในวันเสาร์นี้

วันนั้นบังเอิญเหลือเกิน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน คู่แข่งทีมสุดท้ายของลิเวอร์พูล จบโปรแกรมด้วยตำแหน่งรองบ๊วยเหมือนมิดเดิลสโบรห์ ในซีซั่น 2016-17 เกมทำท่าจบลงด้วยสกอร์ 1-1 จนกระทั่งช่วงทดเวลาเจ็บผ่านไป 5 นาที ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมซึ่งน่าจะเป็นโอกาสทำประตูครั้งสุดท้ายของแมตช์ อลิสซงวิ่งหน้าเริดจากประตูฝั่งตัวเองมายังประตูฝั่งตรงข้ามเพื่อสร้างปาฏิหาริย์ด้วยการโหม่งทำประตูชัยจากลูกเตะมุมของ เทรนด์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ให้ลิเวอร์พูลเฉือนชนะ 2-1 ได้สิทธิเล่นรอบคัดเลือกของแชมเปี้ยนส์ลีกแบบฉิวเฉียด (ส่วนเหตุการณ์ครั้งนี้จะ DÉJÀ VU ซ้ำรอยแบบสมบูรณ์แบบกับปี 2018 หรือไม่ ต้องติดตามผลแข่งขันคืนวันเสาร์กับเรอัล มาดริด)

หลังจบเกม นายด่านจากเมืองกาแฟที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ได้เปิดใจว่า “คุณไม่สามารถอธิบายเรื่องราวแบบนี้ได้หรอก แต่ก็นั่นแหละ นี่คือฟุตบอล”

อลิสซงเป็นผู้รักษาประตูคนที่ 6 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ทำสกอร์ได้ และเป็นคนแรกของสโมสรลิเวอร์พูล (นับเฉพาะแมตช์แข่งขันอย่างเป็นทางการ) ในฤดูกาล 2020-21 ชีวิตของอลิสซงมีทั้งทุกข์และสุข เขาเพิ่งสูญเสียคุณพ่อไปก่อนหน้านัดดังกล่าวไม่ถึงสามเดือน แต่สามารถเก็บคลีทชีทในบอลลีกได้ถึง 20 นัด ขณะที่สโมสรต้นสังกัดก็มีกราฟชีวิตสวิงขึ้นลง ลิเวอร์พูลยืนบนแป้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในวันคริสต์มาสติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แต่สิ้นสุดสถิติไม่แพ้ใครในบ้าน 68 นัด และโดนคู่แข่งเข้ามาขย่มคาแอนฟิลด์ 6 นัดติดต่อกัน สถานการณ์ตอนนั้นอย่าว่าลุ้นแชมป์เลย ลำพังติดท็อป-4 ยังยาก แต่หงส์กลับกลายเป็นนกฟินิกซ์ ฟื้นคืนชีพปลายซีซั่นและได้ตั๋วรอบควอลิฟายด์ของแชมเปี้ยนส์ลีกจากลูกโหม่งของอลิสซง ซึ่งคลอปป์กล่าวภายหลังว่า มันเป็นเทคนิคที่บ้าเอามากๆ เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นด้วยตาตัวเองทั้งช่วงค้าแข้งและคุมทีม

จอห์น อัคเตอร์แบร์ค โค้ชผู้รักษาประตู เป็นคนตะโกนสั่งการให้อลิสซงขึ้นไปลุยโลดกับเพลย์สุดท้ายของเกม ขณะที่นายด่านทีมชาติบราซิลพูดติดตลกว่าเห็นทีต้องฝึกซ้อมลูกนี้บ่อยครั้งขึ้นเผื่อเกิดสถานการณ์เรียกร้องขึ้นอีก

อัคเตอร์แบร์ค โค้ชผู้รักษาประตู ภายใต้ผู้จัดการทีมหงส์แดง 3 ยุค

อัคเตอร์แบร์ค หนุ่มใหญ่ชาวดัตช์วัย 50 ปี มีส่วนสำคัญในความสำเร็จของอลิสซงนับตั้งแต่ย้ายจากทีมโรม่าเข้าแอนฟิลด์ด้วยค่าตัวสูงถึง 66.8 ล้านปอนด์ในเดือนกรกฎาคม 2018 และอลิสซงเคยให้สัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์สโมสรเมื่อต้นซีซั่นว่า “จอห์นได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ใช่แค่โค้ชผู้รักษาประตูที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่อีกด้วย เขาช่วยให้ผมผ่านแต่ละวันด้วยความสงบและผ่อนคลาย เราเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เขาช่วยให้ผมสามารถพัฒนาตัวเองในสนาม”

หลังจากอำลาตำแหน่งผู้เล่นและโค้ชของ ทรานเมียร์ โรเวอร์ส อัคเตอร์แบร์คได้เข้ามาทำงานกับลิเวอร์พูลเมื่อเดือนมิถุนายน 2009 ในฐานะโค้ชผู้รักษาประตูของทีมสำรองและอะคาเดมี่ ก่อนถูกโปรโมทขึ้นสตาฟฟ์โค้ชทีมชุดใหญ่กลางปี 2011 จนถึงปัจจุบัน ได้ร่วมงานกับผู้จัดการทีม 3 คนคือ เคนนี่ เดลกลิช, ร็อดเจอร์ส และ คล็อปป์

5 เกมถ้วยยุโรป บรรยากาศฟินสุดๆที่แอนฟิลด์

แน่นอนว่า อัคเตอร์แบร์คมีโอกาสสัมผัสเกมของทีมหงส์แดงจากข้างสนามเป็นเวลา 11 ปี และต่อไปนี้เป็น 5 แมตช์บอลถ้วยยุโรปของลิเวอร์พูลที่แข่งในสนามแอนฟิลด์ซึ่งโค้ชนายทวารชาวดัตช์ประทับใจบรรยากาศมากที่สุดในยุคของคลอปป์

ลิเวอร์พูล 2 แมนฯยูไนเต็ด 0 (ยูโรป้า ลีก 2016 รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก)

เป็นศึกแดงเดือดนัดแรกบนสังเวียนระดับทวีปซึ่งไม่สร้างความผิดหวังให้กับบรรดาเดอะค็อปด้วยสกอร์ของ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ 

“เมื่อเข้ามาอยู่ที่ลิเวอร์พูล คุณใช้เวลาไม่นานที่จะรู้ว่าเกมที่ยิ่งใหญ่คือนัดไหน ดังนั้นการได้เจอพวกเขาในเกมยุโรปจึงยิ่งใหญ่แบบสุดๆ บรรยากาศไม่ได้ร้อนแรงแค่ในสนามแต่รวมถึงข้างสนามด้วย นัดนี้ผมอยู่บนเมนสแตนด์ ยังจำได้แหกปากตะโกนกันขนาดไหนตอนที่เราทำประตูแรกได้ บรรยากาศของแฟนบอลเหลือเชื่อจริงๆ ซึ่งช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมทางอ้อมด้วย”

ลิเวอร์พูล 4 ดอร์ทมุนด์ 3 (ยูโรป้า ลีก 2016 รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง)

เดยัน ลอฟเรน ทำประตูที่ 4 ช่วงทดเวลาเจ็บ ส่งให้ลิเวอร์พูลเข้ารอบรองชนะเลิศด้วยสกอร์รวมสองนัด 5-4 หลังจากตามอยู่สองประตูก่อนหน้านี้ 9 นาที

“ผมถึงกับขนลุกเลยกับเสียงร้องเพลงและการตะโกนของแฟนบอล ซึ่งแน่นอน มันพลักดันให้การเล่นของนักเตะดีขึ้น ช่วยให้พวกเขาได้รับแรงกระตุ้น จิตวิญญาณ และทัศนคติที่ดีระหว่างการแข่งขัน แล้วผมไม่เคยเห็นเจ้านายเป็นอะไรแบบนั้น เหมือนเขามีความกระหายเป็นอย่างมากที่จะพาทีมประสบความสำเร็จ”

ลิเวอร์พูล 3 แมนฯซิตี้ 0 (แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก)

 ลิเวอร์พูลใช้เวลาเพียง 19 นาทีในการขึ้นนำ 3-0 จากสกอร์ของ อเล็กซ์ ออกซ์เลด-แชมเบอร์เลน, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโฮ มาเน่

“คืนก่อนหน้าการแข่งขัน ผมนอนไม่หลับเอาเสียเลยเพราะมัวแต่กังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้างทั้งทางดีและร้าย ผมจะลดความกดดันของผู้รักษาประตูได้ไหม เขาจะเล่นได้ดีไหม และหวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี อย่างที่รู้กันว่าซิตี้เป็นทีมที่ยอดเยี่ยมและโชว์ฟอร์มได้ดีมาก พวกเขาดูเหมือนจะเหนือกว่าเราช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่แล้วทุกอย่างก็เข้าทางเราและทำให้อยู่ในสถานการณ์ได้เปรียบสำหรับนัดสอง”

ลิเวอร์พูล 5 โรม่า 2 (แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 รอบรองชนะเลิศ นัดแรก)

ขอบคุณภาพจาก  https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3413468

เกมนี้ อลิสซง ซึ่งขณะนั้นอยู่ในทีมโรม่า ได้สัมผัสบรรยากาศในแอนฟิลด์เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะเรียกสนามนี้ว่าบ้านอีกสามเดือนต่อมา แนวรุกทั้งสามต่างมีชื่อบนสกอร์บอร์ด ซาลาห์ 2, มาเน่ 1 และ ฟีร์มิโน่ 2 ลิเวอร์พูลขึ้นโด่ง 5-0 ในนาทีที่ 69 มากพอที่จะทำให้ความปราชัย 2-4 ที่กรุงโรม ไม่สามารถขวางเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศก่อนเป็นฝ่ายพ่ายต่อเรอัล มาดริด

“สัมผัสได้ถึงบรรยากาศความเป็นบิ๊กแมตช์ บอลถ้วยยุโรปเป็นเกมที่พิเศษเสมอ สำหรับเอลี่ (อลิสซง) ผมติดตามเขามาเป็นเวลานานแล้วตั้งแต่ปี 2012 สมัยอยู่กับทีมอินเตอร์นาซิอองนาล และเป็นโอกาสดีที่ได้เห็นเขาเล่น จริงอยู่นัดนี้เขาเสียประตูเยอะแต่เขาทำอะไรไม่ได้มากนักหรอก ทีมเราเล่นได้เหนือชั้นจริงๆ”

“ผมเห็นเอลี่เล่นในสนามกับตาตัวเองครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาเป็นแมตช์อุ่นเครื่องกับโรม่าที่สหรัฐอเมริกา ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดถึงเอลี่ให้เจ้านายฟัง เขาเริ่มชอบเอลี่จากนัดนั้น ก่อนเซ็นสัญญากับเอลี่ เราคุยกับผู้รักษาประตูคนอื่นด้วยเช่น มานูเอล นอยเออร์ ทีมชาลเก้, ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช ทีมอูดิเนเซ่ และ มาร์ก อังเดร แทร์ สเตเก้น ทีมโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค”

“ตอนนั้น เราได้งบประมาณมาเยอะ เจ้าของสโมสรก็ต้องการให้เราได้นายทวารฝีมือดีที่สุด ผมบอกกับบอสส์ว่าเขา (อลิสซง) เป็นคนเดียวที่ผมยอมจ่ายเงินมหาศาลเพื่อซื้อเข้ามา บอสส์เป็นคนตัดสินใจเอง ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีเหลือเชื่อ”

ลิเวอร์พูล 4 บาร์เซโลน่า 0 (แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019 รอบรองชนะเลิศ นัดสอง)

แม้ขาดผู้เล่นสำคัญถึงสองคนในการเจอกับบิ๊กทีมทวีปยุโรป แต่ตัวเลขสกอร์ที่ออกมากลับขาดลอยเหลือเชื่อหลังจาก ดิว็อค โอริกี้ สังหารประตูที่ 4 ทำให้สกอร์รวมสองนัดแซงหน้าเป็น 4-3 ลอยลำเข้าไปชิงถ้วยหูใหญ่กับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

“เราไม่มีบ็อบบี้กับโม และชากิรีลงตัวจริง ตอนนั้นใครต่างกาชื่อเราออกไปจากทัวร์นาเมนท์แล้วเมื่อมองผลแข่งขันนัดเยือนเกมแรก แต่จากข้างสนาม ผมเห็นว่าเราต้องยิงประตูได้ในไม่ช้า จากนั้น 2-3 ประตูก็เกิดขึ้น”

“เจ้านายพูดว่า เขารู้ดีว่าทุกคนตัดชื่อเราออกไปแล้ว แต่เขาศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวนักเตะเสมอ นั่นจึงทำให้เรื่องราวยิ่งใหญ่เกิดขึ้นที่เราสามารถสร้างประวัติศาสตร์เพื่อให้ลูกหลานได้รับรู้”

“ระหว่างการประชุมทีม เจ้านายพูดว่า ถ้าทีมไหนสักทีมทำสำเร็จ หนึ่งในนั้นต้องเป็นเรา ผมมั่นใจว่าทุกคนในนั้นต้องจำคำพูดปลุกเร้าของเจ้านายได้แน่นอน”

อ้างอิง : 

https://www.thisisanfield.com/2022/05/the-goal-that-brought-us-back-how-one-alisson-header-led-liverpool-to-paris/

https://www.thisisanfield.com/2022/04/anfields-5-best-european-nights-under-jurgen-klopp-as-told-by-john-achterberg/

Categories
Feature

หลุยส์ ดิอาซ ยกระดับกองหน้าหงส์แดงจาก FAB THREE เป็น FAB FIVE

ต้องถูกจัดให้ติดหนึ่งในสุดยอดการซื้อขายที่คุ้มค่ามากที่สุดอันดับต้นๆในประวัติศาสตร์ตลาดนักเตะฤดูหนาวนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเริ่มใช้ระบบ transfer window ในฤดูกาล 2002-03 อย่างแน่นอนสำหรับ หลุยส์ ดิอาซ ปีกและกองหน้าฝั่งซ้ายของ ลิเวอร์พูล ซึ่งแทบไม่ต้องใช้เวลาปรับตัวกับชีวิตใหม่ในถิ่นแอนฟิลด์เลย สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างรวดเร็วและช่วยให้หงส์แดงชู 2 ถ้วยแชมป์ภายในเวลาสามเดือนครึ่งแรก คาราวบาว คัพ และ เอฟเอ คัพ

เยอร์เกน คลอปป์ เคยให้สัมภาษณ์ถึงอดีตปีกทีมปอร์โตว่า “หลุยส์เป็นผู้เล่นที่โดดเด่น เป็นนักเตะในแบบที่เรามองหามานานแล้ว ตอนที่แข่งกับเขาต้นซีซั่น เรารู้ทันทีว่าเขาเป็นตัวอันตรายและรวดเร็วขนาดไหน เขาเข้ามาช่วยยกระดับทีมของเราอย่างแน่นอน”

ขอบคุณภาพจาก  https://www.thesun.co.uk/sport/football/17598470/luis-diaz-liverpool-tottenham-transfer/

“สเปอร์ส” ช่วยกระตุ้นให้คลอปป์เร่งซื้อดิอาซเร็วขึ้นกว่าครึ่งปี

ดีลนี้เหล่า เดอะ ค็อป ต้องให้เครดิตท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ เพราะคลอปป์อยากได้ตัวปีกวัย 25 ปีทีมชาติโคลอมเบียเพราะประทับใจฟอร์มตอนเจอ เอฟซี ปอร์โต ในแชมเปี้ยนส์ลีกรอบแบ่งกลุ่ม และตั้งใจเปิดโต๊ะเจรจาช่วงตลาดซัมเมอร์กลางปี แต่พอรู้ข่าวทีมไก่เดือยทองสนใจดิอาซระดับเอาแน่ คลอปป์จึงเร่งเครื่องปาดหน้าเค้กไฮแจ็คดิอาซจากลีกโปรตุเกสด้วยสัญญา5 ปี เมื่อวันที่ 30 มกราคม จ่ายค่าตัว 37.5 ล้านปอนด์ บวกโบนัสแอดออน 12.5 ล้านปอนด์

พ่อของดิอาซเปิดเผยภายหลังว่า “ท็อตแนมสนใจลูกชายของผมจริงๆ โรมาก็อีกหนึ่งทีม แต่พวกเขาลังเลมากไปและปล่อยให้ลิเวอร์พูลเข้ามา ลิเวอร์พูลเร็วกว่าสองทีม พวกเขาต้องการหลุยส์และโฉบตัวไป”

แม้ดิอาซเพิ่งเข้าประเทศอังกฤษได้ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์เนื่องจากเสียเวลาเคลียร์ปัญหาเวิร์คเพอร์มิท คลอปป์ได้รีบใช้งานเขาอีกสองวันต่อมา ส่งลงสนามแทน เคอร์ติส โจนส์ ในนาทีที่ 58 ของ เอฟเอ คัพ รอบ 4 ซึ่งลิเวอร์พูลชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ 3-1 โดยดิอาซทำแอสซิสต์จากสกอร์ของ ทาคุมิ มินามิโนะ

19 กุมภาพันธ์ ดิอาซที่เพิ่งลงตัวจริงบอลพรีเมียร์ลีกเป็นนัดที่สอง เบิกสกอร์แรกในสีเสื้อลิเวอร์พูลได้ ทำประตูที่สามให้ต้นสังกัดชนะนอริช ซิตี้ 3-1 จากนั้นไม่ถึงสองสัปดาห์ เขาเป็นหนึ่งในขุนพล 11 คนแรกชุดแชมป์ คาราบาว คัพ 2022 และล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังได้รับเลือกให้เป็นแมนออฟเดอะแมตช์ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2022

ดิอาซยังมีโอกาสลุ้นแชมป์กับลิเวอร์พูลอีกสองรายการคือพรีเมียร์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งมีคิวเตะรอบชิงชนะเลิศกับ เรอัล มาดริด ในวันที่ 28 พฤษภาคม โดยตอนนี้ ดิอาซมีผลงานกับลิเวอร์พูล 24 นัด 6 ประตู คลอปป์ไม่ใช้งานดิอาซแค่สองนัดเท่านั้น

ขอบคุณภาพจาก https://www.facebook.com/ThailandLiverpoolFC

หงส์ขึ้นนำพรีเมียร์ลีกหากคิดผลแข่งช่วงดิอาซร่วมทีม

หากนับผลแข่งขันเฉพาะเกมพรีเมียร์ลีกตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งเป็นนัดแรกในยูนิฟอร์มหงส์แดงของดิอาซจนถึงเกมล่าสุดของลิเวอร์พูลที่บุกไปเฉือน แอสตัน วิลล่า 2-1 ลิเวอร์พูลจะมี 38 คะแนนจาก 14 นัด มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ทิ้งห่างอันดับสอง อาร์เซนอล ที่มี 30 คะแนน (14 นัด) ส่วน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รั้งอันดับสาม มี 26 คะแนน (11 นัด) เท่ากับอันดับสี่ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ (14 นัด) แต่ผลต่างสกอร์ดีกว่า 6 ประตู นั่นแสดงให้เห็นถึงลิเวอร์พูลได้รับอิมแพ็คมากเพียงใดหลังจากได้ดิอาซ

ริโอ เฟอร์ดินานด์ ตำนานเซ็นเตอร์แบ็คของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยพูดถึงดิอาซว่า “ดิอาซเป็นตัวสร้างความแตกต่างให้กับทีม มีชั้นเชิงที่สามารถดวลตัวต่อได้เหนือชั้น การเลี้ยงบอลของเขาทำให้กองหลังต้องปวดหัวและอาจช็อคกับลูกเล่นที่เจอ เขาเป็นนักเตะที่มหัศจรรย์ สำหรับผมแล้ว ดิอาซเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญายอดเยี่ยมแห่งปี เพื่อนร่วมทีมต้องรักเขาและพลังงานที่เขาส่งออกมาบนสนาม”

ดิอาซติดอันดับ 10 ดีลการซื้อสุดคุ้มค่าของคลอปป์

ราวกลางเดือนมีนาคม planetfootball ได้วิเคราะห์ 25 อันดับการเซ็นสัญญายอดเยี่ยมของคลอปป์นับตั้งแต่คุมทีมหงส์แดงในเดือนตุลาคม 2015 ปรากฏว่า ดิอาซถูกจัดให้อยู่อันดับสิบ ซึ่งเป็นการประเมินค่าที่สูงมากจากการเข้ามาอยู่ถิ่นแอนฟิลด์เพียงหนึ่งเดือนครึ่ง ลงสนาม 11 นัด ทำ 2 ประตู ซึ่งหากปีกทีมชาติโคลอมเบียยังรักษาฟอร์มเก่งได้อย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีข้างหน้า อันดับของเขาคงเลื่อนขึ้นสูงระดับท็อป-5 ได้ไม่ยาก ซึ่งตอนนี้ โม ซาลาห์ รั้งอันดับหนึ่งตามด้วย เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, แอนดี้ โรเบิร์ตสัน, ซาดิโอ มาเน่ และ อลิสซง เบ็คเกอร์

เมื่อครั้งชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ลีก 2019 และ พรีเมียร์ลีก 2020 ลิเวอร์พูลสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยกองหน้า Fab Three แต่หลังการเข้ามาของ ดีโอโก้ โซต้า ในเดือนกันยายน 2020 ตามด้วยดิอาซ ทำให้คลอปป์มีแผงหน้าระดับ Fab Five ซึ่ง ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตกเป็นข่าวอยากได้ดิอาซในเดือนมกราคม ยังเคยเสนอแนะบอร์ดบริหารให้ซื้อกองหน้าสไตล์ โมเดิร์น สไตรเกอร์ ระดับท็อปเข้ามาอย่างน้อยสองคน เพื่อเลือกใช้งานได้หลากหลายและสะดวกต่อการโรเตชั่นเหมือนกับทีมหงส์แดงและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่มีกองหน้าสมัยใหม่ฝีเท้ายอดเยี่ยมถึงห้าคน

ซีซั่นที่แล้ว ซึ่งลิเวอร์พูลเสียถ้วยพรีเมียร์ลีกคืนให้กับทีมเรือใบสีฟ้า มีคำถามขึ้นมาว่าลิเวอร์พูลจะเป็นอย่างไรหากขาด ซาลาห์, มาเน่ และ โรแบร์โต ฟีร์มิโน่ แต่คำตอบก็ชัดเจนแล้วเมื่อคลอปป์ได้โซต้าและดิอาซเข้ามา ซึ่งยังช่วยให้บรรดาเดอะ ค็อป รู้สึกอุ่นใจมากขึ้นกับสถานการณ์ที่ Fab Three กำลังจะหมดสัญญาหลังสิ้นสุดฤดูกาลหน้า

ดิอาซช่วยให้หงส์อุ่นใจหากเสียมาเน่หรือซาลาห์

โอกาสที่ลิเวอร์พูลจะเสีย Fab Three คนใดคนหนึ่งหรือกระทั่งสองคนในตลาดซัมเมอร์ปีนี้มีความเป็นไปได้สูง ซาลาห์เรียกร้องค่าเหนื่อยมากขึ้น ส่วนมาเน่ไม่คิดย้ายออกแต่สโมสรรอจบซีซั่นนี้ก่อนจึงจะหยิบสัญญาฉบับใหม่ขึ้นมาคุยกับโต๊ะ

มีรายงานว่า มาเน่ ดาราทีมชาติเซเนกัล ต้องการค่าเหนื่อย 250,000 – 300,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นนักเตะที่รับค่าเหนื่อยสูงสุดในลิเวอร์พูลเว้นเสียแต่กลุ่มทุน เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป จะยอมอัพค่าเหนื่อยให้ซาลาห์ขึ้นเป็น 400,000 ปอนด์ตามที่สตาร์ทีมชาติอียิปต์เรียกร้อง ซึ่งดูเหมือนว่าไม่น่าเป็นไปได้ นั่นเท่ากับว่าลิเวอร์พูลอาจจำใจต้องปล่อยซาลาห์หรือมาเน่ออกไป

ผู้สันทัดกรณีมองว่า ลิเวอร์พูลอาจเลือกมาเน่ ซึ่งประเมินค่าตัวไว้ที่ 50-80 ล้านปอนด์ แล้วนำเงินไปซื้อกองหน้าที่อายุอ่อนกว่าและถูกกว่าทั้งค่าตัวและค่าเหนื่อย พร้อมกับลุ้นให้ดิอาซหรือโซต้าสามารถก้าวขึ้นมาแบกภาระผลิตสกอร์อย่างต่ำ 20ประตูต่อซีซั่น โดยการเข้ามาของโซต้าและดิอาซทำให้ตอนนี้คลอปป์ไม่จำเป็นต้องมีซาลาห์หรือมาเน่มากเทียบกับสถานการณ์หกเดือนก่อนหน้านี้ ขณะที่บอร์ดบริหารก็ดูเหมือนกุมความได้เปรียบบนโต๊ะเจรจากับดารากองหน้าทั้งสองคน

แน่นอนว่า การเซ็นสัญญากับดิอาซในตลาดเดือนมกราคมช่วยให้คลอปป์หายใจหายคอโล่งขึ้นกับปัญหากองหน้า โชคดีที่ทีมสเปอร์สช่วยเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้กุนซือชาวเยอรมันเลื่อนคิวเซ็นสัญญาเร็วขึ้นกว่าครึ่งปี “ผมดีใจมากที่เราสามารถปิดดีลนี้ได้” คลอปป์เปิดใจเมื่อครั้งเพิ่งได้ตัวปีกวัย 25 ปีอย่างเป็นทางการ

อะไรที่ทำให้คลอปป์ต้องการดิอาซมากขนาดนั้นหลังเห็นฟอร์มจากข้างสนามในเกมปะทะกับปอร์โต 2 นัดช่วงต้นฤดูกาล

คลอปป์เห็นความอันตรายของดิอาซในเสื้อปอร์โต

ดิอาซเป็นปีกซ้ายที่เล่นบอลด้วยเท้าขวา มีความคล่องแคล่วว่องไวและเคลื่อนไหวตัวได้ชาญฉลาด บ่อยครั้งขณะที่เติมเกมรุกทางฝั่งซ้าย เขาจะสปีดหนีกองหลังวิ่งเข้าตรงกลางในตำแหน่งศูนย์หน้าเพื่อรอรับบอลที่เพื่อนร่วมทีมเจาะทะลุฝ่ายตรงข้าม ซึ่งดิอาซสามารถใช้เท้าขวารับบอลและง่ายต่อการลากบอลจี้เข้าหาประตูเพื่อเผด็จศึกจังหวะสุดท้าย หรือหากคู่ต่อสู้ปราดเข้ามาสกัดอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้นักเตะปอร์โตเป็นอิสระ ดิอาซสามารถเลือกจ่ายบอล ซึ่งการสร้างสรรค์เกมรุกเป็นความอันตรายอีกข้อหนึ่งของปีกทีมชาติโคลอมเบีย

สปีดของดิอาซสร้างความปั่นป่วนให้ตัวประกบทั้งการวิ่งอินไซด์และเอาท์ไซด์ อาวุธเก่งคือการตัดเข้าด้านในและครอสส์บอลไปทางเสาไกล หรือเลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษเพื่อผ่านบอลไปบริเวณหน้าเส้นประตูหวังให้เพื่อนร่วมทีมอยู่ในตำแหน่งที่สามารถเข้าชาร์จ เขายังเป็นคนที่เล่นบอลในพื้นที่แคบได้ดีอีกด้วย แต่มักไม่ค่อยเห็นเขาเลี้ยงบอลไปถึงเส้นหลังประตูแล้วเปิดบอลยัดเข้ามา

อิดาซยังมีความสามารถจบสกอร์ด้วยตัวเอง อย่างในจังหวะที่ลากบอลผ่านเส้นกรอบเขตโทษและเห็นช่องว่างของแผงหลังฝ่ายตรงข้าม เขาจะแต่งบอลเพื่อสร้างจังหวะซัลโวด้วยการขยับถอยหลังแล้วง้างเท้ายิงด้วยความรุนแรงแม้การจัดร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ยามไม่มีบอล ดิอาซยังใช้สปีดเคลื่อนที่ไปตามพื้นที่ต่างๆอย่างรวดเร็ว สามารถเข้าเพรสส์คู่ต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพ บ่อยครั้งมีการเร่งสปีดขึ้นด้วยเวลาอันน้อยนิดเพื่อเคาน์เตอร์แอ็ทแท็คหรือกดดันฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ปีกทีมชาติโคลอมเบียยังถอยหลังลงไปช่วยฟูลแบ็คในยามจำเป็น อาศัยความดุดันและนิสัยกัดไม่ปล่อยดวลกับกองหน้าตัวต่อตัว พร้อมระเบิดความเร็วออกไปข้างหน้าเมื่อแย่งบอลมาครอบครอง เปลี่ยนรับเป็นรุกอย่างรวดเร็ว

กับทีมปอร์โต ดิอาซถูกวางตัวอยู่ฝั่งซ้ายทั้งระแบบ  4-2-3-1 และ 4-4-2 หากเป็น 4-2-3-1 เมื่อเปิดเกมรุก ดิอาซได้รับไฟเขียวให้เคลื่อนตัวเข้าตรงกลางเพื่อช่วยศูนย์หน้า แต่ถ้าเป็น 4-4-2 ดิอาซจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเล่นเป็นกองหน้าแทนเพื่อนร่วมทีมคนหนึ่งที่ถอยลงไปเป็นมิดฟิลด์ หรือบางครั้งก็เปลี่ยนแผนเป็น 4-3-3 ใช้ประโยชน์จากดิอาซทั้งแอสซิสต์และการจบสกอร์

ในทีมชาติโคลัมเบอร์ ผู้เล่นตำแหน่งเบอร์ 10 จะฉีกตัวไปด้านซ้ายเพื่อเปิดโอกาสให้ดิอาซเลี้ยงบอลเข้าด้านในและยิงประตู บางครั้งเบอร์ 9 และ 10 จะดันตัวขึ้นสูงเพื่อกดดันเซ็นเตอร์แบ็คให้ถอยหลังกลับไป สร้างช่องว่างบริเวณแนวรับให้ดิอาซทะลวงเข้าไป

ด้วยทักษะและเชิงชั้นเหล่านี้เองเมื่อดิอาซเข้ามาอยู่ในระบบ 4-3-3 ภายใต้การคุมทีมของคลอปป์ บวกกับเพื่อนร่วมทีมรอบตัวที่มีเซนส์บอลสูงทันกัน จึงทำให้ดิอาซกลายเป็นตัวอันตรายอย่างที่กุนซือชาวเยอรมันให้สัมภาษณ์ไว้เพราะเคยประสบด้วยตาตนเอง

ผลงานในสนามตลอดสามเดือนครึ่งที่ผ่านมาของดิอาซในสีเสื้อลิเวอร์พูลเป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนอยู่แล้ว จากการลงสนาม 24 นัดจาก 4 รายการ 1,536 นาที 6 ประตู 4 แอสซิสต์ กับเหรียญรางวัลชนะเลิศ คาราบาว คัพ และ เอฟเอ คัพ

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา

อ้างอิง : 

https://www.planetfootball.com/trending/luis-diaz-liverpool-villarreal-impact-sub-best-january-signing-goal-champions-league/

https://www.planetfootball.com/quick-reads/luis-diaz-liverpool-premier-league-table-since-debut-february-impact/

https://www.planetfootball.com/quick-reads/ranking-every-signing-jurgen-klopp-has-made-as-liverpool-manager/

https://www.90min.com/posts/luis-diaz-instant-impact-means-liverpool-can-do-without-sadio-mane

Categories
Feature

พรีวิว ลิเวอร์พูล เอฟเอ คัพ ไฟนอล 2022: ย้อนรอยความกล้าหาญ เจอร์รี่ เบิร์น ตำนานฮาร์ดแมน หงส์แดง 117 นาทีไหปลาร้าหัก คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรกที่เฝ้ารอ 73 ปี

Everybody loves a hardman” ว่ากันว่านักเตะสไตล์ฮาร์ดแมนชนะใจแฟนบอลเสมอ พวกเขาแสดงออกผ่านร่างกาย เล่นบอลเข้าบอลด้วยพลังเกินร้อยไม่หวั่นกระดูกหัก อยู่ในสนามพร้อมสภาพกล้ามเนื้อปูดหนังฉีกเลือดชะโลม วิ่งพล่านประหนึ่งรับยาม้าก่อนคิกออฟ พวกเขาแสดงออกผ่านจิตวิญญาณ ทุ่มเททั้งกายทั้งใจตั้งแต่วินาทีแรก ไม่รู้จักคำว่ายอมแพ้ยกธงขาวจนเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น

แม้วงการลูกหนังคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเตะมากขึ้น แต่บ่อยครั้งที่ยังเห็นนักฟุตบอลฝืนวิ่งในสภาพทั้งที่บาดเจ็บ มีเลือดไหลออกมาจากผ้าที่พันไว้ แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปกว่าครึ่งศตวรรษ ภาพพวกนี้คือความปกติที่เกิดขึ้นบนสนามหญ้าเพราะยุคนั้นมีนักเตะต้องเล่นต่อทั้งที่กระดูกหักหรือร้าวให้เห็นบ่อยครั้ง

ยุคสมัยไร้ผู้เล่นสำรองให้เปลี่ยนตัว

เชื่อหรือไม่ว่าช่วง 11 ปี ระหว่างกลางทศวรรษ 1950 – 1960 มีถึง 5 ครั้งของนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ของอังกฤษ ที่นักเตะอย่างน้อยหนึ่งคนต้องเล่นต่อทั้งที่กระดูกชิ้นใดชิ้นหนึ่งแตกร้าวระหว่างเกม ค่าเฉลี่ยปีเว้นปี สาเหตุเนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีกฎการเปลี่ยนตัวผู้เล่น อีกนัยหนึ่งคือแต่ละทีมต้องใช้ผู้เล่น 11 คนเท่าที่ส่งรายชื่อก่อนเกม ไม่มีผู้เล่นสำรองเพื่อเปลี่ยนตัวระหว่างการแข่งขัน

ฟุตบอลลีกเมืองผู้ดีเพิ่งให้เปลี่ยนนักเตะลงแทนคนที่บาดเจ็บในฤดูกาล 1965-66 คนแรกคือ คีธ พีค็อก ของชาร์ลตัน ที่ลงมาแทนนายทวารร่วมทีมเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1965 หลังเกมเริ่มไปแค่ 11 นาที 

ขณะที่ เอฟเอ คัพ ออกกฎนี้ตามมาในซีซั่น 1967-68 ทำให้เกิดหนึ่งในเรื่องราวยอดตำนานฮาร์ดแมนขึ้นใน เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ปี 1965 ซึ่งเป็นครั้งที่ลิเวอร์พูลครองแชมป์รายการนี้เป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์หลังจากรอคอยยาวนานถึง 73 ปี  โดย เจอร์รี่ เบิร์น แบ็คซ้ายทีมหงส์แดง ต้องฝืนทนความเจ็บปวดอยู่ในสนามเพราะกระดูกไหปลาร้าหักเกือบ 120 นาที แถมเก็บอาการไม่ให้คู่แข่งรู้อีกด้วย 

ขอบคุณภาพจาก : https://www.pinterest.es/pin/496592296409986126/

แชมป์ เอฟเอ คัพ ที่เฝ้ารอคอยถึง 73 ปี

แม้ลิเวอร์พูลกวาดแชมป์ ดิวิชั่น 1 มาแล้ว 6 สมัย รวมถึงซีซั่นก่อนหน้านี้ (1963–64) แต่กับบอลถ้วย (ตอนนั้นยังไม่มีลีกคัพ) พวกเขายังไม่สามารถนำ เอฟเอ คัพ มาประดับตู้โชว์ได้เลยหลังจากทำได้ดีที่สุดเพียงรองแชมป์เมื่อแพ้ เบิร์นลีย์ ปี 1914 และ อาร์เซนอล ปี 1950 ตรงข้ามกับเพื่อนบ้าน เอฟเวอร์ตัน ที่ชนะเลิศมาแล้วในปี 1906 และ 1933 ส่วนลีกสูงสุด ท็อฟฟี่สีน้ำเงินครอบครองแชมป์ในจำนวนเท่ากัน รวมถึงครั้งหลังสุด ฤดูกาล 1962–63 ก่อนเสียตำแหน่งให้ลิเวอร์พูลในซีซั่นถัดมา

ลิเวอร์พูลจึงหมายมั่นปั่นมือกับนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1965 เพื่อลดช่องว่างกับคู่อริแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ แต่คู่แข่งขันคือทีมพลังหนุ่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด ของยอดกุนซือ ดอน เรวี่ ที่ฟอร์มกำลังร้อนแรง

มีเกร็ดเล็กน้อยก่อนคิกออฟเมื่อพระราชินีเสด็จมายังสนามเวมบลีย์พร้อมทรงแต่งชุดสีแดง แฟนหงส์แดงพากันตะโกนลั่นสนามว่า “Ee aye addio, the Queen’s wearing red!” (นัดนั้น ลิเวอร์พูลสวมเสื้อแดงกางเกงแดง ลีดส์ใส่ชุดขาวล้วน)

เกมเริ่มไปเพียงสามนาทีก็เกิดเหตุปะทะรุนแรงบริเวณหน้าประตูฝั่งลิเวอร์พูล บ็อบบี้ คอลลินส์ กองกลางที่สูงเพียง 5 ฟุต 3 นิ้ว แต่โดดเด่นด้วยสไตล์ถึงลูกถึงคน ซึ่งเคยเล่นให้เอฟเวอร์ตันระหว่างปี 1958 – 1962 ปราดเข้าแย่งบอล เท้าขวาปะทะหน้าแข้งของ เจอร์รี่ เบิร์น อย่างจัง กรรมการไม่รีรอมอบใบเหลืองให้คอลลินส์

บ็อบ เพรสลีย์ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นผู้ช่วยของ บิล แชงคลีย์ ผู้จัดการทีม รีบลงไปดูอาการของไบรน์ที่นอนอยู่บนสนามในสภาพเหมือนไม่บาดเจ็บหนักหนา แต่มุมมองจากข้างสนามของเพรสลีย์ที่ได้รับใบประกาศนักกายภาพบำบัด เขามีลางสังหรณ์ว่า เหตุร้ายเกิดกับแบ็คซ้ายรายนี้แล้ว

กระดูกไหปลาร้าหักตั้งแต่นาทีที่ 3

เพรสลีย์เขียนไว้ในหนังสือ My 50 Golden Reds ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี 1990 ว่า “ผมรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องร้ายแรงกับ เจอร์รี่ เบิร์น แน่นอน ด้วยประสบการณ์หลายปีสอนให้ผมแยกแยะระหว่างผู้เล่นที่นอนบนสนามเพื่อพักกับเพราะบาดเจ็บได้ ทันทีที่เข้าถึงตัวเจอร์รี่ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่คิดข้างสนามนั้นถูกต้อง แกร์รี่ไหปลาร้าหัก แต่เขารู้ดีว่าไม่มีทางที่ลิเวอร์พูลจะเอาชนะลีดส์ด้วยผู้เล่นสิบคน”

“ปฏิกิริยาแรกที่ผมควรทำตอนนั้นคือ โบกมือไปที่ข้างสนามเพื่อร้องขอเปลหาม แต่เจอร์รี่มองมาที่ผมด้วยสายตาวิงวอน ‘อย่าบอกใคร’ ผมพูดกลับไปว่า ‘นายรู้ใช่ไหมว่ากระดูกหัก’ แน่นอนแกร์รี่รู้แต่เขายืนยันที่จะเล่นต่อตลอด 87 นาทีที่เหลือ หรืออาจต้องบวกเพิ่มอีกครึ่งชั่วโมงหากเกมต้องต่อเวลา”

“เขาเอ่ยกับผมอย่างท้าทายว่า ‘ผมทำได้แน่’ และเขาก็ทำได้จริงๆ เป็นหนึ่งความห้าวหาญที่ผมประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองในเวมบลีย์”

ความลับที่ห้ามฝั่งลีดส์ระแคะระคายเด็ดขาด

“ผมกลับไปนั่งข้างสนามแล้วบอกแชงคลีย์และทุกคนว่า เจอร์รี่กระดูกไหปลาร้าหัก แต่ไม่มีใครเชื่อผมเลยสักคนจนกระทั่งแพทย์ยืนยันนั่นแหละ พวกเขาจึงเชื่อ ส่วนฝั่งทีมลีดส์ ผมสาบานจะเก็บเป็นความลับไม่ให้ใครรู้ทั้งสตาฟฟ์โค้ชหรือนักเตะ เราหลอกพวกเขาด้วยการพูดเอะอะโวยวายเรื่องที่เจอร์รี่โดนอัดหน้าแข้งเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ”

ทางด้านไบรน์กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า “ตอนแรกผมห่วงหน้าแข้งมากกว่าเพราะบ็อบบี้ คอลลินส์ เข้าบอลหนักและถลกหนังหน้าแข้งผม ถ้าเป็นสมัยนี้คงเป็นใบแดง ส่วนผมคงโดนหามออกนอกสนามไปแล้ว แต่สมัยนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น ผมไม่ได้ตระหนักว่าจะเกิดเรื่องเสียหายตามมาอย่างไรแต่ยอมรับว่ามันเจ็บมาก”

“บ็อบ เพรสลีย์ ตรวจอาการผมอีกครั้งช่วงพักครึ่งและยืนยันว่าอะไรเกิดขึ้น ทั้งเขาและบิล แชงคลีย์ ต่างแปลกใจว่าผมทนเล่นต่อได้อย่างไร แต่ผมยืนยันต้องการเล่นต่อ บ็อบเอาสำลีกับเทปมายึดไหปลาร้าแล้วผมก็ลงสนามไปพร้อมกับคนอื่น”

ทำแอสซิสต์ในสภาพไหปลาร้าหัก

ทั้งสองฝ่ายต้องดวลสตั๊ดท่ามกลางฝนและไม่สามารถส่งลูกหนังซุกก้นตาข่ายได้ นั่นหมายความว่าไบรน์ต้องข่มความเจ็บปวดเพิ่มอีก 30 นาที แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแบ็คซ้ายผู้เติบโตในย่านสกอตแลนด์โร้ดของเมืองลิเวอร์พูลได้บอลจาก วิลลี่ สตีเว่น ก่อนโยนจากฝั่งซ้ายไปให้ โรเจอร์ ฮันท์ ทำสกอร์ขึ้นนำในนาทีที่ 93 ฮันท์ถูกแวดล้อมด้วยทีมเมทที่ร่วมแสดงความยินดีรวมถึงไบรน์ที่โอบกอดด้วยแขนข้างเดียว

เพียงเจ็ดนาทีต่อมา บิลลี่ เบรมเมอร์ ซัดฮาล์ฟวอลเลย์ลูกพุ่งเสียบมุมบนสุดปัญญาที่ ทอมมี่ ลอว์เรนซ์ ป้องกันได้ สกอร์เป็น 1-1 อย่างไรก็ตาม เอียน เซ็นต์จอห์น ปิดโอกาสไม่ให้แมตช์ยืดเยื้อถึงนัดรีเพลย์หลังจากโขกบอลระยะเผาขนเข้าไปในนาทีที่117 ทำให้ลิเวอร์พูลเฉือนชนะลีดส์ 2-1

ขอบคุณภาพจาก : https://web.facebook.com/ThailandLiverpoolFC

แชงคลีย์ยอมรับว่าแชมป์ เอฟเอ คัพ สมัยแรก เป็นชัยชนะที่ดีที่สุดในช่วงชีวิตคุมทีมลิเวอร์พูลของเขา และไม่เคยสงสัยเลยที่จะระบุฮีโร่ตัวจริงของเกมนี้

“มันเกิดจากความกล้าหาญของ เจอร์รี่ เบิร์น เขาควรรับเหรียญรางวัลทั้งหมดไปคนเดียว ไม่มีใครอีกแล้วที่จะทำได้แบบเขา หนุ่มคนนี้ต้องเล่นร่วมหนึ่งชั่วโมงครึ่งทั้งที่กระดูกไหปลาร้าหัก”

“เราเห็นตอนพักครึ่งแล้ว กระดูกไหปลาร้าเขาหักชัดเจน แพทย์ประจำทีมพยายามจัดให้มันเข้าที่แต่ไม่สำเร็จ เราทำได้เพียงซ่อนไม่ให้ลีดส์รับรู้ นี่เป็นตัวอย่างของเกมจิตวิทยาที่ช่วยให้เราชนะรายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร แกร์รี่คือวีรบุรุษและเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่”

โบกมืออำลาวงการด้วยวัยเพียง 30 ปี

ไบรน์รักษาอาการบาดเจ็บและหายทันลงสนามฤดูกาลต่อมา (1965-66) ซึ่งลิเวอร์พูลจบซีซั่นด้วยแชมป์ ดิวิชั่น 1 สมัยที่สองในรอบสามปี โดยไบรน์มีสถิติลงสนาม 53 นัดรวมทุกรายการ และมีโอกาสโชว์ธาตุทรหดอีกครั้งเมื่อต้องเล่นทั้งที่กระดูกข้อศอกเคลื่อนในการแข่งขัน ยูโรเปี้ยน คัพวินเนอร์ส คัพ รอบรองชนะเลิศ นัดแรก กับ กลาสโกว์ เซลติก ที่สนามปาร์คเฮด

“ผมต้องกลับเข้าห้องพักนักกีฬาเพื่อให้แพทย์ของทีมจับกระดูกแขนให้กลับเข้าที่ มันปวดระยำเลยและผมต้องออกจากสนามก่อนจบเกมสิบนาที แขนของผมดำคล้ำตั้งแต่ข้อมือถึงหัวไหล่ ผมยังจำแชงคลีย์ทำท่าประหลาดใจเมื่อผมบอกว่าพร้อมที่จะเล่นบอลลีกกับสโต๊คในวันเสาร์”

อย่างไรก็ตาม ไบรน์ต้องแขวนสตั๊ดเร็วกว่าวัยอันควรเนื่องจากบาดเจ็บหัวเข่าหลังฟุตบอลโลก 1966 รอบสุดท้าย และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เขาสิ้นสุดอาชีพค้าแข้งในปี 1969 ขณะวัยเพียง 30 ปี เขายอมรับว่าไม่สามารถเหยียดหรืองอขาได้เหมือนปกตินับจากนั้น

ปิดฉากตำนานเจ้าของฉายา The Crunch

ปีต่อมา สโมสรจัดเทสติโมเนียลแมตช์ให้กับเบิร์นเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เขาประหลาดใจมากที่ได้รับเกียรติครั้งนี้ “คืนนั้นฝนตกที่แอนฟิลด์ ผมคิดว่าคงไม่มีใครมาแน่ แต่กลับมีแฟนบอลถึง 42,000 คนเข้ามา พวกเขาตะโกนเรียก The Crunch (ฉายาของไบรน์)”

เบิร์นมีโอกาสทำงานในสตาฟฟ์โค้ชที่แอนฟิลด์ระยะหนึ่งก่อนลาออกเนื่องจากเป็นโรคอัลไซเมอร์ เขาเสียชีวิตด้วยวัย 77 ปี ในเดือนพฤศจิกายน 2015

ขอบคุณภาพจาก : https://www.skysports.com/football/news/11669/10081959/liverpool-legend-gerry-byrne-passes-away-at-the-age-of-77

วันที่ 14 พฤษภาคมนี้ ลิเวอร์พูล จะลงแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ กับ เชลซี หากทำสำเร็จจะเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ของหงส์แดง กับถ้วยใบนี้ที่เคยต้องรอคอยนานถึง 73 ปี กับแมตช์ระดับตำนานของชายที่ชื่อว่า แกร์รี่ ไบรน์ ผู้ไม่เพียงกัดฟันต่อสู้ในสภาพกระดูกไหปลาร้าหักเกือบ 120 นาที แต่ยังเป็นคนทำแอสซิสต์ประตูนำร่องให้กับลิเวอร์พูลด้วย

อ้างอิง : https://www.liverpoolecho.co.uk/sport/football/football-news/never-nutmeg-him-think-you-23794612

เรียบเรียง : ฐปน วันชูเพลา